ฝรั่งก็ฝรั่งเถอะ…เอาอยู่

“เจอฝรั่งอย่าหนี สู้เลยด้วยคัมภีร์เล่มนี้”

คือคำโปรยจากหนังสือคู่มือการพูดภาษาอังกฤษ (เพื่อเอาตัวรอด) ฉบับพกพาที่เราซื้อติดตัวไว้ก่อนเดินทางมาที่นิวยอร์ก เป็นหนังสือเล่มสีเหลืองขนาดย่อมที่สอนการพูดภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน สำหรับการเดินทางไปท่องเที่ยวยังต่างประเทศ

ถ้าพูดถึงระดับภาษาอังกฤษของเรา ต้องบอกว่าอยู่ในระดับกลางๆ หรืออาจจะค่อนไปทางย่ำแย่เลยด้วยซ้ำ เราเหมือนคนที่รู้ว่าคำศัพท์แต่ละคำนั้นแปลว่าอะไร แต่จับมาเรียงให้เป็นประโยคไม่ได้ซะงั้น อาจเป็นเพราะเรามีความทรงจำที่ไม่ค่อยสวยงามนักกับการเรียนภาษาอังกฤษในวัยเด็ก ที่ถูกสอนให้ท่องจำเพื่อทำข้อสอบในปลายเทอม และพูดตามอย่างนกแก้วนกขุนทองในห้องเรียน โดยที่ในความเป็นจริงแทบไม่เข้าใจในสิ่งที่ถูกสอนมาสักเท่าไหร่ พอสะสมนานๆ เข้า ภาษาอังกฤษก็เลยกลายเป็นเรื่องน่าอายที่จะพูดไปโดยปริยาย เหมือนปราสาทที่รากฐานไม่แข็งแรงพอ ยิ่งต่อเติมด้านบนขึ้นไปเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถทำให้มันแข็งแรงได้ในที่สุด

ถ้าพูดถึงประสบการณ์สนุกๆ ของการใช้ชีวิตที่นิวยอร์กกับเรื่องภาษาอังกฤษ ก็คงหนีไม่พ้นช่วงแรกๆ ที่มาถึง เราจองห้องพักจาก Airbnb ย่าน Greenpoint / Williamsburg (วิลเลียมส์เบิร์ก) ย่าน Brooklyn (บรู๊กลิน) เป็นเวลา 1 สัปดาห์ เพราะยังไม่สามารถย้ายเข้าบ้านเช่าระยะยาวได้ การเลือกที่พักแบบแชร์ห้องกับคนท้องถิ่นจึงเป็นทางออกที่ดีในระยะสั้นๆ แต่ราคาก็สุดแสนจะแพงสมกับเป็นที่พักในนิวยอร์กซะจริงๆ

คืนแรกเราถูกชักชวนจากเจ้าของห้องให้มาร่วมวงอาหารค่ำด้วยกัน เพราะมีบางคนที่มาพักระยะสั้นต้องออกเดินทางในวันรุ่งขึ้น เลยมีการเลี้ยงส่งกันนิดหน่อย ในตอนนั้นคำตอบในหัวมีแค่อย่างเดียวคือ ‘ไม่มีทาง’ (คำตอบผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว) “นี่มันเป็นวันแรกของเราเลยนะ ใจคอนี่จะรับน้องกันเลยหรอ” เราคิดในใจ เราเลยได้แต่ยิ้มๆ และตอบแบบไม่แน่ใจ แล้วก็อ้างไปว่าเจ็ตแล็ก อาจจะต้องดูอีกที จนสุดท้ายความกลัวที่จะต้องพูดภาษาอังกฤษของเราก็ทำให้เราพลาดมื้ออาหารค่ำร่วมกับทุกคนไปอย่างน่าเสียดาย

แต่เรื่องมันยังไม่จบแค่นั้น หลังจากอาหารค่ำจบลง เราก็ถูกชวนไปนั่งเล่นที่ห้องรับแขกอีกครั้ง เผื่อจะได้นั่งคุยกัน (ยังจะมีอีกหรอ!!!) ด้วยความเป็นคนไทยขี้เกรงใจ เรานั่งคิดหนักในห้องนอนอยู่พักใหญ่ (พักใหญ่จริงๆ นะ) และคิดว่าไม่ควรจะปฏิเสธแบบเดิมอีกแล้ว ระหว่างการคิดก็เปิดหนังสือคู่มือพูดภาษาอังกฤษฉบับพกพาเล่มสีเหลืองอ่านไปด้วยอย่างตั้งใจ พยายามจำคำถามให้ได้มากที่สุดว่าจะคุยอะไรกับฝรั่งดี พอหลังจากที่ท่องได้ประมาณหนึ่งแล้ว ก็ตัดสินใจเปิดประตูออกจากห้องแล้วเดินไปที่ห้องรับแขกทันที ภาพที่เห็นคือ ที่โซฟารับแขกทุกคนนั่งกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา และหันมาทักทายเราด้วยสายตาเป็นมิตร ยิ้มแย้ม และถามถึงอาการเจ็ตแล็กของเราว่าดีขึ้นบ้างหรือยัง ทันใดนั้นเรารู้สึกตัวในทันที

ลืม…

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เตรียมพร้อมมาอย่างดียิ่งกว่าสมัยสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยได้ปลิวหายไปจนหมด เรากลายเป็นคนเอเชียผิวเหลืองที่ตอนนี้ตัวซีดไม่มีสีและร่างแทบจะละลายไปกองลงกับพื้น แต่ไม่ได้!!! ในฐานะตัวแทนคนไทยทั้งประเทศยิ่งกว่ามีสายสะพายชื่อประเทศพาดอยู่ที่บ่า เราจะยอมแพ้แบบนี้ไม่ได้ เราจึงเดินหน้าต่อเพื่อไปนั่งร่วมวงกับทุกคน

“I’m sorry, My english is not good but I wanna join together.”

นั่นคือการรวบรวมสติที่เหลืออยู่ทั้งหมดเพื่อเริ่มบทสนทนากับทุกคนในตรงนั้น พร้อมกับทำหน้าทำตาน่าสงสารที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่สิ่งที่ทุกคนตอบกลับมาก็คือ การพยายามอธิบายว่า ไม่เป็นอะไร ถึงภาษาอังกฤษของคุณจะไม่ได้ดีที่สุด ก็ลองพยายามอธิบายมาก่อนแล้วกัน เดี๋ยวทุกคนจะช่วยกันทำความเข้าใจ ซึ่งเราสัมผัสได้จริงๆ นะว่าตลอดการพูดคุยกัน ทุกคนที่เป็นชาวต่างชาติพร้อมช่วยเหลือเราจริงๆ เราเลยรู้สึกผ่อนคลายขึ้น

หลังจากที่กำแพงความกลัวของเราถูกทำลายลง เราเริ่มต้นพูดคุยกันด้วยบทสนทนาง่ายๆ อย่างเช่นการแนะนำตัว บอกเล่าถึงจุดประสงค์ของการมาที่นิวยอร์กรวมถึงระยะเวลาที่ตั้งใจจะอยู่ที่นี่ พอรู้จักกันมากขึ้นก็เริ่มคุยกันถึงเรื่องประเทศบ้านเกิดว่าเป็นอย่างไรบ้าง คนในวงสนทนาทั้งหมดยังไม่มีโอกาสมาเที่ยวประเทศไทยเลยสักครั้ง แต่ทุกคนรู้จักประเทศไทยเป็นพื้นฐานอยู่แล้วจากอาหาร เพราะที่นิวยอร์กมีร้านอาหารไทยอยู่แทบจะทุกหัวถนน ดังนั้น ผัดไทย ต้มยำกุ้ง ส้มตำ จึงช่วยชีวิตให้รอดจากการนึกประโยคภาษาอังกฤษไม่ออกได้เป็นอย่างดี

หลังจากที่พูดคุยกันมาซักพัก Tiffany สาวอเมริกันเชื้อสายจีนซึ่งเป็นเจ้าของห้อง เริ่มชวนทุกคนมาร่วมเล่นเกมเล็กๆ น้อยๆ กติกาคือให้แต่ละคนเปิดเอ็มวีเพลงเก่าๆ จากยูทูบสมัยช่วงปี 2000 ดูกันผ่านแอปเปิ้ลทีวี แต่ละคนจะเลือกเพลงมากันคนละหนึ่งเพลง เป็นเพลงอะไรก็ได้ ภาษาอะไรก็ได้ ที่คิดว่ามีอิทธิพลกับตัวเองในยุคนั้นมากที่สุด เริ่มต้นจาก Heidi สาวชาวอเมริกันสุดมั่นใจ ที่จะเดินทางกลับในวันพรุ่งนี้เช้า เธอเลือกเปิดเพลง Party ft. J.Cole – Beyonce พร้อมกับอธิบายเหตุผลที่เลือกเพลงนี้ว่า เพราะเธอเล่นเอ็มวีเพลงนี้!!! ทุกคนก็แตกตื่นกันใหญ่ว่า โห!! เล่นเอ็มวีของบียอนเซ่เลยหรอ แต่เธอก็รีบบอกว่า “ฉันออกมาแค่ไม่กี่วินาทีหรอก ฉันแค่เล่นเป็นเพื่อนที่อยู่ข้างๆ บียอนเซ่แค่นั้นเอง แต่ฉันก็ดีใจนะ เพราะฉากนั้นมันเป็นปกของเอ็มวีเวลาพวกเธอเปิดในยูทูบไงล่ะ 555”  เราจำคำพูดของเธอได้ไม่เป๊ะหมดหรอกนะ แต่จำอินเนอร์หญิงสาวผู้มั่นใจแบบอเมริกันชนได้เป็นอย่างดี

พอมาถึงคิวของเรา จะให้ยอมแพ้ความมั่นใจของคนที่แล้วได้ยังไงเล่า เราเลยงัดไม้เด็ดเปิดเอ็มวีเพลงของตัวเองสมัยเป็นนักร้องวงบีโอวายโชว์ฝรั่งซะเลย

“This is my song since 9 years ago.”

“I’m a singer in my country.”

เท่านั้นแหละ ทุกคนก็ยิ่งแตกตื่นกันเข้าไปใหญ่ และรีบหาเพลงอื่นๆ ของเราดูกันเป็นว่าเล่น ถึงแต่ละคนจะฟังไม่ออกสักเพลง แต่แฟชั่นแบบเอเชียสมัยผู้ชายไว้ยาวแบบเกาหลีก็เป็นเรื่องตลกที่เราโดนล้อไปตลอดทั้งคืน

ตอนนั้นรู้สึกได้ทำหน้าที่แทนคนไทยทั้งประเทศในการเผยแพร่เพลงไทยสู่สายตาชาวโลกให้กับทั้งห้าคนอย่างเต็มภาคภูมิ (ดูยิ่งใหญ่มาก) ถือว่าเป็นคืนเริ่มต้นที่สนุกและน่าจดจำมาก ถึงจะพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง แปลไม่ทันเป็นส่วนใหญ่แต่ก็ประทับใจชะมัด

เราว่าจริงๆ แล้วความไม่กล้านี่เป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดเลยล่ะสำหรับการพูดภาษาอังกฤษ เราต้องเข้าใจตัวเองก่อนว่านี่ไม่ใช่ภาษาที่เราใช้กันในชีวิตประจำวัน และประเทศไทยก็ไม่มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการอยู่แล้ว ดังนั้นการเรียนรู้และการฝึกฝนการใช้บ่อยๆ ก็ช่วยให้เราพูดได้คล่องขึ้น อย่าไปกลัวที่จะพูดผิด เพราะขนาดบางครั้งเราเองยังพูดภาษาไทยกันผิดเลย ฝรั่งเองก็เหมือนกัน อย่าให้ภาษาอังกฤษมาทำให้ความมั่นใจในการสื่อสารของเราหายไป แค่หยิบมาใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารให้ได้ก็พอ แล้วเมื่อเรากล้าที่จะพูดมากขึ้น เราจะรู้ว่าโลกของเรากว้างขึ้นอีกเยอะเลย

ป.ล. เกือบลืมไป อยู่ที่นี่เพื่อนทุกคนเรียกเราว่า Krist กันหมด เพราะต่างชาติแทบจะทุกคนออกเสียงชื่อเล่นเราไม่ได้จริงๆ ไม่ใช่แค่ฝรั่งนะ จีน ญี่ปุ่น ลาติน ก็งงกับชื่อเล่นที่สะกดยาวๆ ของเราเหมือนกัน และ Krist ก็มาจากชื่อจริงเราว่า Kanist ที่ถูกตัดทอนจนกลายเป็นชื่อนั้นในที่สุด ยังไงก็ตามการมีชื่อที่เรียกง่ายๆก็เป็นตัวเลือกที่ดีที่ทุกคนสามารถเรียกเราได้บ่อยขึ้น ได้พูดคุยกันเยอะขึ้น เราเองก็ชอบที่จะเป็น Krist แบบนี้เหมือนกัน

Writer & Photographer

คณิศ ปิยะปภากรกูล

นักร้อง-นักแสดง ที่ผันตัวเองมาเป็น Youtuber เริ่มออกเดินทางตามความฝันการเป็นเชฟทำขนมมือใหม่

To Be Continued

การเดินออกจากวงการบันเทิงไทยไปสู่การทำอาหาร นิวยอร์ก และชีวิตที่คาดเดาไม่ได้

1 เดือนแล้วที่มาอยู่ที่ประเทศจีน อะไรๆ ก็เริ่มเข้าที่เข้าทางได้อย่างน่าประหลาดใจ ทุกอย่างรอบตัวเริ่มไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเราอีกต่อไป น่าแปลกนะที่หลายๆ อย่างกลับทำให้รู้สึกดีด้วยซ้ำ กิจวัตรประจำวันก็ไม่ได้ต่างกับชีวิตในนิวยอร์กมากมายนัก ทุกวันเราต้องตื่นเช้า (มาก) เพื่อแต่งหน้าทำผม

การถ่ายละครที่จีนนั้นต้องขอคิวทุกตัวละครในเรื่องมาอยู่ด้วยกัน ที่เดียวกัน กินข้าวพร้อมกัน เพราะประเทศจีนใหญ่ นักแสดงแต่ละคนมาจากคนละเมือง (ส่วนเรามาไกลสุดเลย) ทำให้ไม่สามารถไป-กลับได้เหมือนที่ไทย บริษัทเช่าตึกอพาร์ตเมนต์ใหญ่ๆ และให้ทีมงาน นักแสดงทุกคน ย้ายมาอยู่รวมกัน พวกเราเลยต้องอยู่ด้วยกันเกือบ 3 เดือนเต็ม

เต็งหนึ่ง

อันนี้น่ารักมาก เราชอบมาก ตอบโจทย์คำว่าเปิดกล้องที่สุด คือการทำพิธี แล้วเอาผ้าแดงคลุมกล้องไว้ พอถึงฤกษ์เปิดกล้องก็ให้พระเอก-นางเอกกับทีมผู้จัดเปิดผ้า แบบเปิดกล้อง… แฮ่!!! แบบนี้ชอบๆเต็งหนึ่ง
สาบานเลยว่าคิดแบบนี้ ตอนแรกไหว้แบบไทยอยู่คนเดียว คนมองๆ เลยเขิน แล้วเราก็กลัวว่าถ้าไหว้แบบไทยเดี๋ยวเทพเจ้าจีนไม่เก็ต ตอนไหว้เดี่ยวเลยทำมือแบบคนจีน 

ทุกๆ เช้านักแสดงทุกคนต้องมาแต่งหน้าในห้องแต่งหน้าที่สร้างขึ้นมาใหม่ในอพาร์ตเมนต์ ซึ่งใหญ่โตมาก มันใหญ่มากจริงๆ นะ รวมถึงห้องแต่งตัวที่ก็สร้างขึ้นมาเฉพาะกิจเหมือนกัน นี่ยังไม่รวมห้องกินข้าวที่ใหญ่อย่างกับโรงอาหารสมัยมัธยมเลยล่ะ ไม่อยากจะอวด

เวลาจะกินข้าวทั้งสามมื้อ แต่ละคนจะมีปิ่นโตส่วนตัว นักแสดงแต่ละคนจะได้อาหารไม่เหมือนกัน แล้วแต่ว่าใครจะรีเควสต์อะไรกับแม่ครัว (ซึ่งเราก็รีเควสต์ข้าวกะเพราหมู) อย่างอาหารของเราทุกมื้อจะต้องไม่ใช้น้ำมันเยอะ เพราะเราไม่กินของทอด ของมัน ถ้าไม่แจ้งไว้อาหารก็จะมันๆ เยิ้มๆ สไตล์อาหารจีนตอนเหนือนั่นแหละ ส่วนใหญ่เลยเป็นปลานึ่งและผักต้ม ซึ่งเราว่าที่นี่ดีมาก เขาใส่ใจทุกมื้อจริงๆ ถ้าเบื่ออาหารของตัวเอง ก็เดินไปหาซื้ออะไรกินข้างนอกก็ได้ มีอาหารใส่เครื่องเทศรสเผ็ดแบบจีน กินแล้วลิ้นชาๆ อยู่มาเป็นเดือนถึงตอนนี้ก็ชินแล้ว อร่อยไปอีกแบบ

เข้าเรื่องการถ่ายทำละคร เราจะได้ตารางถ่ายทำล่วงหน้าประมาณ 1 สัปดาห์เพื่อให้รู้ว่าต้องถ่ายฉากไหนบ้าง ทางทีมงานจะนัดนักแสดงทุกคนมาประชุม แล้วไล่อ่านบทไปพร้อมๆ กับทีมเสื้อผ้า ทีมไฟ ทีมเอฟเฟกต์ ทีมเขียนบท เอาง่ายๆ ก็คือทุกคนในเรื่องเบื้องหน้า เบื้องหลัง ยกสำนักงานมาที่นี่หมด เราชอบการอ่านบทพร้อมกันนะ เพราะผู้กำกับจะบอกได้เลยว่าตรงนี้อยากได้อะไร หรือบทพูดมันแปลกๆ ให้ทีมเขียนบทแก้ให้หน่อย มันจะได้สนุกขึ้น (แต่ผู้จัดการเราจะเบื่อช่วงนี้มากที่สุด เพราะต้องแปลบทใหม่เวลามีแก้บท เนื่องจากเรายังอ่านจีนไม่ออก)

เต็งหนึ่ง

ทำหน้าเข้าใจเหมือนคุยกันรู้เรื่อง 

เต็งหนึ่ง

เวลาถ่ายฉากย้อนอดีตนี่เหนื่อยสุดๆ ไปเลย 

ทุกครั้งเวลาได้บทมา สิ่งที่เราทำ (แบบที่ไม่ค่อยทำที่ไทยเท่าไหร่) คือการอ่านอย่างละเอียด ใช่ปากกาสีเน้นประโยคของตัวเอง แล้วมานั่งทำการบ้าน แปลไทยเป็นไทยอีกที เพราะบางทีคนแปลบทก็ใช้คำแบบ Google Translate คือถ้าเป็นคนไทยแท้ๆ เราจะไม่มีทางพูดกันแบบนี้ ก็โอเค แปลให้เข้าใจและเข้าปากตัวเอง ถามว่าได้ใช้มั้ย จริงๆ เขาไม่เอาเสียงเราอยู่แล้ว ต้องพากย์เสียงภาษาจีนทับ แต่ก็ต้องทำให้เข้าใจตรงกันกับคนอื่น ง่ายต่อการจำของเรา และจะได้แสดงถูกด้วย ที่สำคัญ เวลาไปพากย์เสียงทับ ความยาวของคำพูดจะได้ใกล้เคียงกัน เป็นยังไงล่ะ ซับซ้อนดีมั้ย?

บทละคร

อันนี้บทเราที่แปลจากภาษาจีนเป็นไทย แล้วก็แปลไทยเป็นไทยอีกที ขยันกว่าตอนเรียนไม่รู้กี่เท่า

เวลาถ่ายทำ เราเป็นคนเดียวที่พูดไทยบ้างอังกฤษบ้าง และยังพูดจีนกลางไม่ได้ ส่วนคนอื่นส่วนใหญ่พูดจีนกลางกันในเวลาทำงาน พอนอกเวลางานก็พูดภาษาท้องถิ่นกัน ซึ่งคนจีนด้วยกันเองถ้าอยู่คนละเมืองก็ยังฟังไม่รู้เรื่อง ยกตัวอย่างเช่นผู้กำกับ ผู้ช่วยผู้กำกับ และทีมกล้อง ที่มาจากมณฑลหูหนาน เวลาสั่งงานกันเองก็จะพูดภาษาท้องถิ่น ซึ่งต่อให้ด่าใคร คนจีนด้วยกันเองก็ไม่รู้ (เออ…เดี๋ยวพูดภาษาโคราชบ้างดีกว่า คันปากมาก)

เวลาถ่ายทำเราจะพูดทุกอย่างผ่านล่าม ซึ่งก็คือคนที่พาเรามาทำงานที่นี่นั่นแหละ เขาจะอยู่ด้านหลังเราตลอด และแปลทุกอย่าง (อย่างรวดเร็ว) ว่าผู้กำกับอยากได้แบบไหน นักแสดงคนอื่นเล่นอะไรมา เหมือนมีโดราเอมอนกินวุ้นแปลภาษาอยู่ด้านหลัง ภาษาที่ใช้ก็คืออังกฤษ-ไทย-จีน ซึ่งเราชอบที่ใช้ภาษาอังกฤษกันบ่อยๆ จะได้เป็นการฝึกเราด้วย แต่ถึงตอนนี้เราก็เริ่มจับใจความภาษาจีนได้บ้าง พอเอาตัวรอดในกองได้ หาของกินเองได้ เดี๋ยวกลับมาจะเรียนจีนเป็นภาษาที่สามแน่นอน

กองถ่าย

เต็งหนึ่ง

คนนี้นางเอกเราเอง น้องชื่อจางอยู่เก๋อ จากวง SNH48  น้องคือคนที่ร้องเพลงคุกกี้เสี่ยงทายเวอร์ชันจีนด้วยนะ

ที่นี่ถ่ายงานกันละเอียดมาก เข้าใจแล้วว่าทำไมภาพในซีรีส์เกาหลีมันสวยได้ขนาดนั้น ปั้นมันทุกซีน เหมือนถ่ายโฆษณาในทุกซีน เลือกมุมหล่อที่สุด ดีที่สุด ทุกอย่างต้องเพอร์เฟกต์ บางฉากถ่ายอยู่ครึ่งวัน เพราะถ่ายเจาะแค่ตา ปาก มือ กว้าง แคบ แคบมาก แค้บแคบ เออ ยอมใจ แต่ออกมาดีแน่นอน

กองละคร

ถ่ายรูปรวมกับผู้บริหาร ผู้กำกับ และนักแสดงจีน

เมืองที่มาถ่ายทำนั้นไกลจากความเจริญพอสมควร เป็นเกาะเล็กๆ ชื่อ Zhangzhou เราไม่ค่อยมั่นใจเรื่องตำแหน่งที่ตั้งของเมืองมากนัก รู้แค่ว่าถ้าอยากจะไปเดินเล่นห้างสรรพสินค้าหรือว่าเข้าหาความเจริญก็ต้องนั่งเรือข้ามไปที่ Xiamen ที่อยู่ห่างออกไปพอสมควร ถ้าเดินทางด้วยเรือก็ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ถ้าขับรถก็อาจจะอ้อมหน่อย ใช้เวลาประมาณ 1.20 ชั่วโมง เพราะเป็นเกาะที่ไม่มีอะไรนี่แหละ ฝ่ายการเมืองท้องถิ่นจึงพยายามสร้างทุกอย่างขึ้นมาให้เป็นแหล่งความเจริญใหม่ๆ ในประเทศจีน โดยนำเงินส่วนหนึ่งมาสนับสนุนการสร้างซีรีส์เรื่องนี้ ซึ่งเราเองก็อยู่ในโปรเจกต์ที่ว่าด้วย

เราแอบเสียดายความเป็นธรรมชาติของที่นี่นะ ส่วนใหญ่ของเมืองยังคงสภาพความเป็นต่างจังหวัดอยู่ วิถีชีวิตแถวนี้มันเรียบง่ายมาก เราชอบเดินซื้อผักสดหรือผลไม้ที่ชาวบ้านวางขายริมถนนในหมู่บ้าน เวลาจะขายก็ชั่งจากตาชั่งโบราณ คือเอาเหล็กถ่วงอีกด้าน ตั้งตัวเลขน้ำหนัก แล้วเอาของใส่ถุงห้อยไว้อีกด้าน ถ้าถ่วงแล้วเท่ากันก็เป็นอันว่าจบ ส่วนเรื่องภาษา ไม่ต้องห่วง เราเริ่มพูดตอบโต้เพื่อซื้อของเองได้แล้ว จำตัวเลขจีนกลางแม่นพอสมควร เพราะฉะนั้นสบายมาก

ตามนิสัยของคนจีน (ที่เรารู้สึก) การมีสิ่งปลูกสร้างอย่างตึกเยอะๆ และการมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้ทุกอย่างง่ายที่สุด คงเป็นความเจริญในแบบฉบับของเขา ระหว่างการเดินทางไปถ่ายในแต่ละโลเคชัน เราจะเห็นสิ่งก่อสร้างใหม่ๆ การทำลายภูเขาเพื่อสร้างคอนโด และการตัดถนนให้ได้มากที่สุดเสมอ จนบางครั้งรู้สึกอึกอัดไปเลย เพราะหันไปทางไหนก็มีแต่ตึกเต็มไปหมด

มีหลายครั้งที่เราเดินทางไปถ่ายทำตามโลเคชันริมทะเลยอดนิยมที่คนจีนทุกคนชอบมา รวมถึงคู่รักหลายๆ คู่ที่เลือกมาถ่ายพรีเวดดิ้ง แล้วเราจะรู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่เกิดเป็นคนไทย เพราะบ้านเรามีทะเลที่สวยกว่าที่นี่เยอะมาก นอกจากสวยกว่ามากแบบไม่รู้จะอธิบายยังไงให้เห็นภาพของคำว่ามากแล้ว ทะเลบ้านเรายังมีหลากหลายให้เลือกไป มีความสวยเฉพาะตัวในแต่ละเกาะ แต่สำหรับที่นี่ทะเลก็คือทะเล ทะเลที่มีน้ำเค็ม แทบไม่มีชายหาด ถ้าเป็นบ้านเราก็คงเป็นแค่ทะเลสำหรับทำประมง จึงไม่แปลกใจเลยที่ทำไมคนจีนส่วนใหญ่เวลานึกถึงคำว่า ทะเล ก็จะนึกถึงประเทศไทยเป็นที่แรก ภูมิใจเล็กๆ เหมือนกันนะ

สิ่งที่เรากลัวและรู้สึกมาตลอดตั้งแต่ก่อนจะมาจนถึงตอนนี้ก็คือ ‘ความคาดหวัง’ จริงๆ เราเองก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่านี่กูเป็นอะไรของกูวะ บางครั้งเรามักรู้สึกกับตัวเองบ่อยๆ ว่าเราไม่ใช่คนที่ดีพอที่จะได้รับสิ่งที่ดีที่สุด หรือหลายครั้งเรามักจะกลัวสิ่งดีๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต กลัวว่าถ้าวันหนึ่งเมื่อมันผ่านไปแล้ว เราจะไม่สามารถทำใจยอมรับได้กับการเปลี่ยนแปลง แล้วเราเองจะเป็นคนที่เสียใจที่สุด

ตลอดเส้นทางชีวิตการทำงานของเราไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอยู่เสมอ ทุกครั้งที่เราอยากได้อะไร เราต้องเหนื่อยทุ่มเทแรงใจเยอะเพื่อให้ได้มันมา การได้รับโอกาสในการทำงานครั้งนี้จึงเหมือนเป็นคำถามในใจอีกครั้ง ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เราคือใครในสายตาของตัวเราเอง และเราเป็นใครในสายตาของคนอื่น เอาตามตรงแรกๆ ที่มาทำงานที่นี่ เราคิดแค่ว่าเราอยากได้เงินก้อนนี้เพื่อไปเรียนต่อที่อเมริกา เผื่อจะได้กลับไปทำขนมเงียบๆ ของเราเหมือนเดิม แต่ความเป็นจริงทุกการลงทุนมักหวังผลเสมอ บริษัทที่ดึงเรามาก็ต้องลงทุนกับเราเหมือนกัน นั่นแสดงว่าความคาดหวังได้เกิดขึ้นแล้ว และเราเริ่มต้องกลับมาคิดกับตัวเองอีกตามเคย แต่ก็แอบมีคำตอบในใจอยู่บ้าง ถึงแม้จะยังไม่ชัดเจนมากนัก แต่สิ่งหนึ่งที่มั่นใจเสมอมาก็คือ เราเคารพในการตัดสินใจของตัวเองเสมอ

คิดถึงบ้านจัง…

23 เมษายน 2560
จางโจว, ประเทศจีน

Writer & Photographer

คณิศ ปิยะปภากรกูล

นักร้อง-นักแสดง ที่ผันตัวเองมาเป็น Youtuber เริ่มออกเดินทางตามความฝันการเป็นเชฟทำขนมมือใหม่

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load