ประสบการณ์การทำงานที่ประเทศจีนก็ไม่ได้มีแค่เรื่องเครียดหรือเหนื่อยเท่านั้น จริงๆ เรื่องสนุกๆ ก็มีเพียบเลย ตอนนั้นอาจจะหัวเราะไม่ค่อยออกเท่าไหร่ แต่พอมองย้อนกลับไปก็อดขำไม่ได้เหมือนกัน ไม่รู้ว่าเราจะมีโอกาสเจอประสบการณ์ดีๆ แบบนี้บ่อยๆ ในชีวิตรึเปล่า

เราค่อนข้างสนิทกับทุกคนในกองถ่าย ไม่ใช่แค่กับนักแสดง แต่กับทีมงานเราก็สนิท เพราะทุกคนต้องอยู่ด้วยกันตั้ง 3 เดือน แล้วยิ่งเราเป็นคนต่างชาติด้วย ยิ่งกลายเป็นเหมือนของเล่นของคนทั้งกอง จริงๆ ที่จีนมีกฎห้ามทีมงานมารบกวนนักแสดง หรือแม้กระทั่งห้ามถ่ายรูปนักแสดงในกองก่อนได้รับอนุญาต แต่เราไม่ค่อยคุ้นกับกฎนี้เพราะที่ไทยนักแสดงสนิทกับทีมงานมากเลยขอให้หยวนๆ หน่อย เด็กๆ ในกองเลยติดเรากันใหญ่ ว่างๆ ก็จะมีคนมานั่งคุยด้วย ไม่รู้พูดอะไรของมัน แค่อยากคุยด้วย อยากให้เราพูดอะไรก็ได้ที่เป็นภาษาไทย ส่วนใหญ่จะบอกว่าชอบฟังเราพูดภาษาไทย เพราะฟังแล้วรื่นหู อ่อนนุ่ม แล้วก็สรรหาคำประหลาดในภาษาจีนมาสอนทั้งวัน ที่เราเริ่มพูดภาษาจีนได้งูๆ ปลาๆ ก็เพราะคนในกองนี่แหละ ถึงจะเป็นคำประหลาดๆ หน่อย แต่ก็ถือว่ามีประโยชน์

เต็งหนึ่ง

เราเรียกทีมงานกลุ่มที่สนิทสนมคุ้นเคยกับเรามากที่สุด เพราะเจอกันทุกวัน ทุกฉาก ว่า ‘แก๊งต่อขาพระเอก’ หน้าที่ของทีมงานแก๊งนี้ก็คือทำยังไงก็ได้ให้เราดูสูง 180 เซนติเมตรตลอดเวลาในทุกซีน ฮ่าๆๆ เราว่าเราก็ไม่ได้ตัวเล็กขนาดนั้นนะ เราสูง 173 เซนติเมตรแบบมาตรฐานชายไทย แต่ปัญหาคือน้องนางเอกก็ดันสูง 173 เซนติเมตรเท่ากันเป๊ะ ยังไม่พอ นางร้ายในเรื่องนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย เขาเป็นนางแบบจีนที่สูงปาเข้าไป 178 เซนติเมตร และเพื่อให้ได้ภาพคุณพ่อขายาวที่รักกับนางเอกตัวเล็กบอบบางเหมือนในบท แก๊งนี้เลยต้องช่วยเราตลอด วิธีการง่ายๆ ก็คือ ไม่ว่าเราจะเดินไปที่ไหนในฉากก็ตาม จะต้องมีบล็อกไม้ลังรองให้เราเดินเสมอ แม้จะต้องวางรองทั้งห้องก็ต้องยอม

เต็งหนึ่ง

มีอยู่ฉากหนึ่งที่เป็นฉากสวีทหวานของพระเอกนางเอก ซึ่งต้องเดินเล่นกันในสวนดอกไม้ ทีมงานก็เตรียมบล็อกไม้ลังไว้ประมาณ 20 อันเพื่อสร้างทางเดิน พอถึงเวลาถ่ายทำเราต้องเดินบนบล็อก ส่วนน้องนางเอกเดินบนพื้นปกติ สักพักก็ได้ยินเสียง โครม! น้องสะดุดบล็อกไม้ลังลงไปนอนกลิ้งขำอยู่กับพื้นซะแล้ว

หรือฉากกอดที่ผู้กำกับอยากได้ภาพที่หน้านางเอกอยู่ตรงหน้าอกเรา เลยต้องต่อบล็อกเพิ่มอีก และนางเอกก็ต้องยืนกางขากว้างขึ้นให้เตี้ยลง หน้าก็ต้องยิ้ม ขาก็ต้องเกร็ง สรุปว่าหลังจบฉากนั้นน้องเป็นตะคริวไปเลย เราเลยตอบแทนด้วยการทำอาหารไทยเลี้ยง และนวดขาให้เป็นการตอบแทน

เต็งหนึ่ง

ฉากการถ่ายทำถือว่าเป็นไฮไลต์ของละครเรื่องนี้ เพราะในละครเป็นช่วงเวลาระหว่างปัจจุบันกับอดีต ดังนั้น ทีมงานเลยต้องเช่าโกดังเก่ามาเซ็ตฉากทั้งหมดให้เป็นเมืองในสมัยโบราณ ซึ่งนอกจากจะยิ่งใหญ่มากๆ แล้วยังสวยสมจริงอีกด้วย และบางฉากก็ใช้เวลาสร้างเป็นเดือนเพื่อระเบิดทิ้งในฉากเดียว ก่อนถ่ายทำทีมงานเลยต้องรีบถ่ายรูปเก็บกันใหญ่

ซีรีส์จีน

ฉาก

อุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ของเรารองลงมาจากภาษาก็คือ การใส่วิกผมทรงโบราณ เรียกว่าวันไหนที่ต้องถ่ายฉากโบราณเราจะงอแงมากๆ เพราะต้องใส่วิกทั้งวันทั้งคืน พอได้ลิ้มรสชาติด้วยตัวเองทำให้เรานับถือผู้หญิงมากๆ ที่สามารถอดทนกับผมยาวๆ ของตัวเองได้ เพราะมันคอยปิดหน้าปิดตา บวกกับชุดจอมยุทธ์หนาหนัก 3 ชั้นที่ทำให้ร้อนขึ้นอีกหลายเท่า แล้ววิกที่เราใส่นั้นเป็นแบบติดกาวทำให้ถอดไม่ได้ตลอดวัน โอ้โห…ทรมานสุดๆ กินพาราฯ แก้ปวดหัวกันไปเลย ยอมแล้วคร้าบ

เต็งหนึ่ง

หากใครว่าการถ่ายละครที่จีนสบายหรือสวยหรูนี่ขอบอกไม่จริงเลย กองถ่ายที่นี่ไม่มีฝ่ายสวัสดิการกองใดๆ ทั้งสิ้น

ในกองถ่ายไทย เวลาพักทานข้าวจะมีแม่ครัวเตรียมอาหารไว้ให้ร้อนๆ มีขนม ผลไม้ ให้ทีมงาน และของที่ขาดไม่ได้เลยคือ ต้องมีน้ำดื่มให้คนทั้งกอง พอมาทำงานที่จีน น้ำดื่มในกองถ่ายหรอ ไม่มี หากินกันเอง ปกติที่นี่ก็มีแค่แม่ครัวที่ทำกับข้าวมาส่งให้ทีมงานและนักแสดงวันละ 3 มื้อ ของนักแสดงจะได้เป็นปิ่นโต ส่วนทีมงานจะได้เป็นกล่องๆ พอถึงเวลาอาหารนักแสดงทุกคนก็จะเดินไปหิ้วปิ่นโตของตัวเองไปหาที่กินตามโต๊ะบ้าง ตามพื้นบ้าง แล้วแต่สถานที่ที่ไปถ่าย บางวันโหดหน่อยก็ยืนกินมันตรงนั้นแหละ (ฮ่าๆๆ) ถ้าวันไหนกินปิ่นโตตัวเองไม่อิ่มจะทำยังไง เราก็ใช้วิธีกินของน้องนางเอกหรือนักแสดงคนอื่นๆ น้องเป็นผู้หญิง ก็จะกลัวอ้วน เลยสบายเรา อยากกินอะไรก็เลือกได้เลย น้องใจดี

เราขอเรียกการกินอาหารของคนจีนว่า สงครามบนโต๊ะอาหาร วัฒนธรรมของเขาแตกต่างจากบ้านเราตั้งแต่การใช้ตะเกียบ ที่ต่อให้อาหารนั้นมันจะตักยากแค่ไหนก็ตาม ตะเกียบก็ต้องมา และอะไรก็ตามที่ไม่สามารถกินได้ก็จะถูกเขี่ยออกจากจาน เขี่ยไปไหนน่ะหรอ บนโต๊ะไงล่ะ!!!

ครั้งแรกที่เจอเราผู้ถูกสอนมาว่าบนโต๊ะห้ามมีเศษอาหารกองอยู่ตะลึงไปหลายนาทีเลย ยิ่งวันไหนมีแจ็กพ็อตเป็นกุ้ง กั้ง ที่มีเปลือก เราก็จะไม่มีโอกาสมองเห็นโต๊ะกินข้าวอีกต่อไป เพราะมันจะถูกปกคลุมไปด้วยเปลือกของอาหารทั้งหลายเต็มทั้งโต๊ะ แต่พอนักแสดงทุกคนเห็นว่ามีเราที่เป็นคนไทยนั่งทานอยู่ด้วย ทุกคนก็จะเริ่มเก็บเศษอาหารหรือกระดาษทิชชูมาไว้ในจานเปล่า นับเป็นความน่ารักที่ทุกคนพยายามปรับตัวเพื่อสร้างความประทับใจ แต่วันไหนที่เราลืมตัวก็พบว่า อ้าว เราก็เขี่ยเศษอาหารเต็มโต๊ะไปซะแล้ว แม่จ๋าช่วยลูกด้วยยยยยย

หลังจากออกเดินทางในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เราค้นพบว่าความสุขของเราตีวงแคบลงเรื่อยๆ เราไม่ค่อยคาดหวังที่จะเจอความสุขขนาดใหญ่ที่อาจจะทำให้ชีวิตนี้ไม่ต้องค้นหามันอีก ความสุขของเราสัมผัสได้ง่ายขึ้นมาก ทั้งจากกิจกรรมที่เราทำ ทำแล้วรู้สึกสนุกไปกับมัน การได้เห็นสิ่งใหม่ๆ ด้วยตาตัวเอง แล้วเริ่มต้นเรียนรู้ไปกับมัน ความรู้สึกแบบนี้มันทำให้รู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูกเหมือนกันนะ เหมือนได้เติมพลังข้างในให้เต็มอยู่เสมอ จริงอยู่ว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันอาจจะไม่ใช่เหตุการณ์ที่น่าประทับใจมากนัก แต่ลองให้มันผ่านไปสักพัก แล้วเราจะกลับมาคิดถึงมัน

เราเองเคยรู้สึกแบบนี้มาแล้วเมื่อตอนเริ่มเรียนภาษาอังกฤษที่นิวยอร์ก การได้เจอคนใหม่ๆ ภาษาใหม่ๆ ได้เรียนรู้นิสัยใจคอและวัฒนธรรม ซึ่งเหมือนเป็นการเปิดโลกให้กว้างขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ความสุขของเราแคบลงจนสามารถมีความสุขกับรอยยิ้มของคนแปลกหน้าในกองถ่ายด้วยซ้ำ อยู่ที่นี่เราเหมือนเป็นสิ่งน่าตื่นเต้นที่ทุกคนอยากสอนสิ่งต่างๆ ทุกคนอยากเข้ามาคุยกับเราทั้งนั้น ถึงแม้จะรู้ว่าคุยไม่รู้เรื่องเพราะเราฟังไม่ออก แต่ดูเหมือนว่าทุกคนก็ยังอยากคุยอยู่ดี เวลาเห็นเราเล่นมือถือก็อยากดูว่าคนไทยเล่นอะไร เวลากินก็อยากรู้ว่าเราใช้ตะเกียบเป็นหรือเปล่า หรือหลายๆ ครั้งที่สอนเราพูดคำจีนสั้นๆ แล้วเราพูดได้ ก็ดีใจจนต้องเอาไปอวดคนอื่นในกองว่าวันนี้สอนคำไหนให้เราได้ แล้วก็จะพูดคำนั้นซ้ำไปซ้ำมากับเราจนเราจำได้ นี่แหละวิธีสอนภาษาจีนของคนที่นี่ เราพอจะฟังพูดภาษาจีนได้บ้างก็เพราะคุยเล่นกับพวกเขา ทุกคนที่นี่คือครูที่สอนเราได้เป็นอย่างดีเลย

อีกไม่นานก็จะถ่ายงานที่จีนเสร็จแล้ว ไม่รู้ว่าจะเอายังไงชีวิตต่อไปเลย ชักจะหลงรักประเทศจีนซะแล้วสิ…

Writer & Photographer

คณิศ ปิยะปภากรกูล

นักร้อง-นักแสดง ที่ผันตัวเองมาเป็น Youtuber เริ่มออกเดินทางตามความฝันการเป็นเชฟทำขนมมือใหม่

To Be Continued

การเดินออกจากวงการบันเทิงไทยไปสู่การทำอาหาร นิวยอร์ก และชีวิตที่คาดเดาไม่ได้

เวลาฝันอยากทำอะไร คิดให้ใหญ่เข้าไว้ แล้วเดี๋ยวความเป็นจริงจะทำให้มันเล็กพอดีตัวกับเราเอง

เราเชื่อว่าหลายๆ คนคงมี ‘ความฝัน’ ที่อยากจะทำนั่น ทำนี่ อย่างที่ตัวเองใฝ่ฝันเอาไว้ ฝันอยากมีธุรกิจเล็กๆ เป็นของตัวเอง จะได้ไม่ต้องโดนกดดันจากใคร ฝันอยากเปิดร้านกาแฟเล็กๆ ฝันอยากเรียนต่อ ฝันอยากไปเที่ยวในที่ที่ยังไม่เคยไป แต่ชีวิตของคนเรามันก็เลือกอะไรได้ไม่มากนัก เมื่อการเดินทางในชีวิตค่อยๆ ดำเนินไป ‘ความจริง’ จะค่อยๆ กดความฝันนั้นให้อยู่ลึก จนบางครั้งเราก็แทบจะหลงลืมมัน

การเดินทางผจญภัยของเราข้ามผ่านเวลามา 7 เดือนเต็มแล้ว เราทิ้งความเป็นดาราที่ใครๆ เรียกกัน ข้ามน้ำข้ามทะเลไปเป็น ‘นิวยอร์กเกอร์’ ทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟในร้านอาหารไทยหลังเลิกเรียน หาจังหวะโอกาสทั้งเรียนและฝึกงาน เพื่อหวังจะเป็นเชฟขนมหวานอย่างที่ตัวเองตั้งใจ

หลังจากนั้น จับพลัดจับผลูมีบริษัทผลิตซีรีส์ที่ประเทศจีนชวนไปทำงาน ได้เหาะเหินเดินอากาศเป็น ‘ท่านจอมยุทธ์’ เริ่มต้นการเป็นนักแสดงอยู่หน้ากล้อง มีคนห้อมล้อมดูแลอย่างดี เก็บเกี่ยวประสบการณ์และแรงบันดาลใจใหม่ๆ ที่จีนแผ่นดินใหญ่ จนตอนนี้ก็ได้เวลากลับบ้านที่ไทยสักที

ฮิโรชิม่า, ภัยพิบัติ, น้ำท่วม, ญี่ปุ่น

ถึงจะเหนื่อยล้าแค่ไหน แต่แค่ได้ล้มตัวนอนบนเตียงเล็กๆ ที่บ้านของตัวเอง มันก็เหมือนร่างกายถึงเวลาได้พัก ความรู้สึกตอนที่บอกกับตัวเองว่า “ถึงบ้านแล้วนะ” มันมีความสุขอย่างบอกไม่ถูกเลย เหมือนกับว่าเตียงเล็กๆ บนห้องนอนโอบกอดเราไว้ให้ความเหนื่อยมันค่อยๆ จางลง นอนที่ไหนก็ไม่สุขใจเท่ากับเตียงตัวเอง นี่ยังไม่รวมอาหารไทยที่แม่ทำไว้รอ มันคือรางวัลของนักเดินทางไกลที่คุ้มค่าจริงๆ

“เราเจอกันเร็วไปหน่อยนะแม่” เราบอกแม่ตอนที่เจอกัน

แม่ขึ้นมากรุงเทพฯ เพื่อมาหาหลังจากไม่ได้เจอกันเกินครึ่งปี ถึงแม้ตอนก่อนออกเดินทางจะตกลงกันไว้ที่ 2 ปี แต่คราวนี้ก็ถือว่าพักครึ่งก่อนแล้วกัน ต้องขอบคุณเทคโนโลยีที่ทำให้ไม่รู้สึกห่างไกลกันเท่าที่ควร การเจอกันของเราสองคนจึงไม่ได้มีอะไรพิเศษ นอกจากนั่งพูดคุยกันเรื่องการทำงาน และบ่นให้แม่ฟังถึงอาการคิดถึงอาหารไทยว่ามากมายแค่ไหน

ฮิโรชิม่า, ภัยพิบัติ, น้ำท่วม, ญี่ปุ่น

โดยรวมชีวิตในปีนี้ของเรานับเป็นปีที่ดี ถึงแม้อะไรๆ มันช่างผิดแผนและไม่เป็นไปตามเป้าหมายมากนัก อันที่จริงก่อนออกจากไทยไปก็คิดแล้วล่ะว่ามันคงต้องหนักหน่วง เราก็พร้อมรับมือเต็มที่ แต่ใครจะคิดว่าชีวิตมันจะโลดโผนได้ขนาดนี้ ยังกับเล่นรถไฟเหาะที่สวนสนุกอะไรทำนองนั้นเลย

บทสนทนาเรื่องการวางแผนอนาคตถูกยกมาคุยอีกครั้งระหว่างแม่กับเรา รับรู้ได้จากการพูดคุยว่าแม่เป็นห่วงเรามาก และแม่อยากให้คิดเยอะๆ ก่อนตัดสินใจว่าจะเอายังไงกับชีวิตต่อไป ระหว่างมุ่งหน้ากับโอกาสใหม่ๆ ในการเป็นนักแสดงที่ประเทศจีน หรือจะอยากกลับไปวิ่งตามหาความฝันกับการเป็นเชฟทำขนมต่อที่นิวยอร์ก ถึงแม้จะกังวล แต่แม่ไม่ได้บังคับอะไร และพร้อมสนับสนุนความคิดของลูกเหมือนเดิม

หลังจากกลับมาไทยได้ไม่นาน มีผู้ใหญ่หลายคนยื่นข้อเสนอที่จะเข้ามาดูแลจัดการงาน เพื่อให้เรากลับมามีชื่อเสียงในประเทศไทยอีกครั้ง และช่วยทำข่าวประชาสัมพันธ์ในฐานะนักแสดงคนไทยที่โกอินเตอร์ในประเทศจีน

ความรู้สึกของเราในตอนนี้คือ เราคงเดินออกมาไกลจากจุดนั้นมากพอสมควรแล้ว ถึงแม้การทำงานที่จีนเปรียบเสมือนประสบการณ์ที่ล้ำค่า ซึ่งเราคงไม่มีโอกาสแบบนี้บ่อยๆ แต่ในเมื่อความฝันการเป็นเชฟทำขนมมันยังคงชัดเจนอยู่ตรงนั้น เราก็อยากจะจริงใจกับความรู้สึกของตัวเอง อยากที่จะลุยต่อเหมือนที่เคยตั้งใจไว้ก่อนออกเดินทางเมื่อตอนต้นปี ถึงจะคิดถึงผู้ชมหรือบรรยากาศในกองถ่ายแค่ไหน แต่ถ้าจังหวะ โอกาส และเวลา พร้อม เราก็คงได้ทำมันอีกครั้งในอนาคต

ฮิโรชิม่า, ภัยพิบัติ, น้ำท่วม, ญี่ปุ่น ฮิโรชิม่า, ภัยพิบัติ, น้ำท่วม, ญี่ปุ่น

หลังจากรู้ว่าควรทำอะไรกับชีวิตต่อไป เราตัดสินใจสร้างสตูดิโอครัวเป็นของตัวเองในชื่อ ‘April Trees Studio’ สตูดิโอที่เต็มไปด้วยความฝันที่กำลังจะกลายเป็นจริงในอีกไม่ช้า ที่ที่รวบรวมประสบการณ์จากการเรียน ฝึกงาน รวมไปถึงการไปผจญภัยในต่างแดน และความหวังที่จะช่วยเติมเต็มความฝันของเราให้กลายเป็นจริง

เราเริ่มออกแบบทั้งหมดจากความชอบในสไตล์ของตัวเอง เพื่อให้ออกมาเป็นที่ที่สะท้อนความเป็นตัวเราให้มากที่สุด ใช้พื้นที่ห้องเปล่าขนาด 28 ตารางวา ปรับเปลี่ยนจากห้องนอน วางแนวท่อระบายใหม่ทั้งหมด ปรับทุกส่วนของห้องให้กลายเป็นห้องสตูดิโอครัวอย่างสมบูรณ์ เพื่อจะเปิดสอนการทำขนมสำหรับคนที่สนใจ

เราหวังว่า สตูดิโอครัวนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นความฝันของหลายๆ คนให้ได้มาสนุกสนานกับในการทำขนมอย่างที่ตัวเองชอบ ได้แชร์ความรู้ ประสบการณ์ แรงบันดาลใจ เหมือนกับที่เคยได้รับมันมาจากอาจารย์เชฟเช่นกัน

เราเคยเขียนบอกเล่าเรื่องราวของความพยายามจะเป็นนักเขียน ที่เราทุ่มเทไม่แพ้ความฝันที่อยากจะเป็นเชฟขนมหวานเลย โดยคนรอบข้างเองก็รับรู้มาตลอด ในที่สุดเราก็เข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น เมื่อวันหนึ่งเพื่อนที่เป็นเหมือนแรงบันดาลใจและที่ปรึกษา ทั้งครูทอมและกมลเนตร แนะนำให้เรารู้จักกับพี่ก้อง ทรงกลด เราจึงได้มีโอกาสบอกเล่าถึงการผจญภัยของปีนี้ให้ฟัง และความตั้งใจที่อยากเป็นนักเขียน อยากมีหนังสือที่เป็นส่วนหนึ่งของกำลังใจให้กับทุกคนที่มีฝัน และยังต่อสู้ทำตามความฝันนั้นให้เกิดขึ้นจริงๆ เราถึงมีโอกาสเจอกันผ่านตัวหนังสืออย่างตอนนี้ยังไงล่ะ

ฮิโรชิม่า, ภัยพิบัติ, น้ำท่วม, ญี่ปุ่น April Trees Studio, เต็งหนึ่ง, สตูดิโอ,

เราคงไม่กล้าบอกให้ใครทิ้งทุกอย่างในชีวิต เพื่อมาผจญภัยในการตามหาฝันเหมือนที่เราทำ มันอาจจะยากจนเกินไป แต่ละคนมีภาระหน้าที่ที่แตกต่างกัน แต่เราเองก็ไม่อยากให้หลงลืมความสุขในการทำสิ่งที่รัก เชื่อเถอะว่า ชีวิตมีจังหวะและเวลาของมัน ถ้าวันนี้มันยังไม่ใช่วันของเรา แต่อย่างน้อยๆ ระหว่างทาง ความฝันก็เป็นกำลังใจที่ทำให้เราต่อสู้กับชีวิตได้ไม่มากก็น้อยเลย

ในที่สุด…ความฝันของเราก็กำลังจะกลายเป็นจริง 🙂

Writer & Photographer

คณิศ ปิยะปภากรกูล

นักร้อง-นักแสดง ที่ผันตัวเองมาเป็น Youtuber เริ่มออกเดินทางตามความฝันการเป็นเชฟทำขนมมือใหม่

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load