หนังสืออะไรอ่านได้ทั้งสองประเทศ

หากไม่ใช่พจนานุกรมภาษา หนังสืออะไรที่จะมอบประโยชน์ให้คนสองชาติที่พูดกันคนละภาษาสามารถเข้าใจวัฒนธรรมของอีกฝ่ายได้ไปในตัว

หากบอกว่าเป็น ‘หนังสือสอนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม’ คนไทยที่อ่านจะได้ประโยชน์อะไร แล้วจะอ่านภาษาเวียดนามถูกไหม นี่สิเรื่องใหญ่ที่เราตั้งคำถาม 

เราเดินฝ่าแสงอาทิตย์อันร้อนแรงในมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) มานั่งตรงหน้า ผศ.ดร.สุภัค มหาวรากร ประธานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาภาษาไทย และ ผศ.ดร.นิธิอร พรอำไพสกุล กรรมการและเลขานุการหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อหาคำตอบกัน

อาจารย์ทั้งสองผู้มีความผูกพันกับเวียดนามมากว่า 20 ปี เล่าให้เราฟังอย่างละเอียดว่า หนังสือสอนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนามที่คนไทยเองก็ได้ประโยชน์ในการศึกษาภาษา สังคม และวัฒนธรรมของประเทศเวียดนาม เกิดจากความร่วมมือระหว่าง กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (Thailand International Cooperation Agency – TICA) กระทรวงการต่างประเทศ มศว และมหาวิทยาลัยในประเทศเวียดนาม เพื่อสร้างสื่อการเรียนการสอนที่เป็นประโยชน์ทั้งสองทางสำหรับผู้อ่านสองชาติ โดยมีภาษาเป็นสะพานเชื่อมระหว่างภาคประชาชน ต่อยอดความรู้ด้านการสื่อสารในภาคธุรกิจ และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันเข้มแข็งระหว่างประเทศ

หลังจากรัฐบาลไทยดำเนินงานในประเทศเวียดนามมานาน ภาษาไทยก็ได้กลายเป็นทูตทางวัฒนธรรมที่ทำให้การสอนภาษาไทยในเวียดนามเกิดความยั่งยืน คือคนเวียดนามสอนภาษาไทยได้เอง

นั่นคือเป้าหมายและผลลัพธ์ที่อาจารย์ผู้มากประสบการณ์บอกกับเรา

ความพิเศษของหนังสือทั้ง 6 เล่มที่วางอยู่ตรงหน้ายังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะหนังสือบางเล่มเกิดจากฝีมือของนักศึกษาชาวเวียดนามที่ผสมผสานความรู้ระหว่างสองชาติไว้ด้วยกัน ถือเป็นตัวอย่าง ความร่วมมือใต้-ใต้ (South-South Cooperation) ของไทยและเวียดนามที่สะท้อนพลังความร่วมมือของประเทศกำลังพัฒนา เพื่อร่วมสร้างเศรษฐกิจและสังคมให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุม Global South-South Development Expo 2022 หรือ GSSD Expo 2022 ในวันที่ 12 – 14 กันยายน 2565

แน่นอนว่าเราตื่นเต้นกับหนังสือเล่มใหม่เหล่านี้ แต่อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้เราตื่นเต้นยิ่งกว่า คือเรื่องราวเบื้องหลังการทำงานของ TICA อาจารย์ภัคและอาจารย์นิกผู้ดูแลตั้งแต่นักศึกษาที่เวียดนาม จนพวกเขาบางส่วนได้สอบคัดเลือกเข้าโครงการฝึกอบรมภาษาไทยระยะสั้นแบบเข้มที่ประเทศไทย

หากใครเคยติดตามเรื่องราวของ โบ-อุมาภรณ์ สุขหวาน อาสาสมัครเพื่อนไทยในเวียดนามมาแล้ว ครั้งนี้อาจารย์ภัคและอาจารย์นิกคือผู้ที่จะพาเราย้อนอดีตไปเมื่อ 26 ปีก่อน ในวันที่คนเวียดนามยังไม่รู้จักภาษาไทย สู่วันที่ภาษาไทยกลายเป็นวิชาเอกที่นักศึกษาเวียดนามเลือกเรียน และกลายมาเป็น ‘หนังสือเรียนภาษาไทย 6 เล่ม’ ที่คนเวียดนามก็เรียนได้ คนไทยก็เรียนดี

พ.ศ.​ 2539 ปักธงไทยในใจเวียดนาม

เมื่อนึกถึงชาวต่างชาติที่เรียนภาษาไทย เรามักจะนึกถึงเพื่อนจากแดนไกลอย่างชาติตะวันตก ทั้ง ยุโรป อเมริกา หรือขยับเข้ามาใกล้หน่อยก็จีน เกาหลี หรือญี่ปุ่น แต่เมื่อได้พบกับอาจารย์ภัคและอาจารย์นิก เราจึงค้นพบว่าชาวเวียดนามเรียนภาษาไทยอย่างจริงจังและตั้งใจกว่าที่เรารู้มาก

สำหรับจุดเริ่มต้นที่ทำให้อาจารย์ทั้งสองท่านมานั่งสนทนากับเราในวันนี้ อาจารย์ภัคย้อนอดีตกลับไปช่วงก่อน พ.ศ. 2539 ขณะที่เวียดนามยังเป็นประเทศที่ค่อนข้างปิด ไม่มีใครรู้ภาษาไทย และชาวเวียดนามยังไม่นิยมใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร จนเกิดเป็นปัญหาในหมู่ผู้ประกอบการธุรกิจภาคเอกชน 

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว TICA จึงเริ่มโครงการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาไทยในต่างประเทศเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2539 โดยเริ่มต้นจากพื้นที่ฐานธุรกิจทางภาคใต้ อย่างมหาวิทยาลัยสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติ นครโฮจิมินห์ ซึ่งมีการพัฒนาหลักสูตรต่อมาเป็นวิชาเอก ระดับปริญญาตรีและปริญญาโท หลังจากนั้น TICA ได้ขยายพื้นที่การสอนภาษาไทยเพิ่มอีก 3 มหาวิทยาลัย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการในภาคธุรกิจเวียดนาม-ไทยที่ขยายตัวขึ้น คือมหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติเวียดนาม กรุงฮานอย เปิดสอนใน พ.ศ. 2543 มหาวิทยาลัยดานัง เปิดสอนใน พ.ศ. 2548 และ มหาวิทยาลัยฮานอย เปิดสอนใน พ.ศ. 2552

แน่นอนว่าโครงการดังกล่าวเป็นการพัฒนาทุกองค์ประกอบทั้งผู้สอนและหลักสูตร เพื่อดึงดูดผู้เรียนให้มุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพทางภาษาและการฝึกสอนของตนเอง โดยหนึ่งในผู้ที่มีส่วนร่วมมาอย่างเนิ่นนาน ก็คืออาจารย์ภัคที่กำลังพูดคุยกับเราอยู่

พ.ศ. 2544 สวัสดีเวียดนาม

ครั้งแรกที่เครื่องบินลงจอดยังนครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม อาจารย์ภัคที่ขณะนั้นยังเป็นเพียงเด็กสาววัย 22 ปี ได้เปลี่ยนน้ำตาและความกลัวให้กลายเป็นประสบการณ์ไร้วันหยุด เพื่อมอบความรู้ภาษาไทยและสานสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

นักศึกษาเวียดนามหลายคนแวะเวียนมายังที่พักของอาสาสมัครชาวไทยคนที่ 6 ที่เดินทางมาสอนยังประเทศของพวกเขา อาจารย์ภัคซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของนักศึกษาที่ใช้เป็นพาหนะเดินทางในชีวิตประจำวัน เพื่อเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ที่เธอขอให้เด็ก ๆ พาไป และเด็ก ๆ เองก็เต็มใจจะนำเสนอ แลกกับการตอบคำถามของนักศึกษาชาวเวียดนามที่สนใจเรียนภาษาไทยตลอดเวลา

“ระหว่างทางที่ไปไหนด้วยกัน เขาจะถามตลอดว่า อันนี้ภาษาไทยเรียกว่าอะไร ออกเสียงอย่างไร แล้วเขาก็ไม่เคยปล่อยให้เราว่าง เสาร์-อาทิตย์เขาอยากจะมาทำอาหาร อยากจะคุยกับเรา อยากจะเรียนภาษาไทย”

อาจารย์ภัคเล่าให้ฟัง ถึงแม้ก่อนหน้านี้ เธอจะไม่มีความสนใจในประเทศเวียดนามเลยก็ตาม

เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปที่การจัดโครงการฝึกอบรมภาษาไทยระยะสั้นแบบเข้มให้แก่นักศึกษาเวียดนาม ที่ประเทศไทย ซึ่งถือเป็นความร่วมมือระหว่าง TICA และ มศว เริ่มต้นครั้งแรกใน พ.ศ. 2542 โดยมีการคัดเลือกนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย 4 แห่งทั่วประเทศเวียดนามมาเข้าร่วม เพื่อเรียนรู้ภาษาไทยและวัฒนธรรมในสังคมของเจ้าของภาษา 

โครงการนี้เองที่ทำให้อาจารย์ภัคได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม และตัดสินใจตามนักเรียนของเธอมาสอนที่โฮจิมินห์ใน พ.ศ. 2544 – 2545 

ตำราเรียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม ความรู้ที่คัดสรรจากครูผู้มีประสบการณ์ 20 ปี

แม้สภาพความเป็นอยู่ในเวียดนาม ณ เวลานั้นจะลำบากกว่าไทย แต่การอยู่ห่างบ้านสำหรับอาจารย์ภัคเป็นเวลา 1 ปี ก็ไม่ใช่คืนวันที่เลวร้ายแม้แต่น้อย

เธอใช้เวลาว่างทั้งหมดในการเรียนภาษาเวียดนาม ซึ่งการเรียนภาษาในประเทศของเจ้าของภาษาช่วยพัฒนาทักษะได้เป็นอย่างดี เราจึงไม่แปลกใจที่การจัดโครงการฝึกอบรมภาษาไทยระยะสั้นแบบเข้มให้แก่นักศึกษาเวียดนามในประเทศไทยเป็นระยะเวลา 1 เดือนจะประสบความสำเร็จอย่างมาก

ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายที่ถูกบอกต่อ

และภาษาไทยก็กลายเป็นเป้าหมายที่นักศึกษาเวียดนามอยากเรียน

หลังจากที่ TICA และ มศว ส่งอาจารย์ไปสอนที่เวียดนามในยุคแรก พวกเขาเริ่มลดบทบาทลงเมื่อผลิตครูชาวเวียดนามที่สอนภาษาไทยได้เพิ่มขึ้น จากการส่งอาจารย์ไทยจึงเปลี่ยนเป็นการส่งอาสาสมัครจากโครงการอาสาสมัครเพื่อนไทย (Friends from Thailand – FFT) ไปแทน 

ปัจจุบัน อาจารย์ทั้งสองเพิ่มบทบาทเป็นผู้ดูแลและพัฒนาการเรียนการสอนภาษาไทยที่ประเทศเวียดนามทุกโครงการ โดยมีกิจกรรมที่จัดเป็นประจำทุกปี (ไม่นับช่วงสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาด) คือ การจัดฝึกอบรมภาษาไทยระยะสั้นแบบเข้มให้แก่นักศึกษาเวียดนามในไทยเป็นระยะเวลา 1 เดือน การพัฒนาสื่อการเรียนการสอน และการส่งอาสาสมัครเพื่อนไทยไปเป็นครูผู้ช่วยสอนในฐานะเจ้าของภาษา

บทเรียนนอกหนังสือ

อาจารย์นิกเป็นเลขาของอาจารย์ภัคมานาน และมีโอกาสเข้ามาช่วยงานตั้งแต่เรียนอยู่ปริญญาโทประมาณ พ.ศ. 2546 – 2547 การได้คลุกคลีอยู่กับนักศึกษาเวียดนามมามากกว่า 10 ปี ทำให้เธอเห็นถึงพัฒนาการภาษาไทยที่ก้าวกระโดดของนักเรียนและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะในโครงการอบรมภาษาไทยระยะสั้น

ตำราเรียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม ความรู้ที่คัดสรรจากครูผู้มีประสบการณ์ 20 ปี

เราถามอาจารย์ทั้งสองว่า นักศึกษาเวียดนามสนใจอะไรในประเทศไทยบ้าง อาจารย์จึงมอบคำตอบที่ไปถามจากนักศึกษามาว่า ‘สื่อไทย’ โดยเฉพาะอย่างยิ่งละครและซีรีส์วาย ต่อมาคือ สตรีทฟู้ด แหล่งช้อปปิ้ง และสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งทางโครงการได้จัดและพัฒนาทริปให้นักศึกษาอยู่ตลอดเวลา 20 ปี

ตำราเรียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม ความรู้ที่คัดสรรจากครูผู้มีประสบการณ์ 20 ปี
นักศึกษาเวียดนามในชุดประจำชาติอ่าวหญ่ายที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ตำราเรียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม ความรู้ที่คัดสรรจากครูผู้มีประสบการณ์ 20 ปี
นักศึกษาเวียดนามทัศนศึกษา ณ เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ
ภาพ : เพจโครงการฝึกอบรมภาษาไทยระยะสั้นแบบเข้มให้แก่นักศึกษาเวียดนาม

อาจารย์ภัคเล่าต่อว่า ในอดีตมีหลักสูตรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาที่ให้เลือกระหว่างภาษาไทยและภาษาอินโดนีเซีย แต่เด็กเวียดนามเลือกเรียนภาษาไทย เพราะพวกเขาไม่รู้จักภาษานี้ การเรียนภาษาไทยจึงมอบโอกาสที่จะหางานได้ง่ายกว่า ทั้งในภาคธุรกิจ ภาคการท่องเที่ยว และสาธารณสุข ส่วนปัจจุบัน ผลลัพธ์ในการทำงานหนักตลอด 26 ปีของ TICA และ มศว ทำให้เราไม่แปลกใจนักหากไปเวียดนามแล้วจะเห็นพวกเขาพูดภาษาไทยได้

หนังสือเรียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม

สิ่งที่ทำให้เกิดความยั่งยืนของการสอนภาษาไทยในต่างประเทศได้ คือการสร้างบุคลากรท้องถิ่นที่สอนภาษาไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ TICA จึงสนับสนุนให้อาจารย์ รวมถึงนักศึกษาเวียดนามมาศึกษาภาษาไทยที่ มศว เพื่อนำความรู้กลับไปสอนที่ประเทศบ้านเกิดของตน โดยโจทย์ที่ TICA มอบให้กับอาจารย์ผู้ดูแลโครงการคือ วิทยานิพนธ์ของนักศึกษาที่ได้รับทุน ต้องนำไปต่อยอดให้กับการเรียนการสอนภาษาไทยได้

เช่นเดียวกับหนังสือที่อยู่ในมือของเรา ซึ่งเป็นเครื่องมือวิจัยจากปริญญานิพนธ์ของ Nguyen Thi Loan Phuc นักศึกษาเวียดนามที่ชื่นชอบการรับประทานอาหารไทย เธอจึงรวบรวมข้อมูลอย่างละเอียด ทั้งข้อมูลร้านแบ่งตามย่าน บอกประเภทอาหาร เส้นทาง ประเภทการเดินทาง ระยะทาง ไปจนถึงคำศัพท์ภาษาไทย-เวียดนาม ชนิดที่เราอ่านแล้วยังต้องร้องว้าวกับความตั้งใจของผู้จัดทำทุกคน

ตำราเรียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม ความรู้ที่คัดสรรจากครูผู้มีประสบการณ์ 20 ปี

อาจารย์ภัคหยิบหนังสืออีก 5 เล่มมาแจกจ่ายให้เราได้ชม ทั้งหมดเป็นผลผลิตจากโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาหนังสือ ตำรา สื่อการเรียนการสอนสำหรับนักศึกษาชาวเวียดนาม รวมแล้วมีทั้งหมด 6 เล่ม ได้แก่

· ภาษาไทยในเพลงสำหรับนักศึกษาเวียดนาม (เล่มสีฟ้า) 

· วัฒนธรรมไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม (เล่มสีชมพู) 

· การพูดภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม (เล่มสีส้ม)

· การฟังภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม (เล่มสีเขียวเข้ม)

· กรุงเทพมหานครกับอาหารริมทาง สำหรับนักศึกษาเวียดนาม

· วิถีชีวิตไทยจากวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน สำหรับผู้เรียนชาวเวียดนาม

เราหยิบหนังสือมาเปิดดูอย่างสนใจ 

TICA และ มศว ได้ร่วมกันผลิตหนังสือ 6 เล่มนี้ขึ้น พร้อมทำเป็นหนังสือเสียง 

และด้วยความอยากรู้อยากลอง เราจึงเปิดไฟล์หนังสือเสียงแบบออนไลน์เรื่องภาษาไทยในเพลงสำหรับนักศึกษาเวียดนาม ก่อนจะคลิกไปตามประโยคบนหน้าหนังสือ

“โอ้ ทะเลแสนงาม ฟ้าสีครามสดใส” เสียงอ่านของผู้หญิงดังออกจากลำโพง เมื่อคลิกต่อไปที่ตัวอักษรภาษาเวียดนามที่เราออกเสียงไม่เป็น “màu xanh lam” เสียงเดิมก็พูดให้เราฟังว่า “เหม่า ซัน ลาม” แปลว่า สีคราม

“เหมือนเราได้เรียนภาษาเวียดนามไปด้วยเลย” เราบอกกับอาจารย์ภัคอย่างตื่นเต้น ซึ่งเธอพยักหน้าและบอกว่า “นั่นคือจุดประสงค์จริง ๆ ของเรา เพราะหากคนไทยสนใจ ก็เรียนภาษาเวียดนามด้วยได้”

ชมหนังสือเสียงทั้ง 6 เล่ม ได้ที่ https://shorturl.asia/VpfIz)

ขณะที่เรายังไม่หยุดพลิกหน้าหนังสือไปมา อาจารย์ภัคก็เริ่มเล่าถึงที่มาของหนังสือให้เราฟังว่า เวลาที่ผ่านมา 26 ปี แทบจะไม่มีหนังสือภาษาไทยสำหรับคนเวียดนามโดยเฉพาะ เธอจึงอยากผลิตผลงานออกมาอย่างเป็นรูปธรรม จับต้องได้ และมีประโยชน์ในการใช้งานจริง ซึ่งจะทำให้คนเห็นว่า TICA และ มศว ได้ทำอะไรไปบ้าง

อาจารย์นิกเสริมว่า ในยุคที่โควิด-19 แพร่ระบาด การสอนที่เปลี่ยนจากออนไซต์เป็นออนไลน์มีความท้าทายมาก อาจารย์ทั้งสองจึงเสนอทาง TICA ให้ทำหนังสือประกอบการเรียนการสอน โดยหนังสือการฟัง-การพูด เป็นสองเล่มที่ใช้คู่กันในโครงการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาไทยในสถานการณ์โควิด-19 ณ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม 

ส่วนเล่มวัฒนธรรมไทย (สีชมพู) และภาษาไทยในเพลง (สีฟ้า) จัดทำมาก่อนหน้านี้ และสุดท้ายคือเล่มวิถีชีวิตไทยในขุนช้างขุนแผนที่มาคู่กับเล่มอาหารริมทาง ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของ Nguyen Kieu Yen นักศึกษาชาวเวียดนามอีกคนที่เคยเรียนเรื่อง ขุนช้างขุนแผน แต่ยังมีเนื้อหาที่ไม่เข้าใจ เธอจึงเลือกจะทำความเข้าใจเพิ่มเติมจากการทำงานวิจัยชิ้นนี้ แถมอาจารย์ภัคยังกระซิบอีกว่า นักศึกษาได้ทำการหาข้อมูลจนพบว่า เวียดนามเองก็มีวรรณคดีที่ได้รับการยกย่องว่าแต่งดีเช่นเดียวกับ ขุนช้างขุนแผน นั่นก็คือเรื่อง นางเกี่ยว แต่งด้วยฉันทลักษณ์กลอน หลุกบ๊าด หมายถึงกลอนหกหรือกลอนแปด

“ตราบใดที่ภาษาไทยยังจัดการเรียนการสอนอยู่ในประเทศเวียดนาม ภาษาก็เป็นตัวแทนของประเทศของเรา ของวัฒนธรรมเราที่เป็นพื้นฐานในการสร้างความเข้าใจเรื่องอื่น ๆ ตามมา ถ้าเราไม่รู้ภาษาเขา เขาไม่รู้ภาษาเราก็คุยกันไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้น ภาษาเป็นตัวแทนสร้างความเข้าใจระหว่างกัน” อาจารย์นิกทิ้งท้าย

“จากประสบการณ์การดูแลโครงการในเวียดนามมา 20 ปีของเรา เราพยายามใส่ทุกอย่างเข้าไปแบบที่เขาจะได้ประโยชน์” อาจารย์ภัคกล่าว

ความใส่ใจที่อาจารย์ทั้งสองท่านใส่ลงไปในหนังสือทั้ง 6 เล่ม ทำให้หนังสือเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงตำราเรียนภาษาไทย แต่ยังเป็นบันทึกความทรงจำที่คัดสรรจากประสบการณ์ 20 ปี รวมถึงตัวแทนประเทศในการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ส่งเสริมการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการทำงานในระบบสาธารณสุขอีกด้วย

“เด็กเวียดนามมองประเทศไทยดีมาก เรารู้สึกว่าโครงการเหล่านี้ทำให้เราภูมิใจว่า เราได้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กมีความสุข และจากนี้เราก็ยังเดินหน้าต่อไป”

หนังสือทั้ง 6 เล่มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้และความหวังถูกวางเอาไว้บนโต๊ะที่บทสนทนากำลังจะจบลง ในอนาคตหนังสือเหล่านี้จะไปอยู่ในมือของนักศึกษาที่พร้อมใช้งานอย่างคุ้มค่า และที่น่าภูมิใจคือแหล่งความรู้ดังกล่าวไม่จำกัดเพียงชาติใดชาติหนึ่ง แต่เป็นทั้งของชาวไทยและชาวเวียดนาม 

นอกจากนี้ ความสำเร็จด้านรูปแบบของโครงการพัฒนาการเรียนภาษาไทยในเวียดนามยังได้รับการขยายผล โดย TICA นำไปใช้ต่อในโครงการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาไทยในประเทศเพื่อนบ้านอีก 2 ประเทศ คือ ‘เมียนมา’ ที่มหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศย่างกุ้ง (Yangon University of Foreign Language หรือ YUFL) และมหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศมัณฑะเลย์ (Mandalay University of Foreign Language หรือ MUFL) และ ‘กัมพูชา’ ที่มหาวิทยาลัยพนมเปญ (Royal University of Phnom Penh) และมหาวิทยาลัยพระตะบอง ทั้งยังส่งอาสาสมัครเพื่อนไทยไปสอนภาษาไทยในภูฏาน และให้ มศว จัดหลักสูตรฝึกอบรมภาษาไทยแบบเข้มข้นให้แก่ตำรวจจากมัลดีฟส์และนักการทูตมองโกเลียด้วย

หลังจบการสนทนา เรามองไม่เห็นกำแพงภาษาอันยิ่งใหญ่ที่ใครหลายคนต่างหวาดกลัวอีกต่อไป เพราะสิ่งเดียวที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า คือโอกาสในการเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และสร้างงาน โดยมีภาษาเป็นสะพานเชื่อมความสำเร็จ ซึ่งจะขยายผลต่อไปเพื่อให้ภาษาไทยเป็นที่รู้จักแพร่หลายกว่าเดิม

ตำราเรียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม ความรู้ที่คัดสรรจากครูผู้มีประสบการณ์ 20 ปี

ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน Global South-South Development Expo 2022 หรือ GSSD Expo 2022 ร่วมกับสหประชาชาติ (สำนักงานสหประชาชาติเพื่อความร่วมมือใต้-ใต้ หรือ UNOSSC และคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียแปซิฟิก หรือ ESCAP ) มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 14 กันยายน 2565 ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ นับเป็นการจัดงาน GSSD Expo ครั้งที่ 11 และเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก

หัวข้อหลักของงานปีนี้คือ Advancing South-South and Triangular Cooperation for Sustainable COVID-19 Recovery: Towards a Smart and Resilient Future เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ รวมทั้งแบ่งปันความสำเร็จและโครงการด้านการพัฒนาที่โดดเด่นของไทย อาทิ

(1) แนวปฏิบัติที่ดีด้านการพัฒนาในการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่มีส่วนช่วยประเทศต่าง ๆ บรรลุเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 

(2) โครงการอาสาสมัครเพื่อนไทย ที่คนหนุ่มสาวร่วมส่งเสริมความเข้าใจอันดีและกระชับมิตรภาพระดับประชาชน

(3) ความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างไทยกับประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะการรับมือ ป้องกันและควบคุมสถานการณ์โควิด-19  และ

(4) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ การฝึกอบรมและจัดสรรทุนการศึกษาในสาขาต่าง ๆ ที่เป็นจุดแข็งของไทยและเป็นประโยชน์แก่ประเทศผู้รับ ทั้งนี้ สามารถเข้าชมนิทรรศการออนไลน์ได้จาก : https://bit.ly/3JVqZGT

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

เมื่อนานมาแล้ว สำหรับเราถ้าจะมีสิ่งใดนามธรรมไปกว่าคำว่า สวยงาม ก็คงจะเป็นคำว่า พอเพียง นี่แหละ เพราะตลอดชีวิตที่ได้ยินใครพูดถึงความพอเพียง เราก็ได้แต่เก็บความสงสัยว่า ถ้าหากเราไม่ใช่เกษตรกรอย่างที่ตำราในห้องเรียนบอก เราจะทำความรู้จักและนำศาสตร์ของพระราชาศาสตร์นี้ไปใช้ได้อย่างไรบ้าง

วันเวลาผ่านไปถึงได้รู้ว่า เหตุผลที่หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้รับการตีความและถ่ายทอดให้เข้าใจร่วมกับเรื่องการทำเกษตรทฤษฎีใหม่และการพึ่งพาตัวเอง นั่นเป็นเพราะประชากรส่วนใหญ่ของประเทศทำเกษตรกรรม

แต่กาลเวลาที่ผ่านไป ก็ไม่ทำให้ความเข้าใจในเรื่องนี้เปลี่ยนตาม ทุกครั้งที่มีคนพูดเรื่องความพอเพียง ถ้าไม่บอกให้กลับบ้านไปทำเกษตร ก็บอกให้หยุดเพื่อรอรับความเนิบช้าของชีวิต จนกระทั่งเราได้พบกับโครงการ ‘พอแล้วดี The Creator’ ที่บอกเราว่ากิจการไลฟ์สไตล์สนุกๆ ในยุคสมัยนี้ก็สามารถลุกขึ้นมาดำเนินธุรกิจด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้

ในคำบรรยายที่ช่อง About ของโครงการ ‘พอแล้วดี The Creator’ บอกเราว่า นี่คือโครงการสร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่มีความเชื่อและปฏิบัติบนแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy) ทั้งยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาท้องถิ่นหรือบ้านเกิด ควบคู่ไปกับแนวคิดของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)

เพื่อพูดคุยเรื่องราวของที่มาที่ไป ความตั้งใจ และหลักสูตรแสนสนุกที่หาจากที่ไหนไม่ได้นอกจากโครงการ เราจึงมีนัดกับ พี่หนุ่ย-ดร.ศิริกุล เลากัยกุล ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการสร้างแบรนด์อันดับต้นๆ ของประเทศ ผู้ริเริ่มก่อตั้งโครงการผู้บอกเราเสมอมาว่า คำว่า ‘ปรัชญา’ ใน ‘หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง’ หมายความว่ากรอบความคิดนี้สามารถตีความและนำไปใช้กับเรื่องอะไรก็ได้ทุกเรื่องขึ้นอยู่กับโจทย์

และหากคุณเป็นเจ้าของกิจการ หรือหนุ่มสาวนักล่าฝัน ที่กำลังมองหากรอบความคิดหรือระบบระเบียบที่จะสร้างสรรค์และทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนตามศาสตร์พระราชาที่ล้ำสมัยมากในยุคสมัยหนึ่ง ซึ่งตอนนี้มีคนกลุ่มหนึ่งหยิบยกมาสื่อสารให้สังคมรู้ว่า เรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้อยู่เพียงเรื่องเกษตร และไม่ได้พอที่แปลว่าต้องหยุดพัฒนา

A Very Short Introduction

“หลักการ 3 ห่วง 2 เงื่อนไขในหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนี่ใช้ได้ทุกเรื่องนะ แม้กระทั่งจะเลือกแฟนก็ใช้ได้” พี่หนุ่ยเกริ่นมาซะขนาดนี้ เราก็เลยขอให้ยกตัวอย่างวิธีการเลือกรับความรักอย่างพอเพียง

“สมมติมีคน 2 – 3 คนมาชอบเรา ลำดับแรกสุด เราก็ต้องรู้ว่าเราเป็นคนยังไง (ห่วงแรก รู้จักตน ประมาณตน) ไลฟ์สไตล์เราเป็นแบบนี้ ความคิด ความอ่าน ไลฟ์สไตล์เขาเป็นอย่างไร เขาจะไปกับเราได้หรือเปล่า (เงื่อนไขความรู้) ลำดับต่อมา ถ้าเราอยากจะทำความรู้จักเขาต่อ จะคบหรือไม่คบ หรือจะไปไหนมาไหนกันก็ต้องมีเหตุมีผล ทำแบบนี้เขาจะรู้สึกไหมว่าอยู่ในฐานะอะไร (ห่วงที่สอง มีเหตุมีผล) ถ้าสนิทเกินไปก็ไม่บริหารความเสี่ยง (ห่วงที่สาม มีภูมิคุ้มกัน) เกิดเขาไปคิดว่าเรารู้สึกอะไรกับเขา แล้วเมื่อถึงจุดหนึ่งว่าไม่รู้สึกอะไร​ ไปกินข้าวกันเฉยๆ ก็คงไม่ดี เราควรจะเคารพเขาด้วย มีเหตุมีผลว่าเขาก็เป็นคนคนหนึ่ง มีหัวใจและความรู้สึกเหมือนกัน (เงื่อนไขคุณธรรม)”

หากไม่เหลือบตามองขึ้นไปดูชื่อบทความเสียก่อน คุณต้องเข้าใจว่ากำลังอยู่ในรายการปรึกษาหัวใจวัยรุ่นผู้มีปัญหาไม่ชัดเจนในความสัมพันธ์เป็นแน่

“ถ้าถามว่าปัญหาคนสมัยนี้คืออะไร ก็คือคนไม่ค่อยมี common sense เราขี้เกียจแม้แต่จะคิด ทุกคนล้วนอยากได้สูตรสำเร็จ ในหลวงท่านก็ทรงสอนว่าเรื่องนี้ไม่มีสูตรสำเร็จ กรอบความคิดชุดนี้จึงเรียกว่าปรัชญา ซึ่งขึ้นกับการปรับใช้ของแต่ละคน คุณจะมาถามว่าในแต่ละวันคนเราต้องดื่มน้ำเท่าไหร่ วิทยาศาสตร์คงตอบได้ว่าควรจะดื่มกี่แก้วต่อวัน แต่จุดพอของแต่ละคนที่ดื่มแล้วรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว คุณก็ต้องดูตัวเองว่าประมาณไหน

“คุณต้องรู้จุดว่ากินน้ำแค่นี้ดับกระหายคุณหรือยัง และยังมีคนอีกไม่น้อยที่หิวน้ำอยู่”

มีอะไรบ้างในชีวิตที่ใช้หลักปรัชญานี้ไปตัดสินใจไม่ได้ พี่หนุ่ยถามกลับมาที่เรา

ดีที่พอ พอแล้วดี

นอกจากบทบาทการเป็นที่ปรึกษาแบรนด์เพื่อความยั่งยืน ที่ผ่านมา พี่หนุ่ยได้รับเชิญให้เป็นตัวแทนประเทศนำเสนอศาสตร์พระราชากับการทำการตลาดและแบรนดิ้งอย่างยั่งยืนถ่ายทอดไปสู่สากลผ่านงาน Sustainable Brand เวทีสัมมนาเรื่องการสร้างแบรนด์อย่างยั่งยืน ที่จัดอยู่ตามเมืองใหญ่สำคัญของโลก

“ทุกครั้งเวลาที่พูดเรื่องนี้ในต่างประเทศ คนก็จะถามหากรณีศึกษาของการนำหลักคิดนี้ไปใช้ในการทำธุรกิจ เราก็อ้ำๆ อึ้งๆ เพราะยังไม่มีต้นแบบของธุรกิจที่พูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำ เมื่อกลับมานั่งคิด เราพบว่าถ้าอยากทำให้เป็นรูปธรรม เราคงต้องเริ่มทำกับธุรกิจที่เป็นรายเล็กๆ เพราะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นและเห็นผลได้เร็วกว่าองค์กรขนาดใหญ่”

หนึ่งในธุรกิจสร้างสรรค์ที่พี่หนุ่ยมักหยิบยกขึ้นมาเล่า คือ ร้านจันทรโภชนา ที่ ต่อ-อุกฤษฏ์ วงษ์ทองสาลี ทายาทรุ่นที่สองกลับมาสานต่อธุรกิจ ด้วยการนำความคิดสร้างสรรค์ที่มีจากวงการโฆษณามาเพิ่มคุณค่าและเรื่องราว จนกลายเป็นร้านอาหารชื่อดังที่ใครที่แวะเวียนไปจังหวัดจันทบุรีต้องไม่พลาด

พี่หนุ่ยจึงคิดว่าคงจะดีไม่น้อยหากมีคนแบบนี้อยู่ในทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย

เหมือนที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสอน ‘เคี้ยวทีละคำ ทำทีละน้อย’ เธอและทีมผู้สอนก็ทำตามกำลังที่มี ทำให้มีแต่ความรู้สึกดีๆ ที่ได้รับจากการร่วมใจของคนดีๆ คนเล็กๆ ที่มีหัวใจที่ยิ่งใหญ่

ไม่เพียงเป็นโครงการดีๆ ที่สร้างให้นักธุรกิจใหม่ๆ นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้กับการดำเนินธุรกิจ แต่ยังเป็นการสร้างไอดอลหรือคนต้นแบบของนักธุรกิจในกิจการไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจ

แผนธุรกิจพอเพียง ตำราวิชาบริหารระดับโลก

ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปีในเรื่องการสร้างแบรนด์ และเป็นที่ปรึกษาเรื่องการสร้างสรรค์และวางกลยุทธ์ พี่หนุ่ยเล่าให้ฟังว่า เวลาพูดเรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับลูกค้าซึ่งเป็นบริษัทใหญ่ๆ ส่วนมากจะรับฟังและบอกว่าได้ทำสิ่งนั้นแล้ว แต่เป็นไปในลักษณะสนับสนุนโครงการช่วยเหลือภาครัฐ ทำโรงเรียนหรือศูนย์เรียนรู้ต่างๆ แต่ไม่มีใครนำกรอบความคิดเรื่องนี้มาใช้ในการทำธุรกิจเลย

“วันนี้พี่ไม่ได้บอกว่า ‘เลิกทำกำไรกันเถอะ’ เพราะถ้าธุรกิจเลิกทำกำไร ไม่มีกำไร นั่นแปลว่าธุรกิจนั้นกำลังจะเป็นภาระของสังคมแน่นอน เพราะแปลว่าคุณไม่รู้จักหน้าที่ของคุณ”

หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 อาจดูไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการสร้างแบรนด์ หรือการทำธุรกิจ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับหลักการสร้างแบรนด์ จะเห็นว่าหลักใหญ่ 3 ประการของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งประกอบด้วย การรู้จักประมาณตน การมีเหตุมีผล และการมีภูมิคุ้มกัน ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยแม้แต่น้อย

หลักการนี้ในภาษาที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานให้นำมาใช้กับธุรกิจได้อย่างไร เราถาม

“ห่วงแรก ที่พูดถึงการประมาณตน เป็นเรื่องเดียวกับ SWOT Analysis และการทำแบรนด์เพื่อให้ตัวเองรู้จักตัวตน คุณจะแข่งอะไรกับใครถ้าคุณไม่รู้จักกำลังของตัวเอง ไม่รู้ว่าเราเก่งไม่เก่งตรงไหน โอกาสและอุปสรรคคืออะไร เพราะฉะนั้น นักธุรกิจทุกคนทำห่วงแรกนี้อยู่แล้ว ห่วงที่สอง อยู่ภายใต้คำว่าสร้างและทำทุกอย่าง อย่างมีเหตุมีผล เป็นการวางกลยุทธ์ หรือ Strategic Planning เช่นเดียวกับห่วงที่สาม คือการสร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งทุกธุรกิจทำอยู่แล้วภายใต้คำว่าการบริหารความเสี่ยง

“เงื่อนไขแรกคือ ความรู้ เป็นเรื่องพื้นฐานและปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราลุกขึ้นมาพัฒนาธุรกิจ เช่น คุณจะลุกขึ้นมาวางแผนการตลาด วางแผนการสื่อสาร อะไรก็ตาม คุณก็ต้องรู้จักพฤติกรรมผู้บริโภค และคุณต้องมีความรู้เรื่องแนวโน้มของตลาดที่กำลังเปลี่ยนไปว่าเป็นอย่างไร แต่ก็ต้องระวังเพราะหากคุณใช้ความรู้นั้นเบียดเบียนหรือเอาเปรียบผู้อื่น หนึ่งในคำสอนที่ในหลวงทรงสอนเสมอ คือหากจะลุกขึ้นมาทำเรื่องการค้าการพาณิชย์ คุณก็ควรทำอย่างคนที่มีจริยธรรม มโนธรรม คุณธรรม”

เราใช้เวลาเพียงไม่นานก็จดจำแก่นใหญ่ใจความของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงผ่านกรอบความคิด 3 ห่วง 2 เงื่อนไขที่เชื่อมโยงกับการทำธุรกิจได้อย่างขึ้นใจ เราจะเห็นว่าไม่มีส่วนไหนในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ไม่อยู่ในตำราวิชาบริหารในห้องเรียนธุรกิจของมหาวิทยาลัยระดับโลก

หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน

หลักสูตรที่เกิดขึ้นใน ‘พอแล้วดี The Creator’ เกิดจากพลังอาสาของเหล่าที่ปรึกษาอันดับต้นๆ ของประเทศในวงการสาขาต่างๆ มาร่วมอาสาให้ความรู้และคำแนะนำอย่างมากมาย

ตัวแทนบทเรียนในห่วงแรกคือ SWOT Analysis กับเรื่อง Brand DNA และการทำ Brand Model จากพี่หนุ่ย

ห่วงที่สองคือ เรื่องการวางแผนธุรกิจหรือการทำ Business Model Canvas จาก ปพนธ์ มังคละธนะกุล บริษัท ล้มยักษ์ นั่นคือ คุณต้องรู้ว่ารายได้จะมาจากไหน ดำเนินการอะไรอย่างไร เป็นการสร้างเหตุและผลของการทำธุรกิจ

ห่วงที่สาม สร้างภูมิคุ้มกัน จะเรียนรู้เรื่อง Financial Management จาก ลาวัณย์ วาริชนันท์ และจาก ภัทร์ฐิตา พัวอมรพงศ์ ที่ปรึกษาการเงินส่วนบุคคล AFPT (Associate Financial Planner Thai) วางแผนทางการเงิน การทำธุรกิจแบบพอเพียงไม่ได้แปลว่าจะกู้เงินไม่ได้ เพียงแต่ว่าถ้าจะกู้เงิน ต้องกู้เงินเท่าไหร่ถึงจะพอ

ขณะที่เงื่อนไขความรู้ มีทั้งแต่เรื่องเทคโนโลยีและการประยุกต์ศาสตร์และศิลป์สมัยใหม่ให้เกิดความพอดีจาก สุทัศน์ รงรอง ผู้ก่อตั้งบริษัท ดูอินไทย, วิชาการตลาดจาก ประสงค์ รุ่งสมัยทอง ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านความรู้สึก บมจ. ธนาคารกสิกรไทย และผู้ก่อตั้งบริษัทรุ่ง (R.U.N.G TEAM),  วิชาพฤติกรรมผู้บริโภคและเทรนด์โลกที่เปลี่ยนไปจาก ดั่งใจถวิล อนันตชัย Managing Director บริษัท INTAGE (Thailand) Co., Ltd. และวิชา Graphic Design และ Packaging Design จาก สมชนะ กังวารจิตต์  Executive Creative Director บริษัท Prompt Design

โดยสิ่งเดียวที่ไม่มีสอนในหลักสูตรของโครงการ ‘พอแล้วดี The Creator’ คือเงื่อนไขคุณธรรม เพราะถือว่าเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของทุกคนที่ตั้งใจมาเข้าร่วมหลักสูตร

แค่ได้ฟังวิชาที่หนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และรับคำแนะนำแบบตัวต่อตัวจากรุ่นพี่และผู้เชี่ยวชาญ เราก็อดรู้สึกตื่นเต้นตามไม่ได้ เพราะนอกจากจะเรียนรู้จากสิ่งที่ลงมือและลงแรงทำจริงๆ ยอดขายและผลกำไรที่เคยเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตก็มีขนาดเล็กลงถนัดตา เมื่อเทียบกับการได้ค้นพบตัวเอง รู้สึกถึงคุณค่าในตัวเอง รู้เหตุผลของการตื่นนอน ซึ่งไม่ว่าเขาจะตัวเล็กแค่ไหน ก็มีความหมายต่อสังคม เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีพลังและคุณค่า ไม่ใช่แค่คนที่ฝันถึงความร่ำรวยตั้งแต่อายุยังน้อย

หนังสือรุ่น

ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา โครงการ ‘พอแล้วดี The Creator’ ได้สร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาพัฒนาธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม มีกิจการรุ่นใหม่ที่น่าสนใจและผ่านการเข้าร่วมหลักสูตรไปแล้วถึง 2 รุ่น

เช่น บริษัทสถาปนิกใจบ้านสตูดิโอ, ร้านกาแฟละเลียด, แบรนด์ Mann Craft, เฟอร์นิเจอร์และงานศิลปะแต่งบ้านจากเศษเหล็กแบรนด์ PiN และโฮสเทล Hom Hostel & Cooking Club เป็นต้น

“ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทของ Trainer หรือ Creator อย่างน้อยเขาจะเรียนรู้ว่าศาสตร์พระราชายิ่งใหญ่ขนาดไหน แต่สำหรับเรื่องการนำไปปรับใช้ได้มากน้อยแค่ไหน เราไม่ได้คาดหวัง เราเชื่อว่าเรื่องพวกนี้ต้องมาจากความเชื่อ ความศรัทธา ในตัวตนของเขา อะไรก็ตามที่คุณทำจากใจและจากความรู้สึกที่ระเบิดอยู่ข้างใน ล้วนส่งผลที่ยิ่งใหญ่ทั้งสิ้น” พี่หนุ่ยยิ้มตอบเมื่อเราถามถึงความคาดหวังที่ซ่อนอยู่

Impact Anera

“เวลาเราพูดคำว่าพอประมาณไม่ได้แปลว่ามีเท่าเทียมนะ เพราะทุกคนมีสถานะ บทบาท เงื่อนไขในชีวิตที่แตกต่างกัน แต่ว่ามีโอกาสเท่าเทียมกันในการดำรงอยู่ได้”

นอกจากหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เราถามพี่หนุ่ยว่ายังมีศาสตร์พระราชาศาสตร์ไหนอีกบ้างที่พวกเราจะนำใช้ในชีวิตและการทำธุรกิจได้

“ทุกเรื่องที่ท่านสอนเลย ไม่ใช่แค่เรื่อง ‘ความพอเพียง’ เท่านั้นที่เราควรสนใจ หากแต่ต้องมาพร้อมกับคำว่า ‘ความพากเพียร’ ถ้าเราเชื่อว่าข้างหน้านั้นมีฝั่งแน่ๆ ต่อให้เรายังไม่เห็นฝั่งนั้นเราก็ต้องพยายามว่าย ถ้าเราไม่ว่าย ปล่อยตัวเองให้จมน้ำไปกับกระแส ถ้ามียังพอมีแรงอยู่ จงมีความเชื่อและความศรัทธา

“อีกเรื่องที่พี่หนุ่ยชอบมากคือ เรื่องทศพิธราชธรรม นำไปใช้กับการสร้าง leadership ได้หมดเลยนะ รู้จักการให้อภัย รู้จักการให้โอกาส ทั้งหมดนี้เราจะเห็นว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นปราชญ์ของแผ่นดินจริงๆ ทุกอย่างที่ทรงตกผลึกและทรงส่งมอบแก่พวกเราผ่านจากกระทำ ไม่ใช่การนั่งเขียนตำราอยู่ในวัง ทั้งหมดคือบทสรุปจากชีวิตจริงที่ท่านได้เดินเท้าไปเจอะเจอกับปัญหา คุยกับคนไทยในทุกส่วนของประเทศ”

“อะไรคือเรื่องใหญ่ที่สุดที่พี่หนุ่ยได้จากการทำโครงการพอแล้วดี” เราถาม

“คำตอบก็คือ ดี ดีแบบชื่อโครงการเลย ได้ความรู้สึกดีๆ ที่ได้สร้างคนดีๆ สิ่งที่เราทำ ไม่ได้เป็นโครงการใหญ่โตมากมาย เราทำได้ทีละ 13 – 15 คน ตั้งแต่วันแรกที่เกิดขึ้นไม่มีคำว่าสุดท้ายเลย ทุกคนกลายเป็นครอบครัวที่ลุกขึ้นมาเกื้อกูล ชวนกันไปทำอะไรที่ดีมากยิ่งขึ้น จากหนึ่งคนให้กลายเป็นสอง กลายเป็นสี่ มากยิ่งๆ ขึ้น พลังของการเปลี่ยนแปลงสวยงามมาก”

ภาพ: พอแล้วดี The Creator

Facebook I พอแล้วดี The Creator

Save

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load