อาจารย์เทิม มีเต็ม เพิ่งเข้าวัย 90 มาหยกๆ ท่านแทนตัวว่า ‘ตา’ และขานเรียกเราอย่างลูกหลาน การคุยกันวันนี้จึงเป็นเหมือนตานั่งคุยเรื่องชีวิตกับหลาน มากกว่าการสัมภาษณ์ เพียงแต่แปลกที่หน่อยตรงที่นั่งกลางวงล้อมของตู้พระไตร หลักศิลาจารึก สมุดไทย และใบลาน บนชั้น 4 ห้องเอกสารโบราณ สำนักหอสมุดแห่งชาติ

เมื่อต่อสายหากันครั้งแรก ตาว่า มีคนอ่านภาษาโบราณเก่งๆ ออกเยอะแยะ ไม่ใช่แค่ตาคนเดียว แต่สำหรับเรา ตาอาจถือเป็นคนเก่าที่เชี่ยวชาญภาษาโบราณอย่างเก๋า ซึ่งยังมีชีวิตอยู่

เก๋าที่วิธีการแบบไร้กระบวนท่า 

บ้านเดิมตาอยู่บ้านบุ คลองบางกอกน้อย เป็นบ้านทำขัน แต่ตาไม่ทำขัน ตาสมัยเป็นเด็กวัดอ้อนวอนขอให้หลวงอาสอนอักษรขอมตั้งแต่ ป.1 ตามด้วยภาษาบาลีไวยากรณ์ เป็นเด็ก Trilingual ด้วยตัวเองมาก่อนกาล 82 ปีเห็นจะได้ ถึงตอนนี้ต้องใช้นิ้วมือทั้งสองข้างถึงจะนับอักษรภาษาที่ตารู้ครบ

ทั้งหมดนี้ไม่มี Certificate การันตี เพราะตาเรียนในหลักสูตรโบราณ เหมือน ‘ต่อมือ’ กับครูบาอาจารย์เวลาเรียนดนตรีไทยเดิม 

โตเป็นหนุ่ม แม้จบแค่ ป.4 ไม่มีวุฒิปริญญา แต่เพราะมีความสามารถทางภาษาโบราณ คนจึงชวนไปทำงานสำนักหอสมุดแห่งชาติ

…ในตำแหน่ง ‘คนสวน’ 

คนสวนที่ไม่เคยได้จับจอบเสียมในวันนั้น ทำงานอ่านถ่ายถอดความเอกสารโบราณมาตั้งแต่อายุ 36 จนอายุ 90 ก็ยังประจำที่สำนักหอสมุดแห่งชาติ จนกรมศิลปากรแต่งตั้งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิกรมศิลปากร ผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษาตะวันออก ทำงานเดิมงานเดียวมา 54 ปีแม้เลยวัยเกษียณ 

คุณูปการของงานที่ตาทำมีมากมายนับไม่ถ้วน ที่เป็นที่รู้กันคงเป็นการชำระประวัติศาสตร์พระนาม ‘พ่อขุนบางกลางหาว’ ซึ่งถูกถอดเป็น ‘พ่อขุนบางกลางทาว’ อยู่หลายปี ด้วยผลงานตลอดชีวิต จึงได้รับพระราชทานปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาจารึกศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร ประจำปี พ.ศ.2557 เป็นใบแรกและใบเดียว

ตายังแข็งแรง กระฉับกระเฉง จำเลขปี พ.ศ. ของทุกช่วงชีวิตและเลขทะเบียนเอกสารโบราณได้แม่นยำ เรามองไม่เห็นเค้าเงาของวัย 91 ในดวงตาคู่ตรงหน้า นี่อาจเป็นกำไรจากการได้ทำงานที่รักทุกวัน ที่ตาว่า “มันเป็นบุพเพ” ถ้าจะหาใครมาเล่าให้ฟังว่าเรียนภาษาโบราณอายุนับร้อยนับพันปีที่ตายไปแล้วในยุคดิจิทัลมันดียังไง คงหนีไม่พ้น อาจารย์เทิม มีเต็ม

เมื่อเรากดปุ่ม REC บนเครื่องอัดเสียง ตาก็เริ่มจัดแว่นขยายที่วางอยู่ข้างห่อผ้าใบลาน  

เทิม มีเต็ม นักเรียนประชาบาลวุฒิ ป.4 ที่กลายมาเป็นปรมาจารย์นักอ่านจารึกของไทย, นักอ่านภาษาโบราณ, วิธีอ่านหนักศิลาจารึก

ได้รู้จักอาชีพนักอ่านภาษาโบราณก็วันนี้

นักอ่านภาษาโบราณไม่เรียกว่าเป็นอาชีพลูก เป็นวิชาการชนิดหนึ่ง แต่ทำอาชีพข้าราชการ 

คุณตาเรียนภาษาโบราณครั้งแรกตอนอายุเท่าไหร่คะ

แปดขวบ พ.ศ. 2482 หนูเกิดรึยัง ตาเกิดเจ็ดสาม แล้วก็อยู่ปอหนึ่งตอนแปดสอง

วัยนั้นสนใจอะไร 

มันเป็นอุปนิสัย มันแปลก ตาไม่ได้เกิดในตระกูลร่ำรวย เมื่อเกิดมาแล้วก็อยู่กับอา อาพาไปอยู่วัด หนูเคยได้ยินไหม วัดนายโรง คลองบางกอกน้อย 

เมื่อไปอยู่วัดนายโรงก็มีความสนใจเรื่องโบราณๆ สมัยก่อนคลองบางกอกน้อยน้ำมันแห้ง เดือนสี่เดือนห้าตาเดินลุยตั้งแต่วัดไก่เตี้ยมาปากคลองบางกอกน้อย หน้าธรรมศาสตร์ เที่ยวไปเก็บเหรียญสตางค์แดง เก็บพวกโบราณวัตถุที่ริมตลิ่ง เอากะลาตักน้ำสาดไปมันก็โผล่ เจอหม้อตาลเล็กๆ ถ้วยเล็กๆ เหรียญ เอามาเก็บใส่ตู้ไว้ มันมีใจรัก มันชอบ

แล้วก็มาสนใจอักษรขอม เห็นพระท่านไปสวดศพแล้วท่านเอาสมุด เขาเรียกสมุดข่อย หรือสมุดพระมาลัย มันคืออะไรน้า เราก็อยากรู้ ไปถามหลวงอาไปล่ว่า หลวงอาครับ ที่พระท่านเอาไปสวดคืออะไร หลวงอาว่า เขาเรียกหนังสือพระมาลัย อย่าไปยุ่งนะ บาปกรรมนะ อย่าไปเปิดดูนะ 

เทิม มีเต็ม นักเรียนประชาบาลวุฒิ ป.4 ที่กลายมาเป็นปรมาจารย์นักอ่านจารึกของไทย, นักอ่านภาษาโบราณ, วิธีอ่านหนักศิลาจารึก
เทิม มีเต็ม นักเรียนประชาบาลวุฒิ ป.4 ที่กลายมาเป็นปรมาจารย์นักอ่านจารึกของไทย, นักอ่านภาษาโบราณ, วิธีอ่านหนักศิลาจารึก

คุณตาก็เลย…

โหย มันทำให้เราสนใจใหญ่ คราวหนึ่งขณะเจ้าอาวาสไม่อยู่ ก็ไปดึงออกคลี่อ่าน เอ เป็นตัวอะไร อ่านไม่ออก แต่มีภาพประกอบ จึงไปถามหลวงอาว่ามันเป็นตัวอะไร หลวงอาบอกว่า เป็นอักษรขอม ตาบอก หลวงอาครับ ผมอยากเรียนบ้างจัง ท่านว่า จะเรียนทำไม เดี๋ยวนี้เขาไม่เรียนแล้ว เลยบอกว่า ผมสนใจ หลวงอาเลยว่า เอ้า สอนให้ ท่านเก่งเรื่องอักษรขอมอยู่แล้ว จดอักษรให้ตาครบทั้งหมด และให้ตาไปหัดเขียนมาให้ได้ก่อน 

ตาก็พยายามเขียนจนจำได้หมด เขียนสระ ผสมตัวกะ กา กิ กี ขะ ขา ขิ ขี เราทำไปจนได้ แล้วกลับไปเอาสมุดพระมาลัยมาอ่าน “ในกาลโพ้น ยังมีเถรมาลัย” โอ้โห อ่านได้แฮะ ต่อมาตาบวชเณร ก็ไปรื้อเอาคัมภีร์ใบลานอักษรขอมมาอ่าน โอ๊ย เป็นชาดกต่างๆ สนุก 

แล้วสมัยนั้นเขามีประเพณีว่าทุกเข้าพรรษาจะมีญาติโยมค้างที่วัด ตั้งแต่เช้าพอทำบุญเสร็จจะมีเทศน์ บรรดาพระเณรต่างๆ จะไปเทศน์โปรด ตาก็เอาหนังสือขอมไปเทศน์ ตอนเทศน์เราก็ดูสิ อีตรงไหนที่มันสนุกเราก็หยุดไว้ก่อน “ที่ได้แสดงพระธรรมเทศนามา ณ วาระนี้ อาตมาภาพขอสมมติยุติไว้แต่เพียงนี้ เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้” พอจบ ญาติโยมคนแก่ก็อยากฟัง เณรวันพระหน้ามาต่อนะ (หัวเราะ) นี่ประเพณีสมัยก่อน ต่อมาก็สึก จึงไปทำงานอยู่ที่สถานีกสิกรรมบางกอกน้อย

ทำอะไรคะ

ทำสวน ตอนนั้นอยากจะไปสอบเทียบเรียนภาษาสันสกฤต อยากไปเรียนพิมพ์ดีด แต่หลวงลุงท่านบอกว่าคุณบวชมา กินข้าวของชาวบ้าน คุณไม่เรียนพระธรรมวินัย แต่ไปเรียนทางโลก หลวงลุงว่าคุณกินข้าวชาวบ้านเสียเปล่าๆ ไม่มีประโยชน์ ตาก็เลยไม่ได้เรียนอะไร จึงสอบได้เพียงนักธรรมเอก 

แต่เผอิญเพื่อนที่บวชด้วยกันเขาเคยทำงานกรมศิลป์มาก่อน วันหนึ่งตากำลังทำงานอยู่เรือนเพาะชำ เขาผ่านไปก็เรียก พี่ๆ ไปทำงานกรมศิลป์กันไหม เฮ้ย เราจะไปทำได้ไง เราไม่มีความรู้อะไรนี่หว่า เราแค่วุฒิปอสี่กับนักธรรมเอกเท่านั้น เขาถามพี่ยังเขียนอักษรขอมได้ไหม ตาว่า เออ ก็พอได้ เอาสิ ดีกว่าอยู่สถานีกสิกรรม กินรายวัน วันละสิบสามบาท ไม่ไปทำเขาก็หัก เดือนหนึ่งได้สามร้อยกว่าบาท สมัยนั้นเรือข้ามฟากสลึงหนึ่ง ข้าวจานละบาทห้าสิบ แล้วก็โอเลี้ยงห้าสิบตังค์ วันหนึ่งใช้สองบาท ขากลับเดินเอา เพราะต้องเก็บเงินไว้เลี้ยงพ่อแม่

เทิม มีเต็ม นักเรียนประชาบาลวุฒิ ป.4 ที่กลายมาเป็นปรมาจารย์นักอ่านจารึกของไทย, นักอ่านภาษาโบราณ, วิธีอ่านหนักศิลาจารึก

บรรจุตำแหน่งอะไรที่สำนักหอสมุดแห่งชาติ

คนสวน 

คอยทำสวน ตัดหญ้า

อ่านเอกสารโบราณ สมัยก่อนจะเป็นตำแหน่งอะไรก็ได้ บรรจุเป็นตำแหน่งคนสวน แต่จะมาทำงานด้านวิชาการก็ได้ เป็นคนสวนของกองหอสมุด ศาสตราจารย์ คุณหญิงแม้นมาศ ชวลิต ท่านเป็นผู้ส่งให้ตาไปช่วย อาจารย์ประสาน บุญประคอง ทำงานอ่านจารึก

อ้าว แล้วใครทำสวนคะ

ไม่มี (หัวเราะ) สมัยก่อนไม่มีระเบียบจัด ขอให้ทำงานได้ก็แล้วกัน ส่วนตำแหน่งเขาไม่ถือกัน จะตำแหน่งอะไรก็ได้ แต่ขอให้มีความรู้

นักอ่านจารึกเป็นนักอ่านหรือนักแปล 

คำว่าแปล หมายความว่าต้องอ่านภาษาสันสกฤตหรือภาษาบาลี แล้วมาแปลเป็นความไทย แต่ถ้าเป็นจารึก ก็อ่านแล้วถ่ายถอดมาเป็นคำอ่าน อ่านถ่ายถอดจากคำเดิมมาเป็นคำปัจจุบัน เราเรียกว่า นักอ่านอักษรโบราณ หรือว่านักอ่านจารึก มันจะยังไงก็ได้ ขอให้ทำงานก็แล้วกัน (หัวเราะ) 

เนื้องานคือไปถ่ายรูปเอกสารโบราณ เอากลับมาถ่ายถอด วิเคราะห์ที่มาของคำ เมื่อใครเขาถามเราต้องอธิบายได้ สมมติหนูถาม คุณตาคะคำนี้มาจากไหน ตาก็ต้องรู้ที่มา ต้องวิเคราะห์ว่าคำนี้มาได้อย่างไร ต้องถอดตัวต่อตัว เสร็จแล้วก็เอาไปตีพิมพ์เป็นหนังสือ ด้วยภูมิปัญญาก็คือ ความชำนาญ ความเอาใจใส่ ความรู้ ที่เกิดจากทักษะของเขาเอง 

การมีอยู่ของงานอ่านจารึกนี้เพื่ออะไร

เพื่อนำข้อความในจารึกออกมาเผยแพร่ให้ได้รู้เรื่องราวในอดีตว่ามีความเป็นมาอย่างไร ปะติดปะต่อให้ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องขึ้นมา เมื่อเราอ่านถ่ายถอดมาถูกต้องแล้ว ประโยชน์ที่เราได้รับ ผู้อื่นก็จะได้รับด้วย 

อย่างจารึกหลักที่หนึ่งเป็นพระราชประวัติของพ่อขุนรามคำแหง ถ้าเราไม่มีหลักศิลาจารึกเราก็จะไม่รู้เลยว่าทรงเป็นลูกใคร หรือพยัญชนะมันมีตัวอะไรบ้าง มันไม่มีบันทึกในเอกสารอื่นเลย และจารึกนี่เห็นมั้ย แต่ละหลักมีความคงทนความถาวร เป็นเอกสารสำคัญในด้านประวัติศาสตร์ คัมภีร์ใบลานมันก็เก่าแค่อยุธยา อยู่ไม่ถึงร้อยปีก็ผุ แต่จารึกน่ะมันตั้งแต่ปี 1180 มันเก่าถึงขนาดนั้น หนูคิดดู เราจึงจัดไว้ไงว่ามีเอกสารโบราณประเภทจารึก คัมภีร์ใบลาน สมุดไทย สมุดข่อย กระดาษฟาง กระดาษสา 

วิธีการทำงานของคุณตาที่ต่างจากนักอ่านจารึกทั่วๆ ไป

เดี๋ยวนี้เขามีกล้องมีอะไร แต่ตามีแค่นี้ แว่นขยาย กับความชำนาญที่ต่างกัน

งานชิ้นไหนที่สร้างการจดจำให้คุณตา

หนังสือ จารึกสมัยสุโขทัย ที่ตีพิมพ์ในโอกาสฉลองเจ็ดร้อยปีลายสือไทย เป็นการรวบรวมจารึกอักษรไทยที่เยอะที่สุด หนังสือ จารึกเมืองน่าน ตาก็ทำเรื่องจารึกน่านคนแรกเลย จารึกเมืองพะเยา ก็ด้วย และขึ้นไปถ่ายถอดความจารึกบนคอระฆังเจดีย์หริภุญไชยจนรู้ว่าใครสร้างให้ใคร

คงไม่ได้ส่งผลแค่ต่อนักอ่านจารึกด้วยกันแน่ๆ 

เดี๋ยวนี้การศึกษามันเป็นวงกว้าง นักอักษรศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ เขาจะศึกษาแต่ในรูปเล่ม แต่เขาไม่ได้ศึกษาตัวรูปอักษรจริงๆ เมื่อมีจารึก เราก็ได้นำเสนอว่าในยุคนี้ตัว ก ไก่ มันยังเป็นอย่างนี้อยู่ พอมาอีก พ.ศ. ตัว ก มันจึงมาเริ่มคลี่คลาย 

มีอาจารย์บอกว่าอ่านถอดความจารึกบรรทัดหนึ่งใช้เวลาเป็นชั่วโมง แต่คุณตาต้องทำทั้งหมด เชื่ออะไร หลงใหลอะไรในมัน ถึงอดทนทำได้โดยไม่ท้อไปก่อน

มันท้อไม่ได้หนู ในเมื่อเราตั้งใจจะทำงานด้านนี้แล้ว แล้วงานด้านนี้มันเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติบ้านเมืองเรื่องประวัติศาสตร์ของเรา ในเมื่อเรามีความสามารถด้านนี้ เราก็ควรจะทำอันนี้ออกมาเพื่อที่จะให้อนุชนได้รับรู้หรือวิเคราะห์วิจารณ์

จารึกที่คนรู้มีมากแล้ว มีจารึกที่ไม่เคยมีใครรู้ไหมคะ

ในฝ่ายในมีจารึกอีกตั้งหลายอันที่เรายุ่งไม่ได้เลย แต่ตาเคยได้เข้าไปพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทครั้งหนึ่งเพื่ออ่านถ่ายถอดความจารึกเขาไกรลาสที่สวนซ้าย สวนขวา ซึ่งรัชกาลที่สองทรงสร้างให้พระเจ้าลูกเธอได้เล่นสวนลงสวนเพื่อตีพิมพ์ เป็นจารึกฝ่ายในหลักเดียวที่ถูกอ่านถ่ายถอด เพราะต้องได้รับพระราชทานอนุญาตให้เข้าไป ตามระเบียงพระที่นั่งคนเขาจะนุ่งผ้าม่วงนั่งร้อยดอกไม้ร้อยอะไรกันเป็นแถว ส่วนโขลนก็จะคอยบอกเธอต้องข้ามธรณีประตูนะ อย่าเหยียบนะ แล้วพอเที่ยงปั๊บต้องออกเลย จะมีตำรวจหญิง ตำรวจชาย มาคุมตัวเราออกมา

เทิม มีเต็ม นักเรียนประชาบาลวุฒิ ป.4 ที่กลายมาเป็นปรมาจารย์นักอ่านจารึกของไทย, นักอ่านภาษาโบราณ, วิธีอ่านหนักศิลาจารึก
เทิม มีเต็ม นักเรียนประชาบาลวุฒิ ป.4 ที่กลายมาเป็นปรมาจารย์นักอ่านจารึกของไทย

จรรยาบรรณของนักอ่านภาษาโบราณ

นักอ่านภาษาโบราณนี่ต้องใจรัก ขยัน ซื่อสัตย์ ซื่อสัตย์นี่หมายความว่าการอ่านเอกสารโบราณทุกประเภทต้องอ่านตามตัว เอกสารเขียนอย่างไร เราต้องถ่ายทอดออกมาอย่างนั้น อันใดที่อ่านไม่ได้ก็อย่าไปอ่าน แต่ถ้าคิดว่าน่าจะอ่านได้เป็นคำนี้เราก็วงเล็บไว้ นักวิชาการภาษาโบราณเขาจะรู้กันว่าที่อยู่ในวงเล็บนั้นยังไม่แน่นอน

สมัยก่อนการศึกษายังไม่กว้าง ผู้ที่ดำเนินการมาแต่แรกต่อจากรัชกาลที่สี่ก็คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ โปรดให้มือขวา ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ ทำ ต่อมาก็มีท่าน อาจารย์ฉ่ำ ทองคำวรรณ เป็นคนที่สองที่ควบคุมการอ่านถ่ายถอด เพราะสมัยก่อนยังไม่มีการสอนในมหาวิทยาลัยเลย คนที่สามก็คือท่าน อาจารย์ประสาน บุญประคอง และตาเป็นคนที่สี่ เป็นนักเรียนวัด จบประถมปีที่สี่เมื่อ พ.ศ. 2485 จากโรงเรียนประชาบาล 

นายเทิม มีเต็ม ตอนมารับตำแหน่งคนสวนรู้กี่ภาษาถึงได้ทำงานอ่านภาษาโบราณ

รู้ภาษาบาลีไวยากรณ์และเรียนอักษรขอมมาก่อน จึงเป็นพื้นฐานสำคัญ ที่ได้มาอยู่ในกรมศิลป์ก็เพราะอาศัยอักษรขอมเป็นแม่บท ไม่ใช่ปริญญาเลย ท่านรองอธิบดีก็ปรารภว่า เอ ทำงานด้านนี้แต่เป็นคนสวน ก็เลยบรรจุในกระทรวงศึกษาธิการให้ สมัยนั้นเรียกว่าเป็นข้าราชการวิสามัญ ต่อมาท่านผู้หญิงแม้นมาศท่านก็ปรารภอีกว่าตำแหน่งมันไม่ค่อยสมศักดิ์ศรีกับงานที่ตาทำ เลยเข้าไปขอตำแหน่งกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ขอมาได้สองตำแหน่ง แต่ไม่ใช่นักอ่านภาษาโบราณ (หัวเราะ) เขาเรียกว่าเสมียนพนักงานพิมพ์ดีดชั้นจัตวาอันดับหนึ่ง ตาก็สอบได้ สอบได้ก็บรรจุ ตามาปลดเกษียณเมื่อชั้นเอกตอน พ.ศ. 2533 สมัยก่อนชั้นเอกก็คือชั้นพิเศษ 

ตอนอายุ 90 อยู่ชั้นไหนคะ

ตอนนี้เป็นลูกจ้างเขาน่ะสิ ก.พ. เขากำหนดตำแหน่งว่าผู้ที่ปลดเกษียณไปแล้ว แต่มีความเชี่ยวชาญที่สามารถจ้างต่อเพื่อปฏิบัติราชการ ให้คำแนะนำหรือให้ปฏิบัติงาน เขาให้ตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษาตะวันออก เมื่อได้ผู้เชี่ยวชาญมาแล้วกรมศิลป์เขาก็จะจ้างเรา จ้างมาก็ให้ตำแหน่งอีก เป็นผู้ทรงคุณวุฒิกรมศิลปากร เรื่องมันมาก

เห็นว่ายังคงเข้างานทุกวันเหมือนไม่เคยปลดเกษียณ

เรากินเงินเขาน่ะหนู เขาให้เงินเราทุกเดือน ใช่ ที่ผู้ใหญ่เขาเมตตา เขามีกำหนดเดือนหนึ่งมาทำงานไม่เกิน 10 วัน 5 วัน แต่เราทำไม่ได้ แล้วเงินนี้ไม่ใช่เงินของอธิบดีนะ มันเงินภาษี เมื่อเรายังมาทำงานอยู่ ก็ควรจะทำให้เต็มที่ นอกจากวันไหนเราไม่ค่อยสบาย ถ้ายังไปได้ควรจะไป ตาเคยบอกไว้ว่า คำว่า ที่ปรึกษา ไม่ใช่จะให้คำแนะนำอย่างเดียว ถ้ายังทำงานได้อยู่ก็ควรจะทำ เรามานั่งทื่อๆ ก็ไม่สมเงินเดือนเขา ถ้าอย่างนั้นไม่ต้องจ้างดีกว่า อยู่บ้านไป สบายกว่า ถ้าไปแล้วไปเดินเกร่ หรือไม่ได้ไปเลย มันทำไม่ได้ บอกตรงๆ

จะหยุดทำงานเมื่อไหร่คะ

ก็เมื่อตายไง หนูอย่าลืมนะ ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจอยู่ เราต้องทำคุณประโยชน์ อย่าไปหยุด จะน้อยมากนั่นอีกเรื่อง ขอให้ทำ ถ้าไม่ทำคุณประโยชน์ให้ตัวเอง ให้แผ่นดิน เกิดมาเสียชาติเกิดลูก ฟืนก็ดี ไม้ผุๆ ก็ดี ยังมาหุงข้าวหุงแกงได้ แต่คนเกิดมาไม่ทำประโยชน์ ทำแต่ให้บ้านเมืองเดือดร้อน ไม่มีประโยชน์อะไร พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างนั้น

หลักพระพุทธศาสนาบอกการพักผ่อนอยู่ที่ใจ ตราบใดที่เรายังมีมันสมองที่ยังจะทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติบ้านเมืองในด้านวิชาการที่เรามีอยู่ก็จงทำ ดร.ประเสริฐ ณ นคร อายุร้อยปีท่านยังเป็นกรรมการราชบัณฑิตฯ กรรมการจารึก อยู่เลยเห็นไหม คือสมองยังมีอยู่ แล้วต่างประเทศอย่างพม่าก็ดี ญี่ปุ่นก็ดี เขาพยายามให้คนอายุมากที่มีวิชาความรู้ได้ใช้งานมันสมอง ความรู้จะได้ไม่หาย แล้วอีกอย่าง จะได้ไม่เบลอ 

เทิม มีเต็ม นักเรียนประชาบาลวุฒิ ป.4 ที่กลายมาเป็นปรมาจารย์นักอ่านจารึกของไทย

สิ่งที่ท้าทายในวัยนี้

ข้อความจารึกใหม่ๆ ที่ไม่เคยเจอ มีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอด อย่างแผ่นฤกษ์ทรงกลมสมัยทวาราวดีที่นครปฐมที่เพิ่งขุดเจอน่ะ มีตัวหนังสือตรงขอบด้วย คนค้านว่าเป็นของใหม่ที่คนเอาไปฝังไว้ เพราะแผ่นฤกษ์นี่มันสมัยใหม่ โบราณไม่มี เพิ่งมามียุครัตนโกสินทร์ ตาก็มาวิเคราะห์กับ คุณปาน-ดร.นันทนา ชุติวงศ์ ว่าอินเดีย ศรีลังกา เขาก็มีการวางศิลาฤกษ์กันอยู่แล้ว เพียงแต่ของเรายุคใหม่มันคนละรูปแบบ ของเราเป็นแผ่นสี่เหลี่ยม ของเขาเป็นแผ่นกลม แต่ทวาราวดีก็รับอิทธิพลมาจากลังกา มีความหมายว่าเขาพระสุเมรุ จึงเป็นแผ่นกลม ตาไปดูมาแล้วแต่ยังอ่านไม่จบนะ 

ความยากของงานนี้อยู่ที่ไหน เวลาเจอเรื่องยากๆ ต้องทำยังไงคะ

พื้นผิว ตัวอักษรไม่ชัด สำคัญมาก ทำให้การอ่านถ่ายถอดลำบากที่สุด ใครอ่านได้ก็ให้เขาอ่าน ถ้าอ่านไม่ได้ก็บอกอ่านไม่ได้ ตาก็ถามเด็กรุ่นใหม่นะ บางทีเขารู้เยอะกว่าเรา 

วันนี้ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิกรมศิลปากร ผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษาตะวันออก รู้กี่ภาษาแล้ว

ตอนนี้รู้ภาษาไทยโบราณเพิ่มเป็นส่วนใหญ่ ตาทำด้านอักษรไทย-สุโขทัย ไทย-ล้านนา ไทย-อีสาน ไทยน้อย อักษรธรรมล้านนา อักษรธรรมอีสาน สมัยก่อนท่านยอร์ช เซเดส์ ทำงานคนเดียว อาจารย์ฉ่ำทำคนเดียว อาจารย์ประสานทำคนเดียว แล้วต่อมาก็ให้ตาไปช่วยเป็นสองคน พออาจารย์ประสานท่านสิ้นก็เหลือตาคนเดียว ตาทำมาจนกระทั่งเกษียณอายุ และก็ยังทำมาเรื่อย

ทราบมาว่าคุณตาทุ่มเทสอนลูกศิษย์อ่านจารึกมาก ทำไมต้องทำขนาดนั้น

เอกสารโบราณมีทั้งเรื่องรูปลักษณ์อักษรอักขรวิธี ภาษา ถ้าเราไม่สั่งสอนให้ผู้สืบทอดสืบต่อ วิชาการนี้มันก็สูญลูก เราสอนเพื่อที่จะรักษามรดกอันล้ำค่าซึ่งบรรพชนของเราได้สร้างไว้ให้พวกเรา ถ้าเราไม่มีเอกสารพวกนี้เราจะไม่รู้รากเหง้าของพวกเราเลย 

เทิม มีเต็ม นักเรียนประชาบาลวุฒิ ป.4 ที่กลายมาเป็นปรมาจารย์นักอ่านจารึกของไทย
เทิม มีเต็ม นักเรียนประชาบาลวุฒิ ป.4 ที่กลายมาเป็นปรมาจารย์นักอ่านจารึกของไทย

ความสุขของการสอนคืออะไรคะ

ถ้านักเรียนเอาใจใส่และเขาเข้าใจเรา แม้เขาจะอ่านได้ตัวสองตัวเราก็ภูมิใจแล้ว เราสอนเขา เขาได้รับประโยชน์จากเรา แค่นั้นก็ดีแล้ว 

งานที่คุณตาทำอยู่นี่ถือว่าทำงานเยอะกว่าความคาดหวังไหมคะ

ตอนตาปลดเกษียณเรื่องที่ตาทำยังไม่มีใครทำ ยังไม่มีการเปิดสอนสาขาวิชาจารึก พอเปิดสอน บางปีมีนักเรียนคนเดียว บางปีไม่มีเลย แต่ปัจจุบันนี้เยอะแล้ว พลอากาศตรี อาวุธ เงินชูกลิ่น อดีตอธิบดีกรมศิลปากรที่ท่านออกแบบพระเมรุ ทำงานกับตามานาน วันหนึ่งท่านเจอกับตาที่โรงเรียนธรรมาภิรักษ์ข้างหอสมุดฯ ท่านเรียกตา พี่ๆ แม้พี่ปลดเกษียณแล้ว พี่อย่าเพิ่งทิ้งกรมศิลป์นะ ถ้าพี่ยังมาทำงานได้อยู่ ขอให้พี่มา ตอนนั้นคนอ่านจารึกไม่มีไง ตอนนี้มีแล้ว แต่ก็ไปทำงานด้านบริการกันหมด หนูเห็นมั้ย ต้องแบ่งกัน อีกกลุ่มต้องอ่านจารึก อีกกลุ่มต้องออกสำรวจ อีกกลุ่มต้องทำฝ่ายบริการ (ในหอสมุดฯ)

แสดงว่างานนี้ไม่ได้นั่งอยู่แค่ในออฟฟิศ ห้องสมุด

ไม่เลย หนูอย่าลืมนะ ข้าราชการกินเงินของใคร เราต้องสำนึกอยู่เสมอ เรากินเงินภาษีของประชาชน จะมาถือว่าฉันอยู่ตำแหน่งนี้ๆ ไม่ได้ มีอะไรที่อยู่ในแวดวงต้องช่วยกัน เพราะเรากินข้าวหม้อเดียวกันลูก อย่าเกี่ยงงอน ถ้าเราไม่ช่วยกัน งานจะไม่พัฒนาเลย

เทิม มีเต็ม นักเรียนประชาบาลวุฒิ ป.4 ที่กลายมาเป็นปรมาจารย์นักอ่านจารึกของไทย
เทิม มีเต็ม นักเรียนประชาบาลวุฒิ ป.4 ที่กลายมาเป็นปรมาจารย์นักอ่านจารึกของไทย

คนเข้าใจว่าคนสายนี้ทำงานอย่างโดดเดี่ยว

จริงของเขา โดดเดี่ยวสิ ก็ไม่มีใครเขาเหลียวแลเรา เขาได้สายสะพายกันปึ้บปั้บ กับนักโบราณคดี นักวิทยาศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ เราก็ไม่ได้ไปจอยเขา แต่เป็นเขามาจอยกับเรา เราไม่มีหน้าที่หรอก พอเขาเจอจารึกเขาถึงมาเรียกเราไป สมมติเขาเจอจารึกที่โบราณสถานหนึ่ง เรามาอ่านถ่ายทอดแล้วมันไม่ใช่เนื้อเรื่องเกี่ยวกับโบราณสถานนี้เลย เราก็จะถามนักโบราณคดีว่าจารึกนี้คุณพบตรงแหล่งไหน จุดไหน ถามนักประวัติศาสตร์ว่าโบราณสถานนี้เป็นอะไร เป็นฝ่ายพุทธหรือฝ่ายพราหมณ์ สมัยก่อนมันจึงไม่มีคนมาทำงานนี้ไง 

ที่ว่างานนักอ่านภาษาโบราณต้องออกสำรวจด้วย คุณตาเคยไปไซต์ขุดค้นกับเขามั้ย

เคยไปดู แต่ไม่เคยขุด และเคยขึ้นไปบนยอดด้วย เช่นเมื่อคราวบูรณะพระธาตุนครศรีธรรมราช 

บนนั้นมีอะไรคะ

มีตัวหนังสือ จารบนแผ่นทองคำม้วนไว้ ตัวอักษรมันม้วนเข้า มีนักการเมืองคนหนึ่งยืนเฝ้ารับเสด็จอยู่กับตา แล้วเผอิญกรมสมเด็จพระเทพฯ รับสั่งถามว่าเป็นอักษรอะไร เขาบอกเป็นอักษรนู้นนี้ แหม อย่างกับขึ้นไปเอง ท่านจึงหันมาถามตา ตาเลยทูลว่าเขาพันปลีเจดีย์ไว้ ไม่สามารถอ่านได้พระพุทธเจ้าค่ะ แต่ดูจากรูปลักษณ์น่าจะเป็นอักษรขอม 

ครั้งไหนถือเป็นที่สุดในชีวิตนักอ่านจารึกคนนี้แล้ว

ที่รักมากที่สุดคือการจำลองแผ่นจารึกบรรจุพระมหาเจดีย์สี่รัชกาลที่วัดพระเชตุพนฯ เพราะตอนนั้นมีบูรณะแล้วเผอิญช่างดันไปทำกรุแตก ลานทองคำเยอะเลย จารึกเป็นพระธรรมเจ็ดคัมภีร์เลย รัชกาลที่เก้าก็โปรดให้เอาของเดิมไปเก็บในพิพิธภัณฑ์ แล้วจำลองขึ้นใหม่ 

ตาเป็นคนคัดลอกแล้วบรรจุไว้ มีชื่อตาบรรจุอยู่ในเจดีย์องค์แรกด้วย ทำไมจะไม่ภูมิใจ อีกครั้งคือไปคัดลอกจารึกบนคอระฆังพระธาตุหริภุญไชย เพราะไม่สามารถนำลงมาได้ กับครั้งที่ตามเสด็จสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ไปดูเอกสารโบราณที่เชียงรุ้ง 

แต่ก่อนตานั่งทำงานตึกข้างหลัง สมเด็จพระพี่นางฯ เสด็จ ตาก็ไม่ได้ไปเข้าเฝ้าหรอก ไม่มีใครมาบอก ตานั่งทำงานอยู่ ยามก็วิ่งมาเลย พี่ๆ สมเด็จพระพี่นางฯ รับสั่งให้เข้าเฝ้า เราก็ตายแล้วสิ ไปทำผิดอะไรไว้ ตอนนั้น พ.ศ. 2528 มีเรื่องจารึกหลักที่หนึ่งไง มีปัญหากันว่าจารึกใช่ไม่ใช่ นึกว่า เอ ท่าเราไปเขียนอะไรผิดมั้ง 

แต่พอทรงเห็นหน้า ก็รับสั่งว่า ไปเมืองจีนกับฉันนะ 

เทิม มีเต็ม นักเรียนประชาบาลวุฒิ ป.4 ที่กลายมาเป็นปรมาจารย์นักอ่านจารึกของไทย

แล้วใช่หรือไม่ใช่คะ 

จารึกหลักที่หนึ่งไม่ต้องไปพูดหรอก ปัจจุบันนี้มรดกโลกเขารับรองไปแล้ว ถ้ามันเป็นของปลอม แล้วของแท้อยู่ไหน หนูหามาให้ตาดูที มันต้องเอามาให้เห็นสิ 

งั้นทำไมเขาถึงว่าปลอมล่ะคะ

หนูอย่าลืมนะ นานาจิตตัง เขาก็มีความเห็นของเขา ตาบอก ดร.พิริยะ (ไกรฤกษ์) ก่อนคุณจะพูดอะไรคุณดูให้ทั่วก่อนนะ เขาก็บอกว่าคำจารึกหลักนี้ถูกรัชกาลที่สี่คิดขึ้นใหม่ ที่จริงมันมีอีกหลายคำ อยู่ในหลักอื่นๆ ทั้งนั้น ถ้าในทางวิชาการ จะเอาในด้านภาษาหรืออักขรวิธีล่ะ อักขรวิธีของหลักที่หนึ่งมันไปอยู่ในหลักอื่นอีกเยอะแยะ แล้วหลักอื่นมันไม่ได้พบในรัชกาลที่สี่ มันมาพบในรัชกาลที่ห้า หก แล้วรัชกาลที่สี่ท่านจะไปตระเวนเอาคำเหล่านั้นมาบรรจุในจารึกเหล่านี้ได้ยังไง มันเป็นไปไม่ได้ 

เราไปห้ามเขาไม่ได้ลูก เขามีความเห็นอย่างนั้น กฎหมายไม่ได้ห้ามนี่ว่าอย่าคิดแบบนั้น มันเป็นอิสระของเขา งานชิ้นนี้ผู้ที่เป็นบุคคลสำคัญของเราก็คือ ศ. ดร.ประเสริฐ ณ นคร, ศ. คุณหญิงแม้นมาศ ชวลิต แล้วก็ ม.ร.ว.ศุภวัฒย์ เกษมศรี, อาจารย์กรรณิการ์ วิมลเกษม เราก็ช่วยกันอธิบาย ผลที่สุดทางนั้นเขาก็พ่ายไป องค์การยูเนสโกก็เลยให้ใบประกาศว่าเป็นมรดกโลกของแท้แน่นอนมาตั้งอยู่นั่นไง 

คุณตาคิดยังไงกับการที่นักอ่านจารึกรุ่นใหม่ชำระประวัติศาสตร์ที่เคยถูกถอดความโดยนักอ่านจารึกรุ่นก่อน

การอ่านจารึกมันผูกขาดไม่ได้ว่าฉันต้องถูกคนเดียว ต้องเปิดใจกว้าง เพราะเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของชาติ ทุกคนมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็น สิทธิในการค้าน และเราก็ต้องยอมรับ แต่ที่ไม่ใช่ ไม่ใช่อย่างไร เราอ่านมามีหลักฐานอย่างนี้ ในเมื่อมีหลักฐานใหม่ขัดแย้งคุณก็ต้องชี้แจง ไม่ใช่มีใหม่แล้วอันเก่าไม่ถูก ไม่ถูกยังไงคุณต้องแย้งมา 

แต่คุณจะไปลบล้างอันเก่าเขาไม่ได้ ต้องเพิ่มเติม อันเก่าเขาทำไว้แล้ว มันมีหลักฐานดี คุณมีหลักฐานใหม่คุณก็ต่อยอดไปสิ ทำฉบับสองไป คนอ่านเขาตั้งใจทำอย่างนั้น ในยุคนั้น เทคโนโลยีเท่านั้น แสงสว่างเท่านั้น สมัยก่อนมันไม่มีเทคโนโลยี เดี๋ยวนี้เขามีกล้องมีอะไร โอ้โหย สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ก็ว่าถ้านักประวัติศาสตร์เจอหลักฐานใหม่ก็ให้มาต่อเติม 

อย่างเดิมเขาอ่านเป็น พ่อขุนบางกลางทาว อู๊ย ติดกันมาตั้งกี่ปี กลางทาวมันแปลไม่ได้ จนกระทั่งอาจารย์ประเสริฐ อาจารย์ประสาน และตา มาตรวจสอบกันว่าเป็น พ่อขุนบางกลางหาว ตัว ท กับ ตัว ห มันต่างกัน ตาก็ชี้แจงว่าตัว ห มันหยักอย่างนี้ ถ้าตัว ท มันโค้งอย่างเดียว เดิมมันไม่ได้ทำความสะอาดไง พอไปทำความสะอาดมันก็เห็นชัดว่าเป็น หอ หีบ เลยเป็นงานที่ชำระประวัติศาสตร์ แต่ฟุตโน้ตไว้ เพราะฉะนั้น เราจึงอย่าไปโทษคนเก่า เราต้องให้เกียรติท่าน อย่างน้อยท่านก็ปูทางไว้ให้เรา ไม่งั้นเราจะไปตรวจสอบได้ไงว่านี่ผิด ไม่ผิด

เจ็ดสิบ แปดสิบปีที่แล้ว น่าจะเป็นช่วงประเทศรุดหน้าพัฒนา ทำไมถึงไม่สนใจภาษาฝรั่ง กลับเลือกเรียนภาษาที่ตายไปแล้ว

เอ้ย ตอนเป็นเด็กตากลัวฝรั่งจะตาย เพราะผู้ใหญ่ลือกันว่าฝรั่งก็ดี คนจีนก็ดี จะจับเด็กส่งไปเมืองจีน ผู้ใหญ่หลอกเราไม่ให้ซน เราก็เลยกลัว สมัยก่อนคลองบางกอกน้อยจะมีเรือฝรั่งเข้ามาเที่ยว พอเห็นเรือฝรั่งมา ตาเข้าไปแอบเลย 

และแม้บางอย่างเป็นสิ่งที่ไม่ได้ใช้ แต่สิ่งนั้นมีคุณค่ามากนะ ตาได้รู้ภาษาไทยดั้งเดิมที่บางทีคนนึกว่าเป็นคำหยาบ มันไม่ได้หยาบ อย่าง ‘พ่อกู’ ที่จริงมันเป็นภาษาไทย แต่พอยุคนี้เราสมมติกันขึ้น ตามหลักพุทธศาสนาท่านบอกว่า ถ้าสมมติอะไรว่ามันไม่ดี มันก็ไม่ดี ถ้าสมมติอะไรดี มันก็ดี คนแต่ก่อนเพื่อนฝูงเขาพูดมึงกูกันทั้งนั้น ผู้หญิงก็พูด เอ้ย อีแดงวันนี้มึงไปไหน

แต่มาในสมัยจอมพล ป. ตาอยู่โรงเรียนนี่พูดไม่ได้เลย สมัยนั้นต้องเธอ เรา หรือฉัน แล้วก็ต้องร้องเพลงรัฐนิยมตอนเย็น “ท่านผู้นำไปทางไหน เราต้องตามไปด้วย” เขาจะต้องภิวัตน์ แล้วเช้าแปดโมงต้องตั้งเสาธงให้หมด เด็กวัดต้องไปชักธง ยืนเข้าแถว ต้นไม้ใหญ่ๆ ในวัดถูกสั่งให้ตัดบรรลัยหมด ต้นพงต้นโพธิ์ ที่ไหนมีตัดหมด

เทิม มีเต็ม นักเรียนประชาบาลวุฒิ ป.4 ที่กลายมาเป็นปรมาจารย์นักอ่านจารึกของไทย

อ้าว ตัดทำไมล่ะคะ

อ้าว ศิวิไลซ์ไงลูก จะต้องให้เห็นโบสถ์ ต้นไม้รกๆ ครึ้มๆ ไม่เหมาะไม่สม 

แล้วก็เปลี่ยนแปลงรูปอักษร อย่างเช่นว่าคำว่า ‘กรมศิลปากร’ เขาก็มาเปลี่ยนเป็น ‘กรมสิลปากร’ หรือ ‘รัฐบาล’ เขาก็มาเปลี่ยนเป็น ‘รัถบาล’ ความหมายมันต่างกัน ‘รัฐ’ ตัวนี้แปลว่าแว่นแคว้น ‘ปาล’ แปลว่าผู้รักษา เป็นผู้รักษาแว่นแคว้น ส่วน ‘รัถ’ ตัวนี้แปลว่ารถ ก็แปลว่าผู้ดูแลรถ เพราะฉะนั้น โบราณท่านรู้มาแล้ว อย่าไปเปลี่ยนท่านเล้ย 

นี่รึเปล่าเป็นเหตุผลที่ต้องรู้ภาษาโบราณ อ่านจารึกออก 

ใช่ เพราะจะได้รู้รูปอักษร ภาษา อักขรวิธี ประวัติศาสตร์ มีทั้งพระนามพระมหากษัตริย์ การสถาปนาราชวงศ์ พระพุทธศาสนา ธรรมเนียม ประเพณี สถานที่ อาณาเขต 

จารึกหลักที่หนึ่งนี่จะบอกไว้มากเลยเกี่ยวกับชลประทาน สถาปัตยกรรม ประติมากรรม การเกษตร แม้กระทั่งการสร้างพระพุทธรูป การสร้างวิหาร หรือแม้แต่กฎหมายก็มีอยู่ในนั้น แต่ไม่ใช่อยู่ทุกหลัก บางหลักรวมหมด บางหลักมีเรื่องเดียว แล้วในจารึกส่วนมากจะเกี่ยวกับเรื่องบุญเป็นส่วนใหญ่ 

“กูต่อช้างด้วยขุนสามชน ตนกูพุ่งช้างขุนสามตัวชื่อมาสเมืองแพ้ ขุนสามชนพ่ายหนี” เมื่อก่อนเถียงกันเรื่องคำว่าแพ้แปลว่าอะไร แต่มีนักโบราณคดีเขาบอกว่าคำว่าพ่ายมันต่อท้ายประโยค เห็นไหมมันไปรับกัน พ่ายแปลว่าสู้ไม่ได้ แพ้จึงแปลว่าชนะ แต่เดี๋ยวนี้แพ้แปลว่าสู้ไม่ได้ นี่แหละคือสารสำคัญ ถ้าเราไม่ศึกษาภาษาโบราณ พอเจอคำในเอกสารโบราณ ถอดความไม่ได้ แล้วหนูจะให้คำอธิบายต่อคนรุ่นลูกรุ่นหลานว่ายังไง เราจึงจำเป็นที่จะต้องรู้ภาษา แล้วเอาของที่เขาไม่รู้มาให้เขารู้ ไม่ใช่ว่าของนี้เก็บไว้บูชา ไม่ได้เอามาศึกษาต่อ 

หนูว่าภาษาคืออะไร 

การสื่อสารค่ะ

ถ้าหนูไม่มีภาษา ไม่มีคำพูดที่เป็นภาษา แล้วหนูจะคุยกันรู้เรื่องได้ยังไง เพราะฉะนั้น คำต่างๆ คือภาษาให้มนุษย์สื่อสารรู้ซึ่งกันและกัน ภาษาคือสื่อ ถ้าสื่อนั้นไม่มีความหมายที่แน่แท้แล้วเราจะรู้อะไรได้ยังไง

แต่หนูฟังแล้วก็ต้องคิด ไม่ใช่เชื่อโดยงมงาย ไม่ใช่ตาพูดก็ เออ ตาแกว่าจริงเนอะ ไม่ใช่ ตาก็เป็นแต่เรื่องที่ตาประสบ ตาประสบอย่างนี้ ตาก็มาเล่าให้หนู และหนูต้องคิดว่ามันเป็นจริงไหม เพราะบางสิ่งบางอย่างตาเห็นอย่างนี้ หนูอาจไม่เห็นก็ได้ แต่หนูต้องเอาหลักฐานมาให้ตา และตาเมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้วก็อย่าถือว่าเป็นผู้ใหญ่ ต้องยอมฟัง 

คุณตาใช้เวลาเรียนภาษาโบราณทั้งหมดกี่ปีคะ

ไอ้คำว่าภาษาโบราณมันไม่มีจบ อย่าไปหยิ่ง อย่าไปยโสว่าฉันทำมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว ไม่จริง มันเกิดขึ้นใหม่ตลอด มันเรียนรู้ไม่หมด หนูจำไว้ มันไม่มีที่สิ้นสุด มีสิ่งใหม่ท้าทายเราอยู่เสมอ มันยังมีสิ่งที่เรายังไม่รู้ ยังไม่เห็น โลกปัจจุบันมันมีอะไรเกิดขึ้นเยอะ เพราะฉะนั้น จะหยุดอยู่กับที่ไม่ได้ หนูยังจะต้องต่อสู้ไปอีกนาน ส่วนตา ตาก็จะกลับบ้านตาละ 

ถ้าหมดนักอ่านภาษาโบราณแล้วมันจะเป็นยังไง

ไม่น่าจะเป็นไปได้นะ ถ้าไม่มีก็เท่ากับมันไม่มีประเทศนี้แล้ว ใช่ไหม (หัวเราะ) มันก็ถึงยุคไฟบรรลัยกัลป์ 

ทำไมคุณตาถึงว่าเป็นไปไม่ได้คะ ก็คนรุ่นใหม่เขาไม่อ่านจารึกกันนี่นา 

มหาวิทยาลัยศิลปากรเขามีสาขาจารึกในคณะโบราณคดีแล้วไง ถ้าไม่มีเขาก็ปิดสาขาไปแล้ว

จารึกพันปีกับสองพันปีก่อนคุณค่าเหมือนกันมั้ย

จารึกทุกหลักมีคุณทั้งนั้น ไม่ได้ขึ้นกับอายุ แต่คุณค่ามากน้อยอยู่ที่เนื้อหา 

ถ้ามันมีคุณค่า เราควรหันกลับไปบันทึกบนศิลามั้ยคะ

ใครจะทำได้อะ หนูจะไปเอาแผ่นศิลามาได้ไง (หัวเราะ) แล้วจารึกบนศิลามันแคบ ถ้าหนูเขียนบนสมุดมันนำพาไปได้ มันแผ่ขยายได้ ศิลามันก็ตั้งอยู่ที่นั่น แล้วหนูจะแบกไปให้ใครอ่านที่ไหนได้ล่ะ 

ถ้าร้อยพันปีก่อนใช้ก้อนหิน งั้นอะไรเป็นสิ่งบันทึกเรื่องราวของคนยุคนี้

ก็นี่ไง (ชี้โทรศัพท์มือถือ) สบายมาก แต่หนูคิดว่ามันจะอยู่ถึงร้อยปีมั้ย 

ศิลาจารึกเทียบเท่ากับ Facebook ของคนยุคก่อนรึเปล่าคะ

หน้าที่อาจได้ แต่ความคงทนมันจะเหมือนกันได้ยังไง สเตตัสเฟซบุ๊กหนูลบได้ แต่ศิลาจารึกหนูจะลบยังไง เฟซบุ๊กมันมีอายุการใช้ใช่มั้ย แต่จารึกอยู่เป็นพันๆ ปี ถ้าสมัยสุโขทัยบันทึกประวัติศาสตร์ด้วยเฟซบุ๊ก ป่านนี้ไม่มีเหลือแล้ว 

คุณตาเขียนไดอารี่มั้ยคะ

เขียนช่วงหนึ่ง แต่หลังๆ ขี้เกียจแล้ว (หัวเราะ)

ถ้าอีกสักร้อยปีข้างหน้ามีคนมาขุดเจอไดอารี่คุณตา คนยุคนั้นน่าจะได้รู้เรื่องอะไร

วันนี้ตาอ่านจารึกอะไร มีสาระอยู่ในนี้

เทิม มีเต็ม นักเรียนประชาบาลวุฒิ ป.4 ที่กลายมาเป็นปรมาจารย์นักอ่านจารึกของไทย

Writer

ศกุนตลา แย้มปิ๋ว

นักเรียนวรรณคดีที่มักเรื่องอาหาร ท้องถิ่น วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเดินทาง และเด็กจิ๋ว มีความฝันสามัญว่าอยากมีเวลาทำอาหารรสที่ชอบด้วยตัวเอง ตัวอยู่กรุงเทพฯ อัมพวา หรือเมืองกาญจน์ แต่ใจและภาพอินสตาแกรมอยู่ทุกที่ที่ไปเที่ยว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ครั้นสิ้นสุดบทสนทนาอันยาวนานกับ เกม-สิทธิโชค ศรีโช บนโต๊ะกินข้าวที่ลานตาไปด้วยอาหารที่เขาออกแบบมาเพื่อเราโดยเฉพาะ เราคิดอยู่นานว่าจะนิยามตัวชาวขอนแก่นรายนี้ว่าอย่างไรให้ครอบคลุมตัวตนและสิ่งที่เขาทำมาทั้งหมด

เขาเคยเป็นนักศึกษานิเทศศิลป์ที่หลงใหลใน Cookbook มากกว่าตำราออกแบบ

เคยเป็นเด็กจบใหม่ที่พกช้อนทองเหลืองติดตัว เพราะฝันอยากเป็นนักชิมมืออาชีพ

เคยเป็นบรรณาธิการด้านอาหารของนิตยสาร Health & Cuisine อันเลื่องชื่อในวันวาน

เคยเป็นคนเขียนสคริปต์รายการอาหารที่มีคนดูแตะหลักแสนเพียงชั่วข้ามคืน

เคยเป็นนักออกแบบอาหารเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของน้อง ๆ เด็กนักเรียน

และกำลังเป็นยูทูบเบอร์ที่นำเสนอเรื่องราวของอาหารอีสานเมนูต่าง ๆ อย่างเจาะลึก ถึงขั้นพาไปชมแหล่งผลิตวัตถุดิบในแต่ละจาน

เชิญคุณผู้อ่านกลั้นน้ำลายไว้อย่าให้สอ แล้วไปอ่านเรื่องราวชีวิตที่หอมกรุ่นด้วยกลิ่นของอร่อยของ ‘กูรูอาหาร’ แห่งเมืองดอกคูนกันเถอะ

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย

คนบ้านไผ่

“บ้านไผ่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่มีของกินอร่อยครับ คนจากหลาย ๆ อำเภอเข้ามาที่บ้านไผ่ก็เพื่อมาหาซื้อของกิน” เกมให้คำจำกัดความบ้านเกิดของตนเอง

“ที่นี่อยู่ห่างจากตัวเมืองมา 44 กิโลเมตร เป็นจุดความเจริญจุดแรก ๆ ของจังหวัดขอนแก่น เพราะมีรถไฟจากภาคกลางเชื่อมความเจริญมาถึง สมัยก่อนบ้านไผ่เป็นแค่เมืองเล็ก ๆ เมื่อรถไฟผ่านก็เกิดการเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนเข้ามา เช่น คนจีน คนโคราช บ้านไผ่จึงค่อย ๆ พัฒนาจากกิ่งอำเภอเป็นอำเภอในที่สุด”

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย
เมนู Amuse Bouche นี้มีชื่อว่า ‘มาตุ้ม มาโฮม’ แปลว่า การมารวมตัวกัน เกิดจากการนำอาหารของชาวจีน เวียดนาม และโคราช ในบ้านไผ่ มาจัดรวมไว้ในเชี่ยนหมากอีสาน

ความเจริญของอำเภอบ้านไผ่ที่เกมลืมตาดูโลก พิสูจน์ได้จากการมีโรงหนังถึง 3 แห่งในอำเภอเดียว มีห้างสรรพสินค้าซึ่งภายในมีลานสเก็ต และยังมีเหลาหรือภัตตาคารจีนหลายแห่ง

“ร้านอาหารร้านไหนที่คนเขาว่ามันอร่อยและพอจะพาไปได้ ยาย ตา หรือพ่อแม่ก็จะพาเราไปกิน ส่วนใหญ่ก็เป็นเหลาจีน เราได้กินผัดโป๊ยเซียน หอยจ๊อ กระเพาะปลา ไม่ก็ข้าวผัด นอกจากอาหารจีน ก็ยังมีร้านไอศกรีมโฮมเมดที่คนจีนมาทำ มีร้านขายเค้กของคนจีนสมัยก่อนที่บีบหน้าเป็นรูปกุหลาบ มีรอยัลไอซิ่ง ที่ตอนเด็ก ๆ ตื่นตาตื่นใจ อีกครั้งหนึ่งที่เป็นประสบการณ์ชีวิต คือครั้งแรกที่ได้กินข้าวผัดอเมริกันในร้านที่ขายอาหารแนวฝรั่ง กลับมาแล้วอาเจียนเลย เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้กินข้าวที่เอาไปผัดกับเนย

“อาหารเฉพาะตัวของบ้านไผ่ก็มีเยอะนะครับ มีคำกล่าวว่า “ใครมาบ้านไผ่แล้วไม่กินกุนเชียงก็เหมือนยังไม่มาบ้านไผ่” สมัยเด็ก ๆ เราเรียกมันว่า ‘หมูหวาน’ แล้วพอมาเจอหมูหวานในกรุงเทพฯ ก็งงว่าทำไมมันไม่เหมือนหมูหวานที่บ้านเรา หรืออย่างกวยจั๊บบ้านไผ่ก็จะเป็นกวยจั๊บเส้นใหญ่ ไม่เหมือนของอุบลฯ ที่เป็นเส้นเล็ก เจอเพื่อนสมัยเรียนมหาลัยเป็นคนอุบลฯ ก็เถียงกันเป็นบ้าเป็นหลังเลยว่า กวยจั๊บของจริงมันต้องเป็นเส้นใหญ่หรือเส้นเล็ก แล้วยังมีผัดไทยใส่ซอสเย็นตาโฟ ใส่หมู ใส่เต้าเจี้ยว วิธีการปรุงคล้าย ๆ หมี่โคราช เพราะคนขายย้ายมาจากโคราช เราเรียกมันว่าผัดไทยสีชมพู ถ้าเป็นคนภาคกลางคงไม่เรียกสิ่งนี้ว่าผัดไทย (ยิ้ม)”

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย
ผัดไทยสีชมพูประจำอำเภอบ้านไผ่ พหุลักษณ์ประจำอำเภอ

ครอบ-ครัว

ไม่เพียงเกิดมาในท้องถิ่นที่ลือชาด้านของกินเท่านั้น ครอบครัวของเกมยังให้ความสำคัญกับอาหารและการกินอย่างยิ่งยวด นำโดยญาติผู้ใหญ่ซึ่งเป็นเสมือนประมุขของบ้านอย่างคุณยาย

ยายของเกมเคยเป็นแม่ค้าขายกับข้าว บ้านที่เขาอยู่เป็นบ้านหลังใหญ่ที่สมาชิกนับสิบชีวิต ความเป็นผู้อาวุโสประจำครอบครัวประกอบกับอาชีพดั้งเดิม ส่งผลให้ยายใส่ใจเรื่องปากท้องของคนในบ้านเป็นพิเศษ

“สมัยก่อนครอบครัวเราจะอยู่รวมกันเป็นบ้านใหญ่ กิจกรรมที่จะเกิดขึ้นตลอดในแต่ละวันคือการทำอาหาร พวกพี่ ๆ ผู้หญิงเขาถูกยายกวดขันให้ต้องเข้าครัว ไปหัดทำกับข้าวตามค่านิยมคนไทยสมัยก่อน ส่วนเราเขาก็ปล่อยให้วิ่งเล่น เราก็ชอบวิ่งเข้าไปเล่นในครัว เพราะเราไม่ได้ถูกกดดันเหมือนพวกพี่สาว ห้องครัวที่บ้านเลยเป็นพื้นที่สนุกของเรา (หัวเราะ)

“ยายเป็นคนจ่ายตลาดวันละหลายรอบ จ่ายตลาดเช้าแล้วยังจ่ายตลาดเย็นด้วย เวลากลับมาทำอาหาร ยายจะตั้งอาหารเป็นสำรับ ภาษาอีสานเรียกว่า ‘พา’ ในพาข้าวที่บ้านจะมีอาหารหลากหลาย เขาต้องทำอาหารเลี้ยงให้เพียงพอกับคนทั้งหมด เราเลยไปช่วยยายหิ้วของที่ตลาดบ้าง เลยทำให้เราได้ใกล้ชิดอาหาร”

เปลี่ยนจากวิ่งเล่นมายืนหน้าเตา

“เราเริ่มทำอาหารครั้งแรกแบบสนุก ๆ ตอนอยู่อนุบาล อาหารหลักที่บ้านเรากินกันคือส้มตำ ความที่บ้านมีคนอยู่เยอะมาก ยายก็จะเตรียมเครื่องไว้เลย ใครอยากกินก็ตำเอาเอง นั่นคือการทดลองทำอาหารครั้งแรก” เกมย้อนระลึกถึงครั้งแรกในชีวิตที่พลิกบทบาทจาก ‘ผู้กิน’ มาเป็น ‘ผู้ทำ’

จุดเปลี่ยนที่สำคัญเกิดขึ้นในช่วงที่เขาเรียนชั้นประถม เมื่อพ่อกับแม่เลือกย้ายออกมาจากบ้านใหญ่ของยายมาสร้างบ้านของครอบครัวตัวเอง และเลือกปลูกฝังวิชางานบ้านงานเรือนให้ลูกชายลูกสาวอย่างเท่าเทียมกัน

“แม่เรามีแรงกดดันในตอนเด็ก คือเขาเป็นลูกสาวคนโตและเป็นคนไทยที่ต้องทำทุกอย่างในบ้าน เขาเลยมีความคิดว่าเกิดเป็นคนไม่ว่าเพศไหน ถ้ากินเป็นก็ต้องทำเป็น ถ้าใช้เสื้อผ้าได้ คุณก็ต้องซักเสื้อผ้าได้”

ด้วยความคิดนั้น ลูกชายอย่างเกมจึงถูกสั่งสอนให้ฝึกทำกับข้าวด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง ในช่วงแรกแม่ซึ่งเป็นครูก็สอนทำเมนูง่าย ๆ ให้ อย่างไข่ดาว ไข่เจียว หรือ ‘หมูเค็ม’ ตามคำเรียกของคนบ้านไผ่ ซึ่งหมายถึงหมูรวนซีอิ๊วดำ เหยาะน้ำตาลกับซอสหรือน้ำปลาสักเล็กน้อย

แต่นั่นก็คือจุดเริ่มต้นของความรักที่เด็กน้อยคนหนึ่งมีต่อชีวิตการทำครัว เมื่อขึ้นชั้น ป.3 เกมเริ่มทำกับข้าวด้วยตัวเองคล่องแล้ว ไม่ว่าของชอบส่วนตัวอย่างขนมจีนน้ำยาลาว อาหารจานหลักในบ้านอย่างผัดผัก หรืออาหารงานบุญที่บ้านยายทำทุกเทศกาลอย่างแกงเห็ด ล้วนผ่านปลายตะหลิวของเกมมาทั้งสิ้น

“แม่มีทักษะการสอนที่ดีเพราะเป็นครู เราก็แทบไม่ประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจากการทำอาหาร ภายใต้การสอนแม่จะคอยดูอยู่ห่าง ๆ” เขายกความดีความชอบให้คุณแม่ซึ่งเป็นครูสอนทำอาหารคนแรกในชีวิต

เลขวัยที่เพิ่มพูนขึ้นยังแปรเปลี่ยนความสนุกไปในทิศทางใหม่ จากห้องครัวที่เคยเป็นพื้นที่สนุกเพราะได้เข้าไปเล่นซน เกมกลับมีความสุขกับพื้นที่นี้เมื่อได้ยืนนิ่ง ๆ ปรุงอาหารอยู่หน้าเตาไฟ และได้พักผ่อนหย่อนใจด้วยการชมรายการสอนทำอาหารผ่านหน้าจอโทรทัศน์

“จุดที่ทำให้เราเข้าไปอยู่ในโลกของการกินเลยก็คือตอนเป็นเด็ก เราจะถือปากกากับกระดาษจดสูตรอาหารตามรายการทำอาหารทางโทรทัศน์ แล้วด้วยทักษะการเลกเชอร์ของเด็ก เราก็จดไม่ทัน หรือบางอย่างจดทันแต่มาทำตามแล้วทำไม่ได้ เราก็เลยจะจินตนาการว่าคนที่มาให้สูตรมันหวงสูตร ก็เลยบอกกับตัวเองว่าถ้าเรามีโอกาสเป็นคนบอกสูตรนะ เราจะบอกสูตรให้หมดเลย ไม่หวงอะไรทั้งสิ้น”

แล้วอีกหลายปีต่อมา ความตั้งใจนั้นก็กลายเป็นจริง

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย

เข้ากรุง

พอถึงวัยเข้าเรียนอุดมศึกษา หนุ่มบ้านไผ่อย่างเกมเลือกศึกษาต่อด้านออกแบบนิเทศศิลป์จาก ม.ดังในบ้านเกิดอย่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเขาได้แอบกระซิบกับเราว่า ในเวลาที่เพื่อน ๆ ง่วนอ่านหนังสือออกแบบศิลปะ เขาชอบจะดอดไปอ่านตำราอาหารมากกว่า

เกมร่ำเรียนการออกแบบจนจบ แล้วเลือกเปิดร้านเหล้าพร้อมกับทำกับแกล้มขายเพื่อสะสมทุนรอน ตอนหลังร้านเหล้าแห่งนั้นได้ปิดตัวลงไป บัณฑิตหนุ่มจากอีสานจึงตบเท้าเข้าเมืองกรุงเพื่อหาอาชีพที่เหมาะกับตัวเขา ซึ่งก็ได้งานเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ของแบรนด์เสื้อผ้าแห่งหนึ่ง ทว่าชีวิตในสายงานออกแบบกราฟิกของเกมก็มาถึงจุดจบในเวลาอันสั้น เขาทำงานที่นั่นได้ไม่ถึงปี ที่ทำงานก็ปิดตัวลง ในจังหวะชีวิตที่เขารู้ตัวเองว่าอยากเป็นนักเขียนแนวอาหาร   

“นิตยสารอาหารตอนนั้นมีอยู่ 3 – 4 เล่ม มี แม่บ้าน, ครัว, Gourmet & Cuisine แล้วก็ Health & Cuisine พอได้อ่านนิตยสารพวกนี้แล้วก็ชอบนะ อย่าง Health & Cuisine เขาจะชอบพูดถึงอาหารบางอย่างที่เป็นอาหารฟิวชัน นำวัตถุดิบที่เป็นต่างชาติมาผสมผสานกับความเป็นไทย มีสอนทำอาหารต่างชาติและอาหารไทยง่าย ๆ เพื่อสุขภาพ เรารู้สึกว่ายังเข้าไม่ถึง แต่อยากรู้จักมันให้มากขึ้น”

ช่วงนั้น Health & Cuisine ยังไม่เปิดรับคนใหม่ แต่สำนักพิมพ์อมรินทร์ผู้พิมพ์นิตยสารฉบับนั้นได้เปิดตัวนิตยสารแนวแม่และเด็กชื่อ Real Parenting และกำลังเปิดรับสมัครกองบรรณาธิการอยู่พอดี

“รีบไปสมัครที่นั่นเลย ถึงไม่ได้อยากทำงานกับนิตยสารนี้ แต่ก็อยากเข้าไปก่อนเพื่อที่จะหาช่องทางย้ายไปสังกัด Health & Cuisine ที่อยู่ในสำนักพิมพ์เดียวกัน กรรมการที่สัมภาษณ์ท่านก็ชมว่าพูดเก่งดีนะ แต่ทั้งหมดที่พูดมาไม่เห็นเกี่ยวกับแม่และเด็กเลยนี่ เลยถามเราว่ามีเล่มไหนอยากทำเป็นพิเศษมั้ย พอรู้ว่า Health & Cuisine เขาก็ว่างานยังไม่ว่าง ให้ไปอยู่นิตยสาร สุดสัปดาห์ พร้อมกับโอกาสทดลองงาน 1 เดือน”

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย

บรรณาธิการนิตยสาร

ช่วง 1 เดือนที่ทำงานอยู่กับนิตยสาร สุดสัปดาห์ เป็นช่วงเวลาที่เกมเครียดมาก เพราะ…

“วิถีชีวิตเราไม่ใช่คนสุดสัปดาห์ ที่พอเลิกงานเขาจะต้องไปอัปเดตเทรนด์ ไปสยาม ดูหนัง ฟังเพลง เราไม่ใช่ เราอยากเลิกงานแล้วกลับบ้านทำขนม กินอาหาร เพราะนั่นคือตัวเรา”

แต่ด้วยความตั้งใจที่เกมแสดงออกมาให้ทุกคนเห็น ประจวบเหมาะกับมีคนลาออกจากนิตยสารในดวงใจพอดี เกมจึงได้รับโอกาสทองที่เขาตั้งตาคอยมาตลอด คือการได้ร่วมงานกับนิตยสาร Health & Cuisine

“ตอนนั้นรู้สึกว่ามีความสุขมาก นี่มันเป็นงานในฝันของเรา” เกมยิ้มบอกด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย “สมัยก่อนเราจะพกช้อนส้อมทองเหลือง ตอนทำงานกราฟิกอยู่โรงงานก็จะไม่กินอาหารจากช้อนส้อมโรงงานเลย เพราะใฝ่ฝันว่าจะเป็นนักชิม ก็เลยจะกินด้วยช้อนส้อมนี้ ตอนจะสัมภาษณ์เข้า Health & Cuisine เราก็เอาช้อนส้อมทองเหลืองไปโชว์ว่าเรามีช้อนทองเหลืองส่วนตัว เราชอบทำและชอบชิมอาหารมาก”

ทำงานอยู่ที่นี่ได้สักระยะ บรรณาธิการที่สัมภาษณ์เกมเมื่อตอนรับเข้าทำงานก็จำได้ว่าเขามีช้อนส้อมนักชิมอยู่ติดตัว เมื่อมีการเปิดคอลัมน์ชิมอาหารแนวใหม่ เขาจึงได้รับเลือกให้ดูแลบทความส่วนนี้

“ที่จริงตอนนั้นมีคอลัมน์ชิมที่เป็นคอลัมน์ใหญ่อยู่แล้ว เป็นแนวชิมอาหารแล้วประเมินว่าร้านนี้ได้หรือไม่ได้ ทำงานเหมือนมิชลินสตาร์ แต่เขาเปิดคอลัมน์เล็กให้เรา เป็นเนื้อหาประเภท 10 ร้านผัดไทยเจ้าดังที่ไม่ควรพลาด แล้วต้องมีข้อมูลประกอบว่าผัดไทยคืออะไร มีที่มาที่ไปแบบไหน ก็ต้องไปหาข้อมูล มันทำให้เราได้ศึกษาองค์ความรู้ของอาหารนั้น ๆ เกิดเป็นความเชี่ยวชาญมากขึ้น ก็เลยเป็นทักษะที่ติดตัวมา”

นักออกแบบอาหาร

เกมทำงานอยู่ที่ Health & Cuisine ได้ 2 ปีเศษ ๆ นิตยสารแห่งนี้ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตัวเขาย้ายไปอยู่แผนกเอเจนซี่ทำหนังสือในเครืออมรินทร์ได้ครึ่งปี อมรินทร์ก็ทำธุรกิจเสริมเป็นรายการโทรทัศน์ของ Health & Cuisine และตัวเขาได้รับข้อเสนอให้เป็นผู้ลองคิดสูตรมานำเสนอผ่านรายการ

“ยุคสมัยนั้นยังไม่มีช่องอมรินทร์ทีวีอย่างทุกวันนี้ มีแต่ช่อง 3, 5, 7, 9 ซึ่งบังเอิญว่ารายการของ Health & Cuisine ได้รับแอร์ไทม์ (เวลาออกอากาศ)

“ถึงแม้ว่าตอนนั้นเราจะออกมาแล้ว แต่เราก็ยังเป็นคนของ Health & Cuisine โดยสายเลือด เขาก็เลยชวนเราไปทำงานว่าเป็นฟู้ดสไตลิสต์มั้ย เขียนสคริปต์ เป็นครีเอทีฟมั้ย เราก็เลยได้เรียนรู้เกี่ยวกับวงการทีวีที่เกี่ยวกับอาหาร แต่ตรงนั้นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เราต้องคิดสูตรอาหารเองเพื่อที่จะนำมาถ่ายทำลงรายการ เราต้องเป็นคนเขียนสคริปต์เอง และต้องดีลร้านต่าง ๆ ตอนนั้นลูกค้าเป็นซอส Kikkoman เราต้องกินอาหารญี่ปุ่นแทบทั่วสุขุมวิท เป็นกำไรที่เราได้จากงานนี้”

บทบาทการเป็นนักออกแบบสูตรอาหารของเกมจึงเริ่มขึ้นด้วยเหตุนี้

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต
อาหารจานหลัก ‘คันได้กินซี้นต่อน อย่าลืมแจ่วแพรวผัก’ อ่อมซี้นหมูสามชั้น ใส่บักบวบ (บวบ) และบักอึ (ฟักทอง) ทานคู่กับข้าวเหนียวนึ่ง 
‘กะแล่มบักม่วงสุก กับ ขนมไข่เหี้ยเพียพระยา’ ขนมหวานที่ทำจากขนมไข่เหี้ย กะแล่ม (ไอศกรีม) ซอสมะม่วงแก้วขมิ้นดิบผสมไวน์ขาว ถั่วเขียวเลาะเปือกคั่วสุก วัตถุดิบเหล่านี้สะท้อนความเป็นอีสานและอำเภอบ้านไผ่ได้เป็นอย่างดี
สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต
‘ยิ้ม เป้ย เป้ย’ เป็นภาษาอีสานแปลว่า ‘ยิ้มหวาน’ เกมตั้งชื่อเมนูนี้ให้กับมาการิตาสีชมพู ผสมจากน้ำคั้นลูกหม่อนสุก โซดา วอดก้า และน้ำมะนาวอินทรีย์ผสมใบกัญชาหางกระรอกภูพาน ตรา Happy Lemon จากวิสาหกิจชุมชนบ้านโสกจาน ขอบแก้วเคลือบด้วยเกลือบ่อกฐิน จากแหล่งทำเกลือสินเธาว์ของอำเภอบ้านไผ่

คลิปสอนทำอาหาร

เกมทำงานโทรทัศน์อยู่ได้ประมาณ 3 ปี บรรณาธิการนิตยสารแผนกอาหารคนเดิมก็โบกมือลาต้นสังกัดไปอยู่ที่อื่น เกมจึงได้กลับมาทำงานนิตยสารใหม่ในฐานะบรรณาธิการอาหาร

เขากล่าวถึงช่วงเวลานั้นด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มว่าทั้งสนุกทั้งเหนื่อย เพราะต้องอ่านต้นฉบับของลูกน้องที่ออฟฟิศ ตรวจสอบคุณภาพ พิสูจน์อักษร ควบคู่กับทำคอลัมน์ของตนเองไปด้วย

“สิ่งหนึ่งที่แม็กกาซีนเล่มนี้มี แล้วเล่มอื่นอาจจะไม่มี คือสูตรอาหารทุกสูตรไม่ว่าจะมาจากคิดค้นขึ้นเอง หรือมาจากคนอื่น ต้องผ่านการทดลองทั้งหมด

“เวลาใครรู้ว่าเราทำงานอยู่นิตยสาร เขาก็เลยจะคาดหวังว่าเราต้องทำอาหารเป็นและทำได้ดีทุกอย่าง คำถามที่คนรู้จักมาถามเราก็เช่นว่า ผัดหมี่กระเฉดยังไงไม่ให้เส้นขาด? เจียวไข่ยังไงไม่ให้ไข่เจียวยุบ? ผัดวุ้นเส้นยังไงไม่ให้เส้นมันกอดกัน? เราเลยคิดว่านี่คือปัญหาของคนทำอาหาร ในคลิปวิดีโอสอนทำอาหารสมัยนั้นก็มีแต่สอนว่าทำยังไง ไม่ได้สอนวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้ พอได้สมมติฐานปุ๊บ เราก็เลยลองทำคลิปเลย”

นั่นคือที่มาของคลิปสอนทำอาหารชื่อ ‘เคล็ดไม่ลับแค่คุณไม่รู้’ ที่ตัวเขาและเหล่าทีมงานช่วยกันถ่ายทำและตัดต่อด้วยกล้องมือถือทั้งหมด

“คลิปแรกของพวกเราเป็นเรื่องแกงเขียวหวาน ทำแกงเขียวหวานยังไงให้มะเขือยังเขียว ปล่อยออกไปครั้งแรกมีคนมาดู 35,000 คน ช็อกมาก เพราะคิดว่าคนดูแค่ 200 คนก็ดีมากแล้วนะ

“พอคลิปที่ 2 เจียวไข่ยังไงให้ไข่เจียวยังไม่ยุบ คลิปนั้นภายในข้ามคืนก็มีคนมาดูเป็นแสน ผ่านไปไม่ถึงเดือนก็ขยับขึ้นเป็น 3 แสน 5 แสน เรารู้ว่าอันนี้คือสิ่งที่ใช่ กลายเป็นว่าทำคลิปออกมา ยอดจะเป็นแสน บ้างก็ 8 หมื่น บางทีก็สะสมกันไปถึงเป็นล้าน”

อย่างไรก็ดี ความสุขในการทำคลิปสอนทำอาหารที่เล่าถึงวิธีแก้ปัญหาที่คนครัวทุกคนต้องเจอก็อยู่ได้ไม่นาน เนื่องจากนิตยสารอันเป็นที่รักยิ่งของเกมต้องปิดตัวลง

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต

กลับบ้านไผ่

“ที่จริงเราเป็นคนที่ออฟฟิศไม่ยอมให้ออก อยากให้ไปต่อในฝ่ายออนไลน์ แม้ว่านิตยสารจะเลิกผลิตไปแล้ว แต่เพราะนิตยสารเป็นสิ่งที่ตัวเรารักมาก พอมันไม่อยู่แล้วเราก็ไม่รู้จะอยู่ต่อไปทำไม ก็เลยไปไหว้งาม ๆ ขอออกจากงานมาพร้อมกับเพื่อน ๆ คนอื่น ๆ”

น้ำเสียงของเกมเหมือนคนปลงตกได้ เมื่อเขาเล่าให้เราฟังถึงสาเหตุที่กลับมาอยู่บ้านที่อำเภอบ้านไผ่

15 ปีในกรุงเทพฯ สอนหลักสูตรชีวิตให้กับเกมมากมายไม่แพ้สูตรอาหารที่เขาค้นคิดในช่วงนั้น ทันทีที่ออกจากงานนิตยสาร เกมมุ่งมั่นอยากหันมาฝึกงานเกษตรเพื่อให้เข้าถึงต้นรากของสายพานอาหาร

“เราได้ไปยืนอยู่ในหลายจุดของอาหารแล้ว แต่ยังไม่เคยไปถึงต้นน้ำของอาหารเลย” ความคิดนี้ดลใจให้กูรูอาหารชาวอำเภอบ้านไผ่ไปหัดเรียนทำนาที่พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรตินานถึง 6 เดือน เพาะผัก ปลูกข้าว เลี้ยงเป็ด ใช้ชีวิตเยี่ยงชาวนาบนผืนนา 1 ไร่ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์จัดไว้ให้ ก่อนจะลงเอยด้วยการปลูกพืชผักสวนครัวรอบตัวบ้าน เพื่อความคล่องตัวและประหยัดต้นทุนทางการผลิต

“ภาษาอีสานเรียกว่า ‘บืน’ ให้นึกถึงปลาที่พยายามกระเสือกกระสนตัวมันเองขึ้นมาบนพื้น” เขาอุปมาตัวเองด้วยศัพท์ภาษาที่ราบสูง “ตัวเราก็ต้องบืนเหมือนกัน พยายามที่จะอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เราเลือกมาอยู่ด้วยตัวเองให้ได้”  

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต

ย่างเข้าสู่ปีที่ 5 แล้วที่อดีตบรรณาธิการอาหารได้หวนคืนถิ่น แม้จะเคยต้อง ‘บืน’ ตัวเองเพื่อกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิด แต่วันนี้เขากลับได้พบความสุขใหม่ในถิ่นเก่า เริ่มจากการทำอาหารง่าย ๆ จากวัตถุดิบที่เพาะปลูกรอบรั้วบ้านตัวเองไว้ส่งขายเลี้ยงชีพ

เขายังคงรับเขียนบทความอาหารหรือเนื้อหาต่าง ๆ ที่ตนเองชื่นชอบอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการกลับบ้านคราวนี้ช่วยให้เขาได้ทำความเข้าใจกับรากเหง้าความเป็นขอนแก่นในตัวเอง ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา และวัฒนธรรม จนเป็นผู้รู้เรื่องขอนแก่นที่คนทั่วไปให้การยอมรับ และเคยได้เขียนเล่าข้อมูลความเป็นมาของจังหวัดในห้องขอนแก่น 500 ปี ในพิพิธภัณฑ์กรมธนารักษ์มาแล้ว

ความรู้ด้านการออกแบบของเขายังได้รับการนำไปต่อยอดเป็นประโยชน์แก่จังหวัดขอนแก่น อาทิ การที่เขาได้รับเลือกเป็นผู้จัดการโครงการ Lunch and Learn Project ซึ่ง TCDC ขอนแก่น จัดขึ้นเพื่อออกแบบอาหารกลางวันที่ทั้งถูกปากและถูกหลักโภชนาการ แก่เด็กนักเรียนในโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย เป็นโครงการที่ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก

และเขายังเริ่มต้นใหม่กับการทำคลิปสอนทำอาหารในยูทูบ ในช่อง SRI Cooking Channel ซึ่งไม่เพียงทำคอนเทนต์สอนเคล็ดลับวิธีการปรุง หากยังพาผู้ชมไปทำความรู้จักกับขั้นตอนการผลิตวัตถุดิบ และพาชมของดีในจังหวัดขอนแก่น ด้วยการเล่าเรื่องที่สนุกสนาน มากสีสัน เปี่ยมแปล้ด้วยสาระ

“ความเป็นอีสานถูกเผยแพร่เยอะขึ้นก็จริง แต่ว่ามันยังไม่พอ ดังนั้นนอกจากเรามีความรู้ความสามารถแล้ว เรายังมีพื้นที่สื่อ ก็จะใช้พื้นที่สื่อของเราในการบอกเล่าเรื่องราวของอีสานออกไป” ชายหนุ่มที่พวกเราตั้งสมญาแก่เขาว่า ‘กูรูอาหารแห่งบ้านไผ่’ เปิดเผยเป้าหมายในการทำสื่อวิดีโอของเขา

“สิ่งที่เราทำเป็นประจำคือให้กำลังใจผู้ประกอบการ เพราะเวลาเราไปกินก็ชอบพูดคุย ด้วยสันดานคนเป็นสื่อก็ชอบเจ๊าะแจ๊ะพูดคุย แล้วพอเราเริ่มสนิทก็จะได้รู้ข้อมูลเบื้องลึก โดยเฉพาะพ่อครัวแม่ครัวในอีสาน คนทำธุรกิจ ต้องเผชิญอะไรหลาย ๆ อย่าง เช่น กับดักความยากจน ก็จะให้กำลังใจเสมอ ด้วยความที่เรามีทักษะทางอาหาร บางอย่างที่เราแนะนำกับเขาได้ว่าทำแบบนี้แล้วมันจะดีขึ้น เราก็จะให้คำแนะนำเขาเลย

“เรามองว่ามันจะทำให้คนที่ทำอาหารอีสานเองก็อยู่ได้ แล้วเขาก็จะพัฒนาตัวชิ้นงานของเขาให้ดีขึ้น ส่วนคนที่ไม่รู้จักอาหารอีสาน เราก็จะใช้พื้นที่สื่อของเราทำให้เขารู้จักนี่แหละครับ”

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

นักเรียนวารสารศาสตร์จากมอน้ำชี ที่เชื่อว่าชีวิตต้องผ่านน้ำ เบื่อการเรียนออนไลน์ อยากเรียนจบแล้ว รักใครรักจริง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load