29 ธันวาคม 2564
99.61 K

The Cloud x The Coca–Cola Foundation x TerraCycle Thai Foundation

ทุกวันนี้ การรักษ์โลกไม่ได้เป็นเพียงกระแสนิยมตามยุคสมัยอีกต่อไปแล้ว ในทางตรงกันข้าม หลายฝ่ายไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน รวมถึงประชาชนต่างหันมาตื่นตัวโดยนำแนวทางดังกล่าวมาใช้ในการทำงานและใช้ชีวิตกันอย่างกว้างขวาง ทำให้ไม่กี่ปีมานี้ กระบวนการดังกล่าวได้กลายมาเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันขององค์กรและผู้คนจำนวนมากไปเรียบร้อยแล้ว เราดีใจที่ได้เห็นพัฒนาการนี้และอยากให้ทุกองค์กรเข้ามามีส่วนร่วมกับการลงมือทำโครงการที่จะทำให้โลกใบนี้ดีขึ้นสำหรับเราทุกคน

ติดตามภารกิจฟื้นฟูคลองลาดพร้าว พร้อมแนวคิดเบื้องหลังที่อยากจัดการขยะอย่างยั่งยืน

หนึ่งในโครงการที่จริงจังด้านการดูแลแม่น้ำลำคลอง คือความร่วมมือระหว่างมูลนิธิโคคา-โคล่า องค์กรสาธารณกุศลภายใต้ เดอะ โคคา-โคล่า คัมปะนี กับโครงการ Benioff Ocean Initiative ของสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานตาบาร์บารา ซึ่งสนับสนุนเงินทุนในโครงการทำความสะอาดแม่น้ำ 9 แห่งทั่วโลก โดยคลองลาดพร้าวของไทยเราได้รับเลือกด้วย เนื่องจากขึ้นชื่อว่าประสบปัญหาขยะและมลพิษเป็นจำนวนมาก จึงสนับสนุนการดำเนินงานผ่านมูลนิธิเทอร์ราไซเคิล ไทย องค์กรเอกชนไม่แสวงหากำไรที่เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากภาวะขยะล้นเกินโดยไม่ได้รับการดูแล ด้วยการติดตั้งเครื่องดักขยะจำนวน 2 เครื่องในคลองลาดพร้าว พร้อมทั้งสนับสนุนการเปลี่ยนพฤติกรรมการจัดการขยะของคนในชุมชนริมคลองให้ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

ในปีนี้ได้เข้าสู่ปีที่ 2 ของการดำเนินงาน พร้อมขยายเป้าหมายต่อไปหลังจากที่เคยคุยกับ The Cloud มาก่อนหน้านี้ใน Care For Canal และเรื่องราวต่อไปนี้คือสิ่งที่เราชวนพวกเขามาเล่าถึงสิ่งที่ได้ลงมือทำ สิ่งที่พวกเขาอยากจะเห็น และสิ่งที่พวกเขาหวังว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง

“ตอนเราเริ่มต้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2020 เราไม่แน่ใจว่าสิ่งต่าง ๆ จะเป็นอย่างไร หมายถึงทุกอย่างเลยนะ การทำงานของอุปกรณ์จะใช้ได้กับที่คลองลาดพร้าวไหม กระบวนการทำงานจะต้องผ่านอะไรบ้าง เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ชุมชนจะร่วมมือมากน้อยแค่ไหน” เจมส์ สกอทท์ ผู้อำนวยการบริหาร มูลนิธิเทอร์ราไซเคิล ไทย เอ่ยเมื่อเราถามว่าการทำงานเข้าปีที่ 2 กับปีแรก มีอะไรที่แตกต่างออกไปหรือไม่

ติดตามภารกิจฟื้นฟูคลองลาดพร้าว พร้อมแนวคิดเบื้องหลังที่อยากจัดการขยะอย่างยั่งยืน

“ตอนนี้เข้าปีที่สองแล้ว เราก็เข้าใจการทำงานมากขึ้น อยู่กับสถานที่จริงมาปีกว่า เรารู้แล้วว่าต้องปรับปรุงตรงไหน เราก็กำลังจะปล่อยเครื่องดักขยะเพิ่มอีกสองเครื่องในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า ต้องมีการปรับแก้และพัฒนากันไปเรื่อย ๆ เพราะไม่มีพื้นที่ไหนหรอกที่เหมือนกัน ต้องปรับตลอดเวลา เช่น เพิ่มพื้นที่ให้คนขึ้นไปเดินสำรวจรอบเครื่องได้ เพื่อที่เวลามีปัญหาอาจจะแก้ไขในน้ำได้เลย ไม่ต้องยกขึ้นมา เพิ่มผิวสัมผัสที่แขนดัก เพื่อให้จับขยะชิ้นเล็ก ๆ ได้ดียิ่งขึ้น แล้วก็รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราปรับ เช่น ทำให้แขนยาวขึ้น ทำให้มันกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม ไม่สะดุดตาจนเกินไปนัก” เจมส์เล่ากระบวนการพัฒนาอุปกรณ์ของพวกเขา ซึ่งแสดงให้เห็นความมุ่งมั่นและการลงทุนลงแรงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดตามที่ตั้งเป้าหมายไว้

“สิ่งสำคัญคือตอนนี้เราได้สร้างชุมชนที่มีจิตสำนึกด้านการรีไซเคิลมากขึ้น ไม่ใช่แค่ทิ้งขยะลงคลองอีกแล้ว พวกเขารู้ว่าขยะแบบไหนรีไซเคิลได้และต้องเก็บไว้ ขยะแบบไหนที่ไม่ได้และจัดการกับมันอย่างไร ขยะบางชนิดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เป้าหมายคือการลดจำนวนที่ต้องเก็บ พร้อมกับเพิ่มจำนวนที่รีไซเคิลได้ให้มากยิ่งขึ้น”

เป้าหมายฟังดูเรียบง่าย แต่การลงพื้นที่เพื่อพูดคุยกับชุมชน การติดต่อเพื่อทำความเข้าใจกับระบบระเบียบทางการ การปรับแก้เครื่องมือครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อให้เข้ากับพื้นที่คลองลาดพร้าว ซึ่งเป็นจุดที่พวกเขาเลือกในการเริ่มต้นโครงการ ซึ่งต้องคำนึงถึงความลึก ขนาดของตลิ่ง ความแรงของน้ำ และสิ่งละอันพันละน้อยอีกนานัปการเป็นเครื่องย้ำเตือนว่า เป้าหมายโครงการนี้ไม่มีอะไรเรียบง่ายแม้แต่น้อย

นวัตกรรมที่นำมาใช้เป็นการพัฒนาเครื่องมือจักรกลพื้นฐาน เรียกว่าเครื่องดักขยะ (River Waste Trap) ซึ่งเป็นทุ่นลอยน้ำที่ติดตั้งกลไกดักจับขยะอย่างง่าย ที่ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาเรื่อยมาตั้งแต่เริ่มใช้งานครั้งแรก

“ชื่อไม่เท่เลยใช่ไหม” เจมส์หัวเราะก่อนจะเล่าต่อ “มีเครื่องมืออันหนึ่งที่เป็นที่รู้จักในสหรัฐฯ ชื่อว่า Mr.Trashwheel ซึ่งเป็นเครื่องดักขยะอย่างง่าย ๆ แต่แค่ติดตั้งชิ้นส่วนบางชิ้นกับใส่ตาตัวการ์ตูนเข้าไป มันก็ดูเหมือนสัตว์ประหลาดกำลังกินขยะ กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เตะตาผู้คนแล้วดึงดูดความสนใจได้มากทีเดียว บางทีคนก็ไม่ได้รู้หรอกว่าเราเก็บขยะกันได้วันละกี่กิโลกรัม แต่ถ้ามันมีเรื่องราวหรือชื่อเล่นติดหูเข้ามาช่วย การทำประชาสัมพันธ์หรือการทำตลาดก็ทำได้ง่ายขึ้น” เจมส์อธิบายให้เราเข้าใจความสำคัญของการตั้งชื่อ นั่นเพราะเขาตั้งใจให้ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่

“ตอนนี้เราตั้งชื่อตามจุดที่เอาไปตั้งไว้ อย่างเช่น เครื่องซิกซ์ตี้วัน เพราะอยู่ที่ลาดพร้าวซอย 61 หรือเครื่องเอทตี้ก็อยู่ที่ลาดพร้าวซอย 80 แต่อันล่าสุด เราชอบชื่อมาก มันชื่อ อาร์มี่อีเลฟเว่น คุณอยากลองทายไหมว่ามันตั้งอยู่ตรงไหน” ถึงตรงนี้เราต้องหยุดคิดกันนิดหนึ่ง เพราะเราไม่แน่ใจว่ากระแสโคเรียนเวฟจะมาถึงเครื่องดักขยะในคลองลาดพร้าวแล้วหรือเปล่า แต่พอเชื่อมโยงได้ เราก็ยิ้มกว้าง

กรมทหารราบที่ 11

ดูเหมือนลูกเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้จะเป็นที่ถูกอกถูกใจผู้ที่เคยไปเยี่ยมชม และเจมส์รู้ดีว่าเขาต้องการลูกเล่นแบบนี้เพื่อให้เข้าถึงคนกลุ่มต่าง ๆ ได้มากขึ้น เพราะปัจจัยสำคัญที่สุดก็คือชุมชน

“แม้เราจะไม่โดนชุมชนขัดขวาง แต่สิ่งเจอในตอนแรกก็คือไม่มีใครยอมปล่อยที่ให้เราเช่าเพื่อเก็บของเสียและขยะที่เก็บได้ ต้องลงพื้นที่เพื่อเดินถามทุกบ้าน จนกระทั่งเข้าไปคุยกับเจ้าอาวาสวัดลาดพร้าว ท่านจึงบอกว่าญาติท่านมีที่ดินติดคลองผืนเล็ก ๆ นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของเรา เมื่อเวลาผ่านไป เรากลับไปหาท่านอีกครั้งพร้อมกับผลงาน ไปให้ท่านดูว่าเราทำอะไรไปแล้วบ้าง และที่ดินผืนเล็กที่ท่านช่วยหาเป็นจุดเริ่มต้นของพวกเราอย่างไร

“ผมคิดว่าหลายคนคงคิดว่าเราเป็นองค์กรจากต่างชาติ ได้รับคำชมและรางวัลมากมาย แต่ผมจะบอกให้ว่าจุดที่เราภูมิใจมากที่สุดครั้งหนึ่งในโครงการนี้ และเป็นแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ที่ทำให้เราทำงานได้ต่อไป ก็คือการที่ท่านเจ้าอาวาสนั่งดูผลงานและฟังการรายงานจากทีมงานของเราอย่างตั้งใจ พร้อมกับบอกพวกเราว่า ท่านขอบคุณและภูมิใจในตัวพวกเรา บอกว่าพวกเราเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน และกำลังทำให้พื้นที่รอบ ๆ นี้ดีขึ้น เป็นกำลังใจที่ดีมาก”

“ก่อนจะลงพื้นที่ปีที่แล้ว เราได้รับคำเตือนว่าชาวบ้านอาจจะไม่ให้ความร่วมมือ เจ้าหน้าที่รัฐอาจจะไม่ยอมช่วย แต่กลายเป็นว่าไม่เจออะไรแบบนั้นเลย อาจจะมีบ้างที่คนสงสัยว่าเราเข้ามาทำอะไร แต่พอเราสื่อสารอย่างจริงใจ เข้าหาคนทำงานแบบเดียวกับเราในชุมชน เราก็ทำงานง่ายขึ้นมาก นอกจากนี้ เรายังหวังที่ทำให้ชุมชนรู้สึกว่านี่เป็นภารกิจของพวกเขาด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่แค่การช่วยกันเก็บขยะ แต่ยังหมายถึงการไม่ทิ้งขยะลงแม่น้ำตั้งแต่แรก และการรีไซเคิลอย่างมีประสิทธิภาพ”

ติดตามภารกิจฟื้นฟูคลองลาดพร้าว พร้อมแนวคิดเบื้องหลังที่อยากจัดการขยะอย่างยั่งยืน
ติดตามภารกิจฟื้นฟูคลองลาดพร้าว พร้อมแนวคิดเบื้องหลังที่อยากจัดการขยะอย่างยั่งยืน

เจมส์ยังเล่าให้เราฟังต่อไปว่า พวกเขาไม่เพียงแค่เก็บขยะและปล่อยให้มันไปกองรวมกันอยู่ภูเขาขยะเท่านั้น แต่พวกเขาต้องหาวิธีจัดการพวกมันอย่างเป็นขั้นตอน มีการวางแผนจัดการขยะอย่างต่อเนื่อง ขยะที่รีไซเคิลได้ พวกเขานำเอาไปผลิตเป็นสิ่งของที่เป็นประโยชน์คืนกลับมาให้ชุมชน รวมถึงทำเป็นสินค้าสำหรับคนที่อยากสนับสนุนโครงการ

นอกจากนี้ หากในประเทศไทยยังไม่มีเทคโนโลยีสูงพอที่จะจัดการกับขยะบางชนิด พวกเขาร่วมมือกับเครือข่ายในสหรัฐฯ เพื่อส่งขยะไปแปรรูปในต่างประเทศ ทำให้วงจรของขยะสมบูรณ์ เกิดเป็นกระบวนการรีไซเคิลอย่างแท้จริง ส่วนขยะที่ปนเปื้อนและไม่สามารถรีไซเคิลได้ ก็จะถูกส่งไปโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานไฟฟ้า โดยในทุกกระบวนการจะไม่ก่อให้เกิดมลพิษทั้งทางน้ำและอากาศ และมีการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคต ถึงการนำขี้เถ้าและสิ่งที่เหลือจากกระบวนการมาใช้ประโยชน์ต่อไปอีกด้วย

เจมส์รู้ว่าเขาบอกชุมชนไม่ได้ว่าต้องทำงานอย่างไร เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เขาเห็นว่าดีที่สุด สิ่งที่ทำได้คือการทำให้เห็นว่ากระบวนการนี้จะทำให้ชุมชนและเมืองของพวกเขาดีขึ้นได้อย่างไร

“เราควบคุมหรือเปลี่ยนแนวคิดชาวบ้านไม่ได้อยู่แล้ว ทำได้แค่สร้างพื้นที่และวางระบบเอาไว้ แล้วดูว่าพวกเขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อสิ่งที่เราทำ เราจ้างคนในชุมชนเพื่อให้เขามีความเข้าใจ ตอนนี้การแยกขยะรีไซเคิลกับขยะทั่วไปเป็นเรื่องปกติสำหรับคนในชุมชนแล้ว และทุกคนพร้อมเข้ามาช่วย คนที่ทำงานกับเรากลายเป็นเหมือนฮีโร่ในชุมชน ได้รับความเคารพ งานเก็บขยะไม่ใช่เรื่องน่าอายอีกต่อไป เป็นเรื่องน่าภูมิใจสำหรับคนในครอบครัวและชุมชน ทุกวันนี้คนที่ทำงานก็เข้าไปทำงานเองบ้างหลังเวลางานหรือในวันหยุด เพราะพวกเขารู้สึกว่านี่เป็นสิ่งที่เขาต้องทำ ไม่ใช่แค่ทำตามหน้าที่”

แน่นอนว่าการได้ลงมือทำอย่างต่อเนื่อง ทำให้มองเห็นผลลัพธ์ก่อรูปขึ้นทีละนิด แต่การเปลี่ยนแปลงในระดับที่ใหญ่ขึ้น ต้องการแรงสนับสนุนพร้อมกับความเข้าใจ ไม่ใช่แค่ในเชิงปฏิบัติ แต่หมายถึงในระดับแนวคิด

“จนถึงตอนนี้เราเก็บขยะมาแล้วทั้งหมดสามร้อยแปดสิบตัน ตัวเลขขนาดนี้แค่ให้อุปกรณ์หรือเงินทุนคงไม่พอ ในตอนแรกเรามีแต่แนวคิด ผู้ให้ทุนต้องเชื่อใจอย่างมากในการมอบหมายโครงการนี้ให้เราทำ เพราะตอนแรกยังไม่มีหลักฐานที่พิสูจน์จะประสบผลความสำเร็จขนาดนี้ไหม หรือแม้แต่จะทำได้หรือเปล่า แต่หลังจากการช่วยเหลือ แลกเปลี่ยน และทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง เราสามารถแยกขยะประเภทต่าง ๆ พร้อมทั้งจัดการกับพวกมันได้อย่างสมบูรณ์ ขยะรีไซเคิลสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ รวมถึงสร้างรายได้ได้ด้วย”

การร่วมมือกันของมูลนิธิโคคา-โคล่า และองค์กรระดับโลกที่อยากเห็นการลงมือจัดการขยะในแม่น้ำลำคลองและทำให้โลกใบนี้ดีขึ้น

นันทิวัต ธรรมหทัย เลขานุการมูลนิธิโคคา-โคล่า ประเทศไทย กล่าวในฐานะผู้ประสานงานในประเทศว่าการทำงานร่วมกัน หมายถึงต้องมีการสนับสนุนกันและกันอย่างชัดเจน “ตอนเราเห็นปัญหา เราก็อยากลงมือแก้ แต่คงไม่ใช่เพียงการตักขยะไปเรื่อย ๆ  ต้องช่วยกันหาทางด้วยว่าจะจัดการกับขยะที่ตักขึ้นมาอย่างไร วัสดุหลายอย่างที่เราเก็บขึ้นมาสามารถนำมารีไซเคิลเพื่อใช้ประโยชน์ได้ เราจึงช่วยกันคิดว่าจะทำอะไรกับมัน มีการเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ เข้ามาใช้เพื่อจัดการขยะให้เกิดประโยชน์สูงสุด และที่สำคัญคือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของชุมชน เพราะนั่นจะช่วยให้เกิดการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง”

เมื่อพูดถึงการเปลี่ยนแปลง พวกเขาทั้งสองให้ความสำคัญกับคนรุ่นต่อไปอย่างมาก ทั้งทีมเห็นพ้องว่าอีกภารกิจสำคัญสำหรับปีหน้า ซึ่งพวกเขาวางแผนจะเริ่มให้เร็วที่สุดถ้าสถานการณ์เอื้ออำนวย ก็คือการเข้าไปในโรงเรียน ให้ความรู้กับเด็ก ๆ เรื่องการจัดการขยะและการรีไซเคิลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เด็ก ๆ เข้าใจปัญหาและอยากมีส่วนร่วมในการแก้ไข จากนั้นความรู้ก็จะไปถึงพ่อแม่และส่งต่อไปเรื่อย ๆ

การเก็บขยะเป็นเรื่องดี แต่สิ่งที่เจมส์และนันทิวัตเห็นตรงกันคือ พวกเขาอยากสร้างแรงกระเพื่อมที่มากยิ่งขึ้น

“การเก็บขยะในคลองควรเป็นปราการด่านสุดท้าย ไม่ควรเป็นงานหลัก ถึงแม้ตอนนี้ปริมาณขยะที่เราเก็บได้จะลดลงเจ็ดถึงแปดเปอร์เซ็นต์ทุกเดือน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราอยากเห็น แต่สิ่งสำคัญที่เราอยากเน้นคือมากกว่าคือขยะทุกชิ้นที่เราไม่ได้เก็บ มันหลุดออกไปแม่น้ำเจ้าพระยาและลงมหาสมุทร จากนั้นมันก็วนกลับมาอยู่ในรูปแบบของไมโครพลาสติก กลับมาอยู่ในอาหารของเรา เราอยากให้คนเห็นตรงนี้ ว่าโครงการรักษ์โลกพวกนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตที่ไกลตัว มันเป็นเรื่องของพวกเราและลูกหลานเราทุกคน” เจมส์เสริมอย่างหนักแน่น

การร่วมมือกันของมูลนิธิโคคา-โคล่า และองค์กรระดับโลกที่อยากเห็นการลงมือจัดการขยะในแม่น้ำลำคลองและทำให้โลกใบนี้ดีขึ้น
การร่วมมือกันของมูลนิธิโคคา-โคล่า และองค์กรระดับโลกที่อยากเห็นการลงมือจัดการขยะในแม่น้ำลำคลองและทำให้โลกใบนี้ดีขึ้น

สิ่งที่พวกเขาอยากเห็นก็คือการเปลี่ยนพฤติกรรมเต็มรูปแบบ จากผู้คนที่อยู่ใกล้กับแหล่งน้ำ จากนั้นก็เป็นคนที่อยู่ไกลออกไป พวกเขาอยากให้คนรู้วิธีการจัดการขยะอย่่างเหมาะสม ให้เกิดนิสัยการแยกขยะ ซึ่งจะทำให้งานที่ด่านสุดท้ายอย่างการเก็บขยะง่ายขึ้น และทำให้กระบวนการจัดการขยะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเรื่องเหล่านี้ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย

“ตอนนี้ผู้ประกอบการก็กระตือรือร้นในการรักษาโลกมากขึ้น ซึ่งในมุมของคนที่ทำงานดูแลสิ่งแวดล้อม นี่เป็นเรื่องที่ดีและอยากเชิญชวนให้ทุกคนเข้ามาทำกันมากขึ้น แต่สำหรับเรา การที่ชาวบ้านแยกขยะด้วยตัวเอง คอยเตือนกันในหมู่เพื่อนบ้านไม่ให้ลืมตัวทิ้งขยะลงแม่น้ำ ช่วยดูแลเครื่องดักขยะที่เราเอาไปติดตั้งไว้ อาสาสร้างกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการขยะอย่างยั่งยืน สำหรับคนในชุมชนและคนนอกที่สนใจ นี่เป็นเรื่องที่เราเห็นว่าสร้างผลกระทบให้เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน”

“พวกเขาจะบอกผมเสมอว่าวันนี้เก็บขยะได้มากน้อยแค่ไหน เขารักในสิ่งที่ทำ รักคลองของพวกเขา นี่แหละคือการเปลี่ยนแปลงที่พวกเราอยากเห็น ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงตัวจริงไม่ใช่องค์กรของผมหรอก เป็นชาวบ้านที่เขาอยู่กับลำคลองมาตั้งแต่เกิดต่างหาก” เจมส์ทิ้งท้าย

ถึงแม้ภารกิจจะยังไม่ใกล้คำว่าเสร็จสมบูรณ์ แต่เมื่อแรงกระเพื่อมแห่งการเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่ทุกคนทำได้คือการขยายวงนั้นให้กว้างที่สุด

การร่วมมือกันของมูลนิธิโคคา-โคล่า และองค์กรระดับโลกที่อยากเห็นการลงมือจัดการขยะในแม่น้ำลำคลองและทำให้โลกใบนี้ดีขึ้น

ภาพ : Terracycle Foundation

ติดตามการทำงานดูแลคลองลาดพร้าวต่อได้ที่

Website : www.terracyclefoundation.org

Facebook : TerraCycle Thai Foundation

Instagram : terracyclethaifoundation

Writer

นรินทร์ จีนเชื่อม

จบรัฐศาสตร์ ชอบอ่านวรรณกรรมคลาสสิค หลงใหลการโต้เถียงแบบมีอารยะ กินกาแฟดำเหมือนนักเขียนรุ่นใหญ่ แต่ใจจริงชอบแฟรบปูชิโน่คาราเมลเพิ่มไซรัป

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

22 ธันวาคม 2560
13.48 K

ปี 1980 แบรนด์เสื้อผ้ามินิมอลเรียบเก๋สำหรับผู้ชายถือกำเนิดขึ้นใจกลางสยามเซ็นเตอร์

ภาณุ อิงคะวัต และกลุ่มเพื่อนที่ช่วยกันก่อตั้งร้านเล็กๆ ไม่ใช่แฟชั่นดีไซเนอร์ด้วยซ้ำ แต่พวกเขาเข้าใจศิลปะ วงการโฆษณา และเข้าใจลูกค้าเป็นอย่างดี ความคิดสร้างสรรค์ในทุกอณูของเสื้อผ้าที่เรียบง่าย กระตุกให้วัยรุ่นและคนทั้งวงการเสื้อผ้าหันมามอง Greyhound สิ่งมีชีวิตงามสง่าแห่งโลกการแต่งกาย

Greyhound Original

ปี 1998 สุนัขปราดเปรียวโดดออกจากตู้เสื้อผ้ามาเปิด Greyhound Café ทีมงานเบื้องหลังไม่ใช่เชฟกระทะเหล็ก ไม่ใช่คนในแวดวงอาหาร แต่พวกเขารู้ว่าประสบการณ์ดีๆ ที่มอบให้ลูกค้าได้คืออะไร ร้านอาหารสุดชิคสีขาวเทาดำเสิร์ฟอาหารแบบ Basic with a twist อร่อย เข้าใจง่าย แต่มีลูกเล่นสนุกๆ บนโต๊ะกินข้าว มากว่า 20 ปี ระหว่างทางมีบริษัทต่างชาติซื้อเฟรนไชส์ร้านรสนิยมเลิศล้ำนี้ไปเปิดสาขาที่มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย จีน และฮ่องกง

ปี 2017 หลังก้าวเท้าไปทั่วเอเชีย Greyhound Café ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท Mudman Public Company Limited ตัดสินใจกระโจนข้ามโลกด้วยตัวเอง โดยก้าวออกไปเปิดสาขาใหม่ที่ลอนดอน เมืองแปลกหน้าที่มีร้านอาหารไทยมากมายเป็นคู่แข่ง แถมร้านคาเฟ่เก๋โมเดิร์น ตกแต่งเรียบง่ายแบบเดียวกันก็มีอยู่เพียบ

“ตลาดอังกฤษลึกลับซับซ้อนมาก อยู่เมืองไทยเราทันสมัย ไปนู่นทุกที่มีเหมือนเรา แล้วเราจะพิเศษยังไง เราต้องการเป็นร้านไทยร้านแรกในลอนดอนที่แตกต่างจากร้านไทยที่เปิดอยู่เยอะแยะ ต้องกลับมานั่งคิดใหม่ว่าจะไปทางไหนดี”

ภาณุ ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร Greyhound เอ่ยปากเล่า

Greyhound Café ไม่เป็นที่รู้จักในลอนดอน ไม่เคยออกจากบ้านไกลขนาดนี้ ไม่เคยแตะธุรกิจร้านอาหารที่ยุโรป ถ้าเปรียบเป็นทีมกีฬา พวกเขาคือทีมท้องถิ่นที่ย้ายไปเล่นในเวทีระดับโลก การปักธงที่เมืองหลวงอังกฤษทำให้พวกเขาต้องเริ่มต้นใหม่จากศูนย์

นี่ไม่ใช่การตัดสินใจที่บ้าบิ่นตุปัดตุเป๋ พวกเขาทำการบ้านอย่างหนักหน่วงเพื่อตะครุบเป้าหมายใจกลางยุโรป

การวางหมากพิชิตลอนดอนนี้ใช้เวลาถึง 3 ปีเต็ม

Greyhound Café

บุกลอนดอน

สเต็ปแรก Greyhound Café เปิดบริษัทใหม่ที่ประเทศอังกฤษ และจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านการทำร้านอาหารไทยมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ พร้อมออกตามหาทำเลสำหรับคาเฟ่สัญชาติไทย

“เราคุยกับฝรั่งและคนไทยที่อยู่ลอนดอนนานๆ ถึงรู้ว่าถ้าอยากเก๋ ห้ามอยู่บนถนนใหญ่ ถนนดังๆ อย่าง Oxford, Regent, Bond มีแต่ร้านอาหารแมส ร้านเล็กๆ ฮิปเก๋คิวยาวที่นักกินสนใจต้องอยู่ซอยหลัก เอาล่ะ งั้นเราต้องไปอยู่ตามซอกตามซอย แล้วต้องไปอยู่ถิ่นไหน” ภาณุเล่าต่อ

ภาณุ อิงคะวัต

การตามหาโลเคชันที่เหมาะสมสำหรับคาเฟ่ต้องไม่ใช่ย่านท่องเที่ยวจ๋าและต้องแสดงตัวตนของแบรนด์ออกมาให้ได้ หมอก-ณัฐพร รุ่งขจรกลิ่น ผู้อำนวยการฝ่ายต่างประเทศและผู้นำโปรเจกต์บุกเมืองหลวงอังกฤษเล่าว่าโจทย์ใหญ่นี้ต้องใช้เวลายาวนานกว่า 2 ปี

“ความยากคือเราเพิ่งไปครั้งแรก ไม่มีใครรู้จักเรา ลอนดอนค่อนข้างรัดกุมมากเรื่องการทำธุรกิจ เขาสืบประวัติกันเยอะ เราต้องใช้เวลาสร้างความเชื่อใจกับแลนด์ลอร์ดว่าจะสร้างสิ่งที่ดีให้เกิดขึ้นบนพื้นที่นี้ แล้วอสังหาริมทรัพย์ที่นั่นแพงมาก และเคลื่อนไหวเร็วมาก ดูวันนี้ อีกสองสามวันไม่เอานี่ไปแล้ว แล้วไม่ใช่ว่าอยากได้ที่แล้วได้เลย ที่นั่นแบ่งเมืองเป็นโซน A1- A5 ที่ตรงนี้ดี มีคลาส แต่ไม่อนุญาตให้ทำร้านอาหารก็จบ แล้วเขาต้องไปถามเพื่อนบ้านว่าถ้ามีร้านอาหารแล้วโอเคกันรึเปล่า ถ้าชุมชนไม่รับ เราก็ทำไม่ได้”

ประชุม

ในที่สุด Greyhound Café ก็ได้อดีตร้านสเต็กที่มุมถนน Berners ย่าน Fitzrovia มาสร้างอาณาจักรของตัวเอง พวกเขาเลือกพื้นที่ในเขต Westminster เพราะเป็นย่านทำงานสร้างสรรค์ มีบริษัทโฆษณา เอเจนซี่ ร้านรวงต่างๆ ซึ่งตรงกับกลุ่มเป้าหมายของ Greyhound ลูกค้าจากบริเวณนี้มากินอาหารกลางวันหรือสังสรรค์ยามเย็นที่คาเฟ่ได้ และการอยู่ใกล้ย่านของกินอย่างถนน Charlotte และย่านช้อปปิ้งอย่าง Oxford ทำให้บริเวณนี้มีแนวโน้มจะขยายตัวขึ้นอีกในอนาคต

ปรุงกรุงเทพฯ ใส่จาน

กาลเวลาและโลกาภิวัตน์เปลี่ยนลอนดอนให้เติบโตจากเมืองที่มีแต่อาหารท้องถิ่นให้กลายเป็นแหล่งรวมรสชาติแปลกใหม่ ธุรกิจอาหารเครื่องดื่มและ Casual Restaurant ของลอนดอนเป็นเมืองอันดับต้นๆ ของโลก แบรนด์ดังจากเอเชียหรืออเมริกาก็มักมาเปิดสาขาต่างประเทศที่นี่ และชาวลอนดอนรู้จักและชอบกินอาหารไทยมานาน เป็นรองแค่อาหารอังกฤษและอาหารอินเดีย

“ร้านอาหารไทยในลอนดอนมี 3 แบบ แบบแรกคือ Traditional เข้าไปแล้วเห็นตุ๊กตาไม้สวมชุดไทยยืนไหว้ พนักงานนุ่งสไบยืนสวัสดี แบบต่อมาคือ ไทยแบบฟิวชัน อย่างร้าน Patara, ร้าน Thai Square แบบที่สามคือ กลับไปหาความ authentic เมื่อก่อนเห็นส้มตำเสิร์ฟใส่จานสวยๆ ในต่างประเทศ แต่ร้านอย่าง Smoking Goat, ส้มซ่า หรือ Kiln เสิร์ฟใส่จานเมลามีนสีฟ้า รสชาติเผ็ดจริงแบบที่เราเคยกินตามปั๊มน้ำมัน มีปลาดุก มีเตาถ่าน ทั้งที่เชฟก็เป็นฝรั่ง แต่ได้รับการเทรนอย่างดีจากเมืองไทย” หมอกอธิบายวิวัฒนาการร้านอาหารในเมืองหลวงสหราชอาณาจักร ตอนนี้อาหารไทย อาหารลาว อาหารพม่า ร้าน authentic กำลังฮิตมากในกลุ่มนักกิน ความแปลกใหม่ที่คนลอนดอนไม่รู้จักเป็นเสน่ห์จากแดนไกล

ประชุม

เหม่ง-อังสนา พวงมะลิต ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด เสริมว่าจุดเปลี่ยนน่าจะเกิดจากเชฟเดวิด ทอมป์สัน ร้าน Nahm ที่กรุงเทพฯ เป็นอาจารย์ฝรั่งที่รู้เรื่องอาหารไทยดีมากและสอนลูกศิษย์เยอะมาก ส่งผลให้บรรดาลูกศิษย์ฝรั่งแยกย้ายไปเปิดร้านอาหารไทยดั้งเดิมที่ลอนดอน

“อาหารไทยดั้งเดิมเป็นที่นิยม แต่ Greyhound ดันเป็นแบรนด์โมเดิร์น ตอนเราขายคนไทย คนไทยไม่ได้ต้องการของ authentic แล้ว เรากินของจริงกันอยู่ทุกวัน เพราะฉะนั้น เราขายของโมเดิร์น ขายไอเดียใหม่ Basic with creative twists แต่ถ้าจะไปแข่งกับร้านที่ลอนดอน เราต้องเปลี่ยนการทวิสต์ใหม่

“คำว่าทวิสต์กับคำว่า fake มันใกล้กันมากนะ ถ้าล้มเหลวมันเฟก ถ้าเจ๋งมันทวิสต์ จะทำยังไงให้เราทำถึง ดูแล้วไม่เสแสร้ง แสดงตัวตนให้อาหารเราออกมา เฮ้ย ไทย แต่ไม่ไทย เฮ้ย สนุกว่ะ แปลกว่ะ ไม่เคยกิน ไม่เคยเห็น” ภาณุเล่าความท้าทายของการปลุกความเรียบง่ายให้ดึงดูดสายตาคนอีกซีกโลก

Greyhound Café จึงไม่เสิร์ฟความจริงดิบๆ หรือใส่แซลมอนในแกงเหลืองเพื่อประนีประนอม แต่เลือกเสิร์ฟรสชาติของบางกอกในจานของคุณ

บางกอกโกลาหล

จาก Fashion Café สไตล์จัดที่มีรากฐานมาจากแบรนด์เสื้อผ้าเรียบๆ แต่มีบางอย่างน่าสนใจ เมื่อแบรนด์ Greyhound กลายเป็นอาหารก็พัฒนาสูตรและการนำเสนอเต็มที่ เช่น เปลี่ยนข้าวผัดปูที่ข้าวเยอะปูน้อยเป็นปูผัดข้าวที่ข้าวน้อยปูเยอะ ก๋วยเตี๋ยวห่อหมูสับก็ทำเส้น หมูสับ น้ำจิ้มแยกกันให้คลุกเองตามสบาย อาหารมีหลากหลาย ตั้งแต่ผัดไทย ข้าวผัดปลาสลิด ก๋วยเตี๋ยว ไปถึงเบอร์เกอร์ สปาเกตตี้ ทั้งที่กรุงเทพฯ และทั่วเอเชียเข้าใจวัฒนธรรมคาเฟ่แบบนี้

“แต่ลอนดอนแตกต่างจากตลาดเอเชียโดยสิ้นเชิง เรายกเมนูแบบกรุงเทพฯ ไปไม่ได้ ฝรั่งงง ร้านที่กรุงเทพฯ มีอาหาร 90 เมนู ทั้งอาหารไทย จีน ฝรั่ง มีเครื่องดื่ม 70 เมนู ขนม 50 เมนู แต่เมนูร้านอาหารที่ลอนดอนสเกลเล็ก ทั้งร้านมีอาหารไม่เกิน 40 เมนู เราต้องปรับ” เหม่งเล่าคอนเซปต์ Bangkok Café อย่างออกรสชาติ

ต้มยำกุ้ง อาหารอีสาน

“Bangkok แปลว่าอะไร ความวุ่นวาย beautiful chaotic way เละ แต่หัวเราะร่าเริง มีเสน่ห์ เรามีตั้งแต่แบรนด์หรูยันประตูน้ำ อาหารก็มีตั้งแต่ fine dining ยัน street food นี่คือสิ่งที่เรานำเสนอที่ลอนดอน คนกรุงเทพฯ กินอาหารไม่เหมือนคนไทยจังหวัดอื่นๆ เรากินเบอร์เกอร์ปูนิ่ม สปาเกตตี้ปลาเค็ม ผัดขี้เมา หรือสปาเกตตี้คาร์โบนาร่าที่จัดจ้าน ไม่เหมือนฝรั่งกิน เรามี twist อยู่แล้ว นี่คือการนำเสนออาหารที่คนกรุงเทพฯ ชอบและคุ้นเคย นี่คือเรา คอนเซปต์นี้ทำให้เมนูย่นย่อลง จากเมนูอาหาร 90 จาน เหลือแค่ 40 เมนู เครื่องดื่ม 70 เมนู เหลือแค่ 20 และของหวานก็เหลือไม่ถึง 10 เมนู”

ปูผัดข้าว

อาหารไทยฟิวชัน

สร้างรสสร้างชาติ

เมื่อคอนเซปต์ของร้านแข็งแรง หน้าที่เสกความอร่อยต่อมาเป็นของ เชฟโอ๊ะ-หฤษฎ์ เวชากุล Executive Chef แห่ง Greyhound Café ประจำประเทศไทยที่ต้องแบ่งหมวดอาหารใหม่ทั้งหมด คนไทยแบ่งหมวดอาหารเป็นอาหารเรียกน้ำย่อย ข้าว ก๋วยเตี๋ยว ฯลฯ ก็ปรับเป็นเมนู small plates เรียกน้ำย่อยจานเล็กๆ ซุปและสลัด เนื้อ อาหารจานเดียว อาหารมังสวิรัติ และของหวาน

อาหารไทยฟิวชัน

อาหารไทยฟิวชัน

อาหารไทยฟิวชัน

“คนกรุงเทพฯ อาจกินผัดกะเพราวันทำงาน วันหยุดอยากหรูหน่อย ไปกินในห้าง เพราะฉะนั้น เมนูของเราจึงมีตั้งแต่ผัดกะเพรายันล็อบสเตอร์ คือมีตั้งแต่สตรีทฟู้ดจนถึงอาหารหรู แล้วเราก็พยายามหาวัตถุดิบที่เหมือนกรุงเทพฯ มากที่สุด ทำให้รสชาติเหมือนที่กรุงเทพฯ มากที่สุด แต่การนำเสนอเปลี่ยนไป”

ประชุม

เชฟโอ๊ะอธิบายความแตกต่างระหว่างการสร้างเมนูที่เมืองไทยและอังกฤษ เมนูเมืองผู้ดีได้รับการปรับให้เป็นอาหารไทยกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ บางอย่างฝรั่งไม่เข้าใจต้องปรับให้เรียบง่าย เช่น ทอดมันกลมๆ ฝรั่งกินแนมแตงกวา อาจาด ไม่เป็น ก็ทำให้เป็นทอดมันลูกเล็กๆ จานเดียวที่ราดอาจาดลงไปให้กินได้ทันที แต่ก็แบ่งส่วนสำหรับทดลองประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ เพื่อหยอดเมนูสนุกๆ ว่าฝรั่งจะเข้าใจมั้ย เช่น สปาเกตตี้ผัดปลาเค็ม เนื้อแกะปรุงแบบไทย ดักแด้ทอด สลัดยำเนื้อที่ใช้ผักฝรั่ง บรูเชตต้าใส่น้ำส้มตำแทนน้ำซัลซ่า

ประชุม

อู้ดดี้-อุทยาน ศุภสุข ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการและการขายที่พ่วงตำแหน่งออกแบบเครื่องดื่ม อธิบายเพิ่มว่า Greyhound Café มีบาร์เครื่องดื่มในตัวให้ชาวลอนดอนมาสังสรรค์ทั้งในวันทำงานและวันหยุด การออกแบบเครื่องดื่มเลยต้องพิถีพิถัน ทั้งชา กาแฟ น้ำโซดา และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่เติมวัตถุดิบจากเมืองไทยให้โดดเด่น เช่น กาแฟที่แบรนด์ ‘มีวนา’ เบลนด์ให้ Greyhound โดยเฉพาะมาร์การิต้าใส่ตะไคร้ หรือการนำ ‘ชาละวัน’ คราฟต์เบียร์ไทยไปลอนดอน

“ที่ยากที่สุดคือเครื่ิองดื่มแอลกอฮอล์ เพราะคนลอนดอนดื่มหนัก การทำเองให้ถูกใจคงยาก ทำยังไงจะใส่ความเป็นไทยลงไปให้คนลอนดอนเข้าใจ เราเลยต้องเอาวัตถุดิบอย่างแม่โขงคุยกับ mixologist ชาวอังกฤษ ให้ครีเอทีฟคุยคอนเซปต์ให้ฟังแล้วให้เขาไปพัฒนาค็อกเทลแม่โขงต่อเพื่อนำเสนอความเป็น Greyhound มากที่สุดและถูกใจคนลอนดอนด้วย”

เครื่องดื่ม

แฟชั่นแมกกาซีน

เมื่อความเก๋จากในครัวมาเต็มพิกัด ฝ่ายสร้างสรรค์เล่มเมนูอาหารก็ต้องไม่ยอมแพ้ ยิ่งมีโจทย์สำคัญว่าคนลอนดอนไม่ชอบเมนูอาหารที่มีรูปภาพ ร้านอาหารเก๋ๆ จะมีแต่ตัวหนังสืือ เพราะลอนดอนเนอร์คิดว่าเมนูอาหารที่มีรูปเป็นของเชย เหมือนร้านอาหารไชน่าทาวน์ที่ไดคัตรูปมาแปะต่อๆ กัน ชาว Greyhound ยิ่งทุ่มเทกับศิลปะการออกแบบกราฟิกและถ่ายภาพ โดยให้ช่างภาพสายตาเฉียบอย่าง จุ๊-จุฑารัตน์ พรมณีสุนทร เป็นผู้ลั่นชัตเตอร์ ผลที่ได้รับคือฝรั่งบอกว่านี่มันไม่ใช่เมนูอาหาร นี่มันแฟชั่นแมกกาซีนชัดๆ

เมนูอาหาร

เมนูอาหาร

เมนูอาหาร

เมนูอาหาร

หนึ่ง-พิสุทธิ์ ขวัญพูลศรี ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ เปิดเมนูอาหารเก๋ไก๋ที่เพิ่งออกจากโรงพิมพ์สดๆ ร้อนๆ ให้ดู

“สำหรับคนอังกฤษ การถ่ายรูปพวกนี้เป็นเรื่องใหญ่ ใช้เงินมหาศาลมาก แบรนด์เราทำงานแฟชั่นอยู่แล้ว เรามั่นใจว่าเราทำสวย เราขอลองทำเมนูเล่มให้คนเห็นหน้าตาอาหารสไตล์ beautiful chaos เราเอาโต๊ะเหล็ก เก้าอี้พลาสติก เสื่อน้ำมัน ลอตเตอรี่ จนถึงเช่าตุ๊กตุ๊กมาถ่าย เล่าเรื่องว่าอาหารกรุงเทพฯ คืออะไร ถ้าเราต้องพาคนอังกฤษที่ไม่เคยมาเมืองไทยไปเที่ยวกินตั้งแต่เช้ายันเย็น เช้าไปกินอาหารเช้าที่ออน ล็อก หยุ่น สายไปเดินโอเดียน เที่ยงไปจตุจักร เย็นไปเยาวราช ดึกๆ ไปหาขนมกิน โดยนำเสนอสถานที่ต่างๆ ที่เราคุ้นเคยแบบแฟชั่น”

ประชุม

อาร์ตเวิร์ค

“คอนเซปต์ทั้งหมดร้อยเข้าด้วยกัน เห็นพนักงานเสิร์ฟใส่กางเกงแดงเหลือง ฝรั่งอาจจะงงว่านุ่งอะไร แต่จะเจออาหารที่มันร้อนแรง เผ็ดจัด สนุก เปิดเมนูจะบอกว่ามาเมืองไทยคุณได้อะไรบ้าง กางเกงชาวเล รอยสัก ถักผม จริงๆ แล้วมันมีเรื่องอาหารด้วย เราเอามาเสิร์ฟคุณที่นี่แล้ว”

เข้าฉากบางกอก

ด้านการแต่งร้าน ครีเอทีฟของ Greyhound Café ร่วมกับ B3 Designers กลุ่มสถาปนิกในลอนดอนเพื่อเสกกรุงเทพฯ ขนาดย่อมที่มีกลิ่นอาย Industrial Chic แบบเฉพาะตัวของ Greyhound Café ออกมา

บาร์

“คนลอนดอนไม่ได้มีความรู้เรื่องกรุงเทพฯ มากนัก เขาอาจเคยเห็นภาพสตรีทฟู้ดเยาวราชในสารคดี เราต้องผสมผสานสิ่งที่เขามองกับสิ่งที่เราเป็น เราไม่ใช่สตรีทฟู้ดผัดกระทะข้างทางตลอดเวลานะ ฉันกินอาหารสไตล์อื่นเหมือนกัน มีเก้าอี้พลาสติก แต่ก็มีอย่างอื่นด้วย” ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดอธิบาย

ประชุม

พิมฝัน ใจสงเคราะห์ Shop Image Creative ที่ดูแลการตกแต่งร้านร่วมกับดีไซเนอร์ขยายความต่อว่าการออกแบบร้านสาขาลอนดอนจะเพิ่มความเป็นไทยให้ชัดขึ้น เช่น แต่งร้านด้วยกระเบื้องลายตัวอักษรไทย กำแพงลายวินมอเตอร์ไซค์ แผ่นสังกะสี ถังน้ำมัน ใส่บรรยากาศรกแต่เป็นระเบียบของร้านโชห่วย และแขวนไซดักปลาขนาดยักษ์ทำจากทองเหลืืองไว้กลางร้าน ให้แสดงความเป็นไทยและเอาฤกษ์เอาชัยให้เต็มที่

Greyhound Café

อักษรไทย

ศิลปะบนกำแพง

 ฝน-ศุทธินี อัมพุช และ ฟุ่ง-สุภาพร คงวิวัฒน์ไมตรี ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อและ International F&B Manager เล่าต่อว่าของตกแต่งและอุปกรณ์ทั้งหมดขนไปจากเมืองไทย แม้กระทั่งจานชาม ปิ่นโต ถาดไข่กระทะ ไปจนถึงยูนิฟอร์มพนักงานก็ออกแบบและทำในไทยก่อนส่งไปยุโรป พนักงานฝ่าย Operation ในร้านที่เป็นชาวต่างชาติก็ถูกส่งตัวมาเมืองไทยเพื่อเทรนความเข้าใจการบริการแบบ Greyhound ก่อนเปิดร้านจริง

อาหารไทยฟิวชัน อาหารไทยฟิวชัน

เปิดประตูร้าน

Greyhound Café เปิดตัวที่ลอนดอนในวันที่ 15 ธันวาคม ปี 2017 ในฐานะร้านอาหารไทยที่ไม่เหมือนร้านไหนๆ ในลอนดอน บรรยากาศร้านยังคงแสดงความเป็นไทยเต็มเปี่ยม แต่สลัดภาพจำของความเป็นไทยในสายตาฝรั่งแบบเดิมไปโดยสิ้นเชิง

หลังการทำการบ้านอย่างหนักหน่วงทุกภาคส่วน สำรวจ casual restaurant คู่แข่งในตลาดแล้ว Greyhound เลือกเปิดร้าน 2 ชั้นที่มีที่นั่งร้อยกว่าที่นั่ง เพื่อเปิดประตูต้อนรับผู้คน ไม่ใช่แค่กลุ่ม niche ของนักกินที่แสวงหาความแปลกใหม่ แต่ยังรวมถึงลอนดอนเนอร์ผู้ต้องการประสบการณ์ประทับใจในร้านอาหาร คาเฟ่เลือกใช้กลยุทธ์ราคากลางๆ ไม่ต่ำหรือสูงจนเกินไป เพื่อให้ผู้คนแวะเวียนมานั่งได้ทั้งช่วงพักกลางวันไปจนถึงตลอดค่ำคืน

“เวลาเราคุยกับคนอังกฤษ เขาก็ชื่นชมนะว่าเราทำการบ้านกันเยอะมาก คิดมาทุกส่วน ทุกตารางนิ้วของร้านที่นั่น เราคิดมาแล้ว ผ่านการกลั่นกรองทั้งจากคนที่นี่และที่โน่นเพื่อส่งต่อสิ่งที่ดีที่สุดไปลอนดอน”

หมอกตบท้าย ไม่มีความบังเอิญอยู่ในการทำงานหนัก หลังจากร้านแรกที่เมืองหลวงอังกฤษ Greyhound Café ตั้งใจจะเปิดสาขาใหม่ในปีถัดๆ ไปที่ประเทศอื่นๆ ในยุโรป ความเรียบง่ายแฝงลูกเล่นหรือ Basic with a twist เป็นรากฐานแข็งแรงที่สื่อสารกับสากลโลก

แบรนด์คาเฟ่สัญชาติไทยเพิ่งเริ่มต้นลงสนามในทวีปใหม่ แม้ข้อจำกัดมากมายกลายเป็นโจทย์สุดหิน แต่ด้วยทุกกระบวนท่าที่มาจากประสบการณ์เกือบ 40 ปี

พวกเขาสร้างเกมของตัวเองขึ้นมาแล้ว

ทีม

ภาพ  Greyhound
www.greyhoundcafe.co.th

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load