จะดีแค่ไหน

ถ้าท่าฉลอม จะมีแหล่งแฮงก์เอาต์ที่ได้ลุง ๆ ป้า ๆ ชาวประมงมาช่วยออกแบบ

ถ้าหอเก็บน้ำที่ถูกทิ้งร้าง จะเป็นได้มากกว่าอนุสรณ์สถาน

ถ้าลูกหลานชาวท่าฉลอม จะได้รู้จักบ้านเกิดของตัวเองมากกว่าที่เคย

ถ้าผู้ผ่านมาเยือน จะมีโอกาสได้สัมผัสความพิเศษของเมืองนี้

ถ้าอย่างนั้น

เราต้องเริ่มเล่ากันด้วยที่มาของโครงการสนุก ๆ นี้ นั่นก็คือการที่เมืองเก่าอันเต็มไปด้วยเรื่องราวอย่าง ‘ท่าฉลอม’ ขาดแคลนพื้นที่สาธารณะ

รีโนเวตหอเก็บน้ำเก่าที่ท่าฉลอมเป็นห้องสมุดเก๋งเรือลอยฟ้า และมีชาวประมงมาช่วยออกแบบ

ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO พื้นที่สาธารณะเพื่อการทำกิจกรรมทางกายต่าง ๆ ที่พึงจะมี คือ 9 ตารางเมตรต่อคน แต่สำหรับประเทศไทย น่าเศร้าที่เฉลี่ยแล้วเรามีกันเพียงแค่ 3.3 ตารางเมตรต่อคนเท่านั้น ซึ่งตัวเลขนี้คงไม่น่าแปลกใจนัก เพราะเราต่างทราบกันดีว่า เมื่อก้าวเท้าออกมาจากบ้าน เราก็ไม่รู้จะพาตัวเองไปอยู่ตรงไหนได้ ถ้าไม่ใช่ห้างสรรพสินค้า

‘โครงการลานกีฬาวัฒนธรรมชุมชน’ เป็นโครงการของ สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) ที่เคยทำมาแล้ว แต่ถูกนำมาต่อยอดอีกครั้ง ด้วยการจับมือกับหน่วยงานท้องถิ่นใน 4 จังหวัดภาคกลางตอนล่าง ได้แก่ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดละ 2 พื้นที่ ซึ่งท่าฉลอมก็เป็น 1 ใน 8 พื้นที่ที่ได้รับเลือกมาพัฒนาพื้นที่สาธารณะให้มีมากเพียงพอ ตรงกับความต้องการของผู้คน และที่สำคัญ ใช้งานได้อย่าง ‘มีประสิทธิภาพ’ จริง ๆ

เรือที่ไม่ได้แล่น

ในวันนี้เราได้มีโอกาสมาฟัง แอน-อิสริยา ปุณโณปถัมภ์ และ ปุ๊ก-นฤมล พลดงนอก สองสถาปนิกชุมชนจากสถาบันอาศรมศิลป์ ผู้รับหน้าที่ออกแบบพื้นที่สาธารณะให้เมืองท่าฉลอม เล่าเรื่องผลงานที่พวกเขาภาคภูมิใจ

รีโนเวตหอเก็บน้ำเก่าที่ท่าฉลอมเป็นห้องสมุดเก๋งเรือลอยฟ้า และมีชาวประมงมาช่วยออกแบบ

“อาชีพประมงเคยรุ่งเรืองที่ท่าฉลอมมาก” 

แอนเปิดเรื่องประมงขึ้นมาเป็นประเด็นแรกในการเล่า เธอเองก็เป็นชาวสมุทรสาคร จึงรู้จักท่าฉลอมตั้งแต่เด็ก

‘ท่าฉลอม’ เป็นตำบลใหญ่ในจังหวัดสมุทรสาคร เดิมทีชาวไทยเชื้อสายจีนซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของพื้นที่ ประกอบอาชีพประมงเป็นหลัก ด้วยความที่เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ มีทะเล มีสัตว์น้ำ การประมงที่นี่จึงรุ่งเรือง มีตลาดสำหรับซื้อขายแลกเปลี่ยน มีกิจการอู่ต่อเรือเรียงราย มากไปกว่านั้น การประมงยังทำให้ที่นี่เป็นเมืองที่เศรษฐกิจดี และรุ่มรวยทางวัฒนธรรมไปพร้อมกัน

อีกอย่างที่สำคัญสำหรับตำบล คือการเป็นสุขาภิบาลหัวเมืองแห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งได้มาจากการที่ชาวบ้านร่วมลงขันกันปรับปรุงพื้นที่ให้น่าอยู่ เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 หอเก็บน้ำที่บริหารจัดการโดยสุขาภิบาลหัวเมืองแห่งแรกของประเทศไทย จึงเป็นรางวัลแห่งความภาคภูมิใจของชาวท่าฉลอมที่ได้มาจากความสามัคคีครั้งนั้น

เวลาต่อมา ที่นี่ก็เปลี่ยนไป การประมงเริ่มทำได้ยาก เพราะกฎหมายควบคุมเรือเข้มงวดมากขึ้น ทำให้ชาวบ้านออกทะเลไม่ได้ถ้าไม่มีทะเบียนเรือและใบอนุญาตการทำประมง อีกทั้งยังมีประเด็นการใช้แรงงานต่างชาติที่ผิดกฎหมายด้วย

“ชาวบ้านมีเรือแต่ออกเรือไม่ได้ เราเห็นเรือประมงถูกจอดทิ้งอยู่ริมคลองมหาชัย ลำใหญ่ ๆ ทั้งนั้นเลยนะ” แอนพูดถึงวิกฤตที่ชาวบ้านต้องเผชิญ “จะขายเรือต่อก็ขายไม่ได้เพราะราคาตก ไม่มีใครซื้อแล้ว”

รีโนเวตหอเก็บน้ำเก่าที่ท่าฉลอมเป็นห้องสมุดเก๋งเรือลอยฟ้า และมีชาวประมงมาช่วยออกแบบ

จากเมืองประมง ท่าฉลอมกลายมาเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม สัดส่วนประชากรแฝงซึ่งเป็นแรงงานต่างชาติมากกว่าคนในพื้นที่ ส่วนคนในพื้นที่ที่เป็นวัยทำงาน ก็ทยอยออกจากบ้านไปทำงานที่อื่น เหลือไว้เพียงผู้สูงอายุที่ไม่ได้ออกเรืออย่างเคย และเด็ก ๆ ที่ไม่รู้จักบ้านของตัวเองเท่าไหร่นัก

แล้วการกลายเป็นเมืองอุตสาหกรรม ตามมาด้วยพื้นที่สีเขียวที่น้อยลงไป พื้นที่สาธารณะที่เคยมีก็หดหาย รู้ตัวอีกที ที่นี่ก็เปลี่ยนไปมากอย่างนึกไม่ถึง

ให้ท่าฉลอมได้ฝัน

“ตอนเริ่มต้น เราได้เข้าไปพูดคุยกับกลุ่มสมุทรสาครพัฒนาเมือง พอเขาได้ฟังเรื่องโครงการ เขาก็สนใจกันมาก” กลุ่มที่ปุ๊กว่าเป็นองค์กรเอกชนของคนในจังหวัด ซึ่งสนใจทำเรื่องการพัฒนาพื้นที่ และฟื้นฟูเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวมาแต่ไหนแต่ไร

“ท่าฉลอมมีศูนย์บริการสาธารณสุข หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าสถานีอนามัย เป็นพื้นที่ส่วนกลางเล็ก ๆ ของชุมชน ขนาดแค่ 2 ไร่” เธอเล่าถึงพื้นที่ที่ทางเทศบาลเสนอให้พัฒนาต่อ พื้นที่นี้อยู่ใจกลางท่าฉลอม เชื่อมกับทั้งถนนพระราม 2 ที่เป็นถนนหลัก และถนนถวายที่เป็นถนนเดิม

ที่สำคัญ พื้นที่นี้ยังเป็นที่ตั้งของหอเก็บน้ำที่เรากล่าวถึงในตอนแรก

“คนในชุมชนใช้อนามัยในการรับเบี้ยผู้สูงอายุ ล้างแผล รับยาโรคประจำตัว” แอนชี้แจงฟังก์ชันหลักของอนามัย ก่อนจะอธิบายถึงการใช้พื้นที่ตามเวลาต่าง ๆ ของวัน “ตอนเช้าตรู่มีแรงงานต่างชาติมาใช้งาน ส่วนตอนเย็นก็จะเห็นผู้สูงอายุมานั่งคุยเล่นกันที่โขดหิน พื้นที่ตรงนี้มีคนมาใช้ตลอดเวลา”

เมื่อได้รู้จักท่าฉลอมและพื้นที่ส่วนกลางที่จะใช้พอประมาณแล้ว ทางอาศรมศิลป์ก็จัดเวิร์กชอประดมความเห็นจากคนในชุมชน ซึ่งมีทั้งป้า ๆ จิตอาสา กลุ่มกิจกรรม กลุ่มเด็ก ๆ ไปจนถึงคนในท้องถิ่น รวมแล้ว 40 – 50 คน โดยมีการตั้งคำถามง่าย ๆ ให้ทุกคนคิดว่า อยากให้พัฒนาพื้นที่นี่ไปในทางไหนบ้าง

รีโนเวตหอเก็บน้ำเก่าที่ท่าฉลอมเป็นห้องสมุดเก๋งเรือลอยฟ้า และมีชาวประมงมาช่วยออกแบบ
รีโนเวตหอเก็บน้ำเก่าที่ท่าฉลอมเป็นห้องสมุดเก๋งเรือลอยฟ้า และมีชาวประมงมาช่วยออกแบบ

“เป็นพื้นที่ส่วนกลางในการทำกิจกรรมของชาวบ้าน”

“เป็นพื้นที่ออกกำลังกาย”

“มีลู่วิ่งสำหรับเด็กด้วย”

“มีห้องสมุด”

“เป็นจุดรับนักท่องเที่ยว”

“ต้องสะท้อนความเป็นท่าฉลอมด้วยนะ”

ด้วยพื้นที่ขนาดเล็กเพียง 2 ไร่ แต่ฟังก์ชันที่ชาวบ้านต้องการจัดลงในไซต์มีมากมาย นักออกแบบจึงหันไปสนใจหอเก็บน้ำเก่าแก่ที่ถูกทิ้งร้างมานาน แล้วตัดสินใจร่วมกับชาวชุมชนว่า จะรวมห้องสมุดที่อยากสร้างให้เด็ก ๆ ไว้บนหอเก็บน้ำ แทนที่จะสร้างอาคารเพิ่มอีกหลังให้เสียพื้นที่โล่งสำหรับทำกิจกรรมเอาต์ดอร์

‘ห้องสมุดลอยฟ้า’ จึงเป็นการบ้านที่ทีมออกแบบจะต้องกลับไปคิดต่อ ฟังดูเป็นโครงการที่น่าตื่นเต้นขึ้นมาทันที

รีโนเวตหอเก็บน้ำเก่าที่ท่าฉลอมเป็นห้องสมุดเก๋งเรือลอยฟ้า และมีชาวประมงมาช่วยออกแบบ

ไต้ก๋งพาขึ้นเก๋ง

“ไม่ได้ ๆ แบบนี้ไม่ใช่ท่าฉลอม” 

‘พ่อปอง’ จากกลุ่มอาสาพัฒนาเมือง อดีตไต้ก๋งหรือนายท้ายเรือจับปลาแย้งขึ้นมาเมื่อเห็นแบบร่างแรกของห้องสมุดลอยฟ้าตรงหน้า พ่อปองเห็นด้วยกับการมีห้องสมุด แต่กล่องโมเดิร์นเรียบหรูที่ทีมออกแบบทำมานั้น ไม่ใช่ท่าฉลอมที่พ่อปองรู้จัก

แล้วต้องเป็นแบบไหนล่ะ

“ท่าฉลอมต้องมีเรือ ทำเป็นห้องสมุดเก๋งเรือไปเลยสิ” ไม่ปล่อยให้ทุกคนมึนกันนาน พ่อปองเสนอไอเดียฉับไว ดูท่าทางจะมีภาพอยู่ในหัวชัดเจน ‘เก๋งเรือ’ ที่พ่อปองว่า คือห้องควบคุมการเดินเรือประมง

พอได้โจทย์ที่แคบลงมา ทางอาศรมศิลป์จึงกลับออฟฟิศไปรังสรรค์แบบกันใหม่อีกครั้ง ทว่าทำเท่าไหร่ก็ไม่ออกมาเป็นเก๋งเรือที่ถูกใจคนพื้นที่ พ่อปอง ไต้ก๋งผู้มีเรือเป็นชีวิต จึงรับบทไกด์พาเข้าไปชมในเก๋งเรือของจริงถึงที่ ทำให้ทีมออกแบบได้โอกาสศึกษาสเปซ สัดส่วน ช่องเจาะ และองค์ประกอบต่าง ๆ ของเก๋งเรืออย่างจริงจังสมใจ

ในที่สุด ‘ห้องสมุดเก๋งเรือลอยฟ้าท่าฉลอม’ ที่ไม่เหมือนที่ใดในโลกก็ปรากฏโฉมให้ทุกคนได้เห็น

รีโนเวตหอเก็บน้ำเก่าที่ท่าฉลอมเป็นห้องสมุดเก๋งเรือลอยฟ้า และมีชาวประมงมาช่วยออกแบบ
รีโนเวตหอเก็บน้ำเก่าที่ท่าฉลอมเป็นห้องสมุดเก๋งเรือลอยฟ้า และมีชาวประมงมาช่วยออกแบบ
รีโนเวตหอเก็บน้ำเก่าที่ท่าฉลอมเป็นห้องสมุดเก๋งเรือลอยฟ้า และมีชาวประมงมาช่วยออกแบบ

หอเก็บน้ำแปลงร่าง

“เราทดลองหยิบเอาเก๋งเรือมาอยู่ตามชั้นของหอเก็บน้ำ เพื่อใช้พื้นที่อย่างเต็มประสิทธิภาพ” ทีมอาศรมศิลป์บรรยายถึงวิธีคิดที่ใช้ในการออกแบบห้องสมุดให้เราฟัง

ชั้นล่างสุดของหอเก็บน้ำ เรียกได้ว่าเป็นใต้ถุนของห้องสมุด เหมาะสำหรับคุณย่าคุณยายที่ชอบล้อมวงเม้ากันตอนเย็น ๆ และหากเดินไปอีกนิดก็จะเจอพื้นที่ออกกำลังกายที่อยู่ไม่ไกลจากใต้ถุน

ชั้น 2 เป็นห้องสมุด พื้นที่ให้ความรู้แก่เด็ก ๆ ซึ่งถ้าเข้ามาใช้งานก็จะรู้สึกว่าตัวเองเป็นไต้ก๋งแบบพ่อปอง กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเก๋งเรือลอยได้

ส่วนชั้น 3 เป็นที่นั่งอ่านหนังสือ ทำการบ้าน และชั้นบนสุดเป็นจุดชมวิว ที่ตอนนี้ทีมออกแบบมีแผนจะนำข้อมูลเกี่ยวกับท่าฉลอมมาติด เพื่อให้ลูกหลานที่นี่และนักท่องเที่ยวได้อ่าน

ทางอาศรมศิลป์บอกกับเราว่า จริง ๆ แล้วนี่คือพื้นที่สำคัญในการเชื่อมต่อกับเมืองอื่น ผู้คนสามารถนั่งรถไฟจากกรุงเทพฯ มาที่มหาชัย ต่อมาที่ท่าฉลอม จากนั้นก็ไปต่อที่อัมพวาได้ ถือว่ามีศักยภาพทางการท่องเที่ยวไม่น้อย

นอกจากส่วนห้องสมุด ยังมีส่วนสนามเด็กเล่นให้เด็ก ๆ ได้ออกกำลังกล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ ซึ่งสนามเด็กเล่นนี้ก็มีการหยิบองค์ประกอบ สิ่งของ และวัสดุต่าง ๆ บนเรือมาใช้ในการออกแบบเช่นเดียวกับห้องสมุด เช่น เสากระโดงเรือหรือเชือกในเรือ รวมถึงยังมีบริเวณด้านหลังอาคารอนามัยเป็นพื้นที่ทำกิจกรรม และมีลู่วิ่งตามคำความต้องการของชาวบ้านด้วย

เบิร์ด-อาย-วิว

สองสถาปนิกชุมชน เล่าย้อนไปถึงวันที่ห้องสมุดเพิ่งเสร็จหมาด ๆ แล้วให้ชาวท่าฉลอมลองขึ้นไปดูเป็นครั้งแรก ในตอนนั้นทุกคนต่างตื่นเต้นดีใจ พูดกันใหญ่เลยว่าตัวเองเป็นคนออกไอเดียในส่วนไหนบ้าง

ทุกคนรู้สึกมีส่วนร่วมในการออกแบบ และรู้สึกเป็นเจ้าของห้องสมุดนี้ร่วมกันอย่างแท้จริง

“นี่มันท่าฉลอมของเราเหรอเนี่ย” 

คุณป้าท่านหนึ่งรำพึงอย่างตื้นตันใจ เมื่อเดินขึ้นไปถึงจุดชมวิวชั้นบนสุด แล้วพบกับทิวทัศน์มุมสูงของเมืองเบื้องหน้า

“จุดชมวิวเป็นพื้นที่เรียนรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของชุมชนและการเชื่อมต่อของเมือง” ปุ๊กกล่าวถึงจุดชมวิว ซึ่งนอกจากช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวแล้ว จุดชมวิวยังทำงานกับชาวท่าฉลอมได้ดีมากด้วย 

“พอขึ้นมา คนในชุมชนก็จะรู้สึกถึงการเป็นเจ้าของพื้นที่ รู้สึกภาคภูมิใจ อยากสืบสานความเป็นชุมชนของท่าฉลอมต่อไปค่ะ”

จากทั้งหมดที่เหล่าชาวบ้าน อาศรมศิลป์ และท้องถิ่น ร่วมมือกันทำให้ห้องสมุดสุดพิเศษนี้เสร็จสมบูรณ์ กลายเป็นว่านอกจากจะได้พื้นที่สาธารณะอย่างที่ตั้งใจในตอนแรกแล้ว พวกเขายังได้ ‘ความเป็นท่าฉลอม’ กลับมาให้ลูกหลานได้สัมผัสด้วย

แล้วห้องสมุดเก๋งเรือลอยฟ้าท่าฉลอม ก็ได้รับรางวัลเหรียญเงิน สถาปัตยกรรมดีเด่น ประจำปี 2565 ของสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประเภทความยั่งยืน ชุมชน สิ่งแวดล้อม สังคม มาครอบครอง

ห้องสมุดเก๋งเรือลอยฟ้าท่าฉลอม

ที่ตั้ง : ถนนโสมมนัสมรรคา ต.ท่าฉลอม อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร 74000 (แผนที่)

หมายเหตุ : ปัจจุบันห้องสมุดปิดชั่วคราว เนื่องจากสถานการณ์โควิด

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographers

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

ศรีรัฏฐ์ สมสวัสดิ์

ช่างภาพสถาปัตยกรรม เมือง ศิลปะและวัฒนธรรม www.aey.me

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

29 พฤศจิกายน 2565

‘สวนแก้วคำเอ้ย’ เป็นสวนสาธารณะชุมชนแห่งใหม่ที่ผุดขึ้นกลางดงหมู่บ้านจัดสรรของชานเมืองเชียงใหม่ หากฟังจากชื่อหรืออ่านจากป้ายทางเข้า ชื่อนี้ก็อาจจะให้ความรู้สึกวินเทจแบบคนเมืองล้านนา แต่เรื่องราวของการเกิดสวนสาธารณะแห่งนี้ สร้างขึ้นจากความคิดฝันของคุณป้าเพียงหนึ่งคน 

ต้องบอกเลยว่าเป็นสวนสาธารณะที่ลงทุนโดยเอกชนเพื่อชุมชนที่ไม่ธรรมดาเลย คอลัมน์นี้เราจึงอยากแบ่งปันเรื่องราวของสวนแก้วคำเอ้ย และความพยายามของหน่วยงานท้องถิ่นในการสร้างพื้นที่สีเขียว เพื่อว่าเราจะมีสวนแบบนี้เพิ่มขึ้นอีกเยอะ ๆ ในโลกที่อนาคตและคุณภาพชีวิตของพวกเราที่อยู่อาศัยในเมือง ขึ้นอยู่กับการมีพื้นที่สีเขียวที่มีทั้งคุณภาพ ปริมาณ และเข้าถึงได้ง่ายสำหรับทุกคน

สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่

เมื่อการสร้างสวนสาธารณะ = การทำบุญ

หลายเมืองสำคัญของโลกออกแบบมาตรการและกลไกในการสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนร่วมสร้างพื้นที่สาธารณะสีเขียวให้กับเมือง ภายใต้แนวคิด Privately Owned Public Space (POPS) เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน แทนการเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐแต่ฝ่ายเดียว โดยรัฐจะออกมาตรการสร้างแรงจูงใจต่างๆ เช่น การให้สิทธิ์เอกชนในการพัฒนาเพิ่มขึ้น รวมทั้งการลดหย่อนภาษี เพื่อให้ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์จากกัน 

สมมติฐานของแรงจูงใจของการพัฒนาเหล่านี้ เป็นเรื่องที่เข้าใจกันได้ ในโลกที่กรอบคิดของการตัดสินใจตั้งอยู่บนหลักของเศรษฐศาสตร์และการลงทุน แต่ถ้ามองกลับเข้ามาในบริบทของเมืองไทย หลายครั้งการเริ่มต้นการพัฒนาไม่ได้มาจากหลักคิดทางเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นหลักคิดที่มาจากความเชื่อ ความศรัทธา หรือระบบคุณค่าที่อยู่ภายในล่ะ เราจะนับหลักการแบบนี้เป็นส่วนหนึ่งของโมเดลการพัฒนาพื้นที่สีเขียวสาธารณะ สำหรับอนาคตชุมชนเมืองของเราได้รึเปล่า 

นี่จึงเป็นคำถามนี้น่าคิดและสืบค้น เพื่อขยายโมเดลนี้ในบริบทแบบไทย ๆ ที่มีต้นทุนอยู่แล้วในวัฒนธรรมของเรา 

“บางครั้งการทำบุญ ไม่จำเป็นต้องทำกับวัดเสมอไปก็ได้นะ” ณัฏฐ์รมณ อยู่เย็น หรือ น้าปุ๊ก บอกกับเราว่าทำไมถึงเอาที่ดินมรดกกว่า 12 ไร่ในทำเลทอง บนถนนวงแหวนย่านเศรษฐกิจและหมู่บ้านจัดสรร มาทำเป็นสวนสาธารณะให้คนมาใช้ฟรี 

“น้าไม่ได้ต่อต้านการเข้าวัดนะ น้าก็ยังไปทำบุญที่วัดที่เคารพและศรัทธาอยู่ แต่การสร้างสวนให้คนในชุมชนรอบ ๆ ได้มาใช้เวลาด้วยกัน คนแก่มากับหลาน ๆ พ่อแม่จูงตายายมาเดินเล่น น้าว่าอันนี้ก็เป็นการทำบุญนะ และสวนแบบนี้เป็นภาพที่น้าอยากเห็นมาตั้งแต่เด็ก ๆ น้าเลยทำเพื่ออุทิศให้กับบรรพบุรุษของน้า” 

นี่จึงเป็นที่มาของชื่อ สวนแก้วคำเอ้ย ซึ่งทำเพื่ออุทิศให้คุณทวดผู้ชายนามว่า ‘แก้ว’ และคุณทวดผู้หญิง นามว่า ‘คำเอ้ย’

สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่
สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่

ความจริงวันนี้ จากความฝันเมื่อวันวาน

หากฟังเรื่องราวชีวิตตั้งแต่วัยเด็กจนมาถึงปัจจุบันของน้าปุ๊ก เธอเป็นเด็กสตรีวิทย์ที่อยากเรียนศิลปากรคณะออกแบบ แต่เข้าเรียนพยาบาล โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า ก่อนเข้ารับราชการเป็นนักวิจัยการแพทย์ทหาร ต้องอยู่ในป่ารักษาทหารพรานที่ติดเชื้อมาลาเรีย จากนั้นเธอผันตัวเองมาเป็นนักข่าวและทำงานด้านภูมิศาสตร์สารสนเทศให้กับกองทัพ ในตำแหน่งผู้อำนวยการกองแผน ก่อนตำแหน่งสุดท้ายจะกลายมาเป็นผู้หญิงธรรมดา ๆ รับหน้าที่ดูแลพ่อที่ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองและแม่ป่วยที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ พร้อมลงมือทำธุรกิจโรงแรมของตัวเองเพื่อดูแลที่ดินมรดก 

นี่คือชีวิตโลดโผนของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ มามากมาย จนท้ายที่สุดก็พบว่า อะไรคือคุณค่าสำหรับตัวเองแล้วยังไม่ได้ลงมือทำ และเป็นสิ่งที่อยากทำไว้ให้คนรุ่นต่อ ๆ ไป 

“มีคนมาขอซื้อและขอเช่าเป็นโกดังเก็บของบ้าง ทำสนามฟุตบอลบ้าง คอนโดบ้าง หลายปีก่อนก็มีโครงการจะทำโลมาโชว์” น้าปุ๊กร่ายยาวถึงโครงการต่าง ๆ ที่มีนักพัฒนาและนักลงทุนมาติดต่อ 

“แต่น้าเสียดายถ้าที่ดินของบรรพบุรุษจะต้องกลายเป็นพื้นที่พาณิชย์ไปทั้งหมด เพราะใจจริงน้าอยากให้พื้นที่นี้เป็นคล้าย ๆ Senior Living Campus แต่ก็ต้องลงทุนสูงมาก ๆ เลยมาลงตัวที่การเริ่มทำสวนขึ้นมาก่อน 

สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่

“ซึ่งในอนาคตอยากให้คนมาร่วมทำตลาดอินทรีย์ชุมชนวันเสาร์-อาทิตย์ มีร้านเครื่องดื่มสุขภาพ มีศาลาไม้สำหรับกิจกรรมศิลปะหรือวัฒนธรรมล้านนาให้กับเด็ก ๆ เช่น ทำตุง ทำของเล่น หรือย้อมผ้า ให้เด็กซ่อมผ้าได้เอง มีพ่อครูแม่ครูจากชุมชนต่าง ๆ หรือคนสูงอายุที่ว่างอยู่บ้านเฉย ๆ มาสอน มีพื้นที่เกษตรสอนให้เด็ก ๆ ได้ปลูกต้นไม้ ตอนกิ่งเป็น ในสวนมีเลนวิ่ง เลนจักรยานขาไถให้เด็ก หรือช่วงซัมเมอร์ก็จัดแคมป์ให้เด็ก ๆ เล่นในพื้นที่ธรรมชาติได้ เด็กจะได้ไม่ติดอยู่กับบ้านและจอมือถือ”

ช่วงปีโควิด ซึ่งเป็นปีที่คนต้องอยู่แต่ในบ้าน ไปไหนไม่ได้ และไม่มีที่ผ่อนคลายจิตใจ น้าปุ๊กเลยติดต่อสถาปนิก ใจบ้านสตูดิโอ JaiBaan Studio ให้ลองมาดูพื้นที่ และเสนอดูว่าจะวางผังและปรับปรุงที่ดินอย่างไร เพราะที่ดินถูกทิ้งร้างมานาน มีเพียงต้นจามจุรีใหญ่ 2 ต้น สระน้ำเดิมกลางที่ดิน และเศษปูนจากการก่อสร้างทางลอดของถนนวงแหวน 

สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่
สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่

เมื่อจุดสีเขียวเชื่อมต่อกันเป็นโครงข่ายสวนในเมือง 

หากใครผ่านไปบนถนนวงแหวนรอบสอง ย่านแม่โจ้-สันทราย จะเห็นสวนสาธารณะแห่งใหม่ตั้งอยู่ ซึ่งปัจจุบันสวนแก้วคำเอ้ยเปิดให้คนมาใช้แล้ว กลายเป็นพื้นที่สาธารณะสีเขียวอีกแห่งของเมืองเชียงใหม่ที่คนอยู่อาศัยในย่านเทศบาลตำบลสันทรายหลวงได้มาใช้ 

หากเราลากรัศมีวงกลมโดยมีสวนแก้วคำเอ้ยอยู่ตรงกลางออกไปเป็นระยะทาง 800 ม. ซึ่งเป็นระยะการเดินทางด้วยเท้าแบบสบาย ๆ ประมาณ 15 นาที หรือถ้าปั่นจักรยานก็ราว 5 นาทีไม่เกินนั้น จะเห็นว่าสวนแห่งนี้มีศักยภาพให้บริการผู้คนที่ในหมู่บ้านจัดสรรรอบ ๆ ถึง 11 หมู่บ้าน รวมทั้งบ้านเรือนในละแวกรวม 1,000 กว่าหลังคาเรือน 

สวนนี้จึงเป็น ‘สวน 15 นาที’ หรือ ‘15-Minute Garden’ โมเดลของการทำให้สวนเพื่อให้คนเข้าถึงได้ด้วยการเดินไม่เกิน 15 นาที ซึ่งไม่ได้มีอยู่แต่ในต่างประเทศ แต่เกิดขึ้นจริงที่นี่ด้วยความร่วมมือกันจากหลายภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน และชุมชนที่ร่วมมือกันอย่างแข็งขันที่เทศบาลตำบลสันทรายหลวง

เราได้มีโอกาสฟังแนวคิดการพัฒนาพื้นที่สาธารณะสีเขียวของเทศบาลตำบลสันทรายหลวง จากท่านนายกเทศมนตรี นที ดำรงค์ ที่เล่าถึงการอนาคตของการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของตำบลสันทรายหลวง ย่านที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ด้านทิศเหนือชานเมืองเชียงใหม่ ท่านนายกเทศมนตรีได้ริเริ่มพัฒนาคลองน้ำโจ้ ซึ่งเป็นลำน้ำที่สำคัญในการแก้ปัญหาน้ำท่วมขัง น้ำเสีย และน้ำแล้ง และที่สำคัญคือลำน้ำเส้นนี้ ไหลผ่านกลางเขตพื้นที่เทศบาลถึง 8.4 กม. หากทำให้ลำน้ำเส้นนี้กลายเป็นพื้นที่ริมน้ำสาธารณะชั้นดีได้แล้ว พื้นที่ริมน้ำนี้จะสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเชื่อมโยงสวนสาธารณะของรัฐและเอกชนเข้าไว้ด้วยกันเป็นโครงข่าย เพื่อให้คนในย่านนี้เข้าถึงสวนของรัฐและเอกชนได้ด้วยการเดิน วิ่ง ปั่นจักรยานอย่างปลอดภัย ที่สำคัญคือร่มรื่นและรื่นรมย์ จากนโยบายและการลงมือทำจริง 

สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่

ปัจจุบันนี้จึงมีสวนทั้งของรัฐและเอกชนเกาะไปกับแม่น้ำโจ้ถึง 8 แห่ง กลายเป็นโมเดลต้นแบบของการพัฒนาเมืองที่สำคัญและเกิดขึ้นจริง เพื่อให้ทำให้เมืองสันทรายหลวงที่มีขนาด 36 ตร.กม. ซึ่งรองรับผู้อยู่อาศัยกว่า 15,000 ครอบครัว เป็นเมืองที่ผู้คนมีคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดี ด้วยการเดินเข้าถึงพื้นที่สีเขียวที่มีคุณภาพ

หากเราลองหลับตาแล้วจินตนาการว่า ทุกเมืองมีนายกเทศมนตรีที่มีวิสัยทัศน์พร้อมให้การสนับสนุนภาคเอกชนในการร่วมสร้างพื้นที่สาธารณะดี ๆ ให้เกิดขึ้น แล้วมีคนอย่างน้าปุ๊กและภาคเอกชนรายอื่น ๆ ที่พร้อมเปลี่ยนและแบ่งปันที่ดินของตนเองให้กลายเป็นสวนสาธารณะ เป็นพื้นที่เกษตรกรรมในเมือง หรือเป็นพื้นที่ค้าขายร่วมสมัย ที่ให้คนในย่านได้เข้าไปใช้ประโยชน์สาธารณะฟรี สภาพนิเวศทางธรรมชาติของเมือง และความสัมพันธ์ของผู้คนที่อยู่อาศัยในเมืองร่วมกันจะเปลี่ยนไปแบบไหนกันนะ เราคงจะรักเมืองที่เราอยู่มากกว่านี้เป็นแน่ คนที่มาเที่ยวเมืองของเรา ก็คงตกหลุมรักเมืองของเราจากความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ คลองที่สะอาดใส และเสียงของนกนานา

สวนสาธารณะของชุมชนสร้างจากมือคนธรรมดา ที่อยากเผื่อแผ่ความร่มเย็นให้คนอื่น ทั้งพ่อแม่ ตายาย และเด็ก ๆ รุ่นใหม่
สวนสาธารณะของชุมชนสร้างจากมือคนธรรมดา ที่อยากเผื่อแผ่ความร่มเย็นให้คนอื่น ทั้งพ่อแม่ ตายาย และเด็ก ๆ รุ่นใหม่

นิเวศของความสัมพันธ์ที่พึ่งเริ่มต้น

ตอนนี้สวนแก้วคำเอ้ยผ่านมา 1 ฤดูฝนแล้ว

 ต้นจามจุรีใหญ่ 2 ต้นเดิมได้รับการฟื้นฟู จนแผ่กิ่งก้านใหญ่ให้คนได้มานอนปูเสื่อกลางลานหญ้าเขียว ทางเดินในสวนเริ่มคึกคักทั้งช่วงเช้าตรู่และตอนค่ำ ลูกหลานจูงพ่อแม่และปู่ย่ามาเดินเล่นเหมือนในภาพที่น้าปุ๊กตั้งใจไว้ มีที่ให้เด็ก ๆ และน้องหมาได้ปล่อยพลัง 

สระน้ำใหญ่ในสวนแวดล้อมด้วยบัวหลวงไทย บัวสาย และพืชชายน้ำพื้นถิ่นที่เด็ก ๆ รุ่นนี้อาจจะไม่ค่อยรู้จักแล้ว อย่างกระจูด บอน กระจับ และกกต่าง ๆ ขึ้นผสมผสานกันเหมือนกับบึงในธรรมชาติ มีนกนางแอ่นหางลวด นกที่เป็นตัวชี้วัดคุณภาพของน้ำและเมืองบินโฉบน้ำให้เห็น โซนทุ่งดอกไม้เริ่มค่อย ๆ เซ็ตตัวเองให้รู้จักสภาพของดินที่นี่ 

ในโซนสนามเด็กเล่น แม้จะยังไม่มีเครื่องเล่นไม้ แต่เนินหญ้ากลางลานทรายและบึงน้ำบึงเล็กที่ผู้ออกแบบตั้งใจไว้ให้เด็กได้คุ้นเคยกับการเล่นกับธรรมชาติ ก็กลายเป็นสวรรค์ของเด็กเล็ก ๆ ที่ให้เขาได้ลองเอาเท้าคู่เล็ก ๆ จุ่มโคลน เล่นในสระตื้น ๆ อย่างปลอดภัย เพื่อจะได้เรียนรู้เองว่าธรรมชาติอาจไม่ใช่สิ่งสกปรก ปนเปื้อนด้วยเชื้อโรคเสียทุกอย่าง เงาของดอยสุเทพและตึกสูงสะท้อนในบึงอยู่เคียงกัน ปลายหนาวนี้คงมีเด็ก ๆ เอาว่าวมาเล่นลมเหมือนปีก่อน

หลายคนที่มาวิ่งออกกำลังกายที่นี่บ่อย ๆ ก็กลายเป็นคนคุ้นหน้ากัน ทักและไถ่ถามสารทุกข์กัน คนในย่านก็สัมผัสสัมพันธ์กันผ่านการมาใช้สวน คงเหมือนกับความสัมพันธ์ของธรรมชาติที่ค่อย ๆ ถูกฟื้นคืนที่นี่

สวนสาธารณะของชุมชนสร้างจากมือคนธรรมดา ที่อยากเผื่อแผ่ความร่มเย็นให้คนอื่น ทั้งพ่อแม่ ตายาย และเด็ก ๆ รุ่นใหม่

อีกไม่กี่ฤดูฝนข้างหน้า กล้าไม้พื้นถิ่นในโซนป่าปลูกจะกลายเป็นไม้ใหญ่ คนแถบนี้จะได้เห็นต้นไม้ที่เคยขึ้นอยู่ในนิเวศแถบนี้แต่หายไปนาน อย่างตะเคียนหนู ไคร้นุ่น โมกมัน หรือคำมอกหลวง ผลไม้ต่าง ๆ ที่ลงไว้เมื่อปีที่แล้วก็คงจะโต ให้ผลที่หอมหวาน และเปลี่ยนโลกทัศน์ที่เคยมีว่าสวนสาธารณะไม่ควรมีผลไม้ ให้กลายเป็นเพียงแค่เรื่องเล่าในอดีต

“น้ารอดแล้ว แต่คนอื่น ๆ ต้องรอดด้วย” 

น้าปุ๊กตอบคำถามด้วยประโยคสั้น ๆ ที่เราวกกลับมาถามซ้ำอีกที ว่าทำไมน้าถึงเอาที่ดินที่มีมูลค่ามหาศาลมาทำสวนให้คนอื่นใช้ ปลูกต้นไม้และผลไม้ให้คนอื่น ๆ ได้ชื่นชม ได้ชิม เราจึงหมดคำถามด้วยคำตอบของน้าและความรู้สึกที่ว่า เมื่อชีวิตคนคนหนึ่งไปสู่จุดที่พบความร่มเย็นในชีวิตแล้ว เขาคงไม่ปรารถนาจะอยู่ในร่มเงานั้นเพียงคนเดียว ในขณะที่คนอื่น ๆ ยังทุกข์ร้อน ต้นไม้ที่เขาปลูกและดูแล จึงเผื่อแผ่ให้กับทุกคนที่ปรารถนาความร่มเย็นนั้น 

สวนสาธารณะของชุมชนสร้างจากมือคนธรรมดา ที่อยากเผื่อแผ่ความร่มเย็นให้คนอื่น ทั้งพ่อแม่ ตายาย และเด็ก ๆ รุ่นใหม่

ปัจจุบันทางโครงการกำลังมองหาผู้ประกอบการและผู้จัดการพื้นที่เพื่อร่วมกันต่อยอดกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับครอบครัวและคนทั่วไปในพื้นที่ ทำให้สวนแก้วคำเอ้ยมีรายได้หมุนเวียนในการดูแลสวนในระยะยาว

สวนแก้วคำเอ้ย

ที่ตั้ง : ถนนสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี ต.สันทรายน้อย อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 06.00 – 20.00 น.

Facebook : สวนแก้วคำเอ้ย สวนสุขภาพ ลู่วิ่ง ลู่จักรยาน สนามเด็กเล่น เชียงใหม่

เจ้าของโครงการ : ณัฏฐ์รมณ อยู่เย็น (ติดต่อ 08 1906 2226 หรือ [email protected])

Writer

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load