อาจารย์เทิม มีเต็ม เพิ่งเข้าวัย 90 มาหยกๆ ท่านแทนตัวว่า ‘ตา’ และขานเรียกเราอย่างลูกหลาน การคุยกันวันนี้จึงเป็นเหมือนตานั่งคุยเรื่องชีวิตกับหลาน มากกว่าการสัมภาษณ์ เพียงแต่แปลกที่หน่อยตรงที่นั่งกลางวงล้อมของตู้พระไตร หลักศิลาจารึก สมุดไทย และใบลาน บนชั้น 4 ห้องเอกสารโบราณ สำนักหอสมุดแห่งชาติ

เมื่อต่อสายหากันครั้งแรก ตาว่า มีคนอ่านภาษาโบราณเก่งๆ ออกเยอะแยะ ไม่ใช่แค่ตาคนเดียว แต่สำหรับเรา ตาอาจถือเป็นคนเก่าที่เชี่ยวชาญภาษาโบราณอย่างเก๋า ซึ่งยังมีชีวิตอยู่

เก๋าที่วิธีการแบบไร้กระบวนท่า 

บ้านเดิมตาอยู่บ้านบุ คลองบางกอกน้อย เป็นบ้านทำขัน แต่ตาไม่ทำขัน ตาสมัยเป็นเด็กวัดอ้อนวอนขอให้หลวงอาสอนอักษรขอมตั้งแต่ ป.1 ตามด้วยภาษาบาลีไวยากรณ์ เป็นเด็ก Trilingual ด้วยตัวเองมาก่อนกาล 82 ปีเห็นจะได้ ถึงตอนนี้ต้องใช้นิ้วมือทั้งสองข้างถึงจะนับอักษรภาษาที่ตารู้ครบ

ทั้งหมดนี้ไม่มี Certificate การันตี เพราะตาเรียนในหลักสูตรโบราณ เหมือน ‘ต่อมือ’ กับครูบาอาจารย์เวลาเรียนดนตรีไทยเดิม 

โตเป็นหนุ่ม แม้จบแค่ ป.4 ไม่มีวุฒิปริญญา แต่เพราะมีความสามารถทางภาษาโบราณ คนจึงชวนไปทำงานสำนักหอสมุดแห่งชาติ

…ในตำแหน่ง ‘คนสวน’ 

คนสวนที่ไม่เคยได้จับจอบเสียมในวันนั้น ทำงานอ่านถ่ายถอดความเอกสารโบราณมาตั้งแต่อายุ 36 จนอายุ 90 ก็ยังประจำที่สำนักหอสมุดแห่งชาติ จนกรมศิลปากรแต่งตั้งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิกรมศิลปากร ผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษาตะวันออก ทำงานเดิมงานเดียวมา 54 ปีแม้เลยวัยเกษียณ 

คุณูปการของงานที่ตาทำมีมากมายนับไม่ถ้วน ที่เป็นที่รู้กันคงเป็นการชำระประวัติศาสตร์พระนาม ‘พ่อขุนบางกลางหาว’ ซึ่งถูกถอดเป็น ‘พ่อขุนบางกลางทาว’ อยู่หลายปี ด้วยผลงานตลอดชีวิต จึงได้รับพระราชทานปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาจารึกศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร ประจำปี พ.ศ.2557 เป็นใบแรกและใบเดียว

ตายังแข็งแรง กระฉับกระเฉง จำเลขปี พ.ศ. ของทุกช่วงชีวิตและเลขทะเบียนเอกสารโบราณได้แม่นยำ เรามองไม่เห็นเค้าเงาของวัย 91 ในดวงตาคู่ตรงหน้า นี่อาจเป็นกำไรจากการได้ทำงานที่รักทุกวัน ที่ตาว่า “มันเป็นบุพเพ” ถ้าจะหาใครมาเล่าให้ฟังว่าเรียนภาษาโบราณอายุนับร้อยนับพันปีที่ตายไปแล้วในยุคดิจิทัลมันดียังไง คงหนีไม่พ้น อาจารย์เทิม มีเต็ม

เมื่อเรากดปุ่ม REC บนเครื่องอัดเสียง ตาก็เริ่มจัดแว่นขยายที่วางอยู่ข้างห่อผ้าใบลาน  

เทิม มีเต็ม นักเรียนประชาบาลวุฒิ ป.4 ที่กลายมาเป็นปรมาจารย์นักอ่านจารึกของไทย, นักอ่านภาษาโบราณ, วิธีอ่านหนักศิลาจารึก

ได้รู้จักอาชีพนักอ่านภาษาโบราณก็วันนี้

นักอ่านภาษาโบราณไม่เรียกว่าเป็นอาชีพลูก เป็นวิชาการชนิดหนึ่ง แต่ทำอาชีพข้าราชการ 

คุณตาเรียนภาษาโบราณครั้งแรกตอนอายุเท่าไหร่คะ

แปดขวบ พ.ศ. 2482 หนูเกิดรึยัง ตาเกิดเจ็ดสาม แล้วก็อยู่ปอหนึ่งตอนแปดสอง

วัยนั้นสนใจอะไร 

มันเป็นอุปนิสัย มันแปลก ตาไม่ได้เกิดในตระกูลร่ำรวย เมื่อเกิดมาแล้วก็อยู่กับอา อาพาไปอยู่วัด หนูเคยได้ยินไหม วัดนายโรง คลองบางกอกน้อย 

เมื่อไปอยู่วัดนายโรงก็มีความสนใจเรื่องโบราณๆ สมัยก่อนคลองบางกอกน้อยน้ำมันแห้ง เดือนสี่เดือนห้าตาเดินลุยตั้งแต่วัดไก่เตี้ยมาปากคลองบางกอกน้อย หน้าธรรมศาสตร์ เที่ยวไปเก็บเหรียญสตางค์แดง เก็บพวกโบราณวัตถุที่ริมตลิ่ง เอากะลาตักน้ำสาดไปมันก็โผล่ เจอหม้อตาลเล็กๆ ถ้วยเล็กๆ เหรียญ เอามาเก็บใส่ตู้ไว้ มันมีใจรัก มันชอบ

แล้วก็มาสนใจอักษรขอม เห็นพระท่านไปสวดศพแล้วท่านเอาสมุด เขาเรียกสมุดข่อย หรือสมุดพระมาลัย มันคืออะไรน้า เราก็อยากรู้ ไปถามหลวงอาไปล่ว่า หลวงอาครับ ที่พระท่านเอาไปสวดคืออะไร หลวงอาว่า เขาเรียกหนังสือพระมาลัย อย่าไปยุ่งนะ บาปกรรมนะ อย่าไปเปิดดูนะ 

เทิม มีเต็ม นักเรียนประชาบาลวุฒิ ป.4 ที่กลายมาเป็นปรมาจารย์นักอ่านจารึกของไทย, นักอ่านภาษาโบราณ, วิธีอ่านหนักศิลาจารึก
เทิม มีเต็ม นักเรียนประชาบาลวุฒิ ป.4 ที่กลายมาเป็นปรมาจารย์นักอ่านจารึกของไทย, นักอ่านภาษาโบราณ, วิธีอ่านหนักศิลาจารึก

คุณตาก็เลย…

โหย มันทำให้เราสนใจใหญ่ คราวหนึ่งขณะเจ้าอาวาสไม่อยู่ ก็ไปดึงออกคลี่อ่าน เอ เป็นตัวอะไร อ่านไม่ออก แต่มีภาพประกอบ จึงไปถามหลวงอาว่ามันเป็นตัวอะไร หลวงอาบอกว่า เป็นอักษรขอม ตาบอก หลวงอาครับ ผมอยากเรียนบ้างจัง ท่านว่า จะเรียนทำไม เดี๋ยวนี้เขาไม่เรียนแล้ว เลยบอกว่า ผมสนใจ หลวงอาเลยว่า เอ้า สอนให้ ท่านเก่งเรื่องอักษรขอมอยู่แล้ว จดอักษรให้ตาครบทั้งหมด และให้ตาไปหัดเขียนมาให้ได้ก่อน 

ตาก็พยายามเขียนจนจำได้หมด เขียนสระ ผสมตัวกะ กา กิ กี ขะ ขา ขิ ขี เราทำไปจนได้ แล้วกลับไปเอาสมุดพระมาลัยมาอ่าน “ในกาลโพ้น ยังมีเถรมาลัย” โอ้โห อ่านได้แฮะ ต่อมาตาบวชเณร ก็ไปรื้อเอาคัมภีร์ใบลานอักษรขอมมาอ่าน โอ๊ย เป็นชาดกต่างๆ สนุก 

แล้วสมัยนั้นเขามีประเพณีว่าทุกเข้าพรรษาจะมีญาติโยมค้างที่วัด ตั้งแต่เช้าพอทำบุญเสร็จจะมีเทศน์ บรรดาพระเณรต่างๆ จะไปเทศน์โปรด ตาก็เอาหนังสือขอมไปเทศน์ ตอนเทศน์เราก็ดูสิ อีตรงไหนที่มันสนุกเราก็หยุดไว้ก่อน “ที่ได้แสดงพระธรรมเทศนามา ณ วาระนี้ อาตมาภาพขอสมมติยุติไว้แต่เพียงนี้ เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้” พอจบ ญาติโยมคนแก่ก็อยากฟัง เณรวันพระหน้ามาต่อนะ (หัวเราะ) นี่ประเพณีสมัยก่อน ต่อมาก็สึก จึงไปทำงานอยู่ที่สถานีกสิกรรมบางกอกน้อย

ทำอะไรคะ

ทำสวน ตอนนั้นอยากจะไปสอบเทียบเรียนภาษาสันสกฤต อยากไปเรียนพิมพ์ดีด แต่หลวงลุงท่านบอกว่าคุณบวชมา กินข้าวของชาวบ้าน คุณไม่เรียนพระธรรมวินัย แต่ไปเรียนทางโลก หลวงลุงว่าคุณกินข้าวชาวบ้านเสียเปล่าๆ ไม่มีประโยชน์ ตาก็เลยไม่ได้เรียนอะไร จึงสอบได้เพียงนักธรรมเอก 

แต่เผอิญเพื่อนที่บวชด้วยกันเขาเคยทำงานกรมศิลป์มาก่อน วันหนึ่งตากำลังทำงานอยู่เรือนเพาะชำ เขาผ่านไปก็เรียก พี่ๆ ไปทำงานกรมศิลป์กันไหม เฮ้ย เราจะไปทำได้ไง เราไม่มีความรู้อะไรนี่หว่า เราแค่วุฒิปอสี่กับนักธรรมเอกเท่านั้น เขาถามพี่ยังเขียนอักษรขอมได้ไหม ตาว่า เออ ก็พอได้ เอาสิ ดีกว่าอยู่สถานีกสิกรรม กินรายวัน วันละสิบสามบาท ไม่ไปทำเขาก็หัก เดือนหนึ่งได้สามร้อยกว่าบาท สมัยนั้นเรือข้ามฟากสลึงหนึ่ง ข้าวจานละบาทห้าสิบ แล้วก็โอเลี้ยงห้าสิบตังค์ วันหนึ่งใช้สองบาท ขากลับเดินเอา เพราะต้องเก็บเงินไว้เลี้ยงพ่อแม่

เทิม มีเต็ม นักเรียนประชาบาลวุฒิ ป.4 ที่กลายมาเป็นปรมาจารย์นักอ่านจารึกของไทย, นักอ่านภาษาโบราณ, วิธีอ่านหนักศิลาจารึก

บรรจุตำแหน่งอะไรที่สำนักหอสมุดแห่งชาติ

คนสวน 

คอยทำสวน ตัดหญ้า

อ่านเอกสารโบราณ สมัยก่อนจะเป็นตำแหน่งอะไรก็ได้ บรรจุเป็นตำแหน่งคนสวน แต่จะมาทำงานด้านวิชาการก็ได้ เป็นคนสวนของกองหอสมุด ศาสตราจารย์ คุณหญิงแม้นมาศ ชวลิต ท่านเป็นผู้ส่งให้ตาไปช่วย อาจารย์ประสาน บุญประคอง ทำงานอ่านจารึก

อ้าว แล้วใครทำสวนคะ

ไม่มี (หัวเราะ) สมัยก่อนไม่มีระเบียบจัด ขอให้ทำงานได้ก็แล้วกัน ส่วนตำแหน่งเขาไม่ถือกัน จะตำแหน่งอะไรก็ได้ แต่ขอให้มีความรู้

นักอ่านจารึกเป็นนักอ่านหรือนักแปล 

คำว่าแปล หมายความว่าต้องอ่านภาษาสันสกฤตหรือภาษาบาลี แล้วมาแปลเป็นความไทย แต่ถ้าเป็นจารึก ก็อ่านแล้วถ่ายถอดมาเป็นคำอ่าน อ่านถ่ายถอดจากคำเดิมมาเป็นคำปัจจุบัน เราเรียกว่า นักอ่านอักษรโบราณ หรือว่านักอ่านจารึก มันจะยังไงก็ได้ ขอให้ทำงานก็แล้วกัน (หัวเราะ) 

เนื้องานคือไปถ่ายรูปเอกสารโบราณ เอากลับมาถ่ายถอด วิเคราะห์ที่มาของคำ เมื่อใครเขาถามเราต้องอธิบายได้ สมมติหนูถาม คุณตาคะคำนี้มาจากไหน ตาก็ต้องรู้ที่มา ต้องวิเคราะห์ว่าคำนี้มาได้อย่างไร ต้องถอดตัวต่อตัว เสร็จแล้วก็เอาไปตีพิมพ์เป็นหนังสือ ด้วยภูมิปัญญาก็คือ ความชำนาญ ความเอาใจใส่ ความรู้ ที่เกิดจากทักษะของเขาเอง 

การมีอยู่ของงานอ่านจารึกนี้เพื่ออะไร

เพื่อนำข้อความในจารึกออกมาเผยแพร่ให้ได้รู้เรื่องราวในอดีตว่ามีความเป็นมาอย่างไร ปะติดปะต่อให้ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องขึ้นมา เมื่อเราอ่านถ่ายถอดมาถูกต้องแล้ว ประโยชน์ที่เราได้รับ ผู้อื่นก็จะได้รับด้วย 

อย่างจารึกหลักที่หนึ่งเป็นพระราชประวัติของพ่อขุนรามคำแหง ถ้าเราไม่มีหลักศิลาจารึกเราก็จะไม่รู้เลยว่าทรงเป็นลูกใคร หรือพยัญชนะมันมีตัวอะไรบ้าง มันไม่มีบันทึกในเอกสารอื่นเลย และจารึกนี่เห็นมั้ย แต่ละหลักมีความคงทนความถาวร เป็นเอกสารสำคัญในด้านประวัติศาสตร์ คัมภีร์ใบลานมันก็เก่าแค่อยุธยา อยู่ไม่ถึงร้อยปีก็ผุ แต่จารึกน่ะมันตั้งแต่ปี 1180 มันเก่าถึงขนาดนั้น หนูคิดดู เราจึงจัดไว้ไงว่ามีเอกสารโบราณประเภทจารึก คัมภีร์ใบลาน สมุดไทย สมุดข่อย กระดาษฟาง กระดาษสา 

วิธีการทำงานของคุณตาที่ต่างจากนักอ่านจารึกทั่วๆ ไป

เดี๋ยวนี้เขามีกล้องมีอะไร แต่ตามีแค่นี้ แว่นขยาย กับความชำนาญที่ต่างกัน

งานชิ้นไหนที่สร้างการจดจำให้คุณตา

หนังสือ จารึกสมัยสุโขทัย ที่ตีพิมพ์ในโอกาสฉลองเจ็ดร้อยปีลายสือไทย เป็นการรวบรวมจารึกอักษรไทยที่เยอะที่สุด หนังสือ จารึกเมืองน่าน ตาก็ทำเรื่องจารึกน่านคนแรกเลย จารึกเมืองพะเยา ก็ด้วย และขึ้นไปถ่ายถอดความจารึกบนคอระฆังเจดีย์หริภุญไชยจนรู้ว่าใครสร้างให้ใคร

คงไม่ได้ส่งผลแค่ต่อนักอ่านจารึกด้วยกันแน่ๆ 

เดี๋ยวนี้การศึกษามันเป็นวงกว้าง นักอักษรศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ เขาจะศึกษาแต่ในรูปเล่ม แต่เขาไม่ได้ศึกษาตัวรูปอักษรจริงๆ เมื่อมีจารึก เราก็ได้นำเสนอว่าในยุคนี้ตัว ก ไก่ มันยังเป็นอย่างนี้อยู่ พอมาอีก พ.ศ. ตัว ก มันจึงมาเริ่มคลี่คลาย 

มีอาจารย์บอกว่าอ่านถอดความจารึกบรรทัดหนึ่งใช้เวลาเป็นชั่วโมง แต่คุณตาต้องทำทั้งหมด เชื่ออะไร หลงใหลอะไรในมัน ถึงอดทนทำได้โดยไม่ท้อไปก่อน

มันท้อไม่ได้หนู ในเมื่อเราตั้งใจจะทำงานด้านนี้แล้ว แล้วงานด้านนี้มันเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติบ้านเมืองเรื่องประวัติศาสตร์ของเรา ในเมื่อเรามีความสามารถด้านนี้ เราก็ควรจะทำอันนี้ออกมาเพื่อที่จะให้อนุชนได้รับรู้หรือวิเคราะห์วิจารณ์

จารึกที่คนรู้มีมากแล้ว มีจารึกที่ไม่เคยมีใครรู้ไหมคะ

ในฝ่ายในมีจารึกอีกตั้งหลายอันที่เรายุ่งไม่ได้เลย แต่ตาเคยได้เข้าไปพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทครั้งหนึ่งเพื่ออ่านถ่ายถอดความจารึกเขาไกรลาสที่สวนซ้าย สวนขวา ซึ่งรัชกาลที่สองทรงสร้างให้พระเจ้าลูกเธอได้เล่นสวนลงสวนเพื่อตีพิมพ์ เป็นจารึกฝ่ายในหลักเดียวที่ถูกอ่านถ่ายถอด เพราะต้องได้รับพระราชทานอนุญาตให้เข้าไป ตามระเบียงพระที่นั่งคนเขาจะนุ่งผ้าม่วงนั่งร้อยดอกไม้ร้อยอะไรกันเป็นแถว ส่วนโขลนก็จะคอยบอกเธอต้องข้ามธรณีประตูนะ อย่าเหยียบนะ แล้วพอเที่ยงปั๊บต้องออกเลย จะมีตำรวจหญิง ตำรวจชาย มาคุมตัวเราออกมา

เทิม มีเต็ม นักเรียนประชาบาลวุฒิ ป.4 ที่กลายมาเป็นปรมาจารย์นักอ่านจารึกของไทย, นักอ่านภาษาโบราณ, วิธีอ่านหนักศิลาจารึก
เทิม มีเต็ม นักเรียนประชาบาลวุฒิ ป.4 ที่กลายมาเป็นปรมาจารย์นักอ่านจารึกของไทย

จรรยาบรรณของนักอ่านภาษาโบราณ

นักอ่านภาษาโบราณนี่ต้องใจรัก ขยัน ซื่อสัตย์ ซื่อสัตย์นี่หมายความว่าการอ่านเอกสารโบราณทุกประเภทต้องอ่านตามตัว เอกสารเขียนอย่างไร เราต้องถ่ายทอดออกมาอย่างนั้น อันใดที่อ่านไม่ได้ก็อย่าไปอ่าน แต่ถ้าคิดว่าน่าจะอ่านได้เป็นคำนี้เราก็วงเล็บไว้ นักวิชาการภาษาโบราณเขาจะรู้กันว่าที่อยู่ในวงเล็บนั้นยังไม่แน่นอน

สมัยก่อนการศึกษายังไม่กว้าง ผู้ที่ดำเนินการมาแต่แรกต่อจากรัชกาลที่สี่ก็คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ โปรดให้มือขวา ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ ทำ ต่อมาก็มีท่าน อาจารย์ฉ่ำ ทองคำวรรณ เป็นคนที่สองที่ควบคุมการอ่านถ่ายถอด เพราะสมัยก่อนยังไม่มีการสอนในมหาวิทยาลัยเลย คนที่สามก็คือท่าน อาจารย์ประสาน บุญประคอง และตาเป็นคนที่สี่ เป็นนักเรียนวัด จบประถมปีที่สี่เมื่อ พ.ศ. 2485 จากโรงเรียนประชาบาล 

นายเทิม มีเต็ม ตอนมารับตำแหน่งคนสวนรู้กี่ภาษาถึงได้ทำงานอ่านภาษาโบราณ

รู้ภาษาบาลีไวยากรณ์และเรียนอักษรขอมมาก่อน จึงเป็นพื้นฐานสำคัญ ที่ได้มาอยู่ในกรมศิลป์ก็เพราะอาศัยอักษรขอมเป็นแม่บท ไม่ใช่ปริญญาเลย ท่านรองอธิบดีก็ปรารภว่า เอ ทำงานด้านนี้แต่เป็นคนสวน ก็เลยบรรจุในกระทรวงศึกษาธิการให้ สมัยนั้นเรียกว่าเป็นข้าราชการวิสามัญ ต่อมาท่านผู้หญิงแม้นมาศท่านก็ปรารภอีกว่าตำแหน่งมันไม่ค่อยสมศักดิ์ศรีกับงานที่ตาทำ เลยเข้าไปขอตำแหน่งกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ขอมาได้สองตำแหน่ง แต่ไม่ใช่นักอ่านภาษาโบราณ (หัวเราะ) เขาเรียกว่าเสมียนพนักงานพิมพ์ดีดชั้นจัตวาอันดับหนึ่ง ตาก็สอบได้ สอบได้ก็บรรจุ ตามาปลดเกษียณเมื่อชั้นเอกตอน พ.ศ. 2533 สมัยก่อนชั้นเอกก็คือชั้นพิเศษ 

ตอนอายุ 90 อยู่ชั้นไหนคะ

ตอนนี้เป็นลูกจ้างเขาน่ะสิ ก.พ. เขากำหนดตำแหน่งว่าผู้ที่ปลดเกษียณไปแล้ว แต่มีความเชี่ยวชาญที่สามารถจ้างต่อเพื่อปฏิบัติราชการ ให้คำแนะนำหรือให้ปฏิบัติงาน เขาให้ตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษาตะวันออก เมื่อได้ผู้เชี่ยวชาญมาแล้วกรมศิลป์เขาก็จะจ้างเรา จ้างมาก็ให้ตำแหน่งอีก เป็นผู้ทรงคุณวุฒิกรมศิลปากร เรื่องมันมาก

เห็นว่ายังคงเข้างานทุกวันเหมือนไม่เคยปลดเกษียณ

เรากินเงินเขาน่ะหนู เขาให้เงินเราทุกเดือน ใช่ ที่ผู้ใหญ่เขาเมตตา เขามีกำหนดเดือนหนึ่งมาทำงานไม่เกิน 10 วัน 5 วัน แต่เราทำไม่ได้ แล้วเงินนี้ไม่ใช่เงินของอธิบดีนะ มันเงินภาษี เมื่อเรายังมาทำงานอยู่ ก็ควรจะทำให้เต็มที่ นอกจากวันไหนเราไม่ค่อยสบาย ถ้ายังไปได้ควรจะไป ตาเคยบอกไว้ว่า คำว่า ที่ปรึกษา ไม่ใช่จะให้คำแนะนำอย่างเดียว ถ้ายังทำงานได้อยู่ก็ควรจะทำ เรามานั่งทื่อๆ ก็ไม่สมเงินเดือนเขา ถ้าอย่างนั้นไม่ต้องจ้างดีกว่า อยู่บ้านไป สบายกว่า ถ้าไปแล้วไปเดินเกร่ หรือไม่ได้ไปเลย มันทำไม่ได้ บอกตรงๆ

จะหยุดทำงานเมื่อไหร่คะ

ก็เมื่อตายไง หนูอย่าลืมนะ ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจอยู่ เราต้องทำคุณประโยชน์ อย่าไปหยุด จะน้อยมากนั่นอีกเรื่อง ขอให้ทำ ถ้าไม่ทำคุณประโยชน์ให้ตัวเอง ให้แผ่นดิน เกิดมาเสียชาติเกิดลูก ฟืนก็ดี ไม้ผุๆ ก็ดี ยังมาหุงข้าวหุงแกงได้ แต่คนเกิดมาไม่ทำประโยชน์ ทำแต่ให้บ้านเมืองเดือดร้อน ไม่มีประโยชน์อะไร พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างนั้น

หลักพระพุทธศาสนาบอกการพักผ่อนอยู่ที่ใจ ตราบใดที่เรายังมีมันสมองที่ยังจะทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติบ้านเมืองในด้านวิชาการที่เรามีอยู่ก็จงทำ ดร.ประเสริฐ ณ นคร อายุร้อยปีท่านยังเป็นกรรมการราชบัณฑิตฯ กรรมการจารึก อยู่เลยเห็นไหม คือสมองยังมีอยู่ แล้วต่างประเทศอย่างพม่าก็ดี ญี่ปุ่นก็ดี เขาพยายามให้คนอายุมากที่มีวิชาความรู้ได้ใช้งานมันสมอง ความรู้จะได้ไม่หาย แล้วอีกอย่าง จะได้ไม่เบลอ 

เทิม มีเต็ม นักเรียนประชาบาลวุฒิ ป.4 ที่กลายมาเป็นปรมาจารย์นักอ่านจารึกของไทย

สิ่งที่ท้าทายในวัยนี้

ข้อความจารึกใหม่ๆ ที่ไม่เคยเจอ มีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอด อย่างแผ่นฤกษ์ทรงกลมสมัยทวาราวดีที่นครปฐมที่เพิ่งขุดเจอน่ะ มีตัวหนังสือตรงขอบด้วย คนค้านว่าเป็นของใหม่ที่คนเอาไปฝังไว้ เพราะแผ่นฤกษ์นี่มันสมัยใหม่ โบราณไม่มี เพิ่งมามียุครัตนโกสินทร์ ตาก็มาวิเคราะห์กับ คุณปาน-ดร.นันทนา ชุติวงศ์ ว่าอินเดีย ศรีลังกา เขาก็มีการวางศิลาฤกษ์กันอยู่แล้ว เพียงแต่ของเรายุคใหม่มันคนละรูปแบบ ของเราเป็นแผ่นสี่เหลี่ยม ของเขาเป็นแผ่นกลม แต่ทวาราวดีก็รับอิทธิพลมาจากลังกา มีความหมายว่าเขาพระสุเมรุ จึงเป็นแผ่นกลม ตาไปดูมาแล้วแต่ยังอ่านไม่จบนะ 

ความยากของงานนี้อยู่ที่ไหน เวลาเจอเรื่องยากๆ ต้องทำยังไงคะ

พื้นผิว ตัวอักษรไม่ชัด สำคัญมาก ทำให้การอ่านถ่ายถอดลำบากที่สุด ใครอ่านได้ก็ให้เขาอ่าน ถ้าอ่านไม่ได้ก็บอกอ่านไม่ได้ ตาก็ถามเด็กรุ่นใหม่นะ บางทีเขารู้เยอะกว่าเรา 

วันนี้ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิกรมศิลปากร ผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษาตะวันออก รู้กี่ภาษาแล้ว

ตอนนี้รู้ภาษาไทยโบราณเพิ่มเป็นส่วนใหญ่ ตาทำด้านอักษรไทย-สุโขทัย ไทย-ล้านนา ไทย-อีสาน ไทยน้อย อักษรธรรมล้านนา อักษรธรรมอีสาน สมัยก่อนท่านยอร์ช เซเดส์ ทำงานคนเดียว อาจารย์ฉ่ำทำคนเดียว อาจารย์ประสานทำคนเดียว แล้วต่อมาก็ให้ตาไปช่วยเป็นสองคน พออาจารย์ประสานท่านสิ้นก็เหลือตาคนเดียว ตาทำมาจนกระทั่งเกษียณอายุ และก็ยังทำมาเรื่อย

ทราบมาว่าคุณตาทุ่มเทสอนลูกศิษย์อ่านจารึกมาก ทำไมต้องทำขนาดนั้น

เอกสารโบราณมีทั้งเรื่องรูปลักษณ์อักษรอักขรวิธี ภาษา ถ้าเราไม่สั่งสอนให้ผู้สืบทอดสืบต่อ วิชาการนี้มันก็สูญลูก เราสอนเพื่อที่จะรักษามรดกอันล้ำค่าซึ่งบรรพชนของเราได้สร้างไว้ให้พวกเรา ถ้าเราไม่มีเอกสารพวกนี้เราจะไม่รู้รากเหง้าของพวกเราเลย 

เทิม มีเต็ม นักเรียนประชาบาลวุฒิ ป.4 ที่กลายมาเป็นปรมาจารย์นักอ่านจารึกของไทย
เทิม มีเต็ม นักเรียนประชาบาลวุฒิ ป.4 ที่กลายมาเป็นปรมาจารย์นักอ่านจารึกของไทย

ความสุขของการสอนคืออะไรคะ

ถ้านักเรียนเอาใจใส่และเขาเข้าใจเรา แม้เขาจะอ่านได้ตัวสองตัวเราก็ภูมิใจแล้ว เราสอนเขา เขาได้รับประโยชน์จากเรา แค่นั้นก็ดีแล้ว 

งานที่คุณตาทำอยู่นี่ถือว่าทำงานเยอะกว่าความคาดหวังไหมคะ

ตอนตาปลดเกษียณเรื่องที่ตาทำยังไม่มีใครทำ ยังไม่มีการเปิดสอนสาขาวิชาจารึก พอเปิดสอน บางปีมีนักเรียนคนเดียว บางปีไม่มีเลย แต่ปัจจุบันนี้เยอะแล้ว พลอากาศตรี อาวุธ เงินชูกลิ่น อดีตอธิบดีกรมศิลปากรที่ท่านออกแบบพระเมรุ ทำงานกับตามานาน วันหนึ่งท่านเจอกับตาที่โรงเรียนธรรมาภิรักษ์ข้างหอสมุดฯ ท่านเรียกตา พี่ๆ แม้พี่ปลดเกษียณแล้ว พี่อย่าเพิ่งทิ้งกรมศิลป์นะ ถ้าพี่ยังมาทำงานได้อยู่ ขอให้พี่มา ตอนนั้นคนอ่านจารึกไม่มีไง ตอนนี้มีแล้ว แต่ก็ไปทำงานด้านบริการกันหมด หนูเห็นมั้ย ต้องแบ่งกัน อีกกลุ่มต้องอ่านจารึก อีกกลุ่มต้องออกสำรวจ อีกกลุ่มต้องทำฝ่ายบริการ (ในหอสมุดฯ)

แสดงว่างานนี้ไม่ได้นั่งอยู่แค่ในออฟฟิศ ห้องสมุด

ไม่เลย หนูอย่าลืมนะ ข้าราชการกินเงินของใคร เราต้องสำนึกอยู่เสมอ เรากินเงินภาษีของประชาชน จะมาถือว่าฉันอยู่ตำแหน่งนี้ๆ ไม่ได้ มีอะไรที่อยู่ในแวดวงต้องช่วยกัน เพราะเรากินข้าวหม้อเดียวกันลูก อย่าเกี่ยงงอน ถ้าเราไม่ช่วยกัน งานจะไม่พัฒนาเลย

เทิม มีเต็ม นักเรียนประชาบาลวุฒิ ป.4 ที่กลายมาเป็นปรมาจารย์นักอ่านจารึกของไทย
เทิม มีเต็ม นักเรียนประชาบาลวุฒิ ป.4 ที่กลายมาเป็นปรมาจารย์นักอ่านจารึกของไทย

คนเข้าใจว่าคนสายนี้ทำงานอย่างโดดเดี่ยว

จริงของเขา โดดเดี่ยวสิ ก็ไม่มีใครเขาเหลียวแลเรา เขาได้สายสะพายกันปึ้บปั้บ กับนักโบราณคดี นักวิทยาศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ เราก็ไม่ได้ไปจอยเขา แต่เป็นเขามาจอยกับเรา เราไม่มีหน้าที่หรอก พอเขาเจอจารึกเขาถึงมาเรียกเราไป สมมติเขาเจอจารึกที่โบราณสถานหนึ่ง เรามาอ่านถ่ายทอดแล้วมันไม่ใช่เนื้อเรื่องเกี่ยวกับโบราณสถานนี้เลย เราก็จะถามนักโบราณคดีว่าจารึกนี้คุณพบตรงแหล่งไหน จุดไหน ถามนักประวัติศาสตร์ว่าโบราณสถานนี้เป็นอะไร เป็นฝ่ายพุทธหรือฝ่ายพราหมณ์ สมัยก่อนมันจึงไม่มีคนมาทำงานนี้ไง 

ที่ว่างานนักอ่านภาษาโบราณต้องออกสำรวจด้วย คุณตาเคยไปไซต์ขุดค้นกับเขามั้ย

เคยไปดู แต่ไม่เคยขุด และเคยขึ้นไปบนยอดด้วย เช่นเมื่อคราวบูรณะพระธาตุนครศรีธรรมราช 

บนนั้นมีอะไรคะ

มีตัวหนังสือ จารบนแผ่นทองคำม้วนไว้ ตัวอักษรมันม้วนเข้า มีนักการเมืองคนหนึ่งยืนเฝ้ารับเสด็จอยู่กับตา แล้วเผอิญกรมสมเด็จพระเทพฯ รับสั่งถามว่าเป็นอักษรอะไร เขาบอกเป็นอักษรนู้นนี้ แหม อย่างกับขึ้นไปเอง ท่านจึงหันมาถามตา ตาเลยทูลว่าเขาพันปลีเจดีย์ไว้ ไม่สามารถอ่านได้พระพุทธเจ้าค่ะ แต่ดูจากรูปลักษณ์น่าจะเป็นอักษรขอม 

ครั้งไหนถือเป็นที่สุดในชีวิตนักอ่านจารึกคนนี้แล้ว

ที่รักมากที่สุดคือการจำลองแผ่นจารึกบรรจุพระมหาเจดีย์สี่รัชกาลที่วัดพระเชตุพนฯ เพราะตอนนั้นมีบูรณะแล้วเผอิญช่างดันไปทำกรุแตก ลานทองคำเยอะเลย จารึกเป็นพระธรรมเจ็ดคัมภีร์เลย รัชกาลที่เก้าก็โปรดให้เอาของเดิมไปเก็บในพิพิธภัณฑ์ แล้วจำลองขึ้นใหม่ 

ตาเป็นคนคัดลอกแล้วบรรจุไว้ มีชื่อตาบรรจุอยู่ในเจดีย์องค์แรกด้วย ทำไมจะไม่ภูมิใจ อีกครั้งคือไปคัดลอกจารึกบนคอระฆังพระธาตุหริภุญไชย เพราะไม่สามารถนำลงมาได้ กับครั้งที่ตามเสด็จสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ไปดูเอกสารโบราณที่เชียงรุ้ง 

แต่ก่อนตานั่งทำงานตึกข้างหลัง สมเด็จพระพี่นางฯ เสด็จ ตาก็ไม่ได้ไปเข้าเฝ้าหรอก ไม่มีใครมาบอก ตานั่งทำงานอยู่ ยามก็วิ่งมาเลย พี่ๆ สมเด็จพระพี่นางฯ รับสั่งให้เข้าเฝ้า เราก็ตายแล้วสิ ไปทำผิดอะไรไว้ ตอนนั้น พ.ศ. 2528 มีเรื่องจารึกหลักที่หนึ่งไง มีปัญหากันว่าจารึกใช่ไม่ใช่ นึกว่า เอ ท่าเราไปเขียนอะไรผิดมั้ง 

แต่พอทรงเห็นหน้า ก็รับสั่งว่า ไปเมืองจีนกับฉันนะ 

เทิม มีเต็ม นักเรียนประชาบาลวุฒิ ป.4 ที่กลายมาเป็นปรมาจารย์นักอ่านจารึกของไทย

แล้วใช่หรือไม่ใช่คะ 

จารึกหลักที่หนึ่งไม่ต้องไปพูดหรอก ปัจจุบันนี้มรดกโลกเขารับรองไปแล้ว ถ้ามันเป็นของปลอม แล้วของแท้อยู่ไหน หนูหามาให้ตาดูที มันต้องเอามาให้เห็นสิ 

งั้นทำไมเขาถึงว่าปลอมล่ะคะ

หนูอย่าลืมนะ นานาจิตตัง เขาก็มีความเห็นของเขา ตาบอก ดร.พิริยะ (ไกรฤกษ์) ก่อนคุณจะพูดอะไรคุณดูให้ทั่วก่อนนะ เขาก็บอกว่าคำจารึกหลักนี้ถูกรัชกาลที่สี่คิดขึ้นใหม่ ที่จริงมันมีอีกหลายคำ อยู่ในหลักอื่นๆ ทั้งนั้น ถ้าในทางวิชาการ จะเอาในด้านภาษาหรืออักขรวิธีล่ะ อักขรวิธีของหลักที่หนึ่งมันไปอยู่ในหลักอื่นอีกเยอะแยะ แล้วหลักอื่นมันไม่ได้พบในรัชกาลที่สี่ มันมาพบในรัชกาลที่ห้า หก แล้วรัชกาลที่สี่ท่านจะไปตระเวนเอาคำเหล่านั้นมาบรรจุในจารึกเหล่านี้ได้ยังไง มันเป็นไปไม่ได้ 

เราไปห้ามเขาไม่ได้ลูก เขามีความเห็นอย่างนั้น กฎหมายไม่ได้ห้ามนี่ว่าอย่าคิดแบบนั้น มันเป็นอิสระของเขา งานชิ้นนี้ผู้ที่เป็นบุคคลสำคัญของเราก็คือ ศ. ดร.ประเสริฐ ณ นคร, ศ. คุณหญิงแม้นมาศ ชวลิต แล้วก็ ม.ร.ว.ศุภวัฒย์ เกษมศรี, อาจารย์กรรณิการ์ วิมลเกษม เราก็ช่วยกันอธิบาย ผลที่สุดทางนั้นเขาก็พ่ายไป องค์การยูเนสโกก็เลยให้ใบประกาศว่าเป็นมรดกโลกของแท้แน่นอนมาตั้งอยู่นั่นไง 

คุณตาคิดยังไงกับการที่นักอ่านจารึกรุ่นใหม่ชำระประวัติศาสตร์ที่เคยถูกถอดความโดยนักอ่านจารึกรุ่นก่อน

การอ่านจารึกมันผูกขาดไม่ได้ว่าฉันต้องถูกคนเดียว ต้องเปิดใจกว้าง เพราะเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของชาติ ทุกคนมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็น สิทธิในการค้าน และเราก็ต้องยอมรับ แต่ที่ไม่ใช่ ไม่ใช่อย่างไร เราอ่านมามีหลักฐานอย่างนี้ ในเมื่อมีหลักฐานใหม่ขัดแย้งคุณก็ต้องชี้แจง ไม่ใช่มีใหม่แล้วอันเก่าไม่ถูก ไม่ถูกยังไงคุณต้องแย้งมา 

แต่คุณจะไปลบล้างอันเก่าเขาไม่ได้ ต้องเพิ่มเติม อันเก่าเขาทำไว้แล้ว มันมีหลักฐานดี คุณมีหลักฐานใหม่คุณก็ต่อยอดไปสิ ทำฉบับสองไป คนอ่านเขาตั้งใจทำอย่างนั้น ในยุคนั้น เทคโนโลยีเท่านั้น แสงสว่างเท่านั้น สมัยก่อนมันไม่มีเทคโนโลยี เดี๋ยวนี้เขามีกล้องมีอะไร โอ้โหย สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ก็ว่าถ้านักประวัติศาสตร์เจอหลักฐานใหม่ก็ให้มาต่อเติม 

อย่างเดิมเขาอ่านเป็น พ่อขุนบางกลางทาว อู๊ย ติดกันมาตั้งกี่ปี กลางทาวมันแปลไม่ได้ จนกระทั่งอาจารย์ประเสริฐ อาจารย์ประสาน และตา มาตรวจสอบกันว่าเป็น พ่อขุนบางกลางหาว ตัว ท กับ ตัว ห มันต่างกัน ตาก็ชี้แจงว่าตัว ห มันหยักอย่างนี้ ถ้าตัว ท มันโค้งอย่างเดียว เดิมมันไม่ได้ทำความสะอาดไง พอไปทำความสะอาดมันก็เห็นชัดว่าเป็น หอ หีบ เลยเป็นงานที่ชำระประวัติศาสตร์ แต่ฟุตโน้ตไว้ เพราะฉะนั้น เราจึงอย่าไปโทษคนเก่า เราต้องให้เกียรติท่าน อย่างน้อยท่านก็ปูทางไว้ให้เรา ไม่งั้นเราจะไปตรวจสอบได้ไงว่านี่ผิด ไม่ผิด

เจ็ดสิบ แปดสิบปีที่แล้ว น่าจะเป็นช่วงประเทศรุดหน้าพัฒนา ทำไมถึงไม่สนใจภาษาฝรั่ง กลับเลือกเรียนภาษาที่ตายไปแล้ว

เอ้ย ตอนเป็นเด็กตากลัวฝรั่งจะตาย เพราะผู้ใหญ่ลือกันว่าฝรั่งก็ดี คนจีนก็ดี จะจับเด็กส่งไปเมืองจีน ผู้ใหญ่หลอกเราไม่ให้ซน เราก็เลยกลัว สมัยก่อนคลองบางกอกน้อยจะมีเรือฝรั่งเข้ามาเที่ยว พอเห็นเรือฝรั่งมา ตาเข้าไปแอบเลย 

และแม้บางอย่างเป็นสิ่งที่ไม่ได้ใช้ แต่สิ่งนั้นมีคุณค่ามากนะ ตาได้รู้ภาษาไทยดั้งเดิมที่บางทีคนนึกว่าเป็นคำหยาบ มันไม่ได้หยาบ อย่าง ‘พ่อกู’ ที่จริงมันเป็นภาษาไทย แต่พอยุคนี้เราสมมติกันขึ้น ตามหลักพุทธศาสนาท่านบอกว่า ถ้าสมมติอะไรว่ามันไม่ดี มันก็ไม่ดี ถ้าสมมติอะไรดี มันก็ดี คนแต่ก่อนเพื่อนฝูงเขาพูดมึงกูกันทั้งนั้น ผู้หญิงก็พูด เอ้ย อีแดงวันนี้มึงไปไหน

แต่มาในสมัยจอมพล ป. ตาอยู่โรงเรียนนี่พูดไม่ได้เลย สมัยนั้นต้องเธอ เรา หรือฉัน แล้วก็ต้องร้องเพลงรัฐนิยมตอนเย็น “ท่านผู้นำไปทางไหน เราต้องตามไปด้วย” เขาจะต้องภิวัตน์ แล้วเช้าแปดโมงต้องตั้งเสาธงให้หมด เด็กวัดต้องไปชักธง ยืนเข้าแถว ต้นไม้ใหญ่ๆ ในวัดถูกสั่งให้ตัดบรรลัยหมด ต้นพงต้นโพธิ์ ที่ไหนมีตัดหมด

เทิม มีเต็ม นักเรียนประชาบาลวุฒิ ป.4 ที่กลายมาเป็นปรมาจารย์นักอ่านจารึกของไทย

อ้าว ตัดทำไมล่ะคะ

อ้าว ศิวิไลซ์ไงลูก จะต้องให้เห็นโบสถ์ ต้นไม้รกๆ ครึ้มๆ ไม่เหมาะไม่สม 

แล้วก็เปลี่ยนแปลงรูปอักษร อย่างเช่นว่าคำว่า ‘กรมศิลปากร’ เขาก็มาเปลี่ยนเป็น ‘กรมสิลปากร’ หรือ ‘รัฐบาล’ เขาก็มาเปลี่ยนเป็น ‘รัถบาล’ ความหมายมันต่างกัน ‘รัฐ’ ตัวนี้แปลว่าแว่นแคว้น ‘ปาล’ แปลว่าผู้รักษา เป็นผู้รักษาแว่นแคว้น ส่วน ‘รัถ’ ตัวนี้แปลว่ารถ ก็แปลว่าผู้ดูแลรถ เพราะฉะนั้น โบราณท่านรู้มาแล้ว อย่าไปเปลี่ยนท่านเล้ย 

นี่รึเปล่าเป็นเหตุผลที่ต้องรู้ภาษาโบราณ อ่านจารึกออก 

ใช่ เพราะจะได้รู้รูปอักษร ภาษา อักขรวิธี ประวัติศาสตร์ มีทั้งพระนามพระมหากษัตริย์ การสถาปนาราชวงศ์ พระพุทธศาสนา ธรรมเนียม ประเพณี สถานที่ อาณาเขต 

จารึกหลักที่หนึ่งนี่จะบอกไว้มากเลยเกี่ยวกับชลประทาน สถาปัตยกรรม ประติมากรรม การเกษตร แม้กระทั่งการสร้างพระพุทธรูป การสร้างวิหาร หรือแม้แต่กฎหมายก็มีอยู่ในนั้น แต่ไม่ใช่อยู่ทุกหลัก บางหลักรวมหมด บางหลักมีเรื่องเดียว แล้วในจารึกส่วนมากจะเกี่ยวกับเรื่องบุญเป็นส่วนใหญ่ 

“กูต่อช้างด้วยขุนสามชน ตนกูพุ่งช้างขุนสามตัวชื่อมาสเมืองแพ้ ขุนสามชนพ่ายหนี” เมื่อก่อนเถียงกันเรื่องคำว่าแพ้แปลว่าอะไร แต่มีนักโบราณคดีเขาบอกว่าคำว่าพ่ายมันต่อท้ายประโยค เห็นไหมมันไปรับกัน พ่ายแปลว่าสู้ไม่ได้ แพ้จึงแปลว่าชนะ แต่เดี๋ยวนี้แพ้แปลว่าสู้ไม่ได้ นี่แหละคือสารสำคัญ ถ้าเราไม่ศึกษาภาษาโบราณ พอเจอคำในเอกสารโบราณ ถอดความไม่ได้ แล้วหนูจะให้คำอธิบายต่อคนรุ่นลูกรุ่นหลานว่ายังไง เราจึงจำเป็นที่จะต้องรู้ภาษา แล้วเอาของที่เขาไม่รู้มาให้เขารู้ ไม่ใช่ว่าของนี้เก็บไว้บูชา ไม่ได้เอามาศึกษาต่อ 

หนูว่าภาษาคืออะไร 

การสื่อสารค่ะ

ถ้าหนูไม่มีภาษา ไม่มีคำพูดที่เป็นภาษา แล้วหนูจะคุยกันรู้เรื่องได้ยังไง เพราะฉะนั้น คำต่างๆ คือภาษาให้มนุษย์สื่อสารรู้ซึ่งกันและกัน ภาษาคือสื่อ ถ้าสื่อนั้นไม่มีความหมายที่แน่แท้แล้วเราจะรู้อะไรได้ยังไง

แต่หนูฟังแล้วก็ต้องคิด ไม่ใช่เชื่อโดยงมงาย ไม่ใช่ตาพูดก็ เออ ตาแกว่าจริงเนอะ ไม่ใช่ ตาก็เป็นแต่เรื่องที่ตาประสบ ตาประสบอย่างนี้ ตาก็มาเล่าให้หนู และหนูต้องคิดว่ามันเป็นจริงไหม เพราะบางสิ่งบางอย่างตาเห็นอย่างนี้ หนูอาจไม่เห็นก็ได้ แต่หนูต้องเอาหลักฐานมาให้ตา และตาเมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้วก็อย่าถือว่าเป็นผู้ใหญ่ ต้องยอมฟัง 

คุณตาใช้เวลาเรียนภาษาโบราณทั้งหมดกี่ปีคะ

ไอ้คำว่าภาษาโบราณมันไม่มีจบ อย่าไปหยิ่ง อย่าไปยโสว่าฉันทำมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว ไม่จริง มันเกิดขึ้นใหม่ตลอด มันเรียนรู้ไม่หมด หนูจำไว้ มันไม่มีที่สิ้นสุด มีสิ่งใหม่ท้าทายเราอยู่เสมอ มันยังมีสิ่งที่เรายังไม่รู้ ยังไม่เห็น โลกปัจจุบันมันมีอะไรเกิดขึ้นเยอะ เพราะฉะนั้น จะหยุดอยู่กับที่ไม่ได้ หนูยังจะต้องต่อสู้ไปอีกนาน ส่วนตา ตาก็จะกลับบ้านตาละ 

ถ้าหมดนักอ่านภาษาโบราณแล้วมันจะเป็นยังไง

ไม่น่าจะเป็นไปได้นะ ถ้าไม่มีก็เท่ากับมันไม่มีประเทศนี้แล้ว ใช่ไหม (หัวเราะ) มันก็ถึงยุคไฟบรรลัยกัลป์ 

ทำไมคุณตาถึงว่าเป็นไปไม่ได้คะ ก็คนรุ่นใหม่เขาไม่อ่านจารึกกันนี่นา 

มหาวิทยาลัยศิลปากรเขามีสาขาจารึกในคณะโบราณคดีแล้วไง ถ้าไม่มีเขาก็ปิดสาขาไปแล้ว

จารึกพันปีกับสองพันปีก่อนคุณค่าเหมือนกันมั้ย

จารึกทุกหลักมีคุณทั้งนั้น ไม่ได้ขึ้นกับอายุ แต่คุณค่ามากน้อยอยู่ที่เนื้อหา 

ถ้ามันมีคุณค่า เราควรหันกลับไปบันทึกบนศิลามั้ยคะ

ใครจะทำได้อะ หนูจะไปเอาแผ่นศิลามาได้ไง (หัวเราะ) แล้วจารึกบนศิลามันแคบ ถ้าหนูเขียนบนสมุดมันนำพาไปได้ มันแผ่ขยายได้ ศิลามันก็ตั้งอยู่ที่นั่น แล้วหนูจะแบกไปให้ใครอ่านที่ไหนได้ล่ะ 

ถ้าร้อยพันปีก่อนใช้ก้อนหิน งั้นอะไรเป็นสิ่งบันทึกเรื่องราวของคนยุคนี้

ก็นี่ไง (ชี้โทรศัพท์มือถือ) สบายมาก แต่หนูคิดว่ามันจะอยู่ถึงร้อยปีมั้ย 

ศิลาจารึกเทียบเท่ากับ Facebook ของคนยุคก่อนรึเปล่าคะ

หน้าที่อาจได้ แต่ความคงทนมันจะเหมือนกันได้ยังไง สเตตัสเฟซบุ๊กหนูลบได้ แต่ศิลาจารึกหนูจะลบยังไง เฟซบุ๊กมันมีอายุการใช้ใช่มั้ย แต่จารึกอยู่เป็นพันๆ ปี ถ้าสมัยสุโขทัยบันทึกประวัติศาสตร์ด้วยเฟซบุ๊ก ป่านนี้ไม่มีเหลือแล้ว 

คุณตาเขียนไดอารี่มั้ยคะ

เขียนช่วงหนึ่ง แต่หลังๆ ขี้เกียจแล้ว (หัวเราะ)

ถ้าอีกสักร้อยปีข้างหน้ามีคนมาขุดเจอไดอารี่คุณตา คนยุคนั้นน่าจะได้รู้เรื่องอะไร

วันนี้ตาอ่านจารึกอะไร มีสาระอยู่ในนี้

เทิม มีเต็ม นักเรียนประชาบาลวุฒิ ป.4 ที่กลายมาเป็นปรมาจารย์นักอ่านจารึกของไทย

Writer

ศกุนตลา แย้มปิ๋ว

นักเรียนวรรณคดีที่มักเรื่องอาหาร ท้องถิ่น วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเดินทาง และเด็กจิ๋ว มีความฝันสามัญว่าอยากมีเวลาทำอาหารรสที่ชอบด้วยตัวเอง ตัวอยู่กรุงเทพฯ อัมพวา หรือเมืองกาญจน์ แต่ใจและภาพอินสตาแกรมอยู่ทุกที่ที่ไปเที่ยว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

นี่คือปีที่ 32 ที่ สำราญ ภูลายยาว แบ็คโทล หรือ พี่ติ๋ว ย้ายจากประเทศไทยไปใช้ชีวิตอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์

หลายคนรู้จักเธอในฐานะเจ้าของเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘สาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน’ ที่เธอจะไลฟ์ขณะทำและกินอาหาร พร้อมตอบคำถามที่คนสงสัย ทั้งเรื่องชีวิตในต่างแดน เคล็ดลับการเข้าครัว ไปจนถึงประสบการณ์ส่วนตัวที่เธอประสบพบเจอ

ปัจจุบัน เพจ ‘สาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน’ มียอดผู้ติดตามอยู่ที่ 1.4 ล้านคน

ยอดผู้ชมไลฟ์ในแต่ละครั้งไม่เคยต่ำกว่า 5,000 

อย่างไรก็ดี เบื้องหลังชีวิตของเธอมีอะไรมากกว่านั้นมาก

จากวันที่ข้ามน้ำข้ามทะเลจากบ้านเกิด ถึงวันนี้ที่มีครอบครัวที่น่ารักและงานอดิเรกแสนสนุก เธอผ่านทั้งเหตุการณ์เฉียดตาย ช่วงที่ร้องไห้เพราะถูกพรากจากลูก ชีวิตที่ไม่มีเงินติดตัว กระทั่งวันที่หัวใจกลับมาพองโต

The Cloud เชื่อว่าประสบการณ์ชีวิตของสาวอีสานคนนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านไม่มากก็น้อย

15 นาฬิกา เวลาประเทศไทย เราวิดีโอคอลถึงใจกลางกรุงเบิร์น ในวันเกิดของพี่ติ๋ว

รอยยิ้มอันเป็นกันเองปรากฏตรงหน้า ฉาบด้วยแสงจ้าของแดดยามเช้า พี่ติ๋วอยู่ในเสื้อเชิ้ตชีฟองสีขาว ประทับลายดอกไม้สีน้ำเงิน 

ที่ใส่เสื้อยืดสีฟ้า นั่งยิ้มร่าอยู่ติดกันคือบรูโน่ สามีของพี่ติ๋ว

“เดี๋ยวจะถามแบบเรียงตามเวลาไปนะครับ” เราเอ่ย

“พี่ติ๋วทำการบ้านมาตอบแบบเรียงเวลาเหมือนกันค่ะ” เธอตอบพร้อมชูกระดาษหนึ่งปึกเป็นหลักฐานว่าเตรียมข้อมูลประวัติชีวิตของตัวเองมาเป็นอย่างดี

และต่อไปนี้คือ 10 ตอนของละครชีวิต ที่มีพี่ติ๋วแสดงนำ

01

แก่งั่กขนาดนี้มาไลฟ์ทำไม

“ถ้าชีวิตพี่ติ๋วเป็นหนังสือหรือละคร มันคือละครที่มีทุกมุมทุกบทจริงๆ ผ่านมาถึงวันนี้ได้ต้องแกร่งมาก”

การย้ายจากไทยไปอยู่สวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนที่หลายคนยกให้เป็นสรวงสวรรค์ มีครอบครัวที่อบอุ่น และเปิดเพจที่มีผู้ติดตามหลักล้าน ดูเป็นฉากจบของนิทานหรือละครที่หลายคนใฝ่ฝันให้เกิดกับชีวิตของตัวเอง

แต่กว่าละครจะลงเอยแบบ ‘แฮปปี้ เอนดิ้ง’ ตัวละครก็ต้องผ่านเรื่องราวยาวนาน มีช่วงที่โดดเด่น มีวันที่ดำดิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนี่เป็นละครชีวิต

“ช่วงแรกที่ไลฟ์มีคนบุลลี่เยอะนะ สาวกาฬสินธุ์เหรอ โห แก่งั่กแล้ว มาทำอะไร”

พี่ติ๋วได้รับคำวิจารณ์แง่ลบมากมายในช่วงตั้งไข่ของเพจสาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน ตอนนั้นเธอยังเป็นเพียงคนธรรมดา ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีแฟนคลับ เธอเพียงถือโทรศัพท์ กดปุ่มไลฟ์ เล่าเรื่องสัพเพเหระขณะกินอาหารไทยที่เธอทำเอง

บทเรียน 32 ปีที่สวิตฯ ของ ติ๋ว-สำราญ ภูลายยาว สาวกาฬสินธุ์พลัดถิ่นที่คนติดตามนับล้าน

“เราเริ่มจากยอดคนดูหนึ่งคน สองคน คนไม่ชอบก็มี แต่คนที่ชอบก็ติดตามเราตั้งแต่วันแรกถึงวันนี้ ปัจจุบันมีคนติดตามล้านสี่แน่ะ”

แม้เสียกำลังใจในช่วงเริ่มต้น เธอก็ทำเพจต่อด้วยความมุ่งมั่นจนกลายเป็นขวัญใจคนใหม่ในโลกออนไลน์ การตอบคำถามแบบติดตลกแต่ตรงไปตรงมา ประกอบกับท่าทางอารมณ์ดีทำให้เธอมีแฟนคลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“เราจะไม่เฟกเด็ดขาด พูดเรื่องจริงอย่างเดียว รู้อะไรมาเราก็บอก สวิตเซอร์แลนด์เป็นยังไง กฎหมาย ความเป็นอยู่ เราพอรู้ ก็อยู่มาตั้งสามสิบกว่าปี เราอาจจะไม่ได้ทำเป็นคลิปเล่าให้ฟังซะทีเดียว แต่ถ้ามีใครถาม เราก็ยินดีตอบ”

ชีวิตของเธอตอนนี้เป็นเหมือนที่ปรึกษาปัญหาในต่างแดน เธอเจอมาหลายอย่าง และพร้อมแบ่งปันทุกอย่างเท่าที่ทำได้ โดยมองว่าการพูดถึงวันที่ล้ม ไม่ใช่เรื่องน่าอายแต่อย่างใด

“การเล่าเรื่องของตัวเองในช่วงที่ต้องเจอมรสุมในประเทศที่ไม่ใช่บ้านเกิด ไม่ใช่เรื่องน่าอายเลย ทุกวันนี้น้องหลายคนก็โทรหลังไมค์มาปรึกษา พี่ติ๋วก็ช่วยเต็มที่ หลายอย่างพี่ติ๋วผ่านมาแล้ว ไม่ใช่เรื่องน่าอาย เราต้องแกร่งมากนะถึงจะผ่านมาได้ 

“ทุกวันนี้หลายคนมาแสดงความยินดีที่เรามีความสุข พี่ติ๋วก็จะเล่าตลอดว่า กว่าจะมีวันนี้ เราผ่านอะไรมาบ้าง ชีวิตของทุกคนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เป็นไปไม่ได้ที่จะมีความสุขตลอด ต้องผ่านอะไรร้ายๆ มาก่อน ชีวิตถึงจะมีความสุข”

สาวกาฬสินธุ์เข้าใจเรื่องนี้ดี เพราะกว่าจะมีความสุขได้อย่างวันนี้ เธอผ่านความทุกข์มามากจริงๆ

บทเรียน 32 ปีที่สวิตฯ ของ ติ๋ว-สำราญ ภูลายยาว สาวกาฬสินธุ์พลัดถิ่นที่คนติดตามนับล้าน
02

พาฝรั่งเข้าหมู่บ้าน

ย้อนกลับไปเมื่อ 50 ปีก่อน เด็กหญิงสำราญ ภูลายยาว ในวัย 6 ขวบ ย้ายจากมหาสารคามมาอาศัยที่จังหวัดกาฬสินธุ์ เธอมีชีวิตติดดิน ไม่ร่ำรวย แต่มีความสุข

“พี่ติ๋วเป็นลูกครึ่ง พ่อเป็นคนกาฬสินธุ์ แม่เป็นคนมหาสารคาม ครอบครัวเราไม่ได้ร่ำรวย แต่ก็อยู่กันอบอุ่น พี่ติ๋วมีพี่น้องเจ็ดคน ก็สนุกกันแบบลูกทุ่งลูกอีสาน สอยมะม่วง ขโมยมะม่วง ยิงกิ้งก่า หาความสุขตามธรรมชาติ”

แต่ความสุขของเด็กหญิงสำราญก็อยู่ได้ไม่นานนัก เมื่ออายุย่าง 16 เธอตัดสินใจเข้าไปหางานทำที่กรุงเทพฯ ด้วยหวังอยากมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 

เด็กหญิงทำงานส่งเงินให้ที่บ้านเป็นประจำทุกเดือน

“พี่ติ๋วมีแฟนคนแรกเป็นคนกรุงเทพฯ เรายังอายุน้อย ไม่มีวุฒิภาวะ พอสิบแปดเราก็มีลูก ตอนนั้นรู้เลยว่าตัวเองไม่สามารถเป็นเมียที่ดีของสามี หรือเป็นแม่ที่ดีของลูกได้”

พี่ติ๋วไม่มีชีวิตวัยรุ่น พ้นวัยเด็กก็ถึงวัยทำงาน ทำได้ไม่นานก็มีสามี รู้ตัวอีกทีก็เป็นแม่คนแล้ว 

เธอกลายเป็นแม่ในวันที่ยังอยากสนุกกับชีวิตให้มากกว่านี้

“พอได้เจอโลกกว้าง ได้เห็นแสงสีและคาเฟ่ เราก็รู้เลยว่า ตัวเองยังไม่อยากอยู่บ้านเลี้ยงลูก ยังอยากใช้ชีวิต อยากทำอะไรสนุกๆ พูดภาษาบ้านๆ ก็คือใจแตก ท้ายที่สุดจึงเลิกรากันไป เราเป็นฝ่ายเดินออกจากครอบครัว”

เหมือนพี่ติ๋วได้โอกาสที่ 2 ในการใช้ชีวิตวัยรุ่น ทำตามหัวใจ และมองหาความหมายของชีวิต หลังเลิกรากับแฟนคนแรก เธอออกตระเวนทำงานหลายที่ ทั้งโรงงาน ร้านอาหาร ก่อนจะได้เจอรักครั้งใหม่กับชาวต่างชาติที่สถานเริงรมย์แห่งหนึ่ง

“รู้มั้ย เจอกันคืนเดียว พี่ติ๋วตามเขาไปถึงสมุยเลย ไปอยู่เกาะสมุยกับเขาหกเดือน จนที่บ้านคิดว่าพี่ติ๋วตายไปแล้ว” สาวอีสานหัวเราะ

หลังคบหาดูใจกับหนุ่มสวิตฯ บนเกาะสวรรค์ราวครึ่งปี พี่ติ๋วก็พาเขาไปแนะนำให้ที่บ้านรู้จัก

“เราเป็นคนแรกเลยที่พาฝรั่งเข้าหมู่บ้าน คนที่นั่นไม่มีใครรู้จักฝรั่ง ทุกคนตกใจมาก เพราะว่าแฟนคนนี้จะออกแนว บ็อบ มาร์เลย์ (Bob Marley) ถักเปียทั้งหัว เหมือนฮิปปี้ ครั้งแรกที่แม่เห็น แม่ถามเราว่า ‘นี่มึงเอาตัวอะไรมาด้วย’” สาวกาฬสินธุ์เล่าไปขำไป

“เราไม่รู้เลยว่า เขาอยากพาเรามาเมืองนอก ตอนเขาขอแต่งงาน เราก็เลยตอบตกลง แต่งเสร็จกลายเป็นว่าเขาชวนมาอยู่สวิตฯ เราบอกว่ามาไม่ได้ ต้องทำงานเลี้ยงดูพ่อแม่ เขาก็เสนอว่าจะส่งเงินให้พ่อแม่เราสามร้อยฟรังก์สวิสต่อเดือน บวกลบคูณหารแล้วมากกว่าที่พี่ติ๋วหาได้อีก สุดท้ายจึงตอบตกลง ถ้าเธอสัญญาจะให้เงินพ่อแม่ฉัน ฉันไปกับเธอก็ได้” 

สาวกาฬสินธุ์ที่กำลังจะอายุครบ 24 ใน ค.ศ. 1989 จึงพลัดถิ่นตั้งแต่วันนั้น

บทเรียน 32 ปีที่สวิตฯ ของ ติ๋ว-สำราญ ภูลายยาว สาวกาฬสินธุ์พลัดถิ่นที่คนติดตามนับล้าน
บทเรียน 32 ปีที่สวิตฯ ของ ติ๋ว-สำราญ ภูลายยาว สาวกาฬสินธุ์พลัดถิ่นที่คนติดตามนับล้าน
03

เดินเรื่องหย่า พาลูกหนี

พี่ติ๋วตีตั๋วไปสวิตเซอร์แลนด์โดยแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับประเทศนี้เลย ไม่มีเพื่อน ไม่รู้ภาษา เรียกได้ว่าเริ่มต้นจากศูนย์

“เราไม่มีเพื่อน ช่วงสามสี่เดือนแรกนี่เหงามากเลยนะ ยุคนั้นไม่มีอินเทอร์เน็ตด้วย ทุกอย่างต่างจากเมืองไทยมาก ตอนมาถึงใหม่ๆ ก็ตกใจ สามทุ่มแล้วฟ้ายังไม่มืด เราไม่เคยรู้ว่าหน้าร้อนของยุโรปเป็นแบบนี้ รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกัน” พี่ติ๋วเงียบไปครู่หนึ่ง 

“แต่ที่ตื่นเต้นกว่าคือการอยู่กับสามี พอไปถึงเรามีลูกด้วยกันคนหนึ่ง ชื่อนาตาช่า เราตื่นเต้นเพราะทะเลาะกับสามีทุกวัน เขาดื่มแอลกอฮอล์หนักมาก พอทะเลาะมากเข้า เราก็เริ่มกังวล”

พี่ติ๋วเล่าต่อว่า อันที่จริงเธอก็พอรู้ว่าสามีชาวสวิตฯ เป็นพวกชอบดื่ม อยู่กลุ่มสายเขียว แต่เข้าใจว่าคงดื่มเพื่อความสุขเป็นครั้งคราว พอมาถึงสวิตเซอร์แลนด์ จึงได้รู้ความจริงว่าเขาติดเหล้าหนักมาก 

“ตกเย็นเขาจะหาเรื่องเราทุกวัน หนักสุดคือเขาดึงผมพี่ติ๋ว แล้วเอามีดทำครัวมาจี้คอ เหมือนจะปาดคออยู่แล้ว ครั้งนั้นคือตกใจมากที่สุดในชีวิต รู้เลยว่าถ้าอยู่ที่นั่นต่อ เรากับลูกก็คงไม่ปลอดภัย 

“เรารู้จักกับพี่สาวคนหนึ่ง เขาเห็นชีวิตเราแล้วสงสารก็เลยอาสาพาหนี วันรุ่งขึ้นพี่ติ๋วเก็บสิ่งของที่จำเป็นแล้วไปเลย หนีไปอยู่กับพี่สาวคนนั้นที่บาเซิล (Basel) ระหว่างนั้นก็เดินเรื่องหย่า นาตาช่าเพิ่งอายุได้เก้าเดือนเอง”

ชีวิตการมีสามีเป็นชาวต่างชาติไม่ได้สวยหรูดั่งภาพวาดที่เธอจินตนาการไว้ หลังผ่านวินาทีเฉียดตาย เธอติดต่อทนาย ตรวจสุขภาพ และเตรียมเอกสารให้พร้อมสำหรับการหย่า 

สาววัย 25 ต่อสู้ชีวิต และต้องดูแลอีกหนึ่งชีวิตที่ยังไม่ครบขวบ

“ทุกอย่างตอนนั้นแย่มากจริงๆ ตอนพาลูกหนีมีเงินแค่ร้อยฟรังก์สวิสติดตัว แต่เราก็สู้จนผ่านมาได้ ความจริงทุกคนที่ไทยก็ชวนให้กลับไปอยู่บ้าน แต่ไม่รู้คิดยังไงเราถึงไม่อยากกลับ หนึ่งน่าจะเพราะนาตาช่า เราอยากหย่า แต่ก็คิดว่าพ่อลูกควรได้เจอกันบ้าง และสองคือเราไม่มีตังค์ด้วย”

บทเรียน 32 ปีที่สวิตฯ ของ ติ๋ว-สำราญ ภูลายยาว สาวกาฬสินธุ์พลัดถิ่นที่คนติดตามนับล้าน
04

สิ่งที่เงินซื้อไม่ได้

ระหว่างรอกระบวนการทางกฎหมาย ความท้าทายของพี่ติ๋วคือการหางาน เมื่อภาษายังไม่คล่องแคล่ว ก็เหลืองานไม่กี่แนวที่เธอสามารถทำได้

“ไม่ต้องถามหรอกว่างานอะไร รู้กันอยู่ ภาษาไม่มี จะทำอะไรได้ แต่พี่ติ๋วโชคดีอย่างหนึ่งคือเวลาต้องทำงานไม่ดี จะมีคนช่วยดึงออกมาตลอด อย่างตอนทำงานอยู่กรุงเทพฯ แค่สองเดือนก็เจอพ่อนาตาช่า ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ทำงานไม่นานก็ได้รู้จักกับแฟนคนอิตาลี รู้จักกันวันเดียว เขาก็ชวนเราไปอยู่ด้วย” 

สาวกาฬสินธุ์รีบเก็บเสื้อผ้าใส่ถุงขยะพลาสติกแล้วย้ายไปอยู่กับคนอิตาลี หนุ่มคนนี้เกิดและโตที่สวิตฯ ประกอบกิจการร้านอาหารกึ่งบาร์ พี่ติ๋วจึงได้งัดวิชาทำอาหารที่เคยฝึกปรือตอนอยู่เมืองไทยออกมาใช้อีกครั้ง

“เราพอรู้เรื่องอาหารอยู่แล้ว เลยช่วยเสนอเขาว่าทำเมนูนี้ดีมั้ย เมนูนั้นก็น่าลองนะ เขาก็เชื่อเรา เมื่อก่อนเราสวย หุ่นดี แฟนคนนี้เด็กกว่าพี่ติ๋วตั้งสิบปีแน่ะ” เล่าถึงตรงนี้ ทั้งพี่ติ๋วและบรูโน่ที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็หัวเราะออกมา

“พี่ติ๋วมีแฟนอายุน้อยทุกคนเลย ไม่รู้เพราะอะไร เหมือนเราดึงดูดคนอายุน้อย วัยกลางคนไม่มีมาจีบนะ ก็บอกเพื่อนเหมือนกันว่าอยากได้ผัวแก่ๆ บ้าง แต่ก็ไม่ได้ เราไม่ได้เป็นคนเลือก อันนี้เรื่องจริง นี่ไง เด็กหลอกพี่ติ๋วนะ ไม่ใช่พี่ติ๋วหลอกมัน” สาวในเสื้อเชิ้ตชีฟองแขนยาวพูดพลางอมยิ้ม

การได้เจอหนุ่มคนนี้เหมือนจะทำให้พี่ติ๋วได้สร้างความทรงจำดีๆ ในต่างแดนเป็นครั้งแรก นอกจากตัวพี่ติ๋วจะมีความสุขกับการทำงาน ลูกน้อยอย่างนาตาช่าก็ได้รับความรักอันอบอุ่นจากพ่อแม่ของแฟนชาวอิตาลีที่มาทำงานที่สวิตฯ ร่วม 40 ปีแล้ว พวกเขาเอาใจใส่และหวังดีกับลูกสาวเธอเหมือนเป็นหลานแท้ๆ ของตัวเอง 

“อยู่กับเขาห้าหกปี มีความสุขมากๆ มีแฟนที่ดี ดูแลและซัพพอร์ตเรา พ่อแม่เขาก็ช่วยเลี้ยงลูก รู้สึกว่าชีวิตมาถูกทางแล้ว แต่จริงๆ ไม่ใช่”

พ่อของแฟนสาวกาฬสินธุ์เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ ความสัมพันธ์ในครอบครัวจึงถึงจุดเปลี่ยน แม่ของแฟนต้องย้ายมาอยู่ด้วยกันที่บ้าน ที่พักอาศัยที่ครั้งหนึ่งเคยสนิทสนมกลมเกลียวเริ่มมีเหตุทะเลาะเบาะแว้ง

“พี่ติ๋วกับแฟนไม่ได้ทะเลาะกันนะ แต่แม่เขาเข้ามายุ่งมากเกินไป เขาจะคอยบอกตลอดว่า ลูกเขาไม่ชอบอย่างนี้ ต้องทำแบบนี้ กลายเป็นว่าเราทำอะไรก็ไม่ถูกใจสักอย่าง ก็เลยทะเลาะกัน เราเข้าใจเขานะ เขารักลูกชายมาก และเพิ่งเสียสามีไปด้วย” 

เมื่อลองปรับความเข้าใจแล้วไม่เป็นผล การให้แม่ย้ายกลับไปอยู่บ้านเกิดที่อิตาลีก็ไม่ใช่ทางออกที่เป็นไปได้ สุดท้ายพี่ติ๋วและลูกจึงตัดสินใจก้าวออกมา

เธอบอกแฟนชาวอิตาลีก่อนย้ายออกจากบ้านว่า “เมียน่ะ มีเงินอาจจะซื้อได้ แต่แม่น่ะ มีเงินก็ซื้อไม่ได้”

05

อย่าหวังว่าจะได้อยู่กับลูก

ระหว่างที่อาศัยอยู่กับแฟนชาวอิตาลี เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นกับพี่ติ๋ว คือการชนะคดีได้สิทธิ์เลี้ยงดูบุตร

ช่วงที่นาตาช่าอายุได้ 5 ขวบ ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้เป็นพ่อเลี้ยงดูนาตาช่า เพราะมีปัญหาติดสุราเรื้อรัง อีกทั้งหากต้องการพบลูกก็จำเป็นต้องมีบุคคลที่ 3 อยู่ด้วย 

“พอเราเป็นฝ่ายชนะในศาล ยังจำได้เลย เขาบอกพี่ติ๋วว่า อย่าหวังว่าฉันจะให้เงินเธอ อย่าหวังว่าเธอจะได้อยู่กับลูก เขาพูดแบบนั้น แต่เราก็ไม่เคยระแคะระคาย ไม่ได้คิดว่าเขาจะหาโอกาสเอาลูกเราไปจริงๆ เป็นใครก็คงคิดว่าเขาพูดไปเพราะโกรธ เขาจะทำอะไรได้ ทั้งติดเหล้า ติดยา ไม่คิดเลยว่าผ่านมาสองปี เขายังมีความคิดที่จะพรากลูกไปจากเรา”

เหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นตอนนาตาช่าอายุได้ 7 ขวบ ตอนนั้นพี่ติ๋วย้ายออกมาอยู่กับลูกในบ้านที่รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ช่วยจัดสรร ผู้เป็นพ่อขอพาลูกไปค้างที่บ้านหนึ่งคืน พี่ติ๋วที่ไม่เคยกีดกันความสัมพันธ์พ่อลูก ก็ตกปากรับคำโดยไม่ได้เอะใจอะไร

“พี่ติ๋วเป็นคนเอาลูกไปส่งด้วยนะ พกหนังสือเรียนไปด้วย ก็นัดแนะกับเขาว่า พรุ่งนี้ลูกต้องไปโรงเรียน อย่าลืมไปส่ง เขาก็รับปาก ปรากฏว่าเช้ามาครูที่โรงเรียนโทรมาถามว่า ทำไมเด็กไม่ไปโรงเรียน”

เวลานั้นพี่ติ๋วนึกคำพูดที่อดีตสามีเคยกล่าวไว้ออกทันที เธอรีบวิ่งระยะทางกว่าหนึ่งกิโลเมตรตรงไปยังบ้านของพ่อนาตาช่า

พี่ติ๋วในสภาวะตระหนกตกใจ เห็นลูกร้องไห้อยู่ริมหน้าต่าง เธอใช้กำปั้นทุบประตูครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่มีคนเปิดประตูให้

“พี่ติ๋วโทรหาแฟนเก่าคนอิตาลี แม่เขาก็มาช่วยด้วยอีกแรง เขาเลี้ยงนาตาช่ามา ก็คงรักหลานอยู่ไม่น้อย มีเพื่อนคนไทยอีกสองคนมาช่วยด้วย”

ไม่นานก็มีโทรศัพท์ติดต่อมาบอกว่า พ่อพาเด็กมาส่งไว้ที่อำเภอ ทุกคนจึงมุ่งหน้าไปที่นั่น

“เขาใส่ร้ายพี่ติ๋วสารพัด บอกว่าพี่ติ๋วเล่นยาต่อหน้าลูก มีเซ็กส์ต่อหน้าลูก เอายานอนหลับให้ลูกกินเพื่อที่จะได้ไปเที่ยว มันไม่ใช่เรื่องจริง เพื่อนพี่ติ๋วเป็นพยานได้ ทุกคนช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ แต่เหมือนเจ้าหน้าที่จะไม่ชอบคนต่างชาติ พอเห็นหน้าเราปุ๊บ เขาจะเอาแต่ถามว่า ไม่กลับเมืองไทยเหรอ ไม่คิดจะกลับเหรอ”

แม้จะไม่รู้ภาษา เธอก็พยายามทำทุกขั้นตอนเผื่อว่าเจ้าหน้าที่จะเห็นใจ อย่างไรก็ดี มันไม่เป็นผล สุดท้ายแม่ก็ไม่ได้ลูกสาวกลับมา นาตาช่าต้องอยู่ที่สถานรับเลี้ยงเด็กนานถึง 7 ปี

“เราท้อมาก เหมือนตกนรก ถ้าไม่แกร่งจริงอาจจะติดเหล้าหรือเป็นโรคซึมเศร้าไปแล้ว ตอนนั้นก็คิดอยากฆ่าตัวตายเหมือนกัน โชคดีบ้านที่นี่ไม่มีขื่อให้แขวนคอ จะซื้อยานอนหลับก็ไม่ได้ เพราะที่นี่ไม่ให้ซื้อถ้าไม่มีใบสั่งจากแพทย์ ทางเลือกสุดท้ายคือต้องปาดคอหรือกรีดข้อมือตัวเอง แต่พี่ติ๋วกลัววิธีพวกนี้ ไม่กล้าทำ”

เธอพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อเอาตัวเองออกจากจุดที่ทุกข์ทรมาน สาวอีสานทำทุกอย่างที่ช่วยให้มีรอยยิ้มไหลผ่านเข้ามาในชีวิต คนไทยไปที่ไหน เธอจะตามไปที่นั่น เพื่ออย่างน้อยจะได้ลืมเรื่องเศร้า

06

เทพบุตรซาตาน

อย่างที่กล่าวไปตอนต้น ละครชีวิตกว่าจะมีตอนจบที่สุขล้น ย่อมต้องผ่านจุดที่สุดเศร้า และเรื่องราวเลวร้ายที่พี่ติ๋วต้องเจอก็ยังไม่จบ

หลังแยกทางกับแฟนอิตาลี พี่ติ๋วก็คิดว่าถึงเวลาเสียทีที่เธอจะต้องมีบ้านเป็นของตัวเอง

สวัสดิการของสวิตเซอร์แลนด์ดีแสนดีสมฉายาสวรรค์แห่งยุโรป ทั้งช่วยเหลือด้านการเงิน ทำประกันชีวิต และจัดหาที่อยู่อาศัย

“สวัสดิการที่นี่ดีมาก เขาให้เดือนละพันแปดร้อยฟรังก์สวิสสำหรับเรากับลูก เราจึงเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวเต็มตัวตั้งแต่ตอนนั้น”

โชคชะตาพาคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวมาพบกับหนุ่มรูปงาม ที่ภายหลังพี่ติ๋วนิยามว่า เขาคือซาตานในคราบเทพบุตร

หลังคบหาดูใจกันได้พักใหญ่ ข่าวร้ายจากเมืองไทยก็มาถึงหู

“พ่อโทรมาบอกว่าแม่เสียแล้วนะ พี่ติ๋วไม่พร้อมเลย ไม่มีเงินกลับบ้าน ตอนนั้นเราออกมาทำงานเอง ไม่ได้รับเงินหลวงแล้ว ก็ทำร้านอาหารบ้าง สวนสัตว์บ้าง มีเงินเก็บไม่เยอะ 

“แฟนไม่ช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว คนที่ช่วยพี่ติ๋วคือเพื่อนๆ ทั้งคนไทยและคนสวิตฯ น้องคนหนึ่งบอกว่า เธอไปดูตั๋วเลย เดี๋ยวฉันจ่ายให้ พี่สาวที่ช่วยเรามาตลอดก็ไปบอกคนไทยในบาเซิลว่า แม่ติ๋วเสียนะ ใครอยากร่วมทำบุญบ้าง กลายเป็นว่าเรามีเงินกลับเมืองไทยเยอะมาก จากที่ไม่มีเงินติดตัวเลยแม้แต่บาทเดียว รู้สึกตัวเองเป็นคนมีบุญ ไม่ว่าจะทำอะไรก็มีคนช่วยเหลืออยู่ตลอด”

บางทีสิ่งที่ช่วยเธออาจไม่ใช่แต้มบุญ แต่เป็นความจริงใจที่เธอมีให้พวกพ้องเสมอมา แต่ก็ด้วยความจริงใจนี้เองที่ทำให้เธอถูกเอารัดเอาเปรียบในหลายครั้ง

พี่ติ๋วกลับไทยเพื่อมาร่วมงานศพแม่ผู้ล่วงลับ แฟนที่พี่ติ๋วเรียกว่าเทพบุตรซาตาน ไม่มีโทรมาถามสารทุกข์สุกดิบแม้แต่สายเดียว

“สุดท้ายเราก็เลยโทรไป ตอนนั้นค่าโทรไปต่างประเทศแพงมาก นาทีหนึ่งยี่สิบกว่าบาท โทรไปปุ๊บ เขาพูดว่า โอ้ เธอโทรมาก็ดีแล้ว ขอให้เที่ยวให้สนุกนะ ไม่ต้องห่วงทางนี้ ฉันคืนบ้านเรียบร้อยแล้ว เราเลิกกันเถอะ”

หญิงสาวที่เพิ่งสูญเสียแม่เต็มไปด้วยความสับสนปนเศร้า ชายคนนี้บอกเลิกเธอทางโทรศัพท์ ส่งบ้านที่สวิตเซอร์แลนด์คืนให้รัฐโดยไม่ปรึกษา ทั้งยังหอบเงินมัดจำค่าบ้านที่พี่ติ๋วเป็นคนจ่ายไปด้วย 

“ปัญหาคือเขาเอาเงินมัดจำเราไปตั้งเกือบหกพันฟรังก์สวิสไม่คืนให้เราสักสลึงเดียว เขาอ้างว่า ในบ้านมีของพังเยอะมาก สีลอกมั่ง อะไรมั่ง เขาต้องจ่ายค่าซ่อมบ้านเกินค่ามัดจำอีก ตอนนั้นเราทำอะไรไม่ถูก ก็คิดว่า เออ ช่างมันเถอะ”

สาวกาฬสินธุ์บินกลับสวิตเซอร์แลนด์ทั้งน้ำตา ขามาร้องไห้ที่เสียแม่ ขากลับร้องไห้เพราะโดนแฟนบอกเลิก

“ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต เหมือนเป็นคนใจสลาย เราสัญญากับตัวเองทันทีว่า ต่อไปนี้ผู้ชายจะเป็นเหมือนถุงเท้า คือใช้แล้วทิ้ง ใส่แล้วถอด หลังจากนี้จะไม่ให้ใจใครเด็ดขาด ถ้าจะคบจริงจังก็ต้องเป็นคนที่ดูแลและรักเราจริง จะไม่คบแบบกะโหลกกะลาอีกแล้ว”

07

ลองเปิดใจสักตั้ง

อีกครั้งและอีกครั้งที่สาวอีสานยังลุกขึ้นสู้ เธอเริ่มต้นชีวิตใหม่โดยย้ายไปอยู่ธูน (Thun) เมืองติดทะเลสาบของสวิตเซอร์แลนด์ 

พี่ติ๋วรู้จักกับรุ่นพี่ที่เป็นเจ้าของสถานเริงรมย์ที่นั่น ก่อนจะตัดสินใจเซ้งร้าน จนได้กลายเป็นเจ้าของกิจการครั้งแรกในชีวิต

“ช่วงนั้นถ้ารู้จักเก็บตังค์ พี่ติ๋วคงรวยไปแล้ว แต่ก็นะ เงินที่ได้มาง่าย มันก็ไปง่ายเหมือนกัน”

สาวกาฬสินธุ์ดูแลกิจการของเธอเป็นอย่างดี กระทั่งได้รู้จักหนุ่มรุ่นน้องคนหนึ่งที่มีท่าทีอยากจริงจังกับเธอ ชายคนนี้คือบรูโน่

ทั้งคู่รู้จักกันในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1999 และได้ไปดื่มแชมเปญฉลองสหัสวรรษใหม่ด้วยกันอย่างชื่นมื่น

“เริ่มไปมาหาสู่กัน แต่ยังไม่ได้เป็นแฟน เป็นแค่คู่หู (หัวเราะ) บรูโน่ก็คงไม่ได้คิดว่าเราเป็นแฟนหรอก เราเองก็ไม่กล้าคิด เพราะแก่กว่าเขาตั้งสิบสองปี”

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู

ณ ตอนนั้น ทางฝั่งบรูโน่ก็ยังไม่ตกลงปลงใจว่าอยากให้พี่ติ๋วเป็นแม่ของลูก เขายังคงเที่ยวเล่น เรียนรู้ และเลือกคบผู้หญิงตามประสาวัยรุ่น

“พ่อบรูโน่สอนมาว่า ก่อนจะซื้อรถก็ต้องลองก่อนว่าคันไหนขับดี ก่อนจะเลือกใครเป็นแม่ของลูกก็ต้องลองคบและศึกษาก่อนเหมือนกัน” หนุ่มสวิตฯ เอ่ยขึ้นเป็นภาษาไทย แม้จะผิดเพี้ยนบ้าง แต่นับว่าชัดเจนมากแล้วสำหรับชาวต่างชาติ

“แหม เปรียบเป็นรถเลยนะ” พี่ติ๋วสวน 

“ให้ยูเป็นเฟอร์รารี่เลย”

เมื่อศึกษากันได้พักใหญ่ ความตั้งใจที่จะคบผู้ชายเหมือนใส่ถุงเท้าก็เริ่มเปลี่ยน และคนที่เปลี่ยนความตั้งใจนี้ได้ก็คือเด็กหนุ่มที่เด็กกว่าพี่ติ๋วเกินสิบปี

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู

“ตอนนั้นร้านที่เราเป็นเจ้าของเจอวิกฤต กฎหมายสวิตเซอร์แลนด์เข้มงวดมากขึ้น เราเริ่มขาดทุน กลุ้มใจจนเริ่มล้มป่วย คนเดียวที่คอยซื้อข้าวซื้อน้ำให้เราก็คือผู้ชายคนนี้ ความจริงทุกคนก็รู้ว่าเราป่วย แต่ไม่มีใครว่างมาช่วย มีแค่บรูโน่ที่แม้จะอยู่เบิร์น แต่ก็ยอมขับรถมาดูแลเรา เขาพร้อมอยู่กับเรา แม้ในวันที่เราไม่เหลืออะไรเลย”

และแล้วฉากโรแมนติกในละครชีวิตก็มาถึง ชายหนุ่มขอหญิงสาวเป็นแฟน 

“เขาว่า ถ้าอยากจะเป็นแฟนก็ต้องออกจากจุดนี้แล้วไปใช้ชีวิตธรรมดากับเขา ให้เวลาคิดหนึ่งคืน ดูมันให้เวลาคิดเยอะมาก” พี่ติ๋วหันหน้าไปทางสามี พร้อมทำเสียงประชดประชัน

ค่ำคืนแห่งการตัดสินใจ เธอคิดไปมาหลายตลบ เพื่อนฝูงทุกคนลงความเห็นว่าฝรั่งคนนี้ ก็คงเป็นอีกคนที่เข้ามาหลอกเธอ

“ไม่มีหรอกเด็กอายุเท่านี้ที่จะมารับเลี้ยงเรา มันไม่ได้รักหรอก มันแค่หลง เดี๋ยวสี่ห้าปีมันก็ทิ้งมึง” เพื่อนพี่ติ๋วว่า

อย่างไรก็ดี เช้าวันรุ่งขึ้น พี่ติ๋วกระทำการตรงข้ามกับทุกสิ่งที่ผองเพื่อนเตือนเธอ 

“เอาวะ ลองสักตั้ง” เธอบอกตัวเองเช่นนั้น พร้อมเลือกเส้นทางสร้างครอบครัวอีกครั้ง เพราะมองว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว เจอคนไม่ดีมาก็มาก เจออีกคนจะเป็นไรไป

“เรารู้นะว่าตัวเองไม่ค่อยเหมือนผู้หญิงไทยส่วนใหญ่ อาจจะเพราะเราอยู่เมืองฝรั่งด้วย ก็เลยลองคบกับคนนั้นคนนี้ โดยไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องน่าเกลียด ถ้าเรายังไม่แต่งงาน ยังไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับใคร เราก็ลองได้ ชีวิตเป็นของเรา และชีวิตคือการทดลอง เราควรหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง พี่ติ๋วถึงได้มาเจอบรูโน่ไง 

“เราก็ไม่รู้หรอกว่าอนาคตจะเป็นยังไง อะไรจะเกิดขึ้น แต่พี่ติ๋วเชื่อเรื่องการลอง อาจจะดูใจกล้าเกินไปสำหรับผู้หญิงไทยล่ะมั้ง” พี่ติ๋วพูดยิ้มๆ

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู
08

พาลูกกลับบ้าน

เป็นเวลากว่า 7 ปีที่นาตาช่าต้องอยู่ในสถานดูแลของรัฐ การได้พบบรูโน่ทำให้ผู้เป็นแม่กลับมามีความหวังที่จะได้ลูกคืนมาอีกครั้ง

“ปัญหาคือแต่ก่อน เราอ่านจดหมายที่ทางการส่งมาไม่ออก ไม่มีคนช่วย พอมีบรูโน่ช่วยอ่าน ช่วยแปลอย่างจริงจัง เราก็เดินเรื่องได้ดีขึ้น คราวนี้เจ้าหน้าที่ก็ช่วยเรา 

“ความจริงนาตาช่าต้องอยู่บ้านหลวงจนถึงอายุสิบแปด แต่บรูโน่ช่วยให้เธอได้กลับมาอยู่กับพี่ติ๋วตอนอายุสิบสี่” พี่ติ๋วย้อนถึงความพยายามในการพาลูกกลับบ้าน

“มันยากมากจริงๆ เธอคุยกับตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจ สมัยนั้นอุปกรณ์แปลภาษาก็ไม่ดี ผมก็เข้ามาช่วยเธอตรงนี้ เธอมีสิทธิ์ความเป็นแม่เต็มที่อยู่แล้ว สุดท้ายก็เลยได้ลูกกลับมา” บรูโน่เล่าเสริม

หลังนาตาช่ากลับมาอยู่บ้านได้ไม่นาน พี่ติ๋วก็ตั้งท้องอีกครั้งในวัย 40 ด้วยความมั่นใจว่า ทั้งเธอและสามีพร้อมจะดูแลลูกน้อยคนนี้อย่างอบอุ่น

แต่อีกคนที่ต้องการการดูแลไม่แพ้กันคือนาตาช่าที่กำลังจะมีน้องสาว การห่างหายจากแม่ไป 7 ปีต้องอาศัยระยะเวลาในการปรับตัว

 “วันแรกที่กลับมา นาตาช่าเป็นเด็กวัยรุ่นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เล่นสเก็ตบอร์ด เจาะตรงโน้นตรงนี้เต็มไปหมด มีเกเรตามประสา ไปเรียนได้ปีหนึ่งก็ขอดร็อปไม่เรียนต่อ”

บทเรียนสำคัญที่พี่ติ๋วสอนลูกทั้งสองอยู่เสมอคือ ‘ลองได้ แต่ต้องรู้ตัวเอง’

“เราให้คำแนะนำเขาในเรื่องการใช้ชีวิตอยู่ตลอด อย่างเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พี่ติ๋วจะบอกเขาว่า ดูแม่ แม่ลองมาทุกอย่าง โลกนี้ไม่มีใครเพอร์เฟกต์ เราลองได้ แต่อย่ามากเกินไป ต้องรู้ตัวเอง”

การเลี้ยงดูอย่างเข้าใจที่พี่ติ๋วให้คำจำกัดความว่า ‘เลี้ยงลูกแบบเพื่อน’ ทำให้นาตาช่าและนาตาลีที่ยังเล็ก กล้าเปิดใจกับพ่อแม่ ไม่ว่ามีปัญหาอะไร ทั้งคู่จะเล่าให้เธอและบรูโน่ฟังอย่างตรงไปตรงมา

“เราคิดว่าตัวเองเป็นแม่ที่ทันสมัยนะ คุยกับลูกแบบเพื่อน เราจะไม่ทำแบบ ‘กูเป็นแม่มึง มึงต้องฟังกู’ แต่จะแนะนำแบบเพื่อนคุยกัน แชร์กัน ไม่มีการบังคับ เขาอยากทำอะไร เรากับบรูโน่สนับสนุนตลอด เพื่อนก็ต้องสนับสนุนเพื่อนเนอะ”

และก็อาจเป็นเพราะการเลี้ยงดูแบบเพื่อนถึงเพื่อนนี่เอง ที่ทำให้นาตาช่าผู้เคยคิดจะเลิกเรียน กลับมาตั้งใจศึกษาต่อและกลายเป็นพยาบาลในที่สุด

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู

“วันที่เขารับประกาศนียบัตรในหอประชุม พี่ติ๋วดีใจมาก ไม่อยากจะเชื่อ ลูกสาวจบพยาบาลได้ไง จากเด็กเกเร แทบไม่เข้าเรียน กลายเป็นเด็กตั้งใจ โชคดีที่เขาหาตัวเองเจอตอนยังไม่สาย ชีวิตเขาก็ล้มลุกคลุกคลานมาคล้ายๆ กับเรา”

ถึงตรงนี้คงกล่าวได้ว่า ตั้งแต่ได้พบกับชายที่ชื่อบรูโน่ ชีวิตของพี่ติ๋วก็ดีขึ้นในทุกๆ ด้าน เข้าใกล้ตอนจบของละครชีวิตเรื่องนี้

“ชีวิตดีขึ้นทุกอย่าง เสียอย่างเดียว บรูโน่ชอบบ่นว่าเมียปากหมา” ทั้งคู่หัวเราะ

09

กินไป ไลฟ์ไป

ชีวิตครอบครัวกำลังไปได้สวย เช่นเดียวกับงานอดิเรกที่กำลังงอกงาม เราถามพี่ติ๋วถึงจุดเริ่มต้นของเพจสาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน

“เมื่อก่อนพี่ติ๋วทำกับข้าวเลี้ยงเพื่อนฝูงอาทิตย์ละสองสามวัน เล็บพี่ติ๋วไม่เคยยาว เราทำกับข้าว เตรียมเอง ล้างเอง เพื่อนมาถึง อาหารจะพร้อมแล้ว มื้อหนึ่งเราหมดไปหลายร้อย ในขณะที่เพื่อนพกของแบรนด์เนมแล้วมาเล่าสู่กันฟังว่าเพิ่งได้กระเป๋าใบใหม่

“ผู้หญิงเนอะ เวลาอวดกันปุ๊บ คนที่ซวยคือผัว หลายคนพูดว่าสงสารบรูโน่ ทำงานงกๆ แต่เมียเอาเงินไปเลี้ยงคนอื่น มีรุ่นน้องถามว่า เราทำไปทำไม ก็เลยกลับมานั่งคิด นอกจากเสียเงินซื้อวัตถุดิบแล้ว ยังต้องมาทะเลาะกับผัวอีก เลยบอกบรูโน่ว่าจะเลิกแล้ว ไม่ทำตัวแบบเดิมแล้ว”

แต่ด้วยความเป็นคนก้นครัว รักการปรุงอาหาร และชอบการสังสรรค์ เมื่อไม่ได้ชวนเพื่อนมาปาร์ตี้ที่บ้าน พี่ติ๋วจึงลองไลฟ์ในเฟซบุ๊ก ทำกับข้าวเสร็จก็มานั่งกินพร้อมกับตอบคอมเมนต์ ทำไปได้สักพักก็พบว่านี่คือความสุขรูปแบบใหม่ของเธอ

ตอนนั้นเองที่บรูโน่ สามีนักซัพพอร์ตชักชวนให้เปิดเพจอย่างจริงจัง โดยจะเป็นเพจว่าด้วยการพาทำกับข้าว ไลฟ์พูดคุยและกินอาหาร ปิดท้ายด้วยการพาเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์

“นั่งคิดกันว่าชื่อเพจอะไรดี ก็เห็นว่าเรามาจากกาฬสินธุ์นี่หว่า ใช้เป็นสาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน แล้วกัน เรียกสั้นๆ ว่าสาวกาฬสินธุ์ ภาษาอังกฤษก็ Kalasingirl”

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู
ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู

ภายในระยะเวลาไม่ถึง 5 ปี แฟนคลับที่มีก็เพิ่มจากหลักร้อยเป็นหลักล้าน

“ดีใจมากเลย คนที่ติดตามเรา เขามาด้วยใจแท้ๆ เราไม่ได้โปรโมตหรือยิงโฆษณาอะไร เพราะเราคิดว่าการมียอดผู้ติดตามเยอะๆ แต่ตอนไลฟ์ไม่มีคนดูก็ไม่น่าดีใจ เราอยากมีแฟนคลับที่ติดตามเพราะชอบเราจริงๆ เข้ามาคุยกัน เหมือนเป็นการเอาชีวิตต่างแดนของเรามาเผยแพร่ให้เพื่อนฟัง”

แฟนคลับที่ติดตามการไลฟ์ไกลบ้านของพี่ติ๋วต้องคอยลุ้นอยู่เสมอว่า เมนูที่จะได้เจอในวันนี้คืออะไร เพราะพี่ติ๋วประกอบอาหารได้หลากหลายทั้งไทยและเทศ

“พี่ติ๋วมีประสบการณ์ด้านอาหารมาเยอะ เป็นเชฟยืนเตาคนเดียวก็เคย ครูสอนทำอาหารคนแรกของพี่ติ๋วคือแม่ของแฟนคนแรกที่ไทย สมัยนั้นเราต้องทำอาหารให้ทั้งครอบครัว บางมื้อเป็นสิบคน ทำแบบนั้นอยู่สามสี่ปีจนชำนาญ ที่สำคัญเราชอบด้วย กินปุ๊บจะรู้เลยว่ามีวัตถุดิบอะไรอยู่ในคำนั้นบ้าง เราจำแม่นมาก ไม่ต้องจดเลย ทำครั้งเดียวก็อยู่ในความทรงจำ การทำอาหารคงเป็นพรสวรรค์ของเรา”

10

สุขแบบเรียบง่าย

เมื่อละครถึงตอนจบ สิ่งหนึ่งที่เรามองหาคือละครเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอย่างไร

“ทุกคนเคยล้มกันทั้งนั้น แต่ล้มแล้วก็ต้องผงาดขึ้นมาสู้ใหม่ให้ได้ เหมือนที่ครั้งหนึ่งพี่ติ๋วเคยเกือบฆ่าตัวตาย แต่ก็ยังสู้ สิ่งที่เจอหลายครั้งก็เป็นบทเรียนราคาแพง แต่ก็ทำให้เราแกร่งขึ้น ใช้ชีวิตไปข้างหน้าได้ดีขึ้น 

“พี่ติ๋วได้เรียนรู้หลายอย่างมากๆ ตลอดสามสิบสองปีนี้ โดยเฉพาะการเลือกคบคน สำหรับคนที่มาอยู่ต่างประเทศ พี่ติ๋วเข้าใจนะว่าเหงา แต่คนที่เข้ามาหาเรา บางครั้งก็ไม่ใช่คนที่ดี เราจึงต้องดูและศึกษาให้ดีจริงๆ”

ละครชีวิตเรื่องนี้ นางเอกอย่างพี่ติ๋วต้องผ่านด่านชีวิตมากมาย กว่าจะถึงตอนสุดท้ายที่มีความสุข กระนั้นความสุขของเธอในวันนี้กลับเป็นสิ่งเรียบง่ายอย่างการได้อยู่กับครอบครัว

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู
ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู

“ความสุขในชีวิตของพี่ติ๋วคงจะเป็นปัจจุบันที่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว อยู่กับบรูโน่ที่แต่งงานกันมายี่สิบสองปี มีนาตาลีและนาตาช่า ที่ถึงจะไปอยู่เนเธอร์แลนด์ก็ยังไปมาหาสู่กันตลอด อยู่เมืองนอกก็ไม่ได้มีความสุขในทันที ดิ้นรนอยู่หลายปี จะมีความสุขจริงๆ ก็วันนี้ที่พูดได้ว่าสุขอย่างเต็มอก ไม่มีความทุกข์”

“ไม่มีเลยเหรอ” เราถาม

“อืม จะทุกข์ก็เฉพาะตอนคิดถึงพี่น้องที่ไทย ทุกวันนี้ปัญหาโควิดรุนแรงมาก พี่ชายพี่ติ๋วมีร้านอาหารอีสานที่เชียงใหม่ก็วิกฤตหนัก เอาตรงๆ นะ เราเห็นคนที่ไทยแล้วรู้สึกสงสาร มีโควิด แถมเศรษฐกิจไม่ดี พี่ติ๋วก็หวังว่า วันหนึ่งประเทศไทยจะกลับมาฟู่ฟ่า มีเงินมีทองจับจ่ายใช้สอย มีธุรกิจที่ดี คนไทยได้ยิ้มและหัวเราะ”

หลังวางสายทางไกลไทย-สวิตเซอร์แลนด์ ก็ถึงคราวที่ครอบครัวจะได้ฉลองวันเกิดปีที่ 56 ของสาวกาฬสินธุ์ ผู้พลัดถิ่น และต้องย้ายไปอยู่ไกลบ้าน

แต่จะพูดว่าอยู่ไกลบ้านก็คงไม่ถูกต้องนัก เพราะคงไม่มีที่ไหนควรค่าแก่การถูกเรียกว่าบ้าน ได้ดีไปกว่าสถานที่ที่รายล้อมไปด้วยบุคคลอันเป็นรัก

วันนี้ สาวกาฬสินธุ์ได้เจอบ้านที่แท้จริงของเธอแล้ว

จบบริบูรณ์

ภาพ : สาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load