“สวัสดีค่ะ”

เราส่งเสียงทักทายไปยังหญิงสาวตัวเล็กที่มัดผมหางม้า สะพายกระเป๋าด้านข้าง เธอคนนั้นกำลังเดินตรงมาทางที่เรายืนอยู่ ท่าทางดูลังเลว่าคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นจะใช่คนที่นัดเธอไว้ไหม ส่วนเราก็กังวลเช่นกันว่าคนฝั่งตรงข้ามจะเดินมาลำบากไหม เพราะความพิการทางการมองเห็นของเจ้าตัว เลยส่งเสียงไปเพื่อยืนยันว่าเธอเดินมาถูกแล้ว

“เดินทางมาลำบากไหมคะ” หลังจากทักทายกันเสร็จ เรารีบถามต่อด้วยความเป็นห่วงทันที

“ไม่เลยค่ะ เคสชอบเดินทางอยู่แล้ว” รอยยิ้มของคนตรงหน้าปรากฏขึ้นหลังตอบคำถาม ราวกับยืนยันว่าไม่ได้โกหกหรือตอบเพื่อให้คนถามสบายใจ เพราะ เคส-ยุทธกร โสภา ใช้ชีวิตได้เหมือนคนอื่น ๆ ด้วยร่างกายที่แตกต่างออกไป

เคสเป็นพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เธอบอกว่าถ้าพูดชื่อบริษัทคนฟังคงจะงง บริษัทที่เคสทำอยู่เป็นธุรกิจขายแว่น ซึ่งขัดกับคนทำงานอย่างเธอ เคสทำอยู่ฝ่ายบุคคล ขณะที่ชีวิตอีกด้านเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มที่มีชื่อว่า ‘คนตาบอดไทยผู้มีความหลากหลายทางเพศ (Thai Blind and Sexual Diversity)’ หรือ TBSD และนี่คงเป็นการสปอยล์คนอ่านได้ว่า เนื้อหาถัดจากนี้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร (แม้ชื่อบทความจะเฉลยไปก่อนแล้ว) 

คนเขียนขอเล่าสั้น ๆ เพื่อให้ทุกคนรู้จักพวกเขาคร่าว ๆ กลุ่มคนตาบอดไทยผู้มีความหลากหลายทางเพศ เป็นกลุ่มที่ก่อตั้งโดยเพื่อน ๆ ที่มีลักษณะตามชื่อกลุ่ม ประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาทำให้แต่ละคนรู้สึกถึงความโดดเดี่ยว ใช้ชีวิตด้วยความรู้สึกที่ตัวเองแปลกแยกจากคนอื่น ๆ สิ่งรอบข้างพร้อมทำให้พวกเขากลัวว่าสิ่งที่ตัวเองเป็นจะเป็นเรื่องผิด การรวมตัวและสร้างกลุ่มนี้จึงเป็นคำตอบ เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้คนตาบอด LGBTQ+ ได้รู้ว่ามีเพื่อนที่เป็นแบบเดียวกัน พร้อมที่จะช่วยเหลือเดินไปด้วยกัน

เคสและ ลูกปลา-กนกนภา จำปาไทย อีกหนึ่งผู้ร่วมก่อตั้งที่มาคุยกับเราในครั้งนี้ด้วย พวกเธอเป็น ‘Transgender Woman’ ทำให้นอกจากให้คำปรึกษาเรื่องทั่ว ๆ ไปที่คนตาบอดร้องขอให้กลุ่มช่วย อย่างการ Come Out คำแนะนำในการรักษาความสัมพันธ์ฉันคนรัก ไปจนถึงการสร้างความตระหนักรู้ในสังคมถึงตัวตนพวกเขา เคสและลูกปลายังให้คำแนะนำด้านสุขภาพอย่างการแปลงเพศ การดูแลตัวเอง หรือข้อสงสัยที่ Transgender Woman มี

เมื่อหาที่นั่งคุยได้เรียบร้อยแล้ว เราหยิบสมุดและปากกาพร้อมจด ส่วนลูกปลาและเคสก็เตรียมพร้อมเล่าเรื่องตัวเองและกลุ่มให้เราได้รู้จักกัน

กลุ่ม TBSD

การระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดทั้งเรื่องดีและร้าย สำหรับกลุ่ม TBSD ทำให้พวกเขาจากเดิมที่เป็นกลุ่มเพื่อนพาไปเที่ยว ไปทำกิจกรรมต่าง ๆ คุยเรื่องสัพเพเหระ ได้ลองเปิดวงสนทนาในแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เคยฮิตอย่าง Clubhouse เคสเล่าว่าพวกเขามักเปิดห้องสนทนาคุยเรื่องต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่มีประโยชน์กับคนตาบอดที่มีความหลากหลายทางเพศ อย่างคำแนะนำในการ Come Out หรือการตีตราที่มักเจอบ่อย ๆ เคสบอกว่าเพราะพวกเขาเป็นทั้งคนพิการและ LGBTQ+ รวมไปถึงบางครั้งก็มองข้ามอัตลักษณ์ทางเพศ เพราะมีความพิการเป็นป้ายใหญ่ ๆ แปะไว้ บางคนมองเห็นแค่ว่าเป็นคนพิการ แต่มองมาไม่ถึงตัวตน 

กระแสตอบรับจากการเปิดห้องสนทนา ทำให้กลุ่มกลับมาคุยกันว่าน่าจะขยับขยายสร้างกลุ่มจริงจัง เพราะกลุ่มแบบนี้ยังมีน้อย คนตาบอด LGBTQ+ ยังคงต้องการพื้นที่ของพวกเขา กลุ่ม TBSD สร้างขึ้นและมีอายุได้ประมาณ 2 ปี เรียกว่ายังเป็นน้องใหม่ การทำงานตอนนี้เน้นทำให้ตัวเองเป็นที่รู้จัก โดยเฉพาะในกลุ่มคนตาบอดด้วยกันเอง พร้อมกับให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับสังคม

ที่สำคัญ กลุ่มนี้จะทำให้พวกเขาไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอย่างที่เคยเผชิญมา

“บางคนที่เข้ามาหาเรา เพราะยังไม่กล้าแสดงอัตลักษณ์ของตัวเองออกมา เราช่วยเขาเรื่องให้คำปรึกษาในเรื่องของการ Come Out ถ้าเขาเป็นเกย์ เราจะคุยกับเขาว่าเขาไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิดปกติทางสังคมนะ ช่วยดูแลจิตใจเขาเมื่อไม่มีใครมารับฟัง เราพยายามเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขายอมรับตัวเองแล้วก็กล้าที่จะอยู่ในสิ่งที่อยากเป็น โดยที่ไม่รู้สึกเป็นสิ่งแปลกแยก” ลูกปลายกตัวอย่างเคสที่เธอเคยช่วย คนตาบอด LGBTQ+ หน้าใหม่ที่ติดต่อกลุ่มเข้ามา มักมาด้วยปัญหาอย่างกลัวว่าตัวเองจะผิดปกติไหม หรือปรึกษาว่าจะบอกครอบครัวอย่างไร ขอให้ช่วยแนะนำในการใช้ชีวิต 

คำตอบที่ลูกปลา เคส หรือสมาชิกกลุ่มคนอื่น ๆ เอามาตอบ ไม่ได้มาจากการเปิดหนังสือ อ่านรายงานวิชาการ หรือค้นหาในอินเทอร์เน็ต แต่มาจากประสบการณ์ชีวิตพวกเขาเองที่ทั้งสองเน้นว่าเป็นจุดเด่นและทำให้คนเข้ามาหา

“เราคิดว่าทุกคนต้องการความช่วยเหลือ ผ่านการได้รู้ประสบการณ์คนอื่น และที่สำคัญเขาต้องการคนรับฟัง เราที่เคยเจอเหตุการณ์คล้าย ๆ เขาก็ให้คำแนะนำได้ เล่าเรื่องของตัวเอง เป็นคนรับฟังเขา กลุ่ม TBSD สร้างมาด้วยเหตุผลนี้ เพื่อช่วยคนตาบอดไทยผู้มีความหลากหลายทางเพศในทุก ๆ กรณีที่เราพอทำได้” ลูกปลาย้ำจุดยืนของเธอในการทำกลุ่มนี้

การทำงานของกลุ่มแบ่งเป็น 3 ส่วน คือให้ความช่วยเหลือคนตาบอด LGBTQ+ ที่ขอเข้ามา เข้าไปมีส่วนร่วมผลักดันกฎหมายของ LGBTQ+ และสุดท้ายทำให้สังคมเข้าใจรับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเขา

50 คน คือตัวเลขคนตาบอด LGBTQ+ ที่ TBSD รวบรวมข้อมูลได้ ยังมีคนอื่น ๆ ที่ไม่รับรู้การมีตัวตนของกลุ่มหรือยังไม่กล้าที่จะเปิดเผยสิ่งที่ตัวเองเป็น เลยเป็นหนึ่งในงานที่กลุ่มคนตาบอดไทยผู้มีความหลากหลายทางเพศทำ พยายามรวมกลุ่มกันให้ได้มากที่สุด จะได้สนับสนุนกันและกัน รวมไปถึงสร้างความเข้าใจให้สังคมที่มีน้อยคนนักจะรู้ว่าพวกเขามีตัวตนอยู่

“เรามีนโยบายกลุ่มในเรื่องของการสร้างความตระหนักรู้การมีตัวตนของพวกเรา ยังมีคนที่มีอัตลักษณ์ทับซ้อนเหล่านี้อยู่ในสังคมไทยกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าสังคมเปิดกว้างมากขึ้น ทำให้คนเหล่านี้กล้าที่จะเปิดเผยตัวตน ใช้ชีวิตอยู่ในอัตลักษณ์ที่ตัวเองต้องการในสังคมได้อย่างสง่างาม” 

ลูกปลาบอกว่าแม้แต่คนตาบอดด้วยกันเองหรือองค์กรคนพิการต่าง ๆ ยังรับรู้เรื่องราวของพวกเขาน้อยมาก ทำให้ช่วงระยะนี้กลุ่มพยายามประชาสัมพันธ์ สื่อสารตัวเองออกไปมากขึ้น ตอนนี้องค์กรที่เกี่ยวข้องกับคนตาบอดอย่างสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ก็รับรู้เรื่องราวของ TBSD และพร้อมสนับสนุนการทำงานของกลุ่ม ซึ่งกลุ่มมีเป้าหมายในอนาคตว่า ถ้ามีโอกาสจะขยับกลุ่มไปเป็นสมาคม เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและสานต่อความตั้งใจที่ก่อตั้งกลุ่มนี้ขึ้นมาได้

ลูกปลาทำอาชีพเป็นครู เธอเลือกสอนโรงเรียนทั่วไป เพราะอยากสื่อสารให้มากขึ้นว่ามีคนแบบพวกเธออยู่ในสังคม 

ส่วนเคสแชร์เพิ่มว่าเธอเคยเจอสังคมที่มองพวกเธอเป็นสิ่งแปลกตา พร้อมกับมีความคิดว่า เป็นคนตาบอดแล้วยังมาเป็น LGBTQ+ อีก เหมือนสร้างภาระให้กับตัวเองหรือเปล่า แต่ปัจจุบันเคสบอกว่าบรรยากาศดีขึ้นมาก สังคมเปิดกว้างและมีการตระหนักรู้เพิ่มขึ้น เขาไม่ได้สนใจว่าเราเป็นใคร แต่มองเป็นคนทั่วไปที่มีความหลากหลาย

การมองไม่เห็น ไม่มีผลกับการเป็นเพศที่อยากเป็น

“ตั้งแต่จำความได้เราก็รู้สึกตัวมาตลอดว่าเราเป็นผู้หญิง เพียงแต่เกิดผิดร่าง เราไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นผู้ชาย ฉะนั้น เราก็ไม่ได้ต้องค้นหาอะไร” 

ลูกปลาพาเราย้อนไปสมัยที่เธอยังอายุน้อยกว่านี้ ลูกปลามองไม่เห็นตั้งแต่เกิดและรับรู้ตัวตนที่ต้องการ คือการเป็นผู้หญิง การมองไม่เห็นทำให้ลูกปลาไม่ได้เห็นภาพด้วยตนเองว่าผู้หญิงเป็นยังไง นอกจากฟังนิทาน การ์ตูน และคำบอกเล่าจากคนรอบตัว ช่วยให้ลูกปลารู้ว่าการจะเป็นผู้หญิงต้องทำอย่างไร

“ตอนที่เราเริ่มดูละคร เราจะฟังว่าตัวละครผู้หญิงมีบุคลิก ท่าทาง การพูด หรือความมั่นใจยังไง เราก็เริ่มเอามาใช้กับตัวเอง ติดตามดาราที่ชอบอย่าง พี่อั้ม พัชราภา อยากมั่นใจเหมือนพี่เขา”

ส่วนเคสตอนเด็ก ๆ ชอบเอาผ้าขนหนูมาพันที่หัวทำเป็นผมยาว ๆ ชอบเล่นกับเด็กผู้หญิงมากกว่าเด็กผู้ชาย จะต่างกันตรงที่เคสไม่รู้ว่าเธอทำไปด้วยเหตุผลอะไร แต่จากที่คนรอบข้างบอก พฤติกรรมเธอเข้าข่ายการเป็น ‘กะเทย’ คำที่มีคนเรียกเคสอยู่บ่อย ๆ

ทั้งสองจัดการการรับรู้นี้ต่างกัน ลูกปลารอวันที่จะได้อยู่ในร่างที่อยากเป็น ส่วนเคสพยายามทำความเข้าใจ หาคำตอบว่าเธอเป็นอะไร ช่วงที่อยู่ ป.4 ครูเป็นคนตอบคำถามเคส “เขาบอกว่าสิ่งที่เราเป็นมันผิดปกติ แต่ไม่ได้เป็นเรื่องร้ายแรง” เคสย้ำว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว คนยังไม่ตระหนักเรื่องเพศมากเท่าวันนี้ คำพูดของครูหรือที่คนอื่น ๆ เรียกเคสเลยถือว่าปกติ แต่เธอก็เอาสิ่งที่ได้มาหาข้อมูลต่อเอาเอง ผ่านหนังสือเสียงในโลกอินเทอร์เน็ต จนรับรู้ว่าเธอต้องการเป็นผู้หญิง

“ตอนนั้นสิ่งที่คนรอบข้างบอกทำให้เรากลัวด้วย เพราะพวกเขามีทั้งพลังบวกและลบ เช่น บอกเราว่าเป็นคนพิการแล้วเป็นกะเทยมันผิด เป็นคนผิดเพศไม่ดี ผิดจารีตประเพณี ความกลัวก็ทำให้เราไม่กล้าแสดงตัวตนออกมาชัดเจน เราจะแสดงได้เฉพาะบางสถานที่หรือกับคนที่เราไว้ใจ” เคสเล่าถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างทำความเข้าใจตัวเอง ครอบครัวของเคสมีทั้งฝั่งที่ยอมรับการตัดสินใจและฝั่งที่กำลังทำความเข้าใจ แต่ไม่ว่าจะอยู่ฝั่งไหน สุดท้ายพวกเขาก็สนับสนุนสิ่งที่เคสเป็น

และถึงจะกลัวหรือยากลำบากแค่ไหน ตลอดระยะเวลาที่ทั้งคู่เติบโตก็ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนตัวเองไปถึงจุดที่ต้องการ เมื่อปีที่แล้วลูกปลาเพิ่งเข้ารับการผ่าตัดเรียบร้อย เจ้าตัวบอกว่ายังจำความรู้สึกหลังผ่าตัดได้ เต็มไปด้วยความตื่นเต้นว่าร่างกายจะเป็นอย่างไร ชีวิตต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น มาวันนี้ลูกปลาบอกได้เต็มปากว่าเธอยินดีที่ได้อยู่ในร่างที่ต้องการแล้ว

ส่วนเคสยังไม่เข้ากระบวนการ เพราะยังคงกลัวขั้นตอนการผ่าตัด แต่เธอเองก็ทำสิ่งอื่น ๆ เพื่อให้เข้าใกล้ความเป็นผู้หญิง “ถึงเราจะมองไม่เห็น เราก็ต้องการทำให้ตัวเองดูดีระดับหนึ่ง เคสไปเรียนแต่งหน้าไร้กระจก เรียนวิธีแต่งตัว ถ้าเราแต่งออกมาดีแล้วมีคนทักว่าผู้หญิงคนนั้นสวยจังเลย เรารู้สึกดีใจมาก (ยิ้ม) เหมือนยิ่งเป็นแรงผลักดันให้เราทำให้ดียิ่งขึ้น คือไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง ยังมีผลกับชีวิตมนุษย์ไม่ว่าเขาจะมีสภาพร่างกายยังไง ความสวยความงามเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับเรา ต่อให้เราตาบอดเราก็ยังอยากสวย อยากดูดีในสายตาคนอื่น เราก็ไม่อยากโดนคนอื่นล้อ”

การมองไม่เห็นมีผลกับการเปลี่ยนไปเป็นเพศที่อยากเป็นไหม – เมื่อคุยกันได้สักพัก เราคิดว่าตอนนี้กำแพงของการเป็นคนแปลกหน้าลดลง เราตัดสินใจถามสิ่งที่สงสัยมาตลอด

“ก็อาจมีผลในเรื่องที่ต้องใช้การมองเห็น อย่างเลือกเสื้อผ้า แต่งหน้า ที่เราต้องไปขอความช่วยเหลือคนอื่น แต่ไม่มีผลกับการตัดสินใจเลือกเพศที่เราจะเป็น เพราะเรารู้ตัวเอง จะมองเห็นหรือไม่ก็ไม่มีผลอะไร

“การที่เราอยากมีรูปลักษณ์แบบไหนไม่เกี่ยวกับเรื่องสายตา เป็นเรื่องที่ออกมาจากภายในมากกว่า ว่าอยากจะเกิดมาเป็นหญิงหรือชาย ไม่ใช่ว่าเรามองไม่เห็นแล้วต้องเป็นผู้ชายแบบเดิม”

ลูกปลาเป็นคนตอบคำถามนี้ พร้อมเล่าถึงวิธีแต่งหน้าแต่งตัวของเธอ ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่คนสงสัยว่าถ้ามองไม่เห็นจะดูแลตัวเองอย่างไร ลูกปลาจะมีคนที่ไว้ใจไปซื้อของด้วยกัน เขาจะเป็นคนที่รู้จักและให้คำแนะนำได้ การซื้อครั้งแรกเขาจะบอกว่าเธอต้องใช้อะไรบ้าง ถ้ามีสีก็จะบอกชื่อสีหรือเบอร์ให้ลูกปลาจำไว้ เพื่อที่ครั้งต่อไปจะได้ซื้อเองได้ ส่วนการแต่งหน้าจะให้คนอื่นสอนก่อน แล้วเธอก็ค่อยมาทำเอง แรก ๆ ยังไม่ชินก็อาจจะผิดพลาดบ้าง เมื่อฝึกไปนาน ๆ ลูกปลาบอกจะกะน้ำหนักมือได้ ทำให้แต่งหน้าเองโดยไม่ต้องมองเห็นได้

“เราเริ่มแต่งหน้าแต่งตัวตอนอยู่มหาวิทยาลัย อายุ 20 กว่า ๆ ช่วงที่แต่งหน้าแรก ๆ เรายังไม่มั่นใจว่าจะออกมายังไง จะดีไหม จะโดนคนว่าหรือเปล่า พอมีคนบอกว่าแต่งหน้าแล้วดูดีขึ้น ทำให้ตัวเรามั่นใจขึ้น มีกำลังใจทำมาเรื่อย ๆ”

ความแตกต่างทางร่างกายก็ไม่ทำให้พวกเธอรู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกจากชาว LGBTQ+ คนอื่น ๆ เคสเล่าว่าพวกเขาต่างปฏิบัติกับเธออย่างเพื่อนคนหนึ่ง แล้วตัวเธอเองก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองแตกต่าง

ไม่ต้องปฏิบัติกับพวกเราเป็นพิเศษ แค่มองเห็นและปล่อยให้เราได้ใช้ชีวิต

การทำงานในกลุ่มนี้ให้อะไรคุณบ้าง – เราถามลูกปลากับเคส แม้ว่าเนื้อหาที่ผ่านมาพวกเธอเล่าให้ฟังบ้างแล้ว แต่เราอยากฟังในมุมที่ทั้งสองเป็นคนได้รับหลังจากเป็นคนให้มาแล้ว ทั้งสองไม่ได้ใช้เวลาคิดนาน ลูกปลาตอบเป็นคนแรกว่า กลุ่มนี้ทำให้เธอแลกเปลี่ยนความรู้และมุมมองการใช้ชีวิตกับเพื่อน ๆ รวมถึงคนที่เข้ามาขอคำปรึกษา

คำตอบของเคสคล้าย ๆ กัน คือได้มุมมองใหม่ ๆ เพราะตัวเธอไม่ได้รู้ทุกเรื่องบนโลกใบนี้ ยังต้องการให้มีคนมาเล่า มาแลกเปลี่ยนความคิด กลุ่มนี้เลยเป็นพื้นที่เรียนรู้ของเคส และช่วยเธอได้บางเรื่อง

“เคสจะไม่รู้เรื่องการแต่งตัวสักเท่าไร ได้เพื่อน ๆ มาแชร์ให้ฟังว่าเลือกชุดแบบนี้สิ หรือต้องใส่ชุดชั้นในแบบนี้นะ ต้องแต่งหน้ายังไง เขาก็มาช่วยเราตลอด”

นอกจาก TBSD เกิดขึ้นมาเพื่อทำให้คนรับรู้การมีอยู่ของคนตาบอด LGBTQ+ สิ่งสำคัญอีกอย่างที่กลุ่มอยากสื่อสาร คือสังคมจะมองพวกเขาด้วยเลนส์แบบไหนได้บ้าง 

“ต้องแยกเป็น 2 อย่าง เพราะเราเป็นทั้ง LGBTQ+ และคนพิการ ถ้าในฐานะคนพิการเราก็อยากให้สังคมช่วยเราเท่าที่ร้องขอ เช่น ช่วยดูเอกสารหรือช่วยทำในสิ่งที่เราทำไม่ได้ ส่วนถ้าในฐานะ LGBTQ+ ก็ปฏิบัติกับเราเหมือนคนอื่น ๆ เถอะ เราไม่มีความแตกต่างจากหญิงชาย แต่เรามีความหลากหลาย การยอมรับในความหลากหลายจะทำให้เกิดการช่วยเหลือสนับสนุนกัน มีโอกาสกลายเป็นความเคยชินไปโดยปริยาย

“เราอยากให้สังคมมองว่าสิ่งเหล่านี้มันปกติเถอะ มองว่าเราเป็นบุคคลหนึ่งที่อยู่ในสังคม เพียงแต่มีความบกพร่องทางการมองเห็นเท่านั้นเอง อยากจะบอกแค่นี้แหละ” ลูกปลาทิ้งท้าย

Writer

เพ็ญสินี ธิติธรรมรักษา

เพ็ญสินี ธิติธรรมรักษา

ชีวิตขับเคลื่อนด้วยแสงแดดและหวานร้อย

Photographer

Avatar

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง