ฝรั่งก็ฝรั่งเถอะ…เอาอยู่

“เจอฝรั่งอย่าหนี สู้เลยด้วยคัมภีร์เล่มนี้”

คือคำโปรยจากหนังสือคู่มือการพูดภาษาอังกฤษ (เพื่อเอาตัวรอด) ฉบับพกพาที่เราซื้อติดตัวไว้ก่อนเดินทางมาที่นิวยอร์ก เป็นหนังสือเล่มสีเหลืองขนาดย่อมที่สอนการพูดภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน สำหรับการเดินทางไปท่องเที่ยวยังต่างประเทศ

ถ้าพูดถึงระดับภาษาอังกฤษของเรา ต้องบอกว่าอยู่ในระดับกลางๆ หรืออาจจะค่อนไปทางย่ำแย่เลยด้วยซ้ำ เราเหมือนคนที่รู้ว่าคำศัพท์แต่ละคำนั้นแปลว่าอะไร แต่จับมาเรียงให้เป็นประโยคไม่ได้ซะงั้น อาจเป็นเพราะเรามีความทรงจำที่ไม่ค่อยสวยงามนักกับการเรียนภาษาอังกฤษในวัยเด็ก ที่ถูกสอนให้ท่องจำเพื่อทำข้อสอบในปลายเทอม และพูดตามอย่างนกแก้วนกขุนทองในห้องเรียน โดยที่ในความเป็นจริงแทบไม่เข้าใจในสิ่งที่ถูกสอนมาสักเท่าไหร่ พอสะสมนานๆ เข้า ภาษาอังกฤษก็เลยกลายเป็นเรื่องน่าอายที่จะพูดไปโดยปริยาย เหมือนปราสาทที่รากฐานไม่แข็งแรงพอ ยิ่งต่อเติมด้านบนขึ้นไปเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถทำให้มันแข็งแรงได้ในที่สุด

ถ้าพูดถึงประสบการณ์สนุกๆ ของการใช้ชีวิตที่นิวยอร์กกับเรื่องภาษาอังกฤษ ก็คงหนีไม่พ้นช่วงแรกๆ ที่มาถึง เราจองห้องพักจาก Airbnb ย่าน Greenpoint / Williamsburg (วิลเลียมส์เบิร์ก) ย่าน Brooklyn (บรู๊กลิน) เป็นเวลา 1 สัปดาห์ เพราะยังไม่สามารถย้ายเข้าบ้านเช่าระยะยาวได้ การเลือกที่พักแบบแชร์ห้องกับคนท้องถิ่นจึงเป็นทางออกที่ดีในระยะสั้นๆ แต่ราคาก็สุดแสนจะแพงสมกับเป็นที่พักในนิวยอร์กซะจริงๆ

คืนแรกเราถูกชักชวนจากเจ้าของห้องให้มาร่วมวงอาหารค่ำด้วยกัน เพราะมีบางคนที่มาพักระยะสั้นต้องออกเดินทางในวันรุ่งขึ้น เลยมีการเลี้ยงส่งกันนิดหน่อย ในตอนนั้นคำตอบในหัวมีแค่อย่างเดียวคือ ‘ไม่มีทาง’ (คำตอบผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว) “นี่มันเป็นวันแรกของเราเลยนะ ใจคอนี่จะรับน้องกันเลยหรอ” เราคิดในใจ เราเลยได้แต่ยิ้มๆ และตอบแบบไม่แน่ใจ แล้วก็อ้างไปว่าเจ็ตแล็ก อาจจะต้องดูอีกที จนสุดท้ายความกลัวที่จะต้องพูดภาษาอังกฤษของเราก็ทำให้เราพลาดมื้ออาหารค่ำร่วมกับทุกคนไปอย่างน่าเสียดาย

แต่เรื่องมันยังไม่จบแค่นั้น หลังจากอาหารค่ำจบลง เราก็ถูกชวนไปนั่งเล่นที่ห้องรับแขกอีกครั้ง เผื่อจะได้นั่งคุยกัน (ยังจะมีอีกหรอ!!!) ด้วยความเป็นคนไทยขี้เกรงใจ เรานั่งคิดหนักในห้องนอนอยู่พักใหญ่ (พักใหญ่จริงๆ นะ) และคิดว่าไม่ควรจะปฏิเสธแบบเดิมอีกแล้ว ระหว่างการคิดก็เปิดหนังสือคู่มือพูดภาษาอังกฤษฉบับพกพาเล่มสีเหลืองอ่านไปด้วยอย่างตั้งใจ พยายามจำคำถามให้ได้มากที่สุดว่าจะคุยอะไรกับฝรั่งดี พอหลังจากที่ท่องได้ประมาณหนึ่งแล้ว ก็ตัดสินใจเปิดประตูออกจากห้องแล้วเดินไปที่ห้องรับแขกทันที ภาพที่เห็นคือ ที่โซฟารับแขกทุกคนนั่งกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา และหันมาทักทายเราด้วยสายตาเป็นมิตร ยิ้มแย้ม และถามถึงอาการเจ็ตแล็กของเราว่าดีขึ้นบ้างหรือยัง ทันใดนั้นเรารู้สึกตัวในทันที

ลืม…

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เตรียมพร้อมมาอย่างดียิ่งกว่าสมัยสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยได้ปลิวหายไปจนหมด เรากลายเป็นคนเอเชียผิวเหลืองที่ตอนนี้ตัวซีดไม่มีสีและร่างแทบจะละลายไปกองลงกับพื้น แต่ไม่ได้!!! ในฐานะตัวแทนคนไทยทั้งประเทศยิ่งกว่ามีสายสะพายชื่อประเทศพาดอยู่ที่บ่า เราจะยอมแพ้แบบนี้ไม่ได้ เราจึงเดินหน้าต่อเพื่อไปนั่งร่วมวงกับทุกคน

“I’m sorry, My english is not good but I wanna join together.”

นั่นคือการรวบรวมสติที่เหลืออยู่ทั้งหมดเพื่อเริ่มบทสนทนากับทุกคนในตรงนั้น พร้อมกับทำหน้าทำตาน่าสงสารที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่สิ่งที่ทุกคนตอบกลับมาก็คือ การพยายามอธิบายว่า ไม่เป็นอะไร ถึงภาษาอังกฤษของคุณจะไม่ได้ดีที่สุด ก็ลองพยายามอธิบายมาก่อนแล้วกัน เดี๋ยวทุกคนจะช่วยกันทำความเข้าใจ ซึ่งเราสัมผัสได้จริงๆ นะว่าตลอดการพูดคุยกัน ทุกคนที่เป็นชาวต่างชาติพร้อมช่วยเหลือเราจริงๆ เราเลยรู้สึกผ่อนคลายขึ้น

หลังจากที่กำแพงความกลัวของเราถูกทำลายลง เราเริ่มต้นพูดคุยกันด้วยบทสนทนาง่ายๆ อย่างเช่นการแนะนำตัว บอกเล่าถึงจุดประสงค์ของการมาที่นิวยอร์กรวมถึงระยะเวลาที่ตั้งใจจะอยู่ที่นี่ พอรู้จักกันมากขึ้นก็เริ่มคุยกันถึงเรื่องประเทศบ้านเกิดว่าเป็นอย่างไรบ้าง คนในวงสนทนาทั้งหมดยังไม่มีโอกาสมาเที่ยวประเทศไทยเลยสักครั้ง แต่ทุกคนรู้จักประเทศไทยเป็นพื้นฐานอยู่แล้วจากอาหาร เพราะที่นิวยอร์กมีร้านอาหารไทยอยู่แทบจะทุกหัวถนน ดังนั้น ผัดไทย ต้มยำกุ้ง ส้มตำ จึงช่วยชีวิตให้รอดจากการนึกประโยคภาษาอังกฤษไม่ออกได้เป็นอย่างดี

หลังจากที่พูดคุยกันมาซักพัก Tiffany สาวอเมริกันเชื้อสายจีนซึ่งเป็นเจ้าของห้อง เริ่มชวนทุกคนมาร่วมเล่นเกมเล็กๆ น้อยๆ กติกาคือให้แต่ละคนเปิดเอ็มวีเพลงเก่าๆ จากยูทูบสมัยช่วงปี 2000 ดูกันผ่านแอปเปิ้ลทีวี แต่ละคนจะเลือกเพลงมากันคนละหนึ่งเพลง เป็นเพลงอะไรก็ได้ ภาษาอะไรก็ได้ ที่คิดว่ามีอิทธิพลกับตัวเองในยุคนั้นมากที่สุด เริ่มต้นจาก Heidi สาวชาวอเมริกันสุดมั่นใจ ที่จะเดินทางกลับในวันพรุ่งนี้เช้า เธอเลือกเปิดเพลง Party ft. J.Cole – Beyonce พร้อมกับอธิบายเหตุผลที่เลือกเพลงนี้ว่า เพราะเธอเล่นเอ็มวีเพลงนี้!!! ทุกคนก็แตกตื่นกันใหญ่ว่า โห!! เล่นเอ็มวีของบียอนเซ่เลยหรอ แต่เธอก็รีบบอกว่า “ฉันออกมาแค่ไม่กี่วินาทีหรอก ฉันแค่เล่นเป็นเพื่อนที่อยู่ข้างๆ บียอนเซ่แค่นั้นเอง แต่ฉันก็ดีใจนะ เพราะฉากนั้นมันเป็นปกของเอ็มวีเวลาพวกเธอเปิดในยูทูบไงล่ะ 555”  เราจำคำพูดของเธอได้ไม่เป๊ะหมดหรอกนะ แต่จำอินเนอร์หญิงสาวผู้มั่นใจแบบอเมริกันชนได้เป็นอย่างดี

พอมาถึงคิวของเรา จะให้ยอมแพ้ความมั่นใจของคนที่แล้วได้ยังไงเล่า เราเลยงัดไม้เด็ดเปิดเอ็มวีเพลงของตัวเองสมัยเป็นนักร้องวงบีโอวายโชว์ฝรั่งซะเลย

“This is my song since 9 years ago.”

“I’m a singer in my country.”

เท่านั้นแหละ ทุกคนก็ยิ่งแตกตื่นกันเข้าไปใหญ่ และรีบหาเพลงอื่นๆ ของเราดูกันเป็นว่าเล่น ถึงแต่ละคนจะฟังไม่ออกสักเพลง แต่แฟชั่นแบบเอเชียสมัยผู้ชายไว้ยาวแบบเกาหลีก็เป็นเรื่องตลกที่เราโดนล้อไปตลอดทั้งคืน

ตอนนั้นรู้สึกได้ทำหน้าที่แทนคนไทยทั้งประเทศในการเผยแพร่เพลงไทยสู่สายตาชาวโลกให้กับทั้งห้าคนอย่างเต็มภาคภูมิ (ดูยิ่งใหญ่มาก) ถือว่าเป็นคืนเริ่มต้นที่สนุกและน่าจดจำมาก ถึงจะพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง แปลไม่ทันเป็นส่วนใหญ่แต่ก็ประทับใจชะมัด

เราว่าจริงๆ แล้วความไม่กล้านี่เป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดเลยล่ะสำหรับการพูดภาษาอังกฤษ เราต้องเข้าใจตัวเองก่อนว่านี่ไม่ใช่ภาษาที่เราใช้กันในชีวิตประจำวัน และประเทศไทยก็ไม่มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการอยู่แล้ว ดังนั้นการเรียนรู้และการฝึกฝนการใช้บ่อยๆ ก็ช่วยให้เราพูดได้คล่องขึ้น อย่าไปกลัวที่จะพูดผิด เพราะขนาดบางครั้งเราเองยังพูดภาษาไทยกันผิดเลย ฝรั่งเองก็เหมือนกัน อย่าให้ภาษาอังกฤษมาทำให้ความมั่นใจในการสื่อสารของเราหายไป แค่หยิบมาใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารให้ได้ก็พอ แล้วเมื่อเรากล้าที่จะพูดมากขึ้น เราจะรู้ว่าโลกของเรากว้างขึ้นอีกเยอะเลย

ป.ล. เกือบลืมไป อยู่ที่นี่เพื่อนทุกคนเรียกเราว่า Krist กันหมด เพราะต่างชาติแทบจะทุกคนออกเสียงชื่อเล่นเราไม่ได้จริงๆ ไม่ใช่แค่ฝรั่งนะ จีน ญี่ปุ่น ลาติน ก็งงกับชื่อเล่นที่สะกดยาวๆ ของเราเหมือนกัน และ Krist ก็มาจากชื่อจริงเราว่า Kanist ที่ถูกตัดทอนจนกลายเป็นชื่อนั้นในที่สุด ยังไงก็ตามการมีชื่อที่เรียกง่ายๆก็เป็นตัวเลือกที่ดีที่ทุกคนสามารถเรียกเราได้บ่อยขึ้น ได้พูดคุยกันเยอะขึ้น เราเองก็ชอบที่จะเป็น Krist แบบนี้เหมือนกัน

Writer & Photographer

คณิศ ปิยะปภากรกูล

นักร้อง-นักแสดง ที่ผันตัวเองมาเป็น Youtuber เริ่มออกเดินทางตามความฝันการเป็นเชฟทำขนมมือใหม่

To Be Continued

การเดินออกจากวงการบันเทิงไทยไปสู่การทำอาหาร นิวยอร์ก และชีวิตที่คาดเดาไม่ได้

ประสบการณ์การทำงานที่ประเทศจีนก็ไม่ได้มีแค่เรื่องเครียดหรือเหนื่อยเท่านั้น จริงๆ เรื่องสนุกๆ ก็มีเพียบเลย ตอนนั้นอาจจะหัวเราะไม่ค่อยออกเท่าไหร่ แต่พอมองย้อนกลับไปก็อดขำไม่ได้เหมือนกัน ไม่รู้ว่าเราจะมีโอกาสเจอประสบการณ์ดีๆ แบบนี้บ่อยๆ ในชีวิตรึเปล่า

เราค่อนข้างสนิทกับทุกคนในกองถ่าย ไม่ใช่แค่กับนักแสดง แต่กับทีมงานเราก็สนิท เพราะทุกคนต้องอยู่ด้วยกันตั้ง 3 เดือน แล้วยิ่งเราเป็นคนต่างชาติด้วย ยิ่งกลายเป็นเหมือนของเล่นของคนทั้งกอง จริงๆ ที่จีนมีกฎห้ามทีมงานมารบกวนนักแสดง หรือแม้กระทั่งห้ามถ่ายรูปนักแสดงในกองก่อนได้รับอนุญาต แต่เราไม่ค่อยคุ้นกับกฎนี้เพราะที่ไทยนักแสดงสนิทกับทีมงานมากเลยขอให้หยวนๆ หน่อย เด็กๆ ในกองเลยติดเรากันใหญ่ ว่างๆ ก็จะมีคนมานั่งคุยด้วย ไม่รู้พูดอะไรของมัน แค่อยากคุยด้วย อยากให้เราพูดอะไรก็ได้ที่เป็นภาษาไทย ส่วนใหญ่จะบอกว่าชอบฟังเราพูดภาษาไทย เพราะฟังแล้วรื่นหู อ่อนนุ่ม แล้วก็สรรหาคำประหลาดในภาษาจีนมาสอนทั้งวัน ที่เราเริ่มพูดภาษาจีนได้งูๆ ปลาๆ ก็เพราะคนในกองนี่แหละ ถึงจะเป็นคำประหลาดๆ หน่อย แต่ก็ถือว่ามีประโยชน์

เต็งหนึ่ง

เราเรียกทีมงานกลุ่มที่สนิทสนมคุ้นเคยกับเรามากที่สุด เพราะเจอกันทุกวัน ทุกฉาก ว่า ‘แก๊งต่อขาพระเอก’ หน้าที่ของทีมงานแก๊งนี้ก็คือทำยังไงก็ได้ให้เราดูสูง 180 เซนติเมตรตลอดเวลาในทุกซีน ฮ่าๆๆ เราว่าเราก็ไม่ได้ตัวเล็กขนาดนั้นนะ เราสูง 173 เซนติเมตรแบบมาตรฐานชายไทย แต่ปัญหาคือน้องนางเอกก็ดันสูง 173 เซนติเมตรเท่ากันเป๊ะ ยังไม่พอ นางร้ายในเรื่องนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย เขาเป็นนางแบบจีนที่สูงปาเข้าไป 178 เซนติเมตร และเพื่อให้ได้ภาพคุณพ่อขายาวที่รักกับนางเอกตัวเล็กบอบบางเหมือนในบท แก๊งนี้เลยต้องช่วยเราตลอด วิธีการง่ายๆ ก็คือ ไม่ว่าเราจะเดินไปที่ไหนในฉากก็ตาม จะต้องมีบล็อกไม้ลังรองให้เราเดินเสมอ แม้จะต้องวางรองทั้งห้องก็ต้องยอม

เต็งหนึ่ง

มีอยู่ฉากหนึ่งที่เป็นฉากสวีทหวานของพระเอกนางเอก ซึ่งต้องเดินเล่นกันในสวนดอกไม้ ทีมงานก็เตรียมบล็อกไม้ลังไว้ประมาณ 20 อันเพื่อสร้างทางเดิน พอถึงเวลาถ่ายทำเราต้องเดินบนบล็อก ส่วนน้องนางเอกเดินบนพื้นปกติ สักพักก็ได้ยินเสียง โครม! น้องสะดุดบล็อกไม้ลังลงไปนอนกลิ้งขำอยู่กับพื้นซะแล้ว

หรือฉากกอดที่ผู้กำกับอยากได้ภาพที่หน้านางเอกอยู่ตรงหน้าอกเรา เลยต้องต่อบล็อกเพิ่มอีก และนางเอกก็ต้องยืนกางขากว้างขึ้นให้เตี้ยลง หน้าก็ต้องยิ้ม ขาก็ต้องเกร็ง สรุปว่าหลังจบฉากนั้นน้องเป็นตะคริวไปเลย เราเลยตอบแทนด้วยการทำอาหารไทยเลี้ยง และนวดขาให้เป็นการตอบแทน

เต็งหนึ่ง

ฉากการถ่ายทำถือว่าเป็นไฮไลต์ของละครเรื่องนี้ เพราะในละครเป็นช่วงเวลาระหว่างปัจจุบันกับอดีต ดังนั้น ทีมงานเลยต้องเช่าโกดังเก่ามาเซ็ตฉากทั้งหมดให้เป็นเมืองในสมัยโบราณ ซึ่งนอกจากจะยิ่งใหญ่มากๆ แล้วยังสวยสมจริงอีกด้วย และบางฉากก็ใช้เวลาสร้างเป็นเดือนเพื่อระเบิดทิ้งในฉากเดียว ก่อนถ่ายทำทีมงานเลยต้องรีบถ่ายรูปเก็บกันใหญ่

ซีรีส์จีน

ฉาก

อุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ของเรารองลงมาจากภาษาก็คือ การใส่วิกผมทรงโบราณ เรียกว่าวันไหนที่ต้องถ่ายฉากโบราณเราจะงอแงมากๆ เพราะต้องใส่วิกทั้งวันทั้งคืน พอได้ลิ้มรสชาติด้วยตัวเองทำให้เรานับถือผู้หญิงมากๆ ที่สามารถอดทนกับผมยาวๆ ของตัวเองได้ เพราะมันคอยปิดหน้าปิดตา บวกกับชุดจอมยุทธ์หนาหนัก 3 ชั้นที่ทำให้ร้อนขึ้นอีกหลายเท่า แล้ววิกที่เราใส่นั้นเป็นแบบติดกาวทำให้ถอดไม่ได้ตลอดวัน โอ้โห…ทรมานสุดๆ กินพาราฯ แก้ปวดหัวกันไปเลย ยอมแล้วคร้าบ

เต็งหนึ่ง

หากใครว่าการถ่ายละครที่จีนสบายหรือสวยหรูนี่ขอบอกไม่จริงเลย กองถ่ายที่นี่ไม่มีฝ่ายสวัสดิการกองใดๆ ทั้งสิ้น

ในกองถ่ายไทย เวลาพักทานข้าวจะมีแม่ครัวเตรียมอาหารไว้ให้ร้อนๆ มีขนม ผลไม้ ให้ทีมงาน และของที่ขาดไม่ได้เลยคือ ต้องมีน้ำดื่มให้คนทั้งกอง พอมาทำงานที่จีน น้ำดื่มในกองถ่ายหรอ ไม่มี หากินกันเอง ปกติที่นี่ก็มีแค่แม่ครัวที่ทำกับข้าวมาส่งให้ทีมงานและนักแสดงวันละ 3 มื้อ ของนักแสดงจะได้เป็นปิ่นโต ส่วนทีมงานจะได้เป็นกล่องๆ พอถึงเวลาอาหารนักแสดงทุกคนก็จะเดินไปหิ้วปิ่นโตของตัวเองไปหาที่กินตามโต๊ะบ้าง ตามพื้นบ้าง แล้วแต่สถานที่ที่ไปถ่าย บางวันโหดหน่อยก็ยืนกินมันตรงนั้นแหละ (ฮ่าๆๆ) ถ้าวันไหนกินปิ่นโตตัวเองไม่อิ่มจะทำยังไง เราก็ใช้วิธีกินของน้องนางเอกหรือนักแสดงคนอื่นๆ น้องเป็นผู้หญิง ก็จะกลัวอ้วน เลยสบายเรา อยากกินอะไรก็เลือกได้เลย น้องใจดี

เราขอเรียกการกินอาหารของคนจีนว่า สงครามบนโต๊ะอาหาร วัฒนธรรมของเขาแตกต่างจากบ้านเราตั้งแต่การใช้ตะเกียบ ที่ต่อให้อาหารนั้นมันจะตักยากแค่ไหนก็ตาม ตะเกียบก็ต้องมา และอะไรก็ตามที่ไม่สามารถกินได้ก็จะถูกเขี่ยออกจากจาน เขี่ยไปไหนน่ะหรอ บนโต๊ะไงล่ะ!!!

ครั้งแรกที่เจอเราผู้ถูกสอนมาว่าบนโต๊ะห้ามมีเศษอาหารกองอยู่ตะลึงไปหลายนาทีเลย ยิ่งวันไหนมีแจ็กพ็อตเป็นกุ้ง กั้ง ที่มีเปลือก เราก็จะไม่มีโอกาสมองเห็นโต๊ะกินข้าวอีกต่อไป เพราะมันจะถูกปกคลุมไปด้วยเปลือกของอาหารทั้งหลายเต็มทั้งโต๊ะ แต่พอนักแสดงทุกคนเห็นว่ามีเราที่เป็นคนไทยนั่งทานอยู่ด้วย ทุกคนก็จะเริ่มเก็บเศษอาหารหรือกระดาษทิชชูมาไว้ในจานเปล่า นับเป็นความน่ารักที่ทุกคนพยายามปรับตัวเพื่อสร้างความประทับใจ แต่วันไหนที่เราลืมตัวก็พบว่า อ้าว เราก็เขี่ยเศษอาหารเต็มโต๊ะไปซะแล้ว แม่จ๋าช่วยลูกด้วยยยยยย

หลังจากออกเดินทางในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เราค้นพบว่าความสุขของเราตีวงแคบลงเรื่อยๆ เราไม่ค่อยคาดหวังที่จะเจอความสุขขนาดใหญ่ที่อาจจะทำให้ชีวิตนี้ไม่ต้องค้นหามันอีก ความสุขของเราสัมผัสได้ง่ายขึ้นมาก ทั้งจากกิจกรรมที่เราทำ ทำแล้วรู้สึกสนุกไปกับมัน การได้เห็นสิ่งใหม่ๆ ด้วยตาตัวเอง แล้วเริ่มต้นเรียนรู้ไปกับมัน ความรู้สึกแบบนี้มันทำให้รู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูกเหมือนกันนะ เหมือนได้เติมพลังข้างในให้เต็มอยู่เสมอ จริงอยู่ว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันอาจจะไม่ใช่เหตุการณ์ที่น่าประทับใจมากนัก แต่ลองให้มันผ่านไปสักพัก แล้วเราจะกลับมาคิดถึงมัน

เราเองเคยรู้สึกแบบนี้มาแล้วเมื่อตอนเริ่มเรียนภาษาอังกฤษที่นิวยอร์ก การได้เจอคนใหม่ๆ ภาษาใหม่ๆ ได้เรียนรู้นิสัยใจคอและวัฒนธรรม ซึ่งเหมือนเป็นการเปิดโลกให้กว้างขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ความสุขของเราแคบลงจนสามารถมีความสุขกับรอยยิ้มของคนแปลกหน้าในกองถ่ายด้วยซ้ำ อยู่ที่นี่เราเหมือนเป็นสิ่งน่าตื่นเต้นที่ทุกคนอยากสอนสิ่งต่างๆ ทุกคนอยากเข้ามาคุยกับเราทั้งนั้น ถึงแม้จะรู้ว่าคุยไม่รู้เรื่องเพราะเราฟังไม่ออก แต่ดูเหมือนว่าทุกคนก็ยังอยากคุยอยู่ดี เวลาเห็นเราเล่นมือถือก็อยากดูว่าคนไทยเล่นอะไร เวลากินก็อยากรู้ว่าเราใช้ตะเกียบเป็นหรือเปล่า หรือหลายๆ ครั้งที่สอนเราพูดคำจีนสั้นๆ แล้วเราพูดได้ ก็ดีใจจนต้องเอาไปอวดคนอื่นในกองว่าวันนี้สอนคำไหนให้เราได้ แล้วก็จะพูดคำนั้นซ้ำไปซ้ำมากับเราจนเราจำได้ นี่แหละวิธีสอนภาษาจีนของคนที่นี่ เราพอจะฟังพูดภาษาจีนได้บ้างก็เพราะคุยเล่นกับพวกเขา ทุกคนที่นี่คือครูที่สอนเราได้เป็นอย่างดีเลย

อีกไม่นานก็จะถ่ายงานที่จีนเสร็จแล้ว ไม่รู้ว่าจะเอายังไงชีวิตต่อไปเลย ชักจะหลงรักประเทศจีนซะแล้วสิ…

Writer & Photographer

คณิศ ปิยะปภากรกูล

นักร้อง-นักแสดง ที่ผันตัวเองมาเป็น Youtuber เริ่มออกเดินทางตามความฝันการเป็นเชฟทำขนมมือใหม่

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load