ประสบการณ์การทำงานที่ประเทศจีนก็ไม่ได้มีแค่เรื่องเครียดหรือเหนื่อยเท่านั้น จริงๆ เรื่องสนุกๆ ก็มีเพียบเลย ตอนนั้นอาจจะหัวเราะไม่ค่อยออกเท่าไหร่ แต่พอมองย้อนกลับไปก็อดขำไม่ได้เหมือนกัน ไม่รู้ว่าเราจะมีโอกาสเจอประสบการณ์ดีๆ แบบนี้บ่อยๆ ในชีวิตรึเปล่า

เราค่อนข้างสนิทกับทุกคนในกองถ่าย ไม่ใช่แค่กับนักแสดง แต่กับทีมงานเราก็สนิท เพราะทุกคนต้องอยู่ด้วยกันตั้ง 3 เดือน แล้วยิ่งเราเป็นคนต่างชาติด้วย ยิ่งกลายเป็นเหมือนของเล่นของคนทั้งกอง จริงๆ ที่จีนมีกฎห้ามทีมงานมารบกวนนักแสดง หรือแม้กระทั่งห้ามถ่ายรูปนักแสดงในกองก่อนได้รับอนุญาต แต่เราไม่ค่อยคุ้นกับกฎนี้เพราะที่ไทยนักแสดงสนิทกับทีมงานมากเลยขอให้หยวนๆ หน่อย เด็กๆ ในกองเลยติดเรากันใหญ่ ว่างๆ ก็จะมีคนมานั่งคุยด้วย ไม่รู้พูดอะไรของมัน แค่อยากคุยด้วย อยากให้เราพูดอะไรก็ได้ที่เป็นภาษาไทย ส่วนใหญ่จะบอกว่าชอบฟังเราพูดภาษาไทย เพราะฟังแล้วรื่นหู อ่อนนุ่ม แล้วก็สรรหาคำประหลาดในภาษาจีนมาสอนทั้งวัน ที่เราเริ่มพูดภาษาจีนได้งูๆ ปลาๆ ก็เพราะคนในกองนี่แหละ ถึงจะเป็นคำประหลาดๆ หน่อย แต่ก็ถือว่ามีประโยชน์

เต็งหนึ่ง

เราเรียกทีมงานกลุ่มที่สนิทสนมคุ้นเคยกับเรามากที่สุด เพราะเจอกันทุกวัน ทุกฉาก ว่า ‘แก๊งต่อขาพระเอก’ หน้าที่ของทีมงานแก๊งนี้ก็คือทำยังไงก็ได้ให้เราดูสูง 180 เซนติเมตรตลอดเวลาในทุกซีน ฮ่าๆๆ เราว่าเราก็ไม่ได้ตัวเล็กขนาดนั้นนะ เราสูง 173 เซนติเมตรแบบมาตรฐานชายไทย แต่ปัญหาคือน้องนางเอกก็ดันสูง 173 เซนติเมตรเท่ากันเป๊ะ ยังไม่พอ นางร้ายในเรื่องนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย เขาเป็นนางแบบจีนที่สูงปาเข้าไป 178 เซนติเมตร และเพื่อให้ได้ภาพคุณพ่อขายาวที่รักกับนางเอกตัวเล็กบอบบางเหมือนในบท แก๊งนี้เลยต้องช่วยเราตลอด วิธีการง่ายๆ ก็คือ ไม่ว่าเราจะเดินไปที่ไหนในฉากก็ตาม จะต้องมีบล็อกไม้ลังรองให้เราเดินเสมอ แม้จะต้องวางรองทั้งห้องก็ต้องยอม

เต็งหนึ่ง

มีอยู่ฉากหนึ่งที่เป็นฉากสวีทหวานของพระเอกนางเอก ซึ่งต้องเดินเล่นกันในสวนดอกไม้ ทีมงานก็เตรียมบล็อกไม้ลังไว้ประมาณ 20 อันเพื่อสร้างทางเดิน พอถึงเวลาถ่ายทำเราต้องเดินบนบล็อก ส่วนน้องนางเอกเดินบนพื้นปกติ สักพักก็ได้ยินเสียง โครม! น้องสะดุดบล็อกไม้ลังลงไปนอนกลิ้งขำอยู่กับพื้นซะแล้ว

หรือฉากกอดที่ผู้กำกับอยากได้ภาพที่หน้านางเอกอยู่ตรงหน้าอกเรา เลยต้องต่อบล็อกเพิ่มอีก และนางเอกก็ต้องยืนกางขากว้างขึ้นให้เตี้ยลง หน้าก็ต้องยิ้ม ขาก็ต้องเกร็ง สรุปว่าหลังจบฉากนั้นน้องเป็นตะคริวไปเลย เราเลยตอบแทนด้วยการทำอาหารไทยเลี้ยง และนวดขาให้เป็นการตอบแทน

เต็งหนึ่ง

ฉากการถ่ายทำถือว่าเป็นไฮไลต์ของละครเรื่องนี้ เพราะในละครเป็นช่วงเวลาระหว่างปัจจุบันกับอดีต ดังนั้น ทีมงานเลยต้องเช่าโกดังเก่ามาเซ็ตฉากทั้งหมดให้เป็นเมืองในสมัยโบราณ ซึ่งนอกจากจะยิ่งใหญ่มากๆ แล้วยังสวยสมจริงอีกด้วย และบางฉากก็ใช้เวลาสร้างเป็นเดือนเพื่อระเบิดทิ้งในฉากเดียว ก่อนถ่ายทำทีมงานเลยต้องรีบถ่ายรูปเก็บกันใหญ่

ซีรีส์จีน

ฉาก

อุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ของเรารองลงมาจากภาษาก็คือ การใส่วิกผมทรงโบราณ เรียกว่าวันไหนที่ต้องถ่ายฉากโบราณเราจะงอแงมากๆ เพราะต้องใส่วิกทั้งวันทั้งคืน พอได้ลิ้มรสชาติด้วยตัวเองทำให้เรานับถือผู้หญิงมากๆ ที่สามารถอดทนกับผมยาวๆ ของตัวเองได้ เพราะมันคอยปิดหน้าปิดตา บวกกับชุดจอมยุทธ์หนาหนัก 3 ชั้นที่ทำให้ร้อนขึ้นอีกหลายเท่า แล้ววิกที่เราใส่นั้นเป็นแบบติดกาวทำให้ถอดไม่ได้ตลอดวัน โอ้โห…ทรมานสุดๆ กินพาราฯ แก้ปวดหัวกันไปเลย ยอมแล้วคร้าบ

เต็งหนึ่ง

หากใครว่าการถ่ายละครที่จีนสบายหรือสวยหรูนี่ขอบอกไม่จริงเลย กองถ่ายที่นี่ไม่มีฝ่ายสวัสดิการกองใดๆ ทั้งสิ้น

ในกองถ่ายไทย เวลาพักทานข้าวจะมีแม่ครัวเตรียมอาหารไว้ให้ร้อนๆ มีขนม ผลไม้ ให้ทีมงาน และของที่ขาดไม่ได้เลยคือ ต้องมีน้ำดื่มให้คนทั้งกอง พอมาทำงานที่จีน น้ำดื่มในกองถ่ายหรอ ไม่มี หากินกันเอง ปกติที่นี่ก็มีแค่แม่ครัวที่ทำกับข้าวมาส่งให้ทีมงานและนักแสดงวันละ 3 มื้อ ของนักแสดงจะได้เป็นปิ่นโต ส่วนทีมงานจะได้เป็นกล่องๆ พอถึงเวลาอาหารนักแสดงทุกคนก็จะเดินไปหิ้วปิ่นโตของตัวเองไปหาที่กินตามโต๊ะบ้าง ตามพื้นบ้าง แล้วแต่สถานที่ที่ไปถ่าย บางวันโหดหน่อยก็ยืนกินมันตรงนั้นแหละ (ฮ่าๆๆ) ถ้าวันไหนกินปิ่นโตตัวเองไม่อิ่มจะทำยังไง เราก็ใช้วิธีกินของน้องนางเอกหรือนักแสดงคนอื่นๆ น้องเป็นผู้หญิง ก็จะกลัวอ้วน เลยสบายเรา อยากกินอะไรก็เลือกได้เลย น้องใจดี

เราขอเรียกการกินอาหารของคนจีนว่า สงครามบนโต๊ะอาหาร วัฒนธรรมของเขาแตกต่างจากบ้านเราตั้งแต่การใช้ตะเกียบ ที่ต่อให้อาหารนั้นมันจะตักยากแค่ไหนก็ตาม ตะเกียบก็ต้องมา และอะไรก็ตามที่ไม่สามารถกินได้ก็จะถูกเขี่ยออกจากจาน เขี่ยไปไหนน่ะหรอ บนโต๊ะไงล่ะ!!!

ครั้งแรกที่เจอเราผู้ถูกสอนมาว่าบนโต๊ะห้ามมีเศษอาหารกองอยู่ตะลึงไปหลายนาทีเลย ยิ่งวันไหนมีแจ็กพ็อตเป็นกุ้ง กั้ง ที่มีเปลือก เราก็จะไม่มีโอกาสมองเห็นโต๊ะกินข้าวอีกต่อไป เพราะมันจะถูกปกคลุมไปด้วยเปลือกของอาหารทั้งหลายเต็มทั้งโต๊ะ แต่พอนักแสดงทุกคนเห็นว่ามีเราที่เป็นคนไทยนั่งทานอยู่ด้วย ทุกคนก็จะเริ่มเก็บเศษอาหารหรือกระดาษทิชชูมาไว้ในจานเปล่า นับเป็นความน่ารักที่ทุกคนพยายามปรับตัวเพื่อสร้างความประทับใจ แต่วันไหนที่เราลืมตัวก็พบว่า อ้าว เราก็เขี่ยเศษอาหารเต็มโต๊ะไปซะแล้ว แม่จ๋าช่วยลูกด้วยยยยยย

หลังจากออกเดินทางในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เราค้นพบว่าความสุขของเราตีวงแคบลงเรื่อยๆ เราไม่ค่อยคาดหวังที่จะเจอความสุขขนาดใหญ่ที่อาจจะทำให้ชีวิตนี้ไม่ต้องค้นหามันอีก ความสุขของเราสัมผัสได้ง่ายขึ้นมาก ทั้งจากกิจกรรมที่เราทำ ทำแล้วรู้สึกสนุกไปกับมัน การได้เห็นสิ่งใหม่ๆ ด้วยตาตัวเอง แล้วเริ่มต้นเรียนรู้ไปกับมัน ความรู้สึกแบบนี้มันทำให้รู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูกเหมือนกันนะ เหมือนได้เติมพลังข้างในให้เต็มอยู่เสมอ จริงอยู่ว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันอาจจะไม่ใช่เหตุการณ์ที่น่าประทับใจมากนัก แต่ลองให้มันผ่านไปสักพัก แล้วเราจะกลับมาคิดถึงมัน

เราเองเคยรู้สึกแบบนี้มาแล้วเมื่อตอนเริ่มเรียนภาษาอังกฤษที่นิวยอร์ก การได้เจอคนใหม่ๆ ภาษาใหม่ๆ ได้เรียนรู้นิสัยใจคอและวัฒนธรรม ซึ่งเหมือนเป็นการเปิดโลกให้กว้างขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ความสุขของเราแคบลงจนสามารถมีความสุขกับรอยยิ้มของคนแปลกหน้าในกองถ่ายด้วยซ้ำ อยู่ที่นี่เราเหมือนเป็นสิ่งน่าตื่นเต้นที่ทุกคนอยากสอนสิ่งต่างๆ ทุกคนอยากเข้ามาคุยกับเราทั้งนั้น ถึงแม้จะรู้ว่าคุยไม่รู้เรื่องเพราะเราฟังไม่ออก แต่ดูเหมือนว่าทุกคนก็ยังอยากคุยอยู่ดี เวลาเห็นเราเล่นมือถือก็อยากดูว่าคนไทยเล่นอะไร เวลากินก็อยากรู้ว่าเราใช้ตะเกียบเป็นหรือเปล่า หรือหลายๆ ครั้งที่สอนเราพูดคำจีนสั้นๆ แล้วเราพูดได้ ก็ดีใจจนต้องเอาไปอวดคนอื่นในกองว่าวันนี้สอนคำไหนให้เราได้ แล้วก็จะพูดคำนั้นซ้ำไปซ้ำมากับเราจนเราจำได้ นี่แหละวิธีสอนภาษาจีนของคนที่นี่ เราพอจะฟังพูดภาษาจีนได้บ้างก็เพราะคุยเล่นกับพวกเขา ทุกคนที่นี่คือครูที่สอนเราได้เป็นอย่างดีเลย

อีกไม่นานก็จะถ่ายงานที่จีนเสร็จแล้ว ไม่รู้ว่าจะเอายังไงชีวิตต่อไปเลย ชักจะหลงรักประเทศจีนซะแล้วสิ…

Writer & Photographer

คณิศ ปิยะปภากรกูล

นักร้อง-นักแสดง ที่ผันตัวเองมาเป็น Youtuber เริ่มออกเดินทางตามความฝันการเป็นเชฟทำขนมมือใหม่

To Be Continued

การเดินออกจากวงการบันเทิงไทยไปสู่การทำอาหาร นิวยอร์ก และชีวิตที่คาดเดาไม่ได้

เรานั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์นิ่งๆ อยู่นานพอสมควร เพราะอยากเปิดเรื่องด้วยข้อความที่สวยงามพอจะอวดใครๆ ได้ว่า นี่คืองานเขียนครั้งแรกของเรา แต่สารภาพตามตรงว่า เราคิดประโยคเท่ๆ ไม่ออกจริงๆ เพราะเราไม่ใช่คนที่เล่าเรื่องเก่งนัก เราถนัดออกเดินทางจริงซะมากกว่า นี่เลยถือว่าเป็นความท้าทายที่สุดในชีวิตของเราเลยก็ว่าได้

หลายคนคงพอคุ้นหน้าคุ้นตาเราอยู่บ้างหากเดินสวนกันตามท้องถนน แต่อาจไม่มีโอกาสรู้จักตัวตนของเราจริงๆ เราไม่ได้บอกว่า ชีวิตเราน่าติดตามแบบรายการเรียลิตี้อะไรนั่นหรอกนะ เราก็มีชีวิตธรรมดาๆ เหมือนคนทั่วไปนั่นแหละ แต่อาจจะแปลกหน่อยที่ชื่อเล่นไม่ค่อยซ้ำกับใคร บวกกับเราประกอบอาชีพที่เอื้อให้คนรู้จักมากหน่อย อาชีพที่ใครๆ ให้คำจำกัดความว่า ‘ดารา’ นั่นแหละ ที่เหลือก็ไม่ได้ต่างอะไรกับคนอื่นเลย มีรัก มีอกหัก สุข เศร้า เสียใจ ลืมจ่ายค่าไฟจนการไฟฟ้ามายกมิเตอร์ บางเดือนเงินไม่พอจ่ายค่าผ่อนบ้าน หมุนเงินไม่ทันจนต้องกู้นอกระบบบ้างเป็นครั้งคราว ไม่ได้แค่แต่งตัวหล่อๆ แสดงบทบาทในทีวีไปมา แล้วสุดท้ายก็แฮปปี้กันไปอย่างเรื่องราวในละคร เราเองก็ยังต้องเรียนรู้มันไปอีกยาว น่าเบื่อบ้าง สนุกบ้าง แต่ก็นี่แหละ…ชีวิต

ถ้านับอายุการทำงานในวงการบันเทิงของเราก็ปาเข้าไป 9 ปีพอดิบพอดี เราเข้าวงการด้วยการประกวดร้องเพลงเวทีหนึ่งตั้งแต่ปี 2007 ด้วยวัยตอนนั้นแค่ 19 ปี หลังจากนั้นก็เริ่มต้นทำงานอย่างจริงจังหลังจากเดินลงจากเวที สมัยนั้นยังไม่มียูทูบให้ได้ดูกันเหมือนสมัยนี้ด้วยซ้ำ จะออกมิวสิกวิดีโอแต่ละเพลงก็ต้องรอดูจากรายการเพลงหลังเที่ยงวันหรือไม่ก็หลังเที่ยงคืน ถือเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานพอสมควร เป็นช่วงเวลาเกือบทศวรรษที่ให้อะไรเรามากมายเลย

หลายคนมองวงการบันเทิงเป็นสิ่งสวยงาม น่าเข้ามาลิ้มลองการเป็นคนในแสงไฟ เป็นที่รู้จัก เหมือนเป็นจุดหมายปลายทางความฝันของเด็กยุคใหม่อันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้ จนบางครั้งการเข้าวงการบันเทิงกลายเป็นจุดสูงสุดของชีวิตในมุมมองของคนทั่วไปที่มองคนที่ทำงานอยู่ตรงจุดนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่สำหรับเราเอง เรากำลังเดินทางมาถึงจุดที่เรียกว่า ‘จุดอิ่มตัว’ กับการทำงานตรงนี้ เราต้องใช้ความหนักแน่นและระยะเวลาพอสมควรกว่าจะผ่านจุดที่คำวิจารณ์ไม่สามารถทำอะไรเราได้ หลายคนมองการตัดสินใจของเราเป็นจุดสิ้นสุดในชีวิต

แต่ในทางกลับกัน เรากลับมองว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตที่แท้จริง ที่ทุกอย่างต่อจากนี้ไปจะเป็นเรื่องใหม่ที่น่าตื่นเต้นและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

เต็งหนึ่ง

เราเชื่อว่าความฝันในชีวิตของคนเราไม่ได้หยุดอยู่แค่อย่างใดอย่างหนึ่ง เรามีความฝันหลายอย่างได้ เวลาที่เราหลับ แต่ละคืนเรายังฝันไม่เหมือนกันเลย ในความเป็นจริงก็เหมือนกัน เราแค่ต้องค้นหาให้เจอว่า ความฝันไหนที่ชัดเจนมากพอให้เราลงมือทำให้เป็นความจริง

ความคิดที่จะเริ่มต้นวิ่งตามความฝันของเราเริ่มเมื่อ 4 ปีที่แล้ว หลังจากที่เราทำงานอย่างหนัก จนเมื่อมองย้อนกลับไป ช่วงวัยรุ่นของเราแทบจะหมดไปกับการไปทำงาน เราแทบไม่ได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวมากนัก เราไม่ได้ใช้คำว่า นักท่องเที่ยว ในการออกเดินทางผจญภัยเลยแม้แต่ครั้งเดียว ถึงแม้เรามีโอกาสได้เดินทางไปหลายจังหวัด แต่เรากลับไม่ได้มีโอกาสซึมซับบรรยากาศเหล่านั้นเลย

เราเริ่มมองย้อนดูตัวเองว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ เรากำลังหลงอยู่ในชื่อเสียงหรือคำชื่นชมที่คนทั่วไปที่กำลังมอบให้เราอยู่รึเปล่า แล้วถ้าวันนึงเราไม่ได้มีชื่อเสียงแบบนี้ล่ะ เรายังจะยืนอยู่ได้แบบเดิมอีกมั้ย เราไม่อยากกลายเป็นสินค้าหนึ่งชิ้นที่ถูกขายทอดตลาดโดยที่มีคนมาเขียนกำกับไปซะหมดว่า สินค้าชิ้นนี้เป็นยังไง นิสัยใจคอเป็นแบบไหน โดยที่เราไม่สามารถพูดอะไรได้เลยด้วยซ้ำ เราอยู่กับคำพูดของคนอื่นที่พูดถึงเราแบบไม่รู้จักกันจริงมามากพอแล้ว

เราอยากเป็นสินค้าที่มีคุณภาพและตอบใครๆ ได้เองว่า เราทำอะไรได้บ้าง ก่อนจะตัดสินใจซื้อสินค้าชิ้นนี้ เมื่อคิดได้อย่างนั้น เราก็เริ่มต้นกระบวนการอย่างแรก ด้วยการคุยกับครอบครัวอย่างจริงจังว่าต่อจากนี้ไปเราจะขอเดินตามความคิดของตัวเอง ลองค้นหาอะไรใหม่ๆ ให้กับชีวิต และหาสิ่งที่คิดว่าตัวเองอยากทำจริงๆ ในชีวิตสักที ความโชคดีที่สุดของเราก็คือ เรามีครอบครัวที่แสนจะอบอุ่น ทุกคนพร้อมจะรับฟังและพร้อมจะก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยกัน ถึงแม้จะรู้ว่าเส้นทางที่เลือกเดินคงจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ก็เชื่อใจและให้การสนับสนุนความคิดของเรามาโดยตลอด

เต็งหนึ่ง

‘เราอยากเรียนทำขนม’ อยู่ๆ คำนี้ก็ชัดเจนขึ้นมาในหัวของเรา เราเริ่มต้นตามความฝันนี้ด้วยการสมัครเรียนทำขนมปังแบบวันเดียวจบ และซื้อเตาอบเล็กๆ ขนาดเท่าโทรทัศน์ 14 นิ้วมาทดลองทำที่บ้าน สิ่งที่ได้จากการเรียนในวันนั้นตอกย้ำว่าเรามีความสุขแค่ไหนเวลาที่อยู่ในห้องครัว ได้ทดลองสูตรใหม่ๆ ได้เห็นแป้งอเนกประสงค์จากที่เป็นผงๆ กลายมาเป็นขนมปังก้อนหอมๆ หลังจากเอาออกจากเตาอบใหม่ๆ เรากลายเป็นคนมีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งตรงหน้ามากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สำหรับเราการทำขนม ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังสนุกสนานกับการค้นคว้าผลงานชิ้นโบว์แดงให้กับโลก ขณะที่เทวัตถุดิบต่างๆ ลงในโถผสม และช่วงเวลานั้นเองที่เราตัดสินใจว่า เราจะลองเดินตามเส้นทางสายนี้อย่างจริงจัง

จากคอร์สเรียนทำขนมปังระยะสั้น เรากลายเป็นนักเรียนเชฟอย่างเต็มตัวด้วยการลงสมัครเรียนหลักสูตรขนมอบสไตล์ฝรั่งเศสที่ Le Cordon Bleu ช่วงแรกเราเรียนแค่สัปดาห์ละ 1 วัน ใช้เวลา 6 เดือนถึงจะจบเทอม เราเริ่มรู้สึกว่าการเรียนแบบนี้ทำให้เราไม่สามารถโฟกัสกับการทำขนมได้มากพอ เพราะเวลาที่หยุดไปในแต่ละสัปดาห์ มีเรื่องอื่นๆ มาทำให้การทำขนมถูกรบกวนจนบางครั้งพอกลับมาทำในสัปดาห์ต่อไปต้องใช้เวลาในการทบทวนเยอะ กว่าจะกลับมาคล่องแคล่วเหมือนเดิมก็เสียเวลาพอสมควร

ในช่วงเทอมที่ 2 และ 3 เราตัดสินใจหยุดรับงานแสดงเกือบทั้งหมดเพื่อจริงจังกับการเรียนอย่างเต็มที่ คราวนี้เราใช้เวลาเรียน 4 วันต่อสัปดาห์ และช่วงวันหยุดก็ฝึกงานควบคู่ไปด้วย เราใช้เวลาประมาณ 1 ปีในการเรียนทั้งหมดจนจบออกมาในช่วงเดือนตุลาคมปี 2559

หลังจากเรียนจบเป็นเชฟเลือดใหม่ไฟแรง เราเริ่มมองหาเส้นทางการทำงานอย่างจริงจังในหลายๆ ที่ และเริ่มวิ่งตามความฝันอื่นๆ ที่อยากทำในชีวิตแต่ยังไม่มีโอกาส หนึ่งในนั้นคือการไปเรียนภาษาอังกฤษและฝึกงานในต่างประเทศ เรามองหาประเทศและสถาบันที่จะไปเรียนต่ออยู่พักเล็กๆ ก่อนจะตัดสินใจเคลียร์ทุกอย่างในชีวิต รวมถึงงานต่างๆ ที่รับไว้ก่อนหน้าที่จะเดินทาง

เมื่อทุกอย่างลงตัวเราก็เก็บกระเป๋าเริ่มเดินทางในชีวิตครั้งใหญ่อีกครั้งในเดือนมกราคมปี 2560 จุดหมายปลายทางของการเดินทางครั้งนี้คือ ‘นิวยอร์ก’

เต็งหนึ่ง

Save

Writer & Photographer

คณิศ ปิยะปภากรกูล

นักร้อง-นักแสดง ที่ผันตัวเองมาเป็น Youtuber เริ่มออกเดินทางตามความฝันการเป็นเชฟทำขนมมือใหม่

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load