18 กุมภาพันธ์ 2562
25 K

ใครเคยนั่งรถไฟสายเหนือมุ่งหน้าไปปลายทางที่เชียงใหม่คงคุ้นเคยกับอุโมงค์ขุนตานซึ่งเป็นอุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ระยะเวลาที่อยู่ในความมืดเกือบ 5 นาทีสร้างความตื่นเต้นให้สุดๆ ก่อนที่แสงปลายอุโมงค์จะส่องสว่างไปทั่วตู้รถไฟก่อนที่รถไฟทั้งขบวนจะหยุดสนิทที่สถานี

เมื่อรถไฟเคลื่อนตัวออกจากสถานีขุนตานไปแล้ว ผู้คนที่ตื่นเต้นกับอุโมงค์ขุนตานก่อนหน้าก็แยกย้ายกันกลับเข้าไปนั่งที่ เตรียมเก็บข้าวของให้เรียบร้อยก่อนที่จะถึงสถานีเชียงใหม่ในอีกชั่วโมงเศษๆ จังหวะนั้นรถไฟขบวนยาวก็วิ่งลัดเลี้ยวไปตามไหล่เขาลงจากดอยขุนตาลมุ่งหน้าสู่พื้นราบในแอ่งลำพูน

ที่ตีนดอยนั้นมีสะพานสีขาวสะอาดยืนรอรถไฟทั้งขบวนอยู่โดยที่ไม่มีใครทันสังเกต

สะพานที่มีรูปร่างแปลกตา โครงสะพานมีรูปโค้งสีขาวตัดกับภูเขาที่มีสีเขียวครึ้มยืนอยู่ที่นี่มาเกือบ 100 ปี ถ้าไม่มีใครมองออกมานอกหน้าต่างก็จะไม่มีใครโบกมือทักทายสะพานนี้เลย

นี่คือสะพานทาชมภู

 

ทาชมภู

เรารู้จักสะพานทาชมภูครั้งแรกจากการ์ดชุดความรู้รถไฟของธนาคารออมสินชุดที่ 31 ปี 2533 การ์ดใบที่ 48

ภาพรถไฟขบวนยาวเทโค้งเข้ามาในเฟรมและมุมขวามือเป็นสะพานที่มีสีขาวแปลกตา

เราไม่เคยเห็นสะพานรถไฟเป็นแบบนี้เลย คุ้นแต่สะพานเหล็กสีดำที่เวลาวิ่งผ่านจะมีเสียงดัง ‘กึง กัง กึง กัง’ เลยทำให้สะกิดใจว่าสะพานนี้อยู่ที่ไหน จนกระทั่งปี 2545 เราได้นั่งรถไฟไปเชียงใหม่ครั้งแรกและเห็นสะพานนี้ด้วยตาของตัวเอง มันคือความตื่นเต้นบวกดีใจมากที่ได้เห็นสะพานนี้ของจริงหลังจากที่ได้เห็นผ่านภาพถ่ายมาตลอดหลายสิบปี

จะว่าไปแล้วสะพานนี้ก็เหมือนกับ Hidden Place ถ้าคุณไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านนี้ หรือไม่เคยนั่งรถไฟมาเชียงใหม่คุณก็ไม่มีทางที่จะรู้จักมัน และที่สำคัญ ถ้าคุณอยู่บนรถไฟคุณก็แค่เห็นมันผ่านหน้าต่างไปแต่ไม่ได้ลงมาสัมผัส

ภาพการ์ดความรู้ธนาคารออมสิน ชุดที่ 31 จากเพจการ์ดธนาคารออมสิน

ปี 2548 เราได้กลับมาที่สะพานนี้อีกครั้งตอนอายุ 18 ครั้งนี้ไม่ได้นั่งรถไฟผ่านแต่นั่งรถยนต์มาเหยียบที่สะพานนี้จริงๆ ในสมัยที่ธรรมชาติยังล้อมรอบสะพาน การเข้ามาถึงต้องเดินเท้าเท่านั้น ด้านซ้ายและขวาของสะพานคือทุ่งหญ้าและทุ่งนา ทางรถไฟตอนนั้นยังมีขนาด 70 ปอนด์ต่อหลาตรึงอยู่บนหมอนไม้และมีรอยต่อราง เมื่อรถไฟวิ่งผ่านก็จะมีเสียงล้อกระทบรางดังลั่นไปทั้งหุบเขา

มันคือสิ่งที่วิเศษที่สุดสำหรับเด็กอายุ 18 เหมือนกับการได้ค้นพบสมบัติล้ำค่าที่ตามหามานาน

สะพานทาชมภูในปี 2548 ต้องเดินเท้าบนทางรถไฟถึงจะไปที่ตัวสะพานได้

ณ ตอนนี้ สะพานทาชมภูได้ถูกโปรโมตให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดลำพูน สภาพพื้นที่โดยรอบเปลี่ยนไปจากครั้งแรกที่เราได้มาเยี่ยมแบบพลิกฝ่ามือ มีถนนเส้นเล็กๆ พามาถึงตีนสะพาน รางรถไฟมีขนาดหนาขึ้น ไร้รอยต่อและถูกตรึงอยู่บนหมอนคอนกรีต ลำน้ำแม่ทาที่เคยเส้นเล็กมีน้ำแห้งขอดก็ถูกเติมเต็มให้กว้างขึ้นเพราะมีประตูระบายน้ำ ทุ่งนาและทุ่งหญ้าด้านข้างสะพานก็กลายเป็นร้านอาหารเล็กๆ เป็นแพริมน้ำ และพื้นที่จัดสรรสำหรับการท่องเที่ยว รวมถึงให้ชาวบ้านนำสินค้าที่อยู่ในท้องถิ่นเข้ามาขายให้กับคนที่มาเยี่ยมสะพานหรือมาถ่ายรูปคู่กับรถไฟที่วิ่งลงจากดอยพร้อมป้ายแสดงเวลารถเพื่อไม่ให้พลาดช็อตสำคัญ

แม้ว่าปริมาณนักท่องเที่ยวจะไม่ได้เยอะมากจนทำลายบรรยากาศ ส่วนใหญ่แล้วคนที่ดั้นด้นขับรถเข้ามาถึงที่นี่ย่อมไม่ได้บังเอิญขับผ่านมาแน่ๆ เพราะถนนที่เข้ามาถึงไม่ใช่ถนนสายหลัก นั่นหมายความว่าความสวยงามและความแปลกของสะพานทาชมภูเองนี่แหละที่สร้างมนตร์สะกดให้นักเดินทางบางคนตัดสินใจเลี้ยวรถจากถนนซูเปอร์ไฮเวย์เข้ามาถึงเกือบ 10 กิโลเมตร

มาที่นี่ ต้องถ่ายรูปคู่สะพานและให้รถไฟเป็นฉากหลัง

สิ่งที่พบเห็นได้ทุกครั้งที่เดินทางมา คือมหาชนกลุ่มใหญ่ที่กระจัดกระจายเดินชมสะพานทั้งด้านล่างและด้านบน บ้างก็พูดถึงความสวยงาม บ้างก็พูดถึงเที่ยวรถไฟที่กำลังจะมาถึง

เมื่อเสียงหวีดรถไฟดังขึ้นไปทั่วหุบเขาเป็นสัญญาณให้นักท่องเที่ยวหลบลงข้างทาง ไม่นานนักรถไฟที่ส่งเสียงเตือนมาก็ปรากฏตัวเองพร้อมวิ่งผ่านสะพานด้วยความเร็วไม่สูงมากพร้อมเสียงของนักท่องเที่ยวที่ดังขึ้นท่ามกลางความสนุกที่ได้แอ็กท่าถ่ายรูปคู่กับรถไฟขบวนยาว

ไม่ใช่แค่สะพานที่สวย

สะพานทาชมภูคือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญและเป็นเหมือนอนุสรณ์ของการสร้างทางรถไฟสายเหนือจากกรุงเทพถึงเชียงใหม่ที่ยังคงหยัดยืนมาถึงร้อยปี

 

แตกต่างเหมือนกัน

สะพานขาวทาชมภู คือชื่อที่คนส่วนใหญ่รู้จัก

ตามบัญชีของการรถไฟแห่งประเทศไทยนั้นได้ระบุชื่อไว้ว่า ‘สะพานทาชมภู’

รูปแบบของสะพานนั้นเป็นแบบโครงคอนกรีตเสริมเหล็ก (คสล.) ตั้งอยู่ที่ กม. 690+340 ระหว่างสถานีขุนตานและสถานีทาชมภู อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน บนเส้นทางรถไฟสายเหนือ

ลักษณะโครงสร้างของทาชมภูต่างจากสะพานรถไฟทุกๆ แห่งในประเทศไทยเลยก็ว่าได้ ซึ่งเอกลักษณ์เฉพาะคือโครงสร้างสะพานที่มีโครงพยุงน้ำหนักเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กทาสีขาวแทนที่จะเป็นโครงเหล็กสีดำเหมือนสะพานทั่วๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสะพานที่มีช่วงกว้างต้องอาศัยโครงถักแบบ Truss ในการพยุงน้ำหนักยิ่งต้องเป็นเหล็กเพราะมีความแข็งแรง ยืดหยุ่นได้ ราคาค่าก่อสร้างและค่าบำรุงรักษาไม่สูงมาก

สะพานรถไฟทั่วไปที่ใช้โครงสร้างเหล็ก

สะพานทาชมภูเป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก

โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กของสะพานทอดข้ามแม่น้ำแม่ทาด้วยความยาว 2 ช่วง เป็นทางตรงขนาบด้วยโค้งซ้ายขวาทั้งสองฝั่งของสะพาน ฝั่งหนึ่งมุ่งหน้าไปทางเชียงใหม่ ฝั่งนึงมุ่งหน้าไปทางอุโมงค์ขุนตาน

โครงคอนกรีตรูปโค้งครึ่งวงกลมนั้นไม่ได้มีเพียงหน้าที่พยุงทางรถไฟที่ทอดข้ามแม่น้ำไว้ แต่โครงสร้างยาวลงไปถึงตอม่อของสะพานที่ตั้งอยู่กลางน้ำเสมือนว่าทั้งโครงสะพานและตอม่อคือโครงสร้างเดียวกัน โดยทั่วไปโครงสะพานรถไฟจะถูกสร้างให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมู ถึงแม้บางสะพานจะเป็นโครงโค้งแต่ก็จะเป็นการถักเหล็กเส้นตรงๆ ให้มีรูปคล้ายโค้งเท่านั้น

แต่สำหรับทาชมภูนั้นโครงสะพานโค้งอย่างสมบูรณ์และอ่อนช้อย

รูปร่างแตกต่าง แต่มีหน้าที่เหมือนกัน

 

จากเหล็กเป็นคอนกรีต

ถ้าในเมื่อสะพานเหล็กมีความอ่อนตัวและดีกว่าสะพานโครงคอนกรีต ทำไมสะพานทาชมภูถึงไม่เป็นเหล็กล่ะ?

เรื่องเริ่มต้นขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6

ทางรถไฟสายเหนือที่เริ่มสร้างต่อมาจากอยุธยา ปากน้ำโพ พิษณุโลก ผ่านหุบเขาที่สูงชันในแพร่ ลำปาง จนมาถึงปราการด่านสุดท้ายที่ขุนตาล มีการสร้างที่กินระยะเวลานานมากก็ยังไม่ถึงเชียงใหม่เพราะอุปสรรคทางธรรมชาติมีมากเหลือเกิน นอกจากนั้นยังเจออุปสรรคที่เรียกว่าสงครามเข้าให้อีก

หลังจากที่อุโมงค์ขุนตานเจาะทะลุถึงกัน ทางรถไฟได้ถูกวางต่อจากปากอุโมงค์ขุนตานลงเขามาถึงแม่น้ำแม่ทา แผนการสร้างสะพานที่จุดนี้เริ่มต้นขึ้นในปี 2461 โดยอุปสรรคสำคัญตอนนั้นมีด้วยกัน 2 ประการ

ประการแรกคือ สภาวะสงครามโลกครั้งที่ 1 ก่อนหน้านั้นทำให้เกิดวิกฤตขาดแคลนเหล็กที่ใช้ในการก่อสร้างทางรถไฟรวมถึงสะพานต่างๆ  

ประการที่สอง ทางการไทยต้องเสียวิศวกรคุมงานก่อสร้างชาวเยอรมันไปเพราะสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้นายช่างชาวเยอรมันหลายคนถูกส่งกลับประเทศ หนึ่งในนั้นคือมิสเตอร์อีมิลล์ ไอเซ่น โฮเฟอร์ นายช่างหนุ่มผู้คุมงานก่อสร้างอุโมงค์ขุนตาน รวมถึงทีมงานชาวเยอรมันที่เริ่มคุมงานก่อสร้างทางรถไฟสายเหนือตั้งแต่เริ่มแรก

การสร้างสะพานทาชมภู ในปี 2462 – 2463

สะพานทาชมพูและรถดีเซลรางทดสอบ (ภาพจากโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ)

ภาระการคุมงานก่อสร้างที่ต้องให้เสร็จทันเวลาถูกส่งต่อให้กับผู้บัญชาการกรมรถไฟ นายพลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน หรือพระนามเดิม พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร โดยทรงรับสั่งให้สร้างสะพานนี้ด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ใช้เทคนิคการก่อสร้างและรูปแบบทางวิศวกรรมเช่นเดียวกับทางยุโรป

นายพลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน

กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธินได้เสด็จฯ มาทอดพระเนตรการก่อสร้างสะพานเมื่อเดือนมกราคม 2462
ความท้าทายมากที่สุดของการสร้างสะพานนี้คือการสร้างให้เป็นโครงคอนกรีตเสริมเหล็ก การคำนวณต้องแม่นยำมากด้วยคุณสมบัติเฉพาะของโครงคอนกรีตที่มีความอ่อนตัวต่ำกว่าเหล็ก ซึ่งสามารถทำให้สะพานเกิดความเสียหายได้เมื่อรับน้ำหนักของรถไฟนานเข้า จึงต้องคำนวณเรื่องโครงสร้างให้รับน้ำหนักให้ได้มากกว่า 15 ตัน ซึ่งมีข้อถกเถียงเป็นอย่างมากเรื่องความแข็งแรงของสะพานที่อาจทลายลงในระยะเวลา 3 – 6 เดือน แต่สุดท้ายแล้วสะพานทาชมภูก็ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบันด้วยการออกแบบให้มีรอยต่ออยู่บนสะพานให้โครงสร้างสามารถขยับเขยื้อนได้เมื่อมีรถไฟวิ่งผ่าน

 

ไม่ได้ทาชมพู

ครั้งแรกที่ได้ยินชื่อสะพานทาชมภูต้องตั้งใจฟังดีๆ ว่าเกี่ยวกับสีหรือไม่ เพราะคำว่า ‘ชมภู’ ก็ไปพ้องเสียงกับคำว่า ‘ชมพู’ ที่เป็นชื่อสี

ที่มาของชื่อนี้ก็ค่อนข้างหลากหลาย แต่ก็มีอยู่ 2 ทฤษฎีที่เข้าเค้าที่สุด

ก่อนจะไปอธิบายทฤษฎีก็จะขอพูดถึงคำว่า ‘ทา’ ก่อน

คำว่า ‘ทา’ ไม่ได้เป็นคำกริยาแต่อย่างใด

เรื่องน่ารู้เรื่องแรกคือทุกตำบลในอำเภอแม่ทา ชื่อขึ้นต้นด้วยคำว่า ‘ทา’ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นทาปลาดุก ทาสบเส้า ทาชมภู ฯลฯ โดยเส้นเลือดใหญ่ของอำเภอนี้ก็คือลำน้ำแม่ทาซึ่งเป็นที่มาของคำว่า ‘ทา’ เช่นกัน

กลับมาที่ทฤษฎีที่หนึ่ง

ในสมัยก่อนย้อนไปหลายปีตั้งแต่ทางรถไฟยังมาไม่ถึงมีการตั้งรกรากขึ้นที่พื้นที่ริมน้ำแม่ทาซึ่งสภาพแวดล้อมโดยรอบมีต้นชมพู่ขึ้นอยู่มากมาย จึงตั้งชื่อว่า ‘ทาชมภู’ ซึ่งน่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า ชมพู่ โดยทฤษฎีนี้ปรากฏอยู่ในประวัติของเทศบาลตำบลทาปลาดุก

ส่วนอีกทฤษฎีหนึ่งน่าจะมีความเป็นไปได้พอๆ กัน นั่นคือคำว่า ชมภู แปลว่า มองภูเขา เพราะว่าพื้นที่ที่ตั้งหมู่บ้านแห่งนี้อยู่ใกล้กับตีนดอยขุนตาลมากที่สุด เห็นดอยขุนตาลชัดที่สุด

แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่รู้ข้อสรุปที่แน่ชัดว่า ทาชมภู คำนี้มีที่มาอย่างไร

แต่สิ่งที่ยืนยันได้อย่างแน่นอนคือ

สะพานทาชมภูมีสีขาวและไม่ได้ทาสีชมพู

 

พรางชมภู

มีเรื่องเล่าหนึ่งจากปากของชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านทาชมภูเล่าให้ฟังว่า สะพานนี้เคยถูกทาเป็นสีดำ

ทำไมต้องทาสีดำ?

ทางรถไฟคือเส้นทางสำคัญในการขนส่ง เพราะเป็นทางที่สะดวกที่สุด ราบรื่นที่สุด ไร้อุปสรรคที่สุด จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ทางรถไฟ สถานีรถไฟ และสะพานรถไฟ คือจุดที่ต้องทำลายเพื่อตัดทางเดินของชาติศัตรู

เพราะความขาวโอโม่ของสะพานทาชมภูที่มองเห็นได้จากระยะไกล หรือแม้แต่มองเห็นได้ชัดเจนจากทางอากาศ ทำให้สะพานตกเป็นเป้าการทำลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงได้มีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่าชาวบ้านทาชมภูได้ร่วมกันพรางสะพานไม่ให้เป็นจุดสังเกตของฝ่ายพันธมิตรโดยใช้ถ่าน ดิน และสิ่งของจากธรรมชาติที่มีสีดำโบกลงไปบนสะพานเพื่อให้หมดสภาพสีเดิมซึ่งเป็นสีขาวสว่าง แต่น่าเสียดายที่ไม่มีภาพถ่ายหลักฐานของเรื่องราวนี้มายืนยันได้ว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องเล่าจากรุ่นสู่รุ่น

สะพานทาชมภูถูกเพิ่มคุณค่าในฐานะหลักฐานทางประวัติศาสตร์การสร้างทางรถไฟสายเหนือ รวมถึงเครื่องยืนยันถึงความท้าทายทางวิศวกรรมของคนไทยในสมัยนั้น ที่ทำให้เราระลึกได้ถึงความท้าทายและยากลำบากในการสร้างทางรถไฟสายเหนือผ่านพื้นที่ซึ่งเป็นอุปสรรคทางธรรมชาติมากมาย และที่นี่คงไม่ใช่ Hidden Place อีกต่อไป หากแต่เป็นจุดหมายของนักเดินทางและช่างภาพที่รอคอยการมาถึงของรถไฟสักขบวนที่วิ่งข้ามสะพานนี้โดยมีดอยขุนตาลเป็นฉากหลัง

อีกนิดอีกหน่อย

  1. อีกสะพานที่คล้ายกับสะพานทาชมภูแต่เป็นสะพานรถยนต์ นั่นคือสะพานรัษฎาภิเศกที่ลำปาง แถมเกิดในช่วงไล่เลี่ยกันจะเรียกว่าเป็นสะพานพี่สะพานน้องกันก็ได้
  2. การเดินทางไปสะพานทาชมภูต้องขับรถไป ไม่แนะนำให้นั่งรถไฟเพราะสถานีอยู่ห่างจากสะพานพอสมควร ให้ใช้ถนนสาย 11 (ซูเปอร์ไฮเวย์) ขับมาที่ อ.แม่ทา ก่อนข้ามทางรถไฟให้เลี้ยวซ้ายไปทางเดียวกับอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล เข้าไปอีกประมาณ 8 กิโลเมตร จะเห็นสะพานเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงวัดทาชมภูเลย
  3. ในปี 2562 นี้ สะพานทาชมภูอายุครบ 100 ปี
  4. ช่วงเวลาที่รถไฟวิ่งข้ามสะพานนี้มากที่สุดเริ่มตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึง 11 โมง ซึ่งมีรถไฟทั้งขาขึ้นและขาล่องผ่านจำนวนทั้งสิ้น 6 ขบวน และถ้าโชคดีก็อาจจะได้เจอรถสินค้าเป็นของแถมด้วย
  5. มีอยู่ช่วงหนึ่งที่สะพานนี้เริ่มเป็นที่รู้จัก ได้มีข่าวลือว่าทางการจะทาสีสะพานให้เป็นสีชมพูให้คล้องกับชื่อที่มีเสียงคล้ายสีชมพู ซึ่งโลกออนไลน์ถึงกับรีบแสดงความคิดเห็นอย่างทันควันว่ามันมาผิดทางแล้วแน่ๆ สะพานแห่งนี้ไม่ควรถูกทาด้วยสีอื่นที่นอกเหนือจากสีขาว และแน่นอนว่ามันก็เป็นเพียงแค่ข่าวลือ

Writer & Photographer

Avatar

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

6 กุมภาพันธ์ 2566
40

อาคารสถานีรถไฟแต่ละแห่งมีรูปแบบอาคารที่ทั้งเหมือนกันและแตกต่างกัน ส่วนใหญ่แล้วมักสร้างในรูปแบบมาตรฐานที่กรมรถไฟ (ต่อมาคือการรถไฟ) ออกแบบเอาไว้ ชั้นเดียวบ้าง 2 ชั้นบ้าง ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะมีหน้าตาธรรมดา ๆ แต่ดูอบอุ่นเหมือนบ้านไม้ที่แสนสุข

'สถานีบนทางรถไฟสายล้านนา' สถาปัตยกรรมลูกครึ่งที่สวยงามกลมกล่อมจนแฟนรถไฟไม่ควรพลาด

แต่ถ้าลองสังเกตสถานีรถไฟบางแห่งโดยเฉพาะในสายเหนือ จะเห็นว่ามีอยู่ไม่กี่แห่งที่มีลักษณะอาคารแปลกตา ซึ่งรูปแบบของสถานีนั้นแฝงลักษณะสถาปัตยกรรมยุโรปแบบ Half-timbered ที่มีความโดดเด่นด้านรูปลักษณ์มาจากแคว้นบาวาเรียในเยอรมนี ผสมผสานกับความอ่อนช้อยและรายละเอียดแบบศิลปะล้านนา รวมกันเป็นสถานีรถไฟลูกครึ่งที่กลมกล่อมและลงตัวเชื้อเชิญให้ทอดสายตามอง

เราจะเชิญชวนทุกคนไปรู้จักกับ ‘สถานีบนทางรถไฟสายล้านนา’ ที่สวยงามจนต้องไปเยี่ยมเยียน

สถานีห้างฉัตร

อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง

'สถานีบนทางรถไฟสายล้านนา' สถาปัตยกรรมลูกครึ่งที่สวยงามกลมกล่อมจนแฟนรถไฟไม่ควรพลาด

ห้างฉัตรเป็นสถานีรถไฟเล็ก ๆ และเป็นสถานีประจำอำเภอ น่าเสียดายที่สถานีนี้ไม่มีรถไฟสายไกลจากกรุงเทพฯ จอด เราจำเป็นต้องเดินทางมาที่นี่ด้วยรถไฟท้องถิ่นที่วิ่งจากนครสวรรค์-เชียงใหม่ และเชียงใหม่-นครสวรรค์ เท่านั้น

อาคารเล็ก ๆ สร้างมาพร้อมกับทางสายเหนือช่วงหลัง ร.6 หลังจากที่รถไฟมาถึงลำปางแล้ว ไม่ปรากฏผู้ออกแบบ ลักษณะของย่านทางรถไฟในสถานีแตกต่างกับสถานีเล็ก ๆ ทั่วไป คือโดยทั่วไปนั้นทางประธาน (Mainline) จะอยู่ชิดติดริมชานชาลาหน้าสถานี แต่สำหรับห้างฉัตรนั้น ทางประธานอยู่ตรงกลาง มีทางหลีกแยกออกด้านซ้ายและขวา โดยตัวอาคารสถานีตั้งอยู่ทางฝั่งทิศตะวันตกของทางรถไฟ ไม่ติดทางประธาน

ข้อดีของผังย่านสถานีแบบนี้คือ เวลามีรถไฟไม่จอดสถานีนั้นวิ่งผ่าน ผู้โดยสารที่รออยู่บนชานชาลาจะไม่ได้รับอันตรายจากขบวนรถไฟ แต่ถ้าขบวนไหนจอด ต้องเลี้ยวเข้ามาในทางติดด้านหน้าอาคาร ทำให้ต้องลดความเร็วก่อนเข้าสถานีมาตั้งแต่ไกล 

'สถานีบนทางรถไฟสายล้านนา' สถาปัตยกรรมลูกครึ่งที่สวยงามกลมกล่อมจนแฟนรถไฟไม่ควรพลาด
'สถานีบนทางรถไฟสายล้านนา' สถาปัตยกรรมลูกครึ่งที่สวยงามกลมกล่อมจนแฟนรถไฟไม่ควรพลาด
'สถานีบนทางรถไฟสายล้านนา' สถาปัตยกรรมลูกครึ่งที่สวยงามกลมกล่อมจนแฟนรถไฟไม่ควรพลาด

อาคารของสถานีห้างฉัตรมีชั้นครึ่ง มองจากภายนอกเหมือนสถานีชั้นเดียว ช่องขายตั๋วมีลายฉลุเป็นรูปหม้อดอกไม้ (หม้อปูรณฆฏะ) ลายฉลุช่องลมเป็นลายดอกไม้ ตัวอาคารเป็นแบบ Half-timbered (ลายผนังที่เป็นรูปเส้นไขว้) มีความนิยมมากในเยอรมนี ซึ่งเอารูปแบบจากแคว้นบาวาเรียมาใช้ผสมผสานกับศิลปะล้านนา 

ชั้นของสถานีนั้น ส่วนที่ติดกับพื้น เป็นที่ทำการนายสถานีและคันกลับประแจ ส่วนชั้นลอยเป็นห้องอเนกประสงค์

สถานีนี้ได้รับรางวัลอนุรักษ์สมเด็จพระเทพฯ ในหมวดหมู่อาคารสะระไนและขนมปังขิง 

'สถานีบนทางรถไฟสายล้านนา' สถาปัตยกรรมลูกครึ่งที่สวยงามกลมกล่อมจนแฟนรถไฟไม่ควรพลาด

พิกัดสถานีห้างฉัตร (แผนที่)

สถานีนครลำปาง

อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง

'สถานีบนทางรถไฟสายล้านนา' สถาปัตยกรรมลูกครึ่งที่สวยงามกลมกล่อมจนแฟนรถไฟไม่ควรพลาด

มาต่อกันที่สถานีข้างเคียงซึ่งห่างจากห้างฉัตรลงไปทางกรุงเทพฯ ประมาณ 10 กว่ากิโลเมตร และเป็นสถานีประจำจังหวัด นั่นคือสถานีนครลำปาง

สถานีนครลำปางเปิดใช้งานในช่วงรัชกาลที่ 6 เป็นอาคาร 2 ชั้นที่มีกลิ่นอายของล้านนาและยุโรปแบบบาวาเรียนคอทเทจ (Bavarian Cottage) ออกแบบโดย เอิรสท์ อัลท์มันน์ (Mr.Ernst Altmann) วิศวกรชาวเยอรมัน 

ชั้นล่างบริเวณทางเข้าสถานีไปห้องตั๋วและออกไปชานชาลา ก่ออิฐฉาบปูนใช้ระบบคานโค้ง (Arch) 4 ช่วง ขนาบด้วยโค้งช่วงเล็กประกบทั้ง 2 ฝั่ง ชั้นบนสร้างด้วยไม้ มีกรอบเป็นโครงสร้างสี่เหลี่ยม มีไม้ยึดยันแนวทแยงเสริมเป็นช่วง ๆ อวดโครงสร้างกรอบเป็นรูปแบบ Half-timbered เหมือนกับสถานีห้างฉัตรและสถานีอื่น ๆ ที่เราจะพาไปดู

'สถานีบนทางรถไฟสายล้านนา' สถาปัตยกรรมลูกครึ่งที่สวยงามกลมกล่อมจนแฟนรถไฟไม่ควรพลาด
'สถานีบนทางรถไฟสายล้านนา' สถาปัตยกรรมลูกครึ่งที่สวยงามกลมกล่อมจนแฟนรถไฟไม่ควรพลาด

ชั้น 2 ของอาคารเป็นที่ทำการอยู่ภายใต้หลังคาทรงปั้นหยาผสมจั่ว ราวระเบียบและช่องแสงเป็นช่องปรุลวดลายพรรณพฤกษาและหม้อปูรณฆฏะ (หม้อดอก) มีเพียงราวบางส่วนเท่านั้นที่มีลายกรุเป็นรูปช้าง ซึ่งตอนแรกเราก็ไม่เห็น แต่ไปเจอในภาพถ่ายเก่า ว่าลายช้างอยู่บริเวณริมสุดของรั้วชั้น 2 ฝั่งด้านหน้าสถานี 

บนหน้าจั่วของอาคารชั้นบนมีตัวเลข พ.ศ. 2458 และ ค.ศ. 1915 ซึ่งเป็นปีสร้างอาคารเป็นตัวนูนออกมา โดยฝั่งที่หันไปทางกรุงเทพฯ เป็นคริสต์ศักราช และฝั่งที่หันไปทางเชียงใหม่เป็นพุทธศักราช

สถานีนครลำปางเป็น 1 ใน 2 สถานีที่สร้างด้วยรูปแบบ Half-timbered ขนาดใหญ่ แต่ยังมีความเป็นล้านนาผสมอยู่ค่อนข้างมาก แตกต่างจากสถานีบ้านปินที่อยู่ในกลุ่มอาคารเดียวกันซึ่งมีความยุโรปมากกว่าหลายเท่า

'สถานีบนทางรถไฟสายล้านนา' สถาปัตยกรรมลูกครึ่งที่สวยงามกลมกล่อมจนแฟนรถไฟไม่ควรพลาด

พิกัดสถานีนครลำปาง (แผนที่)

สถานีแม่ทะ

อ.แม่ทะ จ.ลำปาง

'สถานีบนทางรถไฟสายล้านนา' สถาปัตยกรรมลูกครึ่งที่สวยงามกลมกล่อมจนแฟนรถไฟไม่ควรพลาด

อาคารสถานีทรงคล้ายกับห้างฉัตรและแม่จาง ต่างกันตรงที่ขายตั๋วเป็นไม้ลายพรรณพฤกษา แตกต่างจากห้างฉัตรและแม่จางที่เป็นหม้อดอก 

ส่วนประกอบสำคัญของสถานีแม่ทะคือ สะระไน ซึ่งเป็นเสาสูงเป็นแท่งอยู่ปลายจั่วทั้ง 2 ข้างของหลังคา

รูปแบบของอาคารบ้านเรือนในสมัยช่วง ร. 4 – 5 ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตก พัฒนาตามแบบสถาปัตยกรรมในเขตร้อนชื้นต่างถิ่น (Tropical Architecture) รวมถึงเรือนขนมปังขิงและเรือนสะระไนจากอังกฤษด้วย

'สถานีบนทางรถไฟสายล้านนา' สถาปัตยกรรมลูกครึ่งที่สวยงามกลมกล่อมจนแฟนรถไฟไม่ควรพลาด

เรือนสะระไน เป็นเรือนสากลที่มาจากภาคกลาง ได้รับอิทธิพลมาจากกระท่อมแบบอังกฤษ (English Cottage) จุดเด่นอยู่ตรงหลังคาแบบหน้าจั่ว มีแท่งไม้สี่เหลี่ยมหรือทรงกลมประดับอยู่ตรงส่วนยอดของจั่ว

จากลักษณะของสะระไนที่เป็นแท่งยาวนี้เอง มีการสันนิษฐานว่า คำว่า ‘สะระไน’ อาจมาจากคำว่า ‘สุระหนี่’ ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีประเภทปี่ของชวา เป็นทรงแท่งยาว คาดว่าเสาสะระไนที่อยู่บนปลายจั่วนั้นอาจมีประโยชน์จากการใช้ห้อยธงเพื่อประดับประดาได้ด้วย 

สำหรับสถานีแม่ทะ ด้านบนหลังคามีเสาสะระไนทั้ง 2 ฝั่ง มีลักษณะลาดเอียงลง ไม่มีส่วนค้ำยันทำให้ดูเป็นทรงแท่งแหลมออกมาแบบไม่สมบูรณ์ ส่วนด้านในช่องระบายอากาศเป็นรูปไม้ คล้ายดอกไม้รูปทรงมีรัศมีเหมือนดวงอาทิตย์เพียงสถานีเดียวในกลุ่ม แป้นน้ำย้อย (ชายคา) อยู่รอบบริเวณหลังคายาวไปตลอดแนว ส่วนค้ำยันบนเสามีปรากฏเพียงบางต้นเท่านั้น และไม่อ่อนช้อยเท่ากับสถานีอื่น ๆ

'สถานีบนทางรถไฟสายล้านนา' สถาปัตยกรรมลูกครึ่งที่สวยงามกลมกล่อมจนแฟนรถไฟไม่ควรพลาด
'สถานีบนทางรถไฟสายล้านนา' สถาปัตยกรรมลูกครึ่งที่สวยงามกลมกล่อมจนแฟนรถไฟไม่ควรพลาด
'สถานีบนทางรถไฟสายล้านนา' สถาปัตยกรรมลูกครึ่งที่สวยงามกลมกล่อมจนแฟนรถไฟไม่ควรพลาด

สถานีแม่ทะตั้งอยู่ท้ายสุดของหมู่บ้าน หากมาทางถนนถือว่าเข้ามาลึกมาก ฝั่งตรงข้ามสถานีเป็นภูเขา จึงทำให้ตัวทางรถไฟที่ผ่านหน้าสถานีเป็นทางโค้งทั้งฝั่งขาเข้าและขาออกสถานีเหมือนเกือกม้า

การเดินทางมาถึงสถานีนี้ได้นั้น ต้องนั่งรถไฟท้องถิ่นขบวน 407/408 นครสวรรค์-เชียงใหม่-นครสวรรค์ ได้เพียงตัวเลือกเดียว

'สถานีบนทางรถไฟสายล้านนา' สถาปัตยกรรมลูกครึ่งที่สวยงามกลมกล่อมจนแฟนรถไฟไม่ควรพลาด

พิกัดสถานีแม่ทะ (แผนที่)

สถานีแม่จาง

อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง

'สถานีบนทางรถไฟสายล้านนา' สถาปัตยกรรมลูกครึ่งที่สวยงามกลมกล่อมจนแฟนรถไฟไม่ควรพลาด

เป็นสถานีรถไฟขนาดเล็กที่มีผังคล้ายกับห้างฉัตร ตัวอาคารตั้งอยู่ฝั่งทิศตะวันออกของทางรถไฟ ซึ่งเป็นตำแหน่งส่วนน้อยของทางรถไฟสายเหนือ ส่วนใหญ่ตัวอาคารสถานีจะตั้งอยู่ฝั่งทิศตะวันตก 

อาคารสถานีมีชั้นครึ่งไม่แตกต่างกับทุกแห่ง หน้าห้องขายตั๋วมีไม้สลักเหนือช่องเป็นรูปหม้อดอกเหมือนสถานีห้างฉัตร แต่ต่างกันที่รายละเอียดที่ลดทอนลง บางส่วนเปลี่ยนจากรูปดอกเป็นรูปใบ ช่องระบายอากาศด้านบนเป็นรูปช่อพฤกษา 

ในขณะที่สถานีอื่น ๆ ในกลุ่มอาคารสะระไนทาสีเหลืองที่กรอบไม้ แต่สำหรับแม่จาง ตัวอาคารเป็นสีขาวและกรอบไม้สีน้ำตาล ตัวท้าวแขนมีขนาดเล็กกว่าห้างฉัตร แป้นน้ำย้อยที่มีการสลักกรุอย่างสวยงามทำให้สถานีเหมือนประดับด้วยชายผ้าลูกไม้

สถานีแม่จางเป็นสถานีที่ใช้ระบบอาณัติสัญญาณแบบไฟสีเขียวเหลืองแดง เหมือนกับถนนและทางรถไฟในพื้นที่ที่มีปริมาณรถหนาแน่น ทำให้ห้องควบคุมสัญญาณหรือที่คนรถไฟเรียกว่าห้องประแจ มีส่วนประกอบของอุปกรณ์ที่เพิ่มเข้ามา คือเครื่องสัญญาณจำลอง ห้อยอยู่เหนือตัวสับสัญญาณ มีหน้าที่ตรวจสอบสถานะสัญญาณ การสับราง หรือแม้แต่ตำแหน่งของรถไฟที่ตรวจจับจากระบบไฟฟ้า 

พิกัดสถานีแม่จาง (แผนที่)

สถานีปางป๋วย

อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง

ชมสถาปัตยกรรมลูกครึ่งเยอรมัน-ล้านนา ในสถานีรถไฟสายเหนือ ความสวยงามกลมกล่อมและลงตัวจนแฟนรถไฟต้องไปเยือน

ปางป๋วยเป็นสถานีที่ชื่อออกจะเรียกยากในครั้งแรก

‘ป๋วย’ เป็นภาษาพื้นถิ่นภาคเหนือ แปลว่า ต้นตะแบก ปางป๋วย จึงน่าจะหมายถึง ดงต้นตะแบก แต่ที่ดูขัดกับชื่อเลยคือ บริเวณรอบข้างสถานีปางป๋วยในปัจจุบันไม่เห็นต้นตะแบกเลยสักต้น แต่กลับเต็มไปด้วยต้นสักสูงใหญ่ จนทำให้เกิดร่มเงาและความเยือกเย็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน้าหนาว

อาคารสถานีในโอบล้อมของป่าและต้นสัก ซุกตัวอยู่ภายใต้ขุนเขา และเป็นสถานีแรกของจังหวัดลำปางเมื่อนั่งรถไฟมาจากกรุงเทพฯ ปางป๋วยเป็นอาคารสถานีเล็กที่สุดในบรรดาทุกสถานีที่อยู่ในรูปแบบเดียวกัน แต่มีความสมบูรณ์ของส่วนประกอบอาคารมากกว่าทุกที่ โดยเฉพาะเสาสะระไนที่สมบูรณ์และมีท้าวแขนประกอบด้านข้างอย่างชัดเจน 

ชมสถาปัตยกรรมลูกครึ่งเยอรมัน-ล้านนา ในสถานีรถไฟสายเหนือ ความสวยงามกลมกล่อมและลงตัวจนแฟนรถไฟต้องไปเยือน
ชมสถาปัตยกรรมลูกครึ่งเยอรมัน-ล้านนา ในสถานีรถไฟสายเหนือ ความสวยงามกลมกล่อมและลงตัวจนแฟนรถไฟต้องไปเยือน
ชมสถาปัตยกรรมลูกครึ่งเยอรมัน-ล้านนา ในสถานีรถไฟสายเหนือ ความสวยงามกลมกล่อมและลงตัวจนแฟนรถไฟต้องไปเยือน
ชมสถาปัตยกรรมลูกครึ่งเยอรมัน-ล้านนา ในสถานีรถไฟสายเหนือ ความสวยงามกลมกล่อมและลงตัวจนแฟนรถไฟต้องไปเยือน

บริเวณช่องจำหน่ายตั๋วเห็นหม้อดอกแบบมีฐาน ท้าวแขนค้ำยันเสามีขนาดใหญ่และอ่อนช้อย และแป้นน้ำย้อยตามชายคามีลวดลายสวยงาม 

การเข้ามาถึงสถานีรถไฟปางป๋วยนั้นไม่ได้ง่าย ทางถนนถือว่าเข้ามาลึกทีเดียว ทางรถไฟก็ดูจะง่ายที่สุด แต่ก็มีเพียงขบวนรถท้องถิ่นจอดวันละ 2 ขบวนเท่านั้น ภารกิจหลักใช้หลีกขบวนรถมากกว่าการให้บริการด้านโดยสารและสินค้า 

ลักษณะโดดเด่นอีกอย่างของสถานีนี้ คือมีอาคารสำหรับการสับรางโดยเฉพาะที่แยกออกมาจากสถานี ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วทุกสถานีจะนำอุปกรณ์สับรางไว้ในอาคารเพื่อความสะดวกในการใช้งาน ที่สำคัญ อาคารสับรางนี้ยังคงใช้อยู่ ณ ตอนนี้ด้วยเช่นกัน

ชมสถาปัตยกรรมลูกครึ่งเยอรมัน-ล้านนา ในสถานีรถไฟสายเหนือ ความสวยงามกลมกล่อมและลงตัวจนแฟนรถไฟต้องไปเยือน

พิกัดสถานีปางป๋วย (แผนที่)

สถานีบ้านปิน

อ.ลอง จ.แพร่

ชมสถาปัตยกรรมลูกครึ่งเยอรมัน-ล้านนา ในสถานีรถไฟสายเหนือ ความสวยงามกลมกล่อมและลงตัวจนแฟนรถไฟต้องไปเยือน

สถานีบ้านปิน มีสถาปัตยกรรมโดดเด่นที่สุดของเส้นทางสายเหนือในความเป็นยุโรปเกือบทั้งหมด 

บ้านปินเป็นสถานีประจำ อ.ลอง จ.แพร่ เรียกได้ว่าโดดเด่นมากในระดับละสายตาไม่ได้ อาคารสถานีสไตล์เยอรมันลูกครึ่งล้านนานิด ๆ ตามรายละเอียดเหนือช่องหน้าต่างและบานประตู ถ้าเป็นคนก็คงเป็นลูกครึ่งที่ดูฝรั่งมากกว่าไทย

อาคารแบบ Half-timbered มีความโดดเด่นตามอาคารในแคว้นบาวาเรียตอนใต้ของเยอรมนี ลักษณะหน้าจั่วที่ชัดเจนจนแปลกตากว่าสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ในละแวกใกล้เคียง ตำแหน่งที่ตั้งอยู่ในพื้นที่โอบล้อมด้วยภูเขา หากมองไปทางกรุงเทพฯ และลำปาง จะเห็นพืดเขาขวางไว้และมีทางรถไฟขึ้นเนินทั้งคู่ จนเหมือนสถานีบ้านปินตั้งอยู่กลางแอ่งเขานั้น ความโดดเด่นของอาคารจึงทำให้คนหลายคนขนานนามว่า ‘ฝรั่งกลางป่า’

ชมสถาปัตยกรรมลูกครึ่งเยอรมัน-ล้านนา ในสถานีรถไฟสายเหนือ ความสวยงามกลมกล่อมและลงตัวจนแฟนรถไฟต้องไปเยือน
ชมสถาปัตยกรรมลูกครึ่งเยอรมัน-ล้านนา ในสถานีรถไฟสายเหนือ ความสวยงามกลมกล่อมและลงตัวจนแฟนรถไฟต้องไปเยือน

สาเหตุของสถานีที่มีสถาปัตยกรรมเยอรมนีโดดเด่นในสายเหนือ เป็นเพราะการสร้างทางรถไฟสายเหนือนั้นใช้วิศวกรชาวเยอรมันเป็นคนคุมงาน เราจึงเห็นร่องรอยของเยอรมนีในทางรถไฟสายเหนือค่อนข้างมาก ตั้งแต่รูปแบบของสะพาน ระบบสัญญาณหางปลา (Semaphore Signal) รวมถึงสถาปัตยกรรมของสถานีรถไฟ

ความโดดเด่นของอาคารสถานีบ้านปินคือลวดลายที่อยู่บนอาคาร มีทั้งความสมมาตรและการเล่นลวดลายที่แตกต่างกันไปชวนให้สังเกต รวมถึงคานไม้ที่ยื่นออกมานอกอาคารซึ่งใช้รับน้ำหนักพื้นบนชั้น 2 ลักษณะอาคารด้านล่างบริเวณโถงทางเข้าเป็นซุ้มประตูโค้งแบบ Arch เหมือนสถานีนครลำปาง ช่องระบายอากาศเหนือหน้าต่างและบานประตูกรุ เป็นลวดลายหม้อดอกและพรรณพฤกษาเหมือนกับสถานีอื่น ๆ ก่อนหน้า

ชมสถาปัตยกรรมลูกครึ่งเยอรมัน-ล้านนา ในสถานีรถไฟสายเหนือ ความสวยงามกลมกล่อมและลงตัวจนแฟนรถไฟต้องไปเยือน
ชมสถาปัตยกรรมลูกครึ่งเยอรมัน-ล้านนา ในสถานีรถไฟสายเหนือ ความสวยงามกลมกล่อมและลงตัวจนแฟนรถไฟต้องไปเยือน
ชมสถาปัตยกรรมลูกครึ่งเยอรมัน-ล้านนา ในสถานีรถไฟสายเหนือ ความสวยงามกลมกล่อมและลงตัวจนแฟนรถไฟต้องไปเยือน

ด้านตรงข้ามอาคารสถานีมีหอสัญญาณแบบเสาเดี่ยว เรียกกันลำลองว่า ‘หอพม่า’ ตามแบบหอสัญญาณในพม่า ซึ่งมีรถไฟก่อนเรานับ 20 ปี หอสัญญาณนี้ใช้สำหรับสถานีที่ต้องการมุมมองของการจัดการจราจรที่แตกต่างจากสถานีระดับเล็ก เช่น สถานีที่มีทางรถไฟมากมายจนมองออกมาจากตัวอาคารสถานีได้ไม่ชัดเจน หรือสถานีที่ต้องใช้การสังเกตจากที่สูงเพื่อการจัดการจราจรและระบบสัญญาณ แต่ต่อมามีการปรับปรุงด้านหน้าอาคารใหม่ ให้นำอุปกรณ์การสับรางทั้งหมดไปไว้ในตัวสถานี หอสัญญาณเดิมจึงไม่ได้ใช้งานจนถึงปัจจุบัน

สถานีรถไฟบ้านปินนับเป็นอัญมณีในป่า เป็นสถานีรถไฟที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ และทรงคุณค่าแบบประเมินค่าไม่ได้ 

ชมสถาปัตยกรรมลูกครึ่งเยอรมัน-ล้านนา ในสถานีรถไฟสายเหนือ ความสวยงามกลมกล่อมและลงตัวจนแฟนรถไฟต้องไปเยือน

พิกัดสถานีบ้านปิน (แผนที่)

สถานีแก่งหลวง

อ.เด่นชัย จ.แพร่

ชมสถาปัตยกรรมลูกครึ่งเยอรมัน-ล้านนา ในสถานีรถไฟสายเหนือ ความสวยงามกลมกล่อมและลงตัวจนแฟนรถไฟต้องไปเยือน

แก่งหลวงที่คุ้นเคยคงเป็นโค้งรถไฟลัดเลาะไหล่เขาไปตามลำน้ำยม

สถานีแก่งหลวงเลยจากโค้งนั้นไม่ไกลมาก สถานีเล็ก ๆ แห่งนี้ห้อมล้อมด้วยธรรมชาติ ทั้งต้นไม้ ป่า เขา และแม่น้ำยม 

อาคารหลังน้อยของสถานีแก่งหลวงสร้างในแบบ Half-timbered เช่นเดียวกับสถานีอื่นก่อนหน้า แต่รายละเอียดแตกต่างกันมากอยู่ ตามเสาท้าวแขนค่อนข้างเล็กและอ่อนช้อยน้อยกว่าทุก ๆ สถานี ลายฉลุไม้เหนือบานหน้าต่างรูปพรรณพฤกษากลับสวยที่สุดด้วยรายละเอียดที่สละสลวยและอ่อนช้อย 

ชมสถาปัตยกรรมลูกครึ่งเยอรมัน-ล้านนา ในสถานีรถไฟสายเหนือ ความสวยงามกลมกล่อมและลงตัวจนแฟนรถไฟต้องไปเยือน
ชมสถาปัตยกรรมลูกครึ่งเยอรมัน-ล้านนา ในสถานีรถไฟสายเหนือ ความสวยงามกลมกล่อมและลงตัวจนแฟนรถไฟต้องไปเยือน

เป็นที่น่าเสียดายว่า สถานีแก่งหลวงมีการปรับปรุงรูปแบบอาคารเพิ่มเติมส่วนรอการโดยสารที่มีหลังคาคลุมเข้าไป รวมถึงมีการซ่อมแซมบางส่วน ทำให้รายละเอียดส่วนประกอบของสถานี เช่น แป้นน้ำย้อย หรือแม้แต่เสาสะระไนก็ถูกถอดออกไป เวลานั่งรถไฟ มองผ่าน ๆ อาจดูไม่แตกต่างอะไรกับสถานีอื่นยกเว้นลายกรอบไม้ของ Half-timbered ที่ทำให้สถานีแก่งหลวงดูแตกต่างกับสถานีอื่น ๆ  

โดยรวมแม้ว่าความสมบูรณ์ของอาคารจะน้อยที่สุด แต่บรรยากาศดีที่สุดไม่แพ้ใคร โดยเฉพาะด้านหลังสถานีที่เดินลงไปถึงแม่น้ำยมได้เลย

ชมสถาปัตยกรรมลูกครึ่งเยอรมัน-ล้านนา ในสถานีรถไฟสายเหนือ ความสวยงามกลมกล่อมและลงตัวจนแฟนรถไฟต้องไปเยือน

พิกัดสถานีแก่งหลวง (แผนที่)

เกร็ดท้ายขบวน

  1. สถานีในลิสต์นี้ส่วนใหญ่แล้วเป็นสถานีย่อย มีเพียงรถท้องถิ่น 407/408 นครสวรรค์-เชียงใหม่-นครสวรรค์ จอดเท่านั้น หากจะเดินทางทั้งหมดอาจต้องใช้เวลาหลายวัน ยกเว้นสถานีนครลำปางและสถานีบ้านปินที่มีรถจอดเยอะหน่อย
  2. การวางแผนเดินทางไปชมสถานีทั้งหมดต้องใช้รถยนต์เข้ามาช่วย ไม่ต้องกังวล เราแปะพิกัดไว้ให้แล้วสำหรับคนที่อยากไปสถานีทั้งหมดแบบเจาะลึก

Writer & Photographer

Avatar

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load