The Cloud x The CocaCola Foundation x TerraCycle Thai Foundation

วิถีชีวิตของคนไทยพึ่งพาและอาศัยน้ำเป็นวิถีหลัก แต่ใครเลยจะรู้ว่าการพึ่งพาอาศัยและครอบครองน้ำที่ไหลผ่าน กลับกลายเป็นการทำร้ายแม่น้ำลำคลองเสียเอง

เจมส์ สกอทท์ ผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิเทอร์ราไซเคิล ไทย ที่เข้ามาดำเนินโครงการติดตั้งเครื่องดักขยะในคลองลาดพร้าว กล่าวในฐานะคนต่างชาติที่เข้ามาเห็นคลองลาดพร้าวในตอนแรกว่า “มันแย่มากเลยครับ ผมลองสำรวจแถวๆ นี้ ก็พบว่ามีแต่กลิ่นเหม็นของซัลเฟอร์ไดออกไซด์โชยมาจากในน้ำ เห็นขยะลอยมาเกลื่อน มันไม่ใช่แค่ขยะที่ตกลงไปเองนะ แต่เพราะมีคนทิ้งลงไปด้วย เห็นครั้งแรกก็ตกใจเหมือนกัน ไม่คิดว่าเขาจะทำแบบนี้ แต่สำหรับคนที่ทิ้ง เขาคงคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับผมมันไม่ใช่ ผมเลยอยากจะเปลี่ยนมัน” 

เจมส์ สกอทท์ ผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิเทอร์ราไซเคิล ไทย, คลองลาดพร้าว

คลองลาดพร้าวคือหนึ่งในคลองที่ยาวที่สุดในกรุงเทพฯ ไหลผ่านหลากหลายพื้นที่ และนับเป็นหนึ่งในคลองที่ประสบปัญหามลพิษขยะร้ายแรงที่สุดแห่งหนึ่ง ปัญหาสะสมที่เรื้อรังมานานต้องใช้เวลาในการแก้ไข และความตั้งใจของเจมส์คงเป็นจริงไปไม่ได้ หากขาดเพื่อนคนสำคัญอย่าง ‘โค้ก’ โดยมูลนิธิโคคา-โคลา ที่เข้ามาให้ทุนสนับสนุนในการติดตั้งเครื่องดักขยะในคลองลาดพร้าว ทำความสะอาด และส่งเสริมการเปลี่ยนพฤติกรรมคนในชุมชน ร่วมกับสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานตาบาร์บาราภายใต้โครงการ Benioff Ocean Initiative เพื่อช่วยป้องกันการรั่วไหลของขยะจากแม่น้ำสู่มหาสมุทรทั่วโลก

ลุยภารกิจฟื้นฟู 'คลองลาดพร้าว' ของชุมชนและองค์กรนานาชาติ ที่เริ่มต้นจาก 'ขยะ'

ไม่เพียงแค่นั้น เพราะการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจ และความร่วมมือของชุมชนตลอดสองฝั่งคลอง ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของคนในชุมชน และความร่วมมือนั้นก็มีจุดเริ่มต้นจากคนตัวเล็กๆ นั่นคือหัวหน้าชุมชนลาดพร้าว ที่รู้เส้นทางนี้ดีเหมือนเส้นลายมือตัวเองอย่าง แซม-สำเนียง บุญลือ

ลุยภารกิจฟื้นฟู 'คลองลาดพร้าว' ของชุมชนและองค์กรนานาชาติ ที่เริ่มต้นจาก 'ขยะ'

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในวันนี้ที่คลองลาดพร้าว ภายใต้การสนับสนุนจากมูลนิธิโคคา-โคลา มูลนิธิเทอร์ราไซเคิล ไทย ได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องดักขยะที่ผลิตขึ้นในประเทศจำนวน 2 เครื่อง ขยะจำนวนมากถูกเก็บขึ้นมาจากคลองก่อนไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา จากนั้นขยะทุกชิ้นถูกนำไปตากแห้งและคัดแยกที่สถานที่คัดแยกในเขตลาดพร้าว เพื่อนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลที่ถูกต้องสำหรับขยะแต่ละประเภท โดยมีการบันทึกปริมาณและประเภทไว้อย่างละเอียด เพื่อนำไปเป็นข้อมูลพัฒนาโครงการการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของชุมชนริมคลองต่อไป

เครื่องดักขยะ 2 เครื่องที่ทำงานอย่างหนัก 5 วันต่อสัปดาห์นี้เป็นเพียงเส้นทางสู่การพัฒนาสังคมให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนนั้นมาจากความร่วมไม้ร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในสังคม ทุกคนสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่วันนี้ ลำคลองที่กลับมาสะอาดและเต็มไปด้วยชีวิตอีกครั้ง

ลุยภารกิจฟื้นฟู 'คลองลาดพร้าว' ของชุมชนและองค์กรนานาชาติ ที่เริ่มต้นจาก 'ขยะ'

แขยงเหล่าขยะ

เจมส์และแซมเริ่มต้นพาเรานั่งเรือเพื่อออกสำรวจสภาพของคลองลาดพร้าวในปัจจุบัน ก่อนที่แซมจะเล่าย้อนให้เราฟัง ถึงสภาพความเป็นอยู่ที่เขาเคยอาศัยในชุมชนคลองลาดพร้าวเมื่อครั้งยังเด็ก “ผมเกิดที่คลองลาดพร้าวนี่เลย ใช้ชีวิตอยู่กับคลองมาตลอด โห ตอนนั้นคลองใสมาก ใช้น้ำได้สบายเลย ผมใช้น้ำในคลองแปรงฟันยังได้เลยตอนนั้น ชีวิตก็ดีมาก”  

แต่ไม่นานภาพนั้นก็เลือนรางและจางไป กลายเป็นสภาพที่เราเห็นในทุกวันนี้ “ผมว่าความเจริญเข้ามา วิถีก็เลยเปลี่ยน เพราะว่าคนเข้ามาอยู่เยอะ น้ำก็เลยเปลี่ยนแปลงไปเลยทีนี้ ก่อนหน้านี้ที่อากาศมันดี พอมีแต่ขยะอย่างนี้กระทบที่สุดก็คือคนริมคลองนะ ถ้าน้ำมันใสสะอาดก็จะไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ น้ำมันสกปรกใช้ไม่ได้ มันกระทบทั้งชีวิตเราเลย จากที่เดินๆ ออกไปนอกบ้าน สูดอากาศหายใจได้สบายๆ แต่ตอนนี้ทำไม่ได้แล้ว 

“การที่ขยะมันเยอะๆ เนี่ย พอมันสะสมก็ทำให้ลำคลองมันตื้นเขินขึ้นมา การระบายน้ำก็ไม่ดี เสร็จแล้วที่น้ำมันท่วมบ่อยๆ เพราะนี่แหละ ถุงพลาสติกมันไปอุดไปตันตรงนั้น ขยะนี่มีผลกับตรงนี้มากเลย ขยะที่เราเห็นกันทุกวัน”

ลุยภารกิจฟื้นฟู 'คลองลาดพร้าว' ของชุมชนและองค์กรนานาชาติ ที่เริ่มต้นจาก 'ขยะ'
ลุยภารกิจฟื้นฟู 'คลองลาดพร้าว' ของชุมชนและองค์กรนานาชาติ ที่เริ่มต้นจาก 'ขยะ'

เมื่อลองวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้น เจมส์บอกกับเราว่า อาจเกิดจาก 2 ปัจจัย “ข้อแรกคือ พวกเขาไม่รู้จะไปทิ้งที่ไหน และข้อสองคือ พวกเขาไปทิ้งที่อื่นไม่ได้ เพราะพวกเขาไม่มีทางเลือก นั่นคือสิ่งที่พวกเขาไม่ได้ตระหนักถึง ว่าการทิ้งขยะลงไปในคลองแล้วจะเป็นอย่างไร แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่เราจะไปโทษเขาทั้งหมดนะ

“ที่จริงแล้วขยะไม่ได้มาจากแค่คนริมคลอง แต่มาจากทุกพื้นที่บริเวณเลยต่างหาก ทั้งจากคนที่อยู่รอบบริเวณ ท่อน้ำทิ้งที่เต็มไปด้วยขยะ ถนนเอย สุดท้ายมันก็มาจบลงที่คลอง พอเราศึกษากับทางมหาวิทยาลัยมหิดล เราก็พบว่าขยะจริงๆ แล้ว มาจากอีกฟากของแม่น้ำ มาจากบนเกาะบ้าง มาจากประเทศอื่น มาจากบนเรือ หรือแม้กระทั่งมาจากแผ่นดินใหญ่ที่เราอยู่กัน ขยะมันมาจากทั่วทุกที่นั่นแหละ

“ผมคิดว่าคลองในประเทศไทยควรเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันต้นๆ ที่คนจะมาด้วยซ้ำ คนควรมาริมคลองได้ในวันหยุดสุดสัปดาห์ คุณสามารถพาเพื่อนมาขี่จักรยานหรือเดินรอบคลองได้ มันคงจะสวยมาก ถ้าเป็นที่ยุโรปหรือที่อื่น เราก็จะเห็นเขาทำแบบนี้ได้ และไม่ใช่ทุกเมืองจะมีคลองที่เป็นเอกลักษณ์แบบนี้เหมือนในกรุงเทพนะ แต่กลายเป็นว่าพอมันสกปรก ก็ไม่มีใครอยากจะมา ที่จริงคลองในกรุงเทพนี่ถือว่าเป็นโอกาสที่จะสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นได้ ถ้าเราลงมือทำอะไรสักอย่าง”

นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่คิดว่าถึงเวลาสักทีที่คลองนี้ควรเริ่มเปลี่ยนแปลง

คลองลาดพร้าวโมเดล 

แล้วทำไมคลองลาดพร้าวถึงเป็นคลองสายแรกๆ หรือคลองต้นแบบแห่งการกำจัดขยะ เจมส์จึงมาไขข้อสงสัยให้เรา 

“ผมขอเริ่มต้นเล่าถึงเทอร์ราไซเคิลก่อน เราก่อตั้งมายี่สิบปี ในกว่ายี่สิบสองประเทศแล้ว เรามีชื่อเสียงจากการรีไซเคิลสิ่งที่คนไม่ค่อยเอาไปรีไซเคิลกัน เราพยายามสร้างเทคโนโลยีและองค์ความรู้ตั้งต้นให้กับองค์กรอื่นๆ ที่ต้องการทำเรื่องรีไซเคิล อย่างโปรเจ็คนี้ เราก็ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิโคคา-โคลาในการผลิตเทคโนโลยีที่จะช่วยกำจัดขยะในคลองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

“เราไปสำรวจหลายคลองมาก เราลงไปคุยกับหลายๆ ชุมชนกับหลายๆ ผู้นำชุมชนก่อน เพื่อให้พวกเขาเข้าใจสิ่งที่เราทำ จุดสำคัญคือเราจะเลือกชุมชนที่อยากจะเห็นความเปลี่ยนแปลงถึงแม้ว่าจะเป็นโครงการระดับโลกแต่ถ้าชุมชนไม่ให้ความร่วมมือ ความเปลี่ยนแปลงนั้นก็เกิดขึ้นไม่ได้ และทำไมถึงต้องเป็นคลองลาดพร้าว ก็เพราะพอเราคุยกับแซม เขาก็ทำงานในการดูแลรักษาคลองมาตลอดเขามีแพชชั่นที่จะทำตรงนี้และอยากเห็นความเปลี่ยนแปลง เราเลยเลือกให้ที่นี่เป็นคลองต้นแบบ”

แซมบอกว่า เขาเก็บขยะตรงนี้มาจะเป็นสิบปีแล้ว จากการอาสาทำเองบ้างในช่วงวันหยุด พอเกษียณจากงานขับรถสิบแปดล้อ เขาก็ลงมาช่วยงานชุมชนแบบเต็มตัว เพราะอยากทำให้ชุมชนน่ามองอีกครั้ง แต่ไม่เคยเห็นผลเลย

“ผมอยู่กับชุมชนมาสี่สิบกว่าปีแล้วนะ ผมทำกับชุมชนมาตลอด แต่มันก็ไม่เห็นภาพจริงจังสักที คาอยู่อย่างนี้

“จะกำจัดขยะต้องทำจากคลองก่อน แล้วหนึ่งในคลองที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ ก็คือคลองลาดพร้าว ซึ่งเป็นเส้นเลือดตรงนี้เลย ก็ต้องมาดักขยะตรงนี้ก่อน แล้วมูลนิธิเขาเข้ามาถูกทางพอดี เก็บต้นทางไว้ก่อน ขยะปลายทางก็จะน้อยลงได้”

ลุยภารกิจฟื้นฟู 'คลองลาดพร้าว' ของชุมชนและองค์กรนานาชาติ ที่เริ่มต้นจาก 'ขยะ'

นวัตกรรมเครื่องดักขยะ

และสิ่งที่เทอร์ราไซเคิลทำก็คือการพัฒนาเครื่องมือดักจับขยะ ลักษณะเป็นตะแกรงลึกลงไปในคลองแต่ไม่ถึงก้นคลอง พร้อมมีแขนยื่นออกมาสองข้าง ผูกติดกับโป๊ะเพื่อให้สามารถเคลื่อนย้ายได้ตามเส้นทางที่น้ำไหลผ่าน 

“มันไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก แต่สิ่งหนึ่งคือมันต้องคงทนและอยู่ได้นาน ที่สำคัญคือต้องไม่กระทบสัตว์น้ำ เราถึงไม่สร้างเครื่องให้ลงไปติดก้นคลอง เพื่อให้สัตว์น้ำอาศัยอยู่ได้ เราปรับกันหลายครั้งอยู่เหมือนกันกว่าจะได้มา เราทำให้แขนยาวขึ้นเพื่อที่จะได้ดักขยะได้มากขึ้น และไม่ใช่แค่การดักจับขยะบนผิวน้ำเท่านั้น แต่ยังเป็นใต้น้ำด้วย การใช้เป็นไม้ไผ่แบบที่ทำกันจะสามารถดักขยะได้แค่บนผิวน้ำเท่านั้น ซึ่งดูแล้วเหมือนจะมีไม่เยอะ แต่ตัวปัญหาคือขยะที่จมลงไปใต้น้ำ” เจมส์อธิบายให้เราฟัง พร้อมพาเราไปดูเครื่องดักจับขยะว่ามีหน้าค่าตาแบบไหน

ลุยภารกิจฟื้นฟู 'คลองลาดพร้าว' ของชุมชนและองค์กรนานาชาติ ที่เริ่มต้นจาก 'ขยะ'
ลุยภารกิจฟื้นฟู 'คลองลาดพร้าว' ของชุมชนและองค์กรนานาชาติ ที่เริ่มต้นจาก 'ขยะ'

แซมบอกเราเพิ่มเติมว่า “ถ้าไม่มีเครื่องนี้ เราก็จะตักแต่ข้างบนอย่างเดียว ขยะข้างล่าง พอเราไปตักมันก็หนีหมด แล้วไปกองอยู่ตามมุมอับ ซึ่งทำให้คลองตื้นเขิน วิถีการเดินทางน้ำก็จะยากขึ้น แต่พอได้ตัวนี้มาช่วย เราก็จะแก้ปัญหาได้เยอะมาก”

ซึ่งเครื่องดักจับขยะโดยความร่วมมือของมูลนิธิโคคา-โคลาจะถูกวางอยู่ 2 จุด คือบริเวณลาดพร้าว วังหิน 61 ซึ่งอยู่ในเขตลาดพร้าว กับบริเวณราบ 11 เขตบางเขน แต่สำหรับการวางจุดนั้นก็ต้องดูวิถีของน้ำ รวมถึงทิศทางของลมด้วย เพื่อที่จะดักได้ถูกทาง

เมื่อวางจุดได้แล้วก็ถึงปฏิบัติการการเดินเรือเพื่อออกมาเก็บขยะ กิจวัตรที่แซมและทีมงานจะต้องทำก็คือ “เช้ามาเราก็เตรียมทีมงานออกไปเก็บขยะ เราจะล่องเรือไปเก็บตามจุด” แซมบอก

ลุยภารกิจฟื้นฟู 'คลองลาดพร้าว' ของชุมชนและองค์กรนานาชาติ ที่เริ่มต้นจาก 'ขยะ'
ลุยภารกิจฟื้นฟู 'คลองลาดพร้าว' ของชุมชนและองค์กรนานาชาติ ที่เริ่มต้นจาก 'ขยะ'
ลุยภารกิจฟื้นฟู 'คลองลาดพร้าว' ของชุมชนและองค์กรนานาชาติ ที่เริ่มต้นจาก 'ขยะ'

“ผมวางแผนให้พวกเขาทำงานกันห้าถึงหกวันต่อสัปดาห์ เพื่อเก็บขยะจากเครื่องดักทั้งสองเครื่อง ซึ่งก็จะได้มาประมาณหนึ่งพันสองร้อยกิโลกรัมต่อวัน แต่ก็แล้วแต่พฤติกรรมของชุมชน สภาพอากาศ และปัจจัยอื่นๆ ด้วย จากนั้นก็นำขยะกลับมาที่ไซต์แล้วแผ่ออก ตากให้แห้งหนึ่งวัน จากนั้นวันรุ่งขึ้นถึงมาแยกขยะออกเป็นประเภทต่างๆ รวบรวมไว้ แล้วจึงส่งไปให้หน่วยงานที่รับรีไซเคิลต่อไป ถ้าขยะที่คุณภาพต่ำมากๆ ไม่สามารถรีไซเคิลได้ เราก็จะส่งไปทำเป็นพลังงานจากขยะแทน” เจมส์เล่าให้เราฟัง

และเมื่อจัดอันดับประเภทขยะที่พบมากที่สุด โดยไม่นับรวมขยะอินทรีย์ที่ย่อยสลายได้ สิ่งที่พบมากเป็นอันดับแรกก็คือขวดพลาสติกและโฟมรองลงมา ส่วนสิ่งที่แปลกที่สุดคงต้องให้แซมเล่าว่าเขาเจออะไรในคลอง

ลุยภารกิจฟื้นฟู 'คลองลาดพร้าว' ของชุมชนและองค์กรนานาชาติ ที่เริ่มต้นจาก 'ขยะ'
ลุยภารกิจฟื้นฟู 'คลองลาดพร้าว' ของชุมชนและองค์กรนานาชาติ ที่เริ่มต้นจาก 'ขยะ'

“(หัวเราะ) ตู้เย็น ทีวงทีวี พวกนี้ เพราะรถขยะเข้าไปเขาก็ไม่เก็บ มันไปไหนต่อไม่ได้” 

เจมส์เลยเสริมว่า “ตอนนี้เราก็กำลังพัฒนานวัตกรรม ว่าจะทำอย่างไรกับขยะที่ไม่สามารถนำไปรีไซเคิล เพราะบางครั้งพอขยะมันไปต่อไม่ได้ ก็ต้องจบลงที่กองขยะในท้ายที่สุด ซึ่งเราไม่อยากทำอย่างนั้น เลยเลือกที่จะส่งไปผลิตพลังงานที่มาจากขยะแทน

ลุยภารกิจฟื้นฟู 'คลองลาดพร้าว' ของชุมชนและองค์กรนานาชาติ ที่เริ่มต้นจาก 'ขยะ'

“ตอนแยกขยะ ก็จะมีทั้งแก้ว โพลีสไตรีน แพคเกจที่มีพลาสติกหลายชั้น ฉลาก พลาสติก PET พลาสติก HDPE นอกจากจะให้เขาแยกประเภทแล้วยังให้แยกตามแบรนด์ด้วย เพื่อให้เจ้าของได้รู้ว่ามีลูกค้ารักผลิตภัณฑ์คุณมากเลยนะ เพราะเราเห็นเขาทิ้งกันเยอะมาก (หัวเราะ) 

“และเราอยากทำงานกับคุณด้วย ว่าเราจะทำอย่างไรให้คนมีความสุขกับการใช้ผลิตภัณฑ์ของคุณ แล้วนำไปรีไซเคิลได้อย่างเหมาะสมด้วย ให้แบรนด์เห็นว่าเขาเองก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาขยะในลำคลอง ไม่ใช่ว่าคุณไม่มีส่วนแล้วโยนความผิดให้แต่ลูกค้า สิ่งนี้คือสิ่งที่เราอยากจะทำต่อไป อยากให้แบรนด์เห็นว่าเขาเองก็มีส่วนช่วยเรื่องปัญหาขยะได้เหมือนกัน”

นวัตคนเพื่อความเข้าใจเรื่องขยะ

“สิ่งที่ผมกับคุณแซมทำไม่ใช่แค่เพื่อเก็บขยะออกไปให้หมดนะ แต่เพื่อสร้างความตระหนักให้กับคนด้วย เราอยากเก็บขยะเพื่อให้คนรู้ว่ามันเยอะนะ มันเหม็นนะ มันสกปรกนะ และคุณเป็นคนทำให้มันเกิดขึ้นทุกวันคุณทิ้งขยะมหาศาลทุกวัน พอทิ้งไปคุณอาจไม่รู้ แต่พอเรารวบรวมเอาไว้ที่นี่ คุณก็จะรู้เอง” เพราะขยะจะไม่มีวันหมดไป หากคนในชุมชนและคนอื่นๆ ยังทิ้งขยะลงคลองอยู่

“คนทำมันน้อยกว่าคนทิ้ง ถ้ามีคนทิ้งอยู่ห้าหกคน แล้วผมเก็บอยู่คนเดียวก็ไม่ไหว ละลายพฤติกรรมดีกว่า ง่ายกว่า แล้วก็ได้ใจเขาด้วย” แซมบอกเราเช่นนั้น

“เวลาผมล่องเรือก็ไปตักขยะตามใต้ถุนบ้าน ผมจะออกตั้งแต่เช้าก่อนที่เขาจะตื่นไปทำงานกัน เพื่อให้บ้านเขาตื่นมามองเห็นแล้วว่า เอ้ย เราเก็บขยะอยู่นะ พอคุณดื่มน้ำเสร็จแล้วจะโยนทิ้ง แต่เขาก็เห็นเรา มันก็จะเกิดความเกรงใจนิดนึง เราตั้งใจให้เขาเห็นเลยว่าการทำงานของเรา เราทำจริงๆ แทนที่เขาจะทิ้งในคลอง เขาก็จะเดินถือไปทิ้งใส่ถัง ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงชีวิตเขา เปลี่ยนทัศนคติเขา พอเขาเห็นเราทุกวันๆ เข้า เรือนี่มาแล้ว เดี๋ยวนี้ไม่ทิ้งแล้ว เขาจะแขวนไว้ข้างถังให้เราเก็บแทน

ลุยภารกิจฟื้นฟู 'คลองลาดพร้าว' ของชุมชนและองค์กรนานาชาติ ที่เริ่มต้นจาก 'ขยะ'

“เราต้องทำให้คนในชุมชนเห็นภาพตรงนี้ก่อน แล้วเขาจะเข้ามาช่วยแก้ไขตรงนี้ เพราะเขาต้องอยู่กับชุมชนไปตลอด พอเขาเห็นเราบ่อยๆ เห็นว่าเราทำตรงนี้ เห้ย ลุงมาอีกแล้วนี่หว่าเนี่ย ช่วยๆ กันหน่อย แล้วเราก็ป่าวประกาศบอกชุมชนอีกที ทีนี้เขาก็ช่วยเราละ”

นอกจากนั้น แซมยังเล่าให้เราฟังอีกด้วยว่าตอนแรกชาวบ้านไม่เห็นด้วยเลย ทั้งการเก็บขยะและการใช้บริเวณนั้นเป็นที่พักขยะ

“เขาไม่เห็นด้วยเลย เพราะที่ผ่านมาเขาเห็นว่ามาทำจริงๆ ไม่เกินสามครั้งก็หาย พองบหมด ก็เดินต่อไม่ได้ละ หยุดอยู่แค่นั้น แต่พอเขาเห็นภาพดี เขาก็เริ่มให้ความร่วมมือ ถ้าคุณทิ้งมาเราก็เก็บเหนื่อย เขาเห็นเราทำทุกวัน เขาก็ไม่กล้าทิ้งลงมา มันก็ค่อยๆ ซึมเข้าไปทีละน้อย 

ลุยภารกิจฟื้นฟู 'คลองลาดพร้าว' ของชุมชนและองค์กรนานาชาติ ที่เริ่มต้นจาก 'ขยะ'
ลุยภารกิจฟื้นฟู 'คลองลาดพร้าว' ของชุมชนและองค์กรนานาชาติ ที่เริ่มต้นจาก 'ขยะ'

“ที่เรามาตรงนี้ ชาวบ้านตรงนี้เขาก็ไม่ค่อยพอใจตอนที่ทำทีแรก เพราะเขากลัวส่งกลิ่น แต่พอเรามาทำตรงนี้ ตอนนี้ชาวบ้านรอบข้างแฮปปี้แล้ว ไม่มีอุปสรรคตรงนี้เลย พอเราคัดแยกของเน่าเสีย มันก็ไม่มีกลิ่นไม่ดี ไม่หมักหมม”

เพราะการทำให้คนในชุมชนเข้าใจถึงวิธีการที่ถูกต้องในการจัดการขยะคือสิ่งที่ดีที่สุด ถ้าทิ้งขยะลงในลำคลอง สุดท้ายแล้วก็ลงเอยที่สิ่งแวดล้อมที่เราอาศัยอยู่อยู่ดี ขยะจากคลองไหลลงสู่แม่น้ำ กลายเป็นชิ้นเล็กๆ แล้ววนกลับเข้าห่วงโซ่อาหาร ปลากินขยะเข้าไป เรากินปลาเข้าไปอีกทีเป็นวงจร ทุกสิ่งเชื่อมโยงกันไว้เช่นนี้

เจมส์บอกว่าไม่ว่าอุปกรณ์เราจะดีแค่ไหน หรือจะมีวิธีการรีไซเคิลที่ดีมากเท่าไหร่ แต่ถ้าคนในชุมชนไม่ช่วย เราก็ประสบความสำเร็จไม่ได้ เราต้องให้ทุกคนมีส่วนร่วม ทั้งคนในชุมชน ผู้สนับสนุน และรัฐ เราถึงจะประสบความสำเร็จได้ 

เป้าหมายในการเปลี่ยนคน

และในวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมานี้ พวกเขาเก็บขยะในคลองลาดพร้าวเป็นจำนวนสะสมได้ครบ 100,000 กิโลกรัม ภายในเวลาไม่ถึงปี

เจมส์เล่าว่า “เราเก็บสะสมขยะพวกนี้เอาไว้เพื่อให้คนมองเห็นและจับต้องได้ เขาจะได้เห็นขยะเป็นตันๆ เลย ซึ่งมาจากสิ่งที่เขาทิ้งไป ผมหวังว่าในสามปีของโครงการนี้เราจะเห็นแนวโน้มการทิ้งที่ลดน้อยลง มีพฤติกรรมการทิ้งขยะที่ดีขึ้น จริงๆ การทำงานนี้ไม่ง่าย แต่เพราะได้รับการสนับสนุนจากทุกคน งานนี้ถึงประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้ เป้าหมายที่สำคัญที่สุด คือการทำให้พวกเขาตระหนักว่าขยะที่ทิ้งมันเยอะ ไม่ใช่แค่ขยะบนผิวน้ำเท่านั้นนะ แต่ขยะมันอยู่ใต้น้ำอีกมาก เราทำให้คุณเห็นจากเครื่องมือดักขยะของเรา และคุณต้องเริ่มทำอะไรสักอย่างกับมันแล้ว 

“เป้าหมายของผมคือผมอยากเห็นชุมชนสีเขียว ที่มีโอกาสพัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้ถ้าคลองสะอาดพอ เป็นวิวทิวทัศน์ที่ทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งได้ ทั้งมาเที่ยวชมและเหมาะแก่การอาศัยอยู่ และเพิ่มประสิทธิภาพของคลองในการรับมือน้ำได้ดีขึ้น เมื่อที่นี่ประสบความสำเร็จ ผมก็อยากพัฒนาต่อกับคลองอื่นๆ ด้วย และผมอยากจะเพิ่มทางเลือกในการมีระบบการรีไซเคิลที่เหมาะสมเพื่อให้เรื่องการจัดการขยะเป็นเรื่องง่ายสำหรับพวกเขาในอนาคต

ลุยภารกิจฟื้นฟู คลองลาดพร้าว ของชุมชนริมคลองและองค์กรนานาชาติที่เริ่มต้นจาก ‘ขยะ’

“เพราะเราอยากให้คนลดใช้พลาสติกหรือสร้างขยะในครัวเรือน มีความรับผิดชอบต่อขยะมากขึ้น รวมถึงให้ความรู้เรื่องการจัดการขยะกับพวกเขา ว่าจะสามารถรีไซเคิลให้มากขึ้นได้อย่างไร อยากพูดคุยกับภาครัฐเรื่องการพัฒนาการรีไซเคิลขยะให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พอคนมีทางเลือกมากขึ้น มีระบบที่เอื้อต่อการจัดการขยะที่ดีขึ้น ปัญหาขยะก็จะลดน้อยลง”

ทางด้านแซม เขาบอกว่า เขาก็จะทำหน้าที่เก็บขยะตรงนี้ต่อไปจนกว่าจะทำไม่ไหว 

“ต่อไปผมก็มีคนสานต่อแล้ว มีทีมงานเด็กรุ่นใหม่ในชุมชนที่เขาได้มาสัมผัสตรงนี้ แล้วเขาก็ชอบ อยากทำตรงนี้เพื่อชุมชนต่อ ส่วนความฝันของผมที่นอกจากจะอยากทำการท่องเที่ยววิถีชุมชนแล้ว ถ้าไม่มีขยะให้ผมเก็บ ผมก็จะนั่งดูคลอง ว่าเห้ย ความฝันเราเป็นจริงแล้วนี่หว่า” แซมหัวเราะ 

เมื่อถามต่อว่าหลังจากโครงการนี้จบไป เจมส์จะทำอย่างไรต่อในอนาคต 

“ผมหวังว่ามันจะไม่จบ เราหวังว่าจะเห็นโครงการนี้เข้าไปอยู่ในพื้นที่อื่นๆ ด้วย เราอยากให้ทุกที่คลองสะอาดเหมือนกันหมด อยากให้คนและชุมชนเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ซึ่งต้องอาศัยเวลาหลายปี 

“เราอยากให้ทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา การเห็นคนอย่างคุณแซมที่ตั้งใจจะช่วยชุมชน และอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงกับชุมชนของเขาเอง เราก็อยากให้ทำมันเกิดขึ้นจริงให้ได้ องค์กรอื่นอาจใช้เวลานานหลายปี เพื่อทำความสะอาดคลองและเก็บขยะได้มากขนาดนี้ แต่เราใช้เวลาน้อยกว่าหนึ่งปี เราพึ่งเริ่มทำตรงนี้มาห้าเดือนเอง ซึ่งมันสำเร็จได้จากความร่วมมือของทุกคน ทั้งคนในชุมชนคลองลาดพร้าว องค์กร ผู้สนับสนุน และภาครัฐ เรานำหน้าคนอื่นเพราะคนเลย ไม่ใช่เพราะเครื่องมือที่เรามีเพียงอย่างเดียว” 

เพราะทุกคนในระบบต่างเป็นส่วนช่วยส่วนสำคัญในการแก้ปัญหาขยะได้ ด้วยความหวังว่าในอนาคตเราจะเห็นคลองทุกคลองทั่วทั้งประเทศไทยเป็นภาพดั่งที่ใจเราคิดไว้ได้จริง

ลุยภารกิจฟื้นฟู คลองลาดพร้าว ของชุมชนริมคลองและองค์กรนานาชาติที่เริ่มต้นจาก ‘ขยะ’

FB: TerraCycleThaiFoundation

Website: www.terracyclefoundation.org

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

อิสรีย์ อรุณประเสริฐ

จบ Film Production ด้าน Producing & Production Design แต่ชอบถ่ายภาพและออกแบบงานกราฟิกเป็นงานอดิเรก มีครัว การเดินทาง และ Ambient Music เป็นตัวช่วยประโลมจิตใจจากวันที่เหนื่อยล้า

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ก่อนมิถุนายน 2022 สื่อออนไลน์จากปัตตานีชื่อ The Motive อาจไม่ได้อยู่ในความสนใจของสื่อกระแสหลักหรือชาวเมืองกรุงเสียเท่าไหร่

แต่เมื่อสื่อท้องถิ่นดังกล่าวจัดงานฟอรัม ‘SCENARIO PATANI อนาคตปาตานี : ภาพชายแดนใต้ในวิสัยทัศน์ใหม่’ ตลอด 7 วันเต็ม โดยรวมสปีกเกอร์จากหลายภาคส่วนมาเสวนาถึงพริกถึงขิง ทั้งประเด็นการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และกระบวนการสันติภาพ พวกเขาได้กระตุกความสนใจของคนสนใจสังคมการเมืองเข้าอย่างจัง ด้วยรายนามนักการเมืองผู้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทักษิณ ชิณวัตร, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

ทำไมสื่อเล็ก ๆ ที่เพิ่งก่อตั้งมาเพียง 2 ปี มีผู้ติดตามราว 5 หมื่นคน ถึงจัดงานที่พาอดีตนายกรัฐมนตรีไทยและอดีตผู้สมัครชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีมาเข้าร่วมได้  

แถมในงานเสวนาสาธารณะมิติใหม่ ยังมีตัวแทนจากภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ ไปจนถึงตัวแทนขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (BRN) มาร่วมถกอนาคตของปลายด้ามขวาน เรียกได้ว่าจับเอาทุกสเปกตรัมของความเห็นต่าง มาเจรจากันอย่างเข้มข้นและเป็นรูปธรรม 

เขาทำได้อย่างไร อะไรคือพลังของเหยี่ยวข่าวท้องถิ่นที่ผลักดันการพัฒนาชายแดนใต้อย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย เราชวน อันวาร์-มูฮาหมัดอัณวัร หะยีเต๊ะ บรรณาธิการประสานงาน และ ซาฮารี เจ๊ะหลง บรรณาธิการเนื้อหา มาแบ่งปันเบื้องหลังการทำงานให้ฟังกัน

เดอะ สื่อท้องถิ่น

“ถ้าทำแบบเดิมเหมือนสิบปีที่แล้ว เด็กรุ่นใหม่อาจจะไม่บริโภคสื่อที่เราอยากทำ” 

อันวาร์เปิดเรื่อง ทั้งตัวเขาและซาฮารีมีประสบการณ์ทำ Wartani เครือข่ายคนทำงานสื่อคนรุ่นใหม่ตั้งแต่สิบปีก่อน คลื่นความเปลี่ยนแปลงของโซเชียลมีเดียในทศวรรษถัดมา ทำให้พวกเขาหันมาศึกษาโมเดลของสื่อตระกูลเดอะทั้งหลาย (รวมถึงเดอะคลาวด์) ซึ่งล้วนกำเนิดในกรุงเทพมหานคร 

กล่าวตามตรง เรื่องราวชายแดนใต้ที่คนส่วนกลางอย่างเรา ๆ รับรู้ค่อนข้างผิวเผิน เต็มไปด้วยความน่ากลัวและความไม่รู้ หลายประเด็นถูกกลบหายไม่เป็นที่พูดถึง สื่อเดิมในท้องที่ก็จับประเด็นความมั่นคงเป็นสำคัญ ทั้งที่ยังมีข้อมูลต่าง ๆ อีกมากมายที่น่าสื่อสาร The Motive จึงตั้งใจเป็นสื่อทางเลือกที่บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ในสามจังหวัดชายแดนใต้ให้ทั้งคนในพื้นที่และคนภายนอกรับรู้ โดยหยิบจับองค์ความรู้หรือบางประเด็นน่าสนใจมาเผยแพร่ด้วยภาษาไทยเป็นหลัก ไม่ใช้ภาษามลายู เพื่อให้ผู้คนนอกพื้นที่ได้เข้าใจแดนใต้ผ่านมุมมองของคนท้องถิ่นจริง ๆ และไม่ใช่สำนักข่าวที่รายงานข่าวสารบ้านเมืองรายวัน 

The Motive สื่อออนไลน์ชายแดนใต้ นำเสนอเรื่องราวมลายูให้ทั่วไทยมองเห็นปลายด้ามขวาน

The Motive เกิดขึ้นในไตรมาสแรกของปี 2020 เมื่อโควิด-19 แพร่กระจายใหม่ ๆ ดินแดนใต้ซึ่งบรรยากาศตึงเครียดจากกฎอัยการศึก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และกฎหมายความมั่นคง ยิ่งทวีความเครียดเขม็งจากกฎเกณฑ์โรคระบาด คนมีประสบการณ์ทำสื่อไฟแรงจึงช่วยกันรายงานสถิติผลผู้ติดเชื้อโควิดใน 5 จังหวัด จนช่วงแรก ๆ คนในพื้นที่เข้าใจว่า The Motive เป็นสื่อที่เล่าเรื่องโควิดโดยเฉพาะ

“พอโควิดสร่างซาลงไป เราก็เริ่มทำประเด็นการละเมิดสิทธิ ประเด็นความยุติธรรม ประเด็นวัฒนธรรม แล้วก็ประเด็นเศรษฐกิจ เพราะเราคิดว่าที่นี่ยังขาดสื่อที่เล่าเรื่องราวของตัวเอง และคนส่วนใหญ่ในประเทศไทยก็ยังมีความเข้าใจน้อยมากต่อประเด็นปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ครับ” ซาฮารีเปิดอก 

เขายกตัวอย่างบาดแผลใหญ่ของคนปลายด้ามขวานอย่าง ‘กรณีตากใบ’ เมื่อ 18 ปีก่อน ซึ่งฝังรอยลึกในประวัติศาสตร์ความขัดแย้ง คนรุ่นใหม่หลายคนอาจเกิดไม่ทัน ยังไม่ทันรู้ความ หรือลืมเลือนเรื่องนี้ไปแล้ว แต่การที่ผู้คนทั่วไทยรู้จักและเข้าใจที่มาที่ไปเรื่องนี้ จะนำมาซึ่งการเข้าใจดินแดนใต้มากขึ้น และส่งผลต่อการผลักดันการฟื้นฟูเปลี่ยนแปลงต่อ ๆ ไป

Scenario Pattani

วัตถุประสงค์ของฟอรัม Scenario Patani คือเพื่อรับฟังวิสัยทัศน์ อนาคตความคิดเห็นของพื้นที่ชายแดนใต้ใน 4 ประเด็น การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และกระบวนการสันติภาพ ลำพังการรับฟังวิสัยทัศน์ความคิดเห็นก็เป็นเรื่องท้าทาย เมื่อต้องนำทั้งกลุ่มคนที่ทั้งเห็นด้วยและเห็นต่างกับรัฐมานั่งคุยกัน ในพื้นที่ตรงกลางที่ปลอดภัย

“ปัญหารากเหง้าของชายแดนใต้มีข้อถกเถียงกันเยอะ เราพยายามค่อย ๆ นำเสนอ เพราะว่ามันเป็นปัญหาที่ซับซ้อนมาก” บรรณาธิการเนื้อหาเอ่ย 

Scenario Patani จุดประกายให้คนทั่วไปมาสนใจเรื่องราวแดนใต้ โดยทีมงานตั้งใจเชิญคนที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทยมาแชร์มุมมอง โดยต้องเป็นคนที่มีพื้นเพทัศนคติแตกต่างหลากหลาย ทั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายเสรีนิยม นักการเมืองบิ๊กเนมทั้งสามซึ่งไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ด้วยเหตุผลต่าง ๆ กัน จึงได้รับการเชิญมาเข้าร่วม และพวกเขาก็ตอบตกลงที่จะเข้ามาตอบคำถาม และแชร์มุมมองต่ออนาคตของชายแดนใต้ เช่นเดียวกับนักวิชาการ นักการเมืองท้องถิ่น นักธุรกิจ นักกิจกรรม ภาคประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ทั้งมลายู พุทธ ไทยจีน 

The Motive สื่อออนไลน์ชายแดนใต้ นำเสนอเรื่องราวมลายูให้ทั่วไทยมองเห็นปลายด้ามขวาน

แม้เป็นการสื่อสารหลักทางออนไลน์ แต่ก็ทำให้เสียงที่เงียบมานานดังขึ้นได้ ดูได้จากยอดคนเข้าถึงเพจ 350,000 กว่าคนใน 7 วัน โดยมีสื่อพันธมิตรทั้งสื่อท้องถิ่นอย่าง Wartani และ The Reporter ร่วมสนับสนุน

“ทุกเสียงที่ชาวบ้านพูดมาตลอด ดังไม่เท่า 10 นาทีที่คุณทักษิณพูด คุณธนาธรพูด วันสุดท้ายในคนเข้าร่วมฟังไลฟ์ถึง 2,000 คน น่าจะเป็นครั้งแรกที่กลุ่ม BRN พูดคุยและตอบคำถาม Public แบบสด ๆ และคนที่ร่วมฟังเสวนาก็เป็นคน Gen X Gen Y ตามที่ต้องการ เราคิดว่าได้สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายใหม่ได้สำเร็จ 

“อีกเป้าหมายของเราคือการเปิดพื้นที่พูดคุยประเด็นที่เคยต้องห้าม ดันเพดานให้สูงขึ้น อย่างคำว่า Patani หมายถึงดินแดนปาตานีเดิม ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด 4 อำเภอ เป็นคำแสลงที่รัฐบาลไม่ยอมรับ หลายพรรคการเมืองไม่กล้าเอ่ย เราอยากให้คำนี้ติดปากคน การเปิดพื้นที่ทั้งเรื่องการกระจายอำนาจ การกำหนดชะตากรรมตัวเอง พื้นที่การปกครองพิเศษ จนกระทั่งสูงสุดของเป้าหมายทางกระบวนการเองคือเรื่องเอกราช ควรเป็นเรื่องที่พูดคุยถกเถียงกันได้อย่างปลอดภัย”

‘รังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน’ เป็นแท็กไลน์ของสื่อท้องถิ่น ซึ่งการจัดงานฟอรัมนี้ไม่เพียงกระตุ้นผู้คนทั่วไป แต่ยังกระตุกให้หลายฝ่ายมองเห็นพื้นที่ปรึกษาสาธารณะ (Public Consultation) บนโต๊ะพูดคุยที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน 

“เราพยายาม Process ข้อมูลทั้งหมดจากงาน ทั้งคำว่าการปกครองพิเศษ การปกครองตนเอง การบริหารทรัพยากรของตนเอง การมีอัตลักษณ์ผสมกับ 3 – 4 วัฒนธรรมเป็นของตัวเอง กระบวนการสันติภาพ ให้ทั้งสองฝ่ายรับไป และให้คนในพื้นที่รับไปพูดคุยต่อ เพื่อให้เกิดการถกเถียงในพื้นที่ ไปจนถึงสังคมภายนอก”

“ความขัดแย้งในภาคใต้ 18 ปี ใช้งบประมาณไป 3 แสนล้านกว่าบาท มันเยอะมากนะครับ ซึ่งการแก้ปัญหาก็ยังไม่บรรลุความสงบเสียทีเดียว ผมคิดว่าประเด็นเหล่านี้ควรต้องคุยกันในวงกว้างมาก ๆ เพราะว่ามันใหญ่โต กระทบกับมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญไทย (ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้) เป็นประเด็นที่สำคัญมาก ๆ ครับ” ซาฮารีอธิบายให้เห็นภาพชัดเจน

เสรีภาพแห่งความคิดเห็น

เอกราช เป็นคำที่มีน้ำหนักน่าตกใจ แต่อย่าเพิ่งตื่นตระหนก ลองจับคำนี้มาวางในที่สว่าง ทำความเข้าใจด้วยการรับฟังสิ่งที่หลายคนอาจไม่เคยได้ยิน หรือถูกปิดไม่ให้ได้ฟังมาก่อน

“คำว่าเอกราชไม่ได้เป็นเป้าหมายของแค่ขบวนการ BRN นะครับ มันเป็นอุดมคติของคนที่ถูกกดทับ ของคนที่มีอัตลักษณ์ที่แตกต่างจากรัฐที่ปกครองส่วนกลาง ในงานวิจัยหลายครั้ง กล่าวถึงโมเดลการปกครองประมาณ 8 โมเดล ตั้งแต่อยู่กับรัฐไทยตามปกติจนถึงแบบมีเอกราช เรารู้ว่ามีความต้องการแบบนี้ แต่มันถูกปิดไว้ ไม่ได้ถูกพูดคุยสาธารณะ” อันวาร์ชี้แจง “ร้านกาแฟ ร้านโรตี ร้านข้าวยำตามชุมชน ควรมีการพูดกันได้ว่าโมเดลไหนที่ตอบโจทย์สันติภาพที่ยั่งยืนของพื้นที่ ตอบโจทย์การพัฒนาพื้นที่ ตอบโจทย์การศึกษา เศรษฐกิจ ทุก ๆ เรื่องในพื้นที่ สมมติว่าถ้าต้องการเอกราชเราต้องทำยังไง รัฐบาลเอกราชหลังจากนี้ต้องเป็นยังไง เราจะอยู่แบบไหน ภาษีจะบริหารยังไง มันต้องเป็นเรื่องปกติ”

The Motive สื่อออนไลน์ชายแดนใต้ นำเสนอเรื่องราวมลายูให้ทั่วไทยมองเห็นปลายด้ามขวาน

สิ่งสำคัญที่พวกเขามองเห็นว่าน่าจะช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้คือการทำประชามติ ทำความเข้าใจความต้องการแท้จริงของคนในพื้นที่ว่าพอใจกับอะไร ซึ่งความรู้สึกถึงชนชาติอันแตกต่างจากประเทศไม่ใช่เรื่องแปลก มีกรณีศึกษามากมาย อย่างเขตปกครองตนเองในมินดาเนามุสลิม บนเกาะมินดาเนา ประเทศฟิลลิปปินส์ หรือประเทศสกอตแลนด์ที่เป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร ไปจนถึงแคว้นประเทศบาสก์และแคว้นกาตาลุญญา ประเทศสเปน ซึ่งแต่ละพื้นที่ผ่านทั้งเหตุการณ์ความรุนแรงและการต่อสู้โดยสันติวิธี

“ผมเคยไปโอกินาว่า มีคนที่บอกว่าเขาไม่ใช่คนญี่ปุ่น มีกลุ่มที่ประกาศตัวว่าต้องการเอกราชของโอกินาว่า แล้วก็มีกลุ่มที่ฝักใฝ่แนวคิดคอมมิวนิสต์ คือกฎหมายเขาเปิดกว้าง คุยกันได้ทุกเรื่อง ซึ่งของเรามันยังไม่พัฒนาถึงขั้นนั้น กระบวนการต่าง ๆ คงอีกยาวไกล แต่เราอยากให้ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจ ไม่ว่าอนาคตอยากให้บ้านเป็นแบบไหนก็ตาม” อันวาร์เอ่ย

“The Motive เป็นสื่อที่เลือกข้างประชาชน ซึ่งประชาชนจะบอกอะไร เราเพียงแค่เอาไมค์ไปจ่อปากเขา หรือเขียนเรื่องราวนำเสนอผ่านเรา จะเป็นเรื่องของรัฐหรือของขบวนการ BRN เราก็สะท้อนความคิดความต้องการของคนออกไป เป็นสื่อท้องถิ่น สื่อทางเลือกที่ต้องการสื่อสารทั้งกับคนในและคนนอก และเปิดพื้นที่สำหรับคนที่อยากพูด แต่ไม่กล้าพูด”

ซาฮารีเสริมต่อ “เราพยายามไม่นำเสนอแค่เพียงปรากฏการณ์เหมือนสื่อหลัก แต่เราอยากนำเสนอเชิงลึกว่าปรากฏการณ์นั้นเกิดขึ้นมายังไง มีเงื่อนไขอะไร ให้คนเข้าใจพื้นที่นี้มากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่ผิวเผิน ถ้าทุก ๆ ภาคส่วนเข้าใจประเด็น 3 จังหวัดจริง ๆ ทิศทางการหาทางออกในทางการเมืองจะเป็นมาตรฐานสากลมากขึ้น

“การที่เราทำสื่อในพื้นที่ความขัดแย้ง แน่นอนมันหนีไม่พ้นเรื่องของการถูกมองว่าเป็นกระบอกเสียงให้กับฝ่ายตรงข้ามรัฐหรือเปล่า ในฐานะที่ผมทำงานด้านสื่อมาสิบกว่าปีในพื้นที่ ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยโดนนะครับ ผมก็เคยถูกเชิญตัวจากกฎอัยการศึกไปเข้าค่ายทหาร อันวาร์เองก็ถูกคดีความอยู่ในเรือนจำมา 5 – 6 ปีเราได้รับผลกระทบมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งด้วย ไม่ใช่ว่าทำงานราบรื่นแบบสายลม แสงแดด ไม่ใช่ครับ เราถูกติดตามจากฝ่ายความมั่นคง ถูกเรียกกินกาแฟปรับทัศนคติอะไรพวกนี้ก็หลายครั้ง 

“แต่ถ้าคนที่ทำงานสื่อไม่กล้าที่จะคิดอะไรนอกกรอบ ไม่กล้าส่งเสียง แล้วชาวบ้านไม่ยิ่งกว่าเหรอครับ เราก็คิดกันอย่างนี้ เราก็ต้องกล้ายกเพดานในสิ่งที่ทุกคนเขาหวาดกลัวให้มันออกมาสู่ Public เพราะถ้าการไม่กล้าพูดในที่แจ้ง รัฐก็จะได้ยินแต่เสียงที่เขาอยากฟัง เสียงที่ไม่ได้ยินเหล่านี้แหละที่ทำสิ่งที่รัฐไม่คาดคิด เช่น ความรุนแรง ความไม่สงบก็ระเบิดออกมา ซึ่งทางออกทางการเมืองที่จะคุยกันเรื่องใหญ่ ๆ เนี่ย ผมคิดว่าก็คุยกันด้วยแนวทางสันติวิธีได้ โดยไม่ต้องใช้กองกำลังหรือความรุนแรง

“เราอาจจะเป็นเฟืองเล็ก ๆ จิ๊กซอว์เล็ก ๆ ที่เริ่มต้นทำให้เห็นภาพ 3 จังหวัดในอีกมุม”

The Motive สื่อออนไลน์ชายแดนใต้ นำเสนอเรื่องราวมลายูให้ทั่วไทยมองเห็นปลายด้ามขวาน

ความขัดแย้งที่เข้มข้น

“พอจะอธิบายให้คนนอก มันอธิบายยากมาก ๆ คนไม่ค่อยจะเข้าใจตรงนี้ครับ” อันวาร์เกริ่น 

“คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจว่าความขัดแย้งที่นี่เกิดขึ้นมา 18 ปีแล้ว แต่สำหรับคนมลายูที่อยู่ในพื้นที่ เรามีเรื่องเล่าของตัวเองที่ผูกกับประวัติศาสตร์ 200 กว่าปี แรงขับแรกของชาวมลายูเมื่อ 200 ปีที่แล้วคือตกเป็นเมืองขึ้นของสยามในสมัยรัชกาลที่ 1 ประมาณปี 1785 เป็นครั้งแรกที่พ่ายแพ้ต่อรัตนโกสินทร์ ตกเป็นเมืองขึ้น พอสมัยรัชกาลที่ 2 มลายูก็ถูกแบ่งเป็น 7 หัวเมือง และต่อมาปี 1902 ซึ่งอยู่ช่วงรัชกาลที่ 5 ก็ยกเลิกหัวเมือง เพื่อสลายอำนาจของเจ้าเมืองสมัยนั้น” เขาเล่าประวัติศาสตร์ความขัดแย้งฉบับย่อ

หลังจากนั้นการต่อสู้ยังดำเนินต่อมาในกลุ่มผู้นำศาสนา นักการเมืองท้องถิ่น และประชาชน ทั้งการต่อสู้ในสภา จนถึงขบวนการใต้ดิน

สื่อท้องถิ่นเล็ก ๆ จากชายแดนใต้ ตั้งใจรังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน เพื่อเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นให้ดีขึ้น

“ความเป็นมาที่สะสมเข้มข้นนี้ไม่เคยจางหายไป ต่อสู้มาทุกรุ่นจนถึงสมัยปัจจุบันที่ก่อเกิดเป็นภาคประชาสังคม NGO ต่อสู้แบบสมัยใหม่กับประเด็นเศรษฐกิจ การละเมิดสิทธิ์

“เบ้าหลอมชุมชนมลายูยังอยู่ เรามี Narrative ของตัวเอง เราเป็นคนไทยเมื่อเข้าไปเรียนประถม มัธยม แต่กลับมาอยู่บ้านพูดภาษามลายู เรียนรู้เรื่องเล่าของกษัตริย์ 18 องค์จนถึงปาตานีล่มสลาย

“การเรียกร้องตลอดมาของมลายูต่อรัฐไทยคือการยอมรับอัตลักษณ์ความเป็นมลายูอย่างเป็นรูปธรรมและจริงใจ คนในพื้นที่รู้สึกว่าถูกกดขี่ทางด้านเศรษฐกิจ ยังมีคนถูกซ้อมทรมาน โครงการพัฒนาหลาย ๆ โครงการก็ไม่มีเสียงของประชาชนอยู่ในนั้นเลย อะไรแบบนี้ทำให้เราไม่อินกับหลายอย่าง เวลาทีมชาติไทยเตะกับมาเลย์ เราก็ไม่เชียร์ไทย” เขายอมรับตรง ๆ 

ซาฮารีเอ่ยถึงความตั้งใจในภาพรวม

“เราอยากให้คนไทยภูมิภาคอื่น ๆ เข้าใจว่าเราอยู่ภายใต้โครงสร้างเดียวกัน คนภาคเหนือเขาก็มีประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ตัวตนล้านนาของเขา คนอีสานก็มีชาติพันธุ์ มีเรื่องราวของตัวเอง อย่าง The Isaan Record พยายามนำเสนอเรื่องราวที่เป็นประวัติศาสตร์ชุมชน มีประวัติศาสตร์เรื่องกบฏผีบุญ ก็ไม่ต่างจากคนชาติพันธุ์มลายูที่พยายามจะชูอัตลักษณ์ของตัวเองขึ้นมา 

“เราต้องรู้จักกัน ดีกว่าเราเกลียดกันทั้งที่ยังไม่รู้จัก วาทกรรมที่บอกว่าคนใต้ใจดำ คนอีสานใจง่าย คนเหนือใจง่าย มันเป็นวาทกรรมที่แยกเราออกจากกัน โครงสร้างความเป็นไทยเดียวนั้นกดทับครอบทุกภูมิภาค ก็พยายามสื่อสารออกไปว่าไม่ใช่เพียงแค่ 3 จังหวัดนะ เรามีปัญหาเหมือน ๆ กัน ถ้าสื่อสารได้ มันจะทำให้เราเข้าใจกันและกันมากขึ้น ยังมีปัญหา มีประเด็นอีกเยอะมากที่จะต้องหาทางออกร่วมกัน” 

สังคมยุคใหม่

กัญชาเสรี สุราท้องถิ่น หรือการสมรสเท่าเทียม เป็นตัวอย่างประเด็นร้อนในสังคมปัจจุบัน ที่ขัดกับความเชื่อดั้งเดิมของชุมชนมุสลิม นับเป็นอีกความซับซ้อนที่ตัวแทน The Motive ทั้งคู่ยอมรับว่ายังเป็นข้อถกเถียงใหญ่ที่ยังไม่อาจหาบทสรุป 

“เราจัดรายการคุยเรื่องเหล่านี้เหมือนกัน ฟีดแบ็กก็มีทั้งด้านบวกและลบ หลายคนก็มองว่าแปลก ๆ นะ เป็นมุสลิม ทำไมต้องคุยประเด็นเหล่านี้ แต่ในเมื่อส่วนกลางกำลังพยายามขยับ ในสภาเขาก็คุยเรื่องนี้อยู่ เราก็หนีไม่พ้นหรอก ยังไงก็ส่งผลต่อพื้นที่ โจทย์ของเราคือแล้วเราจะอยู่ยังไงต่อ” อันวาร์กล่าว

ในฐานะศาสนิกชน พวกเขาอธิบายว่าหลักศาสนาอิสลามหลายอย่างแตกต่างจากโลกเสรีมาก แต่ความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ 

“ว่ากันตรง ๆ พื้นที่นี้ยังมีความเป็น Conservative สูงมากในภูมิภาคอาเซียน ยึดตามหลักคำสอนทางศาสนาเคร่งครัด แต่ไม่ใช่ว่าตัวสังคมหรือชุมชนมุสลิมจะไม่คิดอยากเปลี่ยนแปลงอะไรเลย แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องค่อย ๆ พูดคุย ค่อย ๆ ทำความเข้าใจ ให้คนตกผลึกจริง ๆ ต่อสังคมโลกในปัจจุบัน ซึ่งต้องใช้เวลา” ซาฮารีอธิบายอย่างใจเย็น

สื่อท้องถิ่นเล็ก ๆ จากชายแดนใต้ ตั้งใจรังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน เพื่อเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นให้ดีขึ้น

“The Motive พยายามสร้างพื้นที่พูดคุยตรงนี้ ผมคิดว่าอาจจะยังมีคนไม่เข้าใจอีกเยอะ เราก็ต้องค่อย ๆ สร้างวัฒนธรรมของการวิพากษ์ ของการพูดคุย ของการนำเสนอที่มีวุฒิภาวะ ถึงแม้ว่าเป็นความเห็นที่เราไม่เห็นด้วย เราก็ต้องคุยกัน ต้องเอามากางแล้วก็คุยกันว่าเราไม่เห็นด้วยเพราะอะไร คนที่เห็นด้วย เขาใช้หลักการอะไร คิดว่ามันไม่ใช่เรื่องยากเกินไปที่จะพูดคุยกันได้ เพียงแต่ว่าผมคิดว่ามันต้องใช้เวลา ค่อย ๆ นวด ค่อย ๆ ทำให้ประเด็นมันนูนขึ้นมานะครับ”

ไปซ้ายก็โดนว่า ขวาก็โดนตำหนิ แล้วสื่อท้องถิ่นในพื้นที่มุสลิมจะวางตัวอย่างไรในยุคสมัยนี้ 

“ประเด็นที่อ่อนไหว พูดไปยังไงก็ไม่มีทางเพอร์เฟ็กต์สำหรับทุกคน แต่เรากล้าเผชิญกับมันไหม ถ้าเราหนีไม่แตะ ไม่นำเสนอ ไปเสนอเรื่องอื่น เราคงนิยามตัวเองว่าสำนักคอนเทนต์ที่สื่อสารกับคนรุ่นใหม่ไม่ได้”  

อันวาร์เสริมต่อ

“ในมุมการเมือง The Motive จะไม่ Conservative แล้วก็ไม่ได้ Progressive อะไรมาก เพราะถ้าเราไปสุดข้างใดข้างหนึ่ง อีกข้างจะไม่มาหาเราทันที ในมุมที่คุยศาสนาก็ประมาณนี้ เราอยากให้คนทั้งสองฝั่งมีจุดที่เข้าใจร่วมกัน เพราะสังคมความเป็นจริงก็เป็นแบบนี้ เด็กที่อยู่เอกชน โรงเรียนปอเนาะ เขาก็มีจุดยืนแข็งแบบเขา เด็กที่โตมาในโรงเรียนสามัญ จบมัธยม ออกไปต่อมหาลัยข้างนอก เขาก็เอาแนวคิดข้างนอกมา ซึ่งทั้งสองก็เป็นคนปัตตานีเหมือนกัน แต่คิดต่างกัน ก็ต้องมีพื้นที่มานั่งคุย มานั่งถก ไม่ใช่เพื่อชนะหรือว่าแพ้ แต่ต้องดีไซน์พื้นที่อนาคตปัตตานีว่าเป็นยังไง 

“โดยเฉพาะอัตลักษณ์ ไม่ใช่แค่มลายูเท่านั้นที่มีสิทธิ์เยอะกว่าคนไทย คนจีน ทุกคนต้องมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ถึงแม้จำนวนคนไทยและคนจีนจะมีน้อยกว่า แต่สิทธิพื้นฐานต้องเท่าเทียมกัน”

สื่อท้องถิ่นเล็ก ๆ จากชายแดนใต้ ตั้งใจรังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน เพื่อเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นให้ดีขึ้น

อนาคตสื่อชายแดนใต้

ความตั้งใจของสื่อท้องถิ่นคือการหาโมเดลบริษัทให้ The Motive ไปต่อได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงสื่ออาสาเช่นปัจจุบัน เพื่อจะได้พัฒนาทั้งทักษะการทำงานสื่อของคนในท้องที่ ไม่ว่างาน IT กราฟิก ถ่ายภาพ ตัดต่อ และโจทย์สำคัญคือการสร้างเนื้อหาคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์สังคมภายนอก 

“ผมว่าประเด็นในสามจังหวัดน่าสนใจตรงที่ไม่ว่าจะแตะตรงไหน ก็เป็นเงื่อนไขหมด เพราะมันเป็นพื้นที่ที่ถูกลืมมานานมาก เราขาดคนที่ทำงานด้านประเด็น คอนเทนต์เป็นจุดอ่อนของเรามาตลอด ส่วนหนึ่งเพราะเวลาเราคิดในหัว จะคิดเป็นมลายูก่อน แล้วแปรออกมาเป็นคอนเทนต์ที่ทำให้คนไทยเข้าใจ ความซับซ้อนต่างจากคนที่เคยผ่านการเทรนจากส่วนกลาง คนในสามจังหวัดเคยไปฝึกงานกับประชาไท หรือ Voice TV ก็คิดคอนเทนต์ต่างกัน แต่เราอยู่ในพื้นที่มาตลอด เป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับเราที่จะทำคอนเทนต์ให้น่าสนใจ” 

“ว่ากันตามตรง เราไม่ได้ทำ The Motive เป็นงานหลัก เราไม่ได้มีเงินเดือน ตัวผมเองทำงานดูแลเรื่องฮาลาลในคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี แต่ในอีกด้านหนึ่งมาทำสื่อ หลาย ๆ คนก็เป็นแบบนี้ เราทำงานสื่อเพราะเสียดายหากองค์ความรู้ หรือทักษะด้านการสื่อสารมันจะหายไป ซึ่งไม่ว่าจะมีคนสนใจหรือประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่อย่างน้อย เราก็มีจุดเริ่มต้นที่เป็นรูปธรรมให้คนได้เห็นว่ามีสื่อประเภทนี้อยู่ในพื้นที่” บรรณาธิการเนื้อหาเอ่ยตรงไปตรงมา

“เราต้องเรียนรู้ว่าสื่อกรุงเทพฯ เขาสนใจประเด็นอะไร อนาคตเราอาจจะต้องมีคนที่เป็นคนจากส่วนกลางมาร่วมทีมด้วย เราอยากจะร่วมมือกับมหาวิทยาลัย ให้ส่งนักศึกษามาฝึกงานเพื่อพัฒนาทักษะของเขา แล้วอนาคตเขาอาจจะเป็นทีมของ The Motive ก็ได้” บรรณาธิการประสานงานมองอนาคต

“ส่วน Scenario Patani จะจัดอีกไหม ก็คุยกับคนในทีมอยู่ส่วนหนึ่งว่าถ้าในพื้นที่ยังไม่มีอะไร เราจะทำในสิ่งที่ใหม่เสมอ” ซาฮารีตบท้าย

สื่อท้องถิ่นเล็ก ๆ จากชายแดนใต้ ตั้งใจรังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน เพื่อเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นให้ดีขึ้น

ภาพ : The Motive

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load