12 มิถุนายน 2561
1 K

เช้าวันนี้เราตื่นขึ้นมาพบกับวันเกือบสุดท้ายของการทำงานในประเทศจีน

เวลา 3 เดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกยังคงเป็นเหมือนเดิม คือทำงานหนัก และไม่มั่นใจเรื่องวัน เวลา เป็นตัวเลขมากนัก ที่จะพอรู้ในแต่ละวันบ้างก็คือตื่นกี่โมง อาบน้ำกี่โมง และเริ่มทำงานกี่โมง เท่านั้น

รู้ตัวอีกทีก็ผ่านมาครึ่งปีแล้ว จากนิวยอร์กจนถึงประเทศจีน ทุกวันนี้เราพยายามทำให้ตัวเองมี ความสุขไปกับทุกๆ วัน สนุกกับกิจกรรมที่อยู่ตรงหน้า เรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวจากทั้งคน สถานที่ ภาษา หรือแม้กระทั่งอาหาร เอาเข้าจริง แค่เราโฟกัสกับสิ่งที่ตาเห็นแล้วคิดตามต่อไปเรื่อยๆ เราก็แทบจะไม่มีเวลาคิดหรือทำอะไรอย่างอื่นอีกแล้ว

เราเชื่อเหลือเกินว่าคนไทยหลายคนไม่ได้มองประเทศจีนเป็นจุดมุ่งหมายของการเดินทางเท่าไหร่นัก (โดยเฉพาะการเดินทางมาเที่ยว) หรือหวั่นใจว่าถ้ามาที่จีนจะเจอห้องน้ำที่ไม่มีประตูแน่ๆ ยิ่งพอบอกว่าเป็นคนที่มาจากประเทศจีนด้วยยิ่งแล้วใหญ่ เราคงจะวาดภาพในหัวไว้ว่าจะเสียงดัง วุ่นวาย ไม่ต่อคิวซื้อของ โอ๊ย!! ไม่ไหวๆ

ยอมรับว่าเมื่อก่อนเราก็รู้สึกแบบนั้นบ้างเหมือนกัน เห็นประเทศจีนเป็นแค่แหล่งซื้อของราคาถูก หรือไม่ก็หาของก๊อป อยากได้อะไรพี่จีนทำให้ได้หมด เวลาได้ยินคนจีนคุยกันก็จะหงุดหงิดที่เสียงดัง โวยวาย จนต้องเดินหนีไปให้ไกลๆ ประมาณว่าคุยหรือทะเลาะกันวะเนี่ย

พอนึกดูอีกที เราแทบไม่รู้จักอะไรในประเทศนี้ดีเลยเนอะ ทั้งที่เรามักแนะนำตัวกันบ่อยๆ ว่าเราคือ ‘คนไทยเชื้อสายจีน’ หรือเวลาเราเห็นใครผิวขาว ตาตี่ เราก็รวมคนกลุ่มนี้ว่าอาตี๋ อาหมวย ไว้ก่อน

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

ทั้งที่ประเทศเรามีเทศกาลตรุษจีนที่สวยงามและยิ่งใหญ่ไม่แพ้จีนแผ่นดินแม่ แต่คนส่วนใหญ่ยังแยกไม่ออกว่าภาษาจีนที่เราคุ้นเคยในบ้านเรามีทั้งภาษาจีนกลาง จีนกวางตุ้ง และจีนแต้จิ๋ว ผสมปะปนกันอยู่ ซึ่งแตกต่างกันจนแทบจะเป็นคนละภาษา

ยกตัวอย่างง่ายๆ เวลาถึงเทศกาลตรุษจีนทีไร เราคนไทยก็มักอวยพรกันว่า ‘ซินเจียยู่อี่ ซินนี่ฮวดไช้’ การออกเสียงแบบนี้เป็นแบบจีนแต้จิ๋ว คนจีนที่ใช้ภาษาจีนกลางหรือจีนแมนดารินจะออกเสียงว่า ‘ซินเจิ้งหรูอี้ ซินเหนียนฟาไฉ’

สิ่งที่เห็นภาพง่ายขึ้นไปอีก เวลาเราบอกใครสักคนให้พูดเลียนแบบคนจีน คนนั้นก็จะทำเป็นพูดไม่ชัดและออกเสียง ง งู ขึ้นมาทันที ตามด้วย อั๊ว-ลื้อ แบบ ‘อั๊วเป็งคงจีง’ ถ้าเป็นคนจีนใช้ภาษาจีนกลางจะไม่พูดแบบนี้แน่นอน

หลังจากที่เราอยู่ประเทศจีนมาสักพัก วันเวลาที่อยู่ที่นี่สอนให้เรามองคนจีนเปลี่ยนไปเยอะมาก จีนแผ่นดินใหญ่ไม่ได้มีแค่ของก๊อป หรือกำแพงเมืองจีนเท่านั้นนะ แต่ประเทศจีนมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและน่าสนใจ มีภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม ภาษา และอีกมากมายที่แตกต่างกันในแต่ละท้องซึ่งและน่าสนใจมากๆ

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

เราเริ่มเข้าใจเรื่องการพูดคุยเสียงดังของคนมากขึ้น เพื่อนคนจีนเล่าให้ฟังว่าคนจีนเชื่อว่าการพูดด้วยวาจาที่หนักแน่นเป็นการแสดงถึงความจริงใจ และภาษาจีนก็เต็มไปด้วยคำที่หนักแน่น เวลาพูดแต่ละคำเลยดูโผงผางเหมือนคนทะเลาะกัน ไม่เหมือนภาษาไทยที่มีการสะกดคำ สั่นลิ้น และมีระดับเสียงวรรณยุกต์ตั้ง 5 เสียง คนจีนบอกว่าเวลาได้ยินคนไทยคุยกัน ฟังเหมือนเราจะร้องเพลงกันเลย

จีนเป็นประเทศใหญ่ แค่ประเทศเดียวก็ใหญ่เท่ากับทวีปเลย จึงไม่แปลกที่คนจีนจะมีทั้งคนรวย คนจน คนมีมารยาท และคนไม่รู้จักมารยาท วัฒนธรรมของเราถูกสอนมาแตกต่างกัน เวลาคนจีนเห็นคนจีนที่ไม่มีมารยาทเขาก็ไม่ได้ภูมิใจ แต่ก็คงจะไปบอกไม่ได้

สิ่งที่รู้อย่างหนึ่งก็คือ คนจีนชอบประเทศไทยมาก ชอบทะเล ภูเขา วัฒนธรรม และอาหาร เพื่อนๆ คนจีนที่เรารู้จักส่วนใหญ่เคยมาเที่ยวเมืองไทย และหลายคนก็มาไทยแทบทุกปี เรียกได้ว่าบ้านเราเป็น     จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวของคนจีนที่ฮิตมากๆ เลย

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

พอใกล้จะครบ 3 เดือน บริษัทก็เริ่มคุยเรื่องการอยู่ทำงานที่ประเทศจีนต่อกับเราบ่อยขึ้นเรื่อยๆ เราเองยังไม่ได้ตัดสินใจ ถึงแม้จะรู้สึกดีกับประเทศนี้มากขึ้น แต่ความฝันที่ตั้งใจจะหาโอกาสเป็น Food Stylist ที่นิวยอร์กเองก็ยังอยากทำต่อ ไม่อยากทิ้งไปไหน กับอีกทางก็เป็นเหมือนโอกาสดีๆ ในชีวิตที่เปิดขึ้นอีกครั้ง

เราดร็อปเรียนที่นิวยอร์กไว้เกือบจะครบ 3 เดือนแล้ว ตามกำหนดคือเราดร็อปได้ 5 เดือน แต่มีข้อแม้คือ เมื่อกลับไปต้องเริ่มสอบวัดระดับใหม่และเรียนรวมกับนักเรียนรุ่นต่อไป เพราะตอนนี้เพื่อนๆ หลายคนที่นิวยอร์กเริ่มเรียนจบและกลับประเทศตัวเองไปบ้างแล้ว เราคิดหนักอยู่ไม่น้อยนะ เพราะความรู้สึกเหมือนทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ ไปหมด

ไม่กี่วันต่อมา การถ่ายละครครั้งแรกที่ประเทศจีนของเราก็สิ้นสุดลง กองถ่ายปิดกล้องโดยใช้เวลาทั้งหมด 2 เดือนกับอีก 20 วัน ถึงเวลาบอกลาเมืองเล็กๆ อย่างจางโจว และเพื่อนๆ นักแสดงทุกคน รวมทั้งทีมงาน ที่นี่ไม่มีงานเลี้ยงปิดกล้องอย่างที่ไทย ถ่ายเสร็จวันนี้ ทีมงานก็ถูกไล่ให้กลับบ้านเกิดของแต่ละคนทันที ส่วนนักแสดงดีขึ้นหน่อย มีเวลาเพิ่มให้อีกหนึ่งวันในการเก็บของ แล้วก็ต้องออกจากที่พักทันที

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

ถึงจะเป็นช่วงเวลาที่ไม่นานมากนัก แต่ทุกคนรวมถึงทุกเหตุการณ์ก็เป็นประสบการณ์ที่เราไม่มีทางลืมได้เลย หลายสถานที่ที่เราวิ่งออกกำลังกายตอนเช้า ร้านอาหารหลายๆ ร้านที่กินประจำ รวมถึงมุมสวยๆ สงบๆ ที่มักจะไปเวลาว่าง ถึงเวลาที่ต้องจากกันแล้ว คงไม่มีโอกาสกลับมาเจอกันอีก ใจหายเหมือนกัน

เราเดินทางจากเมืองเล็กๆ อย่างจางโจวเข้าสู่เมืองเซี่ยงไฮ้ หรือถ้าออกเสียงแบบคนจีนแท้ก็น่าจะออกว่า ช่างไห่ ตารางงานที่นี่ไม่เยอะเหมือนช่วงแรกๆ อย่างมากก็แค่เดินทางไปสัมภาษณ์นิดหน่อย เลยมีเวลาได้พักผ่อนและเที่ยวไปทั่วๆ เมือง เซี่ยงไฮ้น่าอยู่มาก เพราะผสมผสานความเป็นจีนดั้งเดิมกับความทันสมัยได้อย่างลงตัว แต่ค่าครองชีพสูงไม่ต่างจากนิวยอร์กเลย

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

1 สัปดาห์ในเซี่ยงไฮ้ รวมถึง 3 เดือนที่ผ่านมา ทำให้เราเริ่มรู้สึกคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม หลงรักอาหาร ภาษาจีน ความวุ่นวายไร้แบบแผนแต่แฝงไปด้วยเสน่ห์ที่อธิบายไม่ถูก เราไม่รู้ว่าหลงรักมันตั้งแต่ตอนไหน มันซึมซับเข้าไปโดยที่เราก็ไม่รู้ตัว รู้อีกที เราก็ไม่อยากจากที่นี่ไปเสียแล้ว

คำตอบที่อยากจะมาทำงานที่จีนแล้วรีบกลับไปเรียนต่อที่นิวยอร์กช่วง 3 เดือนก่อน ความหวาดกลัวประเทศนี้ถูกนำกลับมาทบทวนอีกครั้ง ไม่แน่ เราอาจจะมาอยู่ถูกที่และถูกเวลาของมันแล้ว เราคงหลงรักประเทศจีนจริงๆ เข้าแล้วล่ะ

Writer & Photographer

คณิศ ปิยะปภากรกูล

นักร้อง-นักแสดง ที่ผันตัวเองมาเป็น Youtuber เริ่มออกเดินทางตามความฝันการเป็นเชฟทำขนมมือใหม่

To Be Continued

การเดินออกจากวงการบันเทิงไทยไปสู่การทำอาหาร นิวยอร์ก และชีวิตที่คาดเดาไม่ได้

เรานั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์นิ่งๆ อยู่นานพอสมควร เพราะอยากเปิดเรื่องด้วยข้อความที่สวยงามพอจะอวดใครๆ ได้ว่า นี่คืองานเขียนครั้งแรกของเรา แต่สารภาพตามตรงว่า เราคิดประโยคเท่ๆ ไม่ออกจริงๆ เพราะเราไม่ใช่คนที่เล่าเรื่องเก่งนัก เราถนัดออกเดินทางจริงซะมากกว่า นี่เลยถือว่าเป็นความท้าทายที่สุดในชีวิตของเราเลยก็ว่าได้

หลายคนคงพอคุ้นหน้าคุ้นตาเราอยู่บ้างหากเดินสวนกันตามท้องถนน แต่อาจไม่มีโอกาสรู้จักตัวตนของเราจริงๆ เราไม่ได้บอกว่า ชีวิตเราน่าติดตามแบบรายการเรียลิตี้อะไรนั่นหรอกนะ เราก็มีชีวิตธรรมดาๆ เหมือนคนทั่วไปนั่นแหละ แต่อาจจะแปลกหน่อยที่ชื่อเล่นไม่ค่อยซ้ำกับใคร บวกกับเราประกอบอาชีพที่เอื้อให้คนรู้จักมากหน่อย อาชีพที่ใครๆ ให้คำจำกัดความว่า ‘ดารา’ นั่นแหละ ที่เหลือก็ไม่ได้ต่างอะไรกับคนอื่นเลย มีรัก มีอกหัก สุข เศร้า เสียใจ ลืมจ่ายค่าไฟจนการไฟฟ้ามายกมิเตอร์ บางเดือนเงินไม่พอจ่ายค่าผ่อนบ้าน หมุนเงินไม่ทันจนต้องกู้นอกระบบบ้างเป็นครั้งคราว ไม่ได้แค่แต่งตัวหล่อๆ แสดงบทบาทในทีวีไปมา แล้วสุดท้ายก็แฮปปี้กันไปอย่างเรื่องราวในละคร เราเองก็ยังต้องเรียนรู้มันไปอีกยาว น่าเบื่อบ้าง สนุกบ้าง แต่ก็นี่แหละ…ชีวิต

ถ้านับอายุการทำงานในวงการบันเทิงของเราก็ปาเข้าไป 9 ปีพอดิบพอดี เราเข้าวงการด้วยการประกวดร้องเพลงเวทีหนึ่งตั้งแต่ปี 2007 ด้วยวัยตอนนั้นแค่ 19 ปี หลังจากนั้นก็เริ่มต้นทำงานอย่างจริงจังหลังจากเดินลงจากเวที สมัยนั้นยังไม่มียูทูบให้ได้ดูกันเหมือนสมัยนี้ด้วยซ้ำ จะออกมิวสิกวิดีโอแต่ละเพลงก็ต้องรอดูจากรายการเพลงหลังเที่ยงวันหรือไม่ก็หลังเที่ยงคืน ถือเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานพอสมควร เป็นช่วงเวลาเกือบทศวรรษที่ให้อะไรเรามากมายเลย

หลายคนมองวงการบันเทิงเป็นสิ่งสวยงาม น่าเข้ามาลิ้มลองการเป็นคนในแสงไฟ เป็นที่รู้จัก เหมือนเป็นจุดหมายปลายทางความฝันของเด็กยุคใหม่อันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้ จนบางครั้งการเข้าวงการบันเทิงกลายเป็นจุดสูงสุดของชีวิตในมุมมองของคนทั่วไปที่มองคนที่ทำงานอยู่ตรงจุดนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่สำหรับเราเอง เรากำลังเดินทางมาถึงจุดที่เรียกว่า ‘จุดอิ่มตัว’ กับการทำงานตรงนี้ เราต้องใช้ความหนักแน่นและระยะเวลาพอสมควรกว่าจะผ่านจุดที่คำวิจารณ์ไม่สามารถทำอะไรเราได้ หลายคนมองการตัดสินใจของเราเป็นจุดสิ้นสุดในชีวิต

แต่ในทางกลับกัน เรากลับมองว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตที่แท้จริง ที่ทุกอย่างต่อจากนี้ไปจะเป็นเรื่องใหม่ที่น่าตื่นเต้นและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

เต็งหนึ่ง

เราเชื่อว่าความฝันในชีวิตของคนเราไม่ได้หยุดอยู่แค่อย่างใดอย่างหนึ่ง เรามีความฝันหลายอย่างได้ เวลาที่เราหลับ แต่ละคืนเรายังฝันไม่เหมือนกันเลย ในความเป็นจริงก็เหมือนกัน เราแค่ต้องค้นหาให้เจอว่า ความฝันไหนที่ชัดเจนมากพอให้เราลงมือทำให้เป็นความจริง

ความคิดที่จะเริ่มต้นวิ่งตามความฝันของเราเริ่มเมื่อ 4 ปีที่แล้ว หลังจากที่เราทำงานอย่างหนัก จนเมื่อมองย้อนกลับไป ช่วงวัยรุ่นของเราแทบจะหมดไปกับการไปทำงาน เราแทบไม่ได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวมากนัก เราไม่ได้ใช้คำว่า นักท่องเที่ยว ในการออกเดินทางผจญภัยเลยแม้แต่ครั้งเดียว ถึงแม้เรามีโอกาสได้เดินทางไปหลายจังหวัด แต่เรากลับไม่ได้มีโอกาสซึมซับบรรยากาศเหล่านั้นเลย

เราเริ่มมองย้อนดูตัวเองว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ เรากำลังหลงอยู่ในชื่อเสียงหรือคำชื่นชมที่คนทั่วไปที่กำลังมอบให้เราอยู่รึเปล่า แล้วถ้าวันนึงเราไม่ได้มีชื่อเสียงแบบนี้ล่ะ เรายังจะยืนอยู่ได้แบบเดิมอีกมั้ย เราไม่อยากกลายเป็นสินค้าหนึ่งชิ้นที่ถูกขายทอดตลาดโดยที่มีคนมาเขียนกำกับไปซะหมดว่า สินค้าชิ้นนี้เป็นยังไง นิสัยใจคอเป็นแบบไหน โดยที่เราไม่สามารถพูดอะไรได้เลยด้วยซ้ำ เราอยู่กับคำพูดของคนอื่นที่พูดถึงเราแบบไม่รู้จักกันจริงมามากพอแล้ว

เราอยากเป็นสินค้าที่มีคุณภาพและตอบใครๆ ได้เองว่า เราทำอะไรได้บ้าง ก่อนจะตัดสินใจซื้อสินค้าชิ้นนี้ เมื่อคิดได้อย่างนั้น เราก็เริ่มต้นกระบวนการอย่างแรก ด้วยการคุยกับครอบครัวอย่างจริงจังว่าต่อจากนี้ไปเราจะขอเดินตามความคิดของตัวเอง ลองค้นหาอะไรใหม่ๆ ให้กับชีวิต และหาสิ่งที่คิดว่าตัวเองอยากทำจริงๆ ในชีวิตสักที ความโชคดีที่สุดของเราก็คือ เรามีครอบครัวที่แสนจะอบอุ่น ทุกคนพร้อมจะรับฟังและพร้อมจะก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยกัน ถึงแม้จะรู้ว่าเส้นทางที่เลือกเดินคงจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ก็เชื่อใจและให้การสนับสนุนความคิดของเรามาโดยตลอด

เต็งหนึ่ง

‘เราอยากเรียนทำขนม’ อยู่ๆ คำนี้ก็ชัดเจนขึ้นมาในหัวของเรา เราเริ่มต้นตามความฝันนี้ด้วยการสมัครเรียนทำขนมปังแบบวันเดียวจบ และซื้อเตาอบเล็กๆ ขนาดเท่าโทรทัศน์ 14 นิ้วมาทดลองทำที่บ้าน สิ่งที่ได้จากการเรียนในวันนั้นตอกย้ำว่าเรามีความสุขแค่ไหนเวลาที่อยู่ในห้องครัว ได้ทดลองสูตรใหม่ๆ ได้เห็นแป้งอเนกประสงค์จากที่เป็นผงๆ กลายมาเป็นขนมปังก้อนหอมๆ หลังจากเอาออกจากเตาอบใหม่ๆ เรากลายเป็นคนมีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งตรงหน้ามากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สำหรับเราการทำขนม ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังสนุกสนานกับการค้นคว้าผลงานชิ้นโบว์แดงให้กับโลก ขณะที่เทวัตถุดิบต่างๆ ลงในโถผสม และช่วงเวลานั้นเองที่เราตัดสินใจว่า เราจะลองเดินตามเส้นทางสายนี้อย่างจริงจัง

จากคอร์สเรียนทำขนมปังระยะสั้น เรากลายเป็นนักเรียนเชฟอย่างเต็มตัวด้วยการลงสมัครเรียนหลักสูตรขนมอบสไตล์ฝรั่งเศสที่ Le Cordon Bleu ช่วงแรกเราเรียนแค่สัปดาห์ละ 1 วัน ใช้เวลา 6 เดือนถึงจะจบเทอม เราเริ่มรู้สึกว่าการเรียนแบบนี้ทำให้เราไม่สามารถโฟกัสกับการทำขนมได้มากพอ เพราะเวลาที่หยุดไปในแต่ละสัปดาห์ มีเรื่องอื่นๆ มาทำให้การทำขนมถูกรบกวนจนบางครั้งพอกลับมาทำในสัปดาห์ต่อไปต้องใช้เวลาในการทบทวนเยอะ กว่าจะกลับมาคล่องแคล่วเหมือนเดิมก็เสียเวลาพอสมควร

ในช่วงเทอมที่ 2 และ 3 เราตัดสินใจหยุดรับงานแสดงเกือบทั้งหมดเพื่อจริงจังกับการเรียนอย่างเต็มที่ คราวนี้เราใช้เวลาเรียน 4 วันต่อสัปดาห์ และช่วงวันหยุดก็ฝึกงานควบคู่ไปด้วย เราใช้เวลาประมาณ 1 ปีในการเรียนทั้งหมดจนจบออกมาในช่วงเดือนตุลาคมปี 2559

หลังจากเรียนจบเป็นเชฟเลือดใหม่ไฟแรง เราเริ่มมองหาเส้นทางการทำงานอย่างจริงจังในหลายๆ ที่ และเริ่มวิ่งตามความฝันอื่นๆ ที่อยากทำในชีวิตแต่ยังไม่มีโอกาส หนึ่งในนั้นคือการไปเรียนภาษาอังกฤษและฝึกงานในต่างประเทศ เรามองหาประเทศและสถาบันที่จะไปเรียนต่ออยู่พักเล็กๆ ก่อนจะตัดสินใจเคลียร์ทุกอย่างในชีวิต รวมถึงงานต่างๆ ที่รับไว้ก่อนหน้าที่จะเดินทาง

เมื่อทุกอย่างลงตัวเราก็เก็บกระเป๋าเริ่มเดินทางในชีวิตครั้งใหญ่อีกครั้งในเดือนมกราคมปี 2560 จุดหมายปลายทางของการเดินทางครั้งนี้คือ ‘นิวยอร์ก’

เต็งหนึ่ง

Save

Writer & Photographer

คณิศ ปิยะปภากรกูล

นักร้อง-นักแสดง ที่ผันตัวเองมาเป็น Youtuber เริ่มออกเดินทางตามความฝันการเป็นเชฟทำขนมมือใหม่

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load