งานหนังสือเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ในเมืองไทย ไม่ว่าจะออกมาในชื่อเรียกไหน ทั้งงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ งานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ งานหนังสือของแต่ละสำนักพิมพ์ย่อย ๆ และงานหนังสือสัญจรตามจังหวัดต่าง ๆ พร้อมผู้คนที่มากขึ้นตามไปด้วย

สถานที่จัดงานก็มีการเปลี่ยนมาเรื่อย ๆ เช่นกัน นับตั้งแต่ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2515 ณ สังคีตศาลา โรงละครแห่งชาติ ขยับมาเป็นท้องสนามหลวง สวนลุมพินี จนช่วงหลัง ความทรงจำของหนอนหนังสือหนีไม่พ้น ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งจัดงานหนังสือครั้งสุดท้ายในวันที่ 28 มีนาคม – 7 เมษายน พ.ศ. 2562 ด้วยงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 47 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ

หลังจากปิดปรับปรุงไป 3 ปี สถานที่ที่คอหนังสือต่างรอคอย พร้อมกลับมาเปิดอีกครั้งกับงาน มหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 27 ระหว่างวันที่ 12 – 23 ตุลาคม พ.ศ. 2565 ภายใต้แนวคิด ‘BOOKTOPIA มหานครนักอ่าน เพราะการอ่านคือจุดเริ่มต้นของการสร้างเมือง’

ชาวก้อนเมฆจึงเชิญบรรณาธิการ 25 ท่าน จาก 25 สำนักพิมพ์ มาคัดสรรหนังสือ 25 เล่ม เพื่อแนะนำลู่ทางหลากหลายสู่มหานครนักอ่าน เป็นลายแทงเพื่อช่วยในการเลือกหาหนังสือที่น่าสนใจ และสร้างความเชื่อมโยงให้ต่อตัวเราและตัวตนของเมืองที่เราใฝ่ฝัน

ความหลากหลายก่อเกิดความสวยงามให้กับมหานครเช่นไร หลักการเลือกหนังสือในครั้งนี้ นับรวมหลากหมวดหมู่ของหนังสือให้มากที่สุด เพื่อตอบโจทย์ความสวยงามเช่นนั้น

ต่อไปนี้คือความเห็นของคนทำหนังสือ 25 ท่าน จาก 25 สำนักพิมพ์

01

ชื่อหนังสือ : ทุนนิยมเจ้า : ชนชั้น ความมั่งคั่ง และสถาบันกษัตริย์ในประเทศไทย

ผู้เขียน : ปวงชน อุนจะนํา

สำนักพิมพ์ : ฟ้าเดียวกัน

บูท : D21

25 หนังสือใหม่ แนะนำโดย 25 บรรณาธิการจาก 25 สำนักพิมพ์ ในมหกรรมหนังสือครั้งที่ 27

“หนังสือเล่มนี้แปลมาจาก Royal Capitalism : Wealth, Class, and Monarchy in Thailand (The University of Wisconsin Press, 2019) ซึ่งได้รับรางวัลชมเชย Harry J. Benda Prize ประจำปี 2022 จากสมาคมเอเชียศึกษาแห่งสหรัฐอเมริกา (The Association for Asian Studies)

“ผู้เขียนปรับใช้ผสมผสานทฤษฎีมาร์กซิสต์คลาสสิกว่าด้วยชนชั้นทางสังคม แนวคิดเรื่อง ‘ประเพณีประดิษฐ์’ ของ อีริค ฮอบส์บอว์ม (Eric Hobsbawm) และการต่อยอดแนวคิดว่าด้วย ‘การแบ่งร่างสถาบันกษัตริย์’ ของ เอิร์นสต์ คันโทโรวิคซ์ (Ernst Kantorowicz) มาทำความเข้าใจสถาบันกษัตริย์ไทยได้อย่างกลมกล่อมลงตัว บทวิเคราะห์ของเขาฉายให้เห็นภาพความเป็นมาและเป็นไปของ ‘สถาบันกษัตริย์กระฎุมพี’ ในประเทศไทยอย่างแหลมคม ยิ่งเมื่อปวงชนผนวกวิธีวิทยาการศึกษาเปรียบเทียบเข้ามาใช้ด้วยแล้ว เขาก็สามารถชี้ให้เราเห็นถึงความเจิดจรัสทุกเหลี่ยมมุมของสถาบันกษัตริย์ไทย ซึ่งเขายกย่องให้เป็น ‘เพชรน้ำเอก’ แห่งวงการเมื่อเทียบกับสถาบันกษัตริย์อื่น ๆ ในยุคทุนนิยม

“ขณะที่งานศึกษาสถาบันกษัตริย์ไทยก่อนหน้านี้มักให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์กับชนชั้นนำและสถาบันทางการเมืองต่าง ๆ งานชิ้นนี้ของปวงชนถือได้ว่า เข้ามาช่วยเติมเต็มความเข้าใจถึงปฏิสัมพันธ์ของผู้เล่นที่เป็นมวลชนอย่างนักธุรกิจชั้นนำ ชนชั้นกลางในเมือง ชาวนาชาวไร่ และแรงงานภาคอุตสาหกรรมในระบบทุนนิยมไทย ซึ่งทำให้เรามองเห็นปัญหาเนื้อในของสถาบันกษัตริย์กระฎุมพีโดยเฉพาะในวิกฤตช่วงท้ายของรัชกาลที่ 9 มากขึ้นอีกด้วย”

ธนาพล อิ๋วสกุล
บรรณาธิการสำนักพิมพ์


02

ชื่อหนังสือ : บริการสุดท้ายแด่ผู้ตาย เก็บกวาดความแตกสลายของชีวิต 

ผู้เขียน : คิมวัน

ผู้แปล : มินตรา อินทรารัตน์

สำนักพิมพ์ : Bibli

บูท : J35

25 หนังสือใหม่ แนะนำโดย 25 บรรณาธิการจาก 25 สำนักพิมพ์ ในมหกรรมหนังสือครั้งที่ 27

“หนังสือที่พูดถึงประสบการณ์ชีวิตผ่านความตายในมุมมองที่น่าสนใจมาก ๆ จากอาชีพใหม่ที่เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในเกาหลีใต้อย่าง ‘พนักงานทำความสะอาดบ้านของผู้ล่วงลับ’ โดยผู้เขียนซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทบริการทำความสะอาดพิเศษ ‘ฮาร์ดเวิร์กส์’ จะพาเราไปพบกับที่อยู่อาศัยหลากหลายประเภททั่วประเทศเกาหลีใต้เพื่อทำความสะอาดและเก็บกวาดสิ่งของของผู้ตาย ในขณะเดียวกันที่เรื่องราวในชีวิตและตัวตนของผู้คนเหล่านั้นจะถูกเปิดเผยออกมาผ่านสิ่งของต่าง ๆ ในบ้าน 

“ถึงหนังสือเล่มนี้จะพูดถึงรายละเอียดบางอย่างของ ‘ความตาย’ แต่ในขณะเดียวกันเรื่องราวทั้งมวลก็สะท้อนไปสู่ความหมายของการมี ‘ชีวิต’ นี่อาจเป็นเหตุผลที่บันทึกของพนักงานทำความสะอาดเล่มนี้จึงมีความงดงามราวกับดอกไม้ แม้จะเป็นดอกไม้แห่งความอาลัยก็ตาม” 

จีรวุฒิ เขียวมณี
บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์


03

ชื่อหนังสือ : เราผู้ไม่อาจหยุดยั้ง เล่มที่ 1 (UNSTOPPABLE US : How Humans Took Over The World)

ผู้เขียน : ยูวัล โนอาห์ แฮรารี (Yuval Noah Harari)

ผู้แปล : ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์

สำนักพิมพ์ : ยิปซี กรุ๊ป

บูท : F16

25 หนังสือใหม่ แนะนำโดย 25 บรรณาธิการจาก 25 สำนักพิมพ์ ในมหกรรมหนังสือครั้งที่ 27

ร่วมไขความลับของมนุษย์ผู้ไม่อาจหยุดยั้ง ผ่านผลงานใหม่ล่าสุดแห่งปีจากแฮรารี

“‘…เราไม่ได้แข็งแรงเหมือนสิงโต บินเก่งเหมือนอินทรี ว่ายน้ำเหมือนโลมา แต่ทำไมกลับเป็นพวกเราที่ครอบครองโลกนี้…’ นี่เป็นประโยคจั่วหัวของหนังสือเล่ม Masterpiece ในงานมหกรรมหนังสือฯ ที่สำนักพิมพ์ยิปซีของเราภูมิใจนำเสนอ Unstoppable Us เราผู้ไม่อาจหยุดยั้ง เล่ม 1 มนุษย์ครองโลกได้อย่างไร โปรเจกต์ใหม่แกะกล่องของ ยูวัล โนอาห์ แฮรารี (Yuval Noah Harari) นักเขียน Best Seller คนดีคนเดิมที่สร้างปรากฏการณ์หนังสือขายดีระดับโลกไปแล้วจากหนังสือตระกูล เซเปียนส์ คราวนี้เขากลับมาอีกครั้งพร้อมเรื่องราวกำเนิดมนุษยชาติในรูปแบบใหม่ที่น่าสนใจไม่แพ้เล่มก่อน ๆ 

“ยิปซีขอพานักอ่านที่รักทุกท่านนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลาผจญภัยสู่ยุคดึกดำบรรพ์ ไปรู้จักกับวิถีชีวิตของเผ่าพันธุ์โฮโมเซเปียนส์ ไปรู้จักสปีชีส์น้อยใหญ่บนโลก และร่วมไขความลับของมนุษยชาติที่ว่า เราครองโลกได้อย่างไร”

“แม้แฮรารีจะบอกว่า Unstoppable Us เราผู้ไม่อาจหยุดยั้ง ทำออกมาเพื่อนักอ่านวัย Pre-teen แต่ยิปซีขอการันตีว่า หนังสือซีรีส์นี้เหมาะสำหรับทุกคน ทุกสาย ไม่ว่าจะเป็นนักอ่านสายดอง ที่อยากเปิดใจกับจักรวาล เซเปียนส์ อีกครั้ง เพราะอ่านเล่มขาวมาแล้ว (Sapiens: ประวัติย่อมนุษยชาติ) แต่ก็ไม่รอด จะให้อ่านเล่มกราฟิก (Sapiens Graphic เล่ม 1 และ 2) ก็ไม่ถูกจริต หรือจะเป็นนักอ่านสายท้อแท้หัวใจ ที่แค่เห็นความหนามหึมาของเล่มก่อน ๆ ก็พากันถอยทัพหนีแล้วปาเข้ากองดอง หรือจะเป็นสายมือใหม่หัดอ่าน ที่อยากเข้าจักรวาล เซเปียนส์ (จะเรียกว่า Sapiens Reader Starter pack ก็ได้ ฮ่า ๆ) แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากเล่มไหนดี Unstoppable Us เราผู้ไม่อาจหยุดยั้ง เป็นเหมือนตรงกลางที่รวมความเข้มข้นของเนื้อหาจากเล่มไตรภาคกับความเพลิดเพลินและอ่านง่ายแบบเล่มกราฟิกไว้ด้วยกัน 

“ส่วนแฟน ๆ เซเปียนส์ อยู่แล้วยิ่งไม่ควรพลาดที่จะเปิดประสบการณ์การอ่านใหม่ในอีกหนึ่งรูปแบบนี้ (แอบกระซิบว่า ของแถมในงานน่ารักมาก!!) สำนักพิมพ์ยิปซีเลยขอฝากซีรีส์น้องใหม่เล่มนี้ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจนักอ่านทุกท่านมา ณ โอกาสนี้” 

วันวิสา เขตรดง
บรรณาธิการสำนักพิมพ์


04

ชื่อหนังสือ : แม่ ฉัน และอัลไซเมอร์

ผู้เขียน : ชลจร จันทรนาวี

สำนักพิมพ์ : Avocado Books

บูท : J31

25 หนังสือใหม่ แนะนำโดย 25 บรรณาธิการจาก 25 สำนักพิมพ์ ในมหกรรมหนังสือครั้งที่ 27

“เคยคิดไหมครับว่า ถ้าคนที่คุณรัก ‘จำอะไรไม่ได้เลย’ ไม่ว่าจะจำตัวเองไม่ได้ จำคนรอบข้างไม่ได้ แม้แต่วิธีอ้าปากพูด วิธีขยับปากเคี้ยวข้าว วิธีช่วยเหลือตัวเองขั้นพื้นฐาน ก็ไม่ได้อยู่ในความทรงจำเลยแม้แต่น้อย คุณจะทำอย่างไร

ชลจร จันทรนาวี ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงในการดูแลแม่ที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ขั้นรุนแรง ด้วยกลวิธีการเขียนที่จริงใจต่อความรู้สึกของเธอ ผสานทักษะการเล่าเรื่องอย่างนักแสดงและพิธีกรรายการโทรทัศน์ โดยมี ธนาพร ตั้งเจริญมั่นคง ผู้เขียนหนังสือเรียกน้ำตา Lots of Love 7,300 วันที่เรารักกัน เป็นบรรณาธิการดูแลต้นฉบับอย่างใกล้ชิด ทำให้หนังสือ แม่ ฉัน และอัลไซเมอร์ เป็นหนังสือที่อบอุ่น ละมุนหัวใจ และจะทำให้คุณเผลอยิ้ม หัวเราะ และน้ำตารื้นโดยไม่รู้ตัว” 

จักรกฤต โยมพยอม
บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์


05

ชื่อหนังสือ : ชีวิตไม่ได้ยืนยาวพอจะอยู่อย่างอดทน

ผู้เขียน : ซูซูกิ ยูซึเกะ

ผู้แปล : ชลฎา เจริญวิริยะกุล

สำนักพิมพ์ : วีเลิร์น

บูท : F40

25 หนังสือใหม่ แนะนำโดย 25 บรรณาธิการจาก 25 สำนักพิมพ์ ในมหกรรมหนังสือครั้งที่ 27

“ชีวิตเราไม่ได้ยืนยาวพอจะอยู่อย่างอดทน เล่มนี้เป็นหนังสือแปลจากภาษาญี่ปุ่น ผู้เขียนชื่อ ซูซูกิ ยูซึเกะ เป็นจิตแพทย์ที่คอยรักษาและให้คำปรึกษาผู้ป่วยที่ทรมานกับการใช้ชีวิต คุณหมอเคยมีคนใกล้ชิดที่ฆ่าตัวตายจึงตัดสินใจเขียนบทความเกี่ยวกับ ‘ความเจ็บปวดในการใช้ชีวิต’ ลงในโซเซียลมีเดีย แล้วก็พบว่ามีผู้คนมากมายที่ภายนอกดูใช้ชีวิตปกติดี แต่จริง ๆ แล้วกำลังพยายามปกปิดความรู้สึกทรมานเพื่อที่จะให้ผ่านแต่ละวันไปได้ และเป็นเหตุผลที่อยากแนะนำหนังสือเล่มนี้ ตอนนี้น่าจะมีหลายคนที่รู้สึกเหนื่อยล้าและเป็นทุกข์ ถ้าคนที่ได้อ่านมีกำลังใจขึ้นมาบ้างในช่วงที่รู้สึกย่ำแย่ก็ตรงกับความตั้งใจของผู้เขียน

“หนังสือเล่มนี้พูดถึงการสร้างเรื่องราวของตัวเองขึ้นมาเพื่อที่จะได้เห็นคุณค่าในตัวเอง ต่อให้เรื่องราวนั้นจะเต็มไปด้วยความทุกข์ก็จำเป็นต่อการมีชีวิตอยู่ต่อไปของคนคนนั้น ไม่ใช่ตั้งอยู่บนความสุขตามคำพูดและความคาดหวังของคนอื่น ภายในเล่มจะแบ่งเป็นบทสั้น ๆ เช่น เวลาที่จิตใจอ่อนแอ ให้ถอยห่างจากคนที่ตัดสินคุณ, ค้นหาคอนเทนต์ที่ช่วยเยียวยาตัวเรา, เรื่องไหนไม่ชอบก็หนีซะ การอยู่อย่างสุขใจต้องมาก่อน, สิ่งมีชีวิตถูกลิขิตมาให้ใช้ชีวิตอย่างแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อย ๆ ” 

ธนวรรณ นิลจินดา
ผู้ช่วยบรรณาธิการสำนักพิมพ์


06

ชื่อหนังสือ : พยานไม่รู้เห็น (Testimone Inconsapevole)

ผู้เขียน : จันริโค คาราฟิลโย (Gianrico Carofiglio)

ผู้แปล : นันธวรรณ์ ชาญประเสริฐ 

สำนักพิมพ์ : อ่านอิตาลี

บูท : K07 (เคล็ดไทย)

25 หนังสือใหม่ แนะนำโดย 25 บรรณาธิการจาก 25 สำนักพิมพ์ ในมหกรรมหนังสือครั้งที่ 27

พยานไม่รู้เห็น เป็นนวนิยายสืบสวนสอบสวนอ่านสนุก สอดแทรกเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาในศาลของอิตาลี ผู้เขียนเคยเป็นพนักงานอัยการผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับองค์กรอาชญากรรม เขียนนวนิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก ตีพิมพ์ในอิตาลีปี 2002 ขายดีจนได้พิมพ์ซ้ำเป็นครั้งที่ 100 ในปี 2022

“ผู้เขียนเข้าใจสอดแทรกเรื่องราวชีวิตของผู้คนรอบข้างตัวเอก ซึ่งมีทั้งจุดเด่นและจุดด้อย เราได้เห็นความฝันอันสวยงามของคน และความเป็นจริงที่ไม่ค่อยสวยงามของชีวิตที่เราต้องทนอยู่กับมันไป นอกจากนั้นผู้เขียนยังเล่าเรื่องซีเรียสด้วยน้ำเสียงของคนช่างประชด ช่างเหน็บแนม ตลก ฉลาดแต่ไม่ค่อยรู้เท่าทันตัวเอง บรรยายถึงความชั่วร้ายแบบถอยห่างในลีลาของนักปฏิบัติ (Practical Person) ยกเว้นเรื่องหัวใจของตัวเอง” 

นันธวรรณ์ ชาญประเสริฐ
บรรณาธิการสำนักพิมพ์


07

ชื่อหนังสือ : มูมิน คอมิกส์ฉบับสมบูรณ์ เล่ม 1 – 5

ผู้เขียน : ตูเว ยานซอน (Tove Jansson)

ผู้แปล : กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ 

สำนักพิมพ์ : แพรวเยาวชน

บูท: C48

25 หนังสือใหม่ แนะนำโดย 25 บรรณาธิการจาก 25 สำนักพิมพ์ ในมหกรรมหนังสือครั้งที่ 27

“พออ่านต้นฉบับงานชุดนี้จบ สิ่งแรกที่คิดก็คือน่าทึ่งจัง คุณตูเวเก่งมาก ๆ ที่สร้างโลกแห่งจินตนาการอันแสนบริสุทธิ์ได้อย่างหมดจดขนาดนี้ นอกจากความน่ารักและความตลกขบขันแล้ว เจ้ามูมินตัวอ้วนกลมกับครอบครัวและผองเพื่อนยังให้อะไรกับเรามากมายโดยที่เราคาดไม่ถึง และเราก็อยากให้ผู้อ่านชาวไทยมีโอกาสสัมผัสกับบรรยากาศนี้เช่นกัน จึงเลือกเรื่องนี้มาตีพิมพ์

  “นี่คือคอมิกส์ชิ้นโบแดงจากนักเขียนวรรณกรรมเยาวชนระดับตำนานที่ห้ามพลาดเด็ดขาด เพราะการันตีได้เลยว่าใครก็ตามที่ได้อ่านจะต้องขำ หรือไม่ก็อมยิ้มไปกับครอบครัวมูมินอย่างแน่นอน สิ่งที่แฝงอยู่ในคอมิกส์ชุดนี้ไม่ได้มีแต่ความสดใสโลกสวยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นสภาพสังคมจริงและมีแง่คิดดี ๆ มากมาย นับเป็นหนังสือที่เหมาะสำหรับผู้อ่านทุกเพศทุกวัยอย่างแท้จริง” 

สุทัตตา อรุณวงศ์สานุกูล
บรรณาธิการสำนักพิมพ์


08

ชื่อหนังสือ : Morpho Didius ผีเสื้อลัดวงจร

ผู้เขียน : สุพัตรา เกริกสกุล

สำนักพิมพ์ : P.S. Publishing

บูท : J32

25 หนังสือใหม่ แนะนำโดย 25 บรรณาธิการจาก 25 สำนักพิมพ์ ในมหกรรมหนังสือครั้งที่ 27

Morpho Didius ผีเสื้อลัดวงจร เป็นบทกวีกึ่งนิยายขนาดสั้น วาดภาพถึงความเศร้าอย่างหาสาเหตุไม่ได้ของหญิงสาวที่อาศัยอยู่ในดินแดนยูโทเปีย เธอไม่เชื่อในความรัก ไม่เชื่อในความหวัง แต่เชื่อในความขมขื่น เชื่อในความเจ็บปวดที่ห่าฝนฝากลงมา พยายามไขว่คว้าอิสรภาพด้วยการซ่อนตัวอยู่ในกรงขัง การมองโลกแบบบิด ๆ เบี้ยว ๆ แปรเปลี่ยนเมืองในอุดมคติที่เธอสร้างให้กลายสภาพเป็นดิสโทเปีย ลัดวงจรอย่างเดียวดายอยู่ในเปลวเพลิงเม็ดฝน

“เรื่องราวโดดเด่นด้วยวิธีเล่า ผู้เขียนร่ายคำดำเนินเรื่องผ่านความทรงจำที่เป็นหลักฐานของความเศร้า ฉากหลังคือโลกเสมือนที่เก็บกอดตัวเองไว้ ปะติดปะต่อกันด้วยความสัมพันธ์ระหว่างหญิงสาวกับสิ่งของในปัจจุบัน สถานที่ในอดีต ผู้คนในอนาคต น้ำยาลบความผิด ราวตากผ้าสีน้ำตา ตึกระรานฟ้า บทสนทนากับพระเจ้า

“ตัวหนังสือที่โรยตัวอย่างบรรจงจะพาไปสำรวจสภาวะล่มสลายภายในตัวเอง มองหาประกายความหวัง ปล่อยวางทุกการกักขัง หรือเพียงสัมผัสเอนเตอร์เทนเมนต์ที่ผลิตจากการพังทลายก็ได้” 

อันตา จิตตาศิรินุวัตร
บรรณาธิการสำนักพิมพ์


09

ชื่อหนังสือ : หลอน

ผู้เขียน : เอโดะงาวะ รัมโป 

ผู้แปล : พรพิรุณ กิจสมเจตน์

สำนักพิมพ์ : JLIT

บูท : I26

25 หนังสือใหม่ แนะนำโดย 25 บรรณาธิการจาก 25 สำนักพิมพ์ ในมหกรรมหนังสือครั้งที่ 27

หลอน รวมเรื่องสั้นสยองขวัญของ เอโดะงาวะ รัมโป นักเขียนซึ่งเป็นที่รู้จักกันวงกว้างในหมู่นักอ่านชาวไทย ในฐานะบิดานักเขียนนวนิยายสืบสวนและสยองขวัญของญี่ปุ่น

“รวมเรื่องสั้นเล่มนี้สำนักพิมพ์ JLIT จึงได้คัดเลือกเฉพาะนวนิยายสยองขวัญจากปลายปากกาของ เอโดะงาวะ รัมโป เพื่อกำนัลแด่สาวกของรัมโปและแฟนคลับเรื่องสยองขวัญ ได้สัมผัสกลิ่นรสเรื่องหลอนประสาทอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเขา อันถือได้ว่าเป็นต้นธารของ J-Horror ของญี่ปุ่น 

“ลักษณะเด่นของนวนิยายสยองขวัญของรัมโปนั้นไม่ได้เป็นเรื่องผีอ่านขวัญผวาแบบเรื่องอ่านเล่นประโลมโลกทั่วไป แต่มักแฝงภูมิหลังเกี่ยวกับสังคม การเมือง วิทยาศาสตร์ จิตวิทยา ปรัชญาหรืออื่น ๆ รวมถึงจะได้เห็นถึงความรอบรู้แขนงต่าง ๆ ของรัมโป ในยุคสมัยที่องค์ความรู้ไม่ได้หาได้ง่ายดายเพียงปลายนิ้วลัดอย่างโลกยุคดิจิทัลในปัจจุบัน นอกจากนี้ความเป็นสากลและไร้กาลเวลาของแก่นเรื่องของเขาทำให้ผลงานของเขาได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ อ่านกันแพร่หลายไปทั่วโลก และมีผู้ติดตามนิยมอ่านจนถึงปัจจุบันนี้ 

“ในรวมเรื่องสั้นสยองขวัญชุด หลอน นี้ ทางสำนักพิมพ์ได้คัดสรรเรื่องสั้น 5 เรื่อง ได้แก่ วิปริตพิศวาส, ฝันกลางวัน, มรณกรรมของคนละเมอ, ขุมนรกกระจกเงา และ สิเน่หาอมนุษย์ รวมถึงมีความเรียงหนึ่งชิ้น คือ ความเรียงเรื่อง ‘ตุ๊กตา’ เพื่อแฟนนักอ่านได้สัมผัสอรรถรสในแบบฉบับของรัมโปกันอย่างเต็มอิ่ม ไม่ควรพลาดความสนุกนี้เป็นอันขาด” 

อรรถ บุนนาค
บรรณาธิการสำนักพิมพ์  


10

ชื่อหนังสือ : ชุด ส่องอคติ เล่ม 1 : ความเป็นชาติในภูมิทัศน์อคติไทย, เล่ม 2 : ความเป็นมนุษย์กับภูมิทัศน์อคติไทย

บรรณาธิการ : นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ

สำนักพิมพ์ : มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

บูท : F29

25 หนังสือใหม่ แนะนำโดย 25 บรรณาธิการจาก 25 สำนักพิมพ์ ในมหกรรมหนังสือครั้งที่ 27

“อคติ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นปัญหาของสังคมที่ทำให้เกิดการเหมารวม การตีตรา การหมิ่นเหยียด” 

“การเลือกปฏิบัติ โดยสะท้อนผ่านการแสดงออก ภาษา และการสื่อสาร อคติทางวัฒนธรรมนำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรง ซึ่งเป็นผลมาจากทัศนคติที่มองว่าวัฒนธรรมหนึ่งดีกว่าวัฒนธรรมอื่น มีการปรากฏของอคติทางวัฒนธรรมในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น อคติทางชาติพันธุ์ อคติต่อวัย (วยาคติ) อคติทางเพศ อคติในโรงเรียน อคติทางภาษา อคติทางศาสนา เป็นต้น

“หนังสือ ส่องอคติ เล่ม 1 : ความเป็นชาติในภูมิทัศน์อคติไทย และ ส่องอคติ เล่ม 2 : ความเป็นมนุษย์กับภูมิทัศน์อคติไทย เกิดขึ้นจากความพยายามของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ในการชี้ชวนให้สังคมไทยหันมามองอคติและการตีตราที่ถูกผลิตซ้ำ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างและระบบสังคมที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำขึ้น

“บทความภายในหนังสือ 2 เล่มนี้จึงเป็นเหมือนตะเกียง ช่วยส่องให้เห็นอคติทางวัฒนธรรมและเงื่อนไขที่เป็นปัจจัยหนุนเสริมที่ทำให้สังคมไทยยังคงอยู่ในวังวนแห่งอคติ ความมุ่งหมายของหนังสือทั้ง 2 เล่มนี้คือช่วยให้ผู้อ่านตระหนักรู้ถึงปัญหา พร้อมแสวงหาแนวทางที่จะลดอคติ ส่งเสริมการปฏิบัติอย่างเสมอภาค เพื่อช่วยให้มนุษย์อยู่ร่วมกันได้ภายใต้สังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม” 

จรรยา ยุทธพลนาวี
รักษาการผู้จัดการฝ่ายบริการสารสนเทศ


11

ชื่อหนังสือ : I Can Do It เชื่อสิ ฉันทำได้

ผู้เขียน : ลูอีส เฮย์ (Louise Hay)

ผู้แปล : เจนจิรา เสรีโยธิน

สำนักพิมพ์ : นานมีบุ๊คส์

บูท : K15

25 หนังสือใหม่ แนะนำโดย 25 บรรณาธิการจาก 25 สำนักพิมพ์ ในมหกรรมหนังสือครั้งที่ 27

“หลักการที่นำคุณไปพบกับ ‘โชคดี’

“หากคุณเคยคิดจินตนาการถึงเรื่องที่ปรารถนาซ้ำ ๆ เคยพูดย้ำถึงบางสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น แล้วปรากฏว่าวันหนึ่งสิ่งนั้นกลับกลายเป็นจริงขึ้นมา คุณอาจประหลาดใจและคิดว่าฉันช่างโชคดีเหลือเกิน แท้จริงแล้วนี่ไม่ใช่เรื่องของโชค แต่สิ่งที่คุณทำคือการย้ำสิ่งที่ต้องการให้หยั่งรากลงในจิตสำนึก ดึงดูดกระแสการเปลี่ยนแปลงให้หลั่งไหลเข้ามาสู่ชีวิตโดยไม่รู้ตัว และหากฝึกจนเชี่ยวชาญ คุณจะพบกับ ‘โชคดี’ ที่ว่านี้ได้บ่อยขึ้น ทั้งหมดนี้คือหลักการของพลังงานอย่างหนึ่ง

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยกล่าวไว้ ทุกสิ่งในโลกคือพลังงาน หากความคิดของเรามีความถี่ตรงกับสิ่งที่ต้องการ คุณก็ไม่อาจเจอกับสิ่งอื่นได้เลย นอกจากสิ่งที่คุณต้องการ นี่ไม่ใช่ปรัชญา นี่คือกฎฟิสิกส์

“หนึ่งในผู้ที่นำหลักการนี้ไปใช้จนประสบความสำเร็จคือ ลูอีส เฮย์ กูรูด้านจิตวิญญาณ เจ้าของผลงาน I Can Do It เชื่อสิฉันทำได้ เธอเปลี่ยนชีวิตที่มีต้นทุนติดลบให้ประสบความสำเร็จ กลายเป็นนักเขียน นักพูด นักสร้างแรงบันดาลใจที่เป็นแบบอย่างให้แก่ผู้คนมากมาย และถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการใช้คำเชิงบวกลงในหนังสือเล่มเล็กเล่มนี้

“เธอใช้ชีวิตในแบบที่ทำให้เราเห็นว่าไฟในใจไม่มีวันมอดไปตามวัยที่ล่วงเลย ในวัยสาวเธออุทิศตัวทำงานช่วยเหลือผู้คน ในวัยย่าง 60 เธอก่อตั้งสำนักพิมพ์และมีผลงานขายดีระดับโลกมากมาย ในวัย 70 เธอลงเรียนเต้นรำและวาดรูป และแม้เธอจะจากโลกนี้ไปแล้ว แต่จิตวิญญาณและผลงานที่เธอสรรสร้างก็ยังคงโลดแล่นอยู่ต่อไปเพื่อส่งต่อแนวคิดที่บอกทุกคนว่า เพียงแค่เปลี่ยนกระบวนการคิด คุณก็เปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้นได้ เชื่อสิ คุณทำได้!” 

พร่างดาว นุประดิษฐ์
บรรณาธิการสำนักพิมพ์


12

ชื่อหนังสือ : นี่แหละทรราชย์ Graphic Edition : 20 บทเรียนจากศตวรรษที่ 20

ผู้เขียน : ทิโมธี สไนเดอร์ (Timothy Snyder)  

ผู้วาดภาพประกอบ : โนรา ครุก (Nora Krug)

ผู้แปล : สายพิณ ศุพุทธมงคล

สำนักพิมพ์ : Bookscape

บูท : F43

แนะนำหนังสือใหม่ 25 เล่ม จาก 25 สำนักพิมพ์ เลือกสรรจากใจคนทำ 25 ท่าน ในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 27

“ประวัติศาสตร์ไม่ซ้ำรอย แต่มันให้บทเรียนแก่เรา”

“คือเกริ่นนำของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเป็นบทเรียนจากทรราชในยุคที่ยังทิ้งรอยแผลมาถึงปัจจุบัน เราจะได้เจอนาซี, สตาลิน, โดนัลด์ ทรัมป์ และปูติน ในเล่มนี้ หนังสือเล่มนี้บอกว่าการเมืองอยู่รอบตัวเรา ทรราชเป็นประเด็นที่คนต้องรู้ทุกเพศทุกวัยในฐานะพลเมือง และถ้าเราไม่เรียนรู้จากประวัติศาสตร์ ทรราชก็จะไม่หายไป ประชาธิปไตยและเสรีภาพจะไม่ได้งอกงาม 

“อีกไฮไลต์หนึ่งของเล่มนี้คือ เป็นฉบับ Graphic Edition พิมพ์ 4 สีทั้งเล่ม ที่เขียนโดยนักวาดภาพประกอบมือรางวัล จึงถ่ายทอดเนื้อหาในเล่มได้เฉียบคม ทรงพลัง ย่อยประวัติศาสตร์ให้อ่านสนุกสำหรับคนทุกวัย เพื่อเรียนรู้จากอดีต เปลี่ยนแปลงปัจจุบัน และขีดเขียนอนาคตใหม่ที่ทรราชไม่มีที่ยืนในหน้าประวัติศาสตร์อีกต่อไป” 

ณัฏฐพรรณ เรืองศิรินุสรณ์
บรรณาธิการสำนักพิมพ์


13

ชื่อหนังสือ : นางพญาแห่งเหมันต์ (The Winter Queen) 

ผู้เขียน : บอริส อคุนิน (Boris Akunin)

ผู้แปล : สุภิดา แก้วสุขสมบัติ

สำนักพิมพ์ : River Books

บูท : D34

แนะนำหนังสือใหม่ 25 เล่ม จาก 25 สำนักพิมพ์ เลือกสรรจากใจคนทำ 25 ท่าน ในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 27

“เมื่อผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และนักแปลผู้เก่งกาจเรื่องการใช้ภาษาหันมาเขียนนิยาย นิยายของเขาย่อมมีความน่าสนใจในแบบฉบับของมัน และ นางพญาแห่งเหมันต์ หรือ The Winter Queen เล่มนี้ก็คือตัวอย่างนั้น” 

Boris Akunin นักเขียนชาวจอร์เจีย-รัสเซีย พาเราไปเยือนประเทศรัสเซียในสมัยศตวรรษที่ 19 ผ่านการไขคดีฆ่าตัวตายอย่างอุกอาจของหนุ่มชนชั้นสูงในสวนสาธารณะกลางเมือง เรื่องที่ดูไม่ซับซ้อนนี้กลับชักนำให้นักสืบจำเป็นหน้าใหม่นามว่า อีราสท์ แฟนโดริน เผชิญกับเหตุการณ์น่าตื่นตระหนกครั้งแล้วครั้งเล่า จนแน่ใจว่าเบื้องลึกเบื้องหลังของเหตุสะเทือนขวัญนี้มีอันตรายที่น่ากลัวกว่านั้นรออยู่

“เรารู้ดีว่าวัฒนธรรมที่สวยงามของรัสเซียมีมากมาย และยิ่งรัสเซียในยุคที่ล่วงเลยมานานแล้วยิ่งไกลตัวนักอ่านไปอีก แต่เชื่อว่า บอริส อคุนิน นำบรรยากาศของสถานที่และความน่าค้นหาของตัวละครมาผูกกับพล็อตสืบสวนสอบสวนได้อย่างกลมกล่อม เสน่ห์ของนิยายนักสืบกับฉากหลังย้อนยุคเป็นตัวช่วยการันตีความสนุก และก่อนที่จะรีบเบือนหน้าหนีเพราะคำว่ารัสเซีย เราอยากกระซิบบอกอีกว่า นี่คือผลงานของนักเขียนผู้เป็นศัตรูถาวรของรัฐบาลปูติน เพราะฉะนั้นห้ามพลาด!” 

ทิมา เนื่องอุดม
บรรณาธิการสำนักพิมพ์


14

ชื่อหนังสือ : เราอยู่อย่างไร เราตายอย่างนั้น (How We Live Is How We Die)

ผู้เขียน : เปมา โชดรอน (Pema Chödrön)

ผู้แปล : สดใส ขันติวรพงศ์

สำนักพิมพ์ : สวนเงินมีมา

บูท : L05

แนะนำหนังสือใหม่ 25 เล่ม จาก 25 สำนักพิมพ์ เลือกสรรจากใจคนทำ 25 ท่าน ในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 27

“‘อบอุ่น เป็นมิตร ราวกำลังฟังสหายสนิทบอกเล่าประสบการณ์ชีวิต ให้เราได้คิดใคร่ครวญ และนำไปปรับใช้ต่อ’ นี่คือความรู้สึกที่คลอเคลียอยู่ใกล้ใจตลอดเวลาที่อ่าน เราอยู่อย่างไร เราตายอย่างนั้น จากหน้าแรกจนหน้าสุดท้าย และเหตุผลที่เลือกแนะนำเล่มนี้ เปมา โชดรอน ภิกษุณีอเมริกันวัย 85 ปี แบ่งปันปัญญาที่ได้จากการศึกษาปฏิบัติตามสายธรรมพุทธทิเบตมาเกือบครึ่งศตวรรษ ให้เราได้ฉุกคิดและมอง ‘ความตาย’ ในมุมใหม่ ด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ เป็นกันเองอย่างยิ่ง” 

วรนุช ชูเรืองสุข
บรรณาธิการสำนักพิมพ์


15

ชื่อหนังสือ : มิกกี้หมายเลขเจ็ด (Mickey 7) 

ผู้เขียน : เอ็ดเวิร์ด แอชตัน (Edward Ashton) 

ผู้แปล : สรศักดิ์ สุบงกช

สำนักพิมพ์ : Solis Book

บูท : N35

แนะนำหนังสือใหม่ 25 เล่ม จาก 25 สำนักพิมพ์ เลือกสรรจากใจคนทำ 25 ท่าน ในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 27

ต้องขอบอกก่อนว่า ทางสำนักพิมพ์ได้อ่าน มิกกี้หมายเลขเจ็ด จบและตามหาลิขสิทธิ์ก่อนที่จะมีการประกาศทำภาพยนตร์โดย บงจุนโฮ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง ชนชั้นปรสิต (Parasite) และ ปฏิวัติฝ่านรกน้ำแข็ง (Snowpiercer) ซะอีกค่ะ 

“ปกติแล้วเราสองคนตามอ่านงานไซไฟใหม่ ๆ อยู่แล้ว และ มิกกี้หมายเลขเจ็ด ก็เป็นหนึ่งในเล่มที่เราซื้อมาอ่านทางคินเดิล (Kindle) อ่านไปอ่านมาพร้อมกันสองคน (โซลิสมีกันอยู่แค่ 2 คนค่ะ) สรุปว่าอ่านจบกันเร็วมากเพราะสนุกมาก รู้เลยว่าเล่มนี้มีของ ตรงกับสไตล์ของโซลิสมาก ๆ เลยรีบติดต่อซื้อลิขสิทธิ์ ตอนนั้นก็ยังไม่มีข่าวออกมานะคะว่าจะได้ทำหนัง ยอมรับว่าตอนเห็นข่าวตกใจมาก แต่พอมาคิดดี ๆ แล้ว เอ้อ เนื้อเรื่องมันสนุกจนเหมาะกับเอาไปทำภาพยนตร์เลยแหละ

“หนังสือ มิกกี้หมายเลขเจ็ด เขียนออกมาเพื่อสร้างข้อสงสัยทางปรัชญาและการเผชิญกับความจริงอันโหดร้ายผ่านการเล่าเรื่องแบบตลกร้าย เรื่องนี้น่าสนใจตรงที่สิ่งที่สำคัญหรือ ‘ต้นทุน’ ในเรื่องนี้ไม่ได้หมายถึงเงิน แต่หมายถึง ‘แคลอรี่’ ถือว่าเป็น What-If ในนิยายไซไฟที่แปลกและน่าสนใจมาก

“แถมพล็อตก็ผูกปมแล้วคลายได้อย่างแนบเนียน แล้วคลายออกมาได้ในระยะเวลาที่เหมาะสม นั่นหมายถึงไม่เอื่อยและไม่เร็วเกินไปจนตามไม่ทัน ซึ่งทางเราคิดว่าเหมาะกับแฟน ๆ ของโซลิสและนักอ่านหน้าใหม่ที่อยากก้าวเข้าสู่วงการไซไฟมาก ๆ เลยค่ะ” 

สวิณี แสงสิทธิชัย
บรรณาธิการสำนักพิมพ์


16

ชื่อหนังสือ : กระจกวิเศษของปุ๊บปั๊บ

ผู้เขียน : มณิศา ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา

สำนักพิมพ์ : แฮปปี้คิดส์ (Happy Kids)

บูท : C15

แนะนำหนังสือใหม่ 25 เล่ม จาก 25 สำนักพิมพ์ เลือกสรรจากใจคนทำ 25 ท่าน ในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 27

“ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้คือ กระจกทำให้เราได้เห็นตัวเอง ถ้าเรายิ้ม ก็ได้เห็นรอยยิ้ม เช่นเดียวกับการกระทำ ถ้าอยากให้ใครทำดีด้วย เราก็ควรทำดีต่อผู้อื่นก่อน คนรอบข้างจึงคล้ายเป็นกระจกที่ช่วยสะท้อนให้เราเห็นตัวเองด้วย

“หนังสือชุดนี้เป็นความตั้งใจที่ผู้เขียนอยากบอกทั้งเด็กและผู้ใหญ่ทุกคนว่าของวิเศษนั้น แท้จริงแล้ว ไม่ได้เกิดจากเวทมนตร์หรือปาฏิหาริย์ใด ๆ เลย แต่เกิดจากการได้เรียนรู้และเข้าใจ รวมถึงความคิดที่ดีงามและจิตใจที่มุ่งมั่นของเรานั่นเอง” 

น้านกฮูก
บรรณาธิการสำนักพิมพ์


17

ชื่อหนังสือ : ฮันนี่ เลมอน โซดา (Honey Lemon Soda) เล่ม 12

ผู้เขียน : มายู มูราตะ (Mayu Murata)

ผู้แปล : สิมิลัน อาศัยพานิชย์ 

สำนักพิมพ์ : บงกชคอมมิคส์

บูท : O40

แนะนำหนังสือใหม่ 25 เล่ม จาก 25 สำนักพิมพ์ เลือกสรรจากใจคนทำ 25 ท่าน ในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 27

ฮันนี่ เลมอน โซดา เป็นผลงานการ์ตูนของ อ.มายู มูราตะ ที่เคยสร้างความประทับใจมาแล้วจากเรื่อง SHOOTING STAR ☆ LENS ชูตติ้งสตาร์ ☆ เลนส์ และ สาวมือใหม่ หัวใจลองรัก ซึ่งเรื่อง ฮันนี่ เลมอน โซดา นี้ฮิตติดอันดับขายดีในญี่ปุ่นจนนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ 

“เรื่องรักใส ๆ วัยมัธยมที่อ่านแล้วชุ่มชื่นหัวใจ แม้ปัญหาการถูกกลั่นแกล้งของอุกะจะทำให้รู้สึกหดหู่อยู่บ้าง แต่ด้วยพลังแห่งความพยายามของเธอทำให้การดำเนินเรื่องสนุก ชวนลุ้นและน่าเอาใจช่วย ยิ่งได้เห็นฉากน่าประทับใจของไคที่คอยช่วยเหลืออุกะอยู่เสมอก็ทำเอาใจฟูขึ้นมาเลยทีเดียว

“เรื่องราวความสนุกสดใสที่แตกฟองหวานซ่าเหมือนน้ำโซดา เล่ม 12 เล่มใหม่ล่าสุดมาพร้อมการ์ดสะสมสุดพิเศษ แฟน ๆ ของหนุ่มเลมอนห้ามพลาดกันนะ!” 

P’B
บรรณาธิการสำนักพิมพ์ 


18

ชื่อหนังสือ : Happiness From Scratch ความสุขไม่สำเร็จรูป

ผู้เขียน : เสาวลักษณ์ เชื้อคำ

สำนักพิมพ์ : แสงแดด

บูท : J16

แนะนำหนังสือใหม่ 25 เล่ม จาก 25 สำนักพิมพ์ เลือกสรรจากใจคนทำ 25 ท่าน ในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 27

Happiness From Scratch ความสุขไม่สำเร็จรูป เป็นพ็อกเก็ตบุ๊กเล่มใหม่ที่เราภูมิใจนำเสนอ จุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มนี้เกิดจากว่า KRUA.CO (เจ้าของเดียวกับสำนักพิมพ์แสงแดด) ผลิตคอนเทนออนไลน์สอนทำอาหารต่าง ๆ จนวันหนึ่งเราเริ่มเห็นพวกคอนเทนต์สอนทำซอสเอย นมข้นหวานเอย เนยโฮมเมดเอย ล้วนได้รับเสียงตอบรับที่ดี แล้วก็ค่อย ๆ เห็นว่าเทรนด์ของการ ‘ตื่นรู้’ เกี่ยวกับอาหารที่กินลงไปมีมากขึ้น คนเริ่มสนใจเลือกช้อยส์โฮมเมดมากกว่าอาหารอุตสาหกรรมสำเร็จรูป ซึ่งตรงมาก ๆ กับจุดยืนของ KRUA.CO และเป็นสิ่งที่เราอยากสนับสนุนผู้บริโภคสุด ๆ 

“เราเลยคิดจะรวบรวมสูตรผลิตภัณฑ์อาหารโฮมเมดต่าง ๆ ที่เรามี ไม่ว่าจะเป็นแยม ครีมชีส เส้นพาสต้า ไส้กรอก ลูกชิ้น ซอสพริก ซอสมะเขือเทศ โยเกิร์ต มาเชียร์ให้ผู้อ่านได้ลองลงมือทำ แต่ไม่ได้แค่อยากให้ทำตามสูตรแล้วจบ เราอยากเปิดโลกความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อาหารนั้น ๆ ให้ผู้อ่านด้วย เพื่อให้เขาเข้าใจว่าทำไมเราต้องลงทุนเคี่ยวนมข้นหวานเองแทนที่จะเดินไปซื้อง่าย ๆ ในซูเปอร์มาร์เก็ต โดยที่สุดแล้วเราอยากจะให้ผู้อ่าน ที่ได้อ่านหนังสือและลงมือปรุงอาหารเหล่านี้ขึ้นมาเอง พบความสุขที่ยั่งยืนจากการลดวิถีชีวิตแบบสำเร็จรูปลงนั่นเอง” 

วรรณแวว หงษ์วิวัฒน์
บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์


19

ชื่อหนังสือ : Ultraman

ผู้เขียน : นิ้วกลม

สำนักพิมพ์ : KOOB

บูท : I08

แนะนำหนังสือใหม่ 25 เล่ม จาก 25 สำนักพิมพ์ เลือกสรรจากใจคนทำ 25 ท่าน ในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 27

“ชีวิตช่วงนี้ของทุกคน ‘ไม่ง่าย’​ เปรียบไปก็คล้ายการวิ่งระยะไกลที่ต้องเจอปัญหาอุปสรรค​ มีช่วงท้อใจ หนังสือเล่มนี้อัดแน่นไปด้วยพลังแห่งการไม่ยอมแพ้ และไฟลุกโชนที่จะข้ามอุปสรรค​ปัญหา​ ในแง่หนึ่งมันคือหนังสือเล่าถึงประสบการณ์​วิ่งอัลตร้าเทรล 100 กิโลเมตร​ แต่ในอีกแง่ มันชวนผู้อ่านทุกคนดึงศักยภาพ​สูงสุดในตัวออกมา” 

สราวุธ​ เฮ้​ง​สวัสดิ์​
บรรณาธิการสำนักพิมพ์


20

ชื่อหนังสือ : Sasi’s Sketchbook Thailand Diary BANGKOK : เพราะคิดถึง จึงอยากบันทึกเก็บไว้

ผู้เขียน : ศศิ วีระเศรษฐกุล

สำนักพิมพ์ : Fullstop

บูท : E42

แนะนำหนังสือใหม่ 25 เล่ม จาก 25 สำนักพิมพ์ เลือกสรรจากใจคนทำ 25 ท่าน ในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 27

“BANGKOK” 

บางกอก หนังสือบันทึกการเดินทางด้วยภาพวาดสีน้ำและลายมือ เน้นเดิน เน้นกิน เน้นวาดรูป เน้นเที่ยวซอกแซกในกรุงเทพฯ แบบศศิ ที่ไม่เหมือนใครในโลก เป็นหนังสือภาพวาดที่ชาวกรุงเทพฯ ควรมีไว้ทุกบ้าน

“ไม่ใช่สิ ชาวไทยควรมีทุกบ้านเลย 

“ไม่ใช่สิ ชาวโลกทุกคนควรมีเลย !!!” 

สมคิด เปี่ยมปิยชาติ
บรรณาธิการสำนักพิมพ์


21

ชื่อหนังสือ : DEAR INDIA มาหาภารตะ

ผู้เขียน : ปาราวตี

สำนักพิมพ์ : Salmon

บูท : G39

แนะนำหนังสือใหม่ 25 เล่ม จาก 25 สำนักพิมพ์ เลือกสรรจากใจคนทำ 25 ท่าน ในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 27

“แม้ภายนอกจะดูเป็นหนังสือบันทึกการเดินทางทั่ว ๆ ไป แต่สำหรับเราแล้ว DEAR INDIA มาหาภารตะ เป็นหนังสือลูกครึ่ง กึ่งการเดินทาง กึ่งบันทึกประสบการณ์ชีวิต เพราะในเล่มรวบรวมเรื่องราวในอินเดียของผู้เขียน ตั้งแต่ครั้งแรกที่เดินทางไปเป็นนักท่องเที่ยว และครั้งถัด ๆ ไปที่มุ่งหน้าไปเพราะติดใจ ทั้งเล่มเลยตลบอบอวลไปด้วยประสบการณ์กินอยู่หลับนอนกับคนท้องถิ่น การจับพลัดจับผลูรู้จักกับคนแปลกหน้า (ที่มีหลากหลายสาขาวิชาชีพมาก) รวมถึงมีเรื่องราวในช่วงที่ปาราวตีไปหางานทำ ผสมกับการสอดแทรกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับอินเดีย ที่จะทำให้เรารู้จักทั้งคนและประเทศอินเดียกันแบบพอหอมปากหอมคอ

“นอกจากนี้ เราเชื่อว่า DEAR INDIA มาหาภารตะ จะทำให้คนที่ติดอยู่กับที่ ลังเลว่าจะออกเดินทางดีมั้ยต้องคิดดูใหม่ บางทีอาจจะนึกครึ้มอยากลองทักทายกับคนแปลกหน้าระหว่างทางดูบ้าง และไม่แน่ว่า หลังจากอ่านจบ อาจจะคลิกซื้อตั๋วเดินทาง โดยมีจุดหมายปลายทางเป็นการไปพบคนที่ดินแดนภารตะแบบปาราวตีก็เป็นได้” 

ปฏิกาล ภาคกาย
บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์


22

ชื่อหนังสือ : รัฐสยดสยอง

ผู้เขียน : ภัทรนิษฐ์ สุรรังสรรค์

สำนักพิมพ์ : มติชน

บูท : I48

แนะนำหนังสือใหม่ 25 เล่ม จาก 25 สำนักพิมพ์ เลือกสรรจากใจคนทำ 25 ท่าน ในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 27

“หนังสือเล่มนี้พาผู้อ่านท่องไปในเส้นทางแปลกประหลาดที่ไม่คุ้นเคย เมื่อรัฐสยามสมัยรัชกาลที่ 4 – 5 ที่มักปรากฏเพียงภาพของความเจริญศิวิไลซ์ กลับปกปิดความสยดสยองไว้ในพื้นที่ลับ ไม่ว่าจะเป็นซากศพ ความโสโครก โรคระบาด และการลงทัณฑ์ทรมาน โดยมีเหล่าผู้จัดการความสยดสยองทำหน้าที่เก็บกวาดไม่ให้ความน่ากลัวและอุจาดออกสู่สายตาสาธารณชน ด้วยข้อมูลที่ลงลึกและอรรถรสอันเข้มข้น ทำให้คำอธิบายการเข้าสู่ภาวะศิวิไลซ์ของสยามที่เคยรับรู้มาพลิกกลับ เราได้รู้ว่าประวัติศาสตร์นั้นไม่ได้มีเพียงแค่ด้านสว่าง แต่ยังมีด้านที่มืดมิดและปิดลับรอไขความกระจ่างอยู่” 

ปิยวัฒน์ สีแตงสุก
บรรณาธิการเล่ม


23

ชื่อหนังสือ : เมืองต้องมนตร์ คนขโมยหนังสือ

ผู้เขียน : ฟุกะมิโดริ โนวากิ

ผู้แปล : สุริยงวรวุฒิ สิริวิวัฒน์กุล

สำนักพิมพ์ : ไดฟุกุ

บูท : L04

แนะนำหนังสือใหม่ 25 เล่ม จาก 25 สำนักพิมพ์ เลือกสรรจากใจคนทำ 25 ท่าน ในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 27

“เมื่อเด็กสาวผู้เกลียดการอ่าน ได้รับมรดกเป็นคลังเก็บหนังสือหายากที่ใหญ่ที่สุดในเมืองโยมุนางะ มรดกล้ำค่าที่ผู้คนจ้องจะขโมย เธอต้องผจญภัยเข้าไปในหนังสือเล่มที่ถูกขโมยไปเพื่อหาหัวขโมยให้เจอ ก่อนที่เมืองทั้งเมืองจะต้องคำสาปและกลายเป็นเมืองในหนังสือ เช่น บางทีทั้งเมืองก็กลายเป็นเมืองสีขาวราวหิมะ บางครั้งผู้คนก็กลายร่างเป็นสัตว์นานาชนิด บางครั้งกลายเป็นเมืองที่หนังสือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย มีโรงพิมพ์แอบพิมพ์หนังสืออยู่ใต้ดินและถูกตำรวจล่า สัจธรรมถูกตั้งคำถามด้วยคำสาปแปลกประหลาด

“ในเรื่องมีเรื่องซ้อนหลายเรื่องให้ติดตามหลายรสชาติ สนุกสนาน มีตัวเอกพาเราไปเจอกับจิ้งจอก ดอกไม้ สารพัดสิ่ง แม้จะมีเรื่องราวเหนือจินตนาการ อ่านแล้วหยุดไม่ได้ มีรางวัลติดไม้ติดมือ เช่น ได้เข้าชิงรางวัลฮนยะไทโช (Japan Bookseller Awards) เป็นหนึ่งในสิบเล่มที่ร้านหนังสือทั่วประเทศโหวตว่าอยากขายที่สุดแห่งปีประจำปี 2021 และได้รับรางวัลที่ 3 คิโนะคุนิยะเบสต์ (KinoBest) 2021” 

อลีน เฉลิมชัยกิจ
บรรณาธิการสำนักพิมพ์


24

ชื่อหนังสือ : มนุษย์กาญ่า (Homo Gaia)

ผู้เขียน : สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ 

สำนักพิมพ์ : Salt Publishing

บูท : E35

แนะนำหนังสือใหม่ 25 เล่ม จาก 25 สำนักพิมพ์ เลือกสรรจากใจคนทำ 25 ท่าน ในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 27

“หนังสือที่ชวนกลับมาฟื้นสัมพันธ์กับสรรพชีวิตรอบตัวที่ดูเหมือนว่ายิ่ง ‘มนุษย์ฉลาด’ (โฮโม เซเปียนส์) พัฒนาไปมากเท่าไร เรายิ่งตัดขาดจาก ‘กาญ่า’ หรือแนวคิดทางนิเวศวิทยาที่มองว่าโลกทั้งใบเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวกันที่ประกอบไปด้วยสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการตอบสนอง พึ่งพาอาศัยกัน ในวันที่เรากำลังเผชิญกับวิกฤตทางธรรมชาติที่อาจเร่งด่วนเกินแก้ไข หากเรายังใช้ชีวิตและมีแนวคิดแบบเดิมที่ไม่ได้มองว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติทั้งหมด

“ท่ามกลางเทคโนโลยี ข้อมูล และความรู้มากมาย การฟื้นสัมพันธ์กับธรรมชาติจะเป็นอีกหนทางที่ทำให้มนุษย์กลับมารับรู้ และรู้สึกถึงความจริงที่ว่าเราล้วนเป็นส่วนหนึ่งของทุกสิ่ง และความรู้สึกเชื่อมโยงนั้นเองจะทำให้เกิดความรัก และอยากดูแลรักษา ‘กาญ่า’ ที่เราล้วนเป็นส่วนหนึ่งเสมอมา” 

สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ร่วมก่อตั้งสำนักพิมพ์


25

ชื่อหนังสือ : ปฤษฎางค์ กระดูกสันหลังแขวนคอ : ชีวิตและการลี้ภัยในยุคสมบูรณาญาสิทธิ์ของพระองค์เจ้าปฤษฎางค์

ผู้เขียน : ทามารา ลูส (Tamara Loos)

ผู้แปล : ไอดา อรุณวงศ์

สำนักพิมพ์ : อ่าน

บูท : J34

แนะนำหนังสือใหม่ 25 เล่ม จาก 25 สำนักพิมพ์ เลือกสรรจากใจคนทำ 25 ท่าน ในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 27

“หนังสือเล่มนี้เป็นงานวิชาการประวัติศาสตร์ที่เขียนโดย ทามารา ลูส ศาสตราจารย์แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยคอร์เนล ผู้ศึกษาค้นคว้าเรื่องเมืองไทยมานานกว่า 25 ปี ด้วยความสนใจพื้นฐานของเธอต่อเรื่องอาณานิคม สิทธิสตรีและเพศสถานะ จึงทำให้ประวัติศาสตร์ไทยในช่วงยุคสมัยรัชกาลที่ 5 กลายมาเป็นวัตถุดิบในการค้นคว้าที่สอดคล้องกัน 

“งานเขียนชิ้นสำคัญก่อนหน้านี้ของเธอคือ Subject Siam : Family, Law and Colonial Modernity in Thailand ก็เป็นงานศึกษาประวัติศาสตร์ในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ปรับมาจากวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของเธอ ซึ่งเขียนในรูปแบบงานวิชาการตามขนบและได้รับการยกย่องอย่างสูง (อยู่ระหว่างแปลและจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์อ่าน) ในขณะที่เล่ม ปฤษฎางค์ฯ นี้ เป็นงานที่เขียนด้วยลีลาภาษาและชั้นเชิงการเล่าเรื่องที่อยู่นอกขนบหรือต่างไปจากงานเล่มก่อนหน้า แม้จะยังคงรักษาความเข้มงวดรัดกุมในแง่วิธีวิทยาของการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ไว้เช่นเดิม

“การเล่าเรื่องด้วยลีลาที่ต่างไปเช่นนี้ ทำให้หนังสือวิชาการประวัติศาสตร์เล่มนี้ลงจากหิ้งมาสนทนากับผู้อ่านทั่วไปได้ การอาศัยเรื่องราวความสัมพันธ์ในระดับบุคคลมาเป็นแกนในการดำเนินเรื่อง ก็ทำให้ผู้อ่านส่องสำรวจประเด็นหรือถ้อยคำนามธรรมอันใหญ่โตอย่าง อาณานิคม สากลนิยม อำนาจ ชาตินิยม กษัตริย์นิยม ได้อย่างถึงเลือดถึงเนื้อ ถึงรายละเอียดอันซับซ้อน และถึงชีวิตที่จับต้องได้ ทั้งยังดึงดูดเราไว้ได้ด้วยเหตุที่มันเป็นชีวิตหรือชะตากรรมของเจ้าชายนอกคอกผู้หนึ่ง ซึ่งเรื่องราวของเขายังคงเป็นตำนานปริศนาอยู่ในหน้าที่ถูกฉีกขาดหายไปของประวัติศาสตร์ไทย และที่สำคัญคือ การดึงดูดเราไว้ด้วยชั้นเชิงการเขียนที่เฉียบแหลม คมคาย กล้าหาญ ของนักวิชาการเฟมินิสต์ผู้นี้ ทำให้เรื่องราวในสมัยรัชกาลที่ 5 นี้ยังสนทนากับรัชสมัยปัจจุบันได้ด้วยเช่นกัน” 

ไอดา อรุณวงศ์
บรรณาธิการสำนักพิมพ์

 

Writer

Avatar

คณิศร สันติไชยกุล

นักเรียนนิเทศศาสตร์ อยากเห็นโลกที่ดีกว่าเดิม ให้ความสำคัญกับการมีอยู่ไม่ต่างจากการจากไป

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

อ่านบทความภาษาไทยได้ที่นี่

As an educator who has the opportunity to give students a number of learning experiences, I strongly believe that the most important evidence of success in education management has to come from the students – how they reflect what they have learnt and felt.  

Looking into Thai education at the moment, I found that there is very little attention paid to the voices of the students despite the broad array of reflections that they give. Those of us who call ourselves ‘adults’ do not care enough about their opinions, while still believing in that old adage, ‘Children are the future of the nation.’

That is why today’s conversation with King’s College International School Bangkok (King’s Bangkok) is interesting because we would discuss with them over their event named ‘King’s Bangkok Education Forum 2022,’ a forum that invites leaders from various fields of work to come together to pass on their experiences to their audience of students along the theme ‘Career. Life. Social Values.’ The event includes Professor Sakorn Suksriwong DBA, Chairman of the Executive Committee of this international school, together with Mr. Ben-Vittawat Panpanich, an Executive Vice President of the school, and two of the Year 11 students ‘Marty’ Yosphat Srithanasakulchai and ‘Japper’ Chanudom Impat. They sat in a circle, side by side, to share what they had learned.

ถอดบทเรียน King’s Bangkok Education Forum ที่จัดโดยนักเรียน เพื่อตั้งใจส่งต่อโอกาสการศึกษาให้กับนักเรียนอีกกลุ่มในสังคม
King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

The two students joining us were, in fact, not just attendees of this first ever Education Forum for students at this young age, but also helped to organize the event and were highly involved from start to finish. Thus, the Education Forum is an event hosted by students, for students, that intends to create opportunities for other students in society which is novel approach. From the conception of the event and the selection of the speakers to the publicising of the event and the reception of reflections and feedback from the event, students were involved at every stage of the process.

We would like to invite you to consider and explore with us, ‘What kind of seeds did King’s Bangkok plant in the hearts of their pupils at this event?’

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

Career

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

A primary definition of success in life for many people would inevitably be professional success.

Over 30 years in Prof. Sakorn’s career, be it in teaching or business, his career can without doubt be considered one of success. Although in the heart of this teacher, there was one hole that needed to be filled.

“In Thailand, we have quite a few talents and experienced thought leaders, who are highly successful in academic, educational and professional fields. Some of them work in multinational organizations, many of them already have calendars filled with speaking engagements, but the only groups of people who have the opportunity to listen to those successful people speak are those at university or already working. The senior school student audiences do not have the opportunity to hear from these successful professionals, so this is something that I have always wanted to push for.” – Prof. Sakorn who opened our conversation helped us see the big picture and the original idea behind the Education Forum.

 “While I was teaching at Chulalongkorn University, I had the opportunity to initiate a Mentoring Program that connects successful and talented executives with tertiary learners to exchange ideas for the first time, and this mentoring program received the Innovation of the Year award from the Association to Advance Collegiate Schools of Business (AASCB), USA. That got me thinking ‘why can’t high school students have the same opportunities?’”

When the time was right, Prof. Sakorn and King’s Bangkok’s team did not hesitate and gathered student representatives like Marty and friends to form a special student committee to organize a joint Education Forum where all revenue from ticket sales without deducting expenses would be given to high school students in need as a scholarship, under the condition that King’s Bangkok’s students were fully involved in the process from start to finish.

“An event like this would not be too difficult for the school staff to organize themselves,” said Prof. Sakorn with a slight smile. “Our school pays attention to the three core values, namely; good manners, kindness, and wisdom. The main purpose of this event is to provide high school students with firsthand learning experience from the top-notch leaders about their future careers, work and life,  as well as giving  our students the opportunity to work and learn about organizing events at the same time.”

“Moreover, this is also a great opportunity to learn the value of compassion. We want to teach our children to be kind to themselves and to others in society as well.”

“Frankly, this kind of thing cannot be learned by rote, right?” Prof. Sakorn asks. “Children must absorb that feeling with their hearts and reflect by themselves. That is the reason why this Education Forum  was created as an experiment to let them experience kindness with their own hearts.”

“Another essential point is the content that the speakers shared. Whether it is about Ikigai; living with values according to Japanese philosophy; creating value for life through understanding cultures, taking a leadership role in world-class organizations; or discussions on learning, working and living a valuable life. The talks have helped pave the way for children having a strong foundation before moving forward in their working life”

Marty was the first to be invited to the team. Then, he was tasked with finding friends who shared the same ideology, managing to assemble a team of 22 people. One of the team members is Japper, another participant in this conversation who acted as an MC taking to the stage and dealing with the four experienced speakers.

The world of Year 11 students is about to change through the process of working as an adult for the first time in their life.

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน
King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

Life

“At first, I thought that the opportunity to listen to world-class educated people from Harvard, Stanford, Chicago, Yale and other really successful people on the global stage was very rare for me and my friends. So, I thought that I would like to try and take part, then I invited my friends to come with me not knowing what sort of responsibility I would have or how much I would learn.” Marty recalled his first impression having learned about the  school’s project.

“At the first meeting, they sit very blindly.” Mr. Ben, a graduate of the University of Cambridge and one of King’s Bangkok’s executives who is in charge of coordinating with the student committee, told the story jokingly. “The staff tried to explain to the children how the event would benefit them, but it wasn’t until I described how the event would benefit others. From that moment, I could see the sparkles in their eyes.”

“We tried to plan well, with support from Prof.Sakorn and the marketing team, so I felt confident,” Marty recalls the feeling when he and his friends saw the benefits of organizing the event. “But Japper was super excited.”

“Of course!” Japper jumps in with vigour at this point. “I was going to be an MC on stage. Who wouldn’t be excited? It is a great opportunity for me and all the students who have joined the team to become role models for the younger generation as well. The event is very powerful.”

Participating in the event means setting fundraising goals, creating strategies for selling tickets, promoting the event, and running queues on the event day itself.

For adults like us, it may sound very normal. Now, let’s take a time machine and go back to the first time we had to manage a big event involving a large number of people, such as; sporting events, or a prom. Then imagine how big this experience would be for high school kids?

“It was hard in the beginning to find the team.” Marty began. “We started by designing logos and art works together with the school’s marketing team. Though, finding time to work together is not so easy because we only have free time during lunch and after school. Thus, we often meet during breaks and have lunch together.”

“I like lunch meetings. When we sat in a circle, eating delicious food, and talking about work. For me, it’s much better than online meetings because there’s good food.” Japper cheerfully continued after his friend.

“Selling tickets was challenging. We posted online content. Even the invited speakers helped us promote. Additionally, our parents also helped us with this. Although we set the funding goal for supporting scholarships for 7 students because the number was pretty, we are all very happy that we exceeded our goal.”

Of course, the difficulty did not end at the planning stage. When it came to the day itself, both the people in public-facing positions like Japper, and behind the scenes, Marty, had to solve many problems head-on.

“Today my main task is taking care of the speakers,” Marty explains. “But while taking care of honoured speakers who will be sharing their valuable stories with us, I also have to take care of my team at the same time. I have to make sure each person performs his or her own duty and carry the event off successfully.”

Although this task is not an easy one; a taxing undertaking from start to finish; they both said that it was a great taste of life.

This event covers a broad range of subjects, with speakers coming to give a sense of their lives. They discussed ideas directly valuable to student audiences, from the issue of finding the meaning of life through the Ikigai principle and understanding life through cultural diversity to providing first-hand experience from successful role models and including how they prepared for university to how to find yourself and how to find the right career for you. More than the content, students like them get to practise exerting force to open the first door to adult life with the process behind the event itself.

“This event gives us a taste of adult life,” Japper commented. “As one of our speakers said on stage, the barrier between his ideal and real life came crashing down when he was attending university abroad for the first time. That was the first time he felt the need to face reality. It was very emotional. Luckily, his honesty also helps us to be less afraid of real life as well.”

“When looking superficially, we may see that a duck floats comfortably in the water, although under the water, that duck has to kick its feet vigorously to stay afloat.” Marty talked about what one of the speakers said “To me, it was as if every speaker presenting today was that duck, because underneath the surface of everyone’s success, there always is a story of determination, hard work, and unyielding focus.”

“Another interesting thing is that we got to work closely with our marketing team as well,” adds Japper. “At first, I wondered how adults could work so much, though I understand now.”

 “Where else can we find opportunities to do real work like this if it’s not given to me by the school?” Marty nods in agreement. “I think many of our team members have grown through this process. Initially, they were already good, but they improved even more.”

“Even though you keep complaining that you ran the whole event until your legs almost broke?” Japper teases causing the whole group to laugh heartily.

Social Values

While Marty and Japper only spoke to us for a short time it was clear to see that their experience had altered their outlook on life and that they had both grown as people and moved towards being functioning adult members of society.

Growth comes through a process of learning by doing, surrounded by supportive educators who watched as their students blossomed.

 Additionally, Prof.Sakorn finishes with a reflection on the big picture of how this event for small groups of people can play a role in the education system and for the overall benefit of this country.

 “If we step back and look at the big picture, our group of children are the lucky ones. They have the potential to achieve so much, thus, we have to sow the seeds of creating value for society, so that they have the opportunity to think about this as they grow older. The speakers who come to present at this forum are living proof that when we give something to others, we will receive that back in return.”

Because education is not just about enhancing intellectual power, providing students with a sense of fulfilment allowing them to realize their role in society is equally important.

“We are trying to create a new generation with leaders of change using a new learning process to create people who see the right goal and hold on to the right values. That is what Thai education should offer to the learners, not just academic excellence.”

“Education Philosophy in England, the model of which King’s Bangkok  follows, tells us that in addition to academic excellence, there are two other ingredients that are essential to shaping young people into well-rounded individuals: diligence and a blended curriculum, including music, art, sports, and more. While complementary activities help build social and personal preferences, comprehensive attention will support children to grow up to be happy adults, and learn to overcome obstacles.” The executive lecturer concluded.

But the energetic Japper couldn’t help but add,

“I think many children don’t even know how important social values are. Though, after listening to the experiences of all speakers on stage, I understand that success is not just the matter of being respected, it is also about giving something back to others.”

This conclusion from Japper showed us that learning methods that do not focus on memorisation, but instead on hands-on work help to make  someone’s heart to really grow in a fantastic direction

Moreover, giving children the opportunity to speak, act, and make changes, as teachers and staff at King’s Bangkok have done and shared their results with us through this interview. This would be a good example for adults and even teachers around the country to be open, to listen more, and to give opportunities for their own learners to take action, stand up, and learn from their mistakes.

It matters not what the results will be, the hands-on learning that takes place throughout the process is also an important foundation for preparing students moving towards their dream university and life with goals and early success that is not just about “receiving” but also “giving.”

Writer

Avatar

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load