10 กุมภาพันธ์ 2565
9 K

“ตอนกลางคืนเลี้ยงลูก ผลัดกันกับเมีย ตื่นมาก็อาบน้ำ กินข้าว แล้วก็ไปทำงาน กลับบ้านมารดน้ำต้นไม้”

นี่คือชีวิตธรรมดา ๆ ของ ‘เอส ร่มเกล้า’ หรือ ธาดา บุญพันธ์ุ ยูทูบเบอร์ที่ครั้งหนึ่งในอดีตเคยหลงผิด ทำให้เขาสูญเสียอิสรภาพให้กับเรือนจำกว่า 20 ปี เมื่ออิสรภาพนั้นวนกลับมาหาเอสอีกครั้ง เขาใช้โอกาสนี้สร้างสรรค์เนื้อหาเพื่อตอบความสงสัยใคร่รู้ของคน ด้วยการถ่ายทอดเรื่องราวการกิน อยู่ หลับนอน และ ‘ความจริง’ ที่เกิดขึ้นกับนักโทษในเรือนจำ สนุกและเปิดโลก!

ช่องยูทูบของเขาได้รับความนิยมอย่างมาก จนมีผู้ติดตามถึง 2 แสนกว่าคน และมียอดการรับชมเหยียบแสนเกือบทุกคลิป นับเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้เราตัดสินใจต่อสายถึงชายหนุ่มวัย 39 ที่ตัดสินใจลงหลักปักฐานสร้างครอบครัวอยู่ที่จังหวัดชลบุรี

การสร้างคอนเทนต์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบทสนทนา สิ่งที่เราอยากชวนคุณล้อมวงฟังด้วยกัน คือ ความคิดและบทเรียนของ เอส ร่มเกล้า กับ อิสรภาพที่ถูกจองจำกว่า 20 ปี ตลอดจนบทบาทใหม่ของเขาที่เราเองก็ไม่เคยรู้มาก่อน นั่นคือ นักธุรกิจ 

เรื่องราวจะโหด มัน ฮา ขนาดไหน เลื่อนนิ้วอ่านพร้อมกัน และอย่าลืมกดกระดิ่งแจ้งเตือนด้วยนะ

เอส ร่มเกล้า ยูทูบเบอร์ที่เล่าเรื่องกิน อยู่ หลับนอนในเรือนจำจากประสบการณ์กว่า 20 ปี

เดิมพันด้วยความผิดพลาด

เอสเกริ่นกับเราว่าเขาเป็น ‘เด็กบ้านนอก’ แม่เป็นคนอุดรธานี พ่อเป็นคนเชียงราย, พ่อแม่ลาบ้านเกิดมาทำงานหาเงินในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ และชลบุรี ก่อนจะแยกทางกันตั้งแต่ลูกชายคนสุดท้องยังเล็ก ทำให้เขาที่เติบโตมาในกรุงเทพฯ ถูกเลี้ยงดูโดยพี่สาวที่พักอาศัยอยู่ย่านร่มเกล้า และเอสในวัยเรียนก็ศึกษาอยู่ที่โรงเรียนพรตพิทยพยัต

การเรียนของเอสไม่สู้ดีสักเท่าไหร่ทำให้เขาเริ่มเบื่อหน่าย ไหนจะความต้องการสิ่งของสารพัดที่คนรอบกายครอบครอง แต่ครอบครัวเติมเต็มให้เขาไม่ได้ นั่นจึงผลักดันให้เอสหันมาหาเงินด้วยตัวเองจากสิ่งที่เรียกว่า ยาเสพติด

“อาชีพแรกของผมคือเด็กเดินยอด ตอนนั้น 14 15 เอง พออายุ 16 ก็ไปติดศาลเด็ก”

“ตัวผมเป็นคนน่าสงสารมาก ตอนเด็ก ๆ ไม่เคยได้ของขวัญจากครอบครัว จักรยานก็ไม่เคยได้ เพราะบ้านจน ผมจะขออะไรจากที่บ้านเขาก็ไม่มีให้ ถึงเขาอยากจะให้แค่ไหนก็ไม่มีให้ ผมเลยไปอยู่กับเพื่อนแล้วไปทำสิ่งที่ไม่ดี เพื่อจะเอาเงินมาซื้อสิ่งที่ผมต้องการ พอเนื้อตัวผมไปแลกกับสิ่งผิดกฎหมาย ผมก็ต้องโดนจับอยู่แล้ว” ชายวัย 39 เล่า

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่เอสเอาชีวิตเดิมพันกับสิ่งผิดกฎหมาย ความเป็นเด็กทำให้เขารอดพ้นการก้าวเข้าไปอยู่ในเรือนจำได้หลายหน ทว่าชายหนุ่มกลับพลาดมีเรื่องทะเลาะครั้งรุนแรง ทำให้เขาเข้าไปเหยียบ ‘เรือนจำ’ เป็นครั้งแรก

มีครั้งแรกก็ต้องมีครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3… ใช่-เอสเข้าออกเรือนจำเป็นว่าเล่น นับรวมแล้วกว่า 20 ปี 

อิสรภาพของชายหนุ่มถูกจองจำมากกว่าค่อนชีวิต แต่นั่นหาใช่จุดจบของชีวิตไม่ 

ชายที่ชื่อ ‘เอส ร่มเกล้า’ มองว่ามันคือ จุดเริ่มต้นและจุดพลิกผันครั้งสำคัญของชีวิต 

เอส ร่มเกล้า ยูทูบเบอร์ที่เล่าเรื่องกิน อยู่ หลับนอนในเรือนจำจากประสบการณ์กว่า 20 ปี

“สิ่งที่ผมเรียนรู้จากการอยู่ข้างในมาตลอด 20 ปีคือ มุมมอง พออายุมากขึ้น มุมมองก็จะเปลี่ยน แต่อายุมีผลต่อมุมมองแค่ 75 เปอร์เซ็นต์นะ มันมีสิ่งที่สำคัญกว่าอายุอีก” สิ่งนั้นคืออะไร-เราถามกลับ

“ความคิด” เขาตอบทันที “ตอนอยู่ข้างในผมชอบไปเรียนรู้จากคนที่เรียนสูง ๆ ข้าราชการเก่ง ๆ เจ้าของบริษัท คนไม่ค่อยรู้หรอกว่าในเรือนจำมีคนประเภทไหนบ้าง เพราะเขาตั้งมาตรฐานคนติดคุกไว้ในระดับต่ำ เต็มที่ก็แค่ดี ไม่มีดีมากหรอก แต่ความจริงคนข้างในถึงขั้นเป็นอัจฉริยะก็มี หมอ ตำรวจ พยาบาล แพทย์ นักข่าว มีทุกอาชีพอยู่ในนั้น”

แล้วคุณนั่งคุยอะไรกับเขา-ด้วยความอยากรู้เราเลยรีบโยนคำถาม

“ก่อนจะคุย ผมถือกาแฟไปหนึ่งแก้ว ไม่ต้องแยกแก้วนะ กินแก้วเดียวกันเลย พูดกับเขาว่า ‘น้า ผมเลี้ยงกาแฟนะ’ เขายก เรายก ผมจะล้วงความลับจากเขาเฉพาะเรื่องที่ผมไม่รู้ แล้วก็พวกการตลาดและการทำธุรกิจที่ผมสนใจ”

เวลาของนักโทษข้างในเรือนจำมีเหลือหลาย พอที่จะทำให้พวกเขาเรียนรู้บางสิ่งที่สนใจจนกลายเป็นอาชีพได้เมื่อย่ำเท้าออกไปในโลกภายนอก เอสสะสมความรู้จากคนเก่งจนนำศาสตร์นั้นมาใช้จริงเมื่อได้รับอิสรภาพอีกครั้ง 

เอส ร่มเกล้า ยูทูบเบอร์ที่เล่าเรื่องกิน อยู่ หลับนอนในเรือนจำจากประสบการณ์กว่า 20 ปี

เดินสู่อิสรภาพ

สิ่งแรกที่คุณทำหลังจากได้รับอิสรภาพคืออะไร

“ผมกราบเท้าแม่ก่อนเลย ผมรักแม่มาก เพราะผมรู้แล้วว่าแม่รักผมที่สุดในโลกใบนี้” ลูกชายคนเล็กตอบ

“ช่วงที่ออกมาแรก ๆ ผมอยู่แต่บ้าน ตกเย็นก็ขับรถมอเตอร์ไซค์ไปนั่งชายทะเล ไปนั่งดูพระอาทิตย์ตกดิน ไปนั่งฟังเสียงน้ำทะเลซัดเข้าชายหาด แต่มันก็มาพร้อมคำถามมากมายในหัวนะ ‘กูจะทำอะไรดีวะ’ เป็นแบบนี้ทุกวัน”

วันที่เห็นทะเลเป็นทะเล วันที่เท้าสัมผัสเม็ดทรายนับพัน วันที่ลมอ่อน ๆ พัดลู่ผิว-คุณรู้สึกยังไง

“เคยรับปริญญาใช่ไหมครับ” เราพยักหน้าแทนคำตอบ “ตอนผมเอาเท้าจุ่มน้ำครั้งแรก มันเป็นความรู้สึกเดียวกันเลย มันปลดปล่อยทุกอย่าง สิ่งเดียวที่ทำให้ผมพุ่งไปข้างหน้าได้มากที่สุด คือชีวิตวัยรุ่นที่ผมไม่เคยได้ใช้”

ราว 6 ปีก่อน เอส ร่มเกล้า เดินสู่บานประตูแห่งอิสรภาพ พร้อมความฝันที่จะทำให้ชีวิตและอนาคตดีขึ้น

เอส ร่มเกล้า ยูทูบเบอร์ที่เล่าเรื่องกิน อยู่ หลับนอนในเรือนจำจากประสบการณ์กว่า 20 ปี

“ตอนแรกผมออกมาจะเป็น รปภ. ด้วยซ้ำ เพราะจบแค่ ป.6 พอไปสมัครงาน เขาไม่รับ ผมเลยปฏิญาณในใจว่า ผมจะไม่ทำงานที่มีเงินเดือนตลอดชีวิต เพราะผมลองคำนวณเงินเดือนกับระยะเวลาสิบปีข้างหน้า มันรวยไม่ทันตาย ชีวิตผมไม่มีชาติหน้า ผมต้องรวยชาตินี้ ผมต้องเลิกเป็นนักเลง ผมต้องเป็นนักธุรกิจ” เอส ร่มเกล้า ตั้งเป้าหมาย

ชายหนุ่มเริ่มต้นกิจการแรกด้วยอาชีพขายก๋วยเตี๋ยว เมื่อรายได้เริ่มมั่นคง ความฝันถัดไปคือการขยายสาขา แต่ความฝันนั้นกลับสลายเมื่อสิ่งที่ทำกลายเป็นความล้า เอสเปลี่ยนมาทำน้ำผลไม้แยกกากส่งขายให้กับโรงแรม รายได้ดีเป็นเท่าตัว เพราะเขามีการตลาดเป็นศาสตร์ที่เคยล้วงความลับมาจากมืออาชีพในช่วงที่อยู่ในเรือนจำ

“ผมอยู่พัทยา คนพัทยามี 2 ประเภท คือ คนมาหาเงินกับคนมาใช้เงิน ผมเลือกที่จะเป็นคนมาหาเงิน ก็เลยเปิดกิจการร้านนวดขึ้นมา พอเริ่มจับจุดชีวิตถูกด้วยประสบการณ์อันน้อยนิด ผมก็เริ่มออกสนามจับธุรกิจใหญ่มากขึ้น”

หลังจากนั้นเอสก็เปิดธุรกิจของตัวเองขึ้นอย่างเป็นทางการ เป็นร้านนวดที่ถูกต้องตามกฎหมาย ร้านกิน-ดื่มที่มีจุดประสงค์เพื่อผ่อนคลายและต้อนรับเพื่อนฝูง ธุรกิจพันธ์ุกล้าไม้แห่งแรกของภาคตะวันออกที่ใหญ่ที่สุดในตอนนี้ จนถึงการตัดสินใจเปิด หจก.‘ธาดา อินเตอร์ มาร์เก็ตติ้ง’ จำหน่ายอุปกรณ์ดับเพลิงร่วมกับเพื่อน ๆ 

“ผมว่าโลกใบนี้มันสอนให้คนเห็นแก่ตัวนะ ความไม่มีทำให้ผมต้องสู้ ถ้าผมไม่สู้ ก็ไม่มีใครช่วยผมได้ แม้กระทั่งพ่อแม่ก็ช่วยผมไม่ได้ เรื่องชีวิต อนาคต หรือครอบครัว ผมต้องสู้และต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้” นี่คือคำพูดวันที่เขายืนได้ด้วยตัวเอง

เอส ร่มเกล้า ยูทูบเบอร์ที่เล่าเรื่องกิน อยู่ หลับนอนในเรือนจำจากประสบการณ์กว่า 20 ปี

เส้นทางสู่ยูทูบเบอร์

“ผมต้องบอกก่อนว่าผมกดอะไรไม่เป็นเลย ผมทันแต่สมัยแพ็คลิ้งค์ โทรศัพท์ปุ่ม” เอสหัวเราะ เมื่อเรากำลังจะชวนเขาสนทนาถึงเส้นทางยูทูบเบอร์ “แพ็คลิงค์ผมเก่งมาก โทรศัพท์แบบปุ่มกดผมใช้ได้ ประชุมสายเป็น พอเป็นโทรศัพท์ทัชสกรีนผมไม่เคยใช้เลย ผมเคยเห็นเฉพาะในหนังสือตอนผมอยู่ข้างใน (เรือนจำ) พอออกมาผมไม่กล้าใช้ด้วยซ้ำ จนต้องไปซื้อแบบปุ่มกดมาใช้ เวลาผมไปกินข้าวแล้วโทรศัพท์ดัง เสียงมันโบราณมาก คนมองทั้งร้าน จนต้องเปลี่ยนมาเป็นทัชสกรีน ทุกวันนี้ผมใช้เป็นแล้วนะ” (แล้วใครเป็นคนสอน) “อยู่บ้านเรามีครูอยู่แล้ว คือลูกเรา” เอสเล่าพร้อมรอยยิ้ม

6 ปีที่ออกมาใช้ชีวิตข้างนอก เอสเริ่มอยากแบ่งปันสิ่งที่ได้รับกลับไปให้คนที่ขาดแคลน เมื่อถึงวันเกิดเขาไปช่วยเหลือและบริจาคของใช้ให้กับผู้ยากไร้ตามท้องถนน ในตอนนั้นเขาได้กดบันทึกวิดีโอเรื่องราวครั้งนี้ไว้เพื่อให้ได้ย้อนกลับมาดูมันอีกครั้ง เมื่อคลิปนี้เผยแพร่ออกไป เขากลับได้กระแสตอบรับที่ดีมากมายโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว 

“ผมทำยูทูบครั้งแรกกะทำเพื่อลงคลิปวันเกิดตัวเองและวันเกิดคนในครอบครัว มีครั้งหนึ่งไลฟ์สดบนเฟซบุ๊ก มีน้อง ๆ ที่ติดตามอยากรู้เรื่องราวข้างใน แต่เขาไม่อยากจะเข้าไปติดข้างใน เลยอยากให้ผมถ่ายทอดให้ฟัง

“ประจวบกับผมมีช่องยูทูบอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว เลยทำคลิปแรกขึ้นมา เป็นคลิปต้มน้ำร้อนในคุก ปล่อยคลิปไปตอนแรกไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนดูเยอะขนาดนี้ (เกือบ 8 แสนครั้ง) เพราะผมไม่เคยกลับมาดูมันเลย จนเพื่อนโทรมาบอกว่า มีคนดูคลิปผมเยอะ ผมก็เลยย้อนกลับไปดูคลิปตัวเอง ตกใจเหมือนกัน พอผมเห็นยอดวิว ก็เลยไปอ่านคอมเมนต์ของน้อง ๆ ว่าเขาแสดงความคิดเห็นยังไงกับคลิปของผม พอผมเข้าไปอ่านเท่านั้นแหละครับ เป็นประตูสู่ยูทูบเบอร์เลย”

เนื้อหาของช่องเอส ร่มเกล้า ทำเพื่อเติมเต็มสิ่งที่คนอยากรู้และมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษา เมื่อทำแล้วมีคอมเมนต์ให้กำลังใจอยู่เสมอ เขาใช้สิ่งนี้เป็นแรงผลักดันในการคลิปต่อไป และไม่ว่าน้อง ๆ ที่ติดตามจะคอมเมนต์ให้เอสเล่าเรื่องอะไร เขาก็ทำตามด้วยความยินดี คอนเทนต์ส่วนใหญ่จึงเกี่ยวกับเรื่องราวชีวิตในเรือนจำที่คนข้างนอกไม่เคยได้เห็น

คอนเทนต์ในช่องของเอส ร่มเกล้า ยังมีเรื่องสร้างสรรค์อีกมากมายที่ทำให้เราเปิดกว้างเกี่ยวกับโลกในเรือนจำได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ‘ร้านค้าผู้ต้องขัง’ ที่นำขนมปังธรรมดามาสร้างรายได้ ด้วยการสร้างสรรค์เมนูใหม่ให้กลายเป็นปังพิงค์ ‘การละเล่น’ ยามว่างที่นำของทั่วไปเท่าที่จะหาได้มาสร้างเกมใหม่ให้สนุก ‘ครัวคนคุก’ โชว์การทำอาหารด้วยวิธีการทำฉบับคนในคุก รวมถึงการเชิญเพื่อนหรือแขกรับเชิญมานั่งสนทนาถึงเรื่องราวต่าง ๆ ในเรือนจำ ได้อรรถรสมาก!

เอสทำยูทูบมาเกือบ 1 ปี เขาได้รับการตอบที่ดีมาก มีผู้ติดตามในยูทูบ 2.44 แสนคน และมียอดการดูรวมกันมากถึง 29,878,602 ครั้ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคอนเทนต์ของเขาเล่นสนุกกับความใคร่รู้ของคนทั่วไป แต่อีกส่วนหนึ่งที่น่าดีใจ คือ ผู้คนในสังคมเปิดรับและเปิดใจให้โอกาสบุคคลที่เคยกระทำผิด ล่าสุดเอสก็ปรับรูปแบบคอนเทนต์ให้ทันสมัยนิยมและเสริมภาพลักษณ์ด้วยการทำละครสั้นสะท้อนสังคม เล่าถึงความผิดและจุดจบของคดีนั้น ๆ ซึ่งน่าสนใจไม่แพ้ของเดิม

พูดคุยกับ เอส ร่มเกล้า หรือ ธาดา บุญพันธุ์ ยูทูบเบอร์ผู้เคยใช้ชีวิตในเรือนจำกว่า 20 ปีที่นำเรื่องข้างในมาเล่าอย่างไรให้สนุก

เรือนจำจำลองพิเศษธาดา

อีกหนึ่งเรื่องน่าสนใจที่เราต้องชวนเอสเล่าที่มาที่ไป คือ ‘เรือนจำจำลองพิเศษธาดา’ เป็นเรือนจำจำลองที่เอสลงทุนสร้างเองทั้งหมด เขาตั้งใจให้เป็นศูนย์การเรียนรู้สำหรับคนทั่วไป เพื่อมาเยี่ยมชมและเรียนรู้การใช้ชีวิตของคนข้างใน เอสกระซิบว่าอาจไม่เหมือนจริงเสียทีเดียว แต่ก็พอให้เห็นภาพและความยากลำบากในการใช้ชีวิตในเรือนจำ

ที่สำคัญ เอสไม่ได้สร้างแค่เรือนจำจำลองพิเศษธาดาเพียงอย่างเดียว แต่เขาสร้าง ‘บ้าน’ หลังเล็ก ๆ เป็นที่พักพิงสำหรับเพื่อนพ้องและพี่น้องที่เพิ่งพ้นโทษ เพื่อเป็นสถานที่เตรียมกาย-ใจ และอุ่นเครื่องก่อนออกไปเริ่มต้นชีวิตใหม่

“คนที่เพิ่งพ้นโทษแล้วไม่มีที่ไปมีเยอะ ซึ่งไม่มีรัฐบาลหรือหน่วยงานมาช่วยเหลือ พอผมได้เงินจากโลกออกไลน์มาหนึ่งก้อน ก็เอามาปลูกบ้านเพื่อช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ ให้เขาได้พักพิง ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน หางานให้ทำ ตอนนี้ก็มีกันสิบกว่าคน ถ้าสิบกว่าคนนี้ไปได้ดี ผมไม่หวังอะไรมาก ขอแค่ให้เขาสู้ชีวิต ไม่อยากให้ท้อแล้วกลับไปอยู่จุดเดิม”

พูดคุยกับ เอส ร่มเกล้า หรือ ธาดา บุญพันธุ์ ยูทูบเบอร์ผู้เคยใช้ชีวิตในเรือนจำกว่า 20 ปีที่นำเรื่องข้างในมาเล่าอย่างไรให้สนุก

เราชวนเอสปันความเห็นด้วยกันว่า ทำอย่างไรให้คนที่พ้นโทษมีชีวิตใหม่และอาชีพที่ยั่งยืน

“ถ้าทำได้มันคือคุณค่าและความมหัศจรรย์ของเรือนจำเลย มันเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามากกับประเทศ นั่นคือเรื่องวิชาชีพ แต่ต้องเป็นวิชาชีพที่ออกมาแล้วทำได้จริง ๆ นะ ไม่ใช่ให้เขาไปนั่งพับถุง กรีดยาง ตีตะปู แบบนี้ไม่ได้

“เงินไม่ต้องให้ก็ได้ แต่ขอวิชาชีพเน้น ๆ เช่น เอาวิทยากรมาสอนเรื่องธุรกิจ เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจอาหาร การทำเอกสารบัญชี ฯลฯ ผมเชื่อเหลือเกินว่าถ้าทำสิ่งนี้ได้คุ้มค่าแน่นอน แต่ก่อนอื่นต้องเลิกเอาปลาให้เขากิน แต่ควรให้คันเบ็ดเขาไปตกปลาเอง เรือนจำทั่วประเทศส่วนใหญ่เอาแต่ปลาให้กิน อย่างผมเขาไปตอนอายุ 18 ออกมาตอนอายุ 30 ตอนนั้นก็ยังใช้ความรู้ตอน 18 อยู่ มันมีแต่หลักสูตรแช่แข็ง คนเราไม่ใช่ผักดองนะ แล้วระยะเวลาที่ติดข้างในไม่ใช่น้อย ๆ บางคนเรียนรู้ปีเดียวก็ทำได้เลย แล้วคนที่ติด 10 ปี 15 ปี ถ้าเขาได้เรียนรู้จริง ๆ ออกมาเป็นขั้นเทพเลยนะ”

‘วิชาชีพ’ เป็นสิ่งเดียวที่เอสบอกว่าพอจะเป็นไปได้ที่สุดที่เรือนจำทั่วประเทศปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้น

เอส ร่มเกล้า

ขณะที่เขาสร้างพื้นที่เตรียมพร้อมสู่อนาคตให้คนอื่น แล้ว ‘เอส ร่มเกล้า’ คนนี้ มองอนาคตไว้แบบไหน

“ตอนแก่ผมอยากมีพูลวิลล่าหนึ่งหลัง” เขายิ้ม “ตอนนี้ผมเก็บเงินไว้ให้ลูก ๆ มีทุนในกระเป๋า ขอแค่ลูกมีความสุข ลูกมีครอบครัวที่ดี ไม่ต้องมาเลี้ยงพ่อหรอก เพราะคาถาที่ผมสอนลูกเสมอคือ ดูแลตัวเองให้ดีที่สุด”

เราชวนชายวัย 39 ทบทวนชีวิตและนึกถึงเด็กชายวัย 14 คนนั้น คนที่หล่อหลอมให้เขาเป็น ‘เอส ร่มเกล้า’

คุณในวันนี้ อยากพูดอะไรกับเด็กเดินยอดในวันนั้นไหม-เราถาม

“ถ้าผมบอกอะไรไอ้เอส จูเนียร์ ได้หรอ” เขาทวนคำถาม “ผมจะบอกว่าทำถูกแล้ว แต่จงคิดให้ฉลาดขึ้น เพราะเอสตัวเล็ก ๆ คนนั้น มันไม่มีอะไรในกำมือเลย ไม่มีแม้แต่คนรอบข้างที่จะช่วยพยุงด้วยซ้ำ

“ผมจำได้ว่าสิ่งเดียวที่ทำให้เด็กคนนั้นมีความสุขก็คือความฝัน ถ้าฝันอะไรก็ลงมือทำเลย อย่าคิดแล้วปล่อยให้ความฝันมันนอนอยู่ตรงนั้น อย่างน้อยก็ยังได้ลงมือทำ ถ้ารู้ว่าไม่ใช่ก็ไปทำอย่างอื่นต่อ ดีกว่ามานั่งเสียใจที่ไม่ได้ทำ” 

พูดคุยกับ เอส ร่มเกล้า หรือ ธาดา บุญพันธุ์ ยูทูบเบอร์ผู้เคยใช้ชีวิตในเรือนจำกว่า 20 ปีที่นำเรื่องข้างในมาเล่าอย่างไรให้สนุก

Writers

Avatar

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Avatar

ณาธิชา มูลวงค์

ผู้เติมเต็มความสุขด้วยเสียงเพลง หูฟังคืออวัยวะที่ 33 รักในการเป็นผู้ฟังที่ดีและมีความสุขเมื่อได้เล่าเรื่องราวผ่านตัวอักษร

Photographer

Avatar

เรืองศิลป์ เสนสาร

ช่างภาพอิสระจากมหาสารคาม ผู้หลงใหลการถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกจนย้ายมาใช้ชีวิตที่บางแสน ปัจจุบันกำลังรวบรวมภาพที่ถ่ายไว้ทุกวัน เพื่อจัด Exhibition ของตัวเองในอนาคต

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

“ช่วงกักตัวโควิดมันไม่มีอะไรทำ ผมก็เลยทำเพจครับ”

“ส่วนผมหมอเจตชวนมาทำครับ (หัวเราะ)”

ประโยคแรกเป็นของ หมอเจต-นพ.เจตพัฒน์ ทวีโภคา ส่วนประโยคที่สองเป็นของ หมอบี-นพ.อุดมศักดิ์ ตั้งชัยสุริยา ที่พูดกันอย่างติดตลกเมื่อเราถามถึงจุดเริ่มต้นของ ‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้เกี่ยวกับการแพทย์ฉุกเฉิน ครอบคลุมตั้งแต่เคล็ดลับสามัญประจำบ้านที่คนทั่วไปนำไปใช้ปฐมพยาบาลเบื้องต้น ไปจนถึงความรู้ระดับเจาะลึก ซึ่งเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย
‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

นอกจากร่ายยาวให้ข้อมูลครบถ้วนประหนึ่งนั่งฟังแพทย์ในห้องตรวจ อีกจุดน่าสนใจอยู่ตรงภาพประกอบ ซึ่งหมอเจตลงมือวาดด้วยตัวเองทั้งหมด และหลังจากบทสนทนายามดึกระหว่างเรากับนายแพทย์หนุ่มทั้งสองจบลง ก็พบอีกประเด็นสำคัญที่อยากชวนทุกท่านอ่าน

ทั้งหมอบีและหมอเจตเห็นตรงและยืนยันหนักแน่นว่า จุดประสงค์ในการจัดสรรเวลามารังสรรค์คอนเทนต์ให้แฟนเพจติดตาม ก้าวข้ามการให้ความรู้หรือให้ใคร ๆ มานับหน้าถือตาว่าเป็นนายแพทย์ผู้เสียสละ แต่พวกเขาอยากให้สิ่งนี้มีส่วนให้คนตระหนักและกล้าเข้าใกล้ศาสตร์การแพทย์ฉุกเฉิน มีมุมมองที่ดีต่อแผนก ER รวมถึงฝันที่ยิ่งใหญ่ ว่าคอนเทนต์กู้ชีพมากมายที่พวกเขาตั้งใจเผยแพร่ออกไป อาจมีส่วนช่วยรักษาชีวิตคนใกล้ตัวเอาไว้ได้ 

ซักประวัติ

“ประเทศเรามีชุดความคิดที่ว่า ต้องเป็นคนรวยเท่านั้นถึงจะได้เรียนหมอ” 

หมอเจตเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการพาเราย้อนไปถึงอุดมการณ์ในวันที่ตัดสินใจเปิดเพจ เพราะชุดความคิดของสังคมที่มองว่าหากอยากอยู่ในแวดวงการแพทย์ คุณต้องมีต้นทุนที่ดี ครอบครัวต้องพร้อมสนับสนุน หรือแม้แต่เรียนจบแล้ว อยากเข้าร่วมประชุมวิชาการเพื่อยกระดับความรู้ให้ตัวเองสักครั้ง พวกเขาต้องเสียค่าใช้จ่ายถูกสุดหลักพัน หรืออาจบานปลายไปถึงหลักหมื่น ซึ่งสำหรับหมอที่มีเงินเดือนหลักแสนอาจไม่เป็นปัญหา แต่เมื่อลองนึกถึงพยาบาลหรือเหล่ากู้ภัย ซึ่งจำเป็นต้องเข้าถึงความรู้เหล่านี้ไม่แพ้กัน ก็ดูจะเหนือบ่ากว่าแรงใครหลายคนไม่อยู่ไม่น้อย

“มันถึงเวลาที่เราต้องคืนอะไรให้กับสังคมบ้าง” ซึ่งสิ่งนั้นปรากฏผลลัพธ์เป็นเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ รวบรวมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่ทั้งหมอเจตและหมอบีสั่งสมมา เพื่อให้ ‘ทุกคน’ ไม่ว่าจะอยู่ในสายงานการแพทย์หรือบุคคลทั่วไปที่อาจต้องเผชิญเหตุไม่คาดฝัน เข้ามาเก็บเกี่ยวและนำไปปรับใช้ได้โดยไม่เสียสตางค์สักบาท 

นอกจากนี้ แนวทางในการตั้งชื่อเพจของพวกเขาก็น่าสนใจไม่แพ้อุดมการณ์ข้างต้น เพราะทั้งสองตั้งใจตั้งให้สั้น กระชับ ชัดเจน จนออกมาเป็น ‘ห้องฉุกเฉิน + ต้องรู้’ เพื่อกลับไปตอบโจทย์เดิมอีกว่า ทุกคนควรรู้สิ่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

พบแพทย์

ข้อมูล ณ วันที่ 26 มกราคม 2566 ห้องฉุกเฉินต้องรู้มีผู้ติดตาม 168,883 คน แต่ละโพสต์มีแฟนเพจมาแสดงความคิดเห็น ถกเถียง และรีเควสขอความรู้เรื่องอาการใหม่ ๆ แบบเรียกได้ว่าคึกคักไม่แพ้เพจให้ความบันเทิง ซึ่งผู้คนที่กดติดตามมีหลากหลาย ทั้งบุคลากรทางการแพทย์แทบทุกสาขาและคนทั่วไปหลายช่วงวัย 

หมอเจตเล่าว่าในช่วงเริ่มต้น พวกเขาไม่ได้วางกลุ่มเป้าหมายหลักไว้ให้เป็นเช่นนี้ แต่ตั้งใจให้นักศึกษาแพทย์ พยาบาล กู้ภัย และผู้คนในสายงานที่เกี่ยวกับความเป็นความตาย มาติดตามไว้เพิ่มพูนความรู้ในการทำงาน เนื้อหาและภาษาในช่วงแรก ๆ จึงหนักหน่วงและเต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะที่คนในวงการเข้าใจร่วมกัน 

สำลักควันไฟ หมดสติ อย่าเชื่อเครื่องวัดออกซิเจน ระวังพิษก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ . ไฟไหม้โรงงาน คนไข้สำลักควันหมดสติ…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Wednesday, 10 August 2022

เมื่อเวลาผ่านล่วงเลยเข้าปีที่ 3 กลับกลายเป็นว่ามีคนทั่วไปให้ความสนใจมากขึ้น ประกอบกับได้หมอบีผู้เชี่ยวชาญด้านการให้ความรู้สำหรับประชาชนเข้ามาร่วมแรงร่วมใจ เนื้อหาและภาษาในเพจจึงปรับให้เป็นเคสที่เข้าถึงคนทั่วไปมากขึ้น และมีการหยิบยกโรคภัยไข้เจ็บที่สังคมกำลังสนใจ บ้างก็เป็นเคสที่มีคนขอให้ช่วยอธิบายซ้ำอีกครั้ง คล้าย ๆ กับการส่งบ้าน

แล้วมีจุดไหนที่ทำให้รู้สึกว่าการทำเพจนี้ประสบความสำเร็จแล้ว – เราถาม

“มีคนส่งข้อความมาว่า เขาเป็นคุณแม่ วันหนึ่งลูกเขาเกิดอาการชัก แล้วเขาเคยติดตามในเพจ เขาเลยปฐมพยาบาลให้ลูกก่อนนำส่งโรงพยาบาล แล้วลูกก็รอดชีวิต นั่นคือหนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้พวกเราคิดว่า ประสบความสำเร็จในการทำเพจแล้วครับ”

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

ณ นาทีแห่งความเป็นความตายของแม่ลูกคู่นั้นคงเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและตกใจ แต่โพสต์โพสต์หนึ่งจากเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้กลับผุดขึ้นมา และพาให้เธอนำวิธีที่นำเสนอในเพจไปกู้ชีพ จนรักษาลูกชายเอาไว้ได้…

นอกจากเนื้อหาสดใหม่อิงกระแสกับโรคภัยไข้เจ็บที่สังคมกำลังสนใจ ภาพวาดประกอบสื่อความชัดเจน ภาษาในการนำเสนอที่อ่านง่าย เข้าถึงได้ทุกคน อีกสิ่งที่นายแพทย์ทั้งสองให้ความสำคัญมากที่สุด คือ ความถูกต้องของข้อมูล นั่นก็เพราะพวกเขาไม่ได้เป็นแค่ครีเอเตอร์ แต่ยังเป็นบุคลากรทางการแพทย์ผู้ตั้งใจส่งต่อองค์ความรู้ที่มีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้น ทุกข้อมูลที่เขาสื่อสารออกไปจึงต้องแม่นยำ ห้ามผิดพลาด 

“เพจที่เราทำเกี่ยวกับความเป็นความตาย ไม่ใช่ดูเพื่อความบันเทิง เพจนี้แหละจะป้องกันคุณในยามที่คุณเดือดร้อน” หมอเจตย้ำ

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย
‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

X-RAY

มาถึงหลายคนที่สงสัย หมอดูเป็นอาชีพที่ตารางงานรัดตัว แล้วหมอเจตกับหมอบีเอาเวลาไหนมาจัดสรรลงคอนเทนต์ได้ทุกวัน คุณหมอทั้งสองปรึกษากันสักครู่ แล้วให้คำตอบว่า “คำแรกคือแพสชัน คำที่สองคือการบริหารเวลา”

แพสชันที่ว่า มาจากอุดมการณ์ที่ไม่อยากให้ความรู้ถูกจำกัดด้วยทุนนิยม

และอีกคำหนึ่งคือ การบริหารเวลา หมอเจตบอกเราว่า คือสิ่งที่หมอฉุกเฉินเชี่ยวชาญเป็นอันดับต้น ๆ เพราะหากทำงานล่าช้าหรือจัดลำดับความสำคัญผิดพลาดเพียงนิด นั่นหมายถึงชีวิตของคนไข้ 

ทั้งสองแบ่งหน้าที่ในการดูแลเพจร่วมกัน โดยหมอบีดูแลเรื่องเนื้อหา ตั้งแต่คัดเลือก ค้นคว้าข้อมูล หาตัวอย่างประกอบ หรือติดต่อผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ เพื่อรีเช็กข้อมูลและชวนมาพูดคุยให้ได้องค์ความรู้ที่กว้างขวางขึ้น รวมถึงหมอบียังทำหน้าที่แอดมิน ตอบกลับความคิดเห็นและข้อความจากบรรดาแฟนเพจอีกด้วย 

เย็บปากยังไงไม่ให้เบี้ยว…หาขอบปากให้เจอครับ ตรงนั้นเรียกว่า “เวอ-มิ-เลี่ยน”…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Monday, 22 August 2022

ส่วนหมอเจต นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งศาสตร์และศิลป์ เขาตั้งใจวาดภาพประกอบโพสต์ทั้งหมดให้เป็นศิลปะแบบ Pop Art โดยยังคงเก็บรายละเอียดที่เทียบเคียงกับหลักกายวิภาคศาสตร์เอาไว้ถ้วน แต่ก็ลดทอนความรุนแรงของบาดแผลหรือความเหวอะหวะให้อยู่ในระดับที่คนทั่วไปรับชมได้โดยไม่ต้องปิดตาหนี 

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

“วิธีการคือ เราจะคุยกันตลอดว่าตอนนี้มีเรื่องอะไรน่าสนใจ มีข่าวแบบนี้ คนน่าจะอยากรู้ข้อมูลการปฐมพยาบาลเคสนี้ หรือบางทีก็เริ่มจากหมอเจตส่งรูปที่วาดมาก่อน แล้วผมก็โอเค เข้าใจแล้วว่าเขาอยากสื่ออะไร มีเรื่องไหนที่ต้องเขียนชี้แจง ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องชวนใครมาคุยด้วยกัน จากนั้นก็ลุยเลย เพราะทั้งหมดเราทำอยู่ภายใต้กรอบเดียวกัน นั่นคือศาสตร์การแพทย์ฉุกเฉิน” หมอบี หมอสายวิชาการเล่าวิธีทำงานกับหมอสายติสต์อย่างหมอเจตให้ฟัง 

นอกจากทำหน้าที่แบ่งปันความรู้แบบอัดแน่นที่ย่อยให้เข้าถึงง่ายแล้ว ห้องฉุกเฉินต้องรู้ ยังเคยทำหน้าที่เป็นห้องฉุกเฉินยามจำเป็นให้กับผู้ป่วยและทีมกู้ภัยมาแล้ว คุณหมอทั้งสองยกตัวอย่างเหตุการณ์ให้เราฟังว่า มีคนส่งคลิปเข้ามาให้พวกเขาช่วยประเมินอาการเบื้องต้น ทั้งคนในบ้านหายใจผิดปกติ มีอาการชัก เพราะไม่รู้ว่าต้องรับมืออย่างไร ต้องไปโรงพยาบาลไหม หรือควรแจ้งหน่วยงานไหนต่อ หรือข้อความจากพนักงานกู้ภัย ที่ส่งเข้ามาถามว่า สิ่งที่พวกเขาปฐมพยาบาลให้ผู้ป่วยไปถูกต้องหรือเปล่า

คำถามจากแฟนเพจข้างต้น สะท้อนความเป็นจริงในสังคม 2 ประการ

หนึ่ง ความรู้เบื้องต้นในการปฐมพยาบาลยังคงห่างไกลจากความรู้ความเข้าใจของคนในสังคม พวกเรายังขาดแหล่งเข้าถึงข้อมูลอันเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเป็นความตาย ทั้งต่อตนเองและคนรอบข้าง 

สอง โชคดีที่ห้องฉุกเฉินต้องรู้ มีอยู่เพื่อพยายามขจัดปัญหานั้น

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

วินิจฉัย 

ถึงแม้ว่าตอนนี้แพทย์ฉุกเฉินจะเป็นสาขาที่ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ มากขึ้น องค์ความรู้ด้านการปฐมพยาบาลได้รับการเผยแพร่มากขึ้น แต่จากมุมมองของหมอเจตและหมอบีผู้คลุกคลีอยู่ในวงการ พวกเขาบอกว่า คนทั่วไปยังเข้าใจและก้าวข้ามสถานการณ์ฉุกเฉินได้ไม่มากเท่าที่ควร 

ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองคนจึงตั้งใจใช้เพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ เป็นประตูไปสู่ประชาชน เช่นเดียวกับที่แพทย์บางคนขึ้นเขาลงห้วย ขับรถขึ้นดอยด้วยงบของตัวเองไปสอนชาวบ้านเรื่องการปฐมพยาบาล สอนทำ CPR แก้อาการอาหารติดคอ ชัก แมลงสัตว์กัดต่อย ปั๊มหัวใจ ไฟฟ้าดูด จมน้ำ ฯลฯ 

“เพื่อนผมบอกว่า เพจของเราทำให้หมอฉุกเฉินมีบทบาทโดดเด่นมากขึ้น อย่างตอนเหตุโศกนาฏกรรมที่อิแทวอน ประเทศเกาหลีใต้ ถ้าเป็นในสมัยก่อน หลังเกิดเหตุการณ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะออกมาให้ข้อมูล แต่ข้อมูลนั้นก็อาจจะออกแนววิเคราะห์เจาะลึก เป็นแนววิชาการหนัก ๆ เข้าถึงยาก แต่ตอนนี้เพจเราเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ออกมาพูดเรื่องนี้ได้ทันทีในฐานะหมอฉุกเฉินคนหนึ่ง รวมไปถึงในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้วยเช่นกัน ที่สำคัญ เราสามารถย่อยข้อมูลให้เข้าใจง่ายขึ้น คนที่ติดตามนำไปใช้ได้จริงมากขึ้น 

ในคลิป #อิแทวอน…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Sunday, 30 October 2022

“เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ผมเคยไปออกหน่วยสอนคนไข้เรื่องการปั๊มหัวใจ คนไข้บอก ป้าไม่ปั๊มได้ไหม ป้าทำไม่เป็นหรอก แต่หลังจากเหตุการณ์ที่อิแทวอน ซึ่งเราออกมาเล่าวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไว้อย่างละเอียด ก็รู้สึกว่าคนตระหนักและให้ความสนใจกับสิ่งนี้มากขึ้น มีถามเข้ามาว่าให้ปั๊มมือเดียวหรือ 2 มือดี ต้องเป่าปากไหม ถ้าเป่าปากแล้วจะเป็นโควิดไหม คำถามเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ประชาชนมีความตระหนักระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าดีใจมาก ๆ” หมอเจตกล่าว

ใบรับรองแพทย์

เวลาล่วงเลยจบพลบค่ำ ก่อนจากกัน เราถามถึงเป้าหมายไกล ๆ ที่นายแพทย์ทั้งสองใฝ่ฝันจะไปให้ถึง หมอเจตจึงยกคำพูดของ แอนดี วอร์ฮอล ขึ้นว่า “Art is anything that you can take away with” หรือ ศิลปะคือสิ่งที่คุณสามารถเอาไปด้วยได้ – คุยกันเรื่องวิทย์อยู่ดี ๆ ไหงยกคำคมของศิลปินคนดังขึ้นมาซะได้ 

“ทุกอย่างคือศิลปะที่คุณถือเอาไปได้ครับ ทั้งภาพของเรา เนื้อหาในเพจเรา หรือทุก ๆ ข้อมูลที่เราตั้งใจถ่ายทอดเอาไว้ ไม่ว่าอะไรจากศิลปะ คุณพกพามันใส่สมองเอาไว้ได้ แล้วจะหยิบมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้เช่นกัน นั่นคือความตั้งใจของผม

“คุณอยากรู้ว่าเส้นเลือดในสมองแตกไหม คุณดูภาพศิลปะของผม ถ้าวันหนึ่งที่คุณปากเบี้ยว คุณจะนึกถึงศิลปะของผมที่คุณเอาไปด้วยผ่านการจดจำ” หมอหัวใจศิลป์กล่าว 

และสำหรับหมอบี ความคาดหวังของเขาไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้ติดตามที่จะเพิ่มขึ้นหรือลดลง หากแต่เป็นการคงมาตรฐานในทุก ๆ คอนเทนต์ที่นำเสนอ ทั้งในด้านความถูกต้อง ครบถ้วน แม่นยำ เป็นประโยชน์ และเขายังหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เนื้อหาเหล่านั้นจะช่วยชีวิตของใครสักคนได้ในที่สุด

ที่สำคัญ ทั้งสองยังยืนยันหนักแน่นว่า พวกเขาเชื่อมั่นว่าการเข้าถึงความรู้ไม่จำเป็นต้องเสียเงิน และเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ของเขาจะยังคงยึดอุดมการณ์นี้ จนกว่าจะถึงวันที่แม้แต่เด็กอนุบาลก็ทำ CPR เป็น

Facebook : ห้องฉุกเฉินต้องรู้

YouTube : ห้องฉุกเฉิน ต้องรู้

Writer

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

ธนาธิป อดิเรกเกียรติ

ธนาธิป อดิเรกเกียรติ

ช่างภาพรักความสงบ กำลังพยายามค้นหาความสุขให้กับตัวเอง ผู้หลงใหลระหว่างบรรทัดของบทกวี

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load