12 มิถุนายน 2561
1 K

เช้าวันนี้เราตื่นขึ้นมาพบกับวันเกือบสุดท้ายของการทำงานในประเทศจีน

เวลา 3 เดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกยังคงเป็นเหมือนเดิม คือทำงานหนัก และไม่มั่นใจเรื่องวัน เวลา เป็นตัวเลขมากนัก ที่จะพอรู้ในแต่ละวันบ้างก็คือตื่นกี่โมง อาบน้ำกี่โมง และเริ่มทำงานกี่โมง เท่านั้น

รู้ตัวอีกทีก็ผ่านมาครึ่งปีแล้ว จากนิวยอร์กจนถึงประเทศจีน ทุกวันนี้เราพยายามทำให้ตัวเองมี ความสุขไปกับทุกๆ วัน สนุกกับกิจกรรมที่อยู่ตรงหน้า เรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวจากทั้งคน สถานที่ ภาษา หรือแม้กระทั่งอาหาร เอาเข้าจริง แค่เราโฟกัสกับสิ่งที่ตาเห็นแล้วคิดตามต่อไปเรื่อยๆ เราก็แทบจะไม่มีเวลาคิดหรือทำอะไรอย่างอื่นอีกแล้ว

เราเชื่อเหลือเกินว่าคนไทยหลายคนไม่ได้มองประเทศจีนเป็นจุดมุ่งหมายของการเดินทางเท่าไหร่นัก (โดยเฉพาะการเดินทางมาเที่ยว) หรือหวั่นใจว่าถ้ามาที่จีนจะเจอห้องน้ำที่ไม่มีประตูแน่ๆ ยิ่งพอบอกว่าเป็นคนที่มาจากประเทศจีนด้วยยิ่งแล้วใหญ่ เราคงจะวาดภาพในหัวไว้ว่าจะเสียงดัง วุ่นวาย ไม่ต่อคิวซื้อของ โอ๊ย!! ไม่ไหวๆ

ยอมรับว่าเมื่อก่อนเราก็รู้สึกแบบนั้นบ้างเหมือนกัน เห็นประเทศจีนเป็นแค่แหล่งซื้อของราคาถูก หรือไม่ก็หาของก๊อป อยากได้อะไรพี่จีนทำให้ได้หมด เวลาได้ยินคนจีนคุยกันก็จะหงุดหงิดที่เสียงดัง โวยวาย จนต้องเดินหนีไปให้ไกลๆ ประมาณว่าคุยหรือทะเลาะกันวะเนี่ย

พอนึกดูอีกที เราแทบไม่รู้จักอะไรในประเทศนี้ดีเลยเนอะ ทั้งที่เรามักแนะนำตัวกันบ่อยๆ ว่าเราคือ ‘คนไทยเชื้อสายจีน’ หรือเวลาเราเห็นใครผิวขาว ตาตี่ เราก็รวมคนกลุ่มนี้ว่าอาตี๋ อาหมวย ไว้ก่อน

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

ทั้งที่ประเทศเรามีเทศกาลตรุษจีนที่สวยงามและยิ่งใหญ่ไม่แพ้จีนแผ่นดินแม่ แต่คนส่วนใหญ่ยังแยกไม่ออกว่าภาษาจีนที่เราคุ้นเคยในบ้านเรามีทั้งภาษาจีนกลาง จีนกวางตุ้ง และจีนแต้จิ๋ว ผสมปะปนกันอยู่ ซึ่งแตกต่างกันจนแทบจะเป็นคนละภาษา

ยกตัวอย่างง่ายๆ เวลาถึงเทศกาลตรุษจีนทีไร เราคนไทยก็มักอวยพรกันว่า ‘ซินเจียยู่อี่ ซินนี่ฮวดไช้’ การออกเสียงแบบนี้เป็นแบบจีนแต้จิ๋ว คนจีนที่ใช้ภาษาจีนกลางหรือจีนแมนดารินจะออกเสียงว่า ‘ซินเจิ้งหรูอี้ ซินเหนียนฟาไฉ’

สิ่งที่เห็นภาพง่ายขึ้นไปอีก เวลาเราบอกใครสักคนให้พูดเลียนแบบคนจีน คนนั้นก็จะทำเป็นพูดไม่ชัดและออกเสียง ง งู ขึ้นมาทันที ตามด้วย อั๊ว-ลื้อ แบบ ‘อั๊วเป็งคงจีง’ ถ้าเป็นคนจีนใช้ภาษาจีนกลางจะไม่พูดแบบนี้แน่นอน

หลังจากที่เราอยู่ประเทศจีนมาสักพัก วันเวลาที่อยู่ที่นี่สอนให้เรามองคนจีนเปลี่ยนไปเยอะมาก จีนแผ่นดินใหญ่ไม่ได้มีแค่ของก๊อป หรือกำแพงเมืองจีนเท่านั้นนะ แต่ประเทศจีนมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและน่าสนใจ มีภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม ภาษา และอีกมากมายที่แตกต่างกันในแต่ละท้องซึ่งและน่าสนใจมากๆ

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

เราเริ่มเข้าใจเรื่องการพูดคุยเสียงดังของคนมากขึ้น เพื่อนคนจีนเล่าให้ฟังว่าคนจีนเชื่อว่าการพูดด้วยวาจาที่หนักแน่นเป็นการแสดงถึงความจริงใจ และภาษาจีนก็เต็มไปด้วยคำที่หนักแน่น เวลาพูดแต่ละคำเลยดูโผงผางเหมือนคนทะเลาะกัน ไม่เหมือนภาษาไทยที่มีการสะกดคำ สั่นลิ้น และมีระดับเสียงวรรณยุกต์ตั้ง 5 เสียง คนจีนบอกว่าเวลาได้ยินคนไทยคุยกัน ฟังเหมือนเราจะร้องเพลงกันเลย

จีนเป็นประเทศใหญ่ แค่ประเทศเดียวก็ใหญ่เท่ากับทวีปเลย จึงไม่แปลกที่คนจีนจะมีทั้งคนรวย คนจน คนมีมารยาท และคนไม่รู้จักมารยาท วัฒนธรรมของเราถูกสอนมาแตกต่างกัน เวลาคนจีนเห็นคนจีนที่ไม่มีมารยาทเขาก็ไม่ได้ภูมิใจ แต่ก็คงจะไปบอกไม่ได้

สิ่งที่รู้อย่างหนึ่งก็คือ คนจีนชอบประเทศไทยมาก ชอบทะเล ภูเขา วัฒนธรรม และอาหาร เพื่อนๆ คนจีนที่เรารู้จักส่วนใหญ่เคยมาเที่ยวเมืองไทย และหลายคนก็มาไทยแทบทุกปี เรียกได้ว่าบ้านเราเป็น     จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวของคนจีนที่ฮิตมากๆ เลย

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

พอใกล้จะครบ 3 เดือน บริษัทก็เริ่มคุยเรื่องการอยู่ทำงานที่ประเทศจีนต่อกับเราบ่อยขึ้นเรื่อยๆ เราเองยังไม่ได้ตัดสินใจ ถึงแม้จะรู้สึกดีกับประเทศนี้มากขึ้น แต่ความฝันที่ตั้งใจจะหาโอกาสเป็น Food Stylist ที่นิวยอร์กเองก็ยังอยากทำต่อ ไม่อยากทิ้งไปไหน กับอีกทางก็เป็นเหมือนโอกาสดีๆ ในชีวิตที่เปิดขึ้นอีกครั้ง

เราดร็อปเรียนที่นิวยอร์กไว้เกือบจะครบ 3 เดือนแล้ว ตามกำหนดคือเราดร็อปได้ 5 เดือน แต่มีข้อแม้คือ เมื่อกลับไปต้องเริ่มสอบวัดระดับใหม่และเรียนรวมกับนักเรียนรุ่นต่อไป เพราะตอนนี้เพื่อนๆ หลายคนที่นิวยอร์กเริ่มเรียนจบและกลับประเทศตัวเองไปบ้างแล้ว เราคิดหนักอยู่ไม่น้อยนะ เพราะความรู้สึกเหมือนทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ ไปหมด

ไม่กี่วันต่อมา การถ่ายละครครั้งแรกที่ประเทศจีนของเราก็สิ้นสุดลง กองถ่ายปิดกล้องโดยใช้เวลาทั้งหมด 2 เดือนกับอีก 20 วัน ถึงเวลาบอกลาเมืองเล็กๆ อย่างจางโจว และเพื่อนๆ นักแสดงทุกคน รวมทั้งทีมงาน ที่นี่ไม่มีงานเลี้ยงปิดกล้องอย่างที่ไทย ถ่ายเสร็จวันนี้ ทีมงานก็ถูกไล่ให้กลับบ้านเกิดของแต่ละคนทันที ส่วนนักแสดงดีขึ้นหน่อย มีเวลาเพิ่มให้อีกหนึ่งวันในการเก็บของ แล้วก็ต้องออกจากที่พักทันที

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

ถึงจะเป็นช่วงเวลาที่ไม่นานมากนัก แต่ทุกคนรวมถึงทุกเหตุการณ์ก็เป็นประสบการณ์ที่เราไม่มีทางลืมได้เลย หลายสถานที่ที่เราวิ่งออกกำลังกายตอนเช้า ร้านอาหารหลายๆ ร้านที่กินประจำ รวมถึงมุมสวยๆ สงบๆ ที่มักจะไปเวลาว่าง ถึงเวลาที่ต้องจากกันแล้ว คงไม่มีโอกาสกลับมาเจอกันอีก ใจหายเหมือนกัน

เราเดินทางจากเมืองเล็กๆ อย่างจางโจวเข้าสู่เมืองเซี่ยงไฮ้ หรือถ้าออกเสียงแบบคนจีนแท้ก็น่าจะออกว่า ช่างไห่ ตารางงานที่นี่ไม่เยอะเหมือนช่วงแรกๆ อย่างมากก็แค่เดินทางไปสัมภาษณ์นิดหน่อย เลยมีเวลาได้พักผ่อนและเที่ยวไปทั่วๆ เมือง เซี่ยงไฮ้น่าอยู่มาก เพราะผสมผสานความเป็นจีนดั้งเดิมกับความทันสมัยได้อย่างลงตัว แต่ค่าครองชีพสูงไม่ต่างจากนิวยอร์กเลย

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

1 สัปดาห์ในเซี่ยงไฮ้ รวมถึง 3 เดือนที่ผ่านมา ทำให้เราเริ่มรู้สึกคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม หลงรักอาหาร ภาษาจีน ความวุ่นวายไร้แบบแผนแต่แฝงไปด้วยเสน่ห์ที่อธิบายไม่ถูก เราไม่รู้ว่าหลงรักมันตั้งแต่ตอนไหน มันซึมซับเข้าไปโดยที่เราก็ไม่รู้ตัว รู้อีกที เราก็ไม่อยากจากที่นี่ไปเสียแล้ว

คำตอบที่อยากจะมาทำงานที่จีนแล้วรีบกลับไปเรียนต่อที่นิวยอร์กช่วง 3 เดือนก่อน ความหวาดกลัวประเทศนี้ถูกนำกลับมาทบทวนอีกครั้ง ไม่แน่ เราอาจจะมาอยู่ถูกที่และถูกเวลาของมันแล้ว เราคงหลงรักประเทศจีนจริงๆ เข้าแล้วล่ะ

Writer & Photographer

คณิศ ปิยะปภากรกูล

นักร้อง-นักแสดง ที่ผันตัวเองมาเป็น Youtuber เริ่มออกเดินทางตามความฝันการเป็นเชฟทำขนมมือใหม่

To Be Continued

การเดินออกจากวงการบันเทิงไทยไปสู่การทำอาหาร นิวยอร์ก และชีวิตที่คาดเดาไม่ได้

1 เดือนแล้วที่มาอยู่ที่ประเทศจีน อะไรๆ ก็เริ่มเข้าที่เข้าทางได้อย่างน่าประหลาดใจ ทุกอย่างรอบตัวเริ่มไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเราอีกต่อไป น่าแปลกนะที่หลายๆ อย่างกลับทำให้รู้สึกดีด้วยซ้ำ กิจวัตรประจำวันก็ไม่ได้ต่างกับชีวิตในนิวยอร์กมากมายนัก ทุกวันเราต้องตื่นเช้า (มาก) เพื่อแต่งหน้าทำผม

การถ่ายละครที่จีนนั้นต้องขอคิวทุกตัวละครในเรื่องมาอยู่ด้วยกัน ที่เดียวกัน กินข้าวพร้อมกัน เพราะประเทศจีนใหญ่ นักแสดงแต่ละคนมาจากคนละเมือง (ส่วนเรามาไกลสุดเลย) ทำให้ไม่สามารถไป-กลับได้เหมือนที่ไทย บริษัทเช่าตึกอพาร์ตเมนต์ใหญ่ๆ และให้ทีมงาน นักแสดงทุกคน ย้ายมาอยู่รวมกัน พวกเราเลยต้องอยู่ด้วยกันเกือบ 3 เดือนเต็ม

เต็งหนึ่ง

อันนี้น่ารักมาก เราชอบมาก ตอบโจทย์คำว่าเปิดกล้องที่สุด คือการทำพิธี แล้วเอาผ้าแดงคลุมกล้องไว้ พอถึงฤกษ์เปิดกล้องก็ให้พระเอก-นางเอกกับทีมผู้จัดเปิดผ้า แบบเปิดกล้อง… แฮ่!!! แบบนี้ชอบๆเต็งหนึ่ง
สาบานเลยว่าคิดแบบนี้ ตอนแรกไหว้แบบไทยอยู่คนเดียว คนมองๆ เลยเขิน แล้วเราก็กลัวว่าถ้าไหว้แบบไทยเดี๋ยวเทพเจ้าจีนไม่เก็ต ตอนไหว้เดี่ยวเลยทำมือแบบคนจีน 

ทุกๆ เช้านักแสดงทุกคนต้องมาแต่งหน้าในห้องแต่งหน้าที่สร้างขึ้นมาใหม่ในอพาร์ตเมนต์ ซึ่งใหญ่โตมาก มันใหญ่มากจริงๆ นะ รวมถึงห้องแต่งตัวที่ก็สร้างขึ้นมาเฉพาะกิจเหมือนกัน นี่ยังไม่รวมห้องกินข้าวที่ใหญ่อย่างกับโรงอาหารสมัยมัธยมเลยล่ะ ไม่อยากจะอวด

เวลาจะกินข้าวทั้งสามมื้อ แต่ละคนจะมีปิ่นโตส่วนตัว นักแสดงแต่ละคนจะได้อาหารไม่เหมือนกัน แล้วแต่ว่าใครจะรีเควสต์อะไรกับแม่ครัว (ซึ่งเราก็รีเควสต์ข้าวกะเพราหมู) อย่างอาหารของเราทุกมื้อจะต้องไม่ใช้น้ำมันเยอะ เพราะเราไม่กินของทอด ของมัน ถ้าไม่แจ้งไว้อาหารก็จะมันๆ เยิ้มๆ สไตล์อาหารจีนตอนเหนือนั่นแหละ ส่วนใหญ่เลยเป็นปลานึ่งและผักต้ม ซึ่งเราว่าที่นี่ดีมาก เขาใส่ใจทุกมื้อจริงๆ ถ้าเบื่ออาหารของตัวเอง ก็เดินไปหาซื้ออะไรกินข้างนอกก็ได้ มีอาหารใส่เครื่องเทศรสเผ็ดแบบจีน กินแล้วลิ้นชาๆ อยู่มาเป็นเดือนถึงตอนนี้ก็ชินแล้ว อร่อยไปอีกแบบ

เข้าเรื่องการถ่ายทำละคร เราจะได้ตารางถ่ายทำล่วงหน้าประมาณ 1 สัปดาห์เพื่อให้รู้ว่าต้องถ่ายฉากไหนบ้าง ทางทีมงานจะนัดนักแสดงทุกคนมาประชุม แล้วไล่อ่านบทไปพร้อมๆ กับทีมเสื้อผ้า ทีมไฟ ทีมเอฟเฟกต์ ทีมเขียนบท เอาง่ายๆ ก็คือทุกคนในเรื่องเบื้องหน้า เบื้องหลัง ยกสำนักงานมาที่นี่หมด เราชอบการอ่านบทพร้อมกันนะ เพราะผู้กำกับจะบอกได้เลยว่าตรงนี้อยากได้อะไร หรือบทพูดมันแปลกๆ ให้ทีมเขียนบทแก้ให้หน่อย มันจะได้สนุกขึ้น (แต่ผู้จัดการเราจะเบื่อช่วงนี้มากที่สุด เพราะต้องแปลบทใหม่เวลามีแก้บท เนื่องจากเรายังอ่านจีนไม่ออก)

เต็งหนึ่ง

ทำหน้าเข้าใจเหมือนคุยกันรู้เรื่อง 

เต็งหนึ่ง

เวลาถ่ายฉากย้อนอดีตนี่เหนื่อยสุดๆ ไปเลย 

ทุกครั้งเวลาได้บทมา สิ่งที่เราทำ (แบบที่ไม่ค่อยทำที่ไทยเท่าไหร่) คือการอ่านอย่างละเอียด ใช่ปากกาสีเน้นประโยคของตัวเอง แล้วมานั่งทำการบ้าน แปลไทยเป็นไทยอีกที เพราะบางทีคนแปลบทก็ใช้คำแบบ Google Translate คือถ้าเป็นคนไทยแท้ๆ เราจะไม่มีทางพูดกันแบบนี้ ก็โอเค แปลให้เข้าใจและเข้าปากตัวเอง ถามว่าได้ใช้มั้ย จริงๆ เขาไม่เอาเสียงเราอยู่แล้ว ต้องพากย์เสียงภาษาจีนทับ แต่ก็ต้องทำให้เข้าใจตรงกันกับคนอื่น ง่ายต่อการจำของเรา และจะได้แสดงถูกด้วย ที่สำคัญ เวลาไปพากย์เสียงทับ ความยาวของคำพูดจะได้ใกล้เคียงกัน เป็นยังไงล่ะ ซับซ้อนดีมั้ย?

บทละคร

อันนี้บทเราที่แปลจากภาษาจีนเป็นไทย แล้วก็แปลไทยเป็นไทยอีกที ขยันกว่าตอนเรียนไม่รู้กี่เท่า

เวลาถ่ายทำ เราเป็นคนเดียวที่พูดไทยบ้างอังกฤษบ้าง และยังพูดจีนกลางไม่ได้ ส่วนคนอื่นส่วนใหญ่พูดจีนกลางกันในเวลาทำงาน พอนอกเวลางานก็พูดภาษาท้องถิ่นกัน ซึ่งคนจีนด้วยกันเองถ้าอยู่คนละเมืองก็ยังฟังไม่รู้เรื่อง ยกตัวอย่างเช่นผู้กำกับ ผู้ช่วยผู้กำกับ และทีมกล้อง ที่มาจากมณฑลหูหนาน เวลาสั่งงานกันเองก็จะพูดภาษาท้องถิ่น ซึ่งต่อให้ด่าใคร คนจีนด้วยกันเองก็ไม่รู้ (เออ…เดี๋ยวพูดภาษาโคราชบ้างดีกว่า คันปากมาก)

เวลาถ่ายทำเราจะพูดทุกอย่างผ่านล่าม ซึ่งก็คือคนที่พาเรามาทำงานที่นี่นั่นแหละ เขาจะอยู่ด้านหลังเราตลอด และแปลทุกอย่าง (อย่างรวดเร็ว) ว่าผู้กำกับอยากได้แบบไหน นักแสดงคนอื่นเล่นอะไรมา เหมือนมีโดราเอมอนกินวุ้นแปลภาษาอยู่ด้านหลัง ภาษาที่ใช้ก็คืออังกฤษ-ไทย-จีน ซึ่งเราชอบที่ใช้ภาษาอังกฤษกันบ่อยๆ จะได้เป็นการฝึกเราด้วย แต่ถึงตอนนี้เราก็เริ่มจับใจความภาษาจีนได้บ้าง พอเอาตัวรอดในกองได้ หาของกินเองได้ เดี๋ยวกลับมาจะเรียนจีนเป็นภาษาที่สามแน่นอน

กองถ่าย

เต็งหนึ่ง

คนนี้นางเอกเราเอง น้องชื่อจางอยู่เก๋อ จากวง SNH48  น้องคือคนที่ร้องเพลงคุกกี้เสี่ยงทายเวอร์ชันจีนด้วยนะ

ที่นี่ถ่ายงานกันละเอียดมาก เข้าใจแล้วว่าทำไมภาพในซีรีส์เกาหลีมันสวยได้ขนาดนั้น ปั้นมันทุกซีน เหมือนถ่ายโฆษณาในทุกซีน เลือกมุมหล่อที่สุด ดีที่สุด ทุกอย่างต้องเพอร์เฟกต์ บางฉากถ่ายอยู่ครึ่งวัน เพราะถ่ายเจาะแค่ตา ปาก มือ กว้าง แคบ แคบมาก แค้บแคบ เออ ยอมใจ แต่ออกมาดีแน่นอน

กองละคร

ถ่ายรูปรวมกับผู้บริหาร ผู้กำกับ และนักแสดงจีน

เมืองที่มาถ่ายทำนั้นไกลจากความเจริญพอสมควร เป็นเกาะเล็กๆ ชื่อ Zhangzhou เราไม่ค่อยมั่นใจเรื่องตำแหน่งที่ตั้งของเมืองมากนัก รู้แค่ว่าถ้าอยากจะไปเดินเล่นห้างสรรพสินค้าหรือว่าเข้าหาความเจริญก็ต้องนั่งเรือข้ามไปที่ Xiamen ที่อยู่ห่างออกไปพอสมควร ถ้าเดินทางด้วยเรือก็ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ถ้าขับรถก็อาจจะอ้อมหน่อย ใช้เวลาประมาณ 1.20 ชั่วโมง เพราะเป็นเกาะที่ไม่มีอะไรนี่แหละ ฝ่ายการเมืองท้องถิ่นจึงพยายามสร้างทุกอย่างขึ้นมาให้เป็นแหล่งความเจริญใหม่ๆ ในประเทศจีน โดยนำเงินส่วนหนึ่งมาสนับสนุนการสร้างซีรีส์เรื่องนี้ ซึ่งเราเองก็อยู่ในโปรเจกต์ที่ว่าด้วย

เราแอบเสียดายความเป็นธรรมชาติของที่นี่นะ ส่วนใหญ่ของเมืองยังคงสภาพความเป็นต่างจังหวัดอยู่ วิถีชีวิตแถวนี้มันเรียบง่ายมาก เราชอบเดินซื้อผักสดหรือผลไม้ที่ชาวบ้านวางขายริมถนนในหมู่บ้าน เวลาจะขายก็ชั่งจากตาชั่งโบราณ คือเอาเหล็กถ่วงอีกด้าน ตั้งตัวเลขน้ำหนัก แล้วเอาของใส่ถุงห้อยไว้อีกด้าน ถ้าถ่วงแล้วเท่ากันก็เป็นอันว่าจบ ส่วนเรื่องภาษา ไม่ต้องห่วง เราเริ่มพูดตอบโต้เพื่อซื้อของเองได้แล้ว จำตัวเลขจีนกลางแม่นพอสมควร เพราะฉะนั้นสบายมาก

ตามนิสัยของคนจีน (ที่เรารู้สึก) การมีสิ่งปลูกสร้างอย่างตึกเยอะๆ และการมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้ทุกอย่างง่ายที่สุด คงเป็นความเจริญในแบบฉบับของเขา ระหว่างการเดินทางไปถ่ายในแต่ละโลเคชัน เราจะเห็นสิ่งก่อสร้างใหม่ๆ การทำลายภูเขาเพื่อสร้างคอนโด และการตัดถนนให้ได้มากที่สุดเสมอ จนบางครั้งรู้สึกอึกอัดไปเลย เพราะหันไปทางไหนก็มีแต่ตึกเต็มไปหมด

มีหลายครั้งที่เราเดินทางไปถ่ายทำตามโลเคชันริมทะเลยอดนิยมที่คนจีนทุกคนชอบมา รวมถึงคู่รักหลายๆ คู่ที่เลือกมาถ่ายพรีเวดดิ้ง แล้วเราจะรู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่เกิดเป็นคนไทย เพราะบ้านเรามีทะเลที่สวยกว่าที่นี่เยอะมาก นอกจากสวยกว่ามากแบบไม่รู้จะอธิบายยังไงให้เห็นภาพของคำว่ามากแล้ว ทะเลบ้านเรายังมีหลากหลายให้เลือกไป มีความสวยเฉพาะตัวในแต่ละเกาะ แต่สำหรับที่นี่ทะเลก็คือทะเล ทะเลที่มีน้ำเค็ม แทบไม่มีชายหาด ถ้าเป็นบ้านเราก็คงเป็นแค่ทะเลสำหรับทำประมง จึงไม่แปลกใจเลยที่ทำไมคนจีนส่วนใหญ่เวลานึกถึงคำว่า ทะเล ก็จะนึกถึงประเทศไทยเป็นที่แรก ภูมิใจเล็กๆ เหมือนกันนะ

สิ่งที่เรากลัวและรู้สึกมาตลอดตั้งแต่ก่อนจะมาจนถึงตอนนี้ก็คือ ‘ความคาดหวัง’ จริงๆ เราเองก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่านี่กูเป็นอะไรของกูวะ บางครั้งเรามักรู้สึกกับตัวเองบ่อยๆ ว่าเราไม่ใช่คนที่ดีพอที่จะได้รับสิ่งที่ดีที่สุด หรือหลายครั้งเรามักจะกลัวสิ่งดีๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต กลัวว่าถ้าวันหนึ่งเมื่อมันผ่านไปแล้ว เราจะไม่สามารถทำใจยอมรับได้กับการเปลี่ยนแปลง แล้วเราเองจะเป็นคนที่เสียใจที่สุด

ตลอดเส้นทางชีวิตการทำงานของเราไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอยู่เสมอ ทุกครั้งที่เราอยากได้อะไร เราต้องเหนื่อยทุ่มเทแรงใจเยอะเพื่อให้ได้มันมา การได้รับโอกาสในการทำงานครั้งนี้จึงเหมือนเป็นคำถามในใจอีกครั้ง ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เราคือใครในสายตาของตัวเราเอง และเราเป็นใครในสายตาของคนอื่น เอาตามตรงแรกๆ ที่มาทำงานที่นี่ เราคิดแค่ว่าเราอยากได้เงินก้อนนี้เพื่อไปเรียนต่อที่อเมริกา เผื่อจะได้กลับไปทำขนมเงียบๆ ของเราเหมือนเดิม แต่ความเป็นจริงทุกการลงทุนมักหวังผลเสมอ บริษัทที่ดึงเรามาก็ต้องลงทุนกับเราเหมือนกัน นั่นแสดงว่าความคาดหวังได้เกิดขึ้นแล้ว และเราเริ่มต้องกลับมาคิดกับตัวเองอีกตามเคย แต่ก็แอบมีคำตอบในใจอยู่บ้าง ถึงแม้จะยังไม่ชัดเจนมากนัก แต่สิ่งหนึ่งที่มั่นใจเสมอมาก็คือ เราเคารพในการตัดสินใจของตัวเองเสมอ

คิดถึงบ้านจัง…

23 เมษายน 2560
จางโจว, ประเทศจีน

Writer & Photographer

คณิศ ปิยะปภากรกูล

นักร้อง-นักแสดง ที่ผันตัวเองมาเป็น Youtuber เริ่มออกเดินทางตามความฝันการเป็นเชฟทำขนมมือใหม่

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load