12 มิถุนายน 2561
1 K

เช้าวันนี้เราตื่นขึ้นมาพบกับวันเกือบสุดท้ายของการทำงานในประเทศจีน

เวลา 3 เดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกยังคงเป็นเหมือนเดิม คือทำงานหนัก และไม่มั่นใจเรื่องวัน เวลา เป็นตัวเลขมากนัก ที่จะพอรู้ในแต่ละวันบ้างก็คือตื่นกี่โมง อาบน้ำกี่โมง และเริ่มทำงานกี่โมง เท่านั้น

รู้ตัวอีกทีก็ผ่านมาครึ่งปีแล้ว จากนิวยอร์กจนถึงประเทศจีน ทุกวันนี้เราพยายามทำให้ตัวเองมี ความสุขไปกับทุกๆ วัน สนุกกับกิจกรรมที่อยู่ตรงหน้า เรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวจากทั้งคน สถานที่ ภาษา หรือแม้กระทั่งอาหาร เอาเข้าจริง แค่เราโฟกัสกับสิ่งที่ตาเห็นแล้วคิดตามต่อไปเรื่อยๆ เราก็แทบจะไม่มีเวลาคิดหรือทำอะไรอย่างอื่นอีกแล้ว

เราเชื่อเหลือเกินว่าคนไทยหลายคนไม่ได้มองประเทศจีนเป็นจุดมุ่งหมายของการเดินทางเท่าไหร่นัก (โดยเฉพาะการเดินทางมาเที่ยว) หรือหวั่นใจว่าถ้ามาที่จีนจะเจอห้องน้ำที่ไม่มีประตูแน่ๆ ยิ่งพอบอกว่าเป็นคนที่มาจากประเทศจีนด้วยยิ่งแล้วใหญ่ เราคงจะวาดภาพในหัวไว้ว่าจะเสียงดัง วุ่นวาย ไม่ต่อคิวซื้อของ โอ๊ย!! ไม่ไหวๆ

ยอมรับว่าเมื่อก่อนเราก็รู้สึกแบบนั้นบ้างเหมือนกัน เห็นประเทศจีนเป็นแค่แหล่งซื้อของราคาถูก หรือไม่ก็หาของก๊อป อยากได้อะไรพี่จีนทำให้ได้หมด เวลาได้ยินคนจีนคุยกันก็จะหงุดหงิดที่เสียงดัง โวยวาย จนต้องเดินหนีไปให้ไกลๆ ประมาณว่าคุยหรือทะเลาะกันวะเนี่ย

พอนึกดูอีกที เราแทบไม่รู้จักอะไรในประเทศนี้ดีเลยเนอะ ทั้งที่เรามักแนะนำตัวกันบ่อยๆ ว่าเราคือ ‘คนไทยเชื้อสายจีน’ หรือเวลาเราเห็นใครผิวขาว ตาตี่ เราก็รวมคนกลุ่มนี้ว่าอาตี๋ อาหมวย ไว้ก่อน

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

ทั้งที่ประเทศเรามีเทศกาลตรุษจีนที่สวยงามและยิ่งใหญ่ไม่แพ้จีนแผ่นดินแม่ แต่คนส่วนใหญ่ยังแยกไม่ออกว่าภาษาจีนที่เราคุ้นเคยในบ้านเรามีทั้งภาษาจีนกลาง จีนกวางตุ้ง และจีนแต้จิ๋ว ผสมปะปนกันอยู่ ซึ่งแตกต่างกันจนแทบจะเป็นคนละภาษา

ยกตัวอย่างง่ายๆ เวลาถึงเทศกาลตรุษจีนทีไร เราคนไทยก็มักอวยพรกันว่า ‘ซินเจียยู่อี่ ซินนี่ฮวดไช้’ การออกเสียงแบบนี้เป็นแบบจีนแต้จิ๋ว คนจีนที่ใช้ภาษาจีนกลางหรือจีนแมนดารินจะออกเสียงว่า ‘ซินเจิ้งหรูอี้ ซินเหนียนฟาไฉ’

สิ่งที่เห็นภาพง่ายขึ้นไปอีก เวลาเราบอกใครสักคนให้พูดเลียนแบบคนจีน คนนั้นก็จะทำเป็นพูดไม่ชัดและออกเสียง ง งู ขึ้นมาทันที ตามด้วย อั๊ว-ลื้อ แบบ ‘อั๊วเป็งคงจีง’ ถ้าเป็นคนจีนใช้ภาษาจีนกลางจะไม่พูดแบบนี้แน่นอน

หลังจากที่เราอยู่ประเทศจีนมาสักพัก วันเวลาที่อยู่ที่นี่สอนให้เรามองคนจีนเปลี่ยนไปเยอะมาก จีนแผ่นดินใหญ่ไม่ได้มีแค่ของก๊อป หรือกำแพงเมืองจีนเท่านั้นนะ แต่ประเทศจีนมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและน่าสนใจ มีภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม ภาษา และอีกมากมายที่แตกต่างกันในแต่ละท้องซึ่งและน่าสนใจมากๆ

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

เราเริ่มเข้าใจเรื่องการพูดคุยเสียงดังของคนมากขึ้น เพื่อนคนจีนเล่าให้ฟังว่าคนจีนเชื่อว่าการพูดด้วยวาจาที่หนักแน่นเป็นการแสดงถึงความจริงใจ และภาษาจีนก็เต็มไปด้วยคำที่หนักแน่น เวลาพูดแต่ละคำเลยดูโผงผางเหมือนคนทะเลาะกัน ไม่เหมือนภาษาไทยที่มีการสะกดคำ สั่นลิ้น และมีระดับเสียงวรรณยุกต์ตั้ง 5 เสียง คนจีนบอกว่าเวลาได้ยินคนไทยคุยกัน ฟังเหมือนเราจะร้องเพลงกันเลย

จีนเป็นประเทศใหญ่ แค่ประเทศเดียวก็ใหญ่เท่ากับทวีปเลย จึงไม่แปลกที่คนจีนจะมีทั้งคนรวย คนจน คนมีมารยาท และคนไม่รู้จักมารยาท วัฒนธรรมของเราถูกสอนมาแตกต่างกัน เวลาคนจีนเห็นคนจีนที่ไม่มีมารยาทเขาก็ไม่ได้ภูมิใจ แต่ก็คงจะไปบอกไม่ได้

สิ่งที่รู้อย่างหนึ่งก็คือ คนจีนชอบประเทศไทยมาก ชอบทะเล ภูเขา วัฒนธรรม และอาหาร เพื่อนๆ คนจีนที่เรารู้จักส่วนใหญ่เคยมาเที่ยวเมืองไทย และหลายคนก็มาไทยแทบทุกปี เรียกได้ว่าบ้านเราเป็น     จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวของคนจีนที่ฮิตมากๆ เลย

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

พอใกล้จะครบ 3 เดือน บริษัทก็เริ่มคุยเรื่องการอยู่ทำงานที่ประเทศจีนต่อกับเราบ่อยขึ้นเรื่อยๆ เราเองยังไม่ได้ตัดสินใจ ถึงแม้จะรู้สึกดีกับประเทศนี้มากขึ้น แต่ความฝันที่ตั้งใจจะหาโอกาสเป็น Food Stylist ที่นิวยอร์กเองก็ยังอยากทำต่อ ไม่อยากทิ้งไปไหน กับอีกทางก็เป็นเหมือนโอกาสดีๆ ในชีวิตที่เปิดขึ้นอีกครั้ง

เราดร็อปเรียนที่นิวยอร์กไว้เกือบจะครบ 3 เดือนแล้ว ตามกำหนดคือเราดร็อปได้ 5 เดือน แต่มีข้อแม้คือ เมื่อกลับไปต้องเริ่มสอบวัดระดับใหม่และเรียนรวมกับนักเรียนรุ่นต่อไป เพราะตอนนี้เพื่อนๆ หลายคนที่นิวยอร์กเริ่มเรียนจบและกลับประเทศตัวเองไปบ้างแล้ว เราคิดหนักอยู่ไม่น้อยนะ เพราะความรู้สึกเหมือนทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ ไปหมด

ไม่กี่วันต่อมา การถ่ายละครครั้งแรกที่ประเทศจีนของเราก็สิ้นสุดลง กองถ่ายปิดกล้องโดยใช้เวลาทั้งหมด 2 เดือนกับอีก 20 วัน ถึงเวลาบอกลาเมืองเล็กๆ อย่างจางโจว และเพื่อนๆ นักแสดงทุกคน รวมทั้งทีมงาน ที่นี่ไม่มีงานเลี้ยงปิดกล้องอย่างที่ไทย ถ่ายเสร็จวันนี้ ทีมงานก็ถูกไล่ให้กลับบ้านเกิดของแต่ละคนทันที ส่วนนักแสดงดีขึ้นหน่อย มีเวลาเพิ่มให้อีกหนึ่งวันในการเก็บของ แล้วก็ต้องออกจากที่พักทันที

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

ถึงจะเป็นช่วงเวลาที่ไม่นานมากนัก แต่ทุกคนรวมถึงทุกเหตุการณ์ก็เป็นประสบการณ์ที่เราไม่มีทางลืมได้เลย หลายสถานที่ที่เราวิ่งออกกำลังกายตอนเช้า ร้านอาหารหลายๆ ร้านที่กินประจำ รวมถึงมุมสวยๆ สงบๆ ที่มักจะไปเวลาว่าง ถึงเวลาที่ต้องจากกันแล้ว คงไม่มีโอกาสกลับมาเจอกันอีก ใจหายเหมือนกัน

เราเดินทางจากเมืองเล็กๆ อย่างจางโจวเข้าสู่เมืองเซี่ยงไฮ้ หรือถ้าออกเสียงแบบคนจีนแท้ก็น่าจะออกว่า ช่างไห่ ตารางงานที่นี่ไม่เยอะเหมือนช่วงแรกๆ อย่างมากก็แค่เดินทางไปสัมภาษณ์นิดหน่อย เลยมีเวลาได้พักผ่อนและเที่ยวไปทั่วๆ เมือง เซี่ยงไฮ้น่าอยู่มาก เพราะผสมผสานความเป็นจีนดั้งเดิมกับความทันสมัยได้อย่างลงตัว แต่ค่าครองชีพสูงไม่ต่างจากนิวยอร์กเลย

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

1 สัปดาห์ในเซี่ยงไฮ้ รวมถึง 3 เดือนที่ผ่านมา ทำให้เราเริ่มรู้สึกคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม หลงรักอาหาร ภาษาจีน ความวุ่นวายไร้แบบแผนแต่แฝงไปด้วยเสน่ห์ที่อธิบายไม่ถูก เราไม่รู้ว่าหลงรักมันตั้งแต่ตอนไหน มันซึมซับเข้าไปโดยที่เราก็ไม่รู้ตัว รู้อีกที เราก็ไม่อยากจากที่นี่ไปเสียแล้ว

คำตอบที่อยากจะมาทำงานที่จีนแล้วรีบกลับไปเรียนต่อที่นิวยอร์กช่วง 3 เดือนก่อน ความหวาดกลัวประเทศนี้ถูกนำกลับมาทบทวนอีกครั้ง ไม่แน่ เราอาจจะมาอยู่ถูกที่และถูกเวลาของมันแล้ว เราคงหลงรักประเทศจีนจริงๆ เข้าแล้วล่ะ

Writer & Photographer

คณิศ ปิยะปภากรกูล

นักร้อง-นักแสดง ที่ผันตัวเองมาเป็น Youtuber เริ่มออกเดินทางตามความฝันการเป็นเชฟทำขนมมือใหม่

To Be Continued

การเดินออกจากวงการบันเทิงไทยไปสู่การทำอาหาร นิวยอร์ก และชีวิตที่คาดเดาไม่ได้

“วันนี้เมื่อ 3 ปีที่แล้วเราเจอกัน แกจำได้เปล่า”

ข้อความประกอบกับรูปถ่ายเมื่อ 3 ปีที่แล้ว จากโปรแกรมเตือนความจำในอดีตของเฟซบุ๊ก ที่ถูกแท็กมาจากรุ่นพี่รหัสสมัยเรียนมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เป็นรูปจากงานเดินแฟชั่นงานหนึ่ง ที่เราไปร่วมงาน และรุ่นพี่เราเป็นนางแบบในวันนั้น เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางไปนิวยอร์กของเราอย่างสมบูรณ์

อันที่จริงเรากับพี่รหัสไม่ค่อยสนิทกันมากนัก อาจเพราะหลังจากชีวิตช่วงมหาวิทยาลัยจบ แต่ละคนก็แยกย้ายกันทำงานกันคนละสาย ทำให้ไม่ค่อยได้มีโอกาสบังเอิญเจอกันเท่าไหร่ แต่เราจะรู้ชีวิตของกันและกันผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับรุ่นพี่ก็คือพี่เค้าไปทำงานเป็นนางแบบอยู่ในเอเจนซี่ที่นิวยอร์กประมาณ 5 ปีแล้ว และการเจอกันในงานเดินแบบวันนั้น เป็นวันหยุดช่วงหน้าหนาวที่พี่เขากลับมาทำงานที่ไทย และเป็นความบังเอิญแค่ 10 นาทีหลังจากงานจบ

“มานิวยอร์กสิ…อยู่ที่นี่ไม่เหงาดีนะ”

เมื่อผมทิ้งเส้นทางการแสดงและออกไปตามฝันที่นิวยอร์ก

เป็นประโยคเชิญชวนสั้นๆ ที่เหมือนตอบคำถามในหัวเราในตอนนั้นได้ทั้งหมดจริงๆ เพราะเดิมทีเราตั้งใจจะไปที่เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ถึงแม้ว่าเราแทบจะไม่มีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับที่นั่นเลยก็ตาม เรารู้แค่ว่า ที่เมลเบิร์นมีสาขาของโรงเรียนสอนทำขนมที่เดียวกับที่เรียนจบมา และถ้าเราอยากจะเรียนต่อในคลาสต่อๆ ไป แค่สอบทำคะแนนภาษาอังกฤษผ่านเกณฑ์ ก็สามารถสมัครเรียนต่อได้เลยทันที เมลเบิร์นดูเป็นเมืองที่น่าอยู่ สงบ ผู้คนใช้ชีวิตกันอย่างเรียบง่าย ไม่พลุกพล่านมากนัก ถัดจากตัวเมืองไม่เท่าไหร่ก็เป็นธรรมชาติแล้ว แต่นั่นคงเป็นสิ่งที่เรากังวลที่สุดก็คือ ‘ความเหงา’

เอาเข้าจริงๆ เราได้ยินชื่อ นิวยอร์ก มานานมากแล้ว แต่กลับไม่เคยมีโอกาสไปเยือนเลยสักครั้ง ความทรงจำสุดท้ายที่จำได้เกี่ยวกับที่นั่นก็น่าจะเป็นหนังเรื่อง Begin Again ที่ Keira Knightley (เคียร่า ไนท์ลีย์) กับ Adam Levine (อดัม เลอวีน) ร้องเพลง Lost Stars กันคนละเวอร์ชัน หรือไม่ก็จากโฆษณาเครื่องสำอาง ที่พรีเซ็นเตอร์ออกเสียงด้วยสำเนียงอินเตอร์ว่า ‘นิวหยวก’ นั่นแหละ ช่างน้อยนิดเหลือเกิน นิวยอร์กสำหรับเราเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความฝัน ทุกคนจากทั่วโลกอยากเข้ามาหาโอกาสในการทำงานจากที่นี่ ทุกครั้งที่เราได้ยินเรื่องราวของนิวยอร์ก มันช่างเต็มไปด้วยสีสันและความหลากหลาย เป็นเหมือนแสงไฟที่ไม่เคยดับในตอนกลางคืน

เมื่อผมทิ้งเส้นทางการแสดงและออกไปตามฝันที่นิวยอร์ก เมื่อผมทิ้งเส้นทางการแสดงและออกไปตามฝันที่นิวยอร์ก

เมื่อผมทิ้งเส้นทางการแสดงและออกไปตามฝันที่นิวยอร์ก

การที่ตัดสินใจเรียนต่อในต่างประเทศไกลๆ ที่ต้องทิ้งทุกอย่างในชีวิต ทั้งหน้าที่การงาน ครอบครัว บ้าน รวมถึงการดำเนินชีวิตเดิมๆ มันเป็นการตัดสินใจยิ่งใหญ่มากๆ นะ เพราะเราแทบจะไม่สามารถคาดเดาใดๆ ได้เลยในอนาคต เงินที่มีเก็บอยู่ในบัญชีก็ไม่ได้มากพอที่จะใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างสุขสบาย ดังนั้นการเดินทางไปอยู่เมืองใหญ่ๆ ที่ค่าครองชีพสูงติดอันดับโลก ทุกย่างก้าวก็แทบจะต้องคิดให้เยอะขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว

สำหรับแผนการในชีวิตที่คิดเอาไว้กับตัวเอง คือเราตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษเพื่อที่จะได้สื่อสารได้ในเวลาทำงานหรือชีวิตประจำวันก่อนเป็นระยะเวลา 6 เดือน หลังจากนั้นจะลองหาโรงแรมหรือไม่ถ้าโชคดีกว่านั้น จะพยายามหาที่ฝึกงานกับ Food Stylist ในนิวยอร์ก เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในสายงานนี้ ส่วนถ้ามีเวลามากกว่านั้นจริงๆ ก็อยากจะลงมือเขียนหนังสืออย่างที่เคยตั้งใจไว้เมื่อหลายปีก่อนให้สำเร็จสักที เราถือว่าเป็นทริปแห่งการวิ่งตามความฝันอย่างแท้จริงเลยแหละ

เมื่อผมทิ้งเส้นทางการแสดงและออกไปตามฝันที่นิวยอร์ก

เราเริ่มต้นติดต่อหาที่เรียนผ่านทางเอเจนซี่ในประเทศไทยทันที พอหลังจากศึกษาข้อมูลจนตัดสินใจได้แล้ว ก็เป็นขั้นตอนของการขอวีซ่า ที่ใครหลายคนขู่ว่ากว่าจะผ่านด่านหฤโหดไปได้ก็เล่นเอาเหนื่อยกันไปทุกราย เราเลยจัดการเตรียมเอกสารให้พร้อมมากที่สุด และยื่นเข้าไปที่สถานทูต ไม่นานเราก็ได้รับข่าวดีว่า วีซ่าของเราผ่านเรียบร้อย และโรงเรียนภาษาของเราก็อยู่ที่ใจกลางนิวยอร์กในตึก Empire State – 5th Ave

กำหนดการเดินทางของเราถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรลงในตั๋วเครื่องบิน ในช่วงเดือนมกราคม 2560 เท่ากับว่าเรามีเวลาเตรียมตัวก่อนเดินทางทั้งหมด 3 เดือน ในระหว่างนั้นเราเริ่มต้นเคลียร์งานต่างๆ ทั้งยังคั่งค้างไว้ทั้งหมด ทั้งการจัดสอนทำขนมกลุ่มเล็กๆ ที่บ้าน และงานต่างๆ ที่ติดต่อเข้ามาจนครบ เป็นระยะเวลา 3 เดือน ของการทดสอบจิตใจ ที่ต้องต่อสู้กับความคิดของตัวเองเป็นอย่างสูง ความลังเลและความกลัวเรื่องต่างๆ ทำให้เรากลับมาฉุกคิดกับตัวเองบ่อยๆ “เราจะอยู่ที่นั่นได้มั้ย? ไปคราวนี้เท่ากับว่าเป็นคนตกงานจริงๆ แล้วนะ ต่อจากนี้ไป…ไปไหนมาไหนจะไม่มีคนคอยช่วยเหลือเหมือนตอนที่อยู่ไทยแล้ว” คำถามพวกนี้วนเวียนในหัวตลอดเวลา และมีหลายครั้งเหมือนกันที่อยากจะยกเลิกไปเพราะความกลัวนี่แหละ เราว่าคนเรามักจะกลัวการเปลี่ยนแปลง หรืออะไรก็ตามที่ยังไม่เกิดเป็นเรื่องปกติ เราพยายามบอกกับตัวเอง ย้ำๆ ซ้ำๆ ว่า ถ้าเรายังยึดติดกับอะไรเดิมๆ เราก็จะไม่มีทางได้เจอสิ่งใหม่ๆ ที่รอเราอยู่ในอนาคต การตัดสินใจถึงมันจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้ว มันคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราเสมอ

เมื่อผมทิ้งเส้นทางการแสดงและออกไปตามฝันที่นิวยอร์ก

เมื่อผมทิ้งเส้นทางการแสดงและออกไปตามฝันที่นิวยอร์ก

เราออกเดินทางตามกำหนดในวันที่ 23 มกราคม 2560 จากสนามบินสุวรรณภูมิถึงสนามบินเจเอฟเคที่นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 23 มกราคม 2560 ไม่ต้องแปลกใจเรื่องวันที่เป็นวันเดิมนะ เครื่องบินบินย้อนเข็มนาฬิกา และเวลาที่นิวยอร์กจะช้ากว่าไทยประมาณ 12 ชั่วโมง เราก็เลยได้ใช้วันเดิมซ้ำ 2 รอบ โดยใช้เวลาเดินทางทั้งหมดประมาณ 1 วันเต็มๆ โดยที่มีเพื่อนคนไทยที่เรียนอยู่ที่นั่นไปรับที่สนามบินเพื่อพาไปส่งที่พัก และแล้ว…การเป็น ‘Newyorker’ ของเราก็ได้เริ่มต้นขึ้น

เมื่อผมทิ้งเส้นทางการแสดงและออกไปตามฝันที่นิวยอร์ก

Save

Save

Writer & Photographer

คณิศ ปิยะปภากรกูล

นักร้อง-นักแสดง ที่ผันตัวเองมาเป็น Youtuber เริ่มออกเดินทางตามความฝันการเป็นเชฟทำขนมมือใหม่

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load