29 ธันวาคม 2564
99.62 K

The Cloud x The Coca–Cola Foundation x TerraCycle Thai Foundation

ทุกวันนี้ การรักษ์โลกไม่ได้เป็นเพียงกระแสนิยมตามยุคสมัยอีกต่อไปแล้ว ในทางตรงกันข้าม หลายฝ่ายไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน รวมถึงประชาชนต่างหันมาตื่นตัวโดยนำแนวทางดังกล่าวมาใช้ในการทำงานและใช้ชีวิตกันอย่างกว้างขวาง ทำให้ไม่กี่ปีมานี้ กระบวนการดังกล่าวได้กลายมาเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันขององค์กรและผู้คนจำนวนมากไปเรียบร้อยแล้ว เราดีใจที่ได้เห็นพัฒนาการนี้และอยากให้ทุกองค์กรเข้ามามีส่วนร่วมกับการลงมือทำโครงการที่จะทำให้โลกใบนี้ดีขึ้นสำหรับเราทุกคน

ติดตามภารกิจฟื้นฟูคลองลาดพร้าว พร้อมแนวคิดเบื้องหลังที่อยากจัดการขยะอย่างยั่งยืน

หนึ่งในโครงการที่จริงจังด้านการดูแลแม่น้ำลำคลอง คือความร่วมมือระหว่างมูลนิธิโคคา-โคล่า องค์กรสาธารณกุศลภายใต้ เดอะ โคคา-โคล่า คัมปะนี กับโครงการ Benioff Ocean Initiative ของสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานตาบาร์บารา ซึ่งสนับสนุนเงินทุนในโครงการทำความสะอาดแม่น้ำ 9 แห่งทั่วโลก โดยคลองลาดพร้าวของไทยเราได้รับเลือกด้วย เนื่องจากขึ้นชื่อว่าประสบปัญหาขยะและมลพิษเป็นจำนวนมาก จึงสนับสนุนการดำเนินงานผ่านมูลนิธิเทอร์ราไซเคิล ไทย องค์กรเอกชนไม่แสวงหากำไรที่เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากภาวะขยะล้นเกินโดยไม่ได้รับการดูแล ด้วยการติดตั้งเครื่องดักขยะจำนวน 2 เครื่องในคลองลาดพร้าว พร้อมทั้งสนับสนุนการเปลี่ยนพฤติกรรมการจัดการขยะของคนในชุมชนริมคลองให้ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

ในปีนี้ได้เข้าสู่ปีที่ 2 ของการดำเนินงาน พร้อมขยายเป้าหมายต่อไปหลังจากที่เคยคุยกับ The Cloud มาก่อนหน้านี้ใน Care For Canal และเรื่องราวต่อไปนี้คือสิ่งที่เราชวนพวกเขามาเล่าถึงสิ่งที่ได้ลงมือทำ สิ่งที่พวกเขาอยากจะเห็น และสิ่งที่พวกเขาหวังว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง

“ตอนเราเริ่มต้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2020 เราไม่แน่ใจว่าสิ่งต่าง ๆ จะเป็นอย่างไร หมายถึงทุกอย่างเลยนะ การทำงานของอุปกรณ์จะใช้ได้กับที่คลองลาดพร้าวไหม กระบวนการทำงานจะต้องผ่านอะไรบ้าง เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ชุมชนจะร่วมมือมากน้อยแค่ไหน” เจมส์ สกอทท์ ผู้อำนวยการบริหาร มูลนิธิเทอร์ราไซเคิล ไทย เอ่ยเมื่อเราถามว่าการทำงานเข้าปีที่ 2 กับปีแรก มีอะไรที่แตกต่างออกไปหรือไม่

ติดตามภารกิจฟื้นฟูคลองลาดพร้าว พร้อมแนวคิดเบื้องหลังที่อยากจัดการขยะอย่างยั่งยืน

“ตอนนี้เข้าปีที่สองแล้ว เราก็เข้าใจการทำงานมากขึ้น อยู่กับสถานที่จริงมาปีกว่า เรารู้แล้วว่าต้องปรับปรุงตรงไหน เราก็กำลังจะปล่อยเครื่องดักขยะเพิ่มอีกสองเครื่องในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า ต้องมีการปรับแก้และพัฒนากันไปเรื่อย ๆ เพราะไม่มีพื้นที่ไหนหรอกที่เหมือนกัน ต้องปรับตลอดเวลา เช่น เพิ่มพื้นที่ให้คนขึ้นไปเดินสำรวจรอบเครื่องได้ เพื่อที่เวลามีปัญหาอาจจะแก้ไขในน้ำได้เลย ไม่ต้องยกขึ้นมา เพิ่มผิวสัมผัสที่แขนดัก เพื่อให้จับขยะชิ้นเล็ก ๆ ได้ดียิ่งขึ้น แล้วก็รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราปรับ เช่น ทำให้แขนยาวขึ้น ทำให้มันกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม ไม่สะดุดตาจนเกินไปนัก” เจมส์เล่ากระบวนการพัฒนาอุปกรณ์ของพวกเขา ซึ่งแสดงให้เห็นความมุ่งมั่นและการลงทุนลงแรงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดตามที่ตั้งเป้าหมายไว้

“สิ่งสำคัญคือตอนนี้เราได้สร้างชุมชนที่มีจิตสำนึกด้านการรีไซเคิลมากขึ้น ไม่ใช่แค่ทิ้งขยะลงคลองอีกแล้ว พวกเขารู้ว่าขยะแบบไหนรีไซเคิลได้และต้องเก็บไว้ ขยะแบบไหนที่ไม่ได้และจัดการกับมันอย่างไร ขยะบางชนิดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เป้าหมายคือการลดจำนวนที่ต้องเก็บ พร้อมกับเพิ่มจำนวนที่รีไซเคิลได้ให้มากยิ่งขึ้น”

เป้าหมายฟังดูเรียบง่าย แต่การลงพื้นที่เพื่อพูดคุยกับชุมชน การติดต่อเพื่อทำความเข้าใจกับระบบระเบียบทางการ การปรับแก้เครื่องมือครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อให้เข้ากับพื้นที่คลองลาดพร้าว ซึ่งเป็นจุดที่พวกเขาเลือกในการเริ่มต้นโครงการ ซึ่งต้องคำนึงถึงความลึก ขนาดของตลิ่ง ความแรงของน้ำ และสิ่งละอันพันละน้อยอีกนานัปการเป็นเครื่องย้ำเตือนว่า เป้าหมายโครงการนี้ไม่มีอะไรเรียบง่ายแม้แต่น้อย

นวัตกรรมที่นำมาใช้เป็นการพัฒนาเครื่องมือจักรกลพื้นฐาน เรียกว่าเครื่องดักขยะ (River Waste Trap) ซึ่งเป็นทุ่นลอยน้ำที่ติดตั้งกลไกดักจับขยะอย่างง่าย ที่ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาเรื่อยมาตั้งแต่เริ่มใช้งานครั้งแรก

“ชื่อไม่เท่เลยใช่ไหม” เจมส์หัวเราะก่อนจะเล่าต่อ “มีเครื่องมืออันหนึ่งที่เป็นที่รู้จักในสหรัฐฯ ชื่อว่า Mr.Trashwheel ซึ่งเป็นเครื่องดักขยะอย่างง่าย ๆ แต่แค่ติดตั้งชิ้นส่วนบางชิ้นกับใส่ตาตัวการ์ตูนเข้าไป มันก็ดูเหมือนสัตว์ประหลาดกำลังกินขยะ กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เตะตาผู้คนแล้วดึงดูดความสนใจได้มากทีเดียว บางทีคนก็ไม่ได้รู้หรอกว่าเราเก็บขยะกันได้วันละกี่กิโลกรัม แต่ถ้ามันมีเรื่องราวหรือชื่อเล่นติดหูเข้ามาช่วย การทำประชาสัมพันธ์หรือการทำตลาดก็ทำได้ง่ายขึ้น” เจมส์อธิบายให้เราเข้าใจความสำคัญของการตั้งชื่อ นั่นเพราะเขาตั้งใจให้ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่

“ตอนนี้เราตั้งชื่อตามจุดที่เอาไปตั้งไว้ อย่างเช่น เครื่องซิกซ์ตี้วัน เพราะอยู่ที่ลาดพร้าวซอย 61 หรือเครื่องเอทตี้ก็อยู่ที่ลาดพร้าวซอย 80 แต่อันล่าสุด เราชอบชื่อมาก มันชื่อ อาร์มี่อีเลฟเว่น คุณอยากลองทายไหมว่ามันตั้งอยู่ตรงไหน” ถึงตรงนี้เราต้องหยุดคิดกันนิดหนึ่ง เพราะเราไม่แน่ใจว่ากระแสโคเรียนเวฟจะมาถึงเครื่องดักขยะในคลองลาดพร้าวแล้วหรือเปล่า แต่พอเชื่อมโยงได้ เราก็ยิ้มกว้าง

กรมทหารราบที่ 11

ดูเหมือนลูกเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้จะเป็นที่ถูกอกถูกใจผู้ที่เคยไปเยี่ยมชม และเจมส์รู้ดีว่าเขาต้องการลูกเล่นแบบนี้เพื่อให้เข้าถึงคนกลุ่มต่าง ๆ ได้มากขึ้น เพราะปัจจัยสำคัญที่สุดก็คือชุมชน

“แม้เราจะไม่โดนชุมชนขัดขวาง แต่สิ่งเจอในตอนแรกก็คือไม่มีใครยอมปล่อยที่ให้เราเช่าเพื่อเก็บของเสียและขยะที่เก็บได้ ต้องลงพื้นที่เพื่อเดินถามทุกบ้าน จนกระทั่งเข้าไปคุยกับเจ้าอาวาสวัดลาดพร้าว ท่านจึงบอกว่าญาติท่านมีที่ดินติดคลองผืนเล็ก ๆ นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของเรา เมื่อเวลาผ่านไป เรากลับไปหาท่านอีกครั้งพร้อมกับผลงาน ไปให้ท่านดูว่าเราทำอะไรไปแล้วบ้าง และที่ดินผืนเล็กที่ท่านช่วยหาเป็นจุดเริ่มต้นของพวกเราอย่างไร

“ผมคิดว่าหลายคนคงคิดว่าเราเป็นองค์กรจากต่างชาติ ได้รับคำชมและรางวัลมากมาย แต่ผมจะบอกให้ว่าจุดที่เราภูมิใจมากที่สุดครั้งหนึ่งในโครงการนี้ และเป็นแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ที่ทำให้เราทำงานได้ต่อไป ก็คือการที่ท่านเจ้าอาวาสนั่งดูผลงานและฟังการรายงานจากทีมงานของเราอย่างตั้งใจ พร้อมกับบอกพวกเราว่า ท่านขอบคุณและภูมิใจในตัวพวกเรา บอกว่าพวกเราเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน และกำลังทำให้พื้นที่รอบ ๆ นี้ดีขึ้น เป็นกำลังใจที่ดีมาก”

“ก่อนจะลงพื้นที่ปีที่แล้ว เราได้รับคำเตือนว่าชาวบ้านอาจจะไม่ให้ความร่วมมือ เจ้าหน้าที่รัฐอาจจะไม่ยอมช่วย แต่กลายเป็นว่าไม่เจออะไรแบบนั้นเลย อาจจะมีบ้างที่คนสงสัยว่าเราเข้ามาทำอะไร แต่พอเราสื่อสารอย่างจริงใจ เข้าหาคนทำงานแบบเดียวกับเราในชุมชน เราก็ทำงานง่ายขึ้นมาก นอกจากนี้ เรายังหวังที่ทำให้ชุมชนรู้สึกว่านี่เป็นภารกิจของพวกเขาด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่แค่การช่วยกันเก็บขยะ แต่ยังหมายถึงการไม่ทิ้งขยะลงแม่น้ำตั้งแต่แรก และการรีไซเคิลอย่างมีประสิทธิภาพ”

ติดตามภารกิจฟื้นฟูคลองลาดพร้าว พร้อมแนวคิดเบื้องหลังที่อยากจัดการขยะอย่างยั่งยืน
ติดตามภารกิจฟื้นฟูคลองลาดพร้าว พร้อมแนวคิดเบื้องหลังที่อยากจัดการขยะอย่างยั่งยืน

เจมส์ยังเล่าให้เราฟังต่อไปว่า พวกเขาไม่เพียงแค่เก็บขยะและปล่อยให้มันไปกองรวมกันอยู่ภูเขาขยะเท่านั้น แต่พวกเขาต้องหาวิธีจัดการพวกมันอย่างเป็นขั้นตอน มีการวางแผนจัดการขยะอย่างต่อเนื่อง ขยะที่รีไซเคิลได้ พวกเขานำเอาไปผลิตเป็นสิ่งของที่เป็นประโยชน์คืนกลับมาให้ชุมชน รวมถึงทำเป็นสินค้าสำหรับคนที่อยากสนับสนุนโครงการ

นอกจากนี้ หากในประเทศไทยยังไม่มีเทคโนโลยีสูงพอที่จะจัดการกับขยะบางชนิด พวกเขาร่วมมือกับเครือข่ายในสหรัฐฯ เพื่อส่งขยะไปแปรรูปในต่างประเทศ ทำให้วงจรของขยะสมบูรณ์ เกิดเป็นกระบวนการรีไซเคิลอย่างแท้จริง ส่วนขยะที่ปนเปื้อนและไม่สามารถรีไซเคิลได้ ก็จะถูกส่งไปโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานไฟฟ้า โดยในทุกกระบวนการจะไม่ก่อให้เกิดมลพิษทั้งทางน้ำและอากาศ และมีการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคต ถึงการนำขี้เถ้าและสิ่งที่เหลือจากกระบวนการมาใช้ประโยชน์ต่อไปอีกด้วย

เจมส์รู้ว่าเขาบอกชุมชนไม่ได้ว่าต้องทำงานอย่างไร เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เขาเห็นว่าดีที่สุด สิ่งที่ทำได้คือการทำให้เห็นว่ากระบวนการนี้จะทำให้ชุมชนและเมืองของพวกเขาดีขึ้นได้อย่างไร

“เราควบคุมหรือเปลี่ยนแนวคิดชาวบ้านไม่ได้อยู่แล้ว ทำได้แค่สร้างพื้นที่และวางระบบเอาไว้ แล้วดูว่าพวกเขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อสิ่งที่เราทำ เราจ้างคนในชุมชนเพื่อให้เขามีความเข้าใจ ตอนนี้การแยกขยะรีไซเคิลกับขยะทั่วไปเป็นเรื่องปกติสำหรับคนในชุมชนแล้ว และทุกคนพร้อมเข้ามาช่วย คนที่ทำงานกับเรากลายเป็นเหมือนฮีโร่ในชุมชน ได้รับความเคารพ งานเก็บขยะไม่ใช่เรื่องน่าอายอีกต่อไป เป็นเรื่องน่าภูมิใจสำหรับคนในครอบครัวและชุมชน ทุกวันนี้คนที่ทำงานก็เข้าไปทำงานเองบ้างหลังเวลางานหรือในวันหยุด เพราะพวกเขารู้สึกว่านี่เป็นสิ่งที่เขาต้องทำ ไม่ใช่แค่ทำตามหน้าที่”

แน่นอนว่าการได้ลงมือทำอย่างต่อเนื่อง ทำให้มองเห็นผลลัพธ์ก่อรูปขึ้นทีละนิด แต่การเปลี่ยนแปลงในระดับที่ใหญ่ขึ้น ต้องการแรงสนับสนุนพร้อมกับความเข้าใจ ไม่ใช่แค่ในเชิงปฏิบัติ แต่หมายถึงในระดับแนวคิด

“จนถึงตอนนี้เราเก็บขยะมาแล้วทั้งหมดสามร้อยแปดสิบตัน ตัวเลขขนาดนี้แค่ให้อุปกรณ์หรือเงินทุนคงไม่พอ ในตอนแรกเรามีแต่แนวคิด ผู้ให้ทุนต้องเชื่อใจอย่างมากในการมอบหมายโครงการนี้ให้เราทำ เพราะตอนแรกยังไม่มีหลักฐานที่พิสูจน์จะประสบผลความสำเร็จขนาดนี้ไหม หรือแม้แต่จะทำได้หรือเปล่า แต่หลังจากการช่วยเหลือ แลกเปลี่ยน และทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง เราสามารถแยกขยะประเภทต่าง ๆ พร้อมทั้งจัดการกับพวกมันได้อย่างสมบูรณ์ ขยะรีไซเคิลสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ รวมถึงสร้างรายได้ได้ด้วย”

การร่วมมือกันของมูลนิธิโคคา-โคล่า และองค์กรระดับโลกที่อยากเห็นการลงมือจัดการขยะในแม่น้ำลำคลองและทำให้โลกใบนี้ดีขึ้น

นันทิวัต ธรรมหทัย เลขานุการมูลนิธิโคคา-โคล่า ประเทศไทย กล่าวในฐานะผู้ประสานงานในประเทศว่าการทำงานร่วมกัน หมายถึงต้องมีการสนับสนุนกันและกันอย่างชัดเจน “ตอนเราเห็นปัญหา เราก็อยากลงมือแก้ แต่คงไม่ใช่เพียงการตักขยะไปเรื่อย ๆ  ต้องช่วยกันหาทางด้วยว่าจะจัดการกับขยะที่ตักขึ้นมาอย่างไร วัสดุหลายอย่างที่เราเก็บขึ้นมาสามารถนำมารีไซเคิลเพื่อใช้ประโยชน์ได้ เราจึงช่วยกันคิดว่าจะทำอะไรกับมัน มีการเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ เข้ามาใช้เพื่อจัดการขยะให้เกิดประโยชน์สูงสุด และที่สำคัญคือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของชุมชน เพราะนั่นจะช่วยให้เกิดการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง”

เมื่อพูดถึงการเปลี่ยนแปลง พวกเขาทั้งสองให้ความสำคัญกับคนรุ่นต่อไปอย่างมาก ทั้งทีมเห็นพ้องว่าอีกภารกิจสำคัญสำหรับปีหน้า ซึ่งพวกเขาวางแผนจะเริ่มให้เร็วที่สุดถ้าสถานการณ์เอื้ออำนวย ก็คือการเข้าไปในโรงเรียน ให้ความรู้กับเด็ก ๆ เรื่องการจัดการขยะและการรีไซเคิลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เด็ก ๆ เข้าใจปัญหาและอยากมีส่วนร่วมในการแก้ไข จากนั้นความรู้ก็จะไปถึงพ่อแม่และส่งต่อไปเรื่อย ๆ

การเก็บขยะเป็นเรื่องดี แต่สิ่งที่เจมส์และนันทิวัตเห็นตรงกันคือ พวกเขาอยากสร้างแรงกระเพื่อมที่มากยิ่งขึ้น

“การเก็บขยะในคลองควรเป็นปราการด่านสุดท้าย ไม่ควรเป็นงานหลัก ถึงแม้ตอนนี้ปริมาณขยะที่เราเก็บได้จะลดลงเจ็ดถึงแปดเปอร์เซ็นต์ทุกเดือน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราอยากเห็น แต่สิ่งสำคัญที่เราอยากเน้นคือมากกว่าคือขยะทุกชิ้นที่เราไม่ได้เก็บ มันหลุดออกไปแม่น้ำเจ้าพระยาและลงมหาสมุทร จากนั้นมันก็วนกลับมาอยู่ในรูปแบบของไมโครพลาสติก กลับมาอยู่ในอาหารของเรา เราอยากให้คนเห็นตรงนี้ ว่าโครงการรักษ์โลกพวกนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตที่ไกลตัว มันเป็นเรื่องของพวกเราและลูกหลานเราทุกคน” เจมส์เสริมอย่างหนักแน่น

การร่วมมือกันของมูลนิธิโคคา-โคล่า และองค์กรระดับโลกที่อยากเห็นการลงมือจัดการขยะในแม่น้ำลำคลองและทำให้โลกใบนี้ดีขึ้น
การร่วมมือกันของมูลนิธิโคคา-โคล่า และองค์กรระดับโลกที่อยากเห็นการลงมือจัดการขยะในแม่น้ำลำคลองและทำให้โลกใบนี้ดีขึ้น

สิ่งที่พวกเขาอยากเห็นก็คือการเปลี่ยนพฤติกรรมเต็มรูปแบบ จากผู้คนที่อยู่ใกล้กับแหล่งน้ำ จากนั้นก็เป็นคนที่อยู่ไกลออกไป พวกเขาอยากให้คนรู้วิธีการจัดการขยะอย่่างเหมาะสม ให้เกิดนิสัยการแยกขยะ ซึ่งจะทำให้งานที่ด่านสุดท้ายอย่างการเก็บขยะง่ายขึ้น และทำให้กระบวนการจัดการขยะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเรื่องเหล่านี้ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย

“ตอนนี้ผู้ประกอบการก็กระตือรือร้นในการรักษาโลกมากขึ้น ซึ่งในมุมของคนที่ทำงานดูแลสิ่งแวดล้อม นี่เป็นเรื่องที่ดีและอยากเชิญชวนให้ทุกคนเข้ามาทำกันมากขึ้น แต่สำหรับเรา การที่ชาวบ้านแยกขยะด้วยตัวเอง คอยเตือนกันในหมู่เพื่อนบ้านไม่ให้ลืมตัวทิ้งขยะลงแม่น้ำ ช่วยดูแลเครื่องดักขยะที่เราเอาไปติดตั้งไว้ อาสาสร้างกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการขยะอย่างยั่งยืน สำหรับคนในชุมชนและคนนอกที่สนใจ นี่เป็นเรื่องที่เราเห็นว่าสร้างผลกระทบให้เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน”

“พวกเขาจะบอกผมเสมอว่าวันนี้เก็บขยะได้มากน้อยแค่ไหน เขารักในสิ่งที่ทำ รักคลองของพวกเขา นี่แหละคือการเปลี่ยนแปลงที่พวกเราอยากเห็น ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงตัวจริงไม่ใช่องค์กรของผมหรอก เป็นชาวบ้านที่เขาอยู่กับลำคลองมาตั้งแต่เกิดต่างหาก” เจมส์ทิ้งท้าย

ถึงแม้ภารกิจจะยังไม่ใกล้คำว่าเสร็จสมบูรณ์ แต่เมื่อแรงกระเพื่อมแห่งการเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่ทุกคนทำได้คือการขยายวงนั้นให้กว้างที่สุด

การร่วมมือกันของมูลนิธิโคคา-โคล่า และองค์กรระดับโลกที่อยากเห็นการลงมือจัดการขยะในแม่น้ำลำคลองและทำให้โลกใบนี้ดีขึ้น

ภาพ : Terracycle Foundation

ติดตามการทำงานดูแลคลองลาดพร้าวต่อได้ที่

Website : www.terracyclefoundation.org

Facebook : TerraCycle Thai Foundation

Instagram : terracyclethaifoundation

Writer

นรินทร์ จีนเชื่อม

จบรัฐศาสตร์ ชอบอ่านวรรณกรรมคลาสสิค หลงใหลการโต้เถียงแบบมีอารยะ กินกาแฟดำเหมือนนักเขียนรุ่นใหญ่ แต่ใจจริงชอบแฟรบปูชิโน่คาราเมลเพิ่มไซรัป

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

2 กุมภาพันธ์ 2561
8.51 K

เชื่อว่านาทีนี้คงไม่มีใครในประเทศไม่รู้จัก โครงการ ‘ก้าวคนละก้าว’ ของพี่อูน พี่ตูน หรือ ตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย โครงการวิ่งระยะทาง 2,215.40 กิโลเมตร จากใต้สุดที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ถึงเหนือสุดที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อระดมทุนให้มูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เพื่อโรงพยาบาล 11 แห่งทั่วประเทศ

ท่ามกลางเสียงเชียร์และกำลังใจจากคนไทยทั้งประเทศ นับถึงวันนี้ (31 มกราคม) ก้าวคนละก้าวมียอดเงินบริจาคทั้งสิ้น 1,368,585,336.85 บาท และแม้การวิ่งจะจบลง แต่ตัวเลขที่หลั่งไหลมาจากทุกสารทิศยังไม่หยุดนิ่ง เช่นเดียวกับเว็บไซต์ของโครงการที่ยังดำเนินต่อไป

วันนี้ เราจึงพามารู้จักทีมงานผู้อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์  kaokonlakao.com นี้ เว็บไซต์ศูนย์กลางการบริจาคเงินของโครงการนี้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ สาขารัชโยธิน

ท่าทีเคร่งขรึมของตัวแทนทีมงานทั้ง 9 คน บ่งบอกความเชี่ยวชาญในสายงานการเงินธนาคารและ IT อย่างคาดเดาได้ไม่ยาก แต่ทันทีที่เริ่มต้นบทสนทนาถึงวิธีคิดและการทำงานเบื้องหลังโครงการก้าวคนละก้าว สิ่งที่ได้ยินก็เปลี่ยนภาพจำเกี่ยวกับคนธนาคารที่เคยมีมาทั้งหมด

โจทย์ตั้งต้นที่สนุก วิธีแก้ไขปัญหาและทัศนคติในการทำงานที่เปลี่ยนไป ทำให้เผลอถามซ้ำๆ ตลอดการสนทนาว่า นี่เรากำลังคุยกับคนสายงานธนาคารจริงหรือเปล่า

ประชุม

More Than Banking

จริงๆ แล้วหน้าที่ของธนาคารไทยพาณิชย์สำหรับโครงการนี้น่าจะเป็นเพียงผู้รับฝากเงินระดมทุน คล้ายกับสมัยที่ทุกคนร่วมใจโทรเข้าไปบริจาคเงินกับนักแสดง ดารา และนางงาม ในรายการพิเศษ โดยมีสาวสวยชุดม่วงคอยให้เลขบัญชีและจดยอดตัวเลขบริจาค

แต่สิ่งที่ธนาคารไทยพาณิชย์ทำนั้นปลดล็อกทัศนคติเกี่ยวกับการบริจาคเดิมๆ ไปตลอดกาล

ประชุม ประชุม

“จากโจทย์บรรทัดเดียวจากพี่ตูน นั่นคือ ผมอยากได้เงิน 10 บาท จากคนไทย 70 ล้านคน” ทำให้ทีมงานที่ร่วมกันในโปรเจกต์พิเศษนี้ท้าทายความสามารถตัวเองด้วยการไปให้ไกลกว่าการเป็นธนาคารที่เปิดบัญชีรับเงินบริจาค

หลังจากได้รับโจทย์ตัวเลขจากพี่ตูน ทีม Payment ซึ่งนำทีมโดย วอช-วัชรพงษ์ พจนีย์นนท์ ก็กลับมาพร้อมแผนงานเพื่ออำนวยความสะดวกในการบริจาคเงินให้ตอบทุกไลฟ์สไตล์ ตั้งแต่คนที่เดินไปฝากเงินที่เคาน์เตอร์ธนาคาร คนที่ทำธุรกรรมการเงินบนโทรศัพท์ คนที่ใช้บัตรเครดิต ไปจนถึงคนที่เคยใช้ Crowdfunding เว็บไซต์ระดมทุนในต่างประเทศ รวมถึงเสนอระบบพร้อมเพย์ 

แล้ววิธีการใดที่จะทำให้โครงการนี้ได้รับเงิน 10 บาทจากทุกคนเร็วที่สุด วอชชวนเราคิด

และช่องทางแรกอย่าง SMS บริจาคเงินคือคำตอบ คำถามต่อมาคือ แล้วเราจะทำอย่างไรให้มูลนิธิฯ ได้รับเงิน 10 บาทจาก SMS อย่างเต็มจำนวน ทีมงานจึงร่วมกับทางมูลนิธิฯ ขออนุญาตกับทาง กสทช. และคุยกับผู้ให้บริการเครือข่ายสัญญาณรายต่างๆ เพื่อขอความร่วมมือยกเว้นค่าธรรมเนียม อาจจะฟังดูเหมือนง่าย แต่ในทางปฏิบัติแล้วส่งผลต่อระบบหลังบ้านที่ต้องจัดการใหม่

นอกจากนี้ยังมีช่องทางอีกมากมายในการบริจาคที่ทีมงานคิดมาเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์จริงๆ ตั้งแต่การบริจาคผ่านปุ่มบริจาคใน Easy APP ไม่ต้องจำเลขบัญชีก็บริจาคได้ หรือ QR code ระบบพร้อมเพย์ ที่ช่วยให้การโอนต่างธนาคารไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม รวมถึงเป็น partner กับเว็บไซต์รักดี เพื่อทำระบบรับเงินบริจาคออนไลน์ผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิต ที่สำคัญไม่แพ้ช่องทางบริจาคต่างๆ ก็คือการคิดที่จะสร้างเว็บไซต์ kaokonlakao.com ที่รวมทุกช่องทางการบริจาค และทำระบบที่รวบรวมทุกบาททุกสตางค์เพื่ออัพเดตยอดเงินบริจาค real time แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นในโครงการรับบริจาคไหนมาก่อน ทั้งหมดนี้มีกำหนดระยะเวลาในการเตรียมงานทั้งสิ้น 1 เดือน

และแม้จะไม่มีความรู้เรื่อง IT มากนัก เราก็พอจะนึกภาพออกว่าการมาของ real time สร้างความวุ่นวายให้ระบบหลังบ้านแค่ไหน

ประชุม

Mission Beyond The Mission

โปรเจกต์เว็บไซต์ก้าวคนละก้าวเป็นหนึ่งในโปรเจกต์ทดลองที่เปลี่ยนรูปแบบการทำงานของชาว SCB อย่างมาก เป็นตัวอย่างของการทำงานข้ามฟังก์ชันข้ามแผนกอย่างมีประสิทธิภาพ เปิดโอกาสให้ทีมงานได้ลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน

โดยมาในรูปแบบโจทย์บรรทัดเดียวที่เปิดกว้างทางความคิด จนออกมาเป็นความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ที่เกิดประโยชน์ในมิติที่หลากหลายขึ้น บ้างตอบโจทย์การทำงานขององค์กร บ้างตอบโจทย์สังคม บ้างตอบโจทย์ passion ของตัวเอง

“หากเป็นเมื่อก่อน เราคงคิดไม่ออกว่านอกจากเปิดบัญชีรับบริจาคแล้ว เราจะทำอะไรอย่างอื่นได้บ้าง แต่เมื่อเปิดให้ทุกคนลองคิด ลองทำ ลองดู จึงเป็นที่มาของช่องทางและวิธีการต่างๆ จนออกมาเป็นเว็บไซต์ในที่สุด” ตั๊ก-กมลชนก จะโนภาษ จากทีม Marketing เล่า ก่อนจะเสริมว่า หัวใจสำคัญนั้นอยู่ที่การคิดเพื่อปลดล็อกข้อจำกัดของตัวเอง อย่างการตั้งคำถามกับตัวเองว่า…เราทำอะไรได้มากกว่านี้บ้าง

จากกระบวนการทำงานของคนธนาคารสมัยก่อนที่มักจะทำแต่งานในส่วนงานที่ตัวเองรับผิดชอบ เช่น ถ้าเราดูเรื่องฝากเงิน เราก็จะดูแต่เรื่องฝากเงิน และจะตอบคำถามเรื่องอื่นที่ไม่ใช่ฝากเงินไม่ได้ เป็นต้น โปรเจกต์พิเศษนี้เป็นตัวอย่างชั้นดีของการทำงานข้ามฟังก์ชันที่ทุกคนพร้อมเปิดใจเรียนรู้ไปด้วยกัน

การร่วมกันคิดหาสิ่งใหม่เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของลูกค้าก็เป็นอีกที่มาหนึ่งของฟังก์ชันในเว็บไซต์ก้าวคนละก้าวที่สามารถเข้ามาดูยอดบริจาคได้แบบ real time

“วิธีการระดมทุนเชิญชวนให้คนบริจาคเงินไม่ได้แตกต่างไปจากโครงการก่อนๆ ที่มี แต่ด้วยไลฟ์สไตล์และการเข้าถึงข้อมูลที่เปลี่ยนไป จากที่เคยใช้โทรทัศน์และวิทยุสื่อสารทางเดียว เมื่อมีช่องทางที่หลากหลายเข้ามาเกี่ยวข้องกับการสื่อสาร การสร้างความรู้สึกร่วมจึงทำได้ง่ายกว่า” วรรณ-ธนวรรณ กิจรังษีวิบูลย์ จากทีม Digital Banking เล่าเหตุผลที่ฟังก์ชันของเว็บไซต์ก้าวคนละก้าวมีมากกว่าข้อมูลช่องการบริจาคเงิน

ประชุม

แอปพลิเคชัน

I Believe I Can Fly

สิ่งหนึ่งที่ทุกคนเห็นตรงกันและพูดถึงอยู่ตลอดการสนทนา คือเรื่องการเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร เปิดรับนวัตกรรมและเทคโนโลยี และการทำงานเป็นทีม ที่ทำให้องค์กรไปได้เร็ว เพราะถ้าผู้ใหญ่ในองค์กรทำอะไรเดิมๆ ไม่เปลี่ยนแปลง ฟันเฟืองของคนทำงานก็คงหมุนต่อไม่ได้

หนึ่งในตัวอย่างของการเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ของสถาบันการเงินแห่งแรกในประเทศอย่างธนาคารไทยพาณิชย์ ก็คือโครงการเว็บไซต์ก้าวคนละก้าว

นอกจากวิธีการรับบริจาคที่ทั่วถึงคนทุกไลฟ์สไตล์แล้ว ทีมยังคิดถึงองค์ประกอบอื่นๆ อย่างใบเสร็จออนไลน์ และการอัพเดตยอดเงินบริจาคแบบ real time ซึ่งทั้งหมดนี้มีระยะเตรียมงานทั้งหมดเพียง 1 เดือนเท่านั้น

“ตอนที่ได้รับโจทย์จากผู้ใหญ่ให้ทำหน้าที่ Project Manager โครงการนี้ ไม่ว่าเราจะติดต่อประสานไปยังส่วนงานไหนก็ไม่มีคำว่าทำไม่ได้เลย ทุกคนจะพูดเหมือนกันว่ามาลองดูกันก่อนว่าจะทำยังไงได้บ้าง ตั้งต้นที่โจทย์ เหมือนทุกคนกำลังลงเรือลำเดียวกัน เห็นปลายทางชัดเจนร่วมกันว่ามันต้องทำได้สิ ทุกคนช่วยกันหาโซลูชั่นตามความถนัดของตัวเอง” ติ้ง-ธนพร พัฒนวนิชชากร Project Manager ที่เปลี่ยนตัวเองจากนักสื่อสารจากทีม Marketing มาเรียนรู้กระบวนการทั้งหมดไปพร้อมกันกับทีม 

“แม้จะมีเวลาน้อยมากในการเตรียมระบบหลังบ้าน แต่เป็นธรรมชาติของทีม IT ที่จะทำงาน support ทุกฝ่ายให้ทันในเวลาที่กำหนดหากทีมงานฝั่ง Business สรุปโจทย์ความต้องการชัดเจน และโครงการนี้ก็เช่นกัน กระบวนการที่รวดเร็วเกิดจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวของทำงานคู่ขนานกันไป เช่น ตอนเราคิดแก้ปัญหาเรื่องระบบสำหรับใบเสร็จออนไลน์ ติ้งก็ช่วยประสานเรื่องกฎหมายกับทางทีมกฎหมายสรรพากรของแบงก์ ซึ่งแม้สุดท้ายจะไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้ด้วยข้อจำกัดทางกฎหมาย เราก็ได้ลองทำอย่างที่สุดแล้ว” หนิง-อารีรัตน์ เหลืองรุจินันท์ หัวหน้าทีมวางแผนงานด้าน IT เล่าบรรยายกาศการทำงานแข่งกับเวลา

ก้าวคนละก้าว

ก้าวคนละก้าว

แม้เราจะได้ยินศัพท์ IT ในตลอดการสนทนา แต่เพราะทุกคนร่วมด้วยช่วยกันอธิบายซ้ำๆ ในภาษาที่ง่ายอย่างไม่กลัวเสียเวลา ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมบรรยากาศของการทำงานที่มีคนหลากหลายสาขา ตั้งแต่ทีมงานการตลาด โฆษณา ผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี งานกำกับและควบคุม งานหน้าบ้านและหลังบ้านธนาคารนี้ จึงเป็นตัวแปรเล็กๆ แต่สำคัญของความสำเร็จของเว็บไซต์ก้าวคนละก้าว

น่าเสียดายที่แผนการใบเสร็จออนไลน์ไม่สามารถเกิดขึ้นจริง ด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายในหลายประเด็น จึงทำได้เพียงเป็นช่องทางให้ผู้บริจาคกรอกข้อมูลนำส่งมูลนิธิทางออนไลน์เท่านั้น

ทุกสิ่งที่กล่าวมาจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่ได้รับความร่วมมือจากธนาคารแห่งประเทศไทยทำสิ่งนี้ เพราะหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยไม่อนุญาตให้สถาบันการเงินประกอบธุรกิจอื่น จึงเป็นหน้าที่ของทีม Compliance ในการเข้าหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อขออนุญาตกับธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ธนาคารสามารถให้บริการสิ่งนี้ได้

“สิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญเป็นอย่างสูง คือความปลอดภัยของข้อมูลและการคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นความปลอดภัยของการเก็บข้อมูลลูกค้า ความปลอดภัยของการใช้บริการเว็บไซต์ ทีมงานจึงต้องประสานงานกับผู้ดูแลโครงการเพื่อเตรียมข้อมูลประกอบการพิจารณาให้ครอบคลุมความเสี่ยง แสดงถึงความตั้งใจของธนาคารไทยพาณิชย์ที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองความปลอดภัยของข้อมูลลูกค้า ส่งผลให้การขออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยสำเร็จลุล่วงไปได้ ก็เป็นเพราะเรามีทีมงานสนับสนุนที่ดี” อรรถวิทย์ จุ่งพิวัฒน์ จากทีม Compliance เล่าถึงสิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญ

“ถ้าเป็นฝ่ายกำกับยุคเก่าก็คงคิดถึงสิ่งที่ทำไม่ได้ แต่คำตอบของทีมนี้คือ ได้แหละ ขอลองดูก่อน และหากสิ่งไหนร้ายแรงมากจริงๆ เขาก็จะคอยบอก แต่ก็บอกว่าขอลองดู และเขาจะทำให้เราเห็นข้อเท็จจริงทุกอย่าง ว่ามีวิธีการใดทำให้เกิดขึ้น ไม่ใช้การพูดปฏิเสธ ทั้งๆ ที่เป็นทีมในแผนกที่ควรจะกังวลกับเรื่องนี้มากที่สุด” ตั๊ก-กมลชนก จะโนภาษ จากทีม Marketing เป็นตัวแทนเล่าถึงทัศนคติในการทำงานของทีม Compliance

Working with the Soul

คิดว่าอะไรทำให้บรรยากาศการทำงานเปลี่ยนขนาดนี้ เราถาม

“สิ่งหนึ่งที่พวกเราเหมือนกันคือ เราเคยเป็นลูกค้าแบงก์ที่รู้สึกไม่พอใจในสิ่งที่เป็น ในวันที่เรามาเป็นพนักงานธนาคารเราก็อยากเปลี่ยน เมื่อก่อนธนาคารจะมองที่ผลิตภัณฑ์ของตัวเองเป็นหลัก แล้วเอาสิ่งนั้นไปขายลูกค้า ตอนนี้กลายเป็นว่าลูกค้าอยากได้อะไรธนาคารต้องทำเพื่อตอบสนองเหล่านั้น พฤติกรรมคนยุคนี้เป็นอย่างไรเราต้องทำ product ให้เหมาะกับพฤติกรรมนั้นมากกว่า” อดีตคนทำงานสายโฆษณาอย่างวรรณ ทีม Digital Banking เล่า

มาถึงทีมงานส่วนสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ทีมสาขา ในตลอดเส้นทางจากเบตงถึงแม่สาย ที่มาพร้อม ‘กฐินโมเดล’ หรือการเอาเงินมากองรวมกันในห้องแล้วเปิดกล้องวงจรปิดเพื่อนับเงิน เป็นบรรยากาศการร่วมแรงที่ทุกคนปลื้มปีติไปตามๆ กันเงินบริจาค

“งานเรากลายเป็นส่วนเล็กๆ ในโปรเจกต์นี้ไปเลยนะ เมื่อเห็นพี่ๆ สาขานั่งนับเงินทีละบาท สิบบาท ยี่สิบบาท เราเป็นแค่จุดจุดเดียว ในโปรเจกต์ที่ฟังดูเล็กอย่าง ‘แค่รับเงินบริจาค’ แบบนี้ แต่เบื้องหลังแล้วมีคนที่เกี่ยวข้องเยอะมาก” แจง-มณฑิรา อหันทริก จากทีม Enterprise Architecture รีบเล่า

“เราไม่ค่อยได้ทำงานร่วมกับฝ่ายอื่น นี่จึงเป็นโอกาสให้เห็นการทำงานของหลายๆ ฝ่าย ทีมสาขาเขาก็ภูมิใจในทีมไอทีขององค์กรมากๆ เลยนะ ยังคุยกันเองอยู่เลยว่าองค์กรของเราสุดยอดจัง” ยุ-ยุพา จั่นเพ็ชร ผู้อำนวยการสาขารัชโยธิน ส่งต่อความภูมิใจจากทีมสาขากลับสู่ทีมงานหลักทุกคน

“ตอนแรกผมแค่คิดอย่างเดียว ต้องขอบคุณพี่ๆ ทุกคนที่ทำให้มันเกิดขึ้นจริงได้”

“พี่ตูนมักจะพูดเสมอเรื่องพลังบวก และเราก็เห็นกับตาว่าพลังบวกส่งต่อคนใน SCB อย่างไร ยิ่งมีพลังบวกยิ่งที่ทำให้เรายิ่งพยายาม ถ้าไม่มีทางที่หนึ่ง ก็อาจจะมีทางที่สองและสาม และในวันที่ประสบความสำเร็จเราก็อิ่มเอมกับมัน และไม่ใช่แค่กับโปรเจกต์นี้ แต่เป็นทุกๆ โปรเจกต์ของเรา” วอชกล่าวในฐานะทีมหน้าด่านที่อยู่รับโจทย์พี่ตูนตั้งแต่วันแรก ขณะที่ทุกคนที่เหลือยิ้มรับคำพูดนั้น

ไม่ว่าสุดท้ายแล้ว สาเหตุที่ทุกคนพร้อมใจกันในวันนี้จะเป็นเพราะพี่ตูนหรือเปล่า

สิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก คือการเปิดรับโอกาส กล้าที่ลองผิด ลองดู ลองทำ เรียนรู้บทเรียนเกิดขึ้นและรับความรู้สึกอิ่มเอมร่วมกัน

ก้าวคนละก้าว

ภาพ: kaokonlakao.com  

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load