ภาพจำสำหรับคนทั่วไปของ เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี คือพระเอกหนุ่มอารมณ์ดี ขี้เล่น มีมุมทะเล้นและอบอุ่นผสมกันในสัดส่วนกำลังดี นั่นคือจุดเด่นที่ทำให้เขากลายเป็นที่รักของมหาชน

ทว่าย้อนไปในวันที่ยังไม่มีคนรู้จัก เขาเคยเป็นเด็กหนุ่มที่ขาดความมั่นใจ ค่อนข้างเก็บตัว และมีความคิดฟุ้งซ่านอยู่ในหัวจนนอนไม่หลับอยู่บ่อยๆ 

แม้จะเรียนดีในระดับที่สอบติดคณะแพทย์ได้ แต่กลับเลือกคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ที่ที่ช่วยบ่มเพาะให้พรสวรรค์ของเขาเปล่งประกายออกมา เริ่มต้นจากการจับพลัดจับผลูไปเป็นนักแสดงละครเวทีของคณะตั้งแต่ปี 1 ต่อเนื่องจนถึงปี 4 ควบคู่ไปกับการฝึกปรือฝีมือในการเขียนบทอย่างเอาจริงเอาจัง 

ชีวิตติดอิมโพรไวซ์ และบทบาท (ไม่) สมมติของ เต๋อ ฉันทวิชช์ วัย 38 ปี

ทุกวันนี้ เขาเป็นที่ยอมรับทั้งในฐานะนักแสดงเบื้องหน้า และในฐานะคนทำงานเบื้องหลัง โดยเฉพาะการเป็นนักเขียนบทมือฉมัง

สิ่งที่คนไม่ค่อยรู้ คือครั้งหนึ่งเขาเคยได้รับรางวัลนักแสดงยอดแย่ จิตตกจนอยากประกาศเลิกเล่นหนัง โชคดีที่มีมิตรสหายช่วยฉุดรั้งไว้ พร้อมชุบชีวิตเขาขึ้นมาใหม่ 

ภายใต้ใบหน้าซื่อๆ บุคลิกสบายๆ เขาเป็นคนซับซ้อนกว่าที่เห็น เช่นเดียวกับเส้นทางในวงการบันเทิงที่เจอด่านหินอยู่เป็นระยะ 

ในวัยย่าง 38 ปี เราชวนเต๋อมานั่งทบทวนชีวิตที่ผ่านมา ตั้งแต่ฉากแรกที่ก้าวเข้าสู่วงการ งานเขียนบทที่ช่วยระบายความฟุ้งซ่านในหัว ตัวละครที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนชีวิต ไปจนถึงการขับเคลื่อนชีวิตด้วยการอิมโพรไวซ์

ชีวิตติดอิมโพรไวซ์ และบทบาท (ไม่) สมมติของ เต๋อ ฉันทวิชช์ วัย 38 ปี

ทราบมาว่าคุณเรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ทำไมถึงเลือกคณะนี้

ตอนขึ้นมอสี่แล้วต้องเลือกสายวิทย์กับสายศิลป์ คะแนนผมเลือกสายวิทย์ได้ ทุกคนก็เชียร์ สนับสนุน บอกว่าถ้าเลือกวิทย์ได้ให้เลือกไปก่อน ผมเลยเลือกสายวิทย์ แล้วก็เรียนๆ ไป ไม่ได้ชอบนะ แต่เรียนได้ ทำได้ทุกอย่าง เคยตั้งเป้าไว้ว่าอยากเป็นหมอด้วย เพราะตอนนั้นที่บ้านมีญาติที่เรียนหมอหลายคน เขาก็อยากให้ผมเป็นหมอด้วย 

พอถึงช่วงเอนทรานซ์ ผมสอบสองรอบ รอบแรกผลออกมาคะแนนโอเค เลือกหมอได้ อาจไม่ได้ที่ที่ดีมาก แต่มีที่เรียนแน่ๆ แต่ผมกลับคิดหนักมากเลยว่า ถ้าเราเข้าไปเรียนจริงๆ จะโอเคไหมกับชีวิตเรา เพราะเอาเข้าจริงผมไม่ได้ชอบมันขนาดนั้น วัดจากการเรียนสายวิทย์มาสามปี รู้สึกถ้าต้องไปเรียนหมออีกหกปี แล้วมีอาชีพหมอไปอีกทั้งชีวิต มันจะโอเคจริงๆ เหรอวะ (หัวเราะ)

ช่วงนั้นถามตัวเองเยอะมาก เครียดมาก จนสุดท้ายได้คำตอบว่า ผมไม่อยากเรียนหมอ ไม่อยากทำอาชีพเกี่ยวกับสายวิทย์ จากนั้นผมก็มาดูว่าตัวเองชอบอะไร พบว่าผมชอบดูหนัง รู้แค่นี้เลย ยังไม่รู้ซ้ำด้วยว่าต้องเรียนคณะไหน ยังไง แล้วมันจะแปรเปลี่ยนไปเป็นอาชีพได้ยังไง พอลองหาข้อมูล ไปเจอว่ามีคณะนิเทศศาสตร์ที่มีสาขาภาพยนตร์ ก็ตั้งใจเลยว่าอยากเรียนคณะนี้ พอเอนทรานซ์รอบสอง ผมใช้วิธีกึ่งหักดิบ คือไม่สอบวิชาสำหรับสายวิทย์เลย เอาแต่สายศิลป์อย่างเดียว ตั้งใจว่าจะเข้านิเทศ จุฬาฯ ให้ได้ 

พอสอบเข้าคณะนิเทศฯ ได้ มุ่งมั่นเลยไหมว่าจะเรียนสาขาภาพยนตร์

ตอนเข้าไปแรกๆ เป๋มากเลย เพราะปีหนึ่งเราต้องเรียนวิชาที่เป็นอินโทรของทุกสาขา ซึ่งแต่ละวิชาก็คัดเฉพาะสิ่งที่น่าสนใจมาสอนก่อน พอเรียนไปสักพัก เฮ้ย โฆษณาก็ดูสนุกดีว่ะ มีครีเอทีฟ มีก็อปปี้ไรต์เตอร์ ผมชอบคิดชอบเขียนอยู่แล้ว รู้สึกสนุกมากกับการเรียนวิชาโฆษณาตอนปี 1

พอเข้าปีสอง แต่ละวิชาจะลงลึกไปอีก กลายเป็นว่าพอได้ลงลึกด้านโฆษณา ผมไม่ค่อยชอบแล้ว มันเริ่มมีเรื่อง Business มีเรื่อง Marketing ซึ่งผมไม่ได้ชอบขนาดนั้น ผมชอบแค่บางส่วนของมัน แต่กับวิชาภาพยนตร์ ตั้งแต่เรียนมาไม่มีอะไรที่ไม่ชอบเลย กระทั่งปีสาม ต้องเลือกสาขา ผมเลยเลือกเอกสาขาภาพยนตร์ แล้วเลือกวิชาโทเป็นสาขาโฆษณา

ตอนที่ตัดสินใจเลือกเอกภาพยนตร์ มีภาพในหัวไหมว่าเรียนจบไปแล้วจะเป็นอะไร

ไม่มีครับ แค่อยากอยู่ในกระบวนการของภาพยนตร์ แต่ไม่รู้ว่าจะเข้าไปอยู่ตรงไหนด้วยซ้ำ ตอนนั้นยังคิดแบบเด็กๆ ว่า ถ้าเราเรียนแล้วสนุก เดี๋ยวก็มีงานเข้ามาเองแหละ ประกอบกับช่วงนั้นผมเริ่มมีงานเล็กๆ ที่รุ่นพี่ชวนไปทำ เป็นเอ็กซ์ตร้าบ้าง เป็นผู้ช่วยบ้าง ใครให้ช่วยอะไรเราไปหมด ได้เห็นกระบวนการถ่ายทำ เห็นงานเบื้องหลัง เริ่มรู้สึกว่าสนุกว่ะ แต่ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าจะเติบโตไปเป็นอาชีพอะไรในสายงานนี้ รู้อย่างเดียวว่า ช่วงปีสาม ปีสี่ คะแนนวิชาเขียนบทผมดีมาก อวดได้เลย เป็นตัวท็อปๆ ของรุ่นเลย 

ที่บอกว่าเรียนวิชาเขียนบทได้ดี คิดว่าเป็นเพราะอะไร 

อาจเพราะผมเป็นคนเพี้ยนๆ ชอบคิดอะไรฟุ้งซ่านจนนอนไม่หลับ แล้วมันก็ไม่ค่อยมีที่ทางให้ผมระบายออกมา ทีนี้พอได้มาเรียนเขียนบท สิ่งที่เกิดขึ้นคือ พอผมใช้สมองไปกับการเขียนบท สิ่งที่เคยฟุ้งซ่านอยู่ในหัวก็ออกมาเป็นตัวหนังสือ ออกมาเป็นไอเดีย แล้วมันทำให้หลับได้ เพราะผมใช้สมองหมดไปกับมันแล้ว พอทำได้ก็เริ่มสนุก เริ่มเจอจุดนี้ รู้สึกว่าอยากคิดบทเจ๋งๆ ให้ได้ พอเขียนออกมาได้แล้วมันสะใจดี 

อย่างที่บอกไปว่า ผมเรียนวิชาเขียนบทได้ดี อาจารย์ชมตลอด ทำให้ผมพราวด์ รู้สึกว่าตัวเองเก่งมาก จนได้ไปร่วมทีมเขียนบทเรื่อง เก๋า..เก๋า ผมกลับไปไม่เป็นเลย จากที่เคยคิดว่ากูเจ๋ง กลายเป็นว่าเรายังห่วยมาก บางอย่างที่คิดว่าโคตรดีในแบบของเรา แต่มันใช้ไม่ได้ในโลกการทำงานแบบผู้ใหญ่ ตอนนั้นผมเสียเซลฟ์ไปพักใหญ่เหมือนกัน ผมเขียนเรื่องนั้นกับเพื่อนๆ อยู่เกือบสองปี เขียนจนท้อ แต่ในใจก็รู้สึกว่า เดี๋ยวมันต้องดีขึ้นสิวะ แล้วก็พัฒนามาเรื่อยๆ

ความแตกต่างระหว่างการเขียนบทส่งอาจารย์กับการเขียนบทจริงๆ คืออะไร ช็อตไหนที่ทำให้รู้สึกว่า นี่แหละของจริง

ในแง่ของบท ถ้ามองเป็นโซ่เส้นหนึ่งที่แต่ละส่วนมันร้อยเรียงกันอยู่ สมัยเรียนผมจะรู้สึกว่า เดี๋ยวกูจะเอาเพชรมาใส่ตรงนี้ เอาทองมาอยู่ตรงนั้น เอาให้มันจะอร่ามสุดๆ ไปเลย แต่ในแง่การทำงานจริง บางทีทองกับเพชรมันอยู่ด้วยกันไม่ได้ เวลาทองมันอยู่เดี่ยวๆ มันดีในแบบของมัน แต่พอเราจับมันไปอยู่กับเพชร กลายเป็นว่ามันไม่เมกเซนส์ เหมือนแย่งกันเด่น ตอนนั้นเราไม่เข้าใจ ยังบาลานซ์ไม่เป็น 

สมมติเราเอาสิ่งที่ดีที่สุดทั้งหมดมารวมกัน ไอ้นั่นก็ร้อย ไอ้นี่ก็ร้อย พอจับมารวมกัน บางทีมันดูมั่ว แต่ถ้าเราค่อยๆ ไต่ จากสิบ ยี่สิบ ไปถึงร้อย ความรู้สึกจะต่างกันมาก หรือฉากเล็กน้อยระหว่างทางที่ดูเหมือนไม่มีอะไร ก็สำคัญไม่แพ้จุดไคลแมกซ์ นี่คือสิ่งที่ผมค่อยๆ เรียนรู้จากการเขียนบท

ชีวิตติดอิมโพรไวซ์ และบทบาท (ไม่) สมมติของ เต๋อ ฉันทวิชช์ วัย 38 ปี

คุณชอบขีดๆ เขียนๆ มาตั้งแต่เด็กเลยหรือเปล่า

ใช่ครับ สมัยเรียนผมชอบแต่งกลอน แต่งไปเรื่อย แต่งจนได้เป็นตัวแทนโรงเรียนไปประกวด แล้วผมจะสนุกมากกับการเขียนโน่นเขียนนี่ พอจบมอหก คนอื่นทำสมุดเฟรนด์ชิพ เอาให้เพื่อนเซ็น ผมไม่ทำ แต่ผมแต่งนิยายจีนขึ้นมาเรื่องหนึ่ง ร้อยกว่าหน้า โดยเอาเพื่อนทั้งห้องมาเป็นตัวละคร เพื่อนมาอ่านก็สนุกสนานกัน พอคิดย้อนไป เออ ผมก็บ้าดีว่ะ เขียนไปได้ยังไงวะ ร้อยกว่าหน้า (หัวเราะ)

แล้วทำไมถึงเขียนเป็นนิยายจีน

ผมว่าเรื่องมันเยอะดี แล้วเพื่อนในห้องมีสี่สิบสี่คน ถ้าเป็นนิยายทั่วไป ตัวละครมันไม่ได้ แต่ถ้าเป็นนิยายจีน มันมีลัทธิมาร มีคนทำของวิเศษ แค่แก๊งสิบแปดอรหันต์ก็ได้สิบแปดคนแล้ว ก็เลยเขียนเป็นนิยายจีน เพราะมันใส่ทุกคนเข้าไปได้

คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่าการเล่นละครเวทีของคณะมีอิทธิพลกับตัวเองเยอะ

มีอิทธิพลมากเลยแหละ พูดได้ว่าเป็นส่วนสำคัญของชีวิตเลย ตอนผมเข้ามาปีหนึ่ง เมื่อรู้ว่ามีละครของคณะ ผมก็อยากมีส่วนร่วม ซึ่งเด็กปีหนึ่งก็มีส่วนร่วมได้ไม่มากหรอก เขาจะมีการแบ่งเป็นฝ่ายต่างๆ ฝ่ายที่ผมเล็งไว้ตอนแรกคือฝ่ายมัลติมีเดีย ทำวิดีโอ ทำเอ็มวีประกอบละคร ผมอยากทำพาร์ตนี้มาก 

ทีนี้พอมันมีบทละครออกมา เขาจะให้เด็กตั้งแต่ปีหนึ่งถึงปีสี่เข้าไป Try Out ว่าใครจะเล่นบทไหนได้บ้าง ด้วยความที่คณะผมมีผู้ชายน้อย ผู้ชายที่เข้ามาในคณะทุกคนจึงเหมือนถูกบังคับกลายๆ ว่าต้องเข้าไป Try Out บทของผู้ชาย ผมก็ไปลองดู ปรากฏว่าผ่าน ได้รับเลือกให้เป็นนักแสดง 

แต่เหตุผลที่ได้รับเลือกไม่ใช่ว่าแสดงดีนะครับ มันมีบททหารที่เป็นคู่กัน ชื่อสุเมธากับประกาศิต สุเมธานี่หาได้แล้ว อีกคนคือประกาศิต ต้องหาคนที่สูงเท่าๆ กัน ซึ่งมีผมคนเดียว ก็เลยได้เล่น (หัวเราะ) ทั้งเรื่องผมพูดแค่คำเดียวคือ “เฮ้” พูดประมาณเจ็ดครั้ง เหมือนเป็นบทเอ็กซ์ตร้าที่จะโผล่มาเป็นระยะ 

แม้ว่าบทผมจะน้อย แต่กระบวนการตอนซ้อมมีการทำเวิร์กช็อปการแสดง ซึ่งนักแสดงทุกคนจะได้ทำเท่าๆ กันหมด ผมสนุกมากกับการเวิร์กช็อป ผมรู้สึกว่า เฮ้ย โคตรมันเลย มีแบบฝึกหัดเยอะแยะเกี่ยวกับการแสดง นั่นคือครั้งแรกที่ผมได้รู้จักว่าการแสดงคืออะไร 

ทราบมาว่าหลังจากนั้นก็ได้เป็นนักแสดงต่อเนื่องทุกปี

ใช่ครับ ปีหนึ่งเล่นเป็นประกาศิต พูดแค่คำว่า “เฮ้” พอปีสองได้เล่นเป็นคนแก่ มีไดอะล็อกเพิ่มขึ้นนิดหนึ่ง พอถึงปีสามกับปีสี่ได้เล่นเป็นพระเอก

พอได้เข้ามาทำงานในวงการ การเป็นนักแสดงด้วย แล้วเขียนบทด้วย ถือว่าช่วยส่งเสริมกันไหม

ถ้าย้อนไปก่อนหน้านี้ ไม่มีสิ่งที่เป็นจุดตัดระหว่างกัน คือเขียนบทก็เขียนไป เล่นหนังก็เล่นไป แยกเรื่องกัน จนได้มาทำเรื่อง กวน มึน โฮ ผมเป็นหนึ่งในทีมเขียนบทและเป็นนักแสดงด้วย ปรากฏว่ามันเสริมกันอย่างชัดเจนมาก ในแง่ของการแสดง เราจะรู้แบกกราวน์ตัวละครอย่างละเอียดมาก เพราะเราเป็นคนเขียนมา เช่น พระเอกด่านางเอกด้วยไดอะล็อกนี้ บทมีอยู่แค่ไม่กี่คำก็จริง แต่ในฐานะที่เราเขียนบทมา เราจะรู้ว่าทำไมเขาถึงด่า เข้าใจสิ่งที่ไม่มีอยู่ในบท ทำไมเขาถึงเป็นคนแบบนี้ พูดจาแบบนี้ ตอนเด็กๆ เขาโตมายังไง 

ถ้าเราเป็นนักแสดงอย่างเดียว เราอาจไม่รู้ละเอียดแบบนี้ หรือไม่ก็ต้องตีความเอง ทีนี้เวลาผมไปเล่นหนังที่ผมไม่ได้เขียนบท ผมก็เอาทักษะนี้ไปใช้ด้วย เวลาอ่านไดละล็อก ผมจะคิดโดยอัตโนมัติเลยว่าทำไมมันพูดแบบนี้ ทำไมมันเป็นคนแบบนี้ จะย้อนคิดกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของตัวละครด้วย

ชีวิตติดอิมโพรไวซ์ และบทบาท (ไม่) สมมติของ เต๋อ ฉันทวิชช์ วัย 38 ปี

แล้วการเขียนบทที่ตัวเองต้องแสดงด้วย อย่างเช่นเรื่อง กวน มึน โฮ รู้สึกยังไง

แปลกมากครับ กวน มึน โฮ คือเรื่องแรกเลย เป็นการเขียนบทโดยที่รู้ว่าตัวเองจะต้องเล่น อันนี้ต้องเล่าย้อนไปก่อนว่า ก่อนหน้านั้นผมเป็นนักแสดงที่ไม่ได้มีความมั่นใจในตัวเองเท่าไหร่ เรื่องที่ผมเล่นก่อนหน้านั้นคือเรื่อง โปรแกรมหน้า วิญญาณอาฆาต ผมได้รางวัลที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ คือรางวัลทุเรียนเน่า เป็นเหมือนรางวัลการแสดงยอดแย่ ตอนนั้นผมนอยด์ไปเลย ถึงขั้นที่บอกตัวเองว่า กูไม่อยากเป็นนักแสดงแล้ว เขียนบทอย่างเดียวดีกว่า 

จนกระทั่งได้มาทำโปรเจ็กต์ กวน มึน โฮ เขียนบทกับ พี่โต้ง (บรรจง ปิสัญธนะกูล) ช่วงที่เขียนแรกๆ พี่โต้งก็เกิดไอเดียว่า เต๋อ มึงน่าจะเล่นบทนี้นะ มันดูเป็นมึงได้เหมือนกันนะ ตอนนั้นผมยังไม่มั่นใจในตัวเองเท่าไหร่ แล้วพี่โต้งก็พูดประโยคหนึ่งกับผม เป็นประโยคที่ยังจำได้ถึงวันนี้ เขาบอกว่า 

“ถ้ามึงเลิกเล่นตอนนี้ ในอนาคตมันอาจมีหนังสักเรื่องที่มึงเคยเล่นแล้วกลับมาฉายใหม่ แล้วพอคนเอาชื่อมึงไปเสิร์ช เขาจะค้นพบว่ามึงเคยเป็นนักแสดงที่ได้รางวัลทุเรียนเน่า แล้วก็เลิกเล่นหนังไปเลย มึงโอเคเหรอถ้าโปรไฟล์มึงจะเป็นแบบนั้น…” ผมฟังแล้วก็คิดตาม “เชี่ย ไม่ได้ว่ะ กูจะปล่อยให้เป็นแบบนั้นไม่ได้” (หัวเราะ) 

จากนั้นพี่โต้งก็เสนอว่า เอาอย่างนี้ มึงเล่นเรื่องนี้นะ แล้วมาช่วยกันเขียนบทให้แม่งดีเลย การแสดงมึงเอาให้สุดเลย ผมก็โอเค ได้พี่ หลังจากนั้นก็ไปลงเรียนคอร์สการแสดง ฝึกหนักมาก พยายามเต็มที่ แต่ด้วยความที่ผมยังไม่มั่นใจ พอเขียนบทไปถึงฉากที่พระเอกต้องร้องไห้โฮ เพราะจิตใจแตกสลาย ผมคิดในใจว่า เชี่ย กูร้องไห้ไม่ได้แน่ๆ แต่ก็คิดอยู่คนเดียวนะ ยังไม่กล้าบอกพี่โต้ง

ทีนี้มันมีเหตุการณ์หนึ่ง คือตอนกำลังจะบินไปถ่ายทำกันแล้ว ผมรู้สึกว่าซีนนี้เป็นซีนปัญหาของผมมาก ผมเล่นไม่ได้ชัวร์ๆ กลัวมาก ระหว่างที่นั่งเครื่องบินไป ผมนั่งกับพี่โต้งเราก็คุยกันถึงฉากนั้นฉากนี้ แล้วอยู่ดีๆ ผมก็โพล่งขึ้นมา “พี่ ไอ้ฉากนี้ ผมว่าไม่ต้องถึงขั้นร้องไห้หรอกมั้ง” 

เท่านั้นแหละครับ พี่โต้งระเบิดเลย บอกว่าอะไรของมึง มึงกลัวจะเล่นไม่ได้เหรอ จากนั้นก็ด่ายาวเลยครับ กลายเป็นทริปสุดเจื่อน (หัวเราะ) พี่โต้งก็อธิบายว่า เป้าหมายของมึงในเรื่องนี้ คือมึงต้องกลับมาเล่นให้ได้ มึงต้องเอาชนะความเป็นทุเรียนเน่าให้ได้ แต่พอมึงคิดแบบนี้ มันก็ไม่ได้แล้วไง แค่เริ่มต้นคิดก็ผิดแล้ว แล้วมึงเขียนบทมากับกู มึงรู้อยู่แล้วว่าซีนนี้ต้องเป็นแบบนี้

พอแกอธิบายมา ผมก็ไม่มีอะไรเถียง ได้แต่นั่งเงียบไปตลอดทาง พอไปถึงปุ๊บ ถึงเวลาถ่าย ก็ตั้งใจว่าต้องทำให้ได้ มีคนช่วยผมเยอะมาก พี่โต้งจะช่วยบิวด์ คอยเชียร์อัพตลอด รวมถึง ครูเงาะ (รสสุคนธ์ กองเกตุ) ที่เป็น Acting Coach ก็ช่วยผมเยอะ ฉากนี้ฉากเดียวใช้เวลาหลายชั่วโมง จนสุดท้ายผมก็ร้องไห้ได้ พอถ่ายจบปุ๊บ ผมโคตรดีใจ เหมือนเราผ่านจุดที่ยากที่สุดไปได้แล้ว 

ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนในแง่การเป็นนักแสดงเลยไหม

พลิกเลยครับ หลังจากนั้นคือไม่กลัวอะไรแล้ว อาจมีกลัวบ้าง แต่เราเปลี่ยนความกลัวเป็นความตื่นเต้น เพราะเราค้นพบแล้วว่า ความกลัวมันไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นเลย แต่ยิ่งทำให้ทุกอย่างแย่ลง กลัวจะผิด กลัวจะโดนว่า ยิ่งกลัวก็ยิ่งทำให้การแสดงมีปัญหา

หลังจากผ่านด่าน กวน มึน โฮ มา มีด่านไหนที่รู้สึกว่าท้าทายอีกไหม

ตอนเล่นเรื่อง แฟนเดย์ แฟนกันแค่วันเดียว ที่รับบทเป็นเด่นชัย อันนี้ก็ยากครับ เพราะมันเป็นตัวละครที่พิเศษมากๆ คาแรกเตอร์ไม่ตรงกับตัวเราเลย ต้องอาศัยการทำรีเสิร์ชเยอะมาก 

จุดพีกอยู่ที่ช่วงก่อนถ่ายทำ ผมได้โจทย์มาว่า ในชีวิตประจำวัน ผมต้องฝึกเป็นเด่นชัยวันละครั้ง ครั้งละประมาณหนึ่งชั่วโมง เด่นชัยเป็นคนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีตัวตน ไม่ชอบให้ใครมาเห็น และไม่ค่อยมีใครเห็นเขา เป็นคนขี้เขิน มือไม้ไม่รู้จะเอาไปไว้ตรงไหน ถ้ามีใครเข้ามาถามอะไร จะรู้สึกเหมือนโดนคุกคาม 

วิธีการคือ ผมจะเลือกกิจกรรมในแต่ละวัน สมมติขับรถไปเติมน้ำมัน ผมจะขับรถแบบเด่นชัย หรือวันนี้ผมอยู่บ้าน ถ้าเป็นเด่นชัย ผมจะเลือกดูยูทูบหรือรายการที่เด่นชัยน่าจะดู ทำแบบนี้วันละชั่วโมง ตอนแรกก็ใช้การฝืนทำไปก่อน เหมือนแอคติ้ง เด่นชัยน่าจะทำแบบนี้ คิดแบบนี้ จนกลายเป็นความเคยชิน ผ่านเวลาไปสักพักจนเริ่มรู้สึกว่าเราเป็นเด่นชัยจริงๆ บางทีอยู่กับแม่ บอกแม่ว่าชั่วโมงนี้ผมเป็นเด่นชัยนะ แม่ก็เข้าใจ (หัวเราะ)

ชีวิตติดอิมโพรไวซ์ และบทบาท (ไม่) สมมติของ เต๋อ ฉันทวิชช์ วัย 38 ปี
ชีวิตติดอิมโพรไวซ์ และบทบาท (ไม่) สมมติของ เต๋อ ฉันทวิชช์ วัย 38 ปี

เรื่องนี้คุณเป็นทีมเขียนบทด้วยเหมือนกัน รู้แต่แรกเลยไหมว่าต้องเล่นเองด้วย

รู้แต่แรกเลยครับ ข้อแรกเลยคือพี่โต้ง (ผู้กำกับ) รู้สึกว่าบทนี้ ถ้าได้ดารามาเล่นก็ดี แต่เขาต้องการความสมจริงมาก ซึ่งพอเขามองไป ก็นึกไม่ออกว่าดาราคนไหนจะยอมดัดผม ยอมเพิ่มน้ำหนักอีกสิบกิโล มองไปมองมา เขาก็คุยกับผมว่า มึงเขียนบท งั้นมึงเล่นด้วยละกัน เขารู้สึกว่าผมทำได้ ผมมีเชื้อบางอย่างที่เป็นเด่นชัยได้ แล้วตอนนั้นเขารู้สึกว่าการแสดงของผมมันเริ่มซ้ำแล้ว เล่นแบบเดิมๆ มาเยอะแล้ว เป็นพระเอกฮาๆ กวนๆ ซื่อๆ แต่แบบนี้ผมยังไม่เคยเล่น น่าจะมันดี ลองทำไอ้เต๋อให้เป็นแบบนี้ดู จับมันมาเปลี่ยนลุค เปลี่ยนคาแรกเตอร์ให้สุดไปเลย

ปีนั้นเป็นปีที่เหนื่อยและหนักของผมมาก ส่วนหนึ่งเพราะการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพด้วย ผมต้องไปดัดผมให้ฟูๆ หยิกๆ และไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณชน รับงานอีเวนต์ไม่ได้ เพราะเป็นความลับของหนัง ผมเลยต้องใส่หมวกไหมพรมตลอดเวลา นึกภาพการใส่หมวกไหมพรมทุกวันในเมืองไทย ข้างในคือผมฟูๆ หยิกๆ ร้อนมาก 

อีกเรื่องคือต้องเพิ่มน้ำหนัก ซึ่งไม่ได้แพลนไว้แต่แรก ตอนแรกเขาลังเลกันอยู่ว่าจะทำให้น้ำหนักเพิ่ม หรือทำให้ผอมแห้งไปเลยตามลักษณะของคนที่ทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ สุดท้ายเขารู้สึกว่าถ้าผอม เขาเคยเห็นผมแบบผอมๆ แล้ว มันไม่ใหม่แล้ว ลองแบบอ้วนดีกว่า ผมเลยต้องไปเพิ่มน้ำหนักมาสิบกิโล ภายในเวลาประมาณสองเดือนก่อนถ่ายทำ เป็นประสบการณ์ที่หนักมาก เหนื่อยมาก แต่ก็มันดีครับ

ในบรรดาหนังที่เล่นมา เรื่องที่ภูมิใจที่สุดคือเรื่องไหน

แฟนเดย์ฯ ครับ ผมชอบที่สุดแล้ว เพราะมันฉีกจากตัวเราค่อนข้างเยอะ แล้วก็ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ แปลกๆ หลายอย่าง ทำผมหยิก อ้วนขึ้น ใส่ฟันปลอม เป็นตัวละครที่ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะมีโอกาสได้เล่น พอได้เล่นแล้วกลายเป็นว่าผมรักตัวละครนี้ไปเลย

พูดถึงตัวละครไปหลายบทบาทแล้ว ขอถามย้อนถึงตัวตนของคุณบ้าง ถ้าตามสื่อทั่วไป คนจะรู้จักคุณในฐานะพระเอกอารมณ์ดี ขี้เล่น จริงๆ แล้วคุณเป็นแบบนั้นจริงไหม

ก็ตลกนะ อารมณ์ดี แต่ไม่ได้ตลกหรืออารมณ์ดีตลอดเวลา ถ้าเทียบเปอร์เซ็นต์แล้ว ผมอาจอารมณ์ดีและตลกมากกว่าคนทั่วไป มากกว่าเกณฑ์เฉลี่ยนิดหน่อย จะไม่ค่อยโกรธใคร 

สังเกตว่าคุณเป็นคนที่เสียเซลฟ์ง่ายเหมือนกัน ภาวะแบบนี้เป็นมาตั้งแต่เด็กๆ เลยไหม

เป็นแต่เด็กเลยครับ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังเป็นในบางเรื่อง ผมเป็นเด็กที่ไม่กล้ายกมือตอบ เพราะกลัวผิด แล้วก็ไม่ใช่คนที่เป็นผู้นำในการทำอะไรสักอย่าง แต่ผมจะเป็นผู้ช่วยที่เก่งมาก สมมติมีใครเป็นผู้นำขึ้นมา ผมจะช่วยเขาได้ดีมาก พี่ทำแบบนี้นะ เชื่อผม คอยจัดการนั่นนี่ให้ แล้วมันมักจะดี แต่เรายังไม่กล้าที่จะเป็นผู้นำจริงๆ จะมีตอนมอหกได้เป็นประธานสี นั่นคือครั้งแรกที่ได้ค้นพบการเป็นผู้นำของตัวเอง

ชีวิตติดอิมโพรไวซ์ และบทบาท (ไม่) สมมติของ เต๋อ ฉันทวิชช์ วัย 38 ปี
ชีวิตติดอิมโพรไวซ์ และบทบาท (ไม่) สมมติของ เต๋อ ฉันทวิชช์ วัย 38 ปี

ถ้าลองนึกย้อนไป ความกลัว ความไม่มั่นใจในตัวเอง มันมาจากอะไร

เท่าที่จำได้คือ ผมเป็นเด็กที่อยู่คนเดียวมาเกือบตลอด เพื่อนไม่ค่อยมี เป็นคนมีเพื่อนน้อยมากตั้งแต่เด็กเลย เหมือนตอนเด็กๆ ผมไม่รู้ว่าเพื่อนมีไว้ทำไม (หัวเราะ) 

ตอนเด็กเวลาผมอยู่บ้าน ผมจะเอ็นจอยกับการอยู่กับที่บ้านมาก อยู่กับคุณแม่คุณพ่อ อยู่กับน้องชาย ทุกอย่างที่ต้องเล่นกับเพื่อน ผมเล่นกับน้องหมด น้องห่างจากผมห้าปี ผมชอบดูมวยปล้ำ น้องก็ดูตาม แล้วก็เล่นมวยปล้ำด้วยกัน สักพักผมชอบดูบาสเกตบอล น้องก็ดูบาสเกตบอลด้วยกัน เวลาผมเล่นเกมอะไร น้องเล่นด้วยหมด แต่ผมจะไม่ค่อยได้ทำสิ่งเหล่านี้กับเพื่อนเท่าไหร่

แล้วด้วยความที่ผมไปโรงเรียนเช้ามาก ถึงตั้งแต่ตีห้าครึ่ง เพราะที่บ้านเรามีรถคันเดียว คุณพ่อต้องตระเวนส่งทีละคน ไปส่งผมที่โรงเรียนก่อนคนแรก ประมาณตีห้า ซึ่งยังไม่มีใครมา ผมก็จะอยู่คนเดียว เดินตระเวนดูโน่นดูุนี่อยู่คนเดียว แล้วผมจะกลับเป็นคนท้ายๆ เพราะคุณพ่อต้องไปรับคนนั้นคนนี้ก่อน แล้วค่อยมารับผม กลายเป็นว่าผมชินกับการอยู่คนเดียว เวลาต้องไปอยู่ในคนหมู่มากเลยไม่ค่อยชอบ ชอบอยู่กับตัวเองมากกว่า

แง่หนึ่ง บุคลิกแบบนี้ก็ดูขัดแย้งกับการเป็นดารานักแสดงเหมือนกัน

ใช่ แต่คนที่รู้จักผมจริงๆ จะรู้ว่าผมไม่ค่อยชอบสุงสิงกับใคร ผมไปได้นะ ไปแล้วเอ็นจอยด้วย เฮฮาสนุกสนานเต็มที่ แต่ความเอ็นจอยของผมจะหมดเร็วมาก ผมไม่แสดงออกให้ใครเห็นหรอก แต่ในใจผมจะเริ่มรู้สึกว่า กลับได้ยังวะ อยากกลับแล้วว่ะ คิดอยู่ในใจ แต่ภายนอกจะดูเฮฮาเหมือนปกติ 

คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่า ตอนที่เริ่มเล่นละครเวที คุณชอบการอิมโพรไวซ์มาก อยากรู้ว่ากระบวนการนี้ส่งผลกับคุณยังไง

ต้องบอกก่อนว่าในเวิร์กช็อปการแสดง จะมีแบบฝึกหัดให้ทำหลายอย่างมาก เช่น ให้คุยกัน ต่างคนต่างพูดในสิ่งที่ตัวเองต้องการ แล้วก็ไม่ยอมกัน จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะยอมไปเอง หรือให้นั่งบนเก้าอี้ ปิดตา เอาของวางไว้ข้างใต้ แล้วค่อยๆ ย่องไปหยิบของมาให้ได้ ทีนี้เมื่อเอาแบบฝึกหัดแต่ละอย่างมาประกอบกัน มันจะกลายเป็นการแสดง 

พอเราเริ่มแสดงได้แล้ว หนึ่งในแบบฝึกหัดที่เพิ่มเข้ามาคือการอิมโพรไวซ์ วิธีการคือ เขาจะกำหนดสถานการณ์มาหนึ่งอย่าง และกำหนดตัวละครให้แต่ละคน หน้าที่ของเราคือเข้าไปในฉากนั้น แล้วเป็นตัวละครตัวนั้น โดยไม่มีบท ไม่บอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นทั้งนั้น แล้วให้อิมโพรไวซ์ไปตามสถานการณ์

ตัวอย่างเช่น สมมติว่านี่คือลิฟต์ ผมเป็นนักธุรกิจ อีกคนเป็นโจร โจทย์คือสองคนต้องเดินเข้าไปในลิฟต์ พอผู้กำกับบอกว่า เริ่ม! ผมเดินเข้าไปในลิฟต์ โจรก็เดินเข้ามา ใครจะไปชั้นไหนกดไป เหมือนเหตุการณ์ปกติ สักพักจะมีคนบอกโจทย์เป็นระยะ เช่น “ลิฟต์ค้าง” แต่ละคนก็จะเริ่มมีรีแอคกับสิ่งที่เกิดขึ้น “ได้ยินเสียงคนข้างนอก ตะโกนว่ามีคนกระเป๋าตังค์หาย” อ้าว ฉิบหาย จู่ๆ มีข้อมูลใหม่เข้ามา โจรก็เริ่มเลิกลั่ก อ๋อ กูขโมยกระเป๋าตังค์คนมาว่ะ มันทำให้เราต้องขุดคุ้ยความคิดสร้างสรรค์ออกมาใช้ ควบคู่ไปกับการฝึกทักษะการแสดงแบบเฉพาะหน้า

ผมสนุกกับกิจกรรมนี้มาก ชอบมาก มันทำให้ผมพบว่า ผมเป็นคนที่ชอบรีแอคกับสิ่งที่เกิดขึ้นในซีนนั้นๆ แม้กระทั่งทุกวันนี้ เวลาที่ผมไม่มีบทพูด ผมจะสนุกมากกับการรีแอคต่อสิ่งที่เกิดขึ้น นี่คือผลจากการฝึกอิมโพรไวซ์ เพราะไม่ว่าจะเป็นบทหนังหรือบทละคร ในบทจะไม่มีการเขียนว่า เมื่อคนนี้พูดประโยคนี้มา อีกคนต้องทำหน้าเหยเก แต่การจะทำหน้าเหยเก มันต้องเป็นรีแอคจากสิ่งที่เห็นตรงหน้า ต้องดูว่าเขาส่งอะไรมา ส่งมาแบบไหน แล้วเราก็รีแอคกลับไป ผมสนุกมากกับการจับความรู้สึกเหล่านั้นจากตัวละครอื่นๆ นี่คือการอิมโพรไวซ์ เล่นในสิ่งที่ไม่ได้มีอยู่ในบท

ถ้าถามว่าทำไมถึงชอบ อาจเป็นเพราะเด็กๆ ผมเป็นคนชอบเสือกเรื่องชาวบ้านด้วยมั้ง (หัวเราะ) เช่น เวลาใครคุยอะไรกัน ผมจะอยากรู้มากเลยว่าเขาคุยอะไรกันวะ ตอนเด็กๆ ผมเคยไปสวนสาธารณะเพื่อไปดูคนที่เขานั่งจู๋จี๋กัน อยากรู้ว่าเขาคุยอะไรกัน หรือเวลานั่งรถเมล์ ผมชอบสังเกตคน จะมองทุกคนเลย แล้วคิดในหัว เอ๊ะ คนนี้เขาทำอาชีพอะไรวะ มีแฟนมั้ย ขึ้นสายนี้แล้วจะไปลงที่ไหน ไปไหนต่อ อ่าวเฮ้ย ทำไมเขาหลับ สงสัยบ้านอยู่ไกลแน่ๆ 

ผมชอบคิดอะไรแบบนี้ คิดอยู่ในหัวคนเดียว จนตอนหลัง ผมเปลี่ยนจากนั่งรถเมล์เป็นเดินกลับบ้าน ยิ่งมันเลย ได้เห็นคนโน้นคนนี้ เห็นสภาวะแวดล้อมต่างๆ พอถึงบ้านก็หลังเปียก เหงื่อชุ่ม แต่ไม่เหนื่อย รู้สึกว่าสนุกดี ผมจะเป็นเด็กแปลกๆ นิดหนึ่ง (หัวเราะ)

ถ้าเทียบกับการใช้ชีวิต คุณเป็นคนใช้ชีวิตแบบอิมโพรไวซ์ไหม ระหว่างวางแผนเป๊ะๆ กับปล่อยไหล คุณเป็นคนแบบไหน

เป็นแบบอิมโพรไวซ์ครับ ผมเป็นคนไม่ค่อยวางแผน มักจะปล่อยให้ไหลไปตามจังหวะของมันเสมอ แต่หลังๆ พอเราไม่ได้ใช้ชีวิตตัวคนเดียว เช่น มีแฟน ก็ปล่อยไหลตลอดไม่ได้ ต้องมีการวางแผนบ้าง แต่แผนของผมก็ต้องพร้อมปรับเปลี่ยนได้เสมอ จะไม่ชอบวางแผนเป๊ะๆ อิมโพรไวซ์กับชีวิตเยอะ

ชีวิตติดอิมโพรไวซ์ และบทบาท (ไม่) สมมติของ เต๋อ ฉันทวิชช์ วัย 38 ปี

ข้อดีข้อเสียของการเป็นคนแบบนี้คืออะไร

ข้อดีคือเวลาอยู่คนเดียวมันดี ข้อเสียคือเวลาอยู่กับคนอื่น จะไม่ค่อยดี 

สมมติว่าผมอยู่คนเดียว วันนี้ทั้งวันผมไม่แพลนอะไรเลย โมเมนต์ไหนผมอยากทำอะไรก็ทำ ผมว่ามันดีมาก เพราะเราก็มีความสุขของเรา เราไม่ได้เกิดความคาดหวังว่าวันนี้ต้องทำสิ่งนี้ให้ทันนะ แล้วพอทำไม่ทันก็เฟล เราอาจวางแผนคร่าวๆ ว่าอยากทำอะไรในแต่ละวัน ได้ก็ดี ไม่ได้ก็อิมโพรไวซ์ไปทำอย่างอื่น จบ

แต่ถ้ามีคนอื่น เช่น นัดเพื่อน นัดแฟน หรือต้องไปทริปครอบครัว วิธีแบบนี้มันจะดูไร้ความรับผิดชอบระดับหนึ่ง คนอื่นจะระอานิดหนึ่ง (หัวเราะ) อย่างเรื่องง่ายๆ เช่น กินอะไรดี สมมติตั้งใจว่าจะไปร้านนี้ พอไปถึงปุ๊บ ร้านปิด ถ้าเป็นผม ผมไม่ซีเรียสเลยนะ อาจเซ็งนิดหน่อย แต่ก็ไปกินร้านข้างๆ ก็ได้ แต่บางคนจะรู้สึกว่า เฮ้ย เราต้องการมากินร้านนี้ ทำไมไม่เช็กก่อนว่าเปิดหรือปิด เห็นไหมว่ามันเสียเวลา ซึ่งคนที่เป็นแบบนี้ พอมาอยู่กับเรา เราจะเป็นตัวจี้ใจดำเขามากเลย เหมือนเราทำให้เขาอึดอัด ทำให้เขาปรี๊ดได้ตลอดเวลา

แล้วกับเรื่องงาน มีผลอะไรไหม

มีผลเหมือนกันนะ เพราะแพลนงานล่วงหน้าไม่ค่อยได้ แต่ทุกวันนี้ที่ผมรอดตัวมาได้ ส่วนหนึ่งเพราะผมเป็นนักแสดงด้วย ยกตัวอย่างงานเขียนบท ถ้าเป็นบางคน เขาจะมีเวลาที่แน่นอน เขียนจันทร์ถึงศุกร์ เช้าถึงห้าโมง เสร็จแล้วก็พัก แต่พอผมเป็นนักแสดง ผมวางตารางแบบนั้นไม่ได้ เวลานัดกับพี่โต้งจะนัดกันหลวมๆ ถ้าว่างตรงกันก็มาคุยกัน ลุยกันยาวๆ ทั้งวัน 

สมมติวันนี้มีถ่าย รู้แล้วว่ามีช่วงว่างสองชั่วโมง ผมจะโทรหาพี่โต้งเลย พี่ วันนี้ผมว่างสองชั่วโมงนะ ได้ไหม คุยไหม ถ้าโอเคปุ๊บก็ลุยเลย หรือบางวันว่างตอนดึก โทรบอกพี่โต้งวันนี้ว่างสองทุ่มเลยว่ะพี่ ได้ไหม พี่โต้งบอกได้ กูยังไม่นอน สเต็ปการทำงานของผมกับพี่โต้งจะเป็นแบบนี้ อิมโพรไวซ์ไปเลยในแต่ละวัน ผมพร้อมที่จะไม่พักผ่อน พร้อมทำงานได้ตลอดเวลา แต่กำหนดเวลาให้เป๊ะๆ ไม่ได้ 

ตอนนี้คุณอายุ 37 ย่าง 38 มีเป้าหมายไหมว่าสเต็ปต่อไปของชีวิต จะทำอะไร จะเป็นอะไร

(นิ่งคิด) ไม่ค่อยมีนะครับ สเต็ปที่ตั้งไว้ตอนนี้คือเป็นผู้กำกับ ถ้าวันหนึ่งเราเป็นผู้กำกับได้ สเต็ปถัดไปมันจะมาเอง ผมจะค่อยๆ วางทีละสเต็ป พอไปถึงปุ๊บ ค่อยดูสเต็ปถัดไป พยายามทำสิ่งหนึ่งให้สำเร็จก่อน

ก่อนหน้านี้ ตอนที่ผมได้รางวัลทุเรียนเน่า ผมตั้งเป้าไว้ว่า กูต้องทำยังไงก็ได้ เพื่อให้ตัวเองได้รางวัลสักรางวัลที่พิสูจน์ว่าเราแสดงได้ ขอแค่รางวัลเดียว ช่วงนั้นผมคิดเรื่องนี้ทุกวัน จะชอบนึกภาพในหัว เป็นภาพตัวเองขึ้นไปรับรางวัล 

สุดท้ายก็ได้จริงๆ หลายรางวัลด้วย

ใช่ครับ ตอนที่ได้ก็ตื้นตันมากๆ เพราะเราไม่เคยคิดว่าภาพในหัวจะเป็นเรื่องจริง เราแค่ใช้มันเป็นจุดยึดเหนี่ยว เอาไว้บอกตัวเอง อย่าล้มนะ อย่ายอมนะ มึงต้องไปให้ถึงก่อน

ชีวิตติดอิมโพรไวซ์ และบทบาท (ไม่) สมมติของ เต๋อ ฉันทวิชช์ วัย 38 ปี

Writer

พันธวัฒน์ เศรษฐวิไล

อดีตกองบรรณาธิการนิตยสาร WRITER และ The101.world ปัจจุบันเป็นบรรณาธิการฝึกหัด ถนัดในการเรียบเรียงน้ำเสียงและความคิดของผู้คนออกมาเป็นงานเขียนที่น่าสนใจ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ขบฟันกั้นกอดวันทองไว้ ขุนช้างร้องไปชิงไว้หวา

เพชฌฆาตดาบยาวก้าวย่างมา ขุนแผนโถมถาคร่อมเมียไว้

ฉุดคร่าคว้ากันอยู่ดันดึง ฟันผึงถูกขุนแผนหาเข้าไม่

ดาบยู่บู้พับยับเยินไป เข้ากลุ้มรุมฉุดได้ขุนแผนมา

ขุนแผนฮึดฮัดกัดฟันเกรี้ยว บิดตัวเป็นเกลียววางกูหวา

เพชฌฆาตแกว่งดาบวาบวาบมา ย่างเท้าก้าวง่าแล้วฟันลง

ต้องคอนางวันทองขาดสะบั้น ชีวิตวับดับพลันเป็นผุยผง

พอพระไวยถึงโผนโจนม้าลง ตรงเข้ากอดตีนแม่แน่นิ่งไป

หลังจากพระพันวษาทรงสั่งประหารนางวันทองด้วยข้อหาเป็นหญิงหลายใจ เลือกไม่ได้ว่าจะอยู่กับขุนแผนหรือขุนช้าง พระไวย บุตรของขุนแผนกับนางวันทองจึงไปทูลขอชีวิต จนในที่สุดก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษ แต่เมื่อเจ้ากรมยมราชเห็นคนควบม้ามาพร้อมธงขาวส่งสัญญาณยกเลิก เจ้ากรมกลับคิดว่าพระเจ้าแผ่นดินกริ้วที่ตนสั่งประหารช้า จึงรีบให้เพชฌฆาตตัดคอนางวันทองไปเสียก่อน!?

“อ้าว!!!”

รู้ตอนจบกี่ครั้งก็อดอุทานไม่ได้กับความตายอันน่าสลดของ นางวันทอง โฉมงามผู้เกิดในยุคสมัยที่ไม่อาจเลือกอะไรเพื่อชีวิตตัวเอง

ใครหลายคนคงจดจำตัวละครจากวรรณคดีรักสามเส้าเรื่อง ขุนช้างขุนแผน กันได้เป็นอย่างดี เพราะมีบรรจุอยู่ในวิชาภาษาไทยหลายระดับ แต่น่าเสียดายว่าเป็นการหยิบยกมาเพียงบางช่วงบางตอน นักเรียนจึงไปไม่ถึงจุดจบของเรื่องโดยสมบูรณ์เสียที 

แต่การไปไม่ถึงหน้ากระดาษแผ่นสุดท้าย กลับทำให้เกิดสำนวนที่พูดกันอย่างติดปากมาจนถึงปัจจุบันอย่าง ‘วันทองสองใจ’ ซึ่งมักมีความหมายสื่อถึงพฤติกรรมของผู้หญิงมากรัก เลือกไม่ได้ จิตใจโลเล

ในจุดนี้ ไม่ใช่เราเพียงคนเดียวที่อัดอั้นตันใจจนอยากหยิบปากกามาเปลี่ยนชีวิตของวันทองเสียใหม่ เพราะ มุ เจ้าของผลงานอันโด่งดังเรื่อง วันทองไร้ใจ ที่ขึ้นแท่นเป็นการ์ตูนยอดนิยมอันดับ 1 บนแพลตฟอร์มการ์ตูนดิจิทัล WEBTOON ขณะนี้ ได้ลงมือเปลี่ยนพล็อตชีวิตของวันทองด้วยตัวเองจนมีผู้ติดตามกว่า 4 แสนคน มีคนอ่านไปมากกว่า 18.5 ล้านครั้ง! แถมยังมีแฟนคลับนำไปคอสเพลย์กันอย่างจริงจังตั้งแต่ตัวเอกยันตัวประกอบ! ความปังครั้งนี้จึงเป็นหนึ่งในเครื่องการันตีว่า ชีวิตวันทองจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป!

โดยวันทองในเวอร์ชันใหม่ แท้จริงแล้วเป็นสาวยุคปัจจุบันอีกคนที่ตื่นขึ้นมาในร่างของตัวละครในวรรณคดี เธอต้องเผชิญหน้ากับตัวละครอีกมากมายที่เคยได้ยินชื่อ ไม่ว่าจะเป็น สายทอง หรือนางศรีประจัน รวมถึงโจทก์หัวใจอย่าง ขุนช้าง และ ขุนแผน

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

นอกจากนี้ ความน่าสนใจของเรื่องยังไม่ได้หยุดเพียงว่า สาวหลงยุคคนนี้จะทำอย่างไรกับชีวิตที่ถูกบังคับให้อยู่กับขนบธรรมเนียมและแนวคิดแบบเดิม ๆ แต่เธอจะทำอย่างไรไม่ให้จบชีวิตลงที่ลานประหารต่างหาก!

เราชวนคุณมุพูดคุยเกี่ยวกับมุมมองด้านวรรณคดีจากคนที่เรียนเอกภาษาไทย รวมถึงเจาะลึกเบื้องหลังการทำงาน และความอัดอั้นตันใจที่นำมาสู่การสร้างเนื้อเรื่องและตอนจบรูปแบบใหม่ของตัวเอง

ต่อจากนี้ วันทองไม่ต้องโดนหาว่าสองใจอีกต่อไป เพราะเธอจะไร้ใจไปเลย!

ว่าแต่ทำไมวันทองต้องไร้ใจด้วย

เป็นการตั้งล้อสำนวนวันทองสองใจค่ะ ในเรื่องคือเลือกไม่ได้ระหว่างขุนแผนกับขุนช้าง เราเลยไม่เอาทั้งสองคน ก็ไร้ใจไป แต่ถ้าไม่เอาเลยสักคนจริง ๆ เรื่องนี้คงอยู่ WEBTOON หมวดโรแมนซ์ไม่ได้ (หัวเราะ)

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

คุณไม่ชอบเนื้อเรื่อง ขุนช้างขุนแผน แบบเดิม เลยเขียนเวอร์ชันใหม่

ต้องเล่าก่อนว่า ตอนนั้นติดอ่านนิยายจีน ชอบอ่านแนวทะลุมิติเข้าไปในนิยาย หรือแนวทะลุมิติเข้าไปแก้ไขชีวิตตัวเอง ก็เลยคิดว่าของไทยน่าจะมีบ้าง เลยนึกถึงวันทองขึ้นมา เรื่องแรกเป็นแนวทะลุมิติเหมือนกันค่ะ แต่เป็นเรื่องจีน ก่อนหน้านี้เขียนให้ Comico Thailand ตอนนั้นอยากล้อว่ามีแนวทะลุมิติเยอะ ก็เลยเอาทุกคนมาทะลุมิติหมดเลย แนวเบาสมอง ชื่อ เอ้า! ทะลุมิติกันเข้าไป๊

ส่วนเรื่อง วันทองไร้ใจ คือเราคิดว่าพวกตัวเอกของเรื่องแนวนี้มักจะชีวิตรันทด ไม่ได้รับความยุติธรรม วันทองก็เข้าแก๊ปอยู่นะ จริง ๆ เคยมีคนเขียนนิยายเกี่ยวกับวันทอง หรือคนอื่นทะลุมิติที่เป็นตัวละครใน ขุนช้างขุนแผน อยู่แล้ว เราไม่ใช่คนแรกที่เขียน แต่ตอนที่เราอ่าน ขุนช้างขุนแผน เหมือนเราดูละครแล้วขัดใจ ทำไมนางเอกต้องตายด้วยล่ะ! ไม่ได้ผิดสักหน่อย! เราเลยอยากให้วันทองได้มีสิทธิ์มีเสียง ได้แก้ไขชีวิตตัวเอง เพราะเธอคือนางในวรรณคดีที่น่าสงสารอีกคนหนึ่ง

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
การ์ตูนเรื่อง เอ้า! ทะลุมิติกันเข้าไป๊

แสดงว่าจริง ๆ แล้วมีนางในวรรณคดีที่น่าสงสารอีกหลายคน

ใช่ค่ะ

หลายคนมองว่า โมรา กากี ก็กลายเป็นตัวแทนของผู้หญิงหลายใจไปเหมือนกัน

ไม่คิดว่าทั้งสองเป็นตัวแทนผู้หญิงหลายใจ แต่เป็นตัวแทนของผู้หญิงที่เลือกอะไรไม่ได้เลยมากกว่า อย่างโมรา สะท้อนชีวิตสมัยก่อนที่ผู้หญิงต้องขึ้นอยู่กับผู้ชาย ผู้ชายเก่ง ฉันก็รอด ถ้าผู้ชายไม่เก่ง ฉันก็ตายตาม โมราเลยดิ้นรนให้อยู่ในความครอบครองของผู้ชายที่เก่งกว่า แต่มันขัดกับศีลธรรมของสิ่งที่สมัยนั้นคิดว่าดีงาม เธอเลยกลายเป็นตัวร้าย เธอเจอผู้ชายคนนี้ก่อนก็ต้องอยู่กับเขาเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่เธอเพิ่งเกิดจากผอบ ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย

ส่วนกากี อันนี้เป็นพล็อตนิยายอีโรติก (หัวเราะ) ถูกครุฑพาไปอยู่บนวิมานชั้นฟ้า ให้ทำยังไงล่ะ ไม่ยอมแล้วให้กระโดดเมฆตายหรอ แล้วมีคนธรรพ์ไปซ้ำอีก จะให้ทำยังไง เลือกอะไรไม่ได้เลย แต่ไม่รู้ว่าทำไมวันทองสองใจถึงติดหูคนมากกว่า

อีกอย่างคือเรามีการเอาขนบของทางอินเดียมาด้วยว่า ผู้หญิงต้องผุดผ่อง รักเดียวใจเดียว ถ้าหากสามีตายต้องเผาตัวเองตายตาม เป็นการรับอิทธิพลมา และเมื่อก่อนมีความเชื่อว่าผู้หญิงคือสมบัติของพ่อแม่ แต่งงานไปก็เป็นสมบัติของสามี ผู้หญิงจึงไม่มีแนวคิดว่า เราเป็นคน เป็นตัวเอง ไม่ใช่ของใคร มันก็เลยไปในแนวนั้น

ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราไม่ได้เห็นในเรื่อง วันทองไร้ใจ

(หัวเราะ) เพราะว่าเรื่องนี้นางเอกไม่ได้เป็นคนในยุคนั้น เธอเป็นคนยุคปัจจุบันทะลุมิติไป เธอเลยออกมือออกไม้ได้มากกว่า แต่เธอจะไปฉอดทุกคนที่ขวางหน้าก็ไม่ได้ ตรงนี้คือข้อจำกัด เธอต้องอยู่ให้ได้ ถึงไม่อยากประนีประนอมก็ต้องทำหน่อย ไม่งั้นจะถูกหาว่าบ้า

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

ฟังแล้วรู้เลยว่าผู้หญิงถูกกดทับในวรรณคดีอยู่บ่อย ๆ

เพราะว่าวรรณคดีเป็นภาพสะท้อนสังคมในอดีต สมัยก่อนสถานะผู้หญิงเป็นอย่างไร ในวรรณคดีก็สะท้อนออกมาเป็นแบบนั้นเลย อย่างตอนนี้ถ้าเทียบกับวรรณคดี สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปจริง ๆ คือผู้หญิงเป็นคนเขียนเองมากขึ้น จากแต่ก่อนที่ผู้ชายจะเป็นคนเขียนวรรณคดี มันก็ช่วยไม่ได้ที่เนื้อเรื่องจะเป็นไปในมุมมองของผู้ชาย แต่ก่อนมีหน้าที่แบ่งแยกชัดเจนระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย ผู้หญิงต้องอยู่ในบ้าน ผู้ชายอยู่นอกบ้าน ปัจจุบันยังมีบ้าง แต่ก็เปลี่ยนไป ซึ่งสะท้อนผ่านสื่อ ผ่านเรื่องราวของยุคสมัยอย่างที่เราเห็นกัน

ในวรรณคดี สิ่งที่คนเขียนยุคนั้นเขียนออกมาก็สะท้อนเรื่องของคนยุคนั้น พอเราเขียนก็เลยสะท้อนเรื่องของยุคนี้แบบไม่รู้ตัวเช่นเดียวกัน ต่อ ๆ ไปก็จะมีเรื่องอื่น ๆ เพิ่มมา เช่น พ่อค้า ชนชั้น เรื่องทาส แต่อันนี้เป็นทาสในสมัยก่อน หรือความคิดที่ว่าเวลาทำงานจะต้องทำถวายหัว มีบางกลุ่มที่คิดแบบนี้อยู่ในปัจจุบัน แต่อันนี้ต้องรอซีซั่นหน้า

แล้วพอจะมีวรรณคดีหรือนิทานเรื่องไหนบ้างไหมที่ผู้หญิงไม่ถูกกดทับ หรือค่อนข้างมีอิสระมากกว่าที่เรานึกออก

มีเรื่องเดียวเท่าที่คิดออกตอนนี้คือ แก้วหน้าม้า มีสิทธิ์มีเสียงหน่อย มีอำนาจ มีอิทธิฤทธิ์ กำหนดชีวิตตัวเองได้มากกว่า อย่างน้อยก็มากกว่าตัวละครหญิงคนอื่น ๆ 

ตอนที่เขียนเรื่อง วันทองไร้ใจ ขึ้นมา คุณมีเป้าหมายไหมว่าอยากให้ใครมาอ่าน

ตอนแรกคือแค่คนที่อัดอั้นตันใจเหมือนเรา (หัวเราะ) เธอคิดเหมือนฉันใช่ไหม (หัวเราะ) แต่ตอนที่มีการประกวดวาดการ์ตูนของ WEBTOON ในปี 2020 เขาให้วาดเรื่องแนวไหนก็ได้ เราเลยลองส่งเรื่องนี้ไป แต่ไม่ผ่าน ตอนหลังเขาถึงค่อยมาติดต่อว่าสนใจจะวาดไหม เพราะเนื้อเรื่องน่าสนใจ ก็เลยได้วาด เรื่องนี้น่าจะได้รับการติดต่อประมาณปี 2021

หลังจากนั้นคุณก็ได้เขียนต่อยาว ๆ เลย แถมลายเส้นยังสวยมากด้วย เริ่มวาดภาพจริงจังตั้งแต่เมื่อไหร่

มาเริ่มฝึกตอนที่มีเว็บบอร์ด สมัยมหาวิทยาลัย และมีเพื่อนที่ชอบวาดด้วยกันก็ได้แลกเปลี่ยนผลงานกัน เหมือนเป็นการช่วยกระตุ้นเรา เราก็ได้เรียนรู้กับคนที่เรียนมาโดยตรงหรือกับคนที่วาดมาเยอะกว่า

แต่ตอนอนุบาลก็วาดเป็นงานอดิเรกค่ะ วาดเด็กผู้หญิง ดอกไม้ วาดแล้วมีเพื่อนชมก็ยิ่งวาด พอโตขึ้นมาหน่อยสักประถมก็เริ่มวาดเป็นเรื่อง เขียนเองอ่านเอง เป็นลายเส้นญี่ปุ่นหน่อย เพราะชอบการ์ตูนตาหวาน แรงบันดาลใจตอนวาดก็มาจากคุณพ่อด้วย คุณพ่อวาดให้ดู เราก็วาดตาม

แต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย คณะที่เรียนไม่ได้เกี่ยวกับวาดรูปนะคะ เรามาฝึกเอง เปลี่ยนลายเส้นด้วย เพราะตอนแรกก็ไม่ใช่คนวาดสวย ส่วนการเรียนเอกภาษาไทยอาจจะช่วยบ้าง เพราะเราเรียนวิเคราะห์วรรณกรรมมาเยอะ ก็พอมีพื้นฐานการลำดับเรื่อง

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

การที่เรียนเอกภาษาไทยคงทำให้คุณต้องคลุกคลีอยุ่กับวรรณคดีเยอะเลย

เยอะค่ะ เพราะต้องเรียนวรรณคดีซ้ำไปซ้ำมาหลายตัวเหมือนกัน คนอื่นเรียน ขุนช้างขุนแผน ช่วงมัธยมครั้งหรือสองครั้ง แต่พอเราเรียนเอกวรรณคดีจึงเอ็กซ์ตร้าเข้าไปอีก ไม่ถึงกับเรียนจนจบหลายรอบ แต่ได้เรียนจนจบและได้เห็นเวอร์ชันที่หลากหลาย

เท่าที่ตกตะกอนมา คุณคิดว่าอะไรคือคุณค่าของวรรณคดีเรื่อง ขุนช้างขุนแผน

ถ้าตามที่เรียนมา มันเป็นความจริงที่วรรณคดีเรื่องนี้บันทึกประวัติศาสตร์ สังคม ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในสมัยนั้นได้ค่อนข้างจะครบถ้วน ถือว่าแตกต่างจากเรื่องอื่นที่เป็นจักร ๆ วงศ์ ๆ ในรั้วในวัง เรื่องนี้เป็นชีวิตชาวบ้านจริง ๆ 

โดยส่วนตัวคิดว่าเนื้อเรื่องสนุก ตื่นเต้น มีความลุ้น บางฉากมีความเป็นละคร ดราม่าเหมือนซีรีส์เกาหลีอยู่บ้างเหมือนกัน เช่น ฉากที่วันทองจะถูกลากไปแต่งงานกับขุนช้าง แล้วขุนแผนจะมาช่วยไหม ฉากนั้นคือลุ้นมาก แต่พออ่าน ๆ ไปปรากฏว่า ขุนแผนมา ไม่สนใจ นางเอกโดนลากเข้าห้องหอ ม่ายยยย!!! มีความเมโลดราม่าหน่อย หรือจังหวะถูกประหาร พระพันวษาให้อภัยแล้ว คนอ่านก็เสียดายเล่น หรืออีกฉากคือ ขุนแผนผ่าท้องนางบัวคลี่เพื่อทำกุมารทอง อันนี้จะมีความสยอง เป็นตัวเอกสายดาร์ก

รู้สึกยังไงตอนที่ขุนแผนใช้ความรุนแรง

จริง ๆ แอบตั้งคำถามว่า ทำไมคนแบบนี้ถึงมาเป็นพระเอกได้เนี่ย (หัวเราะ)

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

ก็เลยเป็นที่มาของการอยากเปลี่ยนพระเอกของเรื่องหรือเปล่า

ส่วนหนึ่งค่ะ ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะต้องมีพระเอกคนใหม่เลย ตอนแรกจะเอนไปทางให้ขุนช้างเป็นพระเอกด้วยซ้ำ แต่พอเขียน ๆ ไปแล้วรู้สึกว่า ให้มีคนใหม่ไปเลยน่าจะสนุกกว่าในเมื่อเราดัดแปลงใหม่

หรือจริง ๆ แล้ว ขุนแผนไม่มีคุณสมบัติจะเป็นพระเอกแล้ว

(หัวเราะ) ถ้าในความคิดของเราจะให้เขาเป็นพระเอกก็ได้ แต่เนื้อเรื่องจะเป็นอีกแบบไปเลย วันทองจะต้องเหนื่อยหนักมากในการจะเปลี่ยนผู้ชายสักคนหนึ่ง ก็เลยคิดว่าถ้าเป็นคนใหม่มาเลยจะได้อีกรสชาติหนึ่ง เราอยากให้เรื่องนี้เป็นผลงานออริจินัลของเรา ไม่ใช่เอาขุนช้างขุนแผนมารีเมก

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

ตอนที่คิดพล็อตเรื่องนี้ขึ้นมา คิดว่าจะมีคนสนใจไหม

ก็แอบคิดว่าน่าจะมีคนสนใจ น่าจะมีคนคิดเหมือนกับเราเยอะนะ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีคนเขียนนิยายมาก่อน ผลตอบรับตอนประกวดถือว่าดีค่ะ มีคนอ่านเยอะกว่าที่คิด มีคนอัดอั้นตันใจเหมือนเรา (หัวเราะ)

จากวันแรกจนถึงตอนนี้ คุณเดินไปไกลกว่าจุดประสงค์เดิมตอนที่เริ่มเขียนบ้างไหม

ตอนแรกเราคิดแค่เอานางเอกไปฟาดกับผู้ชายสองคนนี้ แต่พอเขียนไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มใส่รายละเอียดเพิ่ม นางเอกไม่ได้จะไปต่อกรกับขุนแผนเหมือนตอนแรก ๆ เพราะคนที่เธอต้องต่อกรมากที่สุดคือ แม่ศรีประจัน เพราะสุดท้ายคนที่เป็นเจ้าของชีวิตวันทองในตอนนี้คือแม่ ไม่ใช่ขุนแผน เป็น Last Boss ของซีซั่นแรก ด้วยความเป็นแม่ เรายังทำอะไรมากไม่ได้ ต้องหาวิธีอื่นที่จะทำให้เรามีชีวิตอิสระจากเขาได้ โดยไม่ทำให้เขาเจ็บช้ำมากเกินไป 

ตอนที่วาดนางวันทอง มีการใส่ตัวตนของคนวาดลงไปในตัวละครบ้างไหม

นิสัยเราสองคนไม่เหมือนกันเท่าไหร่ (หัวเราะ) เราไม่ค่อยจะไปฉอดใคร แต่อะไรที่เราอยากทำ เราจะให้ตัวละครทำแทน ถ้าให้เหมือนกัน คือเรื่องทัศนคติว่าเราคิดอย่างไร ซึ่งจะคล้ายกัน มีความเหมือนแค่บางส่วน

ถ้าอย่างนั้นวันทองเวอร์ชันนี้มีต้นแบบมาจากไหน

เหล่าทวิตเตี้ยนทั้งหลายค่ะ ชาวทวิตเตอร์ เราคิดว่าถ้าเป็นคนในทวิตเตอร์จะคิดอย่างไร (หัวเราะ) เป็นเหมือนเฟมินิสต์ แค่บังเอิญเล่นทวิตเตอร์

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

พูดถึงการทำงาน ได้ข่าวว่าตอนแรกคุณทำงานแบบโซโลคนเดียว

ตอนแรกทำคนเดียว แต่ไป ๆ มา ๆ ไม่ไหว ตอนนี้เลยมี 3 คน เพิ่มมาทีละคน ๆ ให้เพื่อนมาช่วย ทำทุกอย่างเลยประมาณ 10 ตอนแรก มีแค่เรากับโปรแกรมช่วยบ้าง ใช้ 3D ช่วยทำฉาก หรือใช้หุ่นโมเดลสามมิติก็ร่างได้ไวขึ้น แต่สุดท้ายก็ไม่ไหว ต้องให้คนช่วยจริง ๆ 

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

พวกโปรแกรมก็เรียนรู้การใช้งานเองทั้งหมดเลยไหม

ใช่ค่ะ ยากเอาเรื่อง เรื่อง วันทองไร้ใจ เป็นเรื่องแรกที่ใช้ 3D ประกอบ เพราะเรือนไทยหาโหลดฉากไม่ได้ แล้วเราต้องใช้หลายมุม ถ้าปั้นเป็น 3D จะคุ้มกว่า เพราะเราปรับได้หลายมุม ก็เลยลองปั้นเอง ตอนแรกใช้ SketchUp แต่เพราะเราไม่มีพื้นฐานเลยเริ่มต้นลำบาก บังเอิญมาเจอโปรแกรมที่มันง่ายขึ้นก็เลยใช้

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ตอนทำงานคนเดียว อะไรคือสิ่งที่ท้าทายที่สุด

ลงสี 50 กว่าช่องค่ะ มันเยอะ อดนอนอยู่พักหนึ่ง (หัวเราะ) เพราะต้องส่งงานวันศุกร์ เนื่องจากมีกำหนดออนแอร์ ตอนนี้ยังทำทัน เพราะเราทำตอนตุนไว้ก่อน เรารู้ตัวว่าต้องมีเลทแน่นอน เลยมีทำตุนเอาไว้ 1 ตอนใช้เวลา 6 – 7 วัน บางตอนที่รายละเอียดไม่เยอะ 5 วันครึ่งหรือ 6 วันก็เสร็จ

ต้องมีการทำการบ้านระหว่างตอนเยอะไหม

มีบ้าง อย่างการเปิดเสภา หรือเปิดพจนานุกรมเทียบ แต่หลัก ๆ คือเสภา ขุนช้างขุนแผน เรายึดของห้องสมุดวชิรญาณเป็นหลัก ถ้าหากมีฉากไหนที่เราสงสัยลำดับเนื้อเรื่อง ตลอดจนสีผ้าก็ไปเปิดดูได้ โชคดีที่มีออนไลน์ แต่อันนี้เป็นเรื่องของรายละเอียด

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ดูละเอียดจนถึงลายผ้าเลยทีเดียว

ใช่ค่ะ อย่างน้อยก็ตอนต้น ๆ แต่พอดำเนินเรื่องไป เราจะเริ่มปรับไปเรื่อย ๆ ไม่ได้อิงตามเดิมเป๊ะแล้ว แต่บางตัวละครออกมาครั้งแรกเป็นฉากที่มีในเรื่อง เราก็อยากให้สีตรงกัน อย่างตอนแรกที่วันทองออกมาก็จะใส่สีแดง วาดไปสักพักก็เปลี่ยนเป็นสีชมพูแทน ตรงนี้เราไม่ได้ใส่คำอธิบายอะไร เพราะเป็นความฟินส่วนตัวที่ได้ใส่ลงไป แต่ก็มีคนรู้นะคะ คนที่เรียนมา เราประมาทคนอ่านไม่ได้เลยค่ะ มีคนที่รู้มากกว่าเราอยู่เสมอ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

กว่าจะเป็นหนึ่งตอนนี่ทำอะไรหลายอย่างเลย หลังเสร็จงานค้นคว้าแล้วคุณต้องทำอะไร

การบ้านอันนี้จะไปอยู่ตรงเขียนสตอรี่บอร์ด เขียนเสร็จแล้วก็เริ่มร่าง ตัดเส้น ส่งให้ผู้ช่วยคนที่หนึ่งเทสี แล้วส่งให้ผู้ช่วยคนที่สองลงเงา ใส่เครื่องประดับ จากนั้นก็ส่งกลับมาให้เราแต่งสี ใส่ฉากหลัง พิมพ์คำพูด แล้วส่งกลับไปให้ผู้ช่วยคนที่หนึ่งจัดฟอนต์ให้อีกที จากนั้นส่งกลับมาให้เรา มันจะส่งไปส่งมาหน่อยนะคะ ส่งมาให้เราดูความเรียบร้อย แล้วส่งให้ผู้ดูแล WEBTOON เขาจะเช็กคำผิด บางทีก็มีแก้บางช่อง เช่น ตอนจบขอค้างกว่านี้หน่อย เรื่องตรงนี้ละเอียดอ่อน ช่วยเพิ่มอะไรหน่อย

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

การบ้านที่ต้องทำหนักที่สุดของเรื่องนี้คืออะไร

ความเป็นอยู่ในยุคนั้น เพราะตอนแรกไม่มีในหัวเลยว่าคนยุคนั้นอยู่กันอย่างไร เราจะนึกเนื้อเรื่องไม่ออก ต้องไปศึกษาตรงนั้นก่อนค่ะ

สำหรับสถาปัตยกรรม บ้านเรือน มีหนังสือเล่มไหนที่คุณใช้อ้างอิงบ้างไหม

อาจจะไม่ถึงกับเป็นหนังสือ แต่อย่างบ้านของนางวันทอง เราใช้พระตำหนักทับขวัญที่จังหวัดนครปฐมเป็นต้นแบบ มีเมืองโบราณด้วย ช่วยได้เยอะ บางอย่างที่มันหาไม่ได้ เช่น สภาพความเป็นอยู่ โชคดีที่มีละครทำมาก่อน เขาค้นคว้ามาแล้ว เราก็ขอมาใช้บ้าง บุพเพสันนิวาส นี่ช่วยได้เยอะเลยค่ะ เพราะพอ บุพเพฯ ออกมาก็มีหนังสือเกี่ยวกับอยุธยาตามมาเยอะมาก เราจึงได้เดินตามรอยเขา

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

แบบนี้ถึงจะเป็นนักศึกษาเอกภาษาไทยที่ผันตัวมาเป็นนักวาดการ์ตูน แต่การอ่านหนังสือก็ขาดไม่ได้เลย

ใช่ค่ะ เป็นนิสัยส่วนตัวด้วยว่า เวลาเราคิดพล็อต จะชอบคิดจากข้อมูลมากกว่า

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

แต่จินตนาการเองก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ บางตัวละครจึงไม่มีอยู่จริงในวรรณคดี

อย่างปรงทองกับเปลวคำก็ใส่เข้าไปเพื่อให้เรื่องมีความเป็นของเรามากขึ้น เป็นโอเอซิสของเรื่อง เป็นจุดดึงดูดความสนใจของคนอ่าน เพราะถ้ามีแค่ขุนช้างกับขุนแผน คนที่ไม่ชอบทั้งสองคนก็จะไม่มีเมน เราเลยใส่สองคนนี้เข้าไปให้ แล้วก็เหมือนชูใจคนวาดด้วย อย่างปรงนี่ คนวาดชอบ อยากวาดผู้หญิงน่ารักค่ะ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

เท่าที่ฟังมาคุณทำงานกับประวัติศาสตร์และค่านิยมอยู่ตลอด มีเรื่องอะไรที่กังวลบ้างไหม

บางอย่างเป็นข้อมูลที่ไม่ใช่ปฐมภูมิ ไม่ได้เป็นข้อมูลแรกเริ่มดั้งเดิม ของบางคนอาจจะผ่านการวิเคราะห์ สังเคราะห์มาแล้ว เราก็ไม่ทราบ ไม่แน่ใจว่าถูกไหม อย่างเรื่องช้างใช้เท้าหลังเดินก่อน เราก็ต้องไปเปิดคลิปช้างเดินดู แต่ข้อดีคือเราเซ็ตให้นางเอกทะลุเข้าไปในวรรณคดี ไม่ใช่ย้อนอดีต ในเสภาจะมีการปนกันของยุคสมัยอยู่ บางฉากก็เหมือนอยู่ในอยุธยา แต่บางเมนูอาหารหรือเสื้อผ้าบางอย่างกลับเป็นสมัยรัตนโกสินทร์ มันจึงปนกันอยู่ในนั้น เราเลยไม่ได้ซีเรียสเรื่องยุคสมัยมาก เรายึดว่าเป็นเรื่องในวรรณคดี ถ้าแยกออกมาทีละยุคจะเป็นงานที่หนักไปหน่อย (หัวเราะ)

คุณมองเห็นความน่ากลัวของค่านิยมจากเรื่องนี้บ้างไหม

ส่วนมากพอเกิดเป็นค่านิยม เราก็ไหลไปตามนั้น ไม่ได้ตรวจสอบตัวเองจนไหลไปตามกระแส บางครั้งจึงเกิดการทำร้ายกันเองด้วยค่านิยม ความเชื่อ อย่างวันทองนี่ไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้คิดด้วยซ้ำว่าเธอคิดได้ เลือกได้ เขาไม่เอ๊ะเลย เราก็ไม่เอ๊ะ พอไปเรื่อย ๆ จึงเกิดเป็นค่านิยมมองผู้หญิงเป็นสิ่งของ วันทองเป็นคนยุคนั้น เขาก็อยู่อย่างนั้น แล้วคนที่กำหนดค่านิยมในยุคนั้นก็เป็นชนชั้นสูง ขุนนางด้วย

หลังเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานมาพอสมควร อะไรคือความท้าทายในการทำงานชิ้นนี้

เรื่องทำเป็นทีมนี่แหละค่ะ ก่อนหน้านี้ทำงานคนเดียวมาก่อน มันจึงเป็นเหมือนการเรียนรู้กันระหว่างผู้ช่วยและทีมงานว่า เราจะทำอย่างไรให้ตารางเวลาลงตัว เป็นครั้งแรกที่ได้จ้างคน เพราะเพิ่งมีเงินจ้างค่ะ (หัวเราะ) เป็นเรื่องแรกที่มีคนติดตามเยอะขนาดนี้ เลยมีความกดดันด้วย กลัวว่าเราจะมีอะไรบ้งโดยที่ไม่รู้ตัวแล้วเผลอปล่อยออกไป แต่โชคดีที่ทำงานเป็นทีมก็เลยมีคนช่วยดู

ตอนนี้ก็ทำงานการ์ตูนเป็นอาชีพหลักเลย เพราะถ้าไม่หลักคงจะไม่มีเวลาวาดใช่ไหม

ไม่สามารถทำงานอื่นได้เลย จากที่เคยรับมาก็ต้องวางกองไว้ก่อน เพื่อเรื่อง วันทองไร้ใจ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ถามเรื่องความต่างระหว่างเรื่องของคุณกับวรรณคดีไปเยอะแล้ว มีอะไรที่ไม่แตกต่างกันบ้างไหม

อันที่จริงก็มีบางอย่างที่พยายามคงไว้ เช่น ประเพณี ข้าวปลาอาหาร อันนี้คือเอามาจากเสภา และความปากจัดของแม่ศรีประจันก็ด้วย นอกนั้นก็มีเปลี่ยนไปเยอะเลย

กระแสตอบรับตอนที่เรื่องนี้ออกไปแล้วทำให้ใจฟูบ้างไหม

ดีกว่าที่คิดเยอะเลยค่ะ รู้สึกดีใจที่มีคอมเมนต์ให้อ่านทุกสัปดาห์ ชอบมากที่ได้อ่านความเห็นของทุกคน มีคนที่สังเกตเยอะ ๆ ก็ทำให้เราดีใจ เช่น รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราไม่ได้บอก หรือแม้กระทั่งเกิดการถกเถียงกันว่า ขุนแผนก็ไม่ได้แย่นะ มันเป็นเพราะสภาพสังคมในสมัยนั้น เขาเลยเป็นแบบนี้

เหล่าผู้อ่านน่ารักมาก ต้องขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนมาก ๆ WEBTOON เราเขียนเป็นสัปดาห์ต่อสัปดาห์ เราไม่รู้เลยว่าจะเขียนได้ยาวแค่ไหน จะถูกตัดจบไหม แต่เพราะได้รับการสนับสนุนจากทุกคนเลยได้เขียนต่อยาว ๆ ทุกคนช่วยเปย์อ่านล่วงหน้า ทำให้ได้เงินมาสนับสนุนผู้ช่วย อันนี้สำคัญมาก ช่วยได้เยอะจริง ๆ ค่ะ อ้อ! เห็นคอมเมนต์ของเพื่อนบ้านชาวลาวด้วย เขามาอ่านก็ดีใจจริง ๆ อนาคตอยากให้ไปต่างประเทศ มีการแปลด้วย อันนี้ก็ได้แต่ภาวนาค่ะ

แฟนคลับคุณแน่นหนามาก ชุมชนวันทองไร้ใจแข็งแกร่งจนมีคนนำไปคอสเพลย์ด้วย

อันนี้ดีใจมาก เป็นความใฝ่ฝันของนักวาดหลายคน แต่งกันสวยเหมือนหลุดออกมาจากในเรื่องเลย ขนาดเป็นตัวละครที่ไม่ใช่ตัวหลักอย่างแม่ศรีประจันก็มี แปลกใจมาก ต้องขอบคุณอีกครั้งนะคะ

ก่อนจากกันขอถามย้ำอีกครั้งว่า จุดจบวันทองจะเหมือนเดิมไหม

(หัวเราะ) ต้องไม่เหมือนเดิมอยู่แล้ว เพราะไม่ใช่วันทองแล้ว แต่เป็นนางเอกคนใหม่ เนื้อเรื่องก็ต้องต่าง ติดตามกันต่อไปนะคะ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ภาพ : มุ

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load