คราวที่แล้วผมพาไปย้อนอดีต ‘ทิชชูชมพู’ ว่าทำไมต้องเป็นสีชมพูกันไปแล้ว

คราวนี้ผมจะพาไปดูเฟอร์นิเจอร์ระดับไอคอนที่มักจะถูกวางอยู่ใต้ต้นมะม่วงหลังบ้านนั้น ถ้าเราสำรวจมันดีๆ จะค้นพบว่า นอกจากเส้นสายพึลึกกึกกือ มวลสารที่เทอะทะ และความหนักอึ้งของมันแล้ว ม้าหินยังเปล่งสำเนียงบอกเล่าเรื่องราวมากมายภายใต้ อิฐ หิน ปูน ทราย หลายสิบกิโลได้

คอลัมน์วัตถุปลายตาตอนนี้จะพาท่านผู้อ่านไปร่วมสำรวจ ‘ภาษาของม้าหิน’ ผ่านการค้นคว้าของผู้เขียน สลับกับบทสนทนากับนักออกแบบลูกครึ่งชาวไทย-อเมริกัน ชื่อ โรเบิร์ต ศุกระจันทร์ แม้จะพูดภาษาไทยได้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มีความหลงใหลในงานออกแบบแบบไทยจัดๆ จนถึงขั้นลงทุนลงแรงหล่อม้าหินจัดแสดงกลางนิวยอร์กบ้านเกิดของเขาอย่างดื้อๆ เสียอย่างนั้นเลย

โรเบิร์ต ศุกระจันทร์
โรเบิร์ต ศุกระจันทร์ ที่ผู้เขียนแอบคิดว่าหน้าเหมือน อนันดา เอเวอริงแฮม 

คนไทย (ที่แปลว่าอิสระ) ไม่ได้คิดค้น ม้าหิน

“เอาง่ายๆ ผมรู้สึกเหมือนว่า ผมติดแหงกอยู่ตรงกลางมาตลอดทั้งชีวิต”

ถึงแม้โรเบิร์ต ลูกครึ่งไทย-อเมริกัน จะใช้เวลาในช่วงฤดูร้อนที่เมืองไทยทุกปีในช่วงอายุ 10 ขวบ แต่เขาในฐานะพลเมืองสหรัฐฯ ไม่เคยแน่ใจความสัมพันธ์ที่เขามีกับประเทศไทย จนกระทั่งตัดสินใจออกค้นหาความเป็นไทยในตัวเอง ด้วยทริปค้นคว้าหาตัวตนที่เขาได้พบกับผม-ผู้เขียน เมื่อ 2 ปีก่อนที่กรุงเทพฯ

ทริปนั้นเองที่จุดประกายให้เขาเลือกสำรวจด้านที่เป็นไทยของตัวเอง ผ่านเก้าอี้ม้าหินที่เราทุกคนคุ้นตา

เป็นธรรมดาที่ทุกครั้งเมื่อเราออกสำรวจประวัติศาสตร์และที่มาของข้าวของชิ้นใดก็ตาม เราจะพบว่ารากของมันหลายชิ้นไม่ใช่ ‘ไท-แท้’ อย่างที่เราเข้าใจ ถึงแม้ว่ามันจะหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรามาช้านานแล้วก็ตาม-ม้าหินก็เช่นกัน

ม้าหินมีส่วนประกอบหลัก คือปูน ทราย และหินชนิดต่างๆ โดยมากจะเป็นหินอ่อน ด้วยคุณสมบัติความแกร่งของมัน ม้าหินส่วนมากผลิตจากการหล่อและจัดวางส่วนประกอบต่างๆ ผสมเข้าด้วยกันในแม่พิมพ์ และนำออกมาขัดตกแต่งพื้นผิว เพื่อความสวยงามคงทนในขั้นตอนสุดท้าย

ขั้นตอนทั้งหมดที่กล่าวมานั้นคิดค้นครั้งแรก เมื่อเกือบ 500 ปีที่แล้ว ที่เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี ต่างหาก

เวนิส-Vanish

ความขี้เหนียวคือจุดเริ่มต้นของเทคนิคที่นำมาใช้กับการหล่อม้าหินหรือการทำหินขัด ที่เรียกว่าอีกอย่างว่า Terrazzo ซึ่งเป็นภาษาอิตาลี หมายถึง Terrace หรือ พื้นระเบียง

ม้าหิน เฟอร์นิเจอร์ที่หยิบยืมสไตล์จากหลายชาติมาผสมจนออกมาเป็นเก้าอี้โคตรไทย, ม้าหินอ่อน
ช่างอิตาลีในยุค 1920

ผู้รับเหมาชาวอิตาลีในยุค 1500 รู้สึกเสียดายเศษหินอ่อนรูปร่างแปลกๆ ที่เหลือจากการปูพื้นและผนังต่างๆ จึงทะลึ่งคิดค้นเทคนิคการฝังเศษหินเหล่านี้ลงไปพร้อมกรวดและปูน หลังจากนั้นจึงขัดให้เรียบพร้อมเคลือบด้วย ‘น้ำนมแพะ’ ให้เงาวาว ความงกของช่างบวกกับนมแพะนี่เองที่ถือเป็นจุดกำเนิดของเทคนิคการทำหินขัดตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

“ผมไม่รู้ว่าพื้นที่ของผมบนโลกนี้คือที่ไหนกันแน่ รู้แค่ว่าเวลาไม่กลับไปเมืองไทยนานๆ แล้วรู้สึก Homesick หรือคิดถึงบ้านมาก” ลูกครึ่งไทย-อเมริกันพูดถึงบ้านหลังที่สองของเขา

หลังจากที่โรเบิร์ตจบปริญญาตรีที่อเมริกา เขาพยายามหาทางสร้างสัมพันธ์กับประเทศไทย ประเทศที่เขาเคยใช้เวลาอยู่ทุกฤดูร้อนในวัยเด็ก แต่การเดินทางมาเมืองไทยนั้นเริ่มยากขึ้นเมื่อเขาเป็นผู้ใหญ่ เช่นเดียวกับหนทางการประกอบสัมมาอาชีพของเขาในฐานะนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์

เขาเล่าให้ฟังว่า ก่อนจะมีปัญญาเก็บเงินเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลกลับมาประเทศไทยตอนโตอีกครั้ง ชีวิตการเป็นนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ในบรู๊กลินมันเสี่ยงต่ออาการ ‘ถังแตก’ พอสมควร

“ทุกครั้งที่กลับมาจากทริปที่เมืองไทย ผมจะรู้สึกหดหู่ทุกครั้ง เพราะรู้ว่าโอกาสที่จะได้กลับไปครั้งหน้าคงอีกนานแน่ๆ” โรเบิร์ตผู้เหมือนเด็กอเมริกันทั่วไปที่ทำงานพิเศษมาแล้วทุกอย่าง ตั้งแต่ในร้านอาหารไทย ยันไปเป็นช่างถ่ายภาพงานแต่งงานกล่าวไว้

ม้าหิน เฟอร์นิเจอร์ที่หยิบยืมสไตล์จากหลายชาติมาผสมจนออกมาเป็นเก้าอี้โคตรไทย, ม้าหินอ่อน
ผลงานการออกแบบของโรเบิร์ตในคอลเลกชัน Mirazzo

แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี

Terrazzo หรือหินขัดค่อยๆ แพร่หลายขึ้นจากยุโรปเข้าไปสู่ทวีปอเมริกาในยุค 1700 คุณสมบัติคือความถึก ทนทาน และแข็งแกร่งที่สุดในปฐพีของหินขัดนี่เอง ที่ทำให้เทคนิคนี้นิยมนำไปใช้ในองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม พื้นที่สาธารณะ อนุสาวรีย์ ตลอดจนสถานที่ทางศาสนาและการเมืองการปกครองต่างๆ เพราะมัน ‘คงทน ถาวร และทำให้สั่นคลอนได้ยาก’ ตรงตามวัตถุประสงค์เป๊ะๆ

หลังจากนั้นใน ค.ศ. 1920 ที่มีการคิดค้นเครื่องขัดไฟฟ้า หินขัดก็มีวิวัฒนาการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคในการหล่อ ชนิดของปูน สีสันของปูน น้ำยาเคลือบ ตลอดจนการติดตั้ง ซึ่งล้วนทำให้เกิดภาษาหินขัดใหม่ๆ จากการหล่อ การฝังหิน การขัดปูน ขึ้นมากมาย รวมไปถึง ‘ย่างก้าวแห่งดวงดาว’ หรือ Hollywood Walk of Fame สถานที่จารึกชื่อของดารา นักแสดง ระดับตำนานในฮอลลีวูดหลายๆ คนนั้น ก็ผลิตขึ้นมาด้วยเทคนิคหินขัดสีชมพูหรือ Pink Terrazzo เช่นเดียวกัน

ม้าหิน เฟอร์นิเจอร์ที่หยิบยืมสไตล์จากหลายชาติมาผสมจนออกมาเป็นเก้าอี้โคตรไทย, ม้าหินอ่อน
โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald John Trump) ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของสหรัฐฯ คือคนดังคนแรกที่ถูกเรียกร้องให้ถอนถอนชื่อออกจาก Hollywood Walk of Fameจนถึงขั้นมีคนแอบไปทำลายหินขัดของทรัมป์เลยทีเดียว

สบาย-ไม่สบาย ถูกใจก็นั่งกันไป

ด้วยความคงทนของหินขัดนี่เอง ทำให้การประยุกต์เอาเทคนิคนี้ไปใช้ในงานเฟอร์นิเจอร์สาธารณะค่อยๆ ก่อกำเนิดขึ้น หากจะย้อนไปจริงๆ ม้านั่ง หรือ Bench เกิดขึ้นตั้งแต่ยุค 1400 และเข้ามามีบทบาทในชีวิตมนุษย์ตั้งแต่โรงละครกลางแจ้ง หอประชุม โบสถ์ และเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิสัมพันธ์ของคนในสังคมเสมอมา

ตั้งแต่มีการคิดค้นเทคนิคหินขัดขึ้น การนำเฟอร์นิเจอร์ที่ยากต่อการเคลื่อนย้ายไปใช้ในพื้นที่สาธาณะก็แพร่หลายมากขึ้น ในยุค 1900 จากเหล็กดัดก็ลามไปถึงการตั้งเฟอร์นิเจอร์ปูนตันๆ ไว้ในสวนบ้าง ในค่ายทหารบ้าง ทั้งหมดทั้งมวลไม่ได้สร้างเพื่อความสบายในการนั่งเลยแม้แต่น้อย เนื่องจากผู้ที่มีอำนาจมองว่า “ม้านั่งสาธารณะนั้น ไม่ควรจะนั่งสบายสิ!” เพราะมันจะเชื้อชวนให้คนนั่งนาน นอนนาน เช่น คนจรจัด และม้านั่งเหล่านี้ ‘สวยที่สุด เวลาไม่มีคนนั่ง’ เป็นที่มาของภาษาการออกแบบ อย่างม้านั่งในปารีสหรือในเซ็นทรัลพาร์ก นิวยอร์ก ก็ล้วนแต่แข็ง เย็น ทื่อ ไม่สบายที่สุด

วุ้นแปลภาษา ของม้านั่ง

“โลกของผมเหมือนมีสองใบ” ประโยคคุ้นหูนี้โรเบิร์ตก็กล่าวไว้เช่นกัน

หลังจากทริปค้นหาตัวตนครั้งนั้นที่ผมกับเขาได้พบเจอกัน โรเบิร์ตบอกตัวเองว่า พอกันทีกับโลกที่ชีวิตหนึ่งอยู่ในไทย อีกชีวิตอยู่ในนิวยอร์ก

เก้าอี้ ‘ม้าหิน’ คือ ‘ข้ออ้าง’ ในการเชื่อมโลกคู่ขนานของเขาไว้ด้วยกัน ในฐานะคนที่เป็นทั้งไทยและเทศ และคนที่ติดอยู่ตรงกลางมาทั้งชีวิต

ม้าหิน เฟอร์นิเจอร์ที่หยิบยืมสไตล์จากหลายชาติมาผสมจนออกมาเป็นเก้าอี้โคตรไทย, ม้าหินอ่อน
ม้าหิน เฟอร์นิเจอร์ที่หยิบยืมสไตล์จากหลายชาติมาผสมจนออกมาเป็นเก้าอี้โคตรไทย, ม้าหินอ่อน
ผลงานการออกแบบของโรเบิร์ต ในคอลเลกชัน Mirazzo

เมื่อวัฒนธรรมของ ‘เก้าอี้’ (หมายถึง ที่นั่งสูง ในรากภาษาจีน) เข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกๆ นั้น เก้าอี้เป็นที่นั่งของขุนนางและชนชั้นสูง และถือเป็นงานฝีมือราคาแพง มักทำจากไม้มีค่า แกะสลักประดับประดาชนิดที่ชาวบ้านธรรมดาๆ ที่นั่งพื้น นั่งเสื่อมาตลอด นั่งกันไม่เป็นเลยทีเดียว หลายคนก็ยังยกเท้าขึ้นมานั่งขัดสมาธิบนเก้าอี้หรือที่นั่งสูงอยู่ดี

จนกระทั่งถึงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม เก้าอี้จึงถูกมองเป็นของสามัญมากขึ้น เป็นผลให้เทคนิคการผลิตข้าวของต่างๆ แพร่หลาย และมีวิวัฒนาการหรือภาษาในการออกแบบของมันเกิดขึ้น รวมถึงเจ้าม้าหินประจำศาลาที่ว่าการอำเภอของพวกเราด้วย

“บางทีคนไทยมองบางอย่างด้วยสายตาคนใน ของหลายๆ ชิ้นก็เลยเปรียบเสมือนของตาย ม้าหินข้างถนนพวกนี้ก็คือหนึ่งในนั้น” โรเบิร์ตอธิบายวิธีมองสิ่งต่างๆ ของเขาในฐานะคนนอก

ฝังอะไรก็ฝังไป : แกรมม่า-ม้าหินไทย

ถึงแม้การออกแบบเก้าอี้ของคนไทยจะได้รับอิทธิพลที่ผสมผสานมาแล้วจากจีนและชาติตะวันตก แต่ม้าหินของไทยก็ยังส่อภาษา สำเนียง และแกรมม่า ในการออกแบบที่แตกต่างจากต้นฉบับอยู่มากโข

เส้นสายของโครงสร้างของม้าหินไทยน่าจะได้รับอิทธิพลจากเฟอร์นิเจอร์ในสวนจากหลายชาติพอสมควร ทั้งขาที่มีลักษณะหกเหลี่ยม มีรูกลม จนไปถึงความโค้งมนของที่นั่งแบบจีนและญี่ปุ่น และมุมเหลี่ยมของพนักที่มีความทึบและเทอะทะ คล้ายงานเฟอร์นิเจอร์ของกลุ่ม Memphis ในอิตาลี

“ผมพบว่า ถึงแม้ม้าหินจะเป็นเทคนิคที่มาจากอิตาลี แต่คนไทย ด้วยความเป็นเจ้าแห่งการผสมปนเปก็ยังอุตส่าห์หาวิธีทำให้มันออกมาดูโคตรไทยได้ และเก้าอี้ม้าหินคือตัวอย่างที่ดีมากๆ ของการเป็นเจ้าแห่งการผสมและหยิบยืมของคนไทยเลย” โรเบิร์ตกล่าวถึงม้าหินแบบไทย ที่สำหรับเขาสะท้อนให้เห็นถึงความชาญฉลาดในการสร้างเฟอร์นิเจอร์ราคาไม่แพงจากเศษหิน

นี่อาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไมเก้าอี้ม้าหินธรรมดาๆ ถึงได้เตะตาหนุ่มนักออกแบบลูกครึ่งที่โตมาในนิวยอร์กได้ เพราะทั้งม้าหินและโรเบิร์ตเป็นตัวแทนของความครึ่งๆ ที่มีเอกลักษณ์ในความเป็นลูกผสมเช่นกัน

อีกหลักฐานหนึ่งว่าม้าหินของไทยเกิดขึ้นมาเพื่อใช้สร้างปฏิสัมพันธ์ของเพื่อนมนุษย์ ได้แก่ การปูกระเบื้องสีสันสดใสฝังลงไปเพื่อใช้เป็นตารางหมากรุกและหมากฮอส การจับคู่สีตัดกันของกระเบื้อง ไปจนถึงสีสัน รูปทรง ขนาด ของหิน เศษแก้ว กรวด ขวดเบียร์ เศษกระจก ที่เลือกฝัง และการจัดเรียงองค์ประกอบที่บ้างก็มั่ว บ้างก็เป็นระเบียบเวอร์ ความแตกต่างผสมปนเปหลากหลายนั่นเอง ที่ทำให้ม้าหินไทยดูต่างจากช่างอิตาลีผู้คิดค้นเทคนิคนี้เมื่อ 500 ปีก่อนไปโดยปริยาย

โซไฟน์ โซเฟรช โซฟรี (So Fine, So Fresh, So Free)

ม้าหิน เฟอร์นิเจอร์ที่หยิบยืมสไตล์จากหลายชาติมาผสมจนออกมาเป็นเก้าอี้โคตรไทย, ม้าหินอ่อน
 ผลงานการออกแบบของ Apt Studio ในลอนดอน

ค.ศ. 2018 จนถึง 2019 เป็นปีทองของ Terrazzo หรือหินขัดในแวดวงงานออกแบบทั้งไทยและต่างประเทศ นักออกแบบหลายคนพยายามสร้างภาษาใหม่ของ Terrazzo ขึ้น และเริ่มคิดพิสดารหารูปแบบการฝัง รวมไปถึงรูปทรง สีสัน แบบที่เป็นไทย ละเมียดละไม สดใหม่กว่าขนบเดิมๆ โดยสิ้นเชิง

กรอเทปมาข้างหน้า 2 ปีผ่านไป จากวันที่ผมได้เจอโรเบิร์ต วันนี้ผลงานชุด Mirazzo ของเขาถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ทั้งในไทยและต่างประเทศ และก็เป็นเขานี่เองที่ทำให้ผมสำเหนียกว่า ความเป็นไทย ที่แปลว่า อิสระ ไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อจำกัดทางภาษา ภูมิศาสตร์ และรับอิทธิพลจากสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลก เช่นเดียวกับม้าหินไทยๆ ที่ ‘เกิดมาก็เป็นลูกครึ่งแล้ว’

นอกจากโรเบิร์ตที่ลุกขึ้นมารื้อม้าหินแบบไทยๆ แล้ว ยังมีนักออกแบบอีกหลายคน เช่น ออฟฟิศสถาปนิกชื่อ Apt จากลอนดอน ร่วมมือกับ Huguet ผู้ผลิตหินขัดจากสเปน เริ่มฝังสิ่งอื่นๆ ที่เป็นของเหลือจากไซต์ก่อสร้าง เช่น เศษไม้ เศษเหล็ก ตะปู น็อต ลงไปในปูน ในขณะที่ดีไซน์โปรดของผู้เขียน ได้แก่ ม้าหิน Terrazo ของ Schoenstaub จากสเปน สร้างรูปทรงง่ายๆ ของเฟอร์นิเจอร์หินขัดจากการซ้อนทรงเหลี่ยมเข้าด้วยกันแบบง่ายๆ แต่น่าใช้งาน

ม้าหิน เฟอร์นิเจอร์ที่หยิบยืมสไตล์จากหลายชาติมาผสมจนออกมาเป็นเก้าอี้โคตรไทย, ม้าหินอ่อน
ผลงานการออกแบบของ Schoenstaub จากสเปน

ม้านั่งกับมุมมองของรัฐ

ถ้าใครเคยนั่งหรือนอนรอรถเมล์ในป้ายรถเมล์ของไทย คุณเคยนั่งในม้านั่งที่สะท้อนมุมมองของรัฐที่มีต่อพลเมืองแบบ “ม้านั่งสาธารณะไม่ควรจะสบายสิ” มาแล้วทั้งสิ้น

มุมมองของพื้นที่สาธารณะค่อยๆ เริ่มเปลี่ยนแปลงไปในยุค 2000 นี้เอง เป็นผลพวงมาจากเทคโนโลยีการผลิตที่อำนวยให้การผลิตเฟอร์นิเจอร์และข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ มีราคาถูกลง น้ำหนักเบา ผลิตง่ายขึ้น เก้าอี้รวมถึงม้านั่งจึงเริ่มรับใช้คนนั่งและคำนึงถึงสรีระของผู้ใช้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ในบ้านหรือในพื้นที่สาธารณะก็ตาม

ฝันอะไรก็ฝันไป

ถ้าคุณฝันเห็น ‘ม้านั่ง’ ในฝัน นักอ่านฝันบางสำนักเชื่อว่ามันหมายถึงการรอคอยอะไรบางอย่าง ในขณะที่บางสำนักหมายถึงการฝังใจเชื่อบางคนหรือบางสิ่งบางอย่างหมดหัวใจโดยปราศจากความเคลือบแคลง ซึ่งมักจะลงเอยด้วยความเจ็บปวดเสมอ

การออกแบบที่นั่งสาธารณะในปัจจุบัน หลายประเทศให้ความสำคัญกับมุมมองการรับใช้คนที่หลายหลากมากขึ้น (Inclusive) ซึ่งสะท้อนภาพที่รัฐหรือผู้มีอำนาจมองคนนั่งหรือพลเมือง ถ้าหากม้านั่งสาธารณะออกแบบโดยไม่ต้องกลัวว่ามันจะสบายไปจนมีคนจรจัดไร้บ้านมานอน (ต่อให้มานอน ก็ต้องนอนสบาย หรือความเชื่อที่ว่าประเทศไม่ควรอยู่ในจุดที่มีคนจรจัดเลย) ก็อาจเป็นไปได้ว่า มุมมองของรัฐที่มีต่อพลเมืองทุกชีวิตและพื้นที่สาธารณะกำลังเปลี่ยนไป เช่นเดียวกับการนิยามความหมายของคำว่า ‘สาธารณะ’

“นี่คือช่วงเวลาที่ผู้คนโหยหาการเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน กับการเชื่อมโยงกันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน” โรเบิร์ตกล่าวทิ้งท้ายผ่านโปรแกรมวิดีโอคอล โดยไม่รู้ว่าทริปกลับมาบ้านหลังที่สองของเขาครั้งหน้าจะมาถึงวันไหน

ม้าหิน ม้านั่งที่ป้ายรถเมลล์ หรือที่นั่งสาธารณะ ที่ ‘นั่งสบาย’ จึงเป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาเมือง อำนาจรัฐ การให้ความสำคัญของพลเมืองอย่างเท่าเทียมกัน แบบที่ใครๆ ก็อาจจะไม่ทันได้คาดคิด

ส่วนตัวผู้เขียน รอคอยฝันเห็นวันที่ ‘ม้าหินจะนั่งสบาย’ มานานหลายสิบปี

แต่ก็เป็นฝัน ที่เคยฝัน ที่ไม่กล้าฝัน ที่คนธรรมดาคนหนึ่งไม่กล้าฝัน แต่เขาก็ให้มาโดยที่ฉันแอบฝัน แล้วเขาเป็นคนสร้างฝัน


ข้อมูลอ้างอิง

Writer & Photographer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

วัตถุปลายตา

ออกสำรวจและเก็บสะสมเรื่องราวของ ‘ข้าวของ’ คุ้นตาในวัฒนธรรมไทยที่ถูกทอดทิ้ง

“ฉันไม่เคยเข้าใจเลยว่า ทำไมผู้คนส่วนมาก ถึงกระเหี้ยนกระหือรือ อวดชีวิตส่วนตัวของตัวเองในพื้นที่สาธารณะกันนัก พวกเขาลืมไปแล้วหรือว่า การล่องหนได้น่ะ มันคืออำนาจวิเศษนะ?”

Banksy ศิลปินนิรนามระดับตำนานที่ไม่มีใครเคยเห็นหน้ากล่าวไว้

นี่คือบทความสุดท้าย ภายใต้คอลัมน์วัตถุปลายตา

ในวันที่ทุกครั้งที่ผมเลื่อนดูฟีดบนโซเชียลมีเดียของตัวเอง คำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวคือ โลกทุกวันนี้ เราให้ค่ากับอะไร ผมเห็นน้อง ๆ ใกล้ ๆ ตัว หมกมุ่นกับยอดคนตามหรือ Followers อยากเป็นยูทูปเบอร์ อยากเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ อยากเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งแน่นอนว่า โลกออนไลน์นั้นมันเป็นพื้นที่มหัศจรรย์ที่นำเสนอเรื่องราว สื่อสารกับผู้คนบนโลกออนไลน์ รวมถึงสร้างอาชีพได้ในหลาย ๆ มิติ

แต่ถ้าหากอินฟลูเอนเซอร์คือคนที่ชี้นำคนอื่นได้ โลกใบนี้กำลังถูกชี้นำไปในทิศทางไหนกันแน่ล่ะ เสียงในหัวก็ยังดังขึ้น ในขณะที่พิมพ์ต้นฉบับคอลัมน์วัตถุปลายตาในครั้งนี้

ร้านกาแฟลับ 15 ร้านน่าไปในย่านเมืองเก่า, สุดยอดบาร์ลับถ่ายรูปสวย 5 อันดับกลางใจเมือง, 12 ไอเท็มเด็ดสำหรับฤดูร้อนนี้ หรืออีกกี่เศรษฐีอายุน้อยกับเป้าความสำเร็จที่คนธรรมดา ๆ อย่างผม คงไม่มีวันไปถึง – นี่หรือ ?

ความสัมพันธ์ที่ผมมีต่อโลกออนไลน์ หากต้องเรียนตามตรง ก็เป็น Love-Hate Relationship มาตลอด ผมต้องการที่จะล่องหนได้ แต่ทำอย่างไรเล่า ในเมื่อธุรกิจทุกอย่างมันขับเคลื่อนจากการสาดแสงสปอตไลต์เข้าไปใส่ และผมเองก็เป็นหนึ่งในกลไกนั้นเช่นกัน

เป็นไปได้หรือไม่ว่า โอกาสที่ผมแบ่งปันเรื่องราวต่าง ๆ กับผู้อ่าน The Cloud ผ่านคอลัมน์เล็ก ๆ นี้ มันก็น่าจะชี้นำ สาดแสงส่องสว่างให้อะไรบางอย่างที่แตกต่างและเปี่ยมแรงบันดาลใจ ให้กับโลกใบนี้ได้มากกว่าที่มันเคยมีมา

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด

ผมตัดสินใจว่า ครั้งนี้ผมจะบอกเล่าเรื่องราวของวัตถุหรือชุดความคิดที่ถูกมองข้ามเป็นครั้งสุดท้าย ใช่ครับ นี่คือคอลัมน์สุดท้ายของวัตถุปลายตา 

และผมขอยกเรื่องราวสุดท้ายนี้ ให้กับสุดยอดแรงบันดาลใจตลอดกาลของผมอย่าง คุณป้าวิเวียน เวสต์วูด (Vivienne Westwood) กับพื้นที่เล็ก ๆ ของนางในยุคต้นกำเนิดพังค์ ที่เป็นมากกว่า ร้านขายเสื้อผ้า 

บทความนี้จริง ๆ ไม่เกี่ยวกับแฟชั่นสักเท่าไหร่หรอกครับ

แต่มันคือจุดบรรจบกัน ของจุดเปลี่ยน จุดจบ และจุดเริ่มต้น ที่ผม คุณ และเราทุกคนบนโลกใบนี้ อาจจะเผชิญมันอยู่ตอนนี้ก็เป็นได้

ความไม่ปรองดอง

“เหตุผลเดียวที่ฉันเลือกอยู่ในวงการแฟชั่น ก็เพราะอยากจะทำลายความปรองดองของโลกใบนี้ต่างหาก” 

วิเวียน เวสต์วูด ตำนานพังค์ไอคอนกล่าวไว้

เมื่อวันก่อน ผมนั่งดูรายการหนึ่งในยูทูป ที่จับผู้ทรงคุณวุฒิในวงการแฟชั่นมาถกเถียงกันเรื่อง ‘Fast Fashion’ และผลกระทบของมัน รายการเต็มไปด้วยสีสันที่โกลาหลของแขกรับเชิญที่คิดเห็นไม่เหมือนกัน การพูดคุยกันจึงออกรสออกชาติ เผ็ด ดุเดือด แบบที่ไม่เคยเห็นในรายการทีวีไทยมาก่อน (ก็ดีเหมือนกันนะ ผมคิดในใจ – ประเทศเราควรจะชินกับการถกเถียงแบบเปิดหน้า ไม่ต้องอ้อมค้อม แล้วจบเวทีเสวนาก็ไปกินข้าวด้วยกันต่อได้แล้ว)

แขกรับเชิญท่านหนึ่งถามผู้ทรงคุณวุฒิว่า “แล้วไม่ทราบว่า คุณ (จุดจุดจุด) เคยตั้งคำถามอะไรกับวงการที่ตัวเองอยู่บ้างรึเปล่าคะ”

ผู้ทรงคุณวุฒิตอบอย่างไม่โกหก จริงใจว่า “เอาจริง ๆ นะ ไม่เคยเลยค่ะ”

ผมเลือกที่จะเดินไปปิดทีวีทันที

ย้อนกลับไปเดือนตุลาคม ค.ศ. 1986 วิเวียน เวสต์วูด เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร The Face ไว้ว่า “ฉันจะใช้พื้นที่หน้าร้านของฉันเป็นพื้นที่ทดลองว่า ตลาดต้องการอะไรกันแน่ มันคล้าย ๆ กับการทำ Market Research นั้นแหล่ะ” ซึ่งหน้าร้านนั้น ป้าวิเวียนเองก็เปิดร่วมกันกับคู่ชีวิตในตอนนั้นอย่าง มัลคอล์ม แมคลาเรน (Malcolm McLaren) แห่งวง Sex Pistols ในย่านเชลซีใน ค.ศ. 1971

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
พ่อและแม่ของผู้เขียน Malcolm และ Viviene

แต่มันเป็นมากกว่าพื้นที่ทดลองขายของ เพราะมันคือที่ที่ทำให้คนตั้งคำถามกับแฟชั่น โลกที่เรากำลังอยู่ และยูนิฟอร์มของการเรียกร้องและประท้วงความไม่เป็นธรรมในสังคม ผ่านเลนส์ของวิเวียนเองด้วย

ตัวร้านเองมีวิวัฒนาการของชื่อและข้าวของที่ขายมาตลอด ตั้งแต่ ค.ศ. 1971 จนถึง ค.ศ. 1976 ตั้งแต่ชื่อแรก Let it Rock, Too Fast too live – Too Young to Die, Sex, Seditionaries, จนมาถึงชื่อสุดท้ายที่ยังคงมีอยู่ในถึงยุคปัจจุบัน คือ Worlds End 

กลางยุค 70 ลูกค้าชาวพังค์ของวิเวียนจะต้องถูกประกบด้วยตำรวจ ระหว่างการเดินทางจากสถานี Sloane Square จนไปถึงร้าน Worlds End ซึ่งปัจจุบันนี้รายล้อมไปด้วยร้านรวงไฮโซ ทั้งแฟชั่น เสื้อผ้า และร้านอาหาร ทั้ง ๆ ที่ตั้งอยู่ชายขอบของบ้านการเคหะทื่อ ๆ ทรง Brutalist ในปลายถนน King’s Road ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า ร้านค้าและพื้นที่ที่ถูกบอกเล่าผ่านสายตาของมารดาของพังค์ทั้งมวลอย่างวิเวียนนั้น ย่อมพิสดารต่างจากตรรกะคนทั่วไปเสมอ

จงเขย่า – Let it Rock

อดีตอาจารย์โรงเรียนประถมอย่างวิเวียน กับแฟนหนุ่มที่เรียนไม่จบ ที่คลั่งไคล้ในยีนส์มือสองและเอี๊ยมเดนิมของคนงาน เช่าพื้นที่เล็ก ๆ หลังร้านชานเมือง ต่อจากร้านที่เคยขายของยอดฮิตในยุคโพสต์ฮิปปี้ อย่างเสื้อมิกกี้เม้าส์ เดรสลายปักรูปไอศกรีมต่าง ๆ แล้วตั้งชื่อมันว่า Let it Rock

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
Rockabilly Style

ความหมกมุ่นของวัฒนธรรมเพลงร็อกอเมริกันยุค 50 ของทั้งสองคน เริ่มสำแดงเดชด้วยการถมสินค้าที่เป็นเสื้อยืดจากวงร็อกต่าง ๆ เข้าไปในร้าน หลังจากที่เริ่มขายได้ดี จึงเซ้งพื้นที่ทั้งหมดต่อจากผู้เช่ารายแรก และสเปรย์ตัวอักษรสีชมพู ทับลงไปบนกันสาดสังกะสีสีดำว่า “Let it Rock” 

ไม่พอแค่นั้น ทั้งสองยังตกแต่งภายในร้านด้วยวอลล์เปเปอร์จากยุค 50 เชย ๆ ถมหนังสือโป๊เก่าไว้ในร้าน พร้อมกับหยิบเอาวัฒนธรรมจิ๊กโก๋ หรือ Teddy Boy มาเปลี่ยนแปลง ปัดฝุ่นใหม่ให้กลายเป็นสินค้าร่วมสมัยในร้าน

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
ร้านที่เชยจนเฉี่ยว

ครึ่งทางของการปั่นต้นฉบับที่สายเกินกำหนดส่งนี้ ผมตัดสินใจสั่งอาหารเดลิเวอรีมากินที่บ้าน พร้อมไวน์หนึ่งขวด 

นานแค่ไหนแล้วที่ผมไม่ได้ออกไปเดินช้อปปิ้ง ซื้อข้าวของ เสื้อผ้า ในห้างสรรพสินค้า แต่เมื่อมองออกไปนอกคอนโดฯ แล้วเห็นปริมาณรถยนต์ที่ติดอยู่กลางถนนสุขุมวิท ผมก็เชื่อว่าโลกกำลังค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติแล้ว – กรุงเทพฯ กับชีวิตดี ๆ กลับมาลงตัวอีกครั้ง

แต่มันปกติแค่ไหนต่างหากที่ผมสงสัย

ไวเกินไปที่จะอยู่ ใสเกินไปที่จะตาย – Too Fast to Live Too Young to Die

หลังจากที่ร้าน Let it Rock ค่อย ๆ เสื่อมมนต์ขลัง ท่ามกลางความนิยมที่จางหายของดนตรีร็อกยุค 50 ใน ค.ศ. 1972 วิเวียนและมัลคอล์มก็เปลี่ยนชื่อร้านเป็น ‘Too Fast too Live, Too Young to Die.’ คาถาคลาสสิกที่มักจะถูกเขียนปักไว้ด้านหลังของแจ๊กเก็ตหนังของสิงห์มอเตอร์ไซค์ หลายครั้งก็เพื่อเป็นเกียรติแก่การจากไปของ เจมส์ ดีน – ร้านที่ครั้งหนึ่งเคยเปิ่น ๆ ก็ถูกประดับประดาด้วยหัวกระโหลก ตู้เพลง โปสเตอร์หนังเก่าที่หม่นขึ้นหนึ่งสเต็ป

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
ยุคของสิงห์นักบิด

Too Fast too Live, Too Young to Die. ช่างเป็นประโยคที่น่าสนใจสำหรับผม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำว่า Fast หรือ เร็ว

เร็ว ช้า – Fast Slow จริง ๆ แล้วน่าจะเป็นคุณสมบัติที่วัดยากหากไม่มีเกณฑ์เทียบ ก็น่าจะเป็นเช่นเดียวกันกับความสวยงาม ความร่ำรวย ความพอเพียง ที่ทุกอย่างล้วนวัดได้ผ่านตราชั่งส่วนตัวเท่านั้น ผมจึงไม่เคยเชื่อในมายาคติอันสวยงามของ Slow Life เลยแม้แต่น้อย

แต่ถึงกระนั้น ผมเองก็อดตั้งคำถามกับความไวและสปีดของโลกปัจจุบันที่เราทุกคนอยู่ร่วมกันไม่ได้

ถ้าวันพรุ่งนี้เราสามารถปั้นดาว TikTok ได้ข้ามคืน จากการเต้น การเล่นตลก จากความเซ็กซี่ หน้าตาดี รีวิวเก่ง แล้วการเดินทางไปโลกใบใหม่ด้วยสปีดนี้ จะพาเราไปถึงจุดไหน บางทีผมอาจจะกำลังจะกลายสภาพเป็นคนแก่ ที่กำลังขมขื่นกับการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ คนแก่ที่ผมต่อต้านมาตลอดในวัยรุ่นก็เป็นได้

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
ยุคของสิงห์นักบิดที่ Too Fast to Live Too Young to Die

ย้อนกลับมาที่ร้านร็อกหม่น ๆ ของวิเวียน ผู้ซึ่งตั้งคำถามเรื่องระบบทุนนิยมและบริโภคนิยม เช่นเดียวกับแฟนของเธอที่มีมุมมองทางการเมืองที่ชัดเจน ป้าวิเวียนจึงเริ่มดัดแปลงเสื้อยืดดำ แขนกุด สะกดเป็นคำร้าย ๆ แสลงปาก อย่างคำว่า PERV (วิตถาร) หรือ SCUM (ขยะ) โดยใช้เข็มหมุด กระดูกไก่ที่เอามาฟอก และกากเพชร เป็นเครื่องมือในการสะกดคำแทน

ผมชื่นชม ไม่ใช่แค่ความกล้า บ้าบิ่น ในความคิดสร้างสรรค์ของทั้งคู่ แต่ในการที่เขาทั้งสองใช้พื้นที่เล็ก ๆ ที่อยู่ในซอกหลืบของอุตสาหกรรม ให้กลายเป็นป้ายประท้วงที่ชวนให้คนเดินเข้าไปหา ตั้งคำถามกับพฤติกรรม สังคม ระบบ ไปจนถึงโลกที่ตัวเองอยู่ – แฟชั่น เป็นแค่ของฝากติดไม้ติดมือกลับมาจากพื้นที่นั้น แค่นั้น

หากคนเราไม่ตั้งคำถาม ตั้งสมมติฐานเลย ก็จะไม่มีวันมองเห็นปัญหา – คาบวิทยาศาสตร์สอนผมไว้

เซ็กส์

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
หน้าร้านที่ปังโป้งที่สุดในยุคนั้น

ใน ค.ศ. 1974 ตัวอักษรขนาดยักษ์ที่ห่อหุ้มด้วยยางลาเท็กซ์สีชมพูเนื้อ S.E.X ก็ถูกยกขึ้นไปติดตั้งแขวนไว้หน้าร้าน แทน Too Fast to Live, Too Young to Die และมันถือเป็นการกลับชาติมาเกิดของร้านที่สุดโต่งที่สุดในยุคนั้นเคยพบเจอมา

ผนังของร้านถูกหุ้มไปด้วยวัสดุบุนวม เหมือนด้านในของผนังมดลูก ซึ่งนำมาจากบริษัทผลิตหนังชั้นดี กันสาดก็เต็มไปด้วยรูปวาดกราฟฟิตี้ทรงจู๋ ทรงจิ๋ม และโซ่แส้ กุญแจมือ เต็มไปหมด ในขณะที่พนักงานขายทุกคนนั้นแต่งตัวสุดโต่ง เซ็กซี่ พังค์ ถึงขึ้นโดนตำรวจจับ เพราะว่าใส่เสื้อยืดรูปเกย์คาวบอยสองคนโชว์เจ้าโลกในพื้นที่สาธารณะกันเลยทีเดียว

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
Sex? Why not?

SEX กลายเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่ทดลองกับสิ่งที่คนไม่กล้าพูดถึงหรือห้ามพูดถึง ซึ่งประชากรที่รักในร้านแห่งนี้นั้น รวมไปถึงคนนอกวงการแฟชั่นด้วย เช่น นักธุรกิจชายที่เดินมาลองสูทลาเท็กซ์ แบบ BDSM ทั้งตัวแต่เปิดหัวนม และวิเวียนกับมัลคอล์มก็แสดงให้เห็นอีกครั้ง ว่าพื้นที่เดิมนั้น สามารถปรับตัว วิวัฒน์ ปั่นป่วน และเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของคนได้ แม้จะเป็นเพียงกลุ่มเล็ก ๆ มันก็มากพอแล้ว

แฟชั่นเป็นเพียงแค่เครื่องมือ และของฝากติดไม้ติดมือจากร้านอีกเช่นเคย

“แฟชั่นคือหนึ่งในกลไกของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แฟชั่นไม่เคยบังคับให้ใครซื้อ” – ผู้ทรงคุณวุฒิและทรงอิทธิพลในวงการแฟชั่นท่านนั้นกล่าวไว้ในรายการ และผมก็บังเอิญที่จะเห็นด้วยกับแก

ในทางกลับกัน หากแฟชั่นใช้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริง ๆ แล้วกลไกอะไรล่ะที่ขับเคลื่อนแฟชั่น ผมแอบอดตั้งคำถามไม่ได้อยู่ดี

เร้าระดม – Seditionaries

ยุคที่หน้าร้านปิดที่สุด กลับเป็นที่นิยมที่สุด

วิเวียนและมัลคอล์มใช้คอนเซ็ปต์ใหม่มาห่อหุ้มร้านในพื้นที่เดิมถี่ ราวกับทิชชูใช้แล้วทิ้ง หยิบของเข้าออกตลอดเวลา และ Seditionaries (ที่แปลว่า แห่งการปลุกระดม) นั้น ก็คืออีกพื้นที่หนึ่งที่ถูกนำเข้ามาห่อใหม่ หลังจาก SEX

สถาปนิกจบใหม่จาก RCA อย่าง David Cornor เข้ามาปรับปรุงร้านด้วยการใส่กระจกขุ่นสีขาวเกือบทึบไว้หน้าร้าน ในขณะที่ผนังภายในร้านห่อไว้ด้วยภาพจากการถล่มขีปณาวุธทางอากาศที่เมือง Dresden ซึ่งบางภาพก็กลับหัวกลับหาง ในขณะที่ฝ้าเพดานร้านก็ใส่รูโหว่กับเลี้ยงหนูเป็น ๆ ไว้ ร้านชื่อยากอย่าง Seditioneries จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านระบบบริโภคนิยมแห่ง West End ไปในที่สุด

ผนังที่เป็นรูปการทิ้งระเบิดทางอากาศ

ซึ่งไอ้เจ้ากระจกหน้าร้านที่เกือบมองข้างในไม่เห็นนี้ กลับกลายเป็นพื้นที่ที่ดึงดูดคนได้อย่างน่าประหลาด ทั้งดีเจ คนดัง และไอคอนในยุคนั้น ต่างแห่แหนไปซื้อเสื้อยืดลายสกรีนชวนหัว วิตถาร โจ๋งครึ่มมากมาย เช่น มิ้กกี้เม้าส์กับมินนี่เม้าส์ยิ้มกัน จนไปถึงเสื้อยืด God Saves the Queen อันโด่งดังของวง Sex Pistols ที่มัลคอล์มเป็นสมาชิกอยู่

“ถ้าหากฉันได้เป็นนายกฯ อังกฤษน่ะนะ สิ่งหนึ่งที่ฉันจะให้ความสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็คือ งานฝีมือและการผลิตของคนอังกฤษแท้ ๆ ” วิเวียนเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในยุค Seditioneries พร้อมกับยืนยันว่า เสื้อผ้าของเธอยังใช้ฐานการผลิตในอังกฤษล้วนในยุคนั้น

ป้าวิเวียนในยุคนั้น

ใช่แล้ว วิเวียนก็เชื่อว่าแฟชั่นนั้นใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เช่นกัน แต่สิ่งที่ขับเคลื่อนวิเวียนอีกที ดูเหมือนจะเป็นปัญหาของระบบ ที่เกิดจากการตั้งคำถามย้อนกลับไปถึงที่มาของการผลิตและสังคม รวมถึงโลกที่เธออยู่และโลกที่เธอฝันอยากจะเห็นด้วย

โลกทั้งมวลล้วนจบสิ้นแล้ว – Worlds End

กระผม ผู้เขียนเอง ทำงานหลายอย่าง ตั้งแต่เป็นที่ปรึกษาให้กับโรงงานทอผ้า เอเจนซี่ออกแบบ จนไปถึงร้านอาหาร ร้านชา คาเฟ่ต่าง ๆ สิ่งหนึ่งที่วันนี้ทุกธุรกิจหนีไม่พ้น ก็คือการสร้างภาพมายาให้ขึ้นกล้อง หรือที่เราเรียกว่า Instagrammable ในวันที่คนโพสต์รูปกับแก้วชากาแฟและผนังร้านได้ – แต่ผมเองพยายามมองหารูปแบบการสร้างพื้นที่ที่คนจะสามารถเชื่อมโยง เชื่อมต่อกัน ในระดับความเชื่อ อุดมคติ มากกว่าการแวะเข้าไปเช็กอิน รีวิว แล้วก็เดินจากไปมาตลอด 

ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งว่า ทำไมคอลัมน์นี้ถึงพูดถึงร้านร้านหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงตัวเองในพื้นที่เดิมมาตลอดหลายสิบปี

นาฬิกาที่หมุนย้อนหลัง และมี 13 ตัวเลข

ใน ค.ศ.1979 ร้านที่เปลี่ยนชื่อบ่อยที่สุดก็เดินทางมาถึงชื่อปัจจุบัน ที่ถูกตั้งว่า Worlds End ที่เป็นชื่อของย่านหนึ่งในเชลซีที่ร้านตั้งอยู่ และโจทย์ของการออกแบบครั้งนี้ คือการต่อต้านเวลาและพื้นที่ เป็นโจทย์ที่ท้าทายมากสำหรับร้านพื้นที่กระจิ๋วหลิวในย่านชานเมือง 

ผลลัพธ์คือ พื้นและหลังคาที่เอียงกระเท่เร่ เอียงจริง ๆ ขนาดที่ทำให้พนักงานแคชเชียร์ต้องปวดหลังจากการเดินทรงตัวบนพื้นเอียง ๆ ตลอดเวลา และนาฬิกาที่มี 13 ชั่วโมง ที่เลขเรียงแบบสลับซ้ายขวา หมุนย้อนหลัง ขนาดยักษ์ ตั้งแปะทนโท่อยู่หน้าร้าน ราวกับจะบอกแขกที่แวะเวียนไปว่า ไม่ต้องสนใจนะ ว่านี่มันปีไหน ซีซั่นไหน เทรนด์อะไร ของชิ้นใหม่หรือชิ้นเก่า เพราะนี่คือพื้นที่ที่อยู่เหนือกาลเวลาอยู่แล้ว

วิเวียนแยกทางกับมัลคอล์มในปีเกิดของผม ค.ศ. 1984 และปัจจุบันร้าน Worlds End ก็ยังคงมีอยู่ภายใต้ชื่อเดิม เพียงแต่จะวางขายเฉพาะชิ้นพิเศษจาก Gold Label หรือชิ้น Remake จากคอลเลกชันคลาสสิกสมัยก่อนของวิเวียน รวมไปถึงการหยิบเอาเสื้อผ้าเก่าจากคอลเลกชันอื่น ๆ มาทำใหม่ เพื่อลดปริมาณขยะ และมันก็สอดคล้องไปกับทิศทางความเชื่อของวิเวียนเอง เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม แรงงานในระบบอุตสาหกรรม แฟชั่นที่ต้องโปร่งใสและเป็นธรรม – ในหลาย ๆ แคมเปญและคอลเลกชันช่วงหลังในแบรนด์ภายใต้ชื่อเธอ

ปัจจุบันเป็นร้านขายของเก่าแบบ Remake และชิ้นสำคัญ ๆ ของคุณป้า

“ซื้อให้น้อยลง ถ้าต้องซื้อ ก็เลือกอย่างฉลาด ใช้ของให้ดี นั่นคือสิ่งที่เป็นมิตรกับโลกที่สุด ยั่งยืนที่สุด ที่คุณจะทำให้สังคมได้แล้ว” วิเวียน เคยกล่าวไว้ 

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
แม่ก็คือแม่ ขอบคุณสำหรับทุกแรงบันดาลใจ

จุดบรรจบของจุดเปลี่ยน จุดจบ และจุดเริ่มต้น

นี่คือบทความสุดท้าย ภายใต้คอลัมน์วัตถุปลายตา

และหากท่านผู้อ่านอ่านมาถึงย่อหน้านี้ ก็คงจะพอเข้าใจแล้วว่านี่ไม่ใช่ตอนของประวัติศาสตร์แฟชั่นพังค์เพียงอย่างเดียว แต่มันคือบทบันทึกว่า พื้นที่เดิมวิวัฒนาการไปได้เรื่อย ๆ ตามยุคสมัย ตามความเชื่อ และแรงขับเคลื่อนที่เปลี่ยนไป – คนเองก็น่าจะไม่ต่างกัน

โควิดทำให้ผมออกเดินทางไปต่างจังหวัดมากขึ้น เพียงแค่แบกคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่อง ผมก็ยกออฟฟิศไปทำงานที่ไหนก็ได้ในประเทศไทยได้ตลอด และสิ่งหนึ่งที่ผมค้นพบคือผู้คน คนตัวเล็ก ๆ เสียงแผ่ว ๆ ที่วันนี้อาจจะไม่มีแสงสว่างสาดส่องไปถึง และอาจจะไม่มีวันมีพื้นที่ใน The Cloud นั้น ซ่อนตัวอยู่เต็มประเทศไปหมด

สิ่งที่พวกเขากำลังทำอาจจะไม่ได้ยิ่งใหญ่ เหมือนกับทายาทธุรกิจรุ่นสอง ไม่ได้อยู่ในกระแสสนใจของสังคม ไม่ได้เปลี่ยนโลก ไม่ไวรัล ไม่สามารถเรียกยอดไลก์ ยอดแชร์ ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยกลไก Advertorial ใด ๆ แต่มันส่งต่อแรงบันดาลใจได้แน่นอน

หากพื้นที่บน The Cloud รวมถึงสื่อออนไลน์บนโลกอินเทอร์เน็ตอื่น ๆ ยังไม่มีพื้นที่ทดลองแบบ Let it Rock, Too Fast to Live, Too Young to Die, SEX, Seditionaries และ Worlds End ผมขอเปลี่ยนพื้นที่เล็ก ๆ นี้ ด้วยการเปลี่ยนโฉม เปลี่ยนทิศทาง เปลี่ยนการชี้นำ สาดแสงให้ จากคอลัมน์ ‘ วัตถุปลายตา’ ไปเป็นสิ่งอื่น กับรูปแบบงานเขียนเชิงทดลองที่คงเปรียบได้กับการเอาหนูไปใส่ไว้บนฝ้าเพดานที่มีรู กับแรงขับเคลื่อนที่เกิดจากการตั้งคำถาม เพื่อสำรวจปัญหาของวัฒนธรรมบริโภคนิยม ทุนนิยม รวมถึงอุตสาหกรรมสื่อออนไลน์เอง ผ่านการคุยกับคนตัวเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในตะเข็บของสังคมแทน

หากโลกวันนี้ผมล่องหนไม่ได้ อย่างน้อยผมขอพกสปอตไลต์ ไปฉายในที่ที่จะมีประโยชน์ ปั่นป่วน เปลี่ยนแปลง ปลุกระดม และบันดาลใจได้ ก็ยังดีครับ

เมอร์รี่คริสต์มาส สุขสันต์วันปีใหม่ และพบกันใหม่เร็ว ๆ นี้ครับ

ข้อมูลอ้างอิง

www.anothermag.com/fashion-beauty/8672/clothes-for-heroes-the-story-of-westwoods-worlds-end-shop

en.wikipedia.org/wiki/Sex_(boutique)

www.kidsofdada.com/blogs/magazine/11950453-sex-shop

culturacolectiva.com/fashion/sex-punk-boutique-vivienne-westwood

selvedgeyard.com/2010/10/07/the-filth-the-fashion-vivienne-westwoods-70s-sex-rag-revolution/

art-sheep.com/sex-vivienne-westwoods-boutique-that-defined-britains-punks-nsfw/

www.vogue.com/article/vivienne-westwood-god-save-the-queen-shirt-40th-anniversary

punkflyer.com/seditionariesshop.html

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load