จะดีแค่ไหน

ถ้าท่าฉลอม จะมีแหล่งแฮงก์เอาต์ที่ได้ลุง ๆ ป้า ๆ ชาวประมงมาช่วยออกแบบ

ถ้าหอเก็บน้ำที่ถูกทิ้งร้าง จะเป็นได้มากกว่าอนุสรณ์สถาน

ถ้าลูกหลานชาวท่าฉลอม จะได้รู้จักบ้านเกิดของตัวเองมากกว่าที่เคย

ถ้าผู้ผ่านมาเยือน จะมีโอกาสได้สัมผัสความพิเศษของเมืองนี้

ถ้าอย่างนั้น

เราต้องเริ่มเล่ากันด้วยที่มาของโครงการสนุก ๆ นี้ นั่นก็คือการที่เมืองเก่าอันเต็มไปด้วยเรื่องราวอย่าง ‘ท่าฉลอม’ ขาดแคลนพื้นที่สาธารณะ

รีโนเวตหอเก็บน้ำเก่าที่ท่าฉลอมเป็นห้องสมุดเก๋งเรือลอยฟ้า และมีชาวประมงมาช่วยออกแบบ

ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO พื้นที่สาธารณะเพื่อการทำกิจกรรมทางกายต่าง ๆ ที่พึงจะมี คือ 9 ตารางเมตรต่อคน แต่สำหรับประเทศไทย น่าเศร้าที่เฉลี่ยแล้วเรามีกันเพียงแค่ 3.3 ตารางเมตรต่อคนเท่านั้น ซึ่งตัวเลขนี้คงไม่น่าแปลกใจนัก เพราะเราต่างทราบกันดีว่า เมื่อก้าวเท้าออกมาจากบ้าน เราก็ไม่รู้จะพาตัวเองไปอยู่ตรงไหนได้ ถ้าไม่ใช่ห้างสรรพสินค้า

‘โครงการลานกีฬาวัฒนธรรมชุมชน’ เป็นโครงการของ สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) ที่เคยทำมาแล้ว แต่ถูกนำมาต่อยอดอีกครั้ง ด้วยการจับมือกับหน่วยงานท้องถิ่นใน 4 จังหวัดภาคกลางตอนล่าง ได้แก่ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดละ 2 พื้นที่ ซึ่งท่าฉลอมก็เป็น 1 ใน 8 พื้นที่ที่ได้รับเลือกมาพัฒนาพื้นที่สาธารณะให้มีมากเพียงพอ ตรงกับความต้องการของผู้คน และที่สำคัญ ใช้งานได้อย่าง ‘มีประสิทธิภาพ’ จริง ๆ

เรือที่ไม่ได้แล่น

ในวันนี้เราได้มีโอกาสมาฟัง แอน-อิสริยา ปุณโณปถัมภ์ และ ปุ๊ก-นฤมล พลดงนอก สองสถาปนิกชุมชนจากสถาบันอาศรมศิลป์ ผู้รับหน้าที่ออกแบบพื้นที่สาธารณะให้เมืองท่าฉลอม เล่าเรื่องผลงานที่พวกเขาภาคภูมิใจ

รีโนเวตหอเก็บน้ำเก่าที่ท่าฉลอมเป็นห้องสมุดเก๋งเรือลอยฟ้า และมีชาวประมงมาช่วยออกแบบ

“อาชีพประมงเคยรุ่งเรืองที่ท่าฉลอมมาก” 

แอนเปิดเรื่องประมงขึ้นมาเป็นประเด็นแรกในการเล่า เธอเองก็เป็นชาวสมุทรสาคร จึงรู้จักท่าฉลอมตั้งแต่เด็ก

‘ท่าฉลอม’ เป็นตำบลใหญ่ในจังหวัดสมุทรสาคร เดิมทีชาวไทยเชื้อสายจีนซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของพื้นที่ ประกอบอาชีพประมงเป็นหลัก ด้วยความที่เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ มีทะเล มีสัตว์น้ำ การประมงที่นี่จึงรุ่งเรือง มีตลาดสำหรับซื้อขายแลกเปลี่ยน มีกิจการอู่ต่อเรือเรียงราย มากไปกว่านั้น การประมงยังทำให้ที่นี่เป็นเมืองที่เศรษฐกิจดี และรุ่มรวยทางวัฒนธรรมไปพร้อมกัน

อีกอย่างที่สำคัญสำหรับตำบล คือการเป็นสุขาภิบาลหัวเมืองแห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งได้มาจากการที่ชาวบ้านร่วมลงขันกันปรับปรุงพื้นที่ให้น่าอยู่ เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 หอเก็บน้ำที่บริหารจัดการโดยสุขาภิบาลหัวเมืองแห่งแรกของประเทศไทย จึงเป็นรางวัลแห่งความภาคภูมิใจของชาวท่าฉลอมที่ได้มาจากความสามัคคีครั้งนั้น

เวลาต่อมา ที่นี่ก็เปลี่ยนไป การประมงเริ่มทำได้ยาก เพราะกฎหมายควบคุมเรือเข้มงวดมากขึ้น ทำให้ชาวบ้านออกทะเลไม่ได้ถ้าไม่มีทะเบียนเรือและใบอนุญาตการทำประมง อีกทั้งยังมีประเด็นการใช้แรงงานต่างชาติที่ผิดกฎหมายด้วย

“ชาวบ้านมีเรือแต่ออกเรือไม่ได้ เราเห็นเรือประมงถูกจอดทิ้งอยู่ริมคลองมหาชัย ลำใหญ่ ๆ ทั้งนั้นเลยนะ” แอนพูดถึงวิกฤตที่ชาวบ้านต้องเผชิญ “จะขายเรือต่อก็ขายไม่ได้เพราะราคาตก ไม่มีใครซื้อแล้ว”

รีโนเวตหอเก็บน้ำเก่าที่ท่าฉลอมเป็นห้องสมุดเก๋งเรือลอยฟ้า และมีชาวประมงมาช่วยออกแบบ

จากเมืองประมง ท่าฉลอมกลายมาเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม สัดส่วนประชากรแฝงซึ่งเป็นแรงงานต่างชาติมากกว่าคนในพื้นที่ ส่วนคนในพื้นที่ที่เป็นวัยทำงาน ก็ทยอยออกจากบ้านไปทำงานที่อื่น เหลือไว้เพียงผู้สูงอายุที่ไม่ได้ออกเรืออย่างเคย และเด็ก ๆ ที่ไม่รู้จักบ้านของตัวเองเท่าไหร่นัก

แล้วการกลายเป็นเมืองอุตสาหกรรม ตามมาด้วยพื้นที่สีเขียวที่น้อยลงไป พื้นที่สาธารณะที่เคยมีก็หดหาย รู้ตัวอีกที ที่นี่ก็เปลี่ยนไปมากอย่างนึกไม่ถึง

ให้ท่าฉลอมได้ฝัน

“ตอนเริ่มต้น เราได้เข้าไปพูดคุยกับกลุ่มสมุทรสาครพัฒนาเมือง พอเขาได้ฟังเรื่องโครงการ เขาก็สนใจกันมาก” กลุ่มที่ปุ๊กว่าเป็นองค์กรเอกชนของคนในจังหวัด ซึ่งสนใจทำเรื่องการพัฒนาพื้นที่ และฟื้นฟูเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวมาแต่ไหนแต่ไร

“ท่าฉลอมมีศูนย์บริการสาธารณสุข หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าสถานีอนามัย เป็นพื้นที่ส่วนกลางเล็ก ๆ ของชุมชน ขนาดแค่ 2 ไร่” เธอเล่าถึงพื้นที่ที่ทางเทศบาลเสนอให้พัฒนาต่อ พื้นที่นี้อยู่ใจกลางท่าฉลอม เชื่อมกับทั้งถนนพระราม 2 ที่เป็นถนนหลัก และถนนถวายที่เป็นถนนเดิม

ที่สำคัญ พื้นที่นี้ยังเป็นที่ตั้งของหอเก็บน้ำที่เรากล่าวถึงในตอนแรก

“คนในชุมชนใช้อนามัยในการรับเบี้ยผู้สูงอายุ ล้างแผล รับยาโรคประจำตัว” แอนชี้แจงฟังก์ชันหลักของอนามัย ก่อนจะอธิบายถึงการใช้พื้นที่ตามเวลาต่าง ๆ ของวัน “ตอนเช้าตรู่มีแรงงานต่างชาติมาใช้งาน ส่วนตอนเย็นก็จะเห็นผู้สูงอายุมานั่งคุยเล่นกันที่โขดหิน พื้นที่ตรงนี้มีคนมาใช้ตลอดเวลา”

เมื่อได้รู้จักท่าฉลอมและพื้นที่ส่วนกลางที่จะใช้พอประมาณแล้ว ทางอาศรมศิลป์ก็จัดเวิร์กชอประดมความเห็นจากคนในชุมชน ซึ่งมีทั้งป้า ๆ จิตอาสา กลุ่มกิจกรรม กลุ่มเด็ก ๆ ไปจนถึงคนในท้องถิ่น รวมแล้ว 40 – 50 คน โดยมีการตั้งคำถามง่าย ๆ ให้ทุกคนคิดว่า อยากให้พัฒนาพื้นที่นี่ไปในทางไหนบ้าง

รีโนเวตหอเก็บน้ำเก่าที่ท่าฉลอมเป็นห้องสมุดเก๋งเรือลอยฟ้า และมีชาวประมงมาช่วยออกแบบ
รีโนเวตหอเก็บน้ำเก่าที่ท่าฉลอมเป็นห้องสมุดเก๋งเรือลอยฟ้า และมีชาวประมงมาช่วยออกแบบ

“เป็นพื้นที่ส่วนกลางในการทำกิจกรรมของชาวบ้าน”

“เป็นพื้นที่ออกกำลังกาย”

“มีลู่วิ่งสำหรับเด็กด้วย”

“มีห้องสมุด”

“เป็นจุดรับนักท่องเที่ยว”

“ต้องสะท้อนความเป็นท่าฉลอมด้วยนะ”

ด้วยพื้นที่ขนาดเล็กเพียง 2 ไร่ แต่ฟังก์ชันที่ชาวบ้านต้องการจัดลงในไซต์มีมากมาย นักออกแบบจึงหันไปสนใจหอเก็บน้ำเก่าแก่ที่ถูกทิ้งร้างมานาน แล้วตัดสินใจร่วมกับชาวชุมชนว่า จะรวมห้องสมุดที่อยากสร้างให้เด็ก ๆ ไว้บนหอเก็บน้ำ แทนที่จะสร้างอาคารเพิ่มอีกหลังให้เสียพื้นที่โล่งสำหรับทำกิจกรรมเอาต์ดอร์

‘ห้องสมุดลอยฟ้า’ จึงเป็นการบ้านที่ทีมออกแบบจะต้องกลับไปคิดต่อ ฟังดูเป็นโครงการที่น่าตื่นเต้นขึ้นมาทันที

รีโนเวตหอเก็บน้ำเก่าที่ท่าฉลอมเป็นห้องสมุดเก๋งเรือลอยฟ้า และมีชาวประมงมาช่วยออกแบบ

ไต้ก๋งพาขึ้นเก๋ง

“ไม่ได้ ๆ แบบนี้ไม่ใช่ท่าฉลอม” 

‘พ่อปอง’ จากกลุ่มอาสาพัฒนาเมือง อดีตไต้ก๋งหรือนายท้ายเรือจับปลาแย้งขึ้นมาเมื่อเห็นแบบร่างแรกของห้องสมุดลอยฟ้าตรงหน้า พ่อปองเห็นด้วยกับการมีห้องสมุด แต่กล่องโมเดิร์นเรียบหรูที่ทีมออกแบบทำมานั้น ไม่ใช่ท่าฉลอมที่พ่อปองรู้จัก

แล้วต้องเป็นแบบไหนล่ะ

“ท่าฉลอมต้องมีเรือ ทำเป็นห้องสมุดเก๋งเรือไปเลยสิ” ไม่ปล่อยให้ทุกคนมึนกันนาน พ่อปองเสนอไอเดียฉับไว ดูท่าทางจะมีภาพอยู่ในหัวชัดเจน ‘เก๋งเรือ’ ที่พ่อปองว่า คือห้องควบคุมการเดินเรือประมง

พอได้โจทย์ที่แคบลงมา ทางอาศรมศิลป์จึงกลับออฟฟิศไปรังสรรค์แบบกันใหม่อีกครั้ง ทว่าทำเท่าไหร่ก็ไม่ออกมาเป็นเก๋งเรือที่ถูกใจคนพื้นที่ พ่อปอง ไต้ก๋งผู้มีเรือเป็นชีวิต จึงรับบทไกด์พาเข้าไปชมในเก๋งเรือของจริงถึงที่ ทำให้ทีมออกแบบได้โอกาสศึกษาสเปซ สัดส่วน ช่องเจาะ และองค์ประกอบต่าง ๆ ของเก๋งเรืออย่างจริงจังสมใจ

ในที่สุด ‘ห้องสมุดเก๋งเรือลอยฟ้าท่าฉลอม’ ที่ไม่เหมือนที่ใดในโลกก็ปรากฏโฉมให้ทุกคนได้เห็น

รีโนเวตหอเก็บน้ำเก่าที่ท่าฉลอมเป็นห้องสมุดเก๋งเรือลอยฟ้า และมีชาวประมงมาช่วยออกแบบ
รีโนเวตหอเก็บน้ำเก่าที่ท่าฉลอมเป็นห้องสมุดเก๋งเรือลอยฟ้า และมีชาวประมงมาช่วยออกแบบ
รีโนเวตหอเก็บน้ำเก่าที่ท่าฉลอมเป็นห้องสมุดเก๋งเรือลอยฟ้า และมีชาวประมงมาช่วยออกแบบ

หอเก็บน้ำแปลงร่าง

“เราทดลองหยิบเอาเก๋งเรือมาอยู่ตามชั้นของหอเก็บน้ำ เพื่อใช้พื้นที่อย่างเต็มประสิทธิภาพ” ทีมอาศรมศิลป์บรรยายถึงวิธีคิดที่ใช้ในการออกแบบห้องสมุดให้เราฟัง

ชั้นล่างสุดของหอเก็บน้ำ เรียกได้ว่าเป็นใต้ถุนของห้องสมุด เหมาะสำหรับคุณย่าคุณยายที่ชอบล้อมวงเม้ากันตอนเย็น ๆ และหากเดินไปอีกนิดก็จะเจอพื้นที่ออกกำลังกายที่อยู่ไม่ไกลจากใต้ถุน

ชั้น 2 เป็นห้องสมุด พื้นที่ให้ความรู้แก่เด็ก ๆ ซึ่งถ้าเข้ามาใช้งานก็จะรู้สึกว่าตัวเองเป็นไต้ก๋งแบบพ่อปอง กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเก๋งเรือลอยได้

ส่วนชั้น 3 เป็นที่นั่งอ่านหนังสือ ทำการบ้าน และชั้นบนสุดเป็นจุดชมวิว ที่ตอนนี้ทีมออกแบบมีแผนจะนำข้อมูลเกี่ยวกับท่าฉลอมมาติด เพื่อให้ลูกหลานที่นี่และนักท่องเที่ยวได้อ่าน

ทางอาศรมศิลป์บอกกับเราว่า จริง ๆ แล้วนี่คือพื้นที่สำคัญในการเชื่อมต่อกับเมืองอื่น ผู้คนสามารถนั่งรถไฟจากกรุงเทพฯ มาที่มหาชัย ต่อมาที่ท่าฉลอม จากนั้นก็ไปต่อที่อัมพวาได้ ถือว่ามีศักยภาพทางการท่องเที่ยวไม่น้อย

นอกจากส่วนห้องสมุด ยังมีส่วนสนามเด็กเล่นให้เด็ก ๆ ได้ออกกำลังกล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ ซึ่งสนามเด็กเล่นนี้ก็มีการหยิบองค์ประกอบ สิ่งของ และวัสดุต่าง ๆ บนเรือมาใช้ในการออกแบบเช่นเดียวกับห้องสมุด เช่น เสากระโดงเรือหรือเชือกในเรือ รวมถึงยังมีบริเวณด้านหลังอาคารอนามัยเป็นพื้นที่ทำกิจกรรม และมีลู่วิ่งตามคำความต้องการของชาวบ้านด้วย

เบิร์ด-อาย-วิว

สองสถาปนิกชุมชน เล่าย้อนไปถึงวันที่ห้องสมุดเพิ่งเสร็จหมาด ๆ แล้วให้ชาวท่าฉลอมลองขึ้นไปดูเป็นครั้งแรก ในตอนนั้นทุกคนต่างตื่นเต้นดีใจ พูดกันใหญ่เลยว่าตัวเองเป็นคนออกไอเดียในส่วนไหนบ้าง

ทุกคนรู้สึกมีส่วนร่วมในการออกแบบ และรู้สึกเป็นเจ้าของห้องสมุดนี้ร่วมกันอย่างแท้จริง

“นี่มันท่าฉลอมของเราเหรอเนี่ย” 

คุณป้าท่านหนึ่งรำพึงอย่างตื้นตันใจ เมื่อเดินขึ้นไปถึงจุดชมวิวชั้นบนสุด แล้วพบกับทิวทัศน์มุมสูงของเมืองเบื้องหน้า

“จุดชมวิวเป็นพื้นที่เรียนรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของชุมชนและการเชื่อมต่อของเมือง” ปุ๊กกล่าวถึงจุดชมวิว ซึ่งนอกจากช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวแล้ว จุดชมวิวยังทำงานกับชาวท่าฉลอมได้ดีมากด้วย 

“พอขึ้นมา คนในชุมชนก็จะรู้สึกถึงการเป็นเจ้าของพื้นที่ รู้สึกภาคภูมิใจ อยากสืบสานความเป็นชุมชนของท่าฉลอมต่อไปค่ะ”

จากทั้งหมดที่เหล่าชาวบ้าน อาศรมศิลป์ และท้องถิ่น ร่วมมือกันทำให้ห้องสมุดสุดพิเศษนี้เสร็จสมบูรณ์ กลายเป็นว่านอกจากจะได้พื้นที่สาธารณะอย่างที่ตั้งใจในตอนแรกแล้ว พวกเขายังได้ ‘ความเป็นท่าฉลอม’ กลับมาให้ลูกหลานได้สัมผัสด้วย

แล้วห้องสมุดเก๋งเรือลอยฟ้าท่าฉลอม ก็ได้รับรางวัลเหรียญเงิน สถาปัตยกรรมดีเด่น ประจำปี 2565 ของสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประเภทความยั่งยืน ชุมชน สิ่งแวดล้อม สังคม มาครอบครอง

ห้องสมุดเก๋งเรือลอยฟ้าท่าฉลอม

ที่ตั้ง : ถนนโสมมนัสมรรคา ต.ท่าฉลอม อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร 74000 (แผนที่)

หมายเหตุ : ปัจจุบันห้องสมุดปิดชั่วคราว เนื่องจากสถานการณ์โควิด

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographers

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

ศรีรัฏฐ์ สมสวัสดิ์

ช่างภาพสถาปัตยกรรม เมือง ศิลปะและวัฒนธรรม www.aey.me

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

25 พฤษภาคม 2565
2.34 K

‘หัวหิน’ เป็นทะเลโปรดของคนไทยมานาน เริ่มตั้งแต่มีการสร้างทางรถไฟสายใต้มาถึงหัวหินเมื่อ พ.ศ. 2454 จากนั้นก็มีการสร้างบ้านพักของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ สร้าง ‘โรงแรมรถไฟ’ โรงแรมชายทะเลแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งพาให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่พักผ่อนตากอากาศชายทะเลแห่งแรกของประเทศไทยไปด้วย

วันเวลาผ่านไป บ้านเราก็ผุดแหล่งท่องเที่ยวขึ้นมาอีกนับไม่ถ้วน แต่ถึงอย่างนั้น หากอยากไปพักผ่อนกายใจกับญาติมิตรในช่วงวันหยุดสั้น ๆ หัวหินก็ยังเป็นจุดหมายปลายทางที่ผู้คนนึกถึง ด้วยความน่ารักเรียบง่ายของเมือง ความสวยที่จับต้องได้ของชายหาด และที่สำคัญคือเดินทางง่าย ถ้าเทียบกับการนั่งรถจากภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศลงไปเที่ยวทะเลใต้

แต่ในความคลาสสิกนั้น ก็ยังมีสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่

“หัวหินเป็นเมืองที่มีศักยภาพในการท่องเที่ยวมาก แต่ไม่ค่อยมีพื้นที่สาธารณะติดทะเลที่ให้คนเข้าไปได้โดยไม่ต้องเสียเงิน ถ้าลองนึกดู เวลาไปหัวหิน เราก็ต้องไปพักโรงแรม เดินเข้าร้านอาหาร เราถึงจะไปทะเลได้” ปุ๊ก สถาปนิกชุมชนว่า

และมากไปกว่าพื้นที่ติดทะเลที่นักท่องเที่ยวต้องการ ‘พื้นที่สาธารณะดี ๆ’ สำหรับให้เจ้าบ้านใช้พบปะพูดคุยกัน ออกกำลังกาย เข้าไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ก็เรียกว่ายังขาดแคลนการพัฒนายิ่งกว่าการส่งเสริมการท่องเที่ยวเสียอีก

ด้วยเหตุนี้ พื้นที่สุดท้ายจาก 8 พื้นที่ ใน ‘โครงการลานกีฬาวัฒนธรรมชุมชน’ โครงการที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จับมือร่วมกับท้องถิ่น 4 จังหวัดภาคกลางตอนล่าง จึงมาอยู่ที่หัวหิน

ปุ๊ก-นฤมล พลดงนอก สถาปนิกชุมชน และ เป้-รัฐพงศ์ ปิ่นแก้ว ภูมิสถาปนิกจากสถาบันอาศรมศิลป์ จะมาแชร์เรื่องราวของโปรเจกต์เนรมิตสวนหลวงราชินีที่ทรุดโทรม 19 ไร่ และพื้นที่ข้างเคียงอีก 6 ไร่ ให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่เดียวในหัวหิน ตอบโจทย์ความต้องการอันหลากหลายของคนท้องถิ่นและผู้มาเยือน ทั้งการออกกำลังกาย เล่นกีฬา การจัดงานแฟร์ การทำกิจกรรมทางวัฒนธรรม การค้าขาย การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และการพักผ่อนริมทะเลโดยไม่ต้องเสียเงินเข้า

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

ตามหาพื้นที่ที่ใช่

อาศรมศิลป์ได้เข้าหาเลขานุการนายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน เพื่อคุยในขั้นแรก

“พอเราอธิบายโครงการและเป้าหมายที่อยากจะพัฒนาพื้นที่สาธารณะโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ทางเทศบาลเขาก็เห็นด้วยและชอบมาก เพราะว่ามันไปตรงกับโครงการที่เขาทำอยู่แล้ว คือ หัวหินสร้างสุข” ปุ๊กเริ่มเล่าที่การพูดคุยกับท้องถิ่น

จากนั้นเทศบาลก็เตรียมหลากหลายพื้นที่ในความดูแลมาเสนอทีมออกแบบ แล้วทีมออกแบบก็ทำ Site Analysis วิเคราะห์ไซต์กลับไปให้เทศบาล

เทศบาลเสนอมาทั้งหมด 4 พื้นที่ด้วยกัน ได้แก่ พื้นที่รอบอ่างเก็บน้ำเขาเต่า พื้นที่ริมคลองใกล้โรงเรียนเขาตะเกียบ พื้นที่เลียบคลองบริเวณชุมชนบ่อฝ้าย และสวนหลวงราชินี 19 ไร่

“จากการวิเคราะห์ทุกพื้นที่ เราคิดว่าสวนหลวงราชินีนี่แหละที่ทำแล้วเกิดประโยชน์มากที่สุด ตอบโจทย์คนในชุมชน แล้วก็เป็นพื้นที่ของเทศบาล การจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาพื้นที่น่าจะทำได้ง่าย” ปุ๊กสรุปการตัดสินใจให้เราฟัง ซึ่งหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เลือกพื้นที่นี้มาดำเนินโครงการ คือการที่มีส่วนหนึ่งติดทะเล

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

“จริง ๆ ตรงนี้เป็นพื้นที่สาธารณะอยู่แล้วนะคะ แต่เริ่มเก่า และยังต้องพัฒนาให้ใช้งานได้ดีขึ้น”

สวนหลวงราชินี 19 ไร่ แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกที่มีบริเวณใหญ่ที่สุดเป็นศูนย์รวมราชการ มีอาคารตำรวจท่องเที่ยว ศูนย์ดับเพลิง มีการสร้างเป็นศูนย์โอท็อปไว้ แต่ไม่มีการจัดการที่ดีจึงเริ่มรกร้าง มีส่วนออกกำลังกายอย่างคอร์ทแบดมินตัน สนามฟุตซอล และมีพื้นที่ลานคอนกรีตขนาดใหญ่ที่คนหัวหินใช้จัดมหกรรมงานแฟร์ต่าง ๆ ปีละ 1 – 2 ครั้ง ส่วนที่สองเป็นพื้นที่ติดทะเลที่รอการพัฒนา

นอกจากนี้ ยังมีบริเวณที่เชื่อมต่อกับสวนหลวงราชินีอีก 6 ไร่ ซึ่งเทศบาลให้เพิ่มเติมมา เดิมทีเป็นพื้นที่รกร้าง และมีคลองสำหรับระบายน้ำจากตัวเมืองลงทะเล เมื่อรวมสวนหลวงราชินีและพื้นที่ที่เพิ่มมาแล้ว ก็จะมีพื้นที่โครงการทั้งหมด 25 ไร่

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

รู้จักคนหัวหิน

“หลังจากคุยกับเทศบาล เราก็ลงชุมชนเพื่อสำรวจ ทำความรู้จัก ถามความเห็นชาวบ้านเบื้องต้น” โฟกัสกรุ๊ป เป็นงานพาร์ตสำคัญที่ทีมสถาปนิกชุมชนจะได้ไปเห็นบริบทเดิม มองภาพกิจกรรม หรือภาพคนในพื้นที่ออก งานนี้กินเวลา 2 วันในการคุยกับกลุ่มชาวบ้านต่าง ๆ

“เราลงไปที่ชุมชนของเขา ก็เลยได้รู้ว่าป้า ๆ เขาอยู่กันแบบนี้นะ ที่เขาเป็นกลุ่มลีลาศ เขาเต้นกันอยู่ตรงนี้นะ สมาชิกเขามีเท่าไหร่” ปุ๊กบอกว่าหัวหินมีกลุ่มกิจกรรมที่แน่นแฟ้น สถาปนิกจึงต้องทำการบ้านเรื่องนี้ให้มาก

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

เมื่อรู้จักชุมชนเบื้องต้นแล้ว อาศรมศิลป์ก็จัดเวทีใหญ่ที่เทศบาล เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากคนในพื้นที่

“เวทีที่นี่คนมาเยอะมาก อยากได้กี่คนก็บอกได้เลย ถ้าขอ 80 ก็ได้ 100 ขอ 100 ก็ได้ 150” ปุ๊กเล่าอย่างอารมณ์ดี หัวหินเป็นอีกที่ที่เธอประทับใจเรื่องการมีส่วนร่วมมาก “ทุกคนอยากมาแสดงความคิดเห็น เพราะพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สำคัญ พอเขารู้ว่าเทศบาลจะพัฒนา ทุกคนก็ตื่นเต้น อยากมาร่วมรับฟัง”

“พื้นที่สาธารณะที่หัวหินมีอยู่มันไม่ตอบโจทย์ ไม่เอื้อให้คนมาใช้งาน ทุกคนมองแต่เรื่องท่องเที่ยว เรื่องทะเล แต่เรื่องพื้นที่สุขภาวะที่มาจากความต้องการของคนในพื้นที่ยังไม่ค่อยได้รับการพัฒนาเท่าไหร่”

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย
ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

คนนับร้อยในวันนั้นคือกลุ่มคนที่เทศบาลเชิญมา มีทั้งกลุ่มผู้ใช้งานเดิม หน่วยงานราชการที่อยู่ในพื้นที่ กลุ่มชุมชนที่อยู่ในละแวกนั้น กลุ่มกิจกรรมที่คิดว่าจะมาใช้งาน อย่างกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มลีลาศ กลุ่มกีฬา แบดมินตัน ฟุตซอล และโรงเรียนต่าง ๆ

“นอกจากจะมีคนในชุมชนโดยทั่วไปแล้ว พ่อค้าแม่ค้าก็เข้ามา ส่วนใหญ่เขาจะกลัวการถูกไล่ที่ เวลาเราไปเดินลงไซต์ แล้วดูเหมือนเป็นคนมาพัฒนาพื้นที่ เขาถามเราว่าจะไล่ที่เขาไหม” เป้พูด ปกติแล้วในสวนหลวงราชินีจะมีร้านค้า บ้างเป็นรถเข็นหาบเร่แผงลอย บ้างก็เป็นซุ้มที่ได้สัมปทานขาย

สถาปนิกชุมชนได้นำความต้องการที่สำรวจจากชาวบ้านในวันนั้น มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลจากการลงชุมชนตอนแรก แล้วนำมาสรุปผลร่วมกัน จากนั้นก็ส่งไม้ต่อให้ทีมออกแบบแลนด์สเคปไปเก็บข้อมูลด้านกายภาพของสวนหลวงราชินี

“เราพาน้อง ๆ ในทีม 7 – 8 คน ไปเดินสำรวจ พูดคุยกับคนในสวนว่าเขามาทำอะไร ต้องการอะไรบ้าง พอตกเย็นเราก็มาเริ่ม Sketch Design กันว่าผังจะเป็นยังไง” ภูมิสถาปนิกอธิบายวิธีการทำงาน

ในที่สุดก็แบ่งพื้นที่ 25 ไร่ ออกมาเป็น 4 ส่วนใหญ่ ๆ ได้แก่ สวนเพื่อการออกกำลังกาย สวนศิลปะและวัฒนธรรม สวนแห่งการพักผ่อน และสวนแห่งการเรียนรู้

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

สร้างสวน-สร้างสุข

“คอนเซ็ปต์เราคือสวนสร้างสุข” เป้เล่าถึงแบบ Final ที่ได้

สร้างสุข หมายถึงทั้งสุขกายและสุขใจ ที่ชุมชนได้มีส่วนร่วมออกแบบตามความต้องการ มีการแบ่งโซนที่เหมาะสม แต่ก็เชื่อมต่อพื้นที่เพื่อการปฏิสัมพันธ์ ปลอดภัยสำหรับคนและรถ ทั้งยังมีการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ปรับปรุงระบบนิเวศด้วยแนวคิดของ ร.9 เป็นที่ระลึกที่สวนอยู่ใกล้วังไกลกังวล

“เราคงหลายฟังก์ชันไว้ที่ตำแหน่งเดิม เช่น สนามฟุตซอล สนามแบดมินตัน หรือเวที แล้วเราก็ปรับปรุงพื้นที่และแทรกกิจกรรมต่าง ๆ เข้าไป” เป้เริ่มอธิบายที่ส่วนแรก ‘สวนเพื่อการออกกำลังกาย’ “อย่างสนามฟุตซอลเดิม เราปรับปรุงพื้นผิวใหม่ให้มีความเป็นทะเล แล้วก็เพิ่มลู่วิ่งลูปเล็กที่จะเชื่อมต่อกับลูปใหญ่ข้างนอก”

“ตรงนี้เมื่อก่อนจะเป็นเวทีเดิม มีลานโล่งไว้จัดงานเทศกาลต่าง ๆ ปีละ 1 – 2 ครั้ง จริง ๆ เราอยากทำลานให้เป็นสวนเลยนะครับ แต่ชุมชนกังวลว่าจะจัดกิจกรรมไม่ได้ ก็เลยดีไซน์เป็นต้นไม้แทรกเข้าไป ลดความร้อนของพื้นที่ดาดแข็ง เพื่อให้คนมาใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ในทุก ๆ วัน และเมื่อถึงเวลาที่เขาจะใช้งานใหญ่ก็จัดได้ รถยนต์ก็ยังเข้าไปจอดได้เหมือนเดิม ส่วนเวทีเราก็ปรับปรุงให้ดีขึ้น”

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย
ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

พื้นที่สตรีทอาร์ตที่เคยมี นักออกแบบก็คงไว้ที่มุมเดิม เพิ่มเติมคือขยายพื้นที่ให้นักสร้างสรรค์ชาวหัวหินมาใช้ได้อย่างเต็มที่ และจัดความเรียบร้อยให้ดี

สำหรับการแยกขยะเพื่อนำไปรียูส-รีไซเคิล ซึ่งเมืองนี้มีกลุ่มคนและนักเรียนที่จัดการเรื่องนี้อยู่แล้ว อาศรมศิลป์ก็ได้จัดทำ Station สำหรับแยกขยะให้เป็นสัดเป็นส่วนมากขึ้น รวมถึงศึกษาความต้องการของกลุ่มแยกขยะในการดีไซน์ Station ด้วย

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

“ส่วนต่อมาเป็นพื้นที่ศิลปะและวัฒนธรรมครับ” เขาเล่าต่อเนื่องมาถึงส่วนที่ 2 “ตรงนี้มีอาคารเดิมเป็นศูนย์วัฒนธรรม ศูนย์ขายของโอท็อป แล้วก็มีตำรวจท่องเที่ยว เราเลยยึดโยงกับเรื่องราวเดิม โดยเพิ่มพื้นที่ชาน ทำกิจกรรมต่าง ๆ นอกอาคารให้คนเข้ามาใช้งานได้ มีคอร์ทสำหรับการแสดงศิลปวัฒนธรรม มีพื้นที่ให้ผู้สนใจในกิจกรรมนั่งดู”
แล้วกลุ่มกิจกรรมของหัวหิน อย่างป้า ๆ กลุ่มลีลาศที่เหล่าสถาปนิกชุมชนได้ไปเยี่ยมเยียนมาในตอนแรก ก็จะได้ใช้พื้นที่ศิลปวัฒนธรรมนี้ในการฝึกซ้อม

มาถึงส่วนพื้นที่ติดทะเล ซึ่งเรียกว่าเป็น ‘สวนแห่งการพักผ่อน’ สำหรับทำกิจกรรมสบาย ๆ

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

สถาปนิกพยายามรักษาลักษณะเดิมไว้ สนามเด็กเล่นที่มีก็ยังคงอยู่ แต่ปรับปรุงให้กลายเป็นธีมทะเล เพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้เกี่ยวกับทะเลเมื่อได้มาเล่น มีการปรับปรุงศาลาให้ผู้สูงอายุมาพบปะพูดคุย นั่งเล่นหมากฮอร์สกัน

“แสดงดนตรีในสวนได้ด้วยนะครับ” เป้เปิดภาพ Amphitheatre ที่ทีมออกแบบให้เราดู “วันไปดูไซต์ เราเห็นกลุ่มดนตรีของหัวหินมาเล่นกัน ก็เลยเตรียมพื้นที่รองรับให้เขา”

ส่วนพื้นที่หน้าหาด ก็ปรับปรุงลดความดาดแข็งของโครงสร้างให้สวยงามน่าใช้งานมากยิ่งขึ้น ต่อไปคนหัวหินและนักท่องเที่ยว ก็จะเข้ามาทำกิจกรรมพร้อมดื่มด่ำวิวทะเลกับครอบครัวได้ที่นี่

ถนนด้านหน้าของสวนแห่งการพักผ่อนที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างแต่ละโซน ได้เปลี่ยนวัสดุปูพื้นให้มีความรู้สึกว่าเป็นถนนที่คนเดินถึงกันได้มากขึ้น ทำกิจกรรมได้มากขึ้น และรองรับร้านค้าต่าง ๆ ที่มาตั้งได้ พร้อมทั้งมีการทำที่จอดรถรองรับใกล้ ๆ เพื่อให้ผู้คนใช้วิธีจอดด้านนอกแล้วเดินเข้าไป แทนการขับต่อมาจอดถึงด้านใน และผ่านบริเวณที่เป็นจุดเชื่อมของแต่ละโซนนี้

“เราอยากเชื่อมแต่ละพื้นที่ให้คนแต่ละกลุ่มมีการปฏิสัมพันธ์กัน” เป้พูดถึงหนึ่งในแนวคิดของสวนสร้างสุข “อย่างคนที่มาเพื่อออกกำลังกาย เขาก็เชื่อมไปที่การเรียนรู้วัฒนธรรมได้ คนที่มาพักผ่อน ดูทะเล เขาก็จะศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อมจากสวนแห่งการเรียนรู้ได้”

‘สวนแห่งการเรียนรู้’ ส่วนสุดท้ายที่เป้อธิบาย เป็น Station เรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและการบำบัดน้ำ 

จากเดิมที่เป็นจุดรับน้ำเสียจากตัวเมืองหัวหินอยู่แล้ว ทางภูมิสถาปนิกก็ได้ศึกษาจากกรณีโครงการพระราชดำริแหลมผักเบี้ย แล้วปรับปรุงระบบที่นี่ให้เป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น จากตอนแรกที่เป็นคอนกรีต ก็ปรับปรุงใหม่ มีการปลูกต้นไม้น้ำเพื่อลดความเป็นดาดแข็งลงไป โดยเลือกพืชพรรณที่ทนความเค็มและเน้นต้นไม้ท้องถิ่น ซึ่งผู้ที่ได้มาเยือนสวนแห่งการเรียนรู้นี้ จะได้เรียนรู้กระบวนการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่ทะเลในบรรยากาศที่น่าเดินเล่น

“เราเพิ่มแลนด์มาร์กตรงส่วนนี้เป็นหอชมวิว ขึ้นไปชมเมืองหัวหินและวิวทะเลได้” เป้บอกกับเราว่านี่เป็นการเพิ่มจุดสนใจให้คนเดินมาเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ ซึ่งนอกจากคนที่มาใช้สวนจะเข้ามาชมได้แล้ว เมื่อปรับปรุงใหม่จะเปิดทางเข้าบริเวณหลังวัดไกลกังวล เพื่อให้คนจากวัดเข้ามาใช้ได้ด้วย

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

หัวหินหลากมิติ

“บางทีคนจะมองแค่เรื่องเศรษฐกิจ พัฒนาพื้นที่แค่แหล่งท่องเที่ยว แต่ลืมเรื่องคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วคนที่ขับเคลื่อนเรื่องพวกนี้ ก็คือคนหัวหินที่ทำอาชีพบริการ ทำอาชีพค้าขาย เราต้องให้ทำเขาได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี” ปุ๊กพูดในฐานะคนนอกที่เข้าไปคลุกคลีกับคนท้องถิ่นจนผูกพัน

“ถ้ากายดี ใจดี สังคมดี มันจะส่งผลไปเรื่องเศรษฐกิจเอง”

จากที่มองเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวทั่ว ๆ ไป ตอนนี้หากนึกถึงหัวหิน ปุ๊กเห็น ‘คน’ มากขึ้น เวลาไปเธอก็จะชอบเข้าไปคุยกับคน ดูว่าเขากำลังทำกิจกรรมอะไรกัน เธอได้รู้แล้วว่าที่นี่มีผู้คน วิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่ขับเคลื่อนเมืองไปในทุกวัน จนเป็นที่ที่คนไทยยังนึกถึง ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่

“พื้นที่ 25 ไร่ ตรงนี้ ถ้ามัน Success คนก็จะรู้จักหัวหินในหลายมิติ” 

ทีมออกแบบวาดหวังว่า เมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ พื้นที่เรียนรู้สวนหลวงราชินีนี้จะเป็นที่ที่นักท่องเที่ยวแวะมาใช้เวลา มาดูสวนบำบัดน้ำ เดินช้อปของกินจากรถเข็น พาลูกชมคนหัวหินเล่นดนตรี มานั่งเล่นดูคลื่นอย่างสบายอารมณ์ร่วมกับคนในพื้นที่

แล้วทะเลหัวหินก็จะไม่เป็นเพียงของคนที่มาทานอาหารในร้านริมหาด หรือคนที่จ่ายเงินนอนโรงแรมอีกต่อไป แต่กลายเป็นทะเลของทุกคนอย่างแท้จริง

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

ภาพ : สถาบันอาศรมศิลป์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load