“Tha มาจากฐานิต ส่วน Homemade คือสินค้าที่ทำจากคนในชุมชนและครอบครัวของเรา”

ฐานิต เจริญพจน์สถาพร หญิงสาววัย 27 ปี จากอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นลูกสาวของครอบครัวผลิตผ้าบาติกที่ดำเนินกิจการมากว่า 20 ปี ปัจจุบันฐานิตเป็นเจ้าของแบรนด์ Tha Homemade ที่เธอตั้งใจทำเสื้อผ้าสวมใส่ง่ายให้ใส่ได้ทุกเพศ ทุกวัย ด้วยสารพัดเทคนิค ทั้งบาติก มัดย้อมสีธรรมชาติ และอีโคพรินต์ติ้ง 

เราชวนเธอย้อนคุยสมัยคุณแม่ยังสาว ในวันที่สาวสงขลามาปักหลักที่ดินแดนล้านนา

Tha Homemade เสื้อผ้าบาติก มัดย้อม และพิมพ์ดอกไม้ ที่ลูกสาวปรับธุรกิจพ่อแม่ให้อยู่รอด

“คุณแม่เป็นคนใต้ มาอยู่เชียงใหม่ตั้งแต่เด็ก หลังเรียนจบคุณแม่ก็ลองผิดลองถูกมาเรื่อย จนสุดท้ายมาลงเอยที่ผ้าบาติก ทำทั้งผ้าบาติกผืนยาวและตัดเย็บเป็นชุด มีผ้าใยกัญชงและผ้าไหม สไตล์ชุดก็เป็นแนวผู้ใหญ่หน่อย การทำงานก็ช่วยกันทำทั้งครอบครัว คุณพ่อทำหน้าที่ออกแบบและเขียนลาย มีลายเขียนเทียน ลายกราฟิก ลายดอกไม้”

ลูกสาวเล่าความทรงจำที่เธอซึบซับมาตั้งแต่เด็ก ก่อนจะเปรยจุดเริ่มต้นที่ก้าวเท้าเข้าวงการคราฟต์ ฐานิตบอกว่าวันนั้นเธอเรียนอยู่มหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 2 มีช่วงว่างจากการปิดภาคเรียน 6 เดือน จึงคิดลองหาอะไรทำ จนเกิดผลลัพธ์เป็นกระเป๋าผ้ามัดย้อม ซึ่งเธอตั้งร้านขายที่ถนนคนเดินท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ งานของเธอขายได้และได้รับความสนใจ

Tha Homemade เสื้อผ้าบาติก มัดย้อม และพิมพ์ดอกไม้ ที่ลูกสาวปรับธุรกิจพ่อแม่ให้อยู่รอด

“เมื่อเจ็ดปีที่แล้ว คนทำงานคราฟต์เป็นคนที่ทำมานานอยู่แล้ว ยังไม่มีหน้าใหม่ แล้วในตลาดก็ยังไม่ค่อยมีใครทำกระเป๋าด้วย ซึ่งสามสี่ปีให้หลังจากเราเริ่มทำ ก็เริ่มมีการทำเสมือนเกิดขึ้น เสมือนผ้าย้อมครามแต่ไม่ใช่ย้อมคราม เขาทำเพื่อขายนักท่องเที่ยว แต่คนที่เริ่มสนใจสีธรรมชาติก็มีเยอะเหมือนกันในช่วงนั้น” ฐานิตเล่า

จากกระแสตอบรับกระเป๋าผ้าย้อมครามของเธอที่ดีเกิดคาด นำพาเด็กสาวไปสู่การเรียนรู้และการทดลองใหม่ ๆ เธอเกิดความคิดอยากพัฒนาสินค้า จากกระเป๋าผ้ามัดย้อมก็ขยับขยายเข้าสู่หมวดเสื้อผ้า ฐานิตเปิดโลกทัศน์ตัวเองด้วยการหาความรู้เกี่ยวกับเทคนิคสีธรรมชาติกับผู้เชี่ยวชาญ ที่เปิดศูนย์การเรียนรู้อยู่ในอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ 

สีธรรมชาติที่เธอลองใช้คือมะเกลือ ให้สีน้ำตาล ดำ ฮ่อม ให้สีน้ำเงิน และเปลือกประดู่ ให้สีน้ำตาล เธอกระซิบว่ามะเกลือมาจากการรับซื้อจากชาวบ้าน ต้องซื้อตุนแล้วมาดองไว้ที่บ้าน เพราะมะเกลือออกผลผลิตแค่บางฤดูกาล

Tha Homemade เสื้อผ้าบาติก มัดย้อม และพิมพ์ดอกไม้ ที่ลูกสาวปรับธุรกิจพ่อแม่ให้อยู่รอด
Tha Homemade เสื้อผ้าบาติก มัดย้อม และพิมพ์ดอกไม้ ที่ลูกสาวปรับธุรกิจพ่อแม่ให้อยู่รอด

แน่นอนว่าเทคนิคบาติก เธอมีโค้ชฝีมือดีอยู่กับตัวถึง 2 คน ส่วนอีโคพรินต์ติ้ง ฐานิตหาความรู้จากอินเทอร์เน็ต และเข้าร่วมเป็นสมาชิกในกลุ่มผู้สนใจอีโคพรินต์ติ้งในเฟซบุ๊ก เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้-เทคนิคกัน ซึ่งเธอก็สำรวจดอกไม้-ใบไม้ละแวกบ้าน แล้วหยิบใบบ้าง ดอกบ้าง มาพิมพ์ลงบนผ้า มีทั้งดอกดาวเรือง ดอกอัญชัน ดอกกุหลาบ ใบเพกา ใบสัก ซึ่งกรรมวิธีกว่าจะได้สีถูกใจก็ทดลองแล้ว ทดลองอีก แถมเธอยังเล่นสนุก เอาสนิมมาสร้างสรรค์งานผ้าด้วย

เมื่อเธอมีเทคนิคอยู่กับตัว ก็ถึงคราวแปลงภาพในหัวให้ออกมาเป็นเดรสตัวโคร่ง กางเกงยีนส์สุดเท่ และสารพัดเสื้อผ้าสวมใส่ง่าย ฐานิตบอกว่าการเป็นศิษย์เก่าสาขาสหศาสตร์ศิลป์ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ช่วยในการรังสรรค์งานของเธอมาก โดยเฉพาะการคิดคอนเซ็ปต์ เราเลยถามเธอถึงวิธีการทำงานฉบับ Tha Homemade

Tha Homemade เสื้อผ้าบาติก มัดย้อม และพิมพ์ดอกไม้ ที่ลูกสาวปรับธุรกิจพ่อแม่ให้อยู่รอด

“เราแปลงจากคอนเซ็ปต์เป็นเรื่องเล่า เพราะอยากให้งานแต่ละครั้งที่ทำมันมีเรื่องราว การคิดงานของเราจะเริ่มจากทดลองบนผืนผ้าด้วยเทคนิคต่าง ๆ ก่อน ส่วนแพตเทิร์นเสื้อผ้าก็อิงมาจากแนวที่เราอยากใส่ ซึ่งเราไม่ได้เป็นคนที่แต่งตัวผู้หญิงมาก พอได้แพตเทิร์นไปคุยกับช่าง ลองปรับกันจนลงตัว ก่อนตัดเย็บเป็นแบบที่เสร็จสมบูรณ์” 

เสื้อผ้าแต่ละคอลเลกชันเธอตั้งใจทำให้ใส่ได้ทุกเพศ โดยรูปแบบของเสื้อผ้ามาจากความสนใจของฐานิตในแต่ละช่วง อย่างช่วงที่เธออินกับงานวินเทจสไตล์อเมริกา เธอทำผ้า Bandana อเนกประสงค์ออกมาด้วยลวดลายสุดเท่ ทั้งลาย Smiley Face ลาย Thunder Bird และลาย Paisley ด้วยเทคนิคเขียนเทียนและย้อมคราม

หรือกางเกงยีนส์สีขาวพิมพ์ลายอีโคพรินต์ติ้ง ก็มาจากตอนที่เธอสนใจเทคนิคนี้ จนถึงการเกิดรอยยับเป็นผ้า สร้างผิวสัมผัสใหม่ที่เกิดจากการทดลอง ซึ่งเป็นผลจากความร้อนระหว่างกระบวนการทำงาน ส่วนอีกหนึ่งชิ้นงานที่เราชอบมาก ลบภาพบาติกจากเดิมไปเลย! เป็นเสื้อยืดบาติกขนาดพอดีตัว ที่ตวัดลายพู่กันเป็นสีพระอาทิตย์ตกดิน

ลูกสาวเปลี่ยนธุรกิจบาติกของครอบครัวให้ทันสมัย เป็นเสื้อผ้าสบาย ๆ ใส่ได้ทุกเพศทุกวัย และชวนพ่อ แม่ ช่างฝีมือชุมชน มาทำงานคราฟต์ด้วยกัน

“เราได้แรงบันดาลใจจากภาพฟิล์มที่เป็นภาพพระอาทิตย์ตก ประกอบกับเราได้ผ้ายืดมาพอดี ซึ่งเป็นผ้าที่เส้นใยผ่านกระบวนการรีไซเคิลมาแล้ว เนื้อผ้าสีธรรมชาติออกหม่นหน่อย ๆ เราเลยลองเอามาจับกับเทคนิคของที่บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เราจะลงมือเพนต์เอง ซึบซับและเรียนรู้มาจากตอนเด็ก ๆ ถ้างานเขียนเทียนก็จะมีช่างที่ชำนาญกว่ามาช่วย”

แม้ตอนแรกเธอตั้งใจทำเสื้อยืดบาติกขนาดพอดีตัวสาวไซส์เล็ก แต่ถ้าหนุ่มสาวไซส์อื่นสนใจก็สั่งตัดพิเศษได้

“ทีมงานมีไม่เยอะเลยค่ะ” เธอพูดยิ้ม ๆ 

“มีป้าทำแพตเทิร์นหนึ่งคน มีป้าอีกคนช่วยตัดเย็บ” ฐานิตเฉลยตัวเลขที่เรารอลุ้น

หากนับรวมเธอด้วยก็มีทีมงานทั้งหมด 3 คน ฉะนั้น เสื้อผ้าจึงผลิตออกมาน้อยชิ้น เน้นเป็นการพรีออเดอร์และทำตามออเดอร์ของลูกค้า แต่รับรองว่าคนน้อย แต่งานเนี้ยบแน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์

“เราไม่อยากให้เสื้อผ้าค้างสต็อก เพราะการผลิตครั้งละมาก ๆ มันเปลืองทรัพยากร อย่างการย้อมสีผ้าหนึ่งครั้งก็ต้องใช้น้ำเยอะมาก เราเลยไม่อยากทำสินค้าออกมาเยอะ ถ้าสุดท้ายแล้วขายไม่ได้ ก็ต้องลดราคา เรารู้สึกว่างานของเรากว่าจะทำออกมาได้มันผ่านกระบวนการเยอะมาก มันมีคุณค่าอยู่ในนั้น อีกอย่างเราเลือกทำตามออเดอร์เพื่อให้ลูกค้าได้ใส่เสื้อผ้าที่ขนาดพอดีกับตัวเขาจริง ๆ ถ้าลูกค้าได้รับแล้วเล็กไปหรือใหญ่ไป เราก็ยินดีให้เขาส่งมาแก้”

ลูกค้าของแบรนด์ไม่เพียงแต่เป็นคนใจเย็นที่ต้องรอสินค้าถึง 1 สัปดาห์ แต่ต้องเป็นคนที่ ‘เข้าใจ’ กระบวนการผลิตที่มาจากความตั้งใจของเธอและทีมงานต่างวัยอีก 2 คน นี่แหละ เสน่ห์และคุณค่าของงานฝีมือ

ลูกสาวเปลี่ยนธุรกิจบาติกของครอบครัวให้ทันสมัย เป็นเสื้อผ้าสบาย ๆ ใส่ได้ทุกเพศทุกวัย และชวนพ่อ แม่ ช่างฝีมือชุมชน มาทำงานคราฟต์ด้วยกัน
Tha Homemade เสื้อผ้าบาติก มัดย้อม และพิมพ์ดอกไม้ ที่ลูกสาวปรับธุรกิจพ่อแม่ให้อยู่รอด

ส่วนปลายปีนี้เธอวางแผนจะรีสต็อกเสื้อแขนยาวย้อมครามพิมพ์ลายที่บรรดาลูกค้าเรียกร้อง กระซิบว่าคูลมาก ใส่ได้ทั้งชายและหญิง เหมาะกับหนาวนี้ที่สุด ส่วนนักทดลองสาวเผยว่า เธอกำลังมีความคิดอยากทดลองเทคนิคตีเกล็ดบนผ้า ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากงานผ้าไหมตีเกล็ดของคุณแม่ แต่ฐานิตจะประยุกต์ให้เขากับคนวัยเธอซึ่งน่าสนใจมาก และจะชวนป้าช่างเย็บที่ถนัดงานตีเกล็ดมาทำงานด้วยกัน เป็นการแชร์การทำงานกันระหว่างคนสองวัยที่เก๋าคนละอย่าง งานนี้เธอบอกว่าการสื่อสารให้เข้าใจตรงกันสำคัญมาก เพราะช่างเย็บละแวกบ้านมีแต่รุ่นเดอะมากประสบการณ์

ฐานิตต่อยอดและพัฒนาเทคนิคบาติกของครอบครัวมาเป็นเวลา 7 ปี จนเธอเปิดหน้าร้านพบปะผู้มาเยือนทั้งแขกไทย-แขกเทศมาแล้ว 4 ปี บนถนนย่านท่าแพ ในบ้านตึกเก่าแก่ของหลวงอนุสารสุนทร เธอว่าลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ (ก่อนสถานการณ์โควิด-19) ทั้งชาวยุโรป ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง ส่วนคนไทยเพิ่งเริ่มทำความรู้จัก Tha Homemade ได้ไม่นาน จากสื่อโซเชียลอย่างอินสตาแกรมและเฟซบุ๊ก แถมมีลูกค้าที่น่ารัก แวะเวียนมาเที่ยวเชียงใหม่และจำแบรนด์ของเธอได้ก็มาเยี่ยมเยียนกันถึงหน้าร้าน ซึ่งมีตั้งแต่ลูกค้าวัยรุ่นจนถึงวัยเก๋า และเธอยังแบ่งพื้นที่บางส่วนภายในร้าน วางสินค้าทำมือจากพรรคพวกเพื่อนฝูง เรียกว่ามาที่เดียว ครบตั้งแต่หัวจรดเท้าและของกุ๊กกิ๊ก

ลูกสาวเปลี่ยนธุรกิจบาติกของครอบครัวให้ทันสมัย เป็นเสื้อผ้าสบาย ๆ ใส่ได้ทุกเพศทุกวัย และชวนพ่อ แม่ ช่างฝีมือชุมชน มาทำงานคราฟต์ด้วยกัน
ลูกสาวเปลี่ยนธุรกิจบาติกของครอบครัวให้ทันสมัย เป็นเสื้อผ้าสบาย ๆ ใส่ได้ทุกเพศทุกวัย และชวนพ่อ แม่ ช่างฝีมือชุมชน มาทำงานคราฟต์ด้วยกัน

“การเจอลูกค้าทำให้เราได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นมากขึ้น ได้เจอคนใหม่ ๆ ได้เจอเพื่อนใหม่ ๆ ที่เราหยิบความคิดของเขามาปรับใช้และพัฒนากับงานของเราได้ ความสนุกอีกอย่างของเราคือการทดลอง พอเอาสิ่งที่อยู่ในหัวมาลองทำ ได้เห็นมันเป็นรูปเป็นร่าง ได้เห็นผลลัพธ์มัน เราก็ยิ่งเซอร์ไพรส์และสนุกเข้าไปอีก” สาวที่สุขกับการทดลองเล่า

เราอดสงสัยไม่ได้ว่าคุณแม่ของเธอที่เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว เริ่มต้นทำแบรนด์ผ้าบาติกขึ้นมา ซึ่งอายุไล่เลี่ยกับที่ลูกสาวสนใจหยิบบาติกของครอบครัวมาพัฒนาต่อยอด จนกิ๊บเก๋เจอแนวทางของตนเอง จะรู้สึกอย่างไร

“เราเป็นคนเอาไปเล่าให้แม่ฟัง แม่ก็จะไปเล่าให้พ่อฟังอีกที พ่อก็ชอบส่งไลน์ให้คนอื่นอีกที แล้วก็ชอบแชร์โพสต์เราตลอดเวลา พ่อกับแม่ก็ใส่แบรนด์ของเรา แต่บ้านนี้เป็นบ้านที่ไม่ค่อยชมกันเท่าไหร่” ลูกสาวเล่าเขิน ๆ 

“เขาก็น่าจะดีใจเหมือนกัน” เธอยิ้ม “เพราะส่วนหนึ่งมันก็เป็นฝีมือของเขาด้วย ไม่ใช่แค่ฝีมือของเราคนเดียว เราช่วยกันทำทั้งบ้าน เราขอให้ช่วยอะไร พ่อกับแม่ก็จะยินดีเสมอ ซึ่งงานที่เขามาช่วยก็เป็นรูปแบบที่ต่างจากงานที่เขาต้องทำ เช่น เพนต์ลายเยอะ ๆ เราก็ให้พ่อลดทอนลงหน่อย ส่วนมากเราเอาเทคนิคจากพ่อมาใช้ เพราะเขาเก่งว่า”

“งานทุกชิ้นที่เรา เราอยากให้งานมีฝีมือมีคุณค่ามากขึ้น” เจ้าของแบรนด์ตั้งเป้าหมาย

“ตอนนี้เราอยากพูดเรื่องความยั่งยืน อยากให้คนที่ใส่เสื้อผ้าของเรารู้ที่มาและคุณค่า ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง อีกอย่างเราอยากส่งเสริมอาชีพคนในชุมชน เพราะกระบวนการทั้งหมดมาจากคนในชุมชนหมดเลย ซึ่งหากพูดตามตรง กำไรของเราไม่เยอะ แต่เรายินดีที่จะให้ค่าตอบแทนที่สมเหตุสมผลและยุติธรรมกับช่างฝีมือด้วยเหมือนกัน”

Tha Homemade สะท้อนตัวตนของตัวเองออกมาผ่านเทคนิคและรูปแบบที่ทันสมัย แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมภูมิปัญญาดั้งเดิมของครอบครัว และเลือกที่จะก้าวเดินอย่างช้า ๆ พร้อมกับช่างฝีมือและชุมชนบ้านเกิด

ลูกสาวเปลี่ยนธุรกิจบาติกของครอบครัวให้ทันสมัย เป็นเสื้อผ้าสบาย ๆ ใส่ได้ทุกเพศทุกวัย และชวนพ่อ แม่ ช่างฝีมือชุมชน มาทำงานคราฟต์ด้วยกัน

Tha Homemade

ที่อยู่ : ถนนท่าแพ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50300 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : วันจันทร์ เวลา 13.00 – 17.00 น. วันอังคาร-เสาร์ เวลา 10.00 – 17.00 น. (ปิดทุกวันอาทิตย์)

โทรศัพท์ : 09 3305 8211

Facebook : Tha Homemade

Instagram : Tha Homemade

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

ก่อนเดินทางไปมหาสารคาม ฉันโทรศัพท์ไปหาหลายคนเพื่อหาข้อมูลจังหวัด หมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องได้สีสันท้องถิ่นของเมืองสะดืออีสานมาเขียน

“มหาสารคามน่ะเหรอ…ไม่ค่อยมีอะไรหรอก” ปลายสายคนแล้วคนเล่าตอบซ้ำๆ เหมือนนัดกันไว้ “เราเป็นเมืองการศึกษา”

ถ่อมตัว หรือเชื่อแบบนั้นจริงๆ ฉันไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ คือไม่เชื่อเป็นอันขาดว่าใจกลางอีสานจะขาดเรื่องราว ตักศิลานครแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือย่อมมีสิ่งดีที่น่าแบ่งปัน

ในที่สุด ฉันค้นพบคำตอบที่ตามหาที่สถานศึกษา แต่จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้มาจากวัดเก่าๆ ที่มี ‘ฮูปแต้ม’ ศิลปะบนผนังสิมหรือโบสถ์อีสาน

ปุ้ย-สรัญญา ภักดีสุวรรณ อาจารย์ประจำสาขาวิชาศิลปกรรม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม หลงรักรูปวาดยึกยือซีดจางในวัดห่างไกล แม้ไม่ใช่นักประวัติศาสตร์หรือนักโบราณคดี แต่ดีไซเนอร์คนนี้มีวิธีรักษากราฟิกโบราณของท้องถิ่นในแบบของเธอเอง

ผ้าย้อมคราม

ฮูปแต้ม

ฮู้จักฮูปแต้ม

ฮูปแต้มคือจิตกรรมฝาผนังแบบอีสานที่อยู่บนสิม วิหาร หรือหอไตร ภาพวาดส่วนใหญ่บอกเล่าตำนานทางพุทธศาสนา ประเพณีวัฒนธรรม วิถีชาวบ้าน และธรรมชาติ สีสันของภาพต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ บริเวณใกล้เวียดนาม เช่น จังหวัดหนองคาย สีจะจัดจ้าน โทนส้มเหลือง ส่วนอีสานกลางมักเป็นสีน้ำเงิน สีฟ้า สีเขียว และสีน้ำตาล โดยช่างท้องถิ่นแต่ละที่จะมีสูตรผสมสีของตัวเอง มีส่วนผสม เช่น คราม ยางต้นรัก หรือสีสังเคราะห์จากเวียดนาม

“เสน่ห์ของฮูปแต้มคือมันไม่ได้ถูกสร้างจากช่างฝีมือวิจิตรเหมือนภาคกลาง เคยมีคนวิพากษ์วิจารณ์ด้วยทัศนคติด้านเดียวว่ามันไม่สวย ดูเลอะเทอะ แต่พอเราศึกษาเราจะรู้ว่ามันสวยในแบบที่มันเป็น ถ้าเปรียบเทียบกับศิลปะฝรั่ง ฮูปแต้มดูเป็นศิลปะไร้เดียงสา (Naive) เพราะคนวาดเป็นชาวบ้าน เป็นพระ เป็นช่างท้องถิ่น ที่ตั้งใจทำเพราะศรัทธาในพระพุทธศาสนา มันเป็นศิลปะเล็กๆ ที่เกิดจากความแร้นแค้นของบ้านเรา”

ผ้าย้อมคราม

ผ้าย้อมคราม

ปุ้ยอธิบายเพิ่มว่าบางวัดเขียนฮูปแต้มที่ผนังด้านนอก เนื่องจากมีธรรมเนียมไม่ให้ผู้หญิงเข้าโบสถ์หรือวิหาร จึงเปิดโอกาสให้ผู้หญิงศึกษาธรรมะผ่านศิลปะ ปัจจุบันฮูปแต้มทั่วไปที่มีอยู่ทั่วอีสานหลงเหลืออยู่เพียง 20 กว่าที่เท่านั้น ส่วนใหญ่วาดในช่วงรัชกาลที่ 5 และเริ่มผุพังหลังเวลาผ่านไปร้อยกว่าปี

“เราจบนิเทศศิลป์ ทำงานเขียนภาพประกอบกับออกแบบลวยลาย พอได้เห็นฮูปแต้มก็ เฮ้ย นี่ตัวการ์ตูนนี่นา ไปกี่ครั้งก็นั่งดูไปทีละภาพได้ทั้งวัน เราหลงรักฟอร์ม หลงรักรูปร่างรูปทรง มันน่ารักมาก อย่างผนังสิมวัดบ้านยาง (วัดยางทวงวราราม) วาดชูชกสามสี่ตัวเรียงกันอยู่ เอ้า นี่ก็แอนิเมชัน มีคาแรกเตอร์ มีเรื่องราวครบหมด แล้วทำยังไงดี สิ่งที่ปรากฏมีทั้งความชอบและสิ่งที่น่าเป็นห่วง บางวัดเอาสีทองไปทาทับฮูปแต้ม เราปวดใจมาก พูดแล้วยังขนลุก เขาเข้าใจว่าสีทองคือความสวย ก็ทาหมดเลย เหลือแค่รูปฟอร์มของฮูปแต้ม ซึ่งยังไงมันก็ผิดเพี้ยน”

อาจารย์ศิลปะเปรียบฮูปแต้มว่าเป็นทุกขลาภ เป็นของดีที่ชาวบ้านไม่รู้จะดูแลอย่างไร ยิ่งกรมศิลปากรออกกฎไม่ให้จับผนังเพื่ออนุรักษ์โบราณสถาน คนส่วนใหญ่ยิ่งเกร็ง ไม่กล้าเข้าใกล้ ฮูปแต้มเป็นของมีค่าที่ห่างไกลจากชีวิตผู้คนทั่วไปมากขึ้นทุกที

“ฮูปแต้มเหมือนเพชรที่ไม่ได้เจียระไน เป็นก้อนหินก้อนนึงที่คนกลุ่มเล็กๆ อย่างแวดวงศิลปกรรมรู้จัก แต่จะทำยังไงให้คนทั่วไปเห็นคุณค่า เราห้ามไม่ให้มันผุพังไม่ได้ แต่ในขณะที่มันอยู่จะรักษามันไว้ยังไงให้มันนานที่สุด ถ้ามีใจจะดูแล มันก็จะเกิดอะไรสักอย่าง”

ผ้าย้อมคราม

ฮูปของเด็ก

“ก่อนหน้านี้เราปวารณาตัวเองว่าจะทำศิลปะเด็กปีละครั้ง ก่อนหน้านั้นก็ทำทีมศิลปะเด็กอีสาน พอมาเจอเรื่องนี้ ก็อยากทำให้เด็กในเมืองที่ไม่รู้จักฮูปแต้มได้รู้จักศิลปะนี้”

ปุ้ยลงมือศึกษาเรื่องฮูปแต้มอย่างจริงจัง และขอทุนสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มาทำสื่อพื้นบ้านเพื่อสุขภาวะเยาวชน เช่น จัดค่ายพาเด็กมัธยมจากโรงเรียนต่างๆ ไปดูลวดลายฮูปแต้มที่วัดแล้วคัดลอกลายออกมา ให้ผู้เฒ่าผู้แก่มาเล่าความหมายให้ฟัง หรือร่วมมือกับศิลปินท้องถิ่น หยิบคาแรกเตอร์ฮูปแต้มมาทำเป็นละครหนังบักตื้อ (หนังตะลุงอีสาน)

“เราไม่ได้ไปแตะไปจับผนังเลย แต่ดึงลวดลายออกมาสู่บริบทใหม่ กลายเป็นแรงบันดาลใจที่เราให้สร้างสรรค์ได้อีกเยอะ ตัวการ์ตูนตัวเดียว แค่จัดวางใหม่ แล้วให้เด็กมอง 10 คนมองก็มองไม่เหมือนกันแล้ว มันเป็นขุมสมบัติมหาศาล”

ปีต่อปี ปุ้ยพลิกแพลงต่อยอดศิลปะและกิจกรรมจากต้นทุนทางวัฒนธรรมของมหาสารคาม สารพัดคาแรกเตอร์บนสิมได้รับการปลุกให้มีชีวิตอยู่ในบริบทใหม่ ไม่ว่าจะเป็นพราหมณ์ที่ไปขอช้างขอม้าของพระเวสสันดรตอนเข้าป่า ชูชก นางอมิตดา ไปจนถึงเรื่องราวพื้นบ้านอย่างนายฮ้อย ที่มีตาชั่งสำหรับซื้อวัวควาย สาวเก็บเห็ด สาวหาปูปลา ชาวเวียดนามที่เข้ามาค้าขาย นกฮูก จระเข้ และรวงผึ้งยักษ์บนต้นยาง

ฮูปแต้ม

ฮูปแต้ม

ผ้าย้อมคราม

“เราบูรณาการฮูปแต้มให้เข้ากับนักศึกษาด้วย ช่วงที่เราเป็นหัวหน้าสาขาเราเจอปัญหาว่าเด็กศิลปะส่วนใหญ่ชอบอยู่กับตัวเอง ไม่ค่อยเข้ามาคณะ เราเลยหาวิธีให้พวกเขาได้ทำงานด้วยกัน ออกแบบภาพประกอบในวิชาเรียนแล้วก็เอามาทำละคร ครูเซียง-ปรีชา การุณ นักการละครหุ่นมาสอนเขียนบท อาจารย์นาฏศิลป์มาสอนตีกลอง เด็กต้องออกแบบภาพประกอบ ออกแบบฉาก ทำคอมพิวเตอร์กราฟิก แล้วเล่นหุ่นเงาเองด้วย เขาเลือกนิทานพื้นบ้านที่อยู่บนผนังเรื่องท้าวปาจิตกับนางอรพิมมาแสดงตามงานมหา’ลัยหรืองานกาชาด

ฮูปแต้ม

ฮูปแต้ม

“ผลสัมฤทธิ์มันไม่ได้วัดที่เล่นใหญ่ แต่ดูว่ารักกันมากขึ้นมั้ย รู้จักกันมากขึ้นมั้ย ภาคภูมิใจในตัวเองมากขึ้นมั้ย กล้าแสดงออกมั้ย ตลอดทางเขาทะเลาะกันบ้าง เกเรบ้าง แต่เราก็ได้เรียนรู้กัน ท้ายที่สุดแล้วเราไม่ได้โชว์ว่าอัตตาเรามีเท่าไหร่ แต่โชว์เพื่อลดอัตตาตัวเอง

“เรายึดฮูปแต้มเป็นหลัก แล้วแต่ว่าจะเปลี่ยนผ่านไปอยู่ในบริบทไหน กาย ใจ หรือสังคม”

ฮูปแต้ม


ฮูปบ้านเฮา

ฮูปแต้มเดินทางออกจากวัด สู่กิจกรรมในหมู่เด็กและเยาวชน และเริ่มออกเดินทางไปหาชุมชนด้วยการแปลงร่างเป็นสารพัดของใช้ที่สวยดึงดูดใจ

“เรารู้สึกว่ามีจิตรกรรมอย่างเดียวไม่ได้ น่าจะมีงานออกแบบสินค้าที่เขียนลายง่ายๆ เบื้องต้นเรานึกถึงผ้าบาติกเพราะว่ามันคอนทัวร์เหมือนกัน เข้าสู่กระบวนการออกแบบลวดลายที่ทำซ้ำได้ กระจายแล้วดู Seamless เลยหาแม่ลายจากฮูปแต้มมาต่อยอดเป็นการออกแบบที่ลึกขึ้น พอทำผ้าบาติกได้ก็ลองบูรณาการกับวิชาอื่น ทำซิลก์สกรีน ออกแบบเครื่องแต่งกาย ออกแบบตัวอักษร แล้วก็ร่วมมือกับวิสาหกิจในท้องถิ่นทำกระเป๋าพิมพ์ลายฮูปแต้ม”

ปัจจุบัน สิ่งที่นักออกแบบชาวมหาสารคามสนใจคือการทำผ้าบาติกลายฮูปแต้มย้อมคราม ซึ่งเป็นกระบวนการที่เธอหลงใหลมากที่สุด ถึงขั้นปลูกต้นครามและก่อหม้อครามที่คณะให้นักศึกษามาเรียน

“พอทำผ้าบาติกแล้วต้องย้อมสี เราเรียนรู้เรื่องครามแล้วหลงเสน่ห์มาก ตอนแรกที่เริ่มทำที่คณะ อาจารย์แถวนี้เขาร้องเรียนกันว่าครามเหม็นมาก เพราะเราก่อหม้อไม่เป็นไงคะ ด้วยความฮึกเหิม ฉันเป็นอาจารย์ ฉันเรียนรู้เองได้ เราไปขลุกกับหนังสือเป็นปี พอไปเจอผู้รู้ วันเดียวได้สูตรเลย ครามสอนให้เราเรียนรู้การนอบน้อมต่อภูมิปัญญาของคน”

ผ้าย้อมคราม

ผ้าย้อมคราม

ฉันก้มดูมือสีน้ำเงินจากการย้อมครามของดีไซเนอร์ท้องถิ่น ปุ้ยเอ่ยตามตรงว่าการสร้างสรรค์ของเธอยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ยังมีช่องว่างอีกมากที่เธอและชาวบ้านจะต้องเรียนรู้ที่จะพัฒนาสินค้าฮูปแต้มไปด้วยกัน

“ด้วยมุมมองนิเทศศิลป์ ก่อนหน้านี้เราสนใจสื่อสมัยใหม่ แอนิเมชัน พอมาจับสื่อพื้นบ้าน มันสอนให้เรานอบน้อมกับตัวตนของแต่ละที่มากขึ้น เราจะไม่มองว่าอันนี้เชย อันนี้ไม่เชย แม่ห้ามทำอย่างนี้ ต้องทำอย่างนั้น เราต้องไปรู้ก่อน แม่ทำอย่างนี้เพราะอะไร และเราจะเชื่อมโยงความเป็นเรายังไง

“สิ่งที่เราต้องต่อสู้คือความคุ้นชิน หลายคนยังคิดว่าบาติกเป็นของภาคใต้ ครามเป็นของสกลนคร มหาสารคามต้องมัดหมี่ เราบอกเลยว่าวัฒนธรรมเป็นของโลกนี้ค่ะ ใครๆ ก็เรียนรู้ร่วมกันได้ บางทีถ้าเราไปยึดติด โลกของเราจะไม่เปิดกว้าง ครามเป็นภูมิปัญญาของโลกมา 6,000 ปีแล้ว ไม่ใช่ของไทยอย่างเดียว ประเทศอื่นๆ ก็มี เพราะฉะนั้น ลองเปิดใจเรียนรู้ก่อน ถ้ามันดีก็คือดี เหมือนส้มตำยังเป็นส้มตำทอดได้เลย

ผ้าย้อมคราม

“ภูมิปัญญาคือสิ่งที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นแล้วเหมาะสมที่จะส่งมอบจากรุ่นสู่รุ่นไปได้ ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรมันก็ด้นไปตามความร่วมสมัยที่จะเกิดขึ้น เราก็เลยไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปบ้าง แต่ถ้ารากแก้วมั่นคงแล้วก็อย่าไปคิดเผื่อเลยว่ามันจะไม่ดี มันต้องดีสิ ในเมื่อเราปลูกต้นที่ดีไว้แล้ว กิ่ง ดอก ผล จะต้องดี”

ปุ้ยเอ่ยอย่างมั่นใจ ความสนใจสินค้าฮูปแต้มที่มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เธอคิดว่าอนาคตอยากสร้างแบรนด์เพื่อกระจายงานให้ชุมชน เช่น ชุมชนนี้ปลูกครามให้ ชุมชนนี้ทอผ้าพื้นให้ ให้นักศึกษาร่วมเขียนเทียนวาดลวดลาย แล้วเธอจะทำการตลาด ให้ทุกคนได้แบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน ยังมีผลิตภัณฑ์สนุกๆ อีกมากที่ทำได้ในอนาคต เช่น เซรามิก แก้วมัค ไปจนถึงกระเบื้อง และสารพัดข้าวของ

ผ้าย้อมคราม

เฮ็ดมือ

กลิ่นขี้ผึ้งผสมพาราฟินร้อนๆ ลอยมาจากหน้าคณะศิลปกรรม เก่ง-ธรรมนูญ พัดมะนา อาจารย์ประจำสาขาวิชาศิลปกรรมอีกคนมาช่วยเตรียมอุปกรณ์กับนักศึกษา ปุ้ยลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่าเธออยากให้ผ้าบาติกย้อมครามเป็นของขวัญ โดยมีข้อแม้ว่าฉันต้องลงมือทำเอง

โต๊ะเขียนแบบเก่าๆ ที่พังแล้วถูกบุด้วยฟองน้ำ กลายร่างเป็นโต๊ะร่างผ้าบาติก ปุ้ยหยิบปากกาเดินเทียนมาวาดนกฮูกตาโตและสุนัขตัวลายให้ดูเป็นตัวอย่าง ฉันจับปากกามือไม้สั่น เทียนหกลงเป็นด่างดวงบนผ้า งานนี้ยากกว่าที่คิดมากทีเดียว

ผ้าบาติกย้อมคราม

ผ้าบาติกย้อมคราม

“ระยะนี้เรียกว่า ‘ยาขม’ มันต้องใช้ฝีมือสักหน่อยเลยยาก แต่ถ้าตั้งใจ แค่วันเดียวก็ทำได้ครับ” ลูกศิษย์อาจารย์ปุ้ยที่กลายมาเป็นอาจารย์เหมือนกันกล่าวยืนยัน “เราเลยทำบล็อกไม้ให้ปั๊มง่ายๆ มาแก้ปัญหาให้ชาวบ้านหันมาสนใจทำบาติกมากขึ้น”

ผ้าบาติกย้อมคราม

จริงอย่างที่อาจารย์สอนถ่ายภาพว่า การจุ่มบล็อกไม้ลงในเทียนแล้วปั๊มบนผ้าง่ายกว่าหลายเท่า เมื่อลายสีเหลืองแผ่กระจายเต็มผืนผ้าขาว เรารอให้ลายเทียนร้อนๆ แห้งสนิทก่อนคว้าผ้าไปที่กระต๊อบเก็บครามหน้าสนามคณะศิลปกรรม

หม้อครามข้นคลั่กหลายสิบหม้อเรียงรายอยู่ในเพิงเรียบง่าย กลิ่นครามฉุนกึกลอยมาปะทะจมูก ปุ้ยเล่าติดตลกว่าจากที่ตอนแรกใครต่อใครไม่ชอบใจกลิ่นนี้ แต่ระยะหลังการย้อมครามป๊อปมากจนเนื้อครามหายไปเป็นถังๆ

ฉันกำผ้าลายเทียนผืนใหญ่ จุ่มลงไปในหม้อครามแล้วบีบซ้ำๆ ผ้าขาวดูดสีอย่างว่องไว ยิ่งจุ่มลงในหม้อถัดไปเพื่อย้อมซ้ำ โทนน้ำเงินก็เข้มขึ้นตามลำดับ

ผ้าย้อมคราม

ผ้าย้อมคราม

“ถ้าถอดบทเรียนฮูปแต้ม แต่ละช่วงเอาไปเป็นหลักสูตรในท้องถิ่นได้ทุกรายวิชาเลย”

อาจารย์นิเทศศิลป์เอ่ยเบาๆ ขณะฉันคลี่ผ้าสีน้ำเงินแสนสวยบนสนามหญ้า รอยฮูปแต้มเขียนเทียนเด่นชัดบนผ้าคราม

ผ้าย้อมคราม

“มันอาจเริ่มต้นที่ศิลปะ แต่ฮูปแต้มสอนให้รู้จักสังคม รู้จักวัฒนธรรม รู้จักการอยู่ร่วมกัน ในครามมีวิทยาศาสตร์ มีศิลปะ มีความดี ความงาม มีประวัติศาสตร์อยู่ข้างใน ศิลปะบูรณาการได้กับทุกสิ่งทุกอย่าง มันทำให้เรารู้จักผู้คน และเราก็พาเขาออกไปให้คนอื่นรู้จัก

“ตอนไปแสดงงานกระเป๋าฮูปแต้ม เราเจอคนที่ไม่รู้จักจังหวัดมหาสารคาม มีอยู่บนแผนที่ประเทศไทยด้วยเหรอ เดี๋ยวผมตามไปดูฮูปแต้ม ที่สุดแล้ว กระเป๋าพาคนเข้ามาในท้องที่เพื่อจะได้เห็นว่าฮูปแต้มคืออะไร เขาจะได้เห็นศักดิ์ศรีของเรา เห็นความเป็นคนท้องถิ่นอีสาน เราอยากให้สิ่งเหล่านี้มันยังอยู่ในวิถีชีวิตนะ ไม่ต้องไปดวงจันทร์ ไม่ต้องไปไหนก็ได้ อยู่บนโลกนี้ง่ายๆ งามๆ ของเรานี่แหละ”

ฉันหันไปสบตานักออกแบบผู้หลงรักภาพวาดเก่าซีดจาง แม้ฮูปแต้มสีสันสดใสในวัดต่างๆ ของมหาสารคามเริ่มหลุดลอก แต่สปิริตเข้มข้นของคนรักศิลปะเจิมชีวิตให้ภาพเหล่านั้นอีกครั้ง

‘ไหนใครบอกว่ามหาสารคามไม่ค่อยมีอะไรไง’ ฉันคิดในใจ

‘เมืองที่ไม่มีอะไร ไม่มีหัวใจแบบนี้หรอก’

         

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load