ฝรั่งก็ฝรั่งเถอะ…เอาอยู่

“เจอฝรั่งอย่าหนี สู้เลยด้วยคัมภีร์เล่มนี้”

คือคำโปรยจากหนังสือคู่มือการพูดภาษาอังกฤษ (เพื่อเอาตัวรอด) ฉบับพกพาที่เราซื้อติดตัวไว้ก่อนเดินทางมาที่นิวยอร์ก เป็นหนังสือเล่มสีเหลืองขนาดย่อมที่สอนการพูดภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน สำหรับการเดินทางไปท่องเที่ยวยังต่างประเทศ

ถ้าพูดถึงระดับภาษาอังกฤษของเรา ต้องบอกว่าอยู่ในระดับกลางๆ หรืออาจจะค่อนไปทางย่ำแย่เลยด้วยซ้ำ เราเหมือนคนที่รู้ว่าคำศัพท์แต่ละคำนั้นแปลว่าอะไร แต่จับมาเรียงให้เป็นประโยคไม่ได้ซะงั้น อาจเป็นเพราะเรามีความทรงจำที่ไม่ค่อยสวยงามนักกับการเรียนภาษาอังกฤษในวัยเด็ก ที่ถูกสอนให้ท่องจำเพื่อทำข้อสอบในปลายเทอม และพูดตามอย่างนกแก้วนกขุนทองในห้องเรียน โดยที่ในความเป็นจริงแทบไม่เข้าใจในสิ่งที่ถูกสอนมาสักเท่าไหร่ พอสะสมนานๆ เข้า ภาษาอังกฤษก็เลยกลายเป็นเรื่องน่าอายที่จะพูดไปโดยปริยาย เหมือนปราสาทที่รากฐานไม่แข็งแรงพอ ยิ่งต่อเติมด้านบนขึ้นไปเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถทำให้มันแข็งแรงได้ในที่สุด

ถ้าพูดถึงประสบการณ์สนุกๆ ของการใช้ชีวิตที่นิวยอร์กกับเรื่องภาษาอังกฤษ ก็คงหนีไม่พ้นช่วงแรกๆ ที่มาถึง เราจองห้องพักจาก Airbnb ย่าน Greenpoint / Williamsburg (วิลเลียมส์เบิร์ก) ย่าน Brooklyn (บรู๊กลิน) เป็นเวลา 1 สัปดาห์ เพราะยังไม่สามารถย้ายเข้าบ้านเช่าระยะยาวได้ การเลือกที่พักแบบแชร์ห้องกับคนท้องถิ่นจึงเป็นทางออกที่ดีในระยะสั้นๆ แต่ราคาก็สุดแสนจะแพงสมกับเป็นที่พักในนิวยอร์กซะจริงๆ

คืนแรกเราถูกชักชวนจากเจ้าของห้องให้มาร่วมวงอาหารค่ำด้วยกัน เพราะมีบางคนที่มาพักระยะสั้นต้องออกเดินทางในวันรุ่งขึ้น เลยมีการเลี้ยงส่งกันนิดหน่อย ในตอนนั้นคำตอบในหัวมีแค่อย่างเดียวคือ ‘ไม่มีทาง’ (คำตอบผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว) “นี่มันเป็นวันแรกของเราเลยนะ ใจคอนี่จะรับน้องกันเลยหรอ” เราคิดในใจ เราเลยได้แต่ยิ้มๆ และตอบแบบไม่แน่ใจ แล้วก็อ้างไปว่าเจ็ตแล็ก อาจจะต้องดูอีกที จนสุดท้ายความกลัวที่จะต้องพูดภาษาอังกฤษของเราก็ทำให้เราพลาดมื้ออาหารค่ำร่วมกับทุกคนไปอย่างน่าเสียดาย

แต่เรื่องมันยังไม่จบแค่นั้น หลังจากอาหารค่ำจบลง เราก็ถูกชวนไปนั่งเล่นที่ห้องรับแขกอีกครั้ง เผื่อจะได้นั่งคุยกัน (ยังจะมีอีกหรอ!!!) ด้วยความเป็นคนไทยขี้เกรงใจ เรานั่งคิดหนักในห้องนอนอยู่พักใหญ่ (พักใหญ่จริงๆ นะ) และคิดว่าไม่ควรจะปฏิเสธแบบเดิมอีกแล้ว ระหว่างการคิดก็เปิดหนังสือคู่มือพูดภาษาอังกฤษฉบับพกพาเล่มสีเหลืองอ่านไปด้วยอย่างตั้งใจ พยายามจำคำถามให้ได้มากที่สุดว่าจะคุยอะไรกับฝรั่งดี พอหลังจากที่ท่องได้ประมาณหนึ่งแล้ว ก็ตัดสินใจเปิดประตูออกจากห้องแล้วเดินไปที่ห้องรับแขกทันที ภาพที่เห็นคือ ที่โซฟารับแขกทุกคนนั่งกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา และหันมาทักทายเราด้วยสายตาเป็นมิตร ยิ้มแย้ม และถามถึงอาการเจ็ตแล็กของเราว่าดีขึ้นบ้างหรือยัง ทันใดนั้นเรารู้สึกตัวในทันที

ลืม…

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เตรียมพร้อมมาอย่างดียิ่งกว่าสมัยสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยได้ปลิวหายไปจนหมด เรากลายเป็นคนเอเชียผิวเหลืองที่ตอนนี้ตัวซีดไม่มีสีและร่างแทบจะละลายไปกองลงกับพื้น แต่ไม่ได้!!! ในฐานะตัวแทนคนไทยทั้งประเทศยิ่งกว่ามีสายสะพายชื่อประเทศพาดอยู่ที่บ่า เราจะยอมแพ้แบบนี้ไม่ได้ เราจึงเดินหน้าต่อเพื่อไปนั่งร่วมวงกับทุกคน

“I’m sorry, My english is not good but I wanna join together.”

นั่นคือการรวบรวมสติที่เหลืออยู่ทั้งหมดเพื่อเริ่มบทสนทนากับทุกคนในตรงนั้น พร้อมกับทำหน้าทำตาน่าสงสารที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่สิ่งที่ทุกคนตอบกลับมาก็คือ การพยายามอธิบายว่า ไม่เป็นอะไร ถึงภาษาอังกฤษของคุณจะไม่ได้ดีที่สุด ก็ลองพยายามอธิบายมาก่อนแล้วกัน เดี๋ยวทุกคนจะช่วยกันทำความเข้าใจ ซึ่งเราสัมผัสได้จริงๆ นะว่าตลอดการพูดคุยกัน ทุกคนที่เป็นชาวต่างชาติพร้อมช่วยเหลือเราจริงๆ เราเลยรู้สึกผ่อนคลายขึ้น

หลังจากที่กำแพงความกลัวของเราถูกทำลายลง เราเริ่มต้นพูดคุยกันด้วยบทสนทนาง่ายๆ อย่างเช่นการแนะนำตัว บอกเล่าถึงจุดประสงค์ของการมาที่นิวยอร์กรวมถึงระยะเวลาที่ตั้งใจจะอยู่ที่นี่ พอรู้จักกันมากขึ้นก็เริ่มคุยกันถึงเรื่องประเทศบ้านเกิดว่าเป็นอย่างไรบ้าง คนในวงสนทนาทั้งหมดยังไม่มีโอกาสมาเที่ยวประเทศไทยเลยสักครั้ง แต่ทุกคนรู้จักประเทศไทยเป็นพื้นฐานอยู่แล้วจากอาหาร เพราะที่นิวยอร์กมีร้านอาหารไทยอยู่แทบจะทุกหัวถนน ดังนั้น ผัดไทย ต้มยำกุ้ง ส้มตำ จึงช่วยชีวิตให้รอดจากการนึกประโยคภาษาอังกฤษไม่ออกได้เป็นอย่างดี

หลังจากที่พูดคุยกันมาซักพัก Tiffany สาวอเมริกันเชื้อสายจีนซึ่งเป็นเจ้าของห้อง เริ่มชวนทุกคนมาร่วมเล่นเกมเล็กๆ น้อยๆ กติกาคือให้แต่ละคนเปิดเอ็มวีเพลงเก่าๆ จากยูทูบสมัยช่วงปี 2000 ดูกันผ่านแอปเปิ้ลทีวี แต่ละคนจะเลือกเพลงมากันคนละหนึ่งเพลง เป็นเพลงอะไรก็ได้ ภาษาอะไรก็ได้ ที่คิดว่ามีอิทธิพลกับตัวเองในยุคนั้นมากที่สุด เริ่มต้นจาก Heidi สาวชาวอเมริกันสุดมั่นใจ ที่จะเดินทางกลับในวันพรุ่งนี้เช้า เธอเลือกเปิดเพลง Party ft. J.Cole – Beyonce พร้อมกับอธิบายเหตุผลที่เลือกเพลงนี้ว่า เพราะเธอเล่นเอ็มวีเพลงนี้!!! ทุกคนก็แตกตื่นกันใหญ่ว่า โห!! เล่นเอ็มวีของบียอนเซ่เลยหรอ แต่เธอก็รีบบอกว่า “ฉันออกมาแค่ไม่กี่วินาทีหรอก ฉันแค่เล่นเป็นเพื่อนที่อยู่ข้างๆ บียอนเซ่แค่นั้นเอง แต่ฉันก็ดีใจนะ เพราะฉากนั้นมันเป็นปกของเอ็มวีเวลาพวกเธอเปิดในยูทูบไงล่ะ 555”  เราจำคำพูดของเธอได้ไม่เป๊ะหมดหรอกนะ แต่จำอินเนอร์หญิงสาวผู้มั่นใจแบบอเมริกันชนได้เป็นอย่างดี

พอมาถึงคิวของเรา จะให้ยอมแพ้ความมั่นใจของคนที่แล้วได้ยังไงเล่า เราเลยงัดไม้เด็ดเปิดเอ็มวีเพลงของตัวเองสมัยเป็นนักร้องวงบีโอวายโชว์ฝรั่งซะเลย

“This is my song since 9 years ago.”

“I’m a singer in my country.”

เท่านั้นแหละ ทุกคนก็ยิ่งแตกตื่นกันเข้าไปใหญ่ และรีบหาเพลงอื่นๆ ของเราดูกันเป็นว่าเล่น ถึงแต่ละคนจะฟังไม่ออกสักเพลง แต่แฟชั่นแบบเอเชียสมัยผู้ชายไว้ยาวแบบเกาหลีก็เป็นเรื่องตลกที่เราโดนล้อไปตลอดทั้งคืน

ตอนนั้นรู้สึกได้ทำหน้าที่แทนคนไทยทั้งประเทศในการเผยแพร่เพลงไทยสู่สายตาชาวโลกให้กับทั้งห้าคนอย่างเต็มภาคภูมิ (ดูยิ่งใหญ่มาก) ถือว่าเป็นคืนเริ่มต้นที่สนุกและน่าจดจำมาก ถึงจะพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง แปลไม่ทันเป็นส่วนใหญ่แต่ก็ประทับใจชะมัด

เราว่าจริงๆ แล้วความไม่กล้านี่เป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดเลยล่ะสำหรับการพูดภาษาอังกฤษ เราต้องเข้าใจตัวเองก่อนว่านี่ไม่ใช่ภาษาที่เราใช้กันในชีวิตประจำวัน และประเทศไทยก็ไม่มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการอยู่แล้ว ดังนั้นการเรียนรู้และการฝึกฝนการใช้บ่อยๆ ก็ช่วยให้เราพูดได้คล่องขึ้น อย่าไปกลัวที่จะพูดผิด เพราะขนาดบางครั้งเราเองยังพูดภาษาไทยกันผิดเลย ฝรั่งเองก็เหมือนกัน อย่าให้ภาษาอังกฤษมาทำให้ความมั่นใจในการสื่อสารของเราหายไป แค่หยิบมาใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารให้ได้ก็พอ แล้วเมื่อเรากล้าที่จะพูดมากขึ้น เราจะรู้ว่าโลกของเรากว้างขึ้นอีกเยอะเลย

ป.ล. เกือบลืมไป อยู่ที่นี่เพื่อนทุกคนเรียกเราว่า Krist กันหมด เพราะต่างชาติแทบจะทุกคนออกเสียงชื่อเล่นเราไม่ได้จริงๆ ไม่ใช่แค่ฝรั่งนะ จีน ญี่ปุ่น ลาติน ก็งงกับชื่อเล่นที่สะกดยาวๆ ของเราเหมือนกัน และ Krist ก็มาจากชื่อจริงเราว่า Kanist ที่ถูกตัดทอนจนกลายเป็นชื่อนั้นในที่สุด ยังไงก็ตามการมีชื่อที่เรียกง่ายๆก็เป็นตัวเลือกที่ดีที่ทุกคนสามารถเรียกเราได้บ่อยขึ้น ได้พูดคุยกันเยอะขึ้น เราเองก็ชอบที่จะเป็น Krist แบบนี้เหมือนกัน

Writer & Photographer

คณิศ ปิยะปภากรกูล

นักร้อง-นักแสดง ที่ผันตัวเองมาเป็น Youtuber เริ่มออกเดินทางตามความฝันการเป็นเชฟทำขนมมือใหม่

To Be Continued

การเดินออกจากวงการบันเทิงไทยไปสู่การทำอาหาร นิวยอร์ก และชีวิตที่คาดเดาไม่ได้

เวลาฝันอยากทำอะไร คิดให้ใหญ่เข้าไว้ แล้วเดี๋ยวความเป็นจริงจะทำให้มันเล็กพอดีตัวกับเราเอง

เราเชื่อว่าหลายๆ คนคงมี ‘ความฝัน’ ที่อยากจะทำนั่น ทำนี่ อย่างที่ตัวเองใฝ่ฝันเอาไว้ ฝันอยากมีธุรกิจเล็กๆ เป็นของตัวเอง จะได้ไม่ต้องโดนกดดันจากใคร ฝันอยากเปิดร้านกาแฟเล็กๆ ฝันอยากเรียนต่อ ฝันอยากไปเที่ยวในที่ที่ยังไม่เคยไป แต่ชีวิตของคนเรามันก็เลือกอะไรได้ไม่มากนัก เมื่อการเดินทางในชีวิตค่อยๆ ดำเนินไป ‘ความจริง’ จะค่อยๆ กดความฝันนั้นให้อยู่ลึก จนบางครั้งเราก็แทบจะหลงลืมมัน

การเดินทางผจญภัยของเราข้ามผ่านเวลามา 7 เดือนเต็มแล้ว เราทิ้งความเป็นดาราที่ใครๆ เรียกกัน ข้ามน้ำข้ามทะเลไปเป็น ‘นิวยอร์กเกอร์’ ทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟในร้านอาหารไทยหลังเลิกเรียน หาจังหวะโอกาสทั้งเรียนและฝึกงาน เพื่อหวังจะเป็นเชฟขนมหวานอย่างที่ตัวเองตั้งใจ

หลังจากนั้น จับพลัดจับผลูมีบริษัทผลิตซีรีส์ที่ประเทศจีนชวนไปทำงาน ได้เหาะเหินเดินอากาศเป็น ‘ท่านจอมยุทธ์’ เริ่มต้นการเป็นนักแสดงอยู่หน้ากล้อง มีคนห้อมล้อมดูแลอย่างดี เก็บเกี่ยวประสบการณ์และแรงบันดาลใจใหม่ๆ ที่จีนแผ่นดินใหญ่ จนตอนนี้ก็ได้เวลากลับบ้านที่ไทยสักที

ฮิโรชิม่า, ภัยพิบัติ, น้ำท่วม, ญี่ปุ่น

ถึงจะเหนื่อยล้าแค่ไหน แต่แค่ได้ล้มตัวนอนบนเตียงเล็กๆ ที่บ้านของตัวเอง มันก็เหมือนร่างกายถึงเวลาได้พัก ความรู้สึกตอนที่บอกกับตัวเองว่า “ถึงบ้านแล้วนะ” มันมีความสุขอย่างบอกไม่ถูกเลย เหมือนกับว่าเตียงเล็กๆ บนห้องนอนโอบกอดเราไว้ให้ความเหนื่อยมันค่อยๆ จางลง นอนที่ไหนก็ไม่สุขใจเท่ากับเตียงตัวเอง นี่ยังไม่รวมอาหารไทยที่แม่ทำไว้รอ มันคือรางวัลของนักเดินทางไกลที่คุ้มค่าจริงๆ

“เราเจอกันเร็วไปหน่อยนะแม่” เราบอกแม่ตอนที่เจอกัน

แม่ขึ้นมากรุงเทพฯ เพื่อมาหาหลังจากไม่ได้เจอกันเกินครึ่งปี ถึงแม้ตอนก่อนออกเดินทางจะตกลงกันไว้ที่ 2 ปี แต่คราวนี้ก็ถือว่าพักครึ่งก่อนแล้วกัน ต้องขอบคุณเทคโนโลยีที่ทำให้ไม่รู้สึกห่างไกลกันเท่าที่ควร การเจอกันของเราสองคนจึงไม่ได้มีอะไรพิเศษ นอกจากนั่งพูดคุยกันเรื่องการทำงาน และบ่นให้แม่ฟังถึงอาการคิดถึงอาหารไทยว่ามากมายแค่ไหน

ฮิโรชิม่า, ภัยพิบัติ, น้ำท่วม, ญี่ปุ่น

โดยรวมชีวิตในปีนี้ของเรานับเป็นปีที่ดี ถึงแม้อะไรๆ มันช่างผิดแผนและไม่เป็นไปตามเป้าหมายมากนัก อันที่จริงก่อนออกจากไทยไปก็คิดแล้วล่ะว่ามันคงต้องหนักหน่วง เราก็พร้อมรับมือเต็มที่ แต่ใครจะคิดว่าชีวิตมันจะโลดโผนได้ขนาดนี้ ยังกับเล่นรถไฟเหาะที่สวนสนุกอะไรทำนองนั้นเลย

บทสนทนาเรื่องการวางแผนอนาคตถูกยกมาคุยอีกครั้งระหว่างแม่กับเรา รับรู้ได้จากการพูดคุยว่าแม่เป็นห่วงเรามาก และแม่อยากให้คิดเยอะๆ ก่อนตัดสินใจว่าจะเอายังไงกับชีวิตต่อไป ระหว่างมุ่งหน้ากับโอกาสใหม่ๆ ในการเป็นนักแสดงที่ประเทศจีน หรือจะอยากกลับไปวิ่งตามหาความฝันกับการเป็นเชฟทำขนมต่อที่นิวยอร์ก ถึงแม้จะกังวล แต่แม่ไม่ได้บังคับอะไร และพร้อมสนับสนุนความคิดของลูกเหมือนเดิม

หลังจากกลับมาไทยได้ไม่นาน มีผู้ใหญ่หลายคนยื่นข้อเสนอที่จะเข้ามาดูแลจัดการงาน เพื่อให้เรากลับมามีชื่อเสียงในประเทศไทยอีกครั้ง และช่วยทำข่าวประชาสัมพันธ์ในฐานะนักแสดงคนไทยที่โกอินเตอร์ในประเทศจีน

ความรู้สึกของเราในตอนนี้คือ เราคงเดินออกมาไกลจากจุดนั้นมากพอสมควรแล้ว ถึงแม้การทำงานที่จีนเปรียบเสมือนประสบการณ์ที่ล้ำค่า ซึ่งเราคงไม่มีโอกาสแบบนี้บ่อยๆ แต่ในเมื่อความฝันการเป็นเชฟทำขนมมันยังคงชัดเจนอยู่ตรงนั้น เราก็อยากจะจริงใจกับความรู้สึกของตัวเอง อยากที่จะลุยต่อเหมือนที่เคยตั้งใจไว้ก่อนออกเดินทางเมื่อตอนต้นปี ถึงจะคิดถึงผู้ชมหรือบรรยากาศในกองถ่ายแค่ไหน แต่ถ้าจังหวะ โอกาส และเวลา พร้อม เราก็คงได้ทำมันอีกครั้งในอนาคต

ฮิโรชิม่า, ภัยพิบัติ, น้ำท่วม, ญี่ปุ่น ฮิโรชิม่า, ภัยพิบัติ, น้ำท่วม, ญี่ปุ่น

หลังจากรู้ว่าควรทำอะไรกับชีวิตต่อไป เราตัดสินใจสร้างสตูดิโอครัวเป็นของตัวเองในชื่อ ‘April Trees Studio’ สตูดิโอที่เต็มไปด้วยความฝันที่กำลังจะกลายเป็นจริงในอีกไม่ช้า ที่ที่รวบรวมประสบการณ์จากการเรียน ฝึกงาน รวมไปถึงการไปผจญภัยในต่างแดน และความหวังที่จะช่วยเติมเต็มความฝันของเราให้กลายเป็นจริง

เราเริ่มออกแบบทั้งหมดจากความชอบในสไตล์ของตัวเอง เพื่อให้ออกมาเป็นที่ที่สะท้อนความเป็นตัวเราให้มากที่สุด ใช้พื้นที่ห้องเปล่าขนาด 28 ตารางวา ปรับเปลี่ยนจากห้องนอน วางแนวท่อระบายใหม่ทั้งหมด ปรับทุกส่วนของห้องให้กลายเป็นห้องสตูดิโอครัวอย่างสมบูรณ์ เพื่อจะเปิดสอนการทำขนมสำหรับคนที่สนใจ

เราหวังว่า สตูดิโอครัวนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นความฝันของหลายๆ คนให้ได้มาสนุกสนานกับในการทำขนมอย่างที่ตัวเองชอบ ได้แชร์ความรู้ ประสบการณ์ แรงบันดาลใจ เหมือนกับที่เคยได้รับมันมาจากอาจารย์เชฟเช่นกัน

เราเคยเขียนบอกเล่าเรื่องราวของความพยายามจะเป็นนักเขียน ที่เราทุ่มเทไม่แพ้ความฝันที่อยากจะเป็นเชฟขนมหวานเลย โดยคนรอบข้างเองก็รับรู้มาตลอด ในที่สุดเราก็เข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น เมื่อวันหนึ่งเพื่อนที่เป็นเหมือนแรงบันดาลใจและที่ปรึกษา ทั้งครูทอมและกมลเนตร แนะนำให้เรารู้จักกับพี่ก้อง ทรงกลด เราจึงได้มีโอกาสบอกเล่าถึงการผจญภัยของปีนี้ให้ฟัง และความตั้งใจที่อยากเป็นนักเขียน อยากมีหนังสือที่เป็นส่วนหนึ่งของกำลังใจให้กับทุกคนที่มีฝัน และยังต่อสู้ทำตามความฝันนั้นให้เกิดขึ้นจริงๆ เราถึงมีโอกาสเจอกันผ่านตัวหนังสืออย่างตอนนี้ยังไงล่ะ

ฮิโรชิม่า, ภัยพิบัติ, น้ำท่วม, ญี่ปุ่น April Trees Studio, เต็งหนึ่ง, สตูดิโอ,

เราคงไม่กล้าบอกให้ใครทิ้งทุกอย่างในชีวิต เพื่อมาผจญภัยในการตามหาฝันเหมือนที่เราทำ มันอาจจะยากจนเกินไป แต่ละคนมีภาระหน้าที่ที่แตกต่างกัน แต่เราเองก็ไม่อยากให้หลงลืมความสุขในการทำสิ่งที่รัก เชื่อเถอะว่า ชีวิตมีจังหวะและเวลาของมัน ถ้าวันนี้มันยังไม่ใช่วันของเรา แต่อย่างน้อยๆ ระหว่างทาง ความฝันก็เป็นกำลังใจที่ทำให้เราต่อสู้กับชีวิตได้ไม่มากก็น้อยเลย

ในที่สุด…ความฝันของเราก็กำลังจะกลายเป็นจริง 🙂

Writer & Photographer

คณิศ ปิยะปภากรกูล

นักร้อง-นักแสดง ที่ผันตัวเองมาเป็น Youtuber เริ่มออกเดินทางตามความฝันการเป็นเชฟทำขนมมือใหม่

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load