ภาพจำสำหรับคนทั่วไปของ เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี คือพระเอกหนุ่มอารมณ์ดี ขี้เล่น มีมุมทะเล้นและอบอุ่นผสมกันในสัดส่วนกำลังดี นั่นคือจุดเด่นที่ทำให้เขากลายเป็นที่รักของมหาชน

ทว่าย้อนไปในวันที่ยังไม่มีคนรู้จัก เขาเคยเป็นเด็กหนุ่มที่ขาดความมั่นใจ ค่อนข้างเก็บตัว และมีความคิดฟุ้งซ่านอยู่ในหัวจนนอนไม่หลับอยู่บ่อยๆ 

แม้จะเรียนดีในระดับที่สอบติดคณะแพทย์ได้ แต่กลับเลือกคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ที่ที่ช่วยบ่มเพาะให้พรสวรรค์ของเขาเปล่งประกายออกมา เริ่มต้นจากการจับพลัดจับผลูไปเป็นนักแสดงละครเวทีของคณะตั้งแต่ปี 1 ต่อเนื่องจนถึงปี 4 ควบคู่ไปกับการฝึกปรือฝีมือในการเขียนบทอย่างเอาจริงเอาจัง 

ชีวิตติดอิมโพรไวซ์ และบทบาท (ไม่) สมมติของ เต๋อ ฉันทวิชช์ วัย 38 ปี

ทุกวันนี้ เขาเป็นที่ยอมรับทั้งในฐานะนักแสดงเบื้องหน้า และในฐานะคนทำงานเบื้องหลัง โดยเฉพาะการเป็นนักเขียนบทมือฉมัง

สิ่งที่คนไม่ค่อยรู้ คือครั้งหนึ่งเขาเคยได้รับรางวัลนักแสดงยอดแย่ จิตตกจนอยากประกาศเลิกเล่นหนัง โชคดีที่มีมิตรสหายช่วยฉุดรั้งไว้ พร้อมชุบชีวิตเขาขึ้นมาใหม่ 

ภายใต้ใบหน้าซื่อๆ บุคลิกสบายๆ เขาเป็นคนซับซ้อนกว่าที่เห็น เช่นเดียวกับเส้นทางในวงการบันเทิงที่เจอด่านหินอยู่เป็นระยะ 

ในวัยย่าง 38 ปี เราชวนเต๋อมานั่งทบทวนชีวิตที่ผ่านมา ตั้งแต่ฉากแรกที่ก้าวเข้าสู่วงการ งานเขียนบทที่ช่วยระบายความฟุ้งซ่านในหัว ตัวละครที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนชีวิต ไปจนถึงการขับเคลื่อนชีวิตด้วยการอิมโพรไวซ์

ชีวิตติดอิมโพรไวซ์ และบทบาท (ไม่) สมมติของ เต๋อ ฉันทวิชช์ วัย 38 ปี

ทราบมาว่าคุณเรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ทำไมถึงเลือกคณะนี้

ตอนขึ้นมอสี่แล้วต้องเลือกสายวิทย์กับสายศิลป์ คะแนนผมเลือกสายวิทย์ได้ ทุกคนก็เชียร์ สนับสนุน บอกว่าถ้าเลือกวิทย์ได้ให้เลือกไปก่อน ผมเลยเลือกสายวิทย์ แล้วก็เรียนๆ ไป ไม่ได้ชอบนะ แต่เรียนได้ ทำได้ทุกอย่าง เคยตั้งเป้าไว้ว่าอยากเป็นหมอด้วย เพราะตอนนั้นที่บ้านมีญาติที่เรียนหมอหลายคน เขาก็อยากให้ผมเป็นหมอด้วย 

พอถึงช่วงเอนทรานซ์ ผมสอบสองรอบ รอบแรกผลออกมาคะแนนโอเค เลือกหมอได้ อาจไม่ได้ที่ที่ดีมาก แต่มีที่เรียนแน่ๆ แต่ผมกลับคิดหนักมากเลยว่า ถ้าเราเข้าไปเรียนจริงๆ จะโอเคไหมกับชีวิตเรา เพราะเอาเข้าจริงผมไม่ได้ชอบมันขนาดนั้น วัดจากการเรียนสายวิทย์มาสามปี รู้สึกถ้าต้องไปเรียนหมออีกหกปี แล้วมีอาชีพหมอไปอีกทั้งชีวิต มันจะโอเคจริงๆ เหรอวะ (หัวเราะ)

ช่วงนั้นถามตัวเองเยอะมาก เครียดมาก จนสุดท้ายได้คำตอบว่า ผมไม่อยากเรียนหมอ ไม่อยากทำอาชีพเกี่ยวกับสายวิทย์ จากนั้นผมก็มาดูว่าตัวเองชอบอะไร พบว่าผมชอบดูหนัง รู้แค่นี้เลย ยังไม่รู้ซ้ำด้วยว่าต้องเรียนคณะไหน ยังไง แล้วมันจะแปรเปลี่ยนไปเป็นอาชีพได้ยังไง พอลองหาข้อมูล ไปเจอว่ามีคณะนิเทศศาสตร์ที่มีสาขาภาพยนตร์ ก็ตั้งใจเลยว่าอยากเรียนคณะนี้ พอเอนทรานซ์รอบสอง ผมใช้วิธีกึ่งหักดิบ คือไม่สอบวิชาสำหรับสายวิทย์เลย เอาแต่สายศิลป์อย่างเดียว ตั้งใจว่าจะเข้านิเทศ จุฬาฯ ให้ได้ 

พอสอบเข้าคณะนิเทศฯ ได้ มุ่งมั่นเลยไหมว่าจะเรียนสาขาภาพยนตร์

ตอนเข้าไปแรกๆ เป๋มากเลย เพราะปีหนึ่งเราต้องเรียนวิชาที่เป็นอินโทรของทุกสาขา ซึ่งแต่ละวิชาก็คัดเฉพาะสิ่งที่น่าสนใจมาสอนก่อน พอเรียนไปสักพัก เฮ้ย โฆษณาก็ดูสนุกดีว่ะ มีครีเอทีฟ มีก็อปปี้ไรต์เตอร์ ผมชอบคิดชอบเขียนอยู่แล้ว รู้สึกสนุกมากกับการเรียนวิชาโฆษณาตอนปี 1

พอเข้าปีสอง แต่ละวิชาจะลงลึกไปอีก กลายเป็นว่าพอได้ลงลึกด้านโฆษณา ผมไม่ค่อยชอบแล้ว มันเริ่มมีเรื่อง Business มีเรื่อง Marketing ซึ่งผมไม่ได้ชอบขนาดนั้น ผมชอบแค่บางส่วนของมัน แต่กับวิชาภาพยนตร์ ตั้งแต่เรียนมาไม่มีอะไรที่ไม่ชอบเลย กระทั่งปีสาม ต้องเลือกสาขา ผมเลยเลือกเอกสาขาภาพยนตร์ แล้วเลือกวิชาโทเป็นสาขาโฆษณา

ตอนที่ตัดสินใจเลือกเอกภาพยนตร์ มีภาพในหัวไหมว่าเรียนจบไปแล้วจะเป็นอะไร

ไม่มีครับ แค่อยากอยู่ในกระบวนการของภาพยนตร์ แต่ไม่รู้ว่าจะเข้าไปอยู่ตรงไหนด้วยซ้ำ ตอนนั้นยังคิดแบบเด็กๆ ว่า ถ้าเราเรียนแล้วสนุก เดี๋ยวก็มีงานเข้ามาเองแหละ ประกอบกับช่วงนั้นผมเริ่มมีงานเล็กๆ ที่รุ่นพี่ชวนไปทำ เป็นเอ็กซ์ตร้าบ้าง เป็นผู้ช่วยบ้าง ใครให้ช่วยอะไรเราไปหมด ได้เห็นกระบวนการถ่ายทำ เห็นงานเบื้องหลัง เริ่มรู้สึกว่าสนุกว่ะ แต่ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าจะเติบโตไปเป็นอาชีพอะไรในสายงานนี้ รู้อย่างเดียวว่า ช่วงปีสาม ปีสี่ คะแนนวิชาเขียนบทผมดีมาก อวดได้เลย เป็นตัวท็อปๆ ของรุ่นเลย 

ที่บอกว่าเรียนวิชาเขียนบทได้ดี คิดว่าเป็นเพราะอะไร 

อาจเพราะผมเป็นคนเพี้ยนๆ ชอบคิดอะไรฟุ้งซ่านจนนอนไม่หลับ แล้วมันก็ไม่ค่อยมีที่ทางให้ผมระบายออกมา ทีนี้พอได้มาเรียนเขียนบท สิ่งที่เกิดขึ้นคือ พอผมใช้สมองไปกับการเขียนบท สิ่งที่เคยฟุ้งซ่านอยู่ในหัวก็ออกมาเป็นตัวหนังสือ ออกมาเป็นไอเดีย แล้วมันทำให้หลับได้ เพราะผมใช้สมองหมดไปกับมันแล้ว พอทำได้ก็เริ่มสนุก เริ่มเจอจุดนี้ รู้สึกว่าอยากคิดบทเจ๋งๆ ให้ได้ พอเขียนออกมาได้แล้วมันสะใจดี 

อย่างที่บอกไปว่า ผมเรียนวิชาเขียนบทได้ดี อาจารย์ชมตลอด ทำให้ผมพราวด์ รู้สึกว่าตัวเองเก่งมาก จนได้ไปร่วมทีมเขียนบทเรื่อง เก๋า..เก๋า ผมกลับไปไม่เป็นเลย จากที่เคยคิดว่ากูเจ๋ง กลายเป็นว่าเรายังห่วยมาก บางอย่างที่คิดว่าโคตรดีในแบบของเรา แต่มันใช้ไม่ได้ในโลกการทำงานแบบผู้ใหญ่ ตอนนั้นผมเสียเซลฟ์ไปพักใหญ่เหมือนกัน ผมเขียนเรื่องนั้นกับเพื่อนๆ อยู่เกือบสองปี เขียนจนท้อ แต่ในใจก็รู้สึกว่า เดี๋ยวมันต้องดีขึ้นสิวะ แล้วก็พัฒนามาเรื่อยๆ

ความแตกต่างระหว่างการเขียนบทส่งอาจารย์กับการเขียนบทจริงๆ คืออะไร ช็อตไหนที่ทำให้รู้สึกว่า นี่แหละของจริง

ในแง่ของบท ถ้ามองเป็นโซ่เส้นหนึ่งที่แต่ละส่วนมันร้อยเรียงกันอยู่ สมัยเรียนผมจะรู้สึกว่า เดี๋ยวกูจะเอาเพชรมาใส่ตรงนี้ เอาทองมาอยู่ตรงนั้น เอาให้มันจะอร่ามสุดๆ ไปเลย แต่ในแง่การทำงานจริง บางทีทองกับเพชรมันอยู่ด้วยกันไม่ได้ เวลาทองมันอยู่เดี่ยวๆ มันดีในแบบของมัน แต่พอเราจับมันไปอยู่กับเพชร กลายเป็นว่ามันไม่เมกเซนส์ เหมือนแย่งกันเด่น ตอนนั้นเราไม่เข้าใจ ยังบาลานซ์ไม่เป็น 

สมมติเราเอาสิ่งที่ดีที่สุดทั้งหมดมารวมกัน ไอ้นั่นก็ร้อย ไอ้นี่ก็ร้อย พอจับมารวมกัน บางทีมันดูมั่ว แต่ถ้าเราค่อยๆ ไต่ จากสิบ ยี่สิบ ไปถึงร้อย ความรู้สึกจะต่างกันมาก หรือฉากเล็กน้อยระหว่างทางที่ดูเหมือนไม่มีอะไร ก็สำคัญไม่แพ้จุดไคลแมกซ์ นี่คือสิ่งที่ผมค่อยๆ เรียนรู้จากการเขียนบท

ชีวิตติดอิมโพรไวซ์ และบทบาท (ไม่) สมมติของ เต๋อ ฉันทวิชช์ วัย 38 ปี

คุณชอบขีดๆ เขียนๆ มาตั้งแต่เด็กเลยหรือเปล่า

ใช่ครับ สมัยเรียนผมชอบแต่งกลอน แต่งไปเรื่อย แต่งจนได้เป็นตัวแทนโรงเรียนไปประกวด แล้วผมจะสนุกมากกับการเขียนโน่นเขียนนี่ พอจบมอหก คนอื่นทำสมุดเฟรนด์ชิพ เอาให้เพื่อนเซ็น ผมไม่ทำ แต่ผมแต่งนิยายจีนขึ้นมาเรื่องหนึ่ง ร้อยกว่าหน้า โดยเอาเพื่อนทั้งห้องมาเป็นตัวละคร เพื่อนมาอ่านก็สนุกสนานกัน พอคิดย้อนไป เออ ผมก็บ้าดีว่ะ เขียนไปได้ยังไงวะ ร้อยกว่าหน้า (หัวเราะ)

แล้วทำไมถึงเขียนเป็นนิยายจีน

ผมว่าเรื่องมันเยอะดี แล้วเพื่อนในห้องมีสี่สิบสี่คน ถ้าเป็นนิยายทั่วไป ตัวละครมันไม่ได้ แต่ถ้าเป็นนิยายจีน มันมีลัทธิมาร มีคนทำของวิเศษ แค่แก๊งสิบแปดอรหันต์ก็ได้สิบแปดคนแล้ว ก็เลยเขียนเป็นนิยายจีน เพราะมันใส่ทุกคนเข้าไปได้

คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่าการเล่นละครเวทีของคณะมีอิทธิพลกับตัวเองเยอะ

มีอิทธิพลมากเลยแหละ พูดได้ว่าเป็นส่วนสำคัญของชีวิตเลย ตอนผมเข้ามาปีหนึ่ง เมื่อรู้ว่ามีละครของคณะ ผมก็อยากมีส่วนร่วม ซึ่งเด็กปีหนึ่งก็มีส่วนร่วมได้ไม่มากหรอก เขาจะมีการแบ่งเป็นฝ่ายต่างๆ ฝ่ายที่ผมเล็งไว้ตอนแรกคือฝ่ายมัลติมีเดีย ทำวิดีโอ ทำเอ็มวีประกอบละคร ผมอยากทำพาร์ตนี้มาก 

ทีนี้พอมันมีบทละครออกมา เขาจะให้เด็กตั้งแต่ปีหนึ่งถึงปีสี่เข้าไป Try Out ว่าใครจะเล่นบทไหนได้บ้าง ด้วยความที่คณะผมมีผู้ชายน้อย ผู้ชายที่เข้ามาในคณะทุกคนจึงเหมือนถูกบังคับกลายๆ ว่าต้องเข้าไป Try Out บทของผู้ชาย ผมก็ไปลองดู ปรากฏว่าผ่าน ได้รับเลือกให้เป็นนักแสดง 

แต่เหตุผลที่ได้รับเลือกไม่ใช่ว่าแสดงดีนะครับ มันมีบททหารที่เป็นคู่กัน ชื่อสุเมธากับประกาศิต สุเมธานี่หาได้แล้ว อีกคนคือประกาศิต ต้องหาคนที่สูงเท่าๆ กัน ซึ่งมีผมคนเดียว ก็เลยได้เล่น (หัวเราะ) ทั้งเรื่องผมพูดแค่คำเดียวคือ “เฮ้” พูดประมาณเจ็ดครั้ง เหมือนเป็นบทเอ็กซ์ตร้าที่จะโผล่มาเป็นระยะ 

แม้ว่าบทผมจะน้อย แต่กระบวนการตอนซ้อมมีการทำเวิร์กช็อปการแสดง ซึ่งนักแสดงทุกคนจะได้ทำเท่าๆ กันหมด ผมสนุกมากกับการเวิร์กช็อป ผมรู้สึกว่า เฮ้ย โคตรมันเลย มีแบบฝึกหัดเยอะแยะเกี่ยวกับการแสดง นั่นคือครั้งแรกที่ผมได้รู้จักว่าการแสดงคืออะไร 

ทราบมาว่าหลังจากนั้นก็ได้เป็นนักแสดงต่อเนื่องทุกปี

ใช่ครับ ปีหนึ่งเล่นเป็นประกาศิต พูดแค่คำว่า “เฮ้” พอปีสองได้เล่นเป็นคนแก่ มีไดอะล็อกเพิ่มขึ้นนิดหนึ่ง พอถึงปีสามกับปีสี่ได้เล่นเป็นพระเอก

พอได้เข้ามาทำงานในวงการ การเป็นนักแสดงด้วย แล้วเขียนบทด้วย ถือว่าช่วยส่งเสริมกันไหม

ถ้าย้อนไปก่อนหน้านี้ ไม่มีสิ่งที่เป็นจุดตัดระหว่างกัน คือเขียนบทก็เขียนไป เล่นหนังก็เล่นไป แยกเรื่องกัน จนได้มาทำเรื่อง กวน มึน โฮ ผมเป็นหนึ่งในทีมเขียนบทและเป็นนักแสดงด้วย ปรากฏว่ามันเสริมกันอย่างชัดเจนมาก ในแง่ของการแสดง เราจะรู้แบกกราวน์ตัวละครอย่างละเอียดมาก เพราะเราเป็นคนเขียนมา เช่น พระเอกด่านางเอกด้วยไดอะล็อกนี้ บทมีอยู่แค่ไม่กี่คำก็จริง แต่ในฐานะที่เราเขียนบทมา เราจะรู้ว่าทำไมเขาถึงด่า เข้าใจสิ่งที่ไม่มีอยู่ในบท ทำไมเขาถึงเป็นคนแบบนี้ พูดจาแบบนี้ ตอนเด็กๆ เขาโตมายังไง 

ถ้าเราเป็นนักแสดงอย่างเดียว เราอาจไม่รู้ละเอียดแบบนี้ หรือไม่ก็ต้องตีความเอง ทีนี้เวลาผมไปเล่นหนังที่ผมไม่ได้เขียนบท ผมก็เอาทักษะนี้ไปใช้ด้วย เวลาอ่านไดละล็อก ผมจะคิดโดยอัตโนมัติเลยว่าทำไมมันพูดแบบนี้ ทำไมมันเป็นคนแบบนี้ จะย้อนคิดกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของตัวละครด้วย

ชีวิตติดอิมโพรไวซ์ และบทบาท (ไม่) สมมติของ เต๋อ ฉันทวิชช์ วัย 38 ปี

แล้วการเขียนบทที่ตัวเองต้องแสดงด้วย อย่างเช่นเรื่อง กวน มึน โฮ รู้สึกยังไง

แปลกมากครับ กวน มึน โฮ คือเรื่องแรกเลย เป็นการเขียนบทโดยที่รู้ว่าตัวเองจะต้องเล่น อันนี้ต้องเล่าย้อนไปก่อนว่า ก่อนหน้านั้นผมเป็นนักแสดงที่ไม่ได้มีความมั่นใจในตัวเองเท่าไหร่ เรื่องที่ผมเล่นก่อนหน้านั้นคือเรื่อง โปรแกรมหน้า วิญญาณอาฆาต ผมได้รางวัลที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ คือรางวัลทุเรียนเน่า เป็นเหมือนรางวัลการแสดงยอดแย่ ตอนนั้นผมนอยด์ไปเลย ถึงขั้นที่บอกตัวเองว่า กูไม่อยากเป็นนักแสดงแล้ว เขียนบทอย่างเดียวดีกว่า 

จนกระทั่งได้มาทำโปรเจ็กต์ กวน มึน โฮ เขียนบทกับ พี่โต้ง (บรรจง ปิสัญธนะกูล) ช่วงที่เขียนแรกๆ พี่โต้งก็เกิดไอเดียว่า เต๋อ มึงน่าจะเล่นบทนี้นะ มันดูเป็นมึงได้เหมือนกันนะ ตอนนั้นผมยังไม่มั่นใจในตัวเองเท่าไหร่ แล้วพี่โต้งก็พูดประโยคหนึ่งกับผม เป็นประโยคที่ยังจำได้ถึงวันนี้ เขาบอกว่า 

“ถ้ามึงเลิกเล่นตอนนี้ ในอนาคตมันอาจมีหนังสักเรื่องที่มึงเคยเล่นแล้วกลับมาฉายใหม่ แล้วพอคนเอาชื่อมึงไปเสิร์ช เขาจะค้นพบว่ามึงเคยเป็นนักแสดงที่ได้รางวัลทุเรียนเน่า แล้วก็เลิกเล่นหนังไปเลย มึงโอเคเหรอถ้าโปรไฟล์มึงจะเป็นแบบนั้น…” ผมฟังแล้วก็คิดตาม “เชี่ย ไม่ได้ว่ะ กูจะปล่อยให้เป็นแบบนั้นไม่ได้” (หัวเราะ) 

จากนั้นพี่โต้งก็เสนอว่า เอาอย่างนี้ มึงเล่นเรื่องนี้นะ แล้วมาช่วยกันเขียนบทให้แม่งดีเลย การแสดงมึงเอาให้สุดเลย ผมก็โอเค ได้พี่ หลังจากนั้นก็ไปลงเรียนคอร์สการแสดง ฝึกหนักมาก พยายามเต็มที่ แต่ด้วยความที่ผมยังไม่มั่นใจ พอเขียนบทไปถึงฉากที่พระเอกต้องร้องไห้โฮ เพราะจิตใจแตกสลาย ผมคิดในใจว่า เชี่ย กูร้องไห้ไม่ได้แน่ๆ แต่ก็คิดอยู่คนเดียวนะ ยังไม่กล้าบอกพี่โต้ง

ทีนี้มันมีเหตุการณ์หนึ่ง คือตอนกำลังจะบินไปถ่ายทำกันแล้ว ผมรู้สึกว่าซีนนี้เป็นซีนปัญหาของผมมาก ผมเล่นไม่ได้ชัวร์ๆ กลัวมาก ระหว่างที่นั่งเครื่องบินไป ผมนั่งกับพี่โต้งเราก็คุยกันถึงฉากนั้นฉากนี้ แล้วอยู่ดีๆ ผมก็โพล่งขึ้นมา “พี่ ไอ้ฉากนี้ ผมว่าไม่ต้องถึงขั้นร้องไห้หรอกมั้ง” 

เท่านั้นแหละครับ พี่โต้งระเบิดเลย บอกว่าอะไรของมึง มึงกลัวจะเล่นไม่ได้เหรอ จากนั้นก็ด่ายาวเลยครับ กลายเป็นทริปสุดเจื่อน (หัวเราะ) พี่โต้งก็อธิบายว่า เป้าหมายของมึงในเรื่องนี้ คือมึงต้องกลับมาเล่นให้ได้ มึงต้องเอาชนะความเป็นทุเรียนเน่าให้ได้ แต่พอมึงคิดแบบนี้ มันก็ไม่ได้แล้วไง แค่เริ่มต้นคิดก็ผิดแล้ว แล้วมึงเขียนบทมากับกู มึงรู้อยู่แล้วว่าซีนนี้ต้องเป็นแบบนี้

พอแกอธิบายมา ผมก็ไม่มีอะไรเถียง ได้แต่นั่งเงียบไปตลอดทาง พอไปถึงปุ๊บ ถึงเวลาถ่าย ก็ตั้งใจว่าต้องทำให้ได้ มีคนช่วยผมเยอะมาก พี่โต้งจะช่วยบิวด์ คอยเชียร์อัพตลอด รวมถึง ครูเงาะ (รสสุคนธ์ กองเกตุ) ที่เป็น Acting Coach ก็ช่วยผมเยอะ ฉากนี้ฉากเดียวใช้เวลาหลายชั่วโมง จนสุดท้ายผมก็ร้องไห้ได้ พอถ่ายจบปุ๊บ ผมโคตรดีใจ เหมือนเราผ่านจุดที่ยากที่สุดไปได้แล้ว 

ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนในแง่การเป็นนักแสดงเลยไหม

พลิกเลยครับ หลังจากนั้นคือไม่กลัวอะไรแล้ว อาจมีกลัวบ้าง แต่เราเปลี่ยนความกลัวเป็นความตื่นเต้น เพราะเราค้นพบแล้วว่า ความกลัวมันไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นเลย แต่ยิ่งทำให้ทุกอย่างแย่ลง กลัวจะผิด กลัวจะโดนว่า ยิ่งกลัวก็ยิ่งทำให้การแสดงมีปัญหา

หลังจากผ่านด่าน กวน มึน โฮ มา มีด่านไหนที่รู้สึกว่าท้าทายอีกไหม

ตอนเล่นเรื่อง แฟนเดย์ แฟนกันแค่วันเดียว ที่รับบทเป็นเด่นชัย อันนี้ก็ยากครับ เพราะมันเป็นตัวละครที่พิเศษมากๆ คาแรกเตอร์ไม่ตรงกับตัวเราเลย ต้องอาศัยการทำรีเสิร์ชเยอะมาก 

จุดพีกอยู่ที่ช่วงก่อนถ่ายทำ ผมได้โจทย์มาว่า ในชีวิตประจำวัน ผมต้องฝึกเป็นเด่นชัยวันละครั้ง ครั้งละประมาณหนึ่งชั่วโมง เด่นชัยเป็นคนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีตัวตน ไม่ชอบให้ใครมาเห็น และไม่ค่อยมีใครเห็นเขา เป็นคนขี้เขิน มือไม้ไม่รู้จะเอาไปไว้ตรงไหน ถ้ามีใครเข้ามาถามอะไร จะรู้สึกเหมือนโดนคุกคาม 

วิธีการคือ ผมจะเลือกกิจกรรมในแต่ละวัน สมมติขับรถไปเติมน้ำมัน ผมจะขับรถแบบเด่นชัย หรือวันนี้ผมอยู่บ้าน ถ้าเป็นเด่นชัย ผมจะเลือกดูยูทูบหรือรายการที่เด่นชัยน่าจะดู ทำแบบนี้วันละชั่วโมง ตอนแรกก็ใช้การฝืนทำไปก่อน เหมือนแอคติ้ง เด่นชัยน่าจะทำแบบนี้ คิดแบบนี้ จนกลายเป็นความเคยชิน ผ่านเวลาไปสักพักจนเริ่มรู้สึกว่าเราเป็นเด่นชัยจริงๆ บางทีอยู่กับแม่ บอกแม่ว่าชั่วโมงนี้ผมเป็นเด่นชัยนะ แม่ก็เข้าใจ (หัวเราะ)

ชีวิตติดอิมโพรไวซ์ และบทบาท (ไม่) สมมติของ เต๋อ ฉันทวิชช์ วัย 38 ปี
ชีวิตติดอิมโพรไวซ์ และบทบาท (ไม่) สมมติของ เต๋อ ฉันทวิชช์ วัย 38 ปี

เรื่องนี้คุณเป็นทีมเขียนบทด้วยเหมือนกัน รู้แต่แรกเลยไหมว่าต้องเล่นเองด้วย

รู้แต่แรกเลยครับ ข้อแรกเลยคือพี่โต้ง (ผู้กำกับ) รู้สึกว่าบทนี้ ถ้าได้ดารามาเล่นก็ดี แต่เขาต้องการความสมจริงมาก ซึ่งพอเขามองไป ก็นึกไม่ออกว่าดาราคนไหนจะยอมดัดผม ยอมเพิ่มน้ำหนักอีกสิบกิโล มองไปมองมา เขาก็คุยกับผมว่า มึงเขียนบท งั้นมึงเล่นด้วยละกัน เขารู้สึกว่าผมทำได้ ผมมีเชื้อบางอย่างที่เป็นเด่นชัยได้ แล้วตอนนั้นเขารู้สึกว่าการแสดงของผมมันเริ่มซ้ำแล้ว เล่นแบบเดิมๆ มาเยอะแล้ว เป็นพระเอกฮาๆ กวนๆ ซื่อๆ แต่แบบนี้ผมยังไม่เคยเล่น น่าจะมันดี ลองทำไอ้เต๋อให้เป็นแบบนี้ดู จับมันมาเปลี่ยนลุค เปลี่ยนคาแรกเตอร์ให้สุดไปเลย

ปีนั้นเป็นปีที่เหนื่อยและหนักของผมมาก ส่วนหนึ่งเพราะการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพด้วย ผมต้องไปดัดผมให้ฟูๆ หยิกๆ และไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณชน รับงานอีเวนต์ไม่ได้ เพราะเป็นความลับของหนัง ผมเลยต้องใส่หมวกไหมพรมตลอดเวลา นึกภาพการใส่หมวกไหมพรมทุกวันในเมืองไทย ข้างในคือผมฟูๆ หยิกๆ ร้อนมาก 

อีกเรื่องคือต้องเพิ่มน้ำหนัก ซึ่งไม่ได้แพลนไว้แต่แรก ตอนแรกเขาลังเลกันอยู่ว่าจะทำให้น้ำหนักเพิ่ม หรือทำให้ผอมแห้งไปเลยตามลักษณะของคนที่ทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ สุดท้ายเขารู้สึกว่าถ้าผอม เขาเคยเห็นผมแบบผอมๆ แล้ว มันไม่ใหม่แล้ว ลองแบบอ้วนดีกว่า ผมเลยต้องไปเพิ่มน้ำหนักมาสิบกิโล ภายในเวลาประมาณสองเดือนก่อนถ่ายทำ เป็นประสบการณ์ที่หนักมาก เหนื่อยมาก แต่ก็มันดีครับ

ในบรรดาหนังที่เล่นมา เรื่องที่ภูมิใจที่สุดคือเรื่องไหน

แฟนเดย์ฯ ครับ ผมชอบที่สุดแล้ว เพราะมันฉีกจากตัวเราค่อนข้างเยอะ แล้วก็ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ แปลกๆ หลายอย่าง ทำผมหยิก อ้วนขึ้น ใส่ฟันปลอม เป็นตัวละครที่ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะมีโอกาสได้เล่น พอได้เล่นแล้วกลายเป็นว่าผมรักตัวละครนี้ไปเลย

พูดถึงตัวละครไปหลายบทบาทแล้ว ขอถามย้อนถึงตัวตนของคุณบ้าง ถ้าตามสื่อทั่วไป คนจะรู้จักคุณในฐานะพระเอกอารมณ์ดี ขี้เล่น จริงๆ แล้วคุณเป็นแบบนั้นจริงไหม

ก็ตลกนะ อารมณ์ดี แต่ไม่ได้ตลกหรืออารมณ์ดีตลอดเวลา ถ้าเทียบเปอร์เซ็นต์แล้ว ผมอาจอารมณ์ดีและตลกมากกว่าคนทั่วไป มากกว่าเกณฑ์เฉลี่ยนิดหน่อย จะไม่ค่อยโกรธใคร 

สังเกตว่าคุณเป็นคนที่เสียเซลฟ์ง่ายเหมือนกัน ภาวะแบบนี้เป็นมาตั้งแต่เด็กๆ เลยไหม

เป็นแต่เด็กเลยครับ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังเป็นในบางเรื่อง ผมเป็นเด็กที่ไม่กล้ายกมือตอบ เพราะกลัวผิด แล้วก็ไม่ใช่คนที่เป็นผู้นำในการทำอะไรสักอย่าง แต่ผมจะเป็นผู้ช่วยที่เก่งมาก สมมติมีใครเป็นผู้นำขึ้นมา ผมจะช่วยเขาได้ดีมาก พี่ทำแบบนี้นะ เชื่อผม คอยจัดการนั่นนี่ให้ แล้วมันมักจะดี แต่เรายังไม่กล้าที่จะเป็นผู้นำจริงๆ จะมีตอนมอหกได้เป็นประธานสี นั่นคือครั้งแรกที่ได้ค้นพบการเป็นผู้นำของตัวเอง

ชีวิตติดอิมโพรไวซ์ และบทบาท (ไม่) สมมติของ เต๋อ ฉันทวิชช์ วัย 38 ปี
ชีวิตติดอิมโพรไวซ์ และบทบาท (ไม่) สมมติของ เต๋อ ฉันทวิชช์ วัย 38 ปี

ถ้าลองนึกย้อนไป ความกลัว ความไม่มั่นใจในตัวเอง มันมาจากอะไร

เท่าที่จำได้คือ ผมเป็นเด็กที่อยู่คนเดียวมาเกือบตลอด เพื่อนไม่ค่อยมี เป็นคนมีเพื่อนน้อยมากตั้งแต่เด็กเลย เหมือนตอนเด็กๆ ผมไม่รู้ว่าเพื่อนมีไว้ทำไม (หัวเราะ) 

ตอนเด็กเวลาผมอยู่บ้าน ผมจะเอ็นจอยกับการอยู่กับที่บ้านมาก อยู่กับคุณแม่คุณพ่อ อยู่กับน้องชาย ทุกอย่างที่ต้องเล่นกับเพื่อน ผมเล่นกับน้องหมด น้องห่างจากผมห้าปี ผมชอบดูมวยปล้ำ น้องก็ดูตาม แล้วก็เล่นมวยปล้ำด้วยกัน สักพักผมชอบดูบาสเกตบอล น้องก็ดูบาสเกตบอลด้วยกัน เวลาผมเล่นเกมอะไร น้องเล่นด้วยหมด แต่ผมจะไม่ค่อยได้ทำสิ่งเหล่านี้กับเพื่อนเท่าไหร่

แล้วด้วยความที่ผมไปโรงเรียนเช้ามาก ถึงตั้งแต่ตีห้าครึ่ง เพราะที่บ้านเรามีรถคันเดียว คุณพ่อต้องตระเวนส่งทีละคน ไปส่งผมที่โรงเรียนก่อนคนแรก ประมาณตีห้า ซึ่งยังไม่มีใครมา ผมก็จะอยู่คนเดียว เดินตระเวนดูโน่นดูุนี่อยู่คนเดียว แล้วผมจะกลับเป็นคนท้ายๆ เพราะคุณพ่อต้องไปรับคนนั้นคนนี้ก่อน แล้วค่อยมารับผม กลายเป็นว่าผมชินกับการอยู่คนเดียว เวลาต้องไปอยู่ในคนหมู่มากเลยไม่ค่อยชอบ ชอบอยู่กับตัวเองมากกว่า

แง่หนึ่ง บุคลิกแบบนี้ก็ดูขัดแย้งกับการเป็นดารานักแสดงเหมือนกัน

ใช่ แต่คนที่รู้จักผมจริงๆ จะรู้ว่าผมไม่ค่อยชอบสุงสิงกับใคร ผมไปได้นะ ไปแล้วเอ็นจอยด้วย เฮฮาสนุกสนานเต็มที่ แต่ความเอ็นจอยของผมจะหมดเร็วมาก ผมไม่แสดงออกให้ใครเห็นหรอก แต่ในใจผมจะเริ่มรู้สึกว่า กลับได้ยังวะ อยากกลับแล้วว่ะ คิดอยู่ในใจ แต่ภายนอกจะดูเฮฮาเหมือนปกติ 

คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่า ตอนที่เริ่มเล่นละครเวที คุณชอบการอิมโพรไวซ์มาก อยากรู้ว่ากระบวนการนี้ส่งผลกับคุณยังไง

ต้องบอกก่อนว่าในเวิร์กช็อปการแสดง จะมีแบบฝึกหัดให้ทำหลายอย่างมาก เช่น ให้คุยกัน ต่างคนต่างพูดในสิ่งที่ตัวเองต้องการ แล้วก็ไม่ยอมกัน จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะยอมไปเอง หรือให้นั่งบนเก้าอี้ ปิดตา เอาของวางไว้ข้างใต้ แล้วค่อยๆ ย่องไปหยิบของมาให้ได้ ทีนี้เมื่อเอาแบบฝึกหัดแต่ละอย่างมาประกอบกัน มันจะกลายเป็นการแสดง 

พอเราเริ่มแสดงได้แล้ว หนึ่งในแบบฝึกหัดที่เพิ่มเข้ามาคือการอิมโพรไวซ์ วิธีการคือ เขาจะกำหนดสถานการณ์มาหนึ่งอย่าง และกำหนดตัวละครให้แต่ละคน หน้าที่ของเราคือเข้าไปในฉากนั้น แล้วเป็นตัวละครตัวนั้น โดยไม่มีบท ไม่บอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นทั้งนั้น แล้วให้อิมโพรไวซ์ไปตามสถานการณ์

ตัวอย่างเช่น สมมติว่านี่คือลิฟต์ ผมเป็นนักธุรกิจ อีกคนเป็นโจร โจทย์คือสองคนต้องเดินเข้าไปในลิฟต์ พอผู้กำกับบอกว่า เริ่ม! ผมเดินเข้าไปในลิฟต์ โจรก็เดินเข้ามา ใครจะไปชั้นไหนกดไป เหมือนเหตุการณ์ปกติ สักพักจะมีคนบอกโจทย์เป็นระยะ เช่น “ลิฟต์ค้าง” แต่ละคนก็จะเริ่มมีรีแอคกับสิ่งที่เกิดขึ้น “ได้ยินเสียงคนข้างนอก ตะโกนว่ามีคนกระเป๋าตังค์หาย” อ้าว ฉิบหาย จู่ๆ มีข้อมูลใหม่เข้ามา โจรก็เริ่มเลิกลั่ก อ๋อ กูขโมยกระเป๋าตังค์คนมาว่ะ มันทำให้เราต้องขุดคุ้ยความคิดสร้างสรรค์ออกมาใช้ ควบคู่ไปกับการฝึกทักษะการแสดงแบบเฉพาะหน้า

ผมสนุกกับกิจกรรมนี้มาก ชอบมาก มันทำให้ผมพบว่า ผมเป็นคนที่ชอบรีแอคกับสิ่งที่เกิดขึ้นในซีนนั้นๆ แม้กระทั่งทุกวันนี้ เวลาที่ผมไม่มีบทพูด ผมจะสนุกมากกับการรีแอคต่อสิ่งที่เกิดขึ้น นี่คือผลจากการฝึกอิมโพรไวซ์ เพราะไม่ว่าจะเป็นบทหนังหรือบทละคร ในบทจะไม่มีการเขียนว่า เมื่อคนนี้พูดประโยคนี้มา อีกคนต้องทำหน้าเหยเก แต่การจะทำหน้าเหยเก มันต้องเป็นรีแอคจากสิ่งที่เห็นตรงหน้า ต้องดูว่าเขาส่งอะไรมา ส่งมาแบบไหน แล้วเราก็รีแอคกลับไป ผมสนุกมากกับการจับความรู้สึกเหล่านั้นจากตัวละครอื่นๆ นี่คือการอิมโพรไวซ์ เล่นในสิ่งที่ไม่ได้มีอยู่ในบท

ถ้าถามว่าทำไมถึงชอบ อาจเป็นเพราะเด็กๆ ผมเป็นคนชอบเสือกเรื่องชาวบ้านด้วยมั้ง (หัวเราะ) เช่น เวลาใครคุยอะไรกัน ผมจะอยากรู้มากเลยว่าเขาคุยอะไรกันวะ ตอนเด็กๆ ผมเคยไปสวนสาธารณะเพื่อไปดูคนที่เขานั่งจู๋จี๋กัน อยากรู้ว่าเขาคุยอะไรกัน หรือเวลานั่งรถเมล์ ผมชอบสังเกตคน จะมองทุกคนเลย แล้วคิดในหัว เอ๊ะ คนนี้เขาทำอาชีพอะไรวะ มีแฟนมั้ย ขึ้นสายนี้แล้วจะไปลงที่ไหน ไปไหนต่อ อ่าวเฮ้ย ทำไมเขาหลับ สงสัยบ้านอยู่ไกลแน่ๆ 

ผมชอบคิดอะไรแบบนี้ คิดอยู่ในหัวคนเดียว จนตอนหลัง ผมเปลี่ยนจากนั่งรถเมล์เป็นเดินกลับบ้าน ยิ่งมันเลย ได้เห็นคนโน้นคนนี้ เห็นสภาวะแวดล้อมต่างๆ พอถึงบ้านก็หลังเปียก เหงื่อชุ่ม แต่ไม่เหนื่อย รู้สึกว่าสนุกดี ผมจะเป็นเด็กแปลกๆ นิดหนึ่ง (หัวเราะ)

ถ้าเทียบกับการใช้ชีวิต คุณเป็นคนใช้ชีวิตแบบอิมโพรไวซ์ไหม ระหว่างวางแผนเป๊ะๆ กับปล่อยไหล คุณเป็นคนแบบไหน

เป็นแบบอิมโพรไวซ์ครับ ผมเป็นคนไม่ค่อยวางแผน มักจะปล่อยให้ไหลไปตามจังหวะของมันเสมอ แต่หลังๆ พอเราไม่ได้ใช้ชีวิตตัวคนเดียว เช่น มีแฟน ก็ปล่อยไหลตลอดไม่ได้ ต้องมีการวางแผนบ้าง แต่แผนของผมก็ต้องพร้อมปรับเปลี่ยนได้เสมอ จะไม่ชอบวางแผนเป๊ะๆ อิมโพรไวซ์กับชีวิตเยอะ

ชีวิตติดอิมโพรไวซ์ และบทบาท (ไม่) สมมติของ เต๋อ ฉันทวิชช์ วัย 38 ปี

ข้อดีข้อเสียของการเป็นคนแบบนี้คืออะไร

ข้อดีคือเวลาอยู่คนเดียวมันดี ข้อเสียคือเวลาอยู่กับคนอื่น จะไม่ค่อยดี 

สมมติว่าผมอยู่คนเดียว วันนี้ทั้งวันผมไม่แพลนอะไรเลย โมเมนต์ไหนผมอยากทำอะไรก็ทำ ผมว่ามันดีมาก เพราะเราก็มีความสุขของเรา เราไม่ได้เกิดความคาดหวังว่าวันนี้ต้องทำสิ่งนี้ให้ทันนะ แล้วพอทำไม่ทันก็เฟล เราอาจวางแผนคร่าวๆ ว่าอยากทำอะไรในแต่ละวัน ได้ก็ดี ไม่ได้ก็อิมโพรไวซ์ไปทำอย่างอื่น จบ

แต่ถ้ามีคนอื่น เช่น นัดเพื่อน นัดแฟน หรือต้องไปทริปครอบครัว วิธีแบบนี้มันจะดูไร้ความรับผิดชอบระดับหนึ่ง คนอื่นจะระอานิดหนึ่ง (หัวเราะ) อย่างเรื่องง่ายๆ เช่น กินอะไรดี สมมติตั้งใจว่าจะไปร้านนี้ พอไปถึงปุ๊บ ร้านปิด ถ้าเป็นผม ผมไม่ซีเรียสเลยนะ อาจเซ็งนิดหน่อย แต่ก็ไปกินร้านข้างๆ ก็ได้ แต่บางคนจะรู้สึกว่า เฮ้ย เราต้องการมากินร้านนี้ ทำไมไม่เช็กก่อนว่าเปิดหรือปิด เห็นไหมว่ามันเสียเวลา ซึ่งคนที่เป็นแบบนี้ พอมาอยู่กับเรา เราจะเป็นตัวจี้ใจดำเขามากเลย เหมือนเราทำให้เขาอึดอัด ทำให้เขาปรี๊ดได้ตลอดเวลา

แล้วกับเรื่องงาน มีผลอะไรไหม

มีผลเหมือนกันนะ เพราะแพลนงานล่วงหน้าไม่ค่อยได้ แต่ทุกวันนี้ที่ผมรอดตัวมาได้ ส่วนหนึ่งเพราะผมเป็นนักแสดงด้วย ยกตัวอย่างงานเขียนบท ถ้าเป็นบางคน เขาจะมีเวลาที่แน่นอน เขียนจันทร์ถึงศุกร์ เช้าถึงห้าโมง เสร็จแล้วก็พัก แต่พอผมเป็นนักแสดง ผมวางตารางแบบนั้นไม่ได้ เวลานัดกับพี่โต้งจะนัดกันหลวมๆ ถ้าว่างตรงกันก็มาคุยกัน ลุยกันยาวๆ ทั้งวัน 

สมมติวันนี้มีถ่าย รู้แล้วว่ามีช่วงว่างสองชั่วโมง ผมจะโทรหาพี่โต้งเลย พี่ วันนี้ผมว่างสองชั่วโมงนะ ได้ไหม คุยไหม ถ้าโอเคปุ๊บก็ลุยเลย หรือบางวันว่างตอนดึก โทรบอกพี่โต้งวันนี้ว่างสองทุ่มเลยว่ะพี่ ได้ไหม พี่โต้งบอกได้ กูยังไม่นอน สเต็ปการทำงานของผมกับพี่โต้งจะเป็นแบบนี้ อิมโพรไวซ์ไปเลยในแต่ละวัน ผมพร้อมที่จะไม่พักผ่อน พร้อมทำงานได้ตลอดเวลา แต่กำหนดเวลาให้เป๊ะๆ ไม่ได้ 

ตอนนี้คุณอายุ 37 ย่าง 38 มีเป้าหมายไหมว่าสเต็ปต่อไปของชีวิต จะทำอะไร จะเป็นอะไร

(นิ่งคิด) ไม่ค่อยมีนะครับ สเต็ปที่ตั้งไว้ตอนนี้คือเป็นผู้กำกับ ถ้าวันหนึ่งเราเป็นผู้กำกับได้ สเต็ปถัดไปมันจะมาเอง ผมจะค่อยๆ วางทีละสเต็ป พอไปถึงปุ๊บ ค่อยดูสเต็ปถัดไป พยายามทำสิ่งหนึ่งให้สำเร็จก่อน

ก่อนหน้านี้ ตอนที่ผมได้รางวัลทุเรียนเน่า ผมตั้งเป้าไว้ว่า กูต้องทำยังไงก็ได้ เพื่อให้ตัวเองได้รางวัลสักรางวัลที่พิสูจน์ว่าเราแสดงได้ ขอแค่รางวัลเดียว ช่วงนั้นผมคิดเรื่องนี้ทุกวัน จะชอบนึกภาพในหัว เป็นภาพตัวเองขึ้นไปรับรางวัล 

สุดท้ายก็ได้จริงๆ หลายรางวัลด้วย

ใช่ครับ ตอนที่ได้ก็ตื้นตันมากๆ เพราะเราไม่เคยคิดว่าภาพในหัวจะเป็นเรื่องจริง เราแค่ใช้มันเป็นจุดยึดเหนี่ยว เอาไว้บอกตัวเอง อย่าล้มนะ อย่ายอมนะ มึงต้องไปให้ถึงก่อน

ชีวิตติดอิมโพรไวซ์ และบทบาท (ไม่) สมมติของ เต๋อ ฉันทวิชช์ วัย 38 ปี

Writer

Avatar

พันธวัฒน์ เศรษฐวิไล

อดีตกองบรรณาธิการนิตยสาร WRITER และ The101.world ปัจจุบันเป็นบรรณาธิการฝึกหัด ถนัดในการเรียบเรียงน้ำเสียงและความคิดของผู้คนออกมาเป็นงานเขียนที่น่าสนใจ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ใครไม่ติสต์, Soundtiss 

วลีที่สาว ๆ ผู้ชื่นชอบการแต่งหน้าทุกคนต้องคุ้นหู เพราะ ตู่-สวรินทร์ ศรีบุญมา บิวตี้บล็อกเกอร์ เจ้าของเสียง มาพร้อมกับยอดผู้ติดตามเหยียบล้านคนบนยูทูบ เธอปรากฏตัวบนหน้าจอด้วยรอยยิ้มสดใส พูดคุยกับคนดูอย่างเป็นมิตร ประหนึ่งสาวที่อยากเนรมิตใบหน้าเพื่อนสนิทให้สวยเช้ง

ปีที่ผ่านมาชื่อของเธอเป็นที่พูดถึงไม่ขาดสาย เมื่อตู่ลุกขึ้นมาสวมบทบาทเป็นคนอื่น แปลงโฉมตัวเองอย่างสิ้นเชิง ด้วยการแต่งหน้าแฟนซีตามตัวละครจากหนังและการ์ตูนดัง 

หากเหมือนแค่หน้าตา เธอก็คงไม่แตกต่างจากช่างแต่งหน้าทั่วไป 

สิ่งที่ทำให้พิเศษและโดดเด่นกว่าใคร คือการที่เธอเรียนรู้ลักษณะตัวละครจนเก็บเอาไปฝัน ศึกษาการเคลื่อนไหวทุกท่วงท่า ตกแต่งฉากหลังราวกับถ่ายที่เดียวกัน จากทักษะศิลปะที่สั่งสมมาจากวัยเยาว์ และเธอทำมันด้วยความรัก

เราเดินทางมาถึงบ้านที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของเด็กสาว ทักทายตากับยายที่เธอเรียกว่าพ่อแม่ เพื่อนั่งลงคุยกับตู่เวอร์ชันแต่งหน้าเบาบางที่สุด ตั้งแต่วันที่เธอเล่นเสริมสวยกับยาย จนถึงตอนตายที่ขอให้เอาเครื่องสำอางใส่โลง

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Fantastic Baby

ทุก ๆ คน รวมถึงตัวคุณเอง เรียกคุณว่า Soundtiss คิดว่าตัวเองเป็นคนติสต์ไหม

เราไม่รู้จักคำจำกัดความของคำว่าติสต์ด้วยซ้ำ

แล้วมาจากไหน

จริง ๆ ชื่อนี้มันเกิดตอนที่เราเป็นเด็กแก๊ง (หัวเราะ) 

ช่วงนั้นทุกคนจะชอบ Southside, Thaitanium ต้องเดินสยาม ใส่เสื้อแก๊ง แล้วเราชื่อตู่ไง เพื่อนก็บอกว่า “ชื่อนี้ไม่เก๋เลย!”

เลยเปลี่ยนเป็น

Soundtiss 

เราชื่อ สวรินทร์ เพื่อนเลยเอาคำว่า เสา เป็น ‘ซาวนด์’ เพราะว่ามึงชอบร้องเพลงนี่ มึงชอบวาดรูปด้วย ก็เป็นอาร์ติสต์ แล้วก็เอาคำว่า ‘ซาวนด์’ กับ ‘ติสต์’ มารวมกัน ซึ่งเพื่อนคนนั้นที่ตั้งชื่อให้ก็มีชื่อเสียงอยู่ใน TikTok เหมือนกันคือ Pizza Movie เป็นคนรีวิวหนัง เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย เก๋ เพราะว่าชอบโดนล้อชื่ออยู่แล้วตั้งแต่เด็ก 

ชื่อตู่มีอะไรให้น่าล้อในตอนนั้น

ทุกคนจะมองว่าตู่เป็นชื่อของผู้ชาย แต่จริง ๆ เราเกิดมาชื่อ ฟีน งงไหม แล้วอยู่ดี ๆ แม่ก็เปลี่ยนให้เป็นชื่อตู่ เพราะเพลง อะไร ๆ ก็ตุ๊ดตู่ มันดัง เขาก็เลยตั้งชื่อนั้นให้เรา (หัวเราะ)

เล่าเรื่องชีวิตตอนเป็นเด็กแก๊งให้ฟังหน่อย

โห เป็นช่วงชีวิตที่พ่อแม่หวงมาก ไม่ยอมให้ออกไปเที่ยว แต่สมัยนั้นสเตตัส BB ต้องบอกว่า “OTW Siam Paragon” “OTW เซ็นลาด” แล้วเป็นยุคที่เน็ตไอดอลโด่งดังมาก เราอยากเป็นหนึ่งในนั้น อยากเป็นคนดังเหมือนเขาบ้าง เราก็เลยลองไปดู ตอนนั้นทุกคนต้องแต่งตัวสีดำ ใส่เสื้อแขนกุด ใส่เสื้อวง เจอกันแล้วเดินไปเรื่อย ๆ 

แล้วเราก็งงกับเพื่อนว่า แค่นี้หรอ นี่หรอคือเด็กแก๊ง (หัวเราะ) หลังจากนั้นเราก็ เอ๊ะ มันไม่ใช่ทางของเรา ก็เลยเฟด ๆ ออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวของฉันเองดีกว่า 

อย่าบอกนะว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการกรีดอายไลเนอร์

ต้องบอกว่ากรีดมาก่อนเป็นเด็กแก๊งอีก 

ถามจริง

ใช่ เพราะตอนเด็ก ๆ เรียนวิทยาลัยนาฏศิลป์ ต้องไปประกวด ไปรำ ไปแสดง ต้องแต่งหน้าเองมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว คือแอบเขียนคิ้วไปโรงเรียนตั้งแต่ ม.2 

ห๊า

(หัวเราะ) เราทาแป้งพัฟเลย 

ตอนนั้นแต่งหน้าตามใคร

คนแรกที่รู้สึกว่าอยากแต่งหน้าตามคือ PONY Makeup เพราะเราเคยทำงานขายหนังสือที่ธรรมศาสตร์ แล้วร้านข้าง ๆ ก็เอาหนังสือของ PONY Makeup มาวาง เรารู้สึกว่า เฮ้ย คนเกาหลีเขาแต่งหน้าสวยจังเลย เราอยากแต่งหน้าแบบเขา แต่ไม่มีเงินซื้อหนังสือเล่มนั้น 300 กว่าบาท แพงมาก เลยไปนั่งดูแล้วก็เอามือถือถ่ายรูปกลับมาอ่านที่บ้าน (หัวเราะ) ฝึกตาม เริ่มเปิดยูทูบ ซึ่งเมื่อก่อนก็ลำบากเพราะว่าไม่มีคอมพ์ มือถือก็ไม่ได้มีเน็ตดีขนาดนั้น ต้องไปยืมคนอื่น

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

อะไรมาก่อนกันระหว่างการชอบแต่งหน้ากับชอบศิลปะ

จริง ๆ ต้องบอกว่าชอบศิลปะก่อน ตั้งแต่เกิดมาคือเราได้ยินอยู่แล้วว่าพ่อแม่เราจบช่างศิลป์ ลาดกระบังฯ ไม่รู้ว่าทำไมถึงชอบวาดรูปเหมือนกัน แต่จำได้ตอนเด็ก ๆ เลยก็คือจะวาดรูปให้เพื่อนในห้องตลอด เวลามีการบ้านวิชาวาดรูป เพื่อนก็จะ “วาดให้หน่อย” (หัวเราะ) จนกระทั่งโตขึ้นมานิดหนึ่ง แม่เห็นว่าเราชอบแสดงออกก็เลยส่งไปเรียนร้องเพลง เลยได้มาอีกความสามารถหนึ่ง 

พอขึ้นมัธยมฯ ก็ไปเรียนเอกร้องเพลงที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ แต่เราโตมาในสังคมที่ไม่รู้ว่าการไปติววาดรูปคืออะไร เช่น คนที่เขาไปสอบศิลปากร บางคนติวมาตั้งแต่ ม.1 คือเราอยู่แต่กับการประกวดร้องเพลง จน ม.6 ถึงลองศึกษาดูว่า ถ้าเราอยากต่อมหาลัยวาดรูปต้องมีอะไรบ้าง โอ้โห รู้ตัวช้ามาก

ซึ่งเราติวน้อยมาก เพราะว่าตอนนั้นก็เริ่มทำงานแล้ว อยากหาเงิน แล้วก็บังเอิญ (เสียงสูง) เป็นปีแรกที่เขาใช้ 9 วิชาสามัญยื่น แจ๊กพอตสุด ๆ แล้วคะแนนปฏิบัติก็ออก เราผ่าน แต่พอ 9 วิชาสามัญออกปุ๊บ ฉันได้เกินครึ่งมา 3 คะแนน (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่า กูไม่น่าจะรอดละ เลยเลือกมาสอบนิเทศศิลป์ใกล้บ้านที่สวนสุนันทาฯ 

เห็นในทวิตเตอร์ช่วงวันเด็กที่คุณเล่าว่า “เคยประกวดวาดรูป แต่อาจารย์ไม่ให้รางวัล เพราะวาดสวยกว่าคนอื่น” 

เป็นคำถามที่คาใจมาตลอด 

ทุกคนในชั้นเรียนรู้อยู่แล้วว่าเราชอบวาดรูป พอมีประกวดวันแม่ก็เลยลองวาดรูปดู เราก็ตั้งใจวาดมาก ทุกคนบอกว่า “ยังไงก็ชนะ” “วาดสวยมากเลย” แล้วพอวันที่เขาประกาศ เราเห็นรูปเราแปะอยู่ แต่ไม่ได้อยู่ตรงที่ประกาศรางวัล หรือเขาไม่รู้ว่าเราส่งประกวด ก็เลยเดินไปถามอาจารย์ว่า หนูส่งไปแล้วทำไมหนูไม่ได้ เขาบอกว่า “ก็วาดสวยเกินคนอื่นน่ะ…” อ้าว!

เหมือนว่าถ้าไปแปะมันจะแปลกแยกจากคนอื่นเกินไป เขาบอกว่า “ให้รางวัลคนอื่นเขาบ้าง” อ้าว! 

แล้วทำยังไง 

ก็โอเค ตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไร แต่พอโตมาถึงรู้ว่า เฮ้ย มันแย่เหมือนกันนะ ถ้าเราเป็นคนจิตใจอ่อนไหว ถ้าวันนั้นเราตั้งใจวาดมาก ๆ อยากได้รางวัลเพื่อไปอวดคุณแม่ เราคงเสียใจมาก หรือถ้าเรามีลูกแล้วลูกเราเจอแบบนั้น เราก็คงวีนครูเลยว่า เป็นอะไรจ๊ะ (หัวเราะ) 

เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยไหมในชีวิตของคุณ

น่าจะมีแค่เหตุการณ์นี้แหละ เพราะเรียกว่าเป็นเด็กที่อยู่เป็น (หัวเราะ) บ้านจะมียายเป็นครูสอนภาษาไทย ทุกคนจะเรียบร้อยมาก ยายสอนวิธีการวางตัวกับผู้ใหญ่ ยิ่งเราเรียนนาฏศิลป์อีก เดินเข้าหาครูต้องคลานเข่า 

แต่เป็นเด็กที่แต่งหน้าทาคิ้วตั้งแต่ ม.2

ใช่ เราแอบทำทุกอย่างแต่อาจารย์ไม่เคยว่า เพราะเราทำเนียนมาก เช่น เราอยากผูกโบผิดระเบียบ อาจารย์มาปุ๊บ ถอด อาจารย์ไปปุ๊บ ติด ที่ผ่านมาไม่ใช่คนเรียบร้อยแต่แค่อาจารย์จับไม่ได้แค่นั้นเลย 

ทำไปเพราะอยากสวย หรือต้องการมีอิสระในการแสดงตัวตน

เราอยากเท่ อยากสวย แต่ตอนเด็กเราไม่ได้เข้าใจ ถูกปลูกฝังว่าเป็นกฎก็ต้องทำตามสิ ไม่ชอบก็ไม่ต้องอยู่ เราเลยโอเค ไม่ตั้งคำถามก็ได้ แอบทำไปแล้วกัน

พอโตมาถึงรู้สึกว่า ทำไมถึงห้ามฉันใส่ถุงเท้าพื้นดำ ทั้ง ๆ ที่ถุงเท้าพื้นขาวมันซักยาก ขอสวยนิดหนึ่งได้ไหม บางคนไปโรงเรียนแล้วอย่างน้อยมีสีแก้มมีสีปากนิดหนึ่งให้ดูน่ารัก มีชีวิตชีวาในการเรียนมากขึ้น มันเป็นจริง ๆ นะวันไหนที่เราลุกขึ้นมาแต่งตัว เราจะรู้สึกว่ามีพลังในการทำงานมากขึ้น

ขอ 1 อย่างในหน้าที่ต้องมีก่อนออกจากบ้าน

ลิปสติก เคยทดลองการออกจากบ้านแบบขี้เกียจมาหลายรอบแล้ว เขียนคิ้วอย่างเดียวไม่ได้ค่ะ

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

ONE OF A KIND

ช่วงนี้ที่คุณเริ่มแต่งหน้าเหมือนตัวละครมากมาย ถือว่าเป็นช่วงที่พีกที่สุดของ Soundtiss รึเปล่า

สุด ๆ ช่วงนี้พีกสุด ๆ คนเริ่มแคปไปแชร์ว่า “โอ๊ย Soundtiss แต่งหน้าเหมือนทุกคนเลย” อาจเพราะเรามีความสุขกับมันมากขึ้น มีทีมมากขึ้น สนุกกับการทำงาน แฟนก็เป็นตากล้อง ทีมตัดต่อก็เก่งมาก ๆ เรามีเลขา มีน้องฝึกงานเป็น Stylist เป็น Content Creator มาอีก แบบว่า Dream Team มาก ๆ 

ในฐานะที่ตอนนี้พุ่งขึ้นสุดกราฟ วิจารณ์การแต่งหน้าของ Soundtiss เมื่อ 6 ปีที่แล้วหน่อย

โอ้โห หน้าเทามาก 

พูดเลยว่าไม่ได้ตั้งใจหน้าเทา แต่ว่าเขาไม่ขายรองพื้นสีเข้มให้เรา 

สมัยก่อนด้วยความที่เราเป็นเด็กและไม่มีทางเลือก เราก็รับทุกงานเลยค่ะ แล้วเป็นช่วงที่ทุกคนต้องตัวขาวและเขาทำรองพื้นสีเดียว เราก็รีวิวด้วยสีเดียวนั้น (หัวเราะ) ไอ้เรื่องทรงคิ้ว การแต่งตามันยังเป็นในเรื่องของยุคสมัย ความนิยม แต่เรื่องหน้าเทาเนี่ยมันเหนือกาลเวลา 

มองเห็นพัฒนาการอะไรในตัวของน้อง Soundtiss คนนั้นจนถึงปัจจุบัน

หน้าไม่เทาแล้ว เลือกสีรองพื้นตรงเป๊ะ แล้วก็มีสติมากขึ้น เสพสื่อมากขึ้น คิดเยอะมากขึ้น วิธีการแต่งหน้าก็พัฒนาขึ้น

การแต่งหน้าเชิงคอสเพลย์หรือแต่งหน้าเหมือนคนอื่น เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนไหน

เริ่มจากการที่เราดูบล็อกเกอร์ต่างประเทศที่เขาแต่งหน้าเป็นคนอื่น แล้วเรารู้สึกว่า โอโห เขาแต่งเหมือนจัง เราจะทำได้เปล่าวะ

ครั้งแรกที่แต่งคือเป็น Wonder Woman เพราะเราชอบคาแรกเตอร์นี้มากเลย เราอยากเป็นแบบเขา ก็เลยกลับบ้านมาแล้วลองแต่งดู ตอนแรกก็แต่งหน้ากรีดอายไลเนอร์ปกติ แต่ตอนนั้นไม่ได้ถ่ายคลิป เลยลองแต่ง ๆ ดู เริ่มวาดตาสองชั้นปลอม เอ๊ะ! มันก็คืออยู่นะ ต่อมาก็ลองแต่งเป็น คาร่า (Cara Delevingne) บวกกับเริ่มดูอนิเมะ โคตรเซียนโรงเรียนพนัน แล้วก็คิดว่าคาแรกเตอร์นางเอกมันเริ่ด อยากคอส ลองสอนคอสเพลย์ดูบ้างละกัน เผื่อใครหลาย ๆ คนอยากแต่งคอสแต่ไม่รู้ว่าต้องแต่งยังไง โชคดีที่เราชอบวาดรูป เอามาปรับใช้กับการแต่งหน้าได้ค่อนข้างดี 

แต่มันเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน มากขึ้นหลายเท่า

ที่สุด (หัวเราะ) ปกติตั้งกล้องถ่ายที่บ้านก็จบแล้ว แต่พอเราเริ่มเล่นใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ก็ต้องเช่าฉาก เช่าสถานที่ เช่าชุด เช่าวิก แต่ถามว่าคุ้มไหม ก็คุ้มค่ามาก เพราะเรารู้สึกว่าคนดูได้อะไรกลับไปเยอะขึ้น ถ้าลูกค้าเขามาจ้างเรา เขาก็จะมีความมั่นใจว่าเราต้องทำผลงานออกมาได้ดีมากแน่ ๆ เหมือนเป็นการสร้างมาตรฐานของตัวเองขึ้นมา 

ช่วยเล่าแบบละเอียดให้หน่อยว่าที่ต้องเสียทั้งเงินและเวลามากขึ้น มันมากขนาดไหน

อย่างล่าสุด อวตาร เรามีแพลนอยู่แล้วว่าจะแต่งเป็นอวตาร หนึ่ง คือยกทั้งทีมไปดู (หัวเราะ) น้อง Stylist พี่อ๊อด เรา เลขาทุกคนเข้าไปอยู่ในโรง เป็นการดูหนังที่เหมือนทำการบ้านส่งอาจารย์ เตรียมแว่นแบบชัดสุด ๆ เข้าไปนั่งดูหน้า ดูตา ดูลักษณะ ดูลายบนหน้าเขา 

ออกจากโรงปุ๊บก็มาประชุมกันต่อว่าแต่งเป็นคนนี้ดีไหม แต่หน้าเขาเรืองแสงนะ กูจะเป็นสิวไหมเนี่ย แต่ไม่เป็นไร สู้ ก็เลยสั่งสีเรืองแสงประมาณ 10 กระปุกจากทุกร้าน พี่อ๊อดก็ซื้อไฟ Blue Light เพื่อเอามานั่งเทสต์ นั่งจุด ว่าไหนคือสีที่ถูกต้องที่สุด 

ลงทุนมาก

แล้วก็ต้องมานั่งแพลนว่าเราจะแต่งอะไรบ้าง ออกแบบฉากหลังที่เราจะใช้ หาซื้อไฟ ซื้อฉาก ไปแบกต้นไม้มา แล้วการพ่นสี Body Paint ก็ยากมาก ต่อให้เราวาดรูปเก่งหรือแต่งหน้าเป็นอยู่แล้ว ก็เลยให้น้องพรีมพร้อมที่เคยฝึกงานด้วยเข้ามาช่วย ต้องจ้างช่างทำผมอีก เพราะว่าน้องคีรี ผมยาวถึงกลางหลัง แล้วคอนแทคเลนส์ก็ต้องมานั่งดูสีตาเขา มันเป็นสีออกเหลืองที่ออกเขียวอีกทีหนึ่งนะ เราสั่งมาเยอะมาก เพื่อดูว่าอันไหนมันดีที่สุด 

กระบวนการทั้งหมดที่เล่ามา เพื่อคลิปกี่นาที

3 นาที (หัวเราะ)

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

แล้วเพื่อยอดวิวเท่าไร

ใน TikTok ยังโชคดีที่ขึ้นหลักล้านวิว แต่ในยูทูบไม่รู้ว่ากี่หมื่นวิวแล้ว ค่อนข้างน้อยนิดหนึ่ง เพราะ Target แคบ แต่งหน้าประหลาด ๆ คนก็ไม่รู้ว่าจะดูเพื่อแต่งตามไปทำไม แต่อีกหนึ่งคลิปที่เรารู้สึกว่าประสบความสำเร็จมาก ๆ คือแต่งหน้าเป็นตัวละครฆีบาโร ประมาณ 8 แสนวิวแล้ว 

พอตั้งมาตรฐานไว้สูงขนาดนี้ กดดันเวลาแต่งเป็นตัวละครต่อ ๆ ไปไหม

กดดันทุกรอบ (หัวเราะ) เครียดทุกรอบเลยว่า เราจะแต่งเหมือนเปล่าวะ คนติดภาพไปแล้วว่า Soundtiss ต้องแต่งเหมือน 

เราก็ออกมาอธิบายทุกรอบว่า ฉันไม่สามารถแต่งเหมือนได้ทุกคนนะ ฉันไม่ได้แต่งหน้าเหมือนเขา 100 เปอร์เซ็นต์หรอก แต่คนดูเราขี้อวย บางทีเราลงแค่หู เขาบอก “เหมือนมากค่ะ!” 

ยัง! 

(หัวเราะ)

เออ เราก็กดดัน แต่โชคดีที่คนดูเราน่ารัก เขาเข้าใจว่าเราไม่ได้แต่งเหมือน แต่ในเรื่องของการใช้สี เทคนิคการแต่งหน้า มันเหมือนจริง ๆ แล้วก็คาแรกเตอร์ที่เราสื่อออกมาหรือว่าท่าทางมันคล้ายกับคนนั้นจริง ๆ ก็เลยชื่นชม

จะบอกว่าทุกครั้งที่กำลังจะแต่งหน้าเป็นใครคนหนึ่ง เราจะเก็บไปฝันเลย เพราะจะดูคลิปเขาซ้ำ ๆ ก่อนนอนเพื่อเก็บดีเทล

รู้สึกอยากเอาชนะตัวเองไปเรื่อย ๆ ไหม

ใช่ เหมือนไม่ต้องสู้กับคนอื่น สู้กับตัวเองให้รอดก่อน (หัวเราะ) อันไหนทำได้ก็ทำ อะไรที่มันไม่ไหว ก็ไม่เป็นไรนี่ เรียกว่าทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ในตอนนั้นแล้ว

ในแวดวง Makeup Artist คนที่แต่งหน้าแนว ๆ คุณมีมากน้อยแค่ไหน

ก็มี แต่ว่ายังน้อยอยู่ หรืออาจจะมีเยอะกว่านี้แต่ไม่ได้ออกสื่อมาก เพราะเอาจริง ๆ ไม่ค่อยมีคนดูเท่าไร เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม แต่คงเพราะเป็นการแต่งหน้าที่ค่อนข้างจะแฟนซีมาก ๆ คนส่วนใหญ่ที่เขาไม่ได้เสพงานอาร์ตก็ไม่รู้จะดูทำไม แต่งตามไม่ได้

กลายเป็นว่าทุกวันนี้ที่เรามียอดวิวเยอะขึ้นมาจาก TikTok ส่วนใหญ่ก็เป็นคนไทยกลุ่มหนึ่งและที่เหลือเป็นชาวต่างชาติหมดเลย 

ในเมื่อรู้ว่ามันยากขนาดนี้ ได้ยอดวิวไม่คุ้มกับค่าเหนื่อย ทำไมถึงยังตั้งใจที่จะผลิตงานบนเส้นทางนี้เหมือนเดิม

เพราะว่าเราชอบมันมาก (ลากเสียง) แล้วเราก็หาตรงกลาง ต้องบอกว่าไม่ใช่ทุกคลิปที่เราจะเล่นใหญ่เหมือนอวตาร คลิปที่เราตั้งกล้องถ่ายกับแสงธรรมชาติก็มีเยอะมาก เพื่อให้เข้าถึงคนดูทั่วไปที่เขาแต่งตามได้ 

อย่างคลิปที่เล่นใหญ่มาก ๆ บางทีเราก็ไม่อยากพูด ขายของไม่ได้ เราก็จะทำคลิปฟรีไปเลยเพื่อคืนกำไรให้กับคนดู แล้วก็เรียกคนดูใหม่ ๆ ที่เป็นชาวต่างชาติเข้ามา เพราะพอคลิปเราไม่พูด ชาวต่างชาติก็จะเข้ามาดูได้

เคยคิดไหมว่าจะมีชื่อเสียงขนาดนี้

ไม่คิดว่าจะมาถึงจุด ๆ นี้ ตอนแรกยังคิดอยู่เลยว่าโตไปฉันคงจะเป็นครูสอนร้องเพลงมั้ง

เพราะว่าตอนนั้นก็ยังรับจ้างสอนร้องเพลงแล้วก็สอนเปียโนเด็กด้วย วันนั้นก็ยังเริ่มต้นงง ๆ แค่รู้สึกว่าฉันอยากดัง ฉันอยากมีแสง ฉันอยากเป็นเน็ตไอดอล คิดแค่นั้นเลย

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Flower Road

เครื่องสำอางอยู่ในชีวิตคุณมาแล้วกี่ปี

น่าจะอยู่มาตั้งแต่เกิด เพราะจำได้ว่าตั้งแต่อนุบาลหรือประถม ชอบเล่นแต่งหน้ากับยายที่บ้านเก่า แบบยายขอแต่งหน้าหน่อย ก็จะนั่งปัดแก้มทาตาให้เขา ส่วนมากเป็นแบบตาฟ้า แก้มชมพู ปากแดง แต่โชคดีที่ยายเห็นว่าเราชอบแต่งหน้า ต้องทำงาน ต้องไปประกวดร้องเพลง เขาก็ไปตลาดแล้วก็ซื้อเครื่องสำอางราคาหลักสิบมาให้ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังใช้นะ เพราะว่าบางอย่างมันดีจริง ๆ

คุณผ่านการทำงานอะไรมาบ้าง

โห จิปาถะมาก (ลากเสียง) เราโตมากับความรู้สึกว่าอยากมีเงินเยอะ ๆ เพราะเราอยากได้ของ แต่พ่อแม่เราไม่มีเงินซื้อให้ เราต้องหาเอง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเศร้าหรืออะไร บวกกับการที่เราโตมาในสังคมที่เพื่อนก็ทำงานเหมือนกัน ออกไปรับงานรำ ออกไปรับงานเต้น ออกไปทำนู่นทำนี่ 

ตอนนั้นก็ไปประกวดร้องเพลง ไปขายหนังสือได้วันละ 300 ไปเต้นให้ค่ายโทรศัพท์ค่ายหนึ่ง บวกกับการที่เราเคยเรียนร้องเพลงหรือเคยเรียนการเป็น MC มาก่อน ก็เลยได้เป็น MC ครั้งแรกให้กับค่ายมือถืออันนั้น เริ่มรับงานพริตตี้ เคยไปยืนถือน้ำส้มแบบ ชิมได้นะคะ ชิมไหมคะ ลองได้นะคะ เราชอบทำงานมาก

แล้วมาเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ได้ยังไง

เพราะว่าตอนนั้นช่วงเรา ม.6 เราเสพพันทิป เสพบิวตี้บล็อกเกอร์เยอะมาก ๆ เสพ แพรี่พาย ดู PONY ดูพี่ นุ่น นพลักษณ์ ดูพี่ สายป่าน (Sp Saypan) เราชอบมากเลย แล้วเราก็ชอบแต่งหน้าลงเฟซบุ๊กส่วนตัวของตัวเอง คนก็เริ่มถามว่า แต่งหน้ายังไง ใส่คอนแทคเลนส์อะไร เลยลองทำกระทู้รีวิวคอนแทคเลนส์ในจีบัน อยู่ดี ๆ ยอดแชร์ก็เยอะมาก จนมีคนทักมาบอกว่า “ลองทำยูทูบดูสิ เดี๋ยวส่งคอนแทคเลนส์ให้” 

เราก็เลย อะ ลองเปิดยูทูบ ลองเปิดเพจ แล้วก็เริ่มสอนแต่งหน้ามาตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าจะตั้งชื่ออะไร ก็เลยใช้ชื่อ Soundtiss 

ช่วงแรก ๆ ที่ทำจับทางได้ไหม 

แรก ๆ คือเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่สามารถเป็นอาชีพได้หรือเปล่า

ทำไปเพราะว่าสนุก แล้วก็เริ่มมีสปอนเซอร์เข้ามา เราก็ ว้าว! ได้เงินด้วยหรอเนี่ย ช่วงนั้นก็ยังรับงาน MC พริตตี้อยู่ ตอนนั้นไปออกรายการ I Can See Your Voice ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองทำอาชีพอะไร ถ้าย้อนกลับไปดู เขาจะบอกว่าเราทำเคสขาย 

จริงหรอ

ใช่ เขาถามว่าเราทำอะไร เราก็บอกว่า ทำหลายอย่างเลย แต่ว่าไม่ได้ทำอะไรเป็นกิจจะลักษณะสักอย่าง ทำยูทูบด้วย แต่มีอยู่ 3 คลิป ก็เลยไม่รู้ว่าต้องพูดว่าทำยูทูบไหม เขาเลยเอาตอนที่เรานั่งวาดรูปในคอมพิวเตอร์เก่า ๆ ไปลงแทน

ตอนที่คิดว่างานนี้น่าจะเป็นอาชีพได้ อธิบายให้คนที่บ้านหรือคนรอบตัวฟังยังไง

เราไม่เคยบอกใครเลย (หัวเราะ)

ไม่เคยมีการมานั่งคุยกันว่า ฉันเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์แล้วนะ แม่กับพ่อคือไม่เคยมานั่งคุยกันเลยว่า เธอทำงานอะไร เขาแค่สงสัยว่าทำไมของมาส่งที่บ้านเยอะจัง สั่งอะไรมาหรือเปล่า เราก็อธิบายให้เขาฟังว่า อ๋อ เขาส่งมาเพื่อให้หนูรีวิวนะ หนูต้องลองสินค้า อธิบายให้เขาฟังแค่นี้ แล้วคนรอบตัวเราทุกคนก็น่ารัก ช่วยกันตลอด 

รู้ไหมว่าเพราะอะไร

ไม่แน่ใจเหมือนกัน คือพวกเราลำบากกันมามาก โตมาในสังคมที่ถ้าเจอคนที่มีพ่อแม่ครบ เราจะ Amazing (หัวเราะ) เพราะว่าในกลุ่ม ตู่ไม่มีพ่อ เพื่อนอีกคนก็ไม่มีแม่ อีกคนก็ไม่มีพ่อ อีกคนก็บ้านแตก เรารู้สึกว่านั่นคือปกติ ซึ่งมันก็คือปกติจริง ๆ แค่เวลาเราเล่าให้ใครฟัง เขาก็จะ ห๊ะ ไม่มีพ่อเหรอ เราก็แบบ…แล้วทำไม แปลกเหรอ เพื่อนเราก็ไม่มีนะ (หัวเราะ) 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

แม้กระทั่งมีคนมาพูดใส่เรื่องพ่อ คุณยังไม่รู้สึกอะไร เคยมีช่วงที่ไม่มั่นใจในตัวเองหรือเปราะบางทางอารมณ์บ้างไหม 

ไม่เคยเปราะบางหรือไม่มั่นใจในตัวเองเลย ส่วนใหญ่จะเปราะบางกับคอมเมนต์มากกว่า 

เอาจริง ๆ ช่วงที่เราทำช่องของตัวเองไม่ค่อยเจอคอมเมนต์แย่ ๆ ในช่องของเราก็จะเป็น Community เพื่อนหญิงพลังหญิงแบบ “พี่ตู่สวยมากค่ะวันนี้” “โห พี่ตู่หุ่นแบบนี้ดีแล้วค่ะ ไม่ต้องลดนะคะ” แต่วันหนึ่งที่เราเริ่มไปออกช่องอื่น ๆ มากขึ้น Mass มากขึ้น คนดูมี Target เยอะมากขึ้น เริ่มมี Range อายุที่กว้างมากขึ้น เขาก็จะมีความ เอ๊ะ ทำไมผู้หญิงคนนี้ดูโหวกเหวกจัง ก็จะรู้สึกกับคอมเมนต์พวกนี้

แต่ถ้าถามว่าเคยไม่มั่นใจในตัวเองไหม บอกเลยว่าไม่เคย (หัวเราะ) น่าจะเป็นเพราะเพื่อนส่วนหนึ่ง เพราะเพื่อนมั่นหน้ามั่นใจทุกคน สมมติเพื่อนเราใส่บิกินีมา แล้วบอกว่า “มึง กูอ้วนเปล่าวะ” เพื่อนทุกคนจะหันไปบอกว่า “มึงไม่อ้วนค่ะ ใครบอกมึงอ้วน มึงบอกกูมาเลย มึงสวยมากวันนี้” (เท้าเอวชี้) เราเลยรู้สึกมั่นใจในทุกอย่างที่เราทำ 

พ่อแม่ของคุณมีส่วนช่วยให้มั่นใจในตัวเองมากน้อยแค่ไหน

ตู่เรียกว่าพ่อแม่ แต่จริง ๆ เขาเป็นตายาย ตอนนี้เขาอายุ 80 กันแล้วนะ เพราะฉะนั้นมันจะมี Generation Gap หนักมาก คือเขาจะไม่เคยบอกว่า “หนูสวยมาก” 

ไม่มีเลยหรอ

ไม่มี เขาก็ชื่นชมว่าไอ้ตู่มันเก่งนะ แต่ไม่ได้เป็นฟีลเหมือนแม่ลูกวัยรุ่นทั่วไป 

แล้วเด็กที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมกับพ่อแม่ที่อายุเยอะมาก มีปัญหาบ้างไหม

โอ๊ย มีเยอะแยะมากมาย ทุกวันนี้ยังทะเลาะกันอยู่เลย (หัวเราะ) เราหัวสมัยใหม่มาก ๆ เขาก็จะ Conservative สุด ๆ 

ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการทำงานเลย เขาปล่อยเราชิลล์มาก อยากเรียนอะไรก็เรียน ไม่ได้คาดหวังอะไร ใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเองก็พอแล้ว แค่อย่าทิ้งเขาก็พอ แต่สิ่งหนึ่งที่มีความไม่เข้าใจก็คือเรื่อง ทำไมถึงไม่แต่งงาน ทำไมถึงไม่หมั้นหมาย ทำไมถึงต้องนอนห้องเดียวกัน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องพวกนี้ 

แล้วทำยังไง

โชคดีที่แม่เรามีความดื้อเป็นปกติของคนแก่ แต่ถ้าวันไหนเรามานั่งจับเข่าคุยกัน เขาจะฟัง เราจะเป็นคนสังเกตพ่อแม่ตัวเองว่าถ้าพูดตอนนี้อะวีนแน่ เหวี่ยงแน่ ต้องรอจังหวะดี ๆ เช่น ตอนกินข้าวหรือตอนที่อยู่กับคนอื่น เราจะพูดต่อหน้าคนอื่นเลยว่า “แม่ มันเป็น 1 2 3 4 นะ แม่เข้าใจไหม” แล้วคนอื่นก็จะแบบ “ใช่ ลูกมันพูดถูก” 

แต่ก็เป็นธรรมดาของคนแก่ที่อยู่บ้านแล้วจะมีความขี้น้อยใจ ขี้งอน ล่าสุดพ่อติดโควิด อายุเกือบ 80 ไม่เข้าใจคำว่ากักตัว 

คุณรับมือด้วยการ…

กรี๊ด  

ให้เขาไปกักตัวที่โรงพยาบาล 5 วัน ก็คือจะหนีออกจากโรงพยาบาล พอกลับถึงบ้าน แม่ฉันก็เป็นมะเร็ง พ่อฉันก็เดินไปหาแม่เลย

ไม่ได้สิ!

ไม่ได้ (ตะโกน) แม่ก็ร้องไห้ “ฮือ ทำไมไม่กักตัว” ตอนนี้เล่าเหมือนตลก แต่ตอนนั้นคือหัวจะระเบิด 

คิดสภาพ วันนั้นถ่ายชุดเซเลอร์มูนอยู่ข้างบน แล้วอยู่ดี ๆ พ่อก็เปิดประตูเข้ามาถามว่า “แม่ไปไหน!” ฉันก็เดินใส่ชุดเซเลอร์มูนไปบอกว่า “กลับไปกักตัวเดี๋ยวนี้!” 

นี่ให้แม่ไปอยู่อีกบ้านหนึ่งเลย เพราะว่าพ่อไม่กักตัว พ่อก็น้อยใจอีก บอกว่า “เราคบกันมาตั้งขนาดนี้ ทำไมเธอถึงทิ้งฉัน” ซีนอารมณ์มาก

เออ ก็จะเป็นฟีลนี้ แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหาในเรื่องของการใช้ชีวิตเลย 

โชคดีที่เหมือนชีวิตจะมีอุปสรรคแต่ก็ไม่มีนะ

ใช่ คือเราไม่มีพ่อ แม่ก็ไม่ได้มีเงินขนาดนั้น โชคดีที่ตายายถึงเขาจะดุมากและไม่ให้เราออกจากบ้านเลย แต่เราเป็นเด็กที่รับได้แล้วก็เข้าใจในความเป็นเขา 

ถ้าเราเติบโตมาในครอบครัวที่ญาติทุกคนเป็นคนรวย เราอาจจะโดนกดดันก็ได้ว่าเธอต้องมีธุรกิจ แต่ด้วยความที่ตายายเราไม่ได้มีอะไรให้อยู่แล้ว เขาแค่อยากให้เราใช้ชีวิตให้มีความสุข หาแฟนดี ๆ สักคน เขาต้องการแค่นี้ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ซึ่งเรื่องพวกนี้คนมีชื่อเสียงหลายคนเลือกจะไม่เล่าก็ได้ ทำไมคุณถึงเล่าให้ทุกคนฟังหมด โดยเฉพาะในทวิตเตอร์

จริง ๆ มีหลายเรื่องมากนะที่เราไม่ได้ทวีตลงไป แต่ส่วนใหญ่ที่ทวีตเราคิดแล้วว่าจะต้องมีคนเกิดเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกับเราแน่ ๆ เราชอบเวลาที่มีคนมาปรับทุกข์หรือมาพูดคุยกัน 

รู้สึกว่าต้องเป็นแบบอย่างที่ดีของแฟนคลับหรือคนที่ติดตามเราอยู่ไหม

พูดยากมาก เพราะบางคนก็รู้สึกว่า ฉันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีผิดมีถูกเหมือนทุกคน ส่วนตัวเรารู้สึกว่าควรจะมีตรงกลาง ไม่ใช่สูญเสียความเป็นตัวเองไปเลย ฉันก็กินเหล้า ฉันก็เที่ยว ฉันก็พูดคำหยาบ แต่ก็จะพยายามอยู่ในร่องในรอย ไม่สุดโต่งในการด่ากราดจนเกินไป 

แต่กว่าจะมาถึงตรงนี้ เห็นว่ามีช่วงหนึ่งที่ติดกินยาลดน้ำหนัก

ใช่ 

เพราะอะไรเด็กที่มั่นใจในตัวเองสุด ๆ ถึงไปถึงจุดนั้นได้

เพราะเข้าไปในโรงเรียนที่หันไปก็มีแต่คนขาว ๆ จัดฟัน ตาโต ทุกคนมัดผม ทุกคนผมยาว แต่เราหัวฟู ตรงข้ามทั้งหมด ก็เลยพยายามทำให้ตัวเองดูดีขึ้น พยายามทำให้เราตัวขาวขึ้นสุด ๆ ไปเลย จนวันหนึ่งเริ่มมีกระแสคนผิวแทนเข้ามา เราก็เลยหลุดจากตรงนั้น

ช่วงที่เข้าไปอยู่ในวังวนนั้น คุณหลงไปถึงขนาดไหน

โอ้โห ตอนนั้นประมาณ ม.3 ทำเพื่อให้ผู้ชายมาชอบเรา โทรมมาก เพราะกินยาลดความอ้วนแผงละ 100 บาทที่ตลาดนัด แล้วก็เบลอมาก เศร้าไปหมด รู้สึกดาวน์ กินข้าวไม่ลง ใจก็เต้นตึก ๆๆ เหมือนจะตายตลอดเวลา อกหัก ร้องไห้ เศร้า น้ำหนักลงไป 46 ผอมจนเพื่อนเจอแล้วบอกว่า “เฮ้ย ไปทำอะไรมา โทรมมาก” นี่ก็แบบ ฉิหายละ เราต้องหยุดกินยา น้ำหนักก็โยโย่มา 53 ตัวแตกเลย กลายเป็นว่าทุกอย่างใหญ่กว่าเดิม เราก็ทำใจ (หัวเราะ) ตั้งแต่วันนั้นมาก็ไม่กินอาหารเสริมลดความอ้วนอีกเลย

แล้วเขาชอบเราไหม

เขามาชอบเราตอน ม.ปลาย แต่เราไม่ได้ชอบเขาแล้ว เชิด! (หัวเราะ)

วังวนนั้นให้บทเรียนอะไรกับคุณบ้าง

เรารู้สึกว่าสวยแบบเป็นตัวเองดีที่สุดแล้ว 

คือไม่ผิดนะถ้าเราอยากสวยเหมือนใคร มี Role Model ได้ แต่ต้องเข้าใจพื้นฐานของเราด้วยว่ามันไปได้สุดมากแค่ไหน และอย่าไปก้าวก่ายคนอื่น เช่น สมมติเพื่อนเราบอกว่าอยากขาว เราก็จะบอกว่า “เฮ้ย จริง ๆ ผิวแทนสวยนะ แต่ถ้ารู้สึกว่าอยากขาวก็โอเค แล้วแต่ ถ้าสบายใจที่จะขาว”

ตอนนี้กลายเป็นเราต้องไม่ไปยัดเยียด Beauty Standard ของเราเองให้คนอื่น เพราะเราก็เจอบ่อยเหมือนกัน ถ้าอยากออกกำลังกาย อยากผอม ก็จะมีคนมาบอกว่า “เฮ้ย ไม่ต้องผอมหรอก ผอมไม่ได้แปลว่าสวยนะ” เราก็รู้สึกว่า อ้าว แล้วไปว่าคนผอมทำไม 

อยากบอกทุกคนที่ยังอยู่ในวังวนของ Beauty Standard ว่าเอาที่ตัวเองสบายใจ อยากสวยแบบไหนก็สวยแบบนั้นแหละ ไม่ต้องไปนั่งฟังคนอื่นว่าเธอต้องสวยแบบนี้นะ เธออย่าผอมนะสมัยนี้เขาต้องอวบ เธออย่าขาวนะสมัยนี้เขาต้องผิวแทน ถามตัวเองดูว่าอยากเป็นแบบไหน แล้วก็ลุยเลย ไม่ผิด ไม่มีอะไรผิดทั้งนั้น

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Last Farewell

การได้เป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ ทำให้คุณเป็นตัวเองในแบบที่ชอบมากขึ้นไหม

เราได้เป็นทุกคนเลย (หัวเราะ)

การเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ทำให้เห็นความสวยงามมากขึ้น เพราะพอเราแต่งหน้าหลาย ๆ คน เราจะเห็นเสน่ห์บนหน้าตาทุกคนเลย เห็นว่า ตา จมูก ปาก เขาสวยแตกต่างกันนะ แต่ว่าเขาสวยทุกคน  

เราก็เคยรู้สึกนะว่าเราอยากไปฉีดปากเพิ่ม เคยอยากไปทำตา ซึ่งคนทำไม่ผิดนะ แต่ส่วนตัวเรารู้สึกว่าเป็นแบบนี้ดีแล้ว เพราะถ้าเราไปทำหน้าชัดแล้วอะ เราจะแต่งหน้าเป็นคนอื่นยากขึ้นแน่เลย งั้นเราก็เคารพกับหน้าเราแบบนี้แหละ (หัวเราะ)

อะไรคือเกณฑ์วัดว่านี่คือจุดที่ประสบความสำเร็จ

โห เราไม่รู้เลยว่าคำว่าประสบความสำเร็จคืออะไร เพราะคำว่าประสบความสำเร็จของแต่ละคนต่างกัน ของเราคือการแต่งหน้าเป็นคนนั้น แล้วมีคนบอกว่า “อุ๊ย แต่งเป็นคนนี้แน่เลย” แต่กับบางคนความสำเร็จของเขาอาจจะเป็นการทำแล้วได้ 10 ล้านวิว มันก็แล้วแต่คนมอง ไม่ได้มีบรรทัดฐานตายตัว บางคนที่เขายอด 10,000 Followers แต่เขารู้สึกประสบความสำเร็จก็มี 

รู้สึกยังไงที่อาชีพนี้พาให้คุณได้มีรถ มีบ้าน เป็นของตัวเอง

ดีใจมาก นี่เป็นความฝันตั้งแต่เด็กเลยว่า ฉันอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง 

เพราะตอนเด็ก ๆ เราจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ห้องหนึ่งอยู่รวมกัน 3 คน จนช่วงที่เราทำงานก็ไม่มีห้องเป็นของตัวเองที่จะใช้ถ่าย ถ้าทุกคนย้อนกลับไปดู จะเห็นว่าข้างหลังเป็นราวตากผ้าแล้วเราก็เอาผ้ามาแขวน พอเริ่มมีอะไรมากขึ้น เราก็ไปขอห้องเก็บของทำงานได้ไหมจ๊ะ ทุกคนก็ต้องเอาของทั้งหมดออก เพื่อให้เราไปนั่งทำงานตรงนั้น แล้วก็ทำมาเรื่อย ๆ จนเก็บเงินซื้อบ้านซื้อรถได้ 

สมัยก่อนทำงานมาเท่าไรก็หมดเพราะว่าต้องใช้ จำได้เลยว่าตอนจ่ายค่าเทอมมหาลัย ประมาณ 15,000 มั้ง บัญชีเหลือเงิน 0 บาท (หัวเราะ) ตอนกดเงินออกมาน้ำตาจะไหลแบบ กูไม่มีเงินอีกแล้ว กูหามาตั้งนาน แต่ทำไรไม่ได้ นอกจากหาเงินใหม่ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ถ้าตอนนี้ไปสมัครงานอีก แล้วเขาให้แนะนำข้อดีของตัวเองจะบอกว่า

เป็นคนมีสติมาก เป็นคนใจเย็น เป็นคนมีแพสชัน แล้วก็ชอบแก้ไขปัญหา 

เคยมีครั้งหนึ่งในชีวิตที่… แม่ป่วยเป็นมะเร็งใช่ไหม พี่สาวโทรมาแล้วก็บอกว่า “เนี่ย แม่อยู่ห้องผ่าตัดนะ 50 : 50 มีสิทธิ์เสียชีวิต” สิ่งที่เราทำก็คือลุกขึ้นมา โทรบอกญาติว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง 1 2 3 4 ในหัวคิดแล้วว่า ถ้าสัปดาห์หน้าแม่กูตายกูต้องทำยังไงต่อ กูต้องทำงานนี้ ๆๆ นะ กูต้องใช้ชีวิตแบบนี้ ๆๆ นะ 

ส่วนใหญ่เวลาเกิดอะไรขึ้นเราจะนึกถึง Worst Case ที่สุด อะไรคือสิ่งที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้น แล้วคิดว่าต้องแก้ไขปัญหายังไง เออ เราเป็นคนแบบนี้ 

แล้วก็เคยอยู่ในรถกระป๋องที่คนขับเขาหลับในเว้ย รถก็โยกไปมาในอุโมงค์ ทุกคนในรถกรี๊ด แต่เราหน้านิ่งมาก มีสติ แล้วเราก็หยิบมือถือขึ้นมาเพื่อพิมพ์ข้อความบอกแม่ว่ารักนะ

เป็นข้อดีจริงเหรอ

นั่นน่ะสิ เป็นข้อดีจริงไหมวะ แต่ก็ดีกับการทำงาน

แล้วการใช้ชีวิตล่ะ

ก็จะเป็นคนไม่ได้แสดงอารมณ์ของตัวเองเท่าไร เพราะรู้สึกว่าฉันต้องมีสติตลอดเวลามากเกินไป เช่น ตอนแม่ป่วย เราไม่ร้องไห้เลยเพราะรู้สึกว่าคนอื่นร้องแล้ว กูจะร้องไม่ได้ เดี๋ยวมันจะไปกันหมด เรากลายเป็นคนที่ต้องมีสติที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น

เพราะไม่อยากอ่อนแอ

เคยอยู่ในจุดที่ไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเราอ่อนแอ แต่หลัง ๆ ก็อ่อนแอไปเหอะ กูเป็นมนุษย์ (หัวเราะ) 

เมื่อก่อนแฟนไม่เคยเห็นเราร้องไห้เลย น้อยมาก หลัง ๆ เป็นประจำเดือน เริ่มเศร้าเริ่มร้องไห้เหมือนคนปกติแล้ว ที่ผ่านมาจะไปกลั้นน้ำตาทำไมวะ (หัวเราะ)

ถ้าเครื่องสำอางอยู่กับคุณมาตั้งแต่เกิด คิดจะอยู่กับมันอีกไปถึงเมื่อไร

โอ๊ย ก็คงจนกว่าจะตาย ถ้าตายฝากเอาเครื่องสำอางใส่โลงไปด้วย (หัวเราะ) 

เมื่อวานเพิ่งบอกเพื่อนไปว่า “มึง ถ้ากูตายอะ อย่าลืมปัดแก้มสี Pansy Pop ให้กูนะ แล้วก็ปากอย่าลืมทาลิปของ Dior เบอร์ 000 ให้กูด้วย” เพื่อนก็บอกว่า “มึงลุกขึ้นมาแต่งเองเถอะ ถ้ามึงตายกูก็แต่งให้ได้ไม่สวยเท่ามึง” 

Soundtiss ออกแบบความตายของตัวเองไว้ว่ายังไงอีก

พูดตรงนี้กับคนสัมภาษณ์เลย 

ถ้าตายปุ๊บ ฝากบอกแม่ด้วยว่า ไม่ต้องเศร้า แล้วก็ฝากเปิดเพลง BIGBANG ในงานศพของฉันด้วย ยังไงสารก็ต้องไปถึง BIGBANG ว่าช่วยทำคอนเสิร์ตหน่อย ถ้ากูตายอย่างน้อยคนอื่นก็ต้องได้ดูคอนเสิร์ต BIGBANG วะ 

เราบอกเพื่อนตลอดว่างานศพกู ถ้าเป็นไปได้มึงเปิดเพลง BIGBANG ไปเลย มึงจัดปาร์ตี้ไปเลย อย่าคิดว่ากูตาย คิดว่า กูเนี่ยไปโลกใหม่ (หัวเราะ)

เป็นงานศพที่เปิดเพลง Last Farewell 

เออ! ถูกต้อง! 

เธอเศร้าได้ เธอร้องไห้ได้นะ แต่อย่าจมปลักกับการที่ฉันตายไป เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่จากเป็นก็จากตาย เพราะฉะนั้น ถ้าฉันตาย อย่างน้อยทุกคนต้องได้สนุกที่สุด ปกติเพื่อนจะมาปาร์ตี้ที่บ้านตลอด ถ้ากูตายมึงก็จัดปาร์ตี้ส่งท้ายให้กูเลย เอาเบียร์มารดน้ำกูนะ (หัวเราะ) 

ทุกวันนี้คิดพินัยกรรมไว้ เพราะเรามีคติประจำใจว่า ใช้ชีวิตให้เหมือนเป็นวันสุดท้าย เราบอกรักแฟน กอดแฟนทุกวัน เพราะเจอมาเยอะมากกับการที่คนรอบข้างเสียไว ญาติพ่อเรานอนแล้วตาย ไหลไปเลย เราก็เลยพยายามใช้ชีวิตให้เหมือนวันสุดท้าย และก็บอกเพื่อนตลอดว่า ถ้ากูตาย มึงต้องแบ่งเงินแบบนี้นะ มึงเป็นพยานให้กูแล้ว 3 คน มึงเข้าใจไหม สมบัติกูต้องแบ่งยังไง พวกมึงฟังแล้วรู้เรื่องนะ (หัวเราะ) 

งั้นก่อนตาย คนสุดท้ายที่อยากแต่งหน้าเหมือนคือใคร

โอ้โห ฉิบหายแล้ว เหมือนตัวเองได้ไหม ขอแต่งหน้าเป็นตัวเองแล้วกันก่อนตาย ให้ทุกคนได้เห็นว่านี่คือหน้าฉัน 

แล้วก็ช่วยเอารูปนั้นน่ะไปแปะหน้าโลง เพราะตอนนี้หน้าโลงศพน่าจะไม่มีรูปที่เหมือนตัวเองแล้ว

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load