ฝรั่งก็ฝรั่งเถอะ…เอาอยู่

“เจอฝรั่งอย่าหนี สู้เลยด้วยคัมภีร์เล่มนี้”

คือคำโปรยจากหนังสือคู่มือการพูดภาษาอังกฤษ (เพื่อเอาตัวรอด) ฉบับพกพาที่เราซื้อติดตัวไว้ก่อนเดินทางมาที่นิวยอร์ก เป็นหนังสือเล่มสีเหลืองขนาดย่อมที่สอนการพูดภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน สำหรับการเดินทางไปท่องเที่ยวยังต่างประเทศ

ถ้าพูดถึงระดับภาษาอังกฤษของเรา ต้องบอกว่าอยู่ในระดับกลางๆ หรืออาจจะค่อนไปทางย่ำแย่เลยด้วยซ้ำ เราเหมือนคนที่รู้ว่าคำศัพท์แต่ละคำนั้นแปลว่าอะไร แต่จับมาเรียงให้เป็นประโยคไม่ได้ซะงั้น อาจเป็นเพราะเรามีความทรงจำที่ไม่ค่อยสวยงามนักกับการเรียนภาษาอังกฤษในวัยเด็ก ที่ถูกสอนให้ท่องจำเพื่อทำข้อสอบในปลายเทอม และพูดตามอย่างนกแก้วนกขุนทองในห้องเรียน โดยที่ในความเป็นจริงแทบไม่เข้าใจในสิ่งที่ถูกสอนมาสักเท่าไหร่ พอสะสมนานๆ เข้า ภาษาอังกฤษก็เลยกลายเป็นเรื่องน่าอายที่จะพูดไปโดยปริยาย เหมือนปราสาทที่รากฐานไม่แข็งแรงพอ ยิ่งต่อเติมด้านบนขึ้นไปเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถทำให้มันแข็งแรงได้ในที่สุด

ถ้าพูดถึงประสบการณ์สนุกๆ ของการใช้ชีวิตที่นิวยอร์กกับเรื่องภาษาอังกฤษ ก็คงหนีไม่พ้นช่วงแรกๆ ที่มาถึง เราจองห้องพักจาก Airbnb ย่าน Greenpoint / Williamsburg (วิลเลียมส์เบิร์ก) ย่าน Brooklyn (บรู๊กลิน) เป็นเวลา 1 สัปดาห์ เพราะยังไม่สามารถย้ายเข้าบ้านเช่าระยะยาวได้ การเลือกที่พักแบบแชร์ห้องกับคนท้องถิ่นจึงเป็นทางออกที่ดีในระยะสั้นๆ แต่ราคาก็สุดแสนจะแพงสมกับเป็นที่พักในนิวยอร์กซะจริงๆ

คืนแรกเราถูกชักชวนจากเจ้าของห้องให้มาร่วมวงอาหารค่ำด้วยกัน เพราะมีบางคนที่มาพักระยะสั้นต้องออกเดินทางในวันรุ่งขึ้น เลยมีการเลี้ยงส่งกันนิดหน่อย ในตอนนั้นคำตอบในหัวมีแค่อย่างเดียวคือ ‘ไม่มีทาง’ (คำตอบผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว) “นี่มันเป็นวันแรกของเราเลยนะ ใจคอนี่จะรับน้องกันเลยหรอ” เราคิดในใจ เราเลยได้แต่ยิ้มๆ และตอบแบบไม่แน่ใจ แล้วก็อ้างไปว่าเจ็ตแล็ก อาจจะต้องดูอีกที จนสุดท้ายความกลัวที่จะต้องพูดภาษาอังกฤษของเราก็ทำให้เราพลาดมื้ออาหารค่ำร่วมกับทุกคนไปอย่างน่าเสียดาย

แต่เรื่องมันยังไม่จบแค่นั้น หลังจากอาหารค่ำจบลง เราก็ถูกชวนไปนั่งเล่นที่ห้องรับแขกอีกครั้ง เผื่อจะได้นั่งคุยกัน (ยังจะมีอีกหรอ!!!) ด้วยความเป็นคนไทยขี้เกรงใจ เรานั่งคิดหนักในห้องนอนอยู่พักใหญ่ (พักใหญ่จริงๆ นะ) และคิดว่าไม่ควรจะปฏิเสธแบบเดิมอีกแล้ว ระหว่างการคิดก็เปิดหนังสือคู่มือพูดภาษาอังกฤษฉบับพกพาเล่มสีเหลืองอ่านไปด้วยอย่างตั้งใจ พยายามจำคำถามให้ได้มากที่สุดว่าจะคุยอะไรกับฝรั่งดี พอหลังจากที่ท่องได้ประมาณหนึ่งแล้ว ก็ตัดสินใจเปิดประตูออกจากห้องแล้วเดินไปที่ห้องรับแขกทันที ภาพที่เห็นคือ ที่โซฟารับแขกทุกคนนั่งกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา และหันมาทักทายเราด้วยสายตาเป็นมิตร ยิ้มแย้ม และถามถึงอาการเจ็ตแล็กของเราว่าดีขึ้นบ้างหรือยัง ทันใดนั้นเรารู้สึกตัวในทันที

ลืม…

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เตรียมพร้อมมาอย่างดียิ่งกว่าสมัยสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยได้ปลิวหายไปจนหมด เรากลายเป็นคนเอเชียผิวเหลืองที่ตอนนี้ตัวซีดไม่มีสีและร่างแทบจะละลายไปกองลงกับพื้น แต่ไม่ได้!!! ในฐานะตัวแทนคนไทยทั้งประเทศยิ่งกว่ามีสายสะพายชื่อประเทศพาดอยู่ที่บ่า เราจะยอมแพ้แบบนี้ไม่ได้ เราจึงเดินหน้าต่อเพื่อไปนั่งร่วมวงกับทุกคน

“I’m sorry, My english is not good but I wanna join together.”

นั่นคือการรวบรวมสติที่เหลืออยู่ทั้งหมดเพื่อเริ่มบทสนทนากับทุกคนในตรงนั้น พร้อมกับทำหน้าทำตาน่าสงสารที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่สิ่งที่ทุกคนตอบกลับมาก็คือ การพยายามอธิบายว่า ไม่เป็นอะไร ถึงภาษาอังกฤษของคุณจะไม่ได้ดีที่สุด ก็ลองพยายามอธิบายมาก่อนแล้วกัน เดี๋ยวทุกคนจะช่วยกันทำความเข้าใจ ซึ่งเราสัมผัสได้จริงๆ นะว่าตลอดการพูดคุยกัน ทุกคนที่เป็นชาวต่างชาติพร้อมช่วยเหลือเราจริงๆ เราเลยรู้สึกผ่อนคลายขึ้น

หลังจากที่กำแพงความกลัวของเราถูกทำลายลง เราเริ่มต้นพูดคุยกันด้วยบทสนทนาง่ายๆ อย่างเช่นการแนะนำตัว บอกเล่าถึงจุดประสงค์ของการมาที่นิวยอร์กรวมถึงระยะเวลาที่ตั้งใจจะอยู่ที่นี่ พอรู้จักกันมากขึ้นก็เริ่มคุยกันถึงเรื่องประเทศบ้านเกิดว่าเป็นอย่างไรบ้าง คนในวงสนทนาทั้งหมดยังไม่มีโอกาสมาเที่ยวประเทศไทยเลยสักครั้ง แต่ทุกคนรู้จักประเทศไทยเป็นพื้นฐานอยู่แล้วจากอาหาร เพราะที่นิวยอร์กมีร้านอาหารไทยอยู่แทบจะทุกหัวถนน ดังนั้น ผัดไทย ต้มยำกุ้ง ส้มตำ จึงช่วยชีวิตให้รอดจากการนึกประโยคภาษาอังกฤษไม่ออกได้เป็นอย่างดี

หลังจากที่พูดคุยกันมาซักพัก Tiffany สาวอเมริกันเชื้อสายจีนซึ่งเป็นเจ้าของห้อง เริ่มชวนทุกคนมาร่วมเล่นเกมเล็กๆ น้อยๆ กติกาคือให้แต่ละคนเปิดเอ็มวีเพลงเก่าๆ จากยูทูบสมัยช่วงปี 2000 ดูกันผ่านแอปเปิ้ลทีวี แต่ละคนจะเลือกเพลงมากันคนละหนึ่งเพลง เป็นเพลงอะไรก็ได้ ภาษาอะไรก็ได้ ที่คิดว่ามีอิทธิพลกับตัวเองในยุคนั้นมากที่สุด เริ่มต้นจาก Heidi สาวชาวอเมริกันสุดมั่นใจ ที่จะเดินทางกลับในวันพรุ่งนี้เช้า เธอเลือกเปิดเพลง Party ft. J.Cole – Beyonce พร้อมกับอธิบายเหตุผลที่เลือกเพลงนี้ว่า เพราะเธอเล่นเอ็มวีเพลงนี้!!! ทุกคนก็แตกตื่นกันใหญ่ว่า โห!! เล่นเอ็มวีของบียอนเซ่เลยหรอ แต่เธอก็รีบบอกว่า “ฉันออกมาแค่ไม่กี่วินาทีหรอก ฉันแค่เล่นเป็นเพื่อนที่อยู่ข้างๆ บียอนเซ่แค่นั้นเอง แต่ฉันก็ดีใจนะ เพราะฉากนั้นมันเป็นปกของเอ็มวีเวลาพวกเธอเปิดในยูทูบไงล่ะ 555”  เราจำคำพูดของเธอได้ไม่เป๊ะหมดหรอกนะ แต่จำอินเนอร์หญิงสาวผู้มั่นใจแบบอเมริกันชนได้เป็นอย่างดี

พอมาถึงคิวของเรา จะให้ยอมแพ้ความมั่นใจของคนที่แล้วได้ยังไงเล่า เราเลยงัดไม้เด็ดเปิดเอ็มวีเพลงของตัวเองสมัยเป็นนักร้องวงบีโอวายโชว์ฝรั่งซะเลย

“This is my song since 9 years ago.”

“I’m a singer in my country.”

เท่านั้นแหละ ทุกคนก็ยิ่งแตกตื่นกันเข้าไปใหญ่ และรีบหาเพลงอื่นๆ ของเราดูกันเป็นว่าเล่น ถึงแต่ละคนจะฟังไม่ออกสักเพลง แต่แฟชั่นแบบเอเชียสมัยผู้ชายไว้ยาวแบบเกาหลีก็เป็นเรื่องตลกที่เราโดนล้อไปตลอดทั้งคืน

ตอนนั้นรู้สึกได้ทำหน้าที่แทนคนไทยทั้งประเทศในการเผยแพร่เพลงไทยสู่สายตาชาวโลกให้กับทั้งห้าคนอย่างเต็มภาคภูมิ (ดูยิ่งใหญ่มาก) ถือว่าเป็นคืนเริ่มต้นที่สนุกและน่าจดจำมาก ถึงจะพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง แปลไม่ทันเป็นส่วนใหญ่แต่ก็ประทับใจชะมัด

เราว่าจริงๆ แล้วความไม่กล้านี่เป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดเลยล่ะสำหรับการพูดภาษาอังกฤษ เราต้องเข้าใจตัวเองก่อนว่านี่ไม่ใช่ภาษาที่เราใช้กันในชีวิตประจำวัน และประเทศไทยก็ไม่มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการอยู่แล้ว ดังนั้นการเรียนรู้และการฝึกฝนการใช้บ่อยๆ ก็ช่วยให้เราพูดได้คล่องขึ้น อย่าไปกลัวที่จะพูดผิด เพราะขนาดบางครั้งเราเองยังพูดภาษาไทยกันผิดเลย ฝรั่งเองก็เหมือนกัน อย่าให้ภาษาอังกฤษมาทำให้ความมั่นใจในการสื่อสารของเราหายไป แค่หยิบมาใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารให้ได้ก็พอ แล้วเมื่อเรากล้าที่จะพูดมากขึ้น เราจะรู้ว่าโลกของเรากว้างขึ้นอีกเยอะเลย

ป.ล. เกือบลืมไป อยู่ที่นี่เพื่อนทุกคนเรียกเราว่า Krist กันหมด เพราะต่างชาติแทบจะทุกคนออกเสียงชื่อเล่นเราไม่ได้จริงๆ ไม่ใช่แค่ฝรั่งนะ จีน ญี่ปุ่น ลาติน ก็งงกับชื่อเล่นที่สะกดยาวๆ ของเราเหมือนกัน และ Krist ก็มาจากชื่อจริงเราว่า Kanist ที่ถูกตัดทอนจนกลายเป็นชื่อนั้นในที่สุด ยังไงก็ตามการมีชื่อที่เรียกง่ายๆก็เป็นตัวเลือกที่ดีที่ทุกคนสามารถเรียกเราได้บ่อยขึ้น ได้พูดคุยกันเยอะขึ้น เราเองก็ชอบที่จะเป็น Krist แบบนี้เหมือนกัน

Writer & Photographer

คณิศ ปิยะปภากรกูล

นักร้อง-นักแสดง ที่ผันตัวเองมาเป็น Youtuber เริ่มออกเดินทางตามความฝันการเป็นเชฟทำขนมมือใหม่

To Be Continued

การเดินออกจากวงการบันเทิงไทยไปสู่การทำอาหาร นิวยอร์ก และชีวิตที่คาดเดาไม่ได้

12 มิถุนายน 2561
1 K

เช้าวันนี้เราตื่นขึ้นมาพบกับวันเกือบสุดท้ายของการทำงานในประเทศจีน

เวลา 3 เดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกยังคงเป็นเหมือนเดิม คือทำงานหนัก และไม่มั่นใจเรื่องวัน เวลา เป็นตัวเลขมากนัก ที่จะพอรู้ในแต่ละวันบ้างก็คือตื่นกี่โมง อาบน้ำกี่โมง และเริ่มทำงานกี่โมง เท่านั้น

รู้ตัวอีกทีก็ผ่านมาครึ่งปีแล้ว จากนิวยอร์กจนถึงประเทศจีน ทุกวันนี้เราพยายามทำให้ตัวเองมี ความสุขไปกับทุกๆ วัน สนุกกับกิจกรรมที่อยู่ตรงหน้า เรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวจากทั้งคน สถานที่ ภาษา หรือแม้กระทั่งอาหาร เอาเข้าจริง แค่เราโฟกัสกับสิ่งที่ตาเห็นแล้วคิดตามต่อไปเรื่อยๆ เราก็แทบจะไม่มีเวลาคิดหรือทำอะไรอย่างอื่นอีกแล้ว

เราเชื่อเหลือเกินว่าคนไทยหลายคนไม่ได้มองประเทศจีนเป็นจุดมุ่งหมายของการเดินทางเท่าไหร่นัก (โดยเฉพาะการเดินทางมาเที่ยว) หรือหวั่นใจว่าถ้ามาที่จีนจะเจอห้องน้ำที่ไม่มีประตูแน่ๆ ยิ่งพอบอกว่าเป็นคนที่มาจากประเทศจีนด้วยยิ่งแล้วใหญ่ เราคงจะวาดภาพในหัวไว้ว่าจะเสียงดัง วุ่นวาย ไม่ต่อคิวซื้อของ โอ๊ย!! ไม่ไหวๆ

ยอมรับว่าเมื่อก่อนเราก็รู้สึกแบบนั้นบ้างเหมือนกัน เห็นประเทศจีนเป็นแค่แหล่งซื้อของราคาถูก หรือไม่ก็หาของก๊อป อยากได้อะไรพี่จีนทำให้ได้หมด เวลาได้ยินคนจีนคุยกันก็จะหงุดหงิดที่เสียงดัง โวยวาย จนต้องเดินหนีไปให้ไกลๆ ประมาณว่าคุยหรือทะเลาะกันวะเนี่ย

พอนึกดูอีกที เราแทบไม่รู้จักอะไรในประเทศนี้ดีเลยเนอะ ทั้งที่เรามักแนะนำตัวกันบ่อยๆ ว่าเราคือ ‘คนไทยเชื้อสายจีน’ หรือเวลาเราเห็นใครผิวขาว ตาตี่ เราก็รวมคนกลุ่มนี้ว่าอาตี๋ อาหมวย ไว้ก่อน

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

ทั้งที่ประเทศเรามีเทศกาลตรุษจีนที่สวยงามและยิ่งใหญ่ไม่แพ้จีนแผ่นดินแม่ แต่คนส่วนใหญ่ยังแยกไม่ออกว่าภาษาจีนที่เราคุ้นเคยในบ้านเรามีทั้งภาษาจีนกลาง จีนกวางตุ้ง และจีนแต้จิ๋ว ผสมปะปนกันอยู่ ซึ่งแตกต่างกันจนแทบจะเป็นคนละภาษา

ยกตัวอย่างง่ายๆ เวลาถึงเทศกาลตรุษจีนทีไร เราคนไทยก็มักอวยพรกันว่า ‘ซินเจียยู่อี่ ซินนี่ฮวดไช้’ การออกเสียงแบบนี้เป็นแบบจีนแต้จิ๋ว คนจีนที่ใช้ภาษาจีนกลางหรือจีนแมนดารินจะออกเสียงว่า ‘ซินเจิ้งหรูอี้ ซินเหนียนฟาไฉ’

สิ่งที่เห็นภาพง่ายขึ้นไปอีก เวลาเราบอกใครสักคนให้พูดเลียนแบบคนจีน คนนั้นก็จะทำเป็นพูดไม่ชัดและออกเสียง ง งู ขึ้นมาทันที ตามด้วย อั๊ว-ลื้อ แบบ ‘อั๊วเป็งคงจีง’ ถ้าเป็นคนจีนใช้ภาษาจีนกลางจะไม่พูดแบบนี้แน่นอน

หลังจากที่เราอยู่ประเทศจีนมาสักพัก วันเวลาที่อยู่ที่นี่สอนให้เรามองคนจีนเปลี่ยนไปเยอะมาก จีนแผ่นดินใหญ่ไม่ได้มีแค่ของก๊อป หรือกำแพงเมืองจีนเท่านั้นนะ แต่ประเทศจีนมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและน่าสนใจ มีภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม ภาษา และอีกมากมายที่แตกต่างกันในแต่ละท้องซึ่งและน่าสนใจมากๆ

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

เราเริ่มเข้าใจเรื่องการพูดคุยเสียงดังของคนมากขึ้น เพื่อนคนจีนเล่าให้ฟังว่าคนจีนเชื่อว่าการพูดด้วยวาจาที่หนักแน่นเป็นการแสดงถึงความจริงใจ และภาษาจีนก็เต็มไปด้วยคำที่หนักแน่น เวลาพูดแต่ละคำเลยดูโผงผางเหมือนคนทะเลาะกัน ไม่เหมือนภาษาไทยที่มีการสะกดคำ สั่นลิ้น และมีระดับเสียงวรรณยุกต์ตั้ง 5 เสียง คนจีนบอกว่าเวลาได้ยินคนไทยคุยกัน ฟังเหมือนเราจะร้องเพลงกันเลย

จีนเป็นประเทศใหญ่ แค่ประเทศเดียวก็ใหญ่เท่ากับทวีปเลย จึงไม่แปลกที่คนจีนจะมีทั้งคนรวย คนจน คนมีมารยาท และคนไม่รู้จักมารยาท วัฒนธรรมของเราถูกสอนมาแตกต่างกัน เวลาคนจีนเห็นคนจีนที่ไม่มีมารยาทเขาก็ไม่ได้ภูมิใจ แต่ก็คงจะไปบอกไม่ได้

สิ่งที่รู้อย่างหนึ่งก็คือ คนจีนชอบประเทศไทยมาก ชอบทะเล ภูเขา วัฒนธรรม และอาหาร เพื่อนๆ คนจีนที่เรารู้จักส่วนใหญ่เคยมาเที่ยวเมืองไทย และหลายคนก็มาไทยแทบทุกปี เรียกได้ว่าบ้านเราเป็น     จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวของคนจีนที่ฮิตมากๆ เลย

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

พอใกล้จะครบ 3 เดือน บริษัทก็เริ่มคุยเรื่องการอยู่ทำงานที่ประเทศจีนต่อกับเราบ่อยขึ้นเรื่อยๆ เราเองยังไม่ได้ตัดสินใจ ถึงแม้จะรู้สึกดีกับประเทศนี้มากขึ้น แต่ความฝันที่ตั้งใจจะหาโอกาสเป็น Food Stylist ที่นิวยอร์กเองก็ยังอยากทำต่อ ไม่อยากทิ้งไปไหน กับอีกทางก็เป็นเหมือนโอกาสดีๆ ในชีวิตที่เปิดขึ้นอีกครั้ง

เราดร็อปเรียนที่นิวยอร์กไว้เกือบจะครบ 3 เดือนแล้ว ตามกำหนดคือเราดร็อปได้ 5 เดือน แต่มีข้อแม้คือ เมื่อกลับไปต้องเริ่มสอบวัดระดับใหม่และเรียนรวมกับนักเรียนรุ่นต่อไป เพราะตอนนี้เพื่อนๆ หลายคนที่นิวยอร์กเริ่มเรียนจบและกลับประเทศตัวเองไปบ้างแล้ว เราคิดหนักอยู่ไม่น้อยนะ เพราะความรู้สึกเหมือนทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ ไปหมด

ไม่กี่วันต่อมา การถ่ายละครครั้งแรกที่ประเทศจีนของเราก็สิ้นสุดลง กองถ่ายปิดกล้องโดยใช้เวลาทั้งหมด 2 เดือนกับอีก 20 วัน ถึงเวลาบอกลาเมืองเล็กๆ อย่างจางโจว และเพื่อนๆ นักแสดงทุกคน รวมทั้งทีมงาน ที่นี่ไม่มีงานเลี้ยงปิดกล้องอย่างที่ไทย ถ่ายเสร็จวันนี้ ทีมงานก็ถูกไล่ให้กลับบ้านเกิดของแต่ละคนทันที ส่วนนักแสดงดีขึ้นหน่อย มีเวลาเพิ่มให้อีกหนึ่งวันในการเก็บของ แล้วก็ต้องออกจากที่พักทันที

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

ถึงจะเป็นช่วงเวลาที่ไม่นานมากนัก แต่ทุกคนรวมถึงทุกเหตุการณ์ก็เป็นประสบการณ์ที่เราไม่มีทางลืมได้เลย หลายสถานที่ที่เราวิ่งออกกำลังกายตอนเช้า ร้านอาหารหลายๆ ร้านที่กินประจำ รวมถึงมุมสวยๆ สงบๆ ที่มักจะไปเวลาว่าง ถึงเวลาที่ต้องจากกันแล้ว คงไม่มีโอกาสกลับมาเจอกันอีก ใจหายเหมือนกัน

เราเดินทางจากเมืองเล็กๆ อย่างจางโจวเข้าสู่เมืองเซี่ยงไฮ้ หรือถ้าออกเสียงแบบคนจีนแท้ก็น่าจะออกว่า ช่างไห่ ตารางงานที่นี่ไม่เยอะเหมือนช่วงแรกๆ อย่างมากก็แค่เดินทางไปสัมภาษณ์นิดหน่อย เลยมีเวลาได้พักผ่อนและเที่ยวไปทั่วๆ เมือง เซี่ยงไฮ้น่าอยู่มาก เพราะผสมผสานความเป็นจีนดั้งเดิมกับความทันสมัยได้อย่างลงตัว แต่ค่าครองชีพสูงไม่ต่างจากนิวยอร์กเลย

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

1 สัปดาห์ในเซี่ยงไฮ้ รวมถึง 3 เดือนที่ผ่านมา ทำให้เราเริ่มรู้สึกคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม หลงรักอาหาร ภาษาจีน ความวุ่นวายไร้แบบแผนแต่แฝงไปด้วยเสน่ห์ที่อธิบายไม่ถูก เราไม่รู้ว่าหลงรักมันตั้งแต่ตอนไหน มันซึมซับเข้าไปโดยที่เราก็ไม่รู้ตัว รู้อีกที เราก็ไม่อยากจากที่นี่ไปเสียแล้ว

คำตอบที่อยากจะมาทำงานที่จีนแล้วรีบกลับไปเรียนต่อที่นิวยอร์กช่วง 3 เดือนก่อน ความหวาดกลัวประเทศนี้ถูกนำกลับมาทบทวนอีกครั้ง ไม่แน่ เราอาจจะมาอยู่ถูกที่และถูกเวลาของมันแล้ว เราคงหลงรักประเทศจีนจริงๆ เข้าแล้วล่ะ

Writer & Photographer

คณิศ ปิยะปภากรกูล

นักร้อง-นักแสดง ที่ผันตัวเองมาเป็น Youtuber เริ่มออกเดินทางตามความฝันการเป็นเชฟทำขนมมือใหม่

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load