12 มิถุนายน 2561
1 K

เช้าวันนี้เราตื่นขึ้นมาพบกับวันเกือบสุดท้ายของการทำงานในประเทศจีน

เวลา 3 เดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกยังคงเป็นเหมือนเดิม คือทำงานหนัก และไม่มั่นใจเรื่องวัน เวลา เป็นตัวเลขมากนัก ที่จะพอรู้ในแต่ละวันบ้างก็คือตื่นกี่โมง อาบน้ำกี่โมง และเริ่มทำงานกี่โมง เท่านั้น

รู้ตัวอีกทีก็ผ่านมาครึ่งปีแล้ว จากนิวยอร์กจนถึงประเทศจีน ทุกวันนี้เราพยายามทำให้ตัวเองมี ความสุขไปกับทุกๆ วัน สนุกกับกิจกรรมที่อยู่ตรงหน้า เรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวจากทั้งคน สถานที่ ภาษา หรือแม้กระทั่งอาหาร เอาเข้าจริง แค่เราโฟกัสกับสิ่งที่ตาเห็นแล้วคิดตามต่อไปเรื่อยๆ เราก็แทบจะไม่มีเวลาคิดหรือทำอะไรอย่างอื่นอีกแล้ว

เราเชื่อเหลือเกินว่าคนไทยหลายคนไม่ได้มองประเทศจีนเป็นจุดมุ่งหมายของการเดินทางเท่าไหร่นัก (โดยเฉพาะการเดินทางมาเที่ยว) หรือหวั่นใจว่าถ้ามาที่จีนจะเจอห้องน้ำที่ไม่มีประตูแน่ๆ ยิ่งพอบอกว่าเป็นคนที่มาจากประเทศจีนด้วยยิ่งแล้วใหญ่ เราคงจะวาดภาพในหัวไว้ว่าจะเสียงดัง วุ่นวาย ไม่ต่อคิวซื้อของ โอ๊ย!! ไม่ไหวๆ

ยอมรับว่าเมื่อก่อนเราก็รู้สึกแบบนั้นบ้างเหมือนกัน เห็นประเทศจีนเป็นแค่แหล่งซื้อของราคาถูก หรือไม่ก็หาของก๊อป อยากได้อะไรพี่จีนทำให้ได้หมด เวลาได้ยินคนจีนคุยกันก็จะหงุดหงิดที่เสียงดัง โวยวาย จนต้องเดินหนีไปให้ไกลๆ ประมาณว่าคุยหรือทะเลาะกันวะเนี่ย

พอนึกดูอีกที เราแทบไม่รู้จักอะไรในประเทศนี้ดีเลยเนอะ ทั้งที่เรามักแนะนำตัวกันบ่อยๆ ว่าเราคือ ‘คนไทยเชื้อสายจีน’ หรือเวลาเราเห็นใครผิวขาว ตาตี่ เราก็รวมคนกลุ่มนี้ว่าอาตี๋ อาหมวย ไว้ก่อน

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

ทั้งที่ประเทศเรามีเทศกาลตรุษจีนที่สวยงามและยิ่งใหญ่ไม่แพ้จีนแผ่นดินแม่ แต่คนส่วนใหญ่ยังแยกไม่ออกว่าภาษาจีนที่เราคุ้นเคยในบ้านเรามีทั้งภาษาจีนกลาง จีนกวางตุ้ง และจีนแต้จิ๋ว ผสมปะปนกันอยู่ ซึ่งแตกต่างกันจนแทบจะเป็นคนละภาษา

ยกตัวอย่างง่ายๆ เวลาถึงเทศกาลตรุษจีนทีไร เราคนไทยก็มักอวยพรกันว่า ‘ซินเจียยู่อี่ ซินนี่ฮวดไช้’ การออกเสียงแบบนี้เป็นแบบจีนแต้จิ๋ว คนจีนที่ใช้ภาษาจีนกลางหรือจีนแมนดารินจะออกเสียงว่า ‘ซินเจิ้งหรูอี้ ซินเหนียนฟาไฉ’

สิ่งที่เห็นภาพง่ายขึ้นไปอีก เวลาเราบอกใครสักคนให้พูดเลียนแบบคนจีน คนนั้นก็จะทำเป็นพูดไม่ชัดและออกเสียง ง งู ขึ้นมาทันที ตามด้วย อั๊ว-ลื้อ แบบ ‘อั๊วเป็งคงจีง’ ถ้าเป็นคนจีนใช้ภาษาจีนกลางจะไม่พูดแบบนี้แน่นอน

หลังจากที่เราอยู่ประเทศจีนมาสักพัก วันเวลาที่อยู่ที่นี่สอนให้เรามองคนจีนเปลี่ยนไปเยอะมาก จีนแผ่นดินใหญ่ไม่ได้มีแค่ของก๊อป หรือกำแพงเมืองจีนเท่านั้นนะ แต่ประเทศจีนมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและน่าสนใจ มีภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม ภาษา และอีกมากมายที่แตกต่างกันในแต่ละท้องซึ่งและน่าสนใจมากๆ

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

เราเริ่มเข้าใจเรื่องการพูดคุยเสียงดังของคนมากขึ้น เพื่อนคนจีนเล่าให้ฟังว่าคนจีนเชื่อว่าการพูดด้วยวาจาที่หนักแน่นเป็นการแสดงถึงความจริงใจ และภาษาจีนก็เต็มไปด้วยคำที่หนักแน่น เวลาพูดแต่ละคำเลยดูโผงผางเหมือนคนทะเลาะกัน ไม่เหมือนภาษาไทยที่มีการสะกดคำ สั่นลิ้น และมีระดับเสียงวรรณยุกต์ตั้ง 5 เสียง คนจีนบอกว่าเวลาได้ยินคนไทยคุยกัน ฟังเหมือนเราจะร้องเพลงกันเลย

จีนเป็นประเทศใหญ่ แค่ประเทศเดียวก็ใหญ่เท่ากับทวีปเลย จึงไม่แปลกที่คนจีนจะมีทั้งคนรวย คนจน คนมีมารยาท และคนไม่รู้จักมารยาท วัฒนธรรมของเราถูกสอนมาแตกต่างกัน เวลาคนจีนเห็นคนจีนที่ไม่มีมารยาทเขาก็ไม่ได้ภูมิใจ แต่ก็คงจะไปบอกไม่ได้

สิ่งที่รู้อย่างหนึ่งก็คือ คนจีนชอบประเทศไทยมาก ชอบทะเล ภูเขา วัฒนธรรม และอาหาร เพื่อนๆ คนจีนที่เรารู้จักส่วนใหญ่เคยมาเที่ยวเมืองไทย และหลายคนก็มาไทยแทบทุกปี เรียกได้ว่าบ้านเราเป็น     จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวของคนจีนที่ฮิตมากๆ เลย

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

พอใกล้จะครบ 3 เดือน บริษัทก็เริ่มคุยเรื่องการอยู่ทำงานที่ประเทศจีนต่อกับเราบ่อยขึ้นเรื่อยๆ เราเองยังไม่ได้ตัดสินใจ ถึงแม้จะรู้สึกดีกับประเทศนี้มากขึ้น แต่ความฝันที่ตั้งใจจะหาโอกาสเป็น Food Stylist ที่นิวยอร์กเองก็ยังอยากทำต่อ ไม่อยากทิ้งไปไหน กับอีกทางก็เป็นเหมือนโอกาสดีๆ ในชีวิตที่เปิดขึ้นอีกครั้ง

เราดร็อปเรียนที่นิวยอร์กไว้เกือบจะครบ 3 เดือนแล้ว ตามกำหนดคือเราดร็อปได้ 5 เดือน แต่มีข้อแม้คือ เมื่อกลับไปต้องเริ่มสอบวัดระดับใหม่และเรียนรวมกับนักเรียนรุ่นต่อไป เพราะตอนนี้เพื่อนๆ หลายคนที่นิวยอร์กเริ่มเรียนจบและกลับประเทศตัวเองไปบ้างแล้ว เราคิดหนักอยู่ไม่น้อยนะ เพราะความรู้สึกเหมือนทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ ไปหมด

ไม่กี่วันต่อมา การถ่ายละครครั้งแรกที่ประเทศจีนของเราก็สิ้นสุดลง กองถ่ายปิดกล้องโดยใช้เวลาทั้งหมด 2 เดือนกับอีก 20 วัน ถึงเวลาบอกลาเมืองเล็กๆ อย่างจางโจว และเพื่อนๆ นักแสดงทุกคน รวมทั้งทีมงาน ที่นี่ไม่มีงานเลี้ยงปิดกล้องอย่างที่ไทย ถ่ายเสร็จวันนี้ ทีมงานก็ถูกไล่ให้กลับบ้านเกิดของแต่ละคนทันที ส่วนนักแสดงดีขึ้นหน่อย มีเวลาเพิ่มให้อีกหนึ่งวันในการเก็บของ แล้วก็ต้องออกจากที่พักทันที

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

ถึงจะเป็นช่วงเวลาที่ไม่นานมากนัก แต่ทุกคนรวมถึงทุกเหตุการณ์ก็เป็นประสบการณ์ที่เราไม่มีทางลืมได้เลย หลายสถานที่ที่เราวิ่งออกกำลังกายตอนเช้า ร้านอาหารหลายๆ ร้านที่กินประจำ รวมถึงมุมสวยๆ สงบๆ ที่มักจะไปเวลาว่าง ถึงเวลาที่ต้องจากกันแล้ว คงไม่มีโอกาสกลับมาเจอกันอีก ใจหายเหมือนกัน

เราเดินทางจากเมืองเล็กๆ อย่างจางโจวเข้าสู่เมืองเซี่ยงไฮ้ หรือถ้าออกเสียงแบบคนจีนแท้ก็น่าจะออกว่า ช่างไห่ ตารางงานที่นี่ไม่เยอะเหมือนช่วงแรกๆ อย่างมากก็แค่เดินทางไปสัมภาษณ์นิดหน่อย เลยมีเวลาได้พักผ่อนและเที่ยวไปทั่วๆ เมือง เซี่ยงไฮ้น่าอยู่มาก เพราะผสมผสานความเป็นจีนดั้งเดิมกับความทันสมัยได้อย่างลงตัว แต่ค่าครองชีพสูงไม่ต่างจากนิวยอร์กเลย

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

1 สัปดาห์ในเซี่ยงไฮ้ รวมถึง 3 เดือนที่ผ่านมา ทำให้เราเริ่มรู้สึกคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม หลงรักอาหาร ภาษาจีน ความวุ่นวายไร้แบบแผนแต่แฝงไปด้วยเสน่ห์ที่อธิบายไม่ถูก เราไม่รู้ว่าหลงรักมันตั้งแต่ตอนไหน มันซึมซับเข้าไปโดยที่เราก็ไม่รู้ตัว รู้อีกที เราก็ไม่อยากจากที่นี่ไปเสียแล้ว

คำตอบที่อยากจะมาทำงานที่จีนแล้วรีบกลับไปเรียนต่อที่นิวยอร์กช่วง 3 เดือนก่อน ความหวาดกลัวประเทศนี้ถูกนำกลับมาทบทวนอีกครั้ง ไม่แน่ เราอาจจะมาอยู่ถูกที่และถูกเวลาของมันแล้ว เราคงหลงรักประเทศจีนจริงๆ เข้าแล้วล่ะ

Writer & Photographer

คณิศ ปิยะปภากรกูล

นักร้อง-นักแสดง ที่ผันตัวเองมาเป็น Youtuber เริ่มออกเดินทางตามความฝันการเป็นเชฟทำขนมมือใหม่

To Be Continued

การเดินออกจากวงการบันเทิงไทยไปสู่การทำอาหาร นิวยอร์ก และชีวิตที่คาดเดาไม่ได้

การเป็น ‘Newyorker’ ของเราเริ่มต้นขึ้นในช่วงฤดูหนาวของที่นี่ อุณหภูมิช่วงที่มาถึงทักทายเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 0 องศาฯ ถ้วน หรืออาจจะลดต่ำลงไปถึงขั้นติดลบ ซึ่งมนุษย์ที่เติบโตมาในประเทศใกล้เส้นศูนย์สูตรอย่างเรามองเรื่องนี้เป็นความตื่นเต้นมากกว่าความกังวล เราเตรียมความพร้อมการมาอยู่ในช่วงฤดูหนาวด้วยการขนเสื้อกันหนาวที่คิดว่า อุ่นที่สุด และนำแฟชั่นที่สุดเท่าที่จะหาได้ อารมณ์ประมาณว่า “หิมะหน่ะหรอ? ตกมาเลย!!! ฉันไม่กลัวแกหรอก” แต่ใครจะรู้ว่าเสื้อทุกตัวที่เตรียมมานั้นมันไม่พอเลยกับการมาอยู่ที่นี่ เพราะลำพังอากาศที่เย็นอาจจะไม่ทำให้เรารู้สึกว่าโหดร้ายเท่าไหร่ แต่การที่นิวยอร์กเป็นเมืองติดทะเล ที่ในบางวันหิมะตกจนแทบจะออกไปไหนไม่ได้ หรือบางวันก็มีทั้งลมทั้งฝนมาทดสอบสภาพร่างกายอย่างหนักหน่วง และไอ้เจ้าลมทะเลในช่วงฤดูหนาวนี่แหละ แทบจะพัดตัวเราให้ลอยขึ้นไปบนอากาศพร้อมกับแช่แข็งได้ในเวลาเดียวกัน

สุดท้ายเราก็จบลงที่เสื้อกันหนาวจาก Outlet สีดำที่หนาจนจะกลายตุ๊กตาหิมะทุกครั้งที่ใส่ และไม่มีความแฟชั่นใดๆ ยังไงก็คงต้องยอมใส่ไม่ให้หนาวตายไปซะก่อน อะ…ยอมแพ้

นิวยอร์กเกอร์สอนคนเดินช้าอย่างผมให้ออกวิ่ง

นิวยอร์กเกอร์สอนคนเดินช้าอย่างผมให้ออกวิ่ง

อันที่จริงถ้าจะเรียกนิวยอร์กที่คนส่วนใหญ่เข้าใจอาจจะต้องเรียกว่า ‘นิวยอร์กซิตี้’ หรือ ‘NYC’ ถึงจะถูก เพราะจริงๆ แล้วนิวยอร์กเป็นชื่อของรัฐหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ตอนบนติดกับประเทศแคนาดา และน้ำตกไนแองการ่าก็เป็นส่วนหนึ่งของรัฐนิวยอร์กด้วยเหมือนกัน ส่วนนิวยอร์กซิตี้ประกอบไปด้วย 5 เขตการปกครอง คือ เดอะบรองซ์ บรู๊กลิน แมนฮัตตัน ควีนส์ และสเตเทน ไอส์แลนด์ แต่ด้วยความเคยชิน การเรียกว่านิวยอร์กสั้นๆ ก็เป็นอันรู้กันว่าหมายถึง ‘นิวยอร์กซิตี้’

ถ้าใครคิดจะมาเริ่มใช้ชีวิตในนิวยอร์ก การเช่าบ้านหลังใหญ่หรือแม้กระทั่งเช่าคอนโดใจกลางเกาะแมนฮัตตัน อาจจะต้องใช้เงินมากพอๆ กับการจ่ายเงินผ่อนบ้านหลังใหญ่ๆ ที่ไทยได้สบาย นิวยอร์กเป็นเหมือนศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การเงิน วัฒนธรรม บันเทิง ที่สำคัญที่สุดของโลก เป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูงติดอันดับต้นๆ การแชร์บ้านร่วมกับเพื่อนคนไทยที่อาศัยอยู่ที่นี่ก็เป็นทางออกที่ไม่ได้แย่มากนัก เราเองก็ทำแบบเดียวกัน บ้านที่เราแชร์อยู่ด้วยนั้นเป็นบ้านหลังใหญ่ย่านควีนส์ เดินเท้าออกจากสถานีรถไฟฟ้าไม่เกิน 3 นาที มีห้องย่อยทั้งหมด 5 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่มาเรียนและอยู่ฝึกงานต่อที่นิวยอร์ก ‘ซันเต๋อ, ก้อง, รัน, แจ่ม’ โดยที่ทุกคนรู้จักกันจากที่ไทยอยู่แล้ว และเราคือสมาชิกใหม่ขาจรที่ถูกแนะนำให้รู้จักผ่านรุ่นพี่ที่เคารพอีกทอดหนึ่ง

นิวยอร์กเกอร์สอนคนเดินช้าอย่างผมให้ออกวิ่ง

นิวยอร์กเกอร์สอนคนเดินช้าอย่างผมให้ออกวิ่ง

ใครที่ติดตามอ่านการเดินทางในชีวิตของเรามาถึงตอนนี้ คงยังพอจำรุ่นพี่รหัสสมัยมหาวิทยาลัย ผู้จุดประกายการมาเรียนที่นิวยอร์กของเราได้ เรานัดเจอกันครั้งแรกในคืนที่เดินทางมาถึง และนั่นก็เป็นไม่กี่ครั้งที่เราได้เจอกันที่นี่ คงเป็นเพราะการทำงานที่หนักหน่วงและเวลาที่ไม่สามารถหาให้ตรงกันได้ เราจึงไม่ค่อยมีโอกาสเจอกันมากนัก คนที่นี่มักทำงานหลายอย่างพร้อมๆ กันเป็นเรื่องปกติ ทำให้เราเหมือนถูกหักดิบให้เริ่มต้นใช้ชีวิตอยู่ลำพัง เราเคยรู้สึกน้อยใจและเสียใจที่คนชักชวนเรามา กลับไม่ใช่คนที่สามารถช่วยอะไรเราได้มากนัก แต่พอเวลาผ่านไปเรื่อยๆ เรากลับรู้สึกขอบคุณด้วยซ้ำ เพราะนิวยอร์กมอบประสบการณ์ใหม่ๆ ให้เสมอในทุกวันที่ตื่นขึ้นมาจริงๆ

โอกาสดีๆ ที่เคยได้รับจากการเป็น ‘ดารา’ ที่ประเทศไทยทำให้เราเคยตัวอยู่บ้างในช่วงแรกของการปรับตัว แต่พอรู้สึกตัวได้ถึงเริ่มเข้าใจว่า ใครจะสามารถช่วยเหลือใครได้ตลอดเวลา ตัวเองต่างหากที่จะเป็นที่พึ่งพาของตัวเองได้ดีที่สุด อยู่ที่นี่เราไม่ใช่ ‘เต็งหนึ่ง’ อีกต่อไป เรากลายเป็นคนเอเชียผิวเหลืองหนึ่งคน ที่แทบไม่มีใครรู้จัก อยากไปไหน ทำอะไร ก็สามารถทำได้อย่างอิสระ

มีคนเคยบอกกับเราว่า “ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร มาจากไหน คุณสามารถเป็นในสิ่งที่ตัวเองอยากเป็นได้ที่นิวยอร์ก”

นิวยอร์กเกอร์สอนคนเดินช้าอย่างผมให้ออกวิ่ง นิวยอร์กเกอร์สอนคนเดินช้าอย่างผมให้ออกวิ่ง

เราเริ่มต้นใช้โอกาสนี้ออกไปใช้ชีวิต ชดเชยช่วงเวลาวัยรุ่นที่เสียไปกับการทำงานที่ไทยอย่างไม่รอช้า ทั้งสนุกกับการรู้จักคนใหม่ๆ ทั้งเข้าร่วมกิจกรรมที่มีให้เลือกอยู่มากมายที่นิวยอร์ก ทั้งออกเดินทางท่องเที่ยวที่ถึงแม้จะถูกจำกัดด้วยอากาศหนาว หรือแม้กระทั่งออกปาร์ตี้แบบอเมริกัน เป็นครั้งแรกที่เราสัมผัสได้ถึงความรู้สึกอิสระของคำว่า ‘freedom’ รอยสักที่อยู่บนหลังด้านขวาคู่กับรูปเข็มทิศเดินเรือและขนนก เป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่คอยเตือนเราเสมอว่าให้ค้นหาความเป็นตัวเองให้เจอ และจงมีความสุขไปกับชีวิตที่เลือกเดิน

พี่คนไทยที่อยู่นิวยอร์กหลายสิบปีถามเราว่า “เราจะอยู่นิวยอร์กได้จริงๆ หรอ เราดูเป็นคนช้าๆ ใช้ชีวิตเรียบๆ ดูไม่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนที่นี่เลย” จริงๆ ก็ไม่ใช่แค่พี่เค้าหรอกที่คิดแบบนี้ ตัวเราเองก็คิดเรื่องนี้อยู่ทุกวันเหมือนกัน

ความเจริญของเมืองทำให้นิวยอร์กกลายเมืองที่เร่งรีบ คนที่อาศัยอยู่ที่นี่ก็เลยจำเป็นต้องทำทุกอย่างรีบเร่งไปหมด ไม่ว่าจะกินหรือเดิน จะว่าไป เราคงเป็นคนที่เดินช้าที่สุดในเกาะแมนฮัตตันแล้วมั้ง เวลาเดินเราชอบดูนั่นดูนี่ไปเรื่อยๆ จนจะเดินชนคนล้มอยู่บ่อยๆ

สิ่งที่เราค้นพบโดยบังเอิญอย่างหนึ่ง จากการที่ชอบนั่งมองคนเดินผ่านไปมา คือนิวยอร์กเกอร์มีเอกลักษณ์ประจำตัวในการเดิน แบบกึ่งเดินกึ่งวิ่ง ถ้าใครนึกภาพไม่ออกก็ลองนึกถึงกีฬาเดินเร็ว ที่ผู้แข่งขันจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งแบบนั้นเลย เราเคยวัดเล่นๆ ถ้าเราเดินแบบความเคยชินปกติกับนิวยอร์กเกอร์เดินน่าจะต่างกันอยู่ประมาณ 2 เท่าตัว เราไม่เคยไปเมืองไหนในโลกที่มีประชากรเดินเร็วเท่านี้มาก่อนจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในแมนฮัตตัน

นิวยอร์กเกอร์สอนคนเดินช้าอย่างผมให้ออกวิ่ง นิวยอร์กเกอร์สอนคนเดินช้าอย่างผมให้ออกวิ่ง

ด้วยความที่นิวยอร์กเป็นเหมือนจุดศูนย์กลางเศรษฐกิจของโลก การดำเนินชีวิตในเมืองจึงกลายเป็นการแข่งขันไปโดยปริยาย

นอกจากเรื่องเดินเร็วแล้ว ที่นี่มีคนจากทั่วทุกมุมโลกมารวมกัน เราไม่เคยเห็นเมืองที่มีผู้คนหลากหลายชาติพันธ์เท่านี้มาก่อนเลย เดินๆ ไปเราอาจจะเห็นคนเอเชียกับคนผิวสีเดินจู๋จี๋กัน หรือว่าบางกลุ่มที่เดินผ่านมา อาจจะมีเชื้อชาติครบจากทั่วโลกเลยก็ว่าได้ รวมไปถึงอาหารที่มีให้เลือกหลากหลายทุกสัญชาติ ทั้งอเมริกัน จีน เม็กซิกัน ญี่ปุ่น เกาหลี หรือแม้กระทั่งอาหารไทย ถือเป็นเรื่องใหม่ของเราจริงๆ นะ แล้วเราก็รู้สึกชอบมากๆ ด้วย มันให้ความรู้สึกเท่าเทียม สิทธิเสรีภาพของที่นี่ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนต้องเคารพ ไม่ว่าเราจะมาจากที่ไหน ผิวสีอะไร แต่ที่นี่ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกันเสมอ

ส่วนคำถามที่ว่าเราเหมาะสมที่จะอยู่นิวยอร์กรึเปล่า อาจจะต้องใช้เวลาอีกหน่อยในการพิสูจน์

นิวยอร์กมีความหลากหลายมากพอให้เราเลือกตักตวงโอกาสกลับไป แค่อย่าไปกลัวถ้าตัวเองเป็นคนเดินช้า ทั้งในชีวิตจริงและในความฝัน ถ้าความสำเร็จคือเป้าหมายในชีวิตเราก็ค่อยๆ ขยับไปเรื่อยๆ ก็ได้ ทำวันนี้ให้ดีที่สุดก่อนก็พอ อย่ารีบร้อน ถ้าเมื่อไหร่ที่รู้สึกเหนื่อยก็แค่ลองหยุดวิ่งสักพัก แล้วลองเดินช้าๆ ถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่ค่อยกลับมาวิ่งใหม่ก็ยังไม่สาย เก็บเกี่ยวประสบการณ์ระหว่างทางให้มีความสุขก็พอ ความฝันทำให้เราใช้ชีวิตอย่างมีความหวัง และถ้ายังมีหวังเราก็จะมีกำลังใจที่จะลงมือทำความฝันนั้นเสมอ เข็มนาฬิกายังมีทั้งเข็มวินาที นาที และเข็มชั่วโมงเลย เราอาจจะเป็นแค่เข็มชั่วโมงที่เดินไปอย่างช้าๆ ทีละนิดๆ ดูเข็มอื่นๆ เค้าประสบความสำเร็จกันไปก่อน แต่ก็เอาน่า…อีกไม่นาน เข็มชั่วโมงก็ต้องถึงจุดหมายปลายทางได้เหมือนกัน

ป.ล. พอมาอยู่นิวยอร์กจริงๆ ทำให้ดูหนัง Begin Again สนุกขึ้นเยอะเลย

นิวยอร์กเกอร์สอนคนเดินช้าอย่างผมให้ออกวิ่ง

Writer & Photographer

คณิศ ปิยะปภากรกูล

นักร้อง-นักแสดง ที่ผันตัวเองมาเป็น Youtuber เริ่มออกเดินทางตามความฝันการเป็นเชฟทำขนมมือใหม่

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load