“Tha มาจากฐานิต ส่วน Homemade คือสินค้าที่ทำจากคนในชุมชนและครอบครัวของเรา”

ฐานิต เจริญพจน์สถาพร หญิงสาววัย 27 ปี จากอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นลูกสาวของครอบครัวผลิตผ้าบาติกที่ดำเนินกิจการมากว่า 20 ปี ปัจจุบันฐานิตเป็นเจ้าของแบรนด์ Tha Homemade ที่เธอตั้งใจทำเสื้อผ้าสวมใส่ง่ายให้ใส่ได้ทุกเพศ ทุกวัย ด้วยสารพัดเทคนิค ทั้งบาติก มัดย้อมสีธรรมชาติ และอีโคพรินต์ติ้ง 

เราชวนเธอย้อนคุยสมัยคุณแม่ยังสาว ในวันที่สาวสงขลามาปักหลักที่ดินแดนล้านนา

Tha Homemade เสื้อผ้าบาติก มัดย้อม และพิมพ์ดอกไม้ ที่ลูกสาวปรับธุรกิจพ่อแม่ให้อยู่รอด

“คุณแม่เป็นคนใต้ มาอยู่เชียงใหม่ตั้งแต่เด็ก หลังเรียนจบคุณแม่ก็ลองผิดลองถูกมาเรื่อย จนสุดท้ายมาลงเอยที่ผ้าบาติก ทำทั้งผ้าบาติกผืนยาวและตัดเย็บเป็นชุด มีผ้าใยกัญชงและผ้าไหม สไตล์ชุดก็เป็นแนวผู้ใหญ่หน่อย การทำงานก็ช่วยกันทำทั้งครอบครัว คุณพ่อทำหน้าที่ออกแบบและเขียนลาย มีลายเขียนเทียน ลายกราฟิก ลายดอกไม้”

ลูกสาวเล่าความทรงจำที่เธอซึบซับมาตั้งแต่เด็ก ก่อนจะเปรยจุดเริ่มต้นที่ก้าวเท้าเข้าวงการคราฟต์ ฐานิตบอกว่าวันนั้นเธอเรียนอยู่มหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 2 มีช่วงว่างจากการปิดภาคเรียน 6 เดือน จึงคิดลองหาอะไรทำ จนเกิดผลลัพธ์เป็นกระเป๋าผ้ามัดย้อม ซึ่งเธอตั้งร้านขายที่ถนนคนเดินท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ งานของเธอขายได้และได้รับความสนใจ

Tha Homemade เสื้อผ้าบาติก มัดย้อม และพิมพ์ดอกไม้ ที่ลูกสาวปรับธุรกิจพ่อแม่ให้อยู่รอด

“เมื่อเจ็ดปีที่แล้ว คนทำงานคราฟต์เป็นคนที่ทำมานานอยู่แล้ว ยังไม่มีหน้าใหม่ แล้วในตลาดก็ยังไม่ค่อยมีใครทำกระเป๋าด้วย ซึ่งสามสี่ปีให้หลังจากเราเริ่มทำ ก็เริ่มมีการทำเสมือนเกิดขึ้น เสมือนผ้าย้อมครามแต่ไม่ใช่ย้อมคราม เขาทำเพื่อขายนักท่องเที่ยว แต่คนที่เริ่มสนใจสีธรรมชาติก็มีเยอะเหมือนกันในช่วงนั้น” ฐานิตเล่า

จากกระแสตอบรับกระเป๋าผ้าย้อมครามของเธอที่ดีเกิดคาด นำพาเด็กสาวไปสู่การเรียนรู้และการทดลองใหม่ ๆ เธอเกิดความคิดอยากพัฒนาสินค้า จากกระเป๋าผ้ามัดย้อมก็ขยับขยายเข้าสู่หมวดเสื้อผ้า ฐานิตเปิดโลกทัศน์ตัวเองด้วยการหาความรู้เกี่ยวกับเทคนิคสีธรรมชาติกับผู้เชี่ยวชาญ ที่เปิดศูนย์การเรียนรู้อยู่ในอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ 

สีธรรมชาติที่เธอลองใช้คือมะเกลือ ให้สีน้ำตาล ดำ ฮ่อม ให้สีน้ำเงิน และเปลือกประดู่ ให้สีน้ำตาล เธอกระซิบว่ามะเกลือมาจากการรับซื้อจากชาวบ้าน ต้องซื้อตุนแล้วมาดองไว้ที่บ้าน เพราะมะเกลือออกผลผลิตแค่บางฤดูกาล

Tha Homemade เสื้อผ้าบาติก มัดย้อม และพิมพ์ดอกไม้ ที่ลูกสาวปรับธุรกิจพ่อแม่ให้อยู่รอด
Tha Homemade เสื้อผ้าบาติก มัดย้อม และพิมพ์ดอกไม้ ที่ลูกสาวปรับธุรกิจพ่อแม่ให้อยู่รอด

แน่นอนว่าเทคนิคบาติก เธอมีโค้ชฝีมือดีอยู่กับตัวถึง 2 คน ส่วนอีโคพรินต์ติ้ง ฐานิตหาความรู้จากอินเทอร์เน็ต และเข้าร่วมเป็นสมาชิกในกลุ่มผู้สนใจอีโคพรินต์ติ้งในเฟซบุ๊ก เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้-เทคนิคกัน ซึ่งเธอก็สำรวจดอกไม้-ใบไม้ละแวกบ้าน แล้วหยิบใบบ้าง ดอกบ้าง มาพิมพ์ลงบนผ้า มีทั้งดอกดาวเรือง ดอกอัญชัน ดอกกุหลาบ ใบเพกา ใบสัก ซึ่งกรรมวิธีกว่าจะได้สีถูกใจก็ทดลองแล้ว ทดลองอีก แถมเธอยังเล่นสนุก เอาสนิมมาสร้างสรรค์งานผ้าด้วย

เมื่อเธอมีเทคนิคอยู่กับตัว ก็ถึงคราวแปลงภาพในหัวให้ออกมาเป็นเดรสตัวโคร่ง กางเกงยีนส์สุดเท่ และสารพัดเสื้อผ้าสวมใส่ง่าย ฐานิตบอกว่าการเป็นศิษย์เก่าสาขาสหศาสตร์ศิลป์ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ช่วยในการรังสรรค์งานของเธอมาก โดยเฉพาะการคิดคอนเซ็ปต์ เราเลยถามเธอถึงวิธีการทำงานฉบับ Tha Homemade

Tha Homemade เสื้อผ้าบาติก มัดย้อม และพิมพ์ดอกไม้ ที่ลูกสาวปรับธุรกิจพ่อแม่ให้อยู่รอด

“เราแปลงจากคอนเซ็ปต์เป็นเรื่องเล่า เพราะอยากให้งานแต่ละครั้งที่ทำมันมีเรื่องราว การคิดงานของเราจะเริ่มจากทดลองบนผืนผ้าด้วยเทคนิคต่าง ๆ ก่อน ส่วนแพตเทิร์นเสื้อผ้าก็อิงมาจากแนวที่เราอยากใส่ ซึ่งเราไม่ได้เป็นคนที่แต่งตัวผู้หญิงมาก พอได้แพตเทิร์นไปคุยกับช่าง ลองปรับกันจนลงตัว ก่อนตัดเย็บเป็นแบบที่เสร็จสมบูรณ์” 

เสื้อผ้าแต่ละคอลเลกชันเธอตั้งใจทำให้ใส่ได้ทุกเพศ โดยรูปแบบของเสื้อผ้ามาจากความสนใจของฐานิตในแต่ละช่วง อย่างช่วงที่เธออินกับงานวินเทจสไตล์อเมริกา เธอทำผ้า Bandana อเนกประสงค์ออกมาด้วยลวดลายสุดเท่ ทั้งลาย Smiley Face ลาย Thunder Bird และลาย Paisley ด้วยเทคนิคเขียนเทียนและย้อมคราม

หรือกางเกงยีนส์สีขาวพิมพ์ลายอีโคพรินต์ติ้ง ก็มาจากตอนที่เธอสนใจเทคนิคนี้ จนถึงการเกิดรอยยับเป็นผ้า สร้างผิวสัมผัสใหม่ที่เกิดจากการทดลอง ซึ่งเป็นผลจากความร้อนระหว่างกระบวนการทำงาน ส่วนอีกหนึ่งชิ้นงานที่เราชอบมาก ลบภาพบาติกจากเดิมไปเลย! เป็นเสื้อยืดบาติกขนาดพอดีตัว ที่ตวัดลายพู่กันเป็นสีพระอาทิตย์ตกดิน

ลูกสาวเปลี่ยนธุรกิจบาติกของครอบครัวให้ทันสมัย เป็นเสื้อผ้าสบาย ๆ ใส่ได้ทุกเพศทุกวัย และชวนพ่อ แม่ ช่างฝีมือชุมชน มาทำงานคราฟต์ด้วยกัน

“เราได้แรงบันดาลใจจากภาพฟิล์มที่เป็นภาพพระอาทิตย์ตก ประกอบกับเราได้ผ้ายืดมาพอดี ซึ่งเป็นผ้าที่เส้นใยผ่านกระบวนการรีไซเคิลมาแล้ว เนื้อผ้าสีธรรมชาติออกหม่นหน่อย ๆ เราเลยลองเอามาจับกับเทคนิคของที่บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เราจะลงมือเพนต์เอง ซึบซับและเรียนรู้มาจากตอนเด็ก ๆ ถ้างานเขียนเทียนก็จะมีช่างที่ชำนาญกว่ามาช่วย”

แม้ตอนแรกเธอตั้งใจทำเสื้อยืดบาติกขนาดพอดีตัวสาวไซส์เล็ก แต่ถ้าหนุ่มสาวไซส์อื่นสนใจก็สั่งตัดพิเศษได้

“ทีมงานมีไม่เยอะเลยค่ะ” เธอพูดยิ้ม ๆ 

“มีป้าทำแพตเทิร์นหนึ่งคน มีป้าอีกคนช่วยตัดเย็บ” ฐานิตเฉลยตัวเลขที่เรารอลุ้น

หากนับรวมเธอด้วยก็มีทีมงานทั้งหมด 3 คน ฉะนั้น เสื้อผ้าจึงผลิตออกมาน้อยชิ้น เน้นเป็นการพรีออเดอร์และทำตามออเดอร์ของลูกค้า แต่รับรองว่าคนน้อย แต่งานเนี้ยบแน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์

“เราไม่อยากให้เสื้อผ้าค้างสต็อก เพราะการผลิตครั้งละมาก ๆ มันเปลืองทรัพยากร อย่างการย้อมสีผ้าหนึ่งครั้งก็ต้องใช้น้ำเยอะมาก เราเลยไม่อยากทำสินค้าออกมาเยอะ ถ้าสุดท้ายแล้วขายไม่ได้ ก็ต้องลดราคา เรารู้สึกว่างานของเรากว่าจะทำออกมาได้มันผ่านกระบวนการเยอะมาก มันมีคุณค่าอยู่ในนั้น อีกอย่างเราเลือกทำตามออเดอร์เพื่อให้ลูกค้าได้ใส่เสื้อผ้าที่ขนาดพอดีกับตัวเขาจริง ๆ ถ้าลูกค้าได้รับแล้วเล็กไปหรือใหญ่ไป เราก็ยินดีให้เขาส่งมาแก้”

ลูกค้าของแบรนด์ไม่เพียงแต่เป็นคนใจเย็นที่ต้องรอสินค้าถึง 1 สัปดาห์ แต่ต้องเป็นคนที่ ‘เข้าใจ’ กระบวนการผลิตที่มาจากความตั้งใจของเธอและทีมงานต่างวัยอีก 2 คน นี่แหละ เสน่ห์และคุณค่าของงานฝีมือ

ลูกสาวเปลี่ยนธุรกิจบาติกของครอบครัวให้ทันสมัย เป็นเสื้อผ้าสบาย ๆ ใส่ได้ทุกเพศทุกวัย และชวนพ่อ แม่ ช่างฝีมือชุมชน มาทำงานคราฟต์ด้วยกัน
Tha Homemade เสื้อผ้าบาติก มัดย้อม และพิมพ์ดอกไม้ ที่ลูกสาวปรับธุรกิจพ่อแม่ให้อยู่รอด

ส่วนปลายปีนี้เธอวางแผนจะรีสต็อกเสื้อแขนยาวย้อมครามพิมพ์ลายที่บรรดาลูกค้าเรียกร้อง กระซิบว่าคูลมาก ใส่ได้ทั้งชายและหญิง เหมาะกับหนาวนี้ที่สุด ส่วนนักทดลองสาวเผยว่า เธอกำลังมีความคิดอยากทดลองเทคนิคตีเกล็ดบนผ้า ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากงานผ้าไหมตีเกล็ดของคุณแม่ แต่ฐานิตจะประยุกต์ให้เขากับคนวัยเธอซึ่งน่าสนใจมาก และจะชวนป้าช่างเย็บที่ถนัดงานตีเกล็ดมาทำงานด้วยกัน เป็นการแชร์การทำงานกันระหว่างคนสองวัยที่เก๋าคนละอย่าง งานนี้เธอบอกว่าการสื่อสารให้เข้าใจตรงกันสำคัญมาก เพราะช่างเย็บละแวกบ้านมีแต่รุ่นเดอะมากประสบการณ์

ฐานิตต่อยอดและพัฒนาเทคนิคบาติกของครอบครัวมาเป็นเวลา 7 ปี จนเธอเปิดหน้าร้านพบปะผู้มาเยือนทั้งแขกไทย-แขกเทศมาแล้ว 4 ปี บนถนนย่านท่าแพ ในบ้านตึกเก่าแก่ของหลวงอนุสารสุนทร เธอว่าลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ (ก่อนสถานการณ์โควิด-19) ทั้งชาวยุโรป ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง ส่วนคนไทยเพิ่งเริ่มทำความรู้จัก Tha Homemade ได้ไม่นาน จากสื่อโซเชียลอย่างอินสตาแกรมและเฟซบุ๊ก แถมมีลูกค้าที่น่ารัก แวะเวียนมาเที่ยวเชียงใหม่และจำแบรนด์ของเธอได้ก็มาเยี่ยมเยียนกันถึงหน้าร้าน ซึ่งมีตั้งแต่ลูกค้าวัยรุ่นจนถึงวัยเก๋า และเธอยังแบ่งพื้นที่บางส่วนภายในร้าน วางสินค้าทำมือจากพรรคพวกเพื่อนฝูง เรียกว่ามาที่เดียว ครบตั้งแต่หัวจรดเท้าและของกุ๊กกิ๊ก

ลูกสาวเปลี่ยนธุรกิจบาติกของครอบครัวให้ทันสมัย เป็นเสื้อผ้าสบาย ๆ ใส่ได้ทุกเพศทุกวัย และชวนพ่อ แม่ ช่างฝีมือชุมชน มาทำงานคราฟต์ด้วยกัน
ลูกสาวเปลี่ยนธุรกิจบาติกของครอบครัวให้ทันสมัย เป็นเสื้อผ้าสบาย ๆ ใส่ได้ทุกเพศทุกวัย และชวนพ่อ แม่ ช่างฝีมือชุมชน มาทำงานคราฟต์ด้วยกัน

“การเจอลูกค้าทำให้เราได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นมากขึ้น ได้เจอคนใหม่ ๆ ได้เจอเพื่อนใหม่ ๆ ที่เราหยิบความคิดของเขามาปรับใช้และพัฒนากับงานของเราได้ ความสนุกอีกอย่างของเราคือการทดลอง พอเอาสิ่งที่อยู่ในหัวมาลองทำ ได้เห็นมันเป็นรูปเป็นร่าง ได้เห็นผลลัพธ์มัน เราก็ยิ่งเซอร์ไพรส์และสนุกเข้าไปอีก” สาวที่สุขกับการทดลองเล่า

เราอดสงสัยไม่ได้ว่าคุณแม่ของเธอที่เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว เริ่มต้นทำแบรนด์ผ้าบาติกขึ้นมา ซึ่งอายุไล่เลี่ยกับที่ลูกสาวสนใจหยิบบาติกของครอบครัวมาพัฒนาต่อยอด จนกิ๊บเก๋เจอแนวทางของตนเอง จะรู้สึกอย่างไร

“เราเป็นคนเอาไปเล่าให้แม่ฟัง แม่ก็จะไปเล่าให้พ่อฟังอีกที พ่อก็ชอบส่งไลน์ให้คนอื่นอีกที แล้วก็ชอบแชร์โพสต์เราตลอดเวลา พ่อกับแม่ก็ใส่แบรนด์ของเรา แต่บ้านนี้เป็นบ้านที่ไม่ค่อยชมกันเท่าไหร่” ลูกสาวเล่าเขิน ๆ 

“เขาก็น่าจะดีใจเหมือนกัน” เธอยิ้ม “เพราะส่วนหนึ่งมันก็เป็นฝีมือของเขาด้วย ไม่ใช่แค่ฝีมือของเราคนเดียว เราช่วยกันทำทั้งบ้าน เราขอให้ช่วยอะไร พ่อกับแม่ก็จะยินดีเสมอ ซึ่งงานที่เขามาช่วยก็เป็นรูปแบบที่ต่างจากงานที่เขาต้องทำ เช่น เพนต์ลายเยอะ ๆ เราก็ให้พ่อลดทอนลงหน่อย ส่วนมากเราเอาเทคนิคจากพ่อมาใช้ เพราะเขาเก่งว่า”

“งานทุกชิ้นที่เรา เราอยากให้งานมีฝีมือมีคุณค่ามากขึ้น” เจ้าของแบรนด์ตั้งเป้าหมาย

“ตอนนี้เราอยากพูดเรื่องความยั่งยืน อยากให้คนที่ใส่เสื้อผ้าของเรารู้ที่มาและคุณค่า ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง อีกอย่างเราอยากส่งเสริมอาชีพคนในชุมชน เพราะกระบวนการทั้งหมดมาจากคนในชุมชนหมดเลย ซึ่งหากพูดตามตรง กำไรของเราไม่เยอะ แต่เรายินดีที่จะให้ค่าตอบแทนที่สมเหตุสมผลและยุติธรรมกับช่างฝีมือด้วยเหมือนกัน”

Tha Homemade สะท้อนตัวตนของตัวเองออกมาผ่านเทคนิคและรูปแบบที่ทันสมัย แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมภูมิปัญญาดั้งเดิมของครอบครัว และเลือกที่จะก้าวเดินอย่างช้า ๆ พร้อมกับช่างฝีมือและชุมชนบ้านเกิด

ลูกสาวเปลี่ยนธุรกิจบาติกของครอบครัวให้ทันสมัย เป็นเสื้อผ้าสบาย ๆ ใส่ได้ทุกเพศทุกวัย และชวนพ่อ แม่ ช่างฝีมือชุมชน มาทำงานคราฟต์ด้วยกัน

Tha Homemade

ที่อยู่ : ถนนท่าแพ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50300 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : วันจันทร์ เวลา 13.00 – 17.00 น. วันอังคาร-เสาร์ เวลา 10.00 – 17.00 น. (ปิดทุกวันอาทิตย์)

โทรศัพท์ : 09 3305 8211

Facebook : Tha Homemade

Instagram : Tha Homemade

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

‘MAHORI Handcraft’ เป็นแบรนด์ลำโพงสัญชาติไทยที่เลือกใช้ไม้ไทยเป็นวัสดุหลัก

ไม่ต้องเฉลยที่มาก็พอเดาได้ ว่าชื่อที่ปะอยู่หน้าตู้ลำโพง ได้แรงบันดาลใจมาจากวงดนตรีไทยเครื่องผสมอย่าง ‘วงมโหรี’

ใช่ว่าจะเป็นไทยแค่ชื่อและการคัดสรรเอาไม้ไทยและวัสดุจากธรรมชาติมาใช้ ซึ่งเพียงเท่านี้ก็ทวีความแตกต่างจากลำโพงเจ้าอื่น ๆ ที่เคยเห็นมามากโขอยู่แล้ว แต่ที่น่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีก คือยังเป็นลำโพงที่ออกแบบมาให้เหมาะกับฟังเพลงไทยอีกด้วย

“ ผมชอบอะไรไทย ๆ ตั้งแต่เปิดบริษัทออกแบบตกแต่งภายในก็ชื่อเสาเอก อินทีเรียดีไซน์ ลูกผมก็ชื่อชบา คือเราควรจะมีความภูมิใจที่เราเป็นคนไทย แล้วเราก็ควรพัฒนาตัวเองให้ดี สมกับที่เราภูมิใจในตัวเรา” หวัง-ศิริชัย หวังศิริเลิศ อินทีเรียดีไซเนอร์และนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์วัยเก๋าผู้หลงใหลในเสียงดนตรี เจ้าของ MAHORI Handcraft ลำโพงบลูทูธทำมือเจ้าแรก ๆ ของไทยเริ่มโหมโรงถึงความตั้งใจ 

พร้อมกับเสียงจาก ‘มโหรี’ ที่เล่นเพลงคลาสสิกยุค 50 คลอเคล้าบทสนทนาขึ้นในห้องทำงานในบ้านของมัณฑนากรวัยใกล้เกษียณ

MAHORI Handcraft ลำโพงทำมือจากไม้ไทย ที่อินทีเรียวัยเกษียณตั้งใจดีไซน์ให้คนไทยฟัง

MAHORI โหมโรง

ห้องทำงานที่มีทั้งเทปคาสเซ็ตสูงตั้งเลยหัว เครื่องเสียงลำโพงต่างขนาด แผ่นซีดีที่แทรกตัวอยู่ตามชั้นไม้ และแผ่นเสียงไวนิลเพลงเก่า เป็นสิ่งยืนยันความหลงใหล

หวังเรียบจบด้านการออกแบบภายในมาโดยตรง แต่ความรักในเสียงดนตรีก็มีอยู่คู่กันมาตั้งแต่ยังไม่เข้ามหาลัย ตามประสาวัยรุ่น ฟังเพลง เล่นดนตรี เข้าร้านเทปเป็นส่วนหนึ่งของช่วงอายุ แม้กระทั่งสอบเอ็นทรานซ์ ก็ยังไม่วายขอใส่คณะดนตรีไปด้วย

“แต่ว่ามันติดออกแบบ ก็เลยได้ทำงานด้านนี้มาตลอด” เขาเล่าขำ ๆ

ไม่ผิดนักหากกล่าวว่า บนถนนของนักออกแบบมีเสียงเพลงร่วมทาง เพราะระหว่างการทำงาน 35 ปีที่ผ่านมา มัณฑนากรคนนี้ก็ยังคงฟังเพลงที่รัก ซื้อหาเล่นเครื่องเสียงวินเทจ ตามหาเสียงที่ใช่ โทนดนตรีที่ตัวเองชอบ และนำไปสู่การทดลองออกแบบลำโพงไว้ฟังเอง

“ผมทั้งทำ ทั้งเล่น ทั้งสร้าง เพราะผมชอบออกแบบ คิดว่าลำโพงพวกนี้เราก็ทำได้ เรารู้ว่าเสียงที่ดีควรจะเป็นยังไง ก็ศึกษาอ่านจากเว็บไซต์ นิตยสารเมืองนอก แล้วก็ซื้อมาทดลองทำ ซื้อแบรนด์ดัง ๆ ของเก่ามือสองมารื้อ เอามาดูกลไกข้างในว่าใช้อะไรบ้าง 

“จริง ๆ เราก็รู้หลักการแล้วล่ะจากการอ่านหนังสือ แต่เอามาดูเพื่อความชัวร์ เอามาทดลองเพราะอยากรู้ว่ามันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ รึเปล่า ทำมาร่วมสิบปี ทำให้เพื่อนบ้างอะไรบ้าง แต่ก่อนมันมีเว็บบอร์ดของคนที่ชอบเครื่องเสียงชอบฟังเพลง ก็ทำแจกกันทีละ 10 – 20 ตัว ก่อนทำก็ซาวเสียงว่าใครจะเอาบ้าง”

MAHORI Handcraft ลำโพงทำมือจากไม้ไทย ที่อินทีเรียวัยเกษียณตั้งใจดีไซน์ให้คนไทยฟัง

หลังจากลองผิดลองถูกกับลำโพงด้วยตัวเองมาหลายปี สำเร็จเสียงดีตามชอบก็มาก ทำไปทิ้งไปเพราะเสียงที่ออกมาไม่พอใจก็เยอะ จนได้เสียงออกมาเป็นลำโพงสูตรเฉพาะ และกลายเป็นงานอดิเรกที่ทำคู่กับงานหลักอยู่ตลอด แต่ตอนนั้นก็เป็นเพียงการทำไว้ฟังเอง และแลกกับพี่น้องร่วมกลุ่มในวงแคบ ๆ 

พออายุเริ่มมากขึ้น พาให้เขาเริ่มคิดถึงแผนต่อไปในวาระเกษียณ

“เมื่อก่อนทำลำโพงเป็นงานอดิเรก ตอนหลังผมก็เริ่มวางแผนแล้ว เพราะว่างานอินทีเรียเป็นงานใหญ่ ตอนนี้อายุเยอะขึ้น ก็พยายามหางานที่วัยเกษียณก็ทำได้ เป็นแผนที่คิดมาตั้งแต่ต้มยำกุ้ง ปี 40” 

เหตุการณ์เกินคาดคิดของวิกฤตเศรษฐกิจในบ้านเราตอนนั้น แน่นอนว่าเจ้าของบริษัทออกแบบภายในก็ได้รับผลกระทบไปด้วย ช่วงที่ว่าเขาเคยหันไปเปิดเว็บไซต์ขายแผ่นซีดีเพลงเก่าอยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนจะกลับมานั่งโต๊ะดราฟต์แบบเช่นเดิมเมื่อธุรกิจฟื้นตัวขึ้น จนกระทั่งโควิด-19 เริ่มระบาดหนักไม่นานมานี้ แผนที่คิดไว้ 20 กว่าปีจึงถึงคราวนำมาใช้จริง

“ผมคิดว่าถ้าเศรษฐกิจมีปัญหา หรือมีเหตุการณ์อะไรเหมือนตอนต้มยำกุ้งอีก ผมก็อยากทำอะไรที่มันเกี่ยวกับลำโพง ดนตรี และก็เฟอร์นิเจอร์ด้วย เอาความรู้สองอย่างนี้มาใช้ ปรากฏว่าโควิดมาจริง ๆ ผมก็เลยเปิดเพจขายลำโพงในเฟซบุ๊กได้ 2 ปีแล้ว ตั้งแต่เมื่อช่วงปลายปี 2019” 

ม่านค่อย ๆ เปิดออก เผยโฉมมโหรีสู่สาธารณชนในวงกว้างนับแต่นั้น

MAHORI Handcraft ลำโพงทำมือจากไม้ไทย ที่อินทีเรียวัยเกษียณตั้งใจดีไซน์ให้คนไทยฟัง

ลำโพงจากไม้ไทย

เอกลักษณ์หนึ่งของ MAHORI คือการใช้ไม้ไทยเป็นวัสดุหลัก

“ผมทำงานสถาปัตย์ งานออกแบบภายในที่คลุกคลีกับงานที่ใช้ไม้เป็นส่วนใหญ่” นักทำลำโพงเปรยขึ้น พลางเปิดภาพผลงานออกแบบที่ผ่าน ๆ มา

ไม้ เป็นของถนัดที่หวังมักหยิบมาใส่ในผลงานออกแบบบ้าน ประจักษ์พยานชัดเจนอย่างห้องทำงานส่วนตัวที่เรานั่งเปิดบทสนทนา ก็มีไม้เป็นส่วนประกอบอยู่แทบทั้งหมด เมื่อทำลำโพงเป็นของตัวเอง มีหรือว่าเขาจะไม่เอาลายเซ็นเข้ามาใส่

“ผมพยายามสร้างเอกลักษณ์ สร้างภาพลักษณ์ว่าเป็นไทย ผมเป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไร มีความฝังใจอย่างนี้มาตลอดว่างานที่เมืองนอกทำได้ เราก็ทำได้ไม่ได้ด้อยไปกว่าเขา ในการทำงานทุกอย่าง ก็เลยใช้ไม้ไทย” ช่างลำโพงไขสาเหตุ

MAHORI Handcraft ลำโพงทำมือจากไม้ไทย ที่อินทีเรียวัยเกษียณตั้งใจดีไซน์ให้คนไทยฟัง
MAHORI Handcraft ลำโพงทำมือจากไม้ไทย ที่อินทีเรียวัยเกษียณตั้งใจดีไซน์ให้คนไทยฟัง

 ไม้ชื่อคุ้นหูอย่างไม้สัก ไม้พะยูง ไม้ประดู่ หรือไม้ชื่อแปลกหายากจำพวก ไม้มะริด ไม้กระพี้เขาควาย ล้วนถูกหยิบนำมาใช้ทำตู้ของลำโพง บางชนิดถึงจะไม่คุ้นเคยกับคนทั่วไป แต่เขาเผยว่าไม้พวกนี้คุณภาพดีและทนทานมาก โดยจะคอยหาซื้อจากทั้งในกลุ่มเฉพาะ หรือเสาะหาไม้จากที่ชาวบ้านนำมาขาย ตามแต่โอกาสว่าจะเป็นไม้ชนิดใด บางครั้งเป็นไม้เก่า หรือบางทีหากไม้ที่ได้มายังสดใหม่ ก็ต้องตากให้แห้งก่อนนำมาใช้

คุณสมบัติของไม้แต่ละชนิดแตกต่างกัน และให้เสียงที่ออกมาไม่เหมือนกัน อย่างไม้พะยูงมีความแน่นและน้ำหนักมาก ทำให้เสียงที่ออกมาหนักแน่นและทุ้มกว่า ส่วนไม้สักมีความแน่นของเนื้อไม้น้อยกว่า โทนเสียงที่ได้ยินก็จะนุ่มกว่า อรรถรสในการฟังเพลงก็ย่อมต่างไปด้วย

คุณสมบัติอีกประการของไม้จริง คือธรรมชาติสร้างสรรค์สีและลวดลายแต่ละแผ่นไว้ไม่เหมือนกัน เมื่อนำมาแปลงโฉมเป็นตู้ลำโพง นั่นหมายความว่าถึงจะใช้ไม้ชนิดเดียวกัน แต่ละชิ้นก็ออกมามีลายเฉพาะตัวเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ลำโพงของ MAHORI จึงเป็นเสมือนงานลิมิเต็ดที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก

อีกอย่างหนึ่งนอกเหนือจากไม้ตู้ลำโพงซึ่งเป็นพระเอก พระรองอย่างแผ่นปิดหน้าลำโพงก็ยังเลือกใช้เป็นหวายและอ้อยแห้งสาน ฝีมือชาวบ้านวิสาหกิจชุมชนที่ทำเกี่ยวกับงานสานตะกร้าหวาย ไม่เพียงเข้าคอนเซ็ปต์ไทย ๆ แต่ยังเหมาะเหม็งกันกับดีไซน์ของลำโพง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แถมโทนสีก็เข้ากับพอดิบพอดี ซึ่งหวังยังบอกอีกว่า ในอนาคตแบรนด์ตั้งใจสรรหาผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติอื่น ๆ เข้ามาใช้ร่วมอีก

MAHORI Handcraft ลำโพงทำมือจากไม้ไทย ที่อินทีเรียวัยเกษียณตั้งใจดีไซน์ให้คนไทยฟัง

มากกว่าเครื่องเล่นเสียง แต่เป็นเครื่องใช้

กว่าจะได้เป็นลำโพงของ MAHORI แต่ละรุ่น นักออกแบบรุ่นใหญ่ค่อย ๆ เล่ากรรมวิธีการทำอย่างประณีต ไล่เรียงตั้งแต่การออกแบบขีดเขียนภาพร่างลงบนกระดาษ ก่อนขึ้นรูปลงสีเป็นสามมิติ แล้วจึงนำมาขึ้นแบบทดลอง และนำไปสู่แบบตัวจริงที่ขายทางหน้าเว็บไซต์ พิถีพิถันไม่ต่างจากการสร้างสรรค์เฟอร์นิเจอร์สักชิ้นหนึ่ง

อีกขั้นตอนสำคัญคือการกำหนดขนาดของแต่ละรุ่นให้เข้ากับดอกลำโพง ซึ่งกว่าจะได้เสียงออกมาถูกใจ หวังต้องนำดอกลำโพงขนาดต่าง ๆ มาทดลองเทียบเสียง และยังต้องออกแบบให้มีขนาดรับกันพอดีกับตู้ เพื่อคุณภาพของเสียงที่ออกมาตามมาตรฐานที่ต้องการ

MAHORI Handcraft ลำโพงทำมือจากไม้ไทย ที่อินทีเรียวัยเกษียณตั้งใจดีไซน์ให้คนไทยฟัง

“เราก็เหมือนเป็นผู้ควบคุมดูแลทั้งข้างนอกข้างใน ทั้งเสียงและหน้าตา ก่อนผมจะเรียกช่างมาทำ ผมต้องทำเองก่อน ทำเป็นตัวต้นแบบเพื่อทดลองเสียง อันไหนใช้ไม่ได้ก็ทิ้ง ก็ลองทำใหม่ไปเรื่อย ๆ จนกว่าตัวแบบจะดีแล้วจึงทำเป็นตัวสมบูรณ์” หวังเล่าวิธีการทำงาน

น่าสนใจว่า MAHORI ไม่เคยใช้คำว่า ‘เครื่องเล่นเสียง’ กับชิ้นงานของแบรนด์

“ผมไม่อยากไปอยู่ในกลุ่มคนเล่นเครื่องเสียง เพราะเขาจะเล่นแต่ของแพง ๆ ผมทำแต่ของที่คนทั่วไปซื้อได้ ไม่จำเป็นต้องเงินเยอะ แค่ฟังใช้งานทั่วไป” เจ้าของรีบบอกถึงที่มาของนิยามผลิตภัณฑ์ เขาอยากให้มองว่าลำโพงของ MAHORI เป็นหนึ่งในเครื่องใช้ภายในบ้าน ซึ่งมีคุณสมบัติพื้นฐานอย่างเสียงออกมาไม่เพี้ยน และทนทานต่อการใช้งาน ก็เพียงพอแล้วสำหรับการใช้งานในหมู่คนทั่วไป

แน่นอนว่าส่วนหนึ่งคือลำโพงนี้มีที่มาจากอินทีเรียดีไซเนอร์ ดังนั้นการออกแบบลำโพงทุกไซส์จึงคำนึงถึงหน้าตาเป็นโจทย์ใหญ่ ประหนึ่งเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่เมื่อเอามาวางในบ้านแล้ว ดูไม่แปลกแยกจากเครื่องเรือนอื่น ๆ ด้วยรูปลักษณ์เรียบง่าย วินเทจ วางมุมไหนของห้องก็ดูดี

ลำโพงจากไม้ไทยและวัสดุจากธรรมชาติ ตั้งใจออกแบบมาให้ฟังกับเพลงไทยได้ดีที่สุด โดยมัณฑนากรผู้หลงใหลในเสียงดนตรี
ลำโพงจากไม้ไทยและวัสดุจากธรรมชาติ ตั้งใจออกแบบมาให้ฟังกับเพลงไทยได้ดีที่สุด โดยมัณฑนากรผู้หลงใหลในเสียงดนตรี

“เรามองว่าบ้านของคนไทยเป็นบ้านที่มีวัสดุเป็นไม้ มีเฟอร์นิเจอร์ผสมใหม่บ้างเก่าบ้าง บ้านส่วนใหญ่ของคนไทยไม่มีโมเดิร์นจ๋า แต่เป็นของปน ๆ กันไป” จากมุมมองของนักออกแบบ ในอนาคตเราน่าจะได้เห็นลำโพง MAHORI Handcraft เป็นหนึ่งในสมาชิกของโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์อย่างเต็มรูปแบบ เพราะหวังกำลังซุ่มทำโปรเจกต์ร่วมกับร้าน เพื่อออกแบบและผลิตลำโพงคอลเลกชันใหม่ ๆ เพิ่มช่องทางการจำหน่าย เป็นเครื่องใช้สำหรับติดบ้านของคนรักเสียงดนตรี

ลำโพงที่ทำให้คนไทยฟัง

ในเว็บไซต์ของ MAHORI Handcraft มีประโยคหนึ่งชวนสะดุดตา ‘ลำโพงที่ทำให้คนไทยฟัง’ เราถามถึงที่มาที่ไป ก่อนได้คำตอบจากปากของช่างลำโพงมา 3 ข้อ

หนึ่ง คือเรื่องราคา เมื่อเทียบกับแบรนด์ใหญ่ ๆ ในขนาดไล่เลี่ยกัน ลำโพงไทยทำมือนี้ถือว่าถูกกว่ามาก คนไทยก็พอเลือกซื้อเลือกหามาใช้ได้

สอง แม้ราคาจะถูกกว่ากันแต่กลับได้วัสดุที่ดีกว่า เพราะเลือกใช้ไม้จริงทั้งแผ่น และในแง่คุณค่าของวัสดุจากไม้ไทยหายากที่รับรองว่ามีเพียงชิ้นเดียว เท่านี้ก็มีมากกว่าแบรนด์ใหญ่ ๆ ที่มักเลือกใช้ไม้อัดมาทำแล้ว

สาม คือเรื่องของเสียง ที่ผ่านการทดสอบจูนเสียงทั้งเพลงไทยและสากล ผสมกับประสบการณ์ด้านการฟังเพลงที่สั่งสมมาของหวัง จนได้เสียงที่เหมาะกับการฟังเพลงไทยมากที่สุด ต่างไปจากลำโพงยี่ห้อต่างประเทศที่ทำขายทั่วโลก จึงเทสต์เสียงให้เป็นกลางเพื่อฟังได้ทุกเพลงในโลก บางครั้งเมื่อมาฟังเพลงไทยจึงขับคุณภาพออกมาไม่ดีเท่า

ระหว่างที่เปิดลำโพงแต่ละไซส์ให้ทดลองฟังเปรียบเทียบ เขาชี้ชวนให้เห็นถึงความแตกต่างทั้งจากยี่ห้อเดียวกันแต่ต่างรุ่น ซึ่งค่อย ๆ ไล่ระดับความละมุนกลมกล่อมของเสียงตามขนาดตัว และความต่างจากลำโพงทั่วไป ซึ่งมักจะให้เสียงสูงหรือเบสหนัก ๆ เป็นหลัก แต่ขณะที่ลำโพงสไตล์ไทยนี้ กลับเลือกใช้เสียงกลางเป็นตัวชูโรง เพราะเป็นย่านเสียงที่รวบรวมรายละเอียดของเพลงไว้ โดยเฉพาะเสียงร้อง ช่วยถ่ายทอดอารมณ์ของบทเพลงที่เปิดฟังอยู่ได้อย่างครบถ้วน

ลำโพงจากไม้ไทยและวัสดุจากธรรมชาติ ตั้งใจออกแบบมาให้ฟังกับเพลงไทยได้ดีที่สุด โดยมัณฑนากรผู้หลงใหลในเสียงดนตรี

“เพราะว่าเราฟังทั้งเพลงไทยและสากล จะทำลำโพงควรค่อย ๆ ปรับปรุงเสียง ซึ่ง ในยุคก่อนช่วง 50 – 60 เขาจะทำลำโพงแบบฟังไปปรับไปแก้ไป ผมก็ย้อนกลับไปทำแบบนั้น” หวังเสริมถึงความแตกต่างจากแบรนด์ทั่วไป

ถึงบรรทัดนี้ หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วความต้องการทำมาเพื่อเพลงไทยที่ว่านี้เหมาะกับเพลงแนวไหนกัน

“ผมทำเพื่อฟังเพลงเก่า ฟังเพลงย้อนยุค” เขาว่าถึงเอกลักษณ์ของลำโพงที่จะให้เสียงย้อนยุคไม่เหมือนใคร ก่อนจะพูดต่อเหมือนรู้ความสงสัยที่เรากำลังจะถาม ว่าจริง ๆ แล้วลำโพงของเขาฟังเพลงใหม่ก็ได้นะ เช่น เพลงที่เลียนแบบซาวนด์ของเก่า แต่เพลงเสียงดังตูมตามแบบนักเลงรถกระบะ หรือเพลงแดนซ์เสียงดังอาจไม่เหมาะเท่าไรนัก

“ผมจูนไว้ฟังเพลงเก่า เพลงที่เราพอใจเป็นหลัก อย่างเพลงในยุค 50 – 70 แล้วก็เพลงคลาสสิก ส่วนเพลงใหม่ ๆ คนที่เอามาลองฟัง พวกเพลงแดนซ์เขาว่าไม่เพราะ แต่เพลงร็อกฟังได้นะ เพราะผมก็ฟังร็อก” หวังเล่ายิ้ม ๆ 

ก่อนเสียงประโคมเรื่องราวของมโหรีจะจบลง 

เชื่อว่าสุดท้ายแล้ว ลำโพงบลูทูธ MAHORI Handcraft น่าจะพาทุกคนได้สัมผัสความภูมิใจและคุณค่าของความเป็นไทยที่ หวัง-นักออกแบบภายในผู้กำลังจะเกษียณจากงานประจำ แล้วออกมาทำในสิ่งที่รักอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งใจนำเสนอผ่านหลากหลายแง่งามของลำโพงฝีมือคนไทยแบรนด์นี้

ลำโพงจากไม้ไทยและวัสดุจากธรรมชาติ ตั้งใจออกแบบมาให้ฟังกับเพลงไทยได้ดีที่สุด โดยมัณฑนากรผู้หลงใหลในเสียงดนตรี

MAHORI Handcraft

เว็บไซต์ : mahorihandcraft.com/wp/

Facebook : Mahori Handcraft

YouTube : Mahori Handcraft

Writer

พณิช ตั้งวิชิตฤกษ์

นักลองฝึกพิสูจน์อักษร ผู้แสร้งเป็นนักลองฝึกเขียน อดีตเป็นนักเรียนภาษา ผู้สนใจเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ รักในมวลรอบข้างที่ดี กาแฟ ชาเขียว และแมวเหมียว

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load