การเป็น ‘Newyorker’ ของเราเริ่มต้นขึ้นในช่วงฤดูหนาวของที่นี่ อุณหภูมิช่วงที่มาถึงทักทายเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 0 องศาฯ ถ้วน หรืออาจจะลดต่ำลงไปถึงขั้นติดลบ ซึ่งมนุษย์ที่เติบโตมาในประเทศใกล้เส้นศูนย์สูตรอย่างเรามองเรื่องนี้เป็นความตื่นเต้นมากกว่าความกังวล เราเตรียมความพร้อมการมาอยู่ในช่วงฤดูหนาวด้วยการขนเสื้อกันหนาวที่คิดว่า อุ่นที่สุด และนำแฟชั่นที่สุดเท่าที่จะหาได้ อารมณ์ประมาณว่า “หิมะหน่ะหรอ? ตกมาเลย!!! ฉันไม่กลัวแกหรอก” แต่ใครจะรู้ว่าเสื้อทุกตัวที่เตรียมมานั้นมันไม่พอเลยกับการมาอยู่ที่นี่ เพราะลำพังอากาศที่เย็นอาจจะไม่ทำให้เรารู้สึกว่าโหดร้ายเท่าไหร่ แต่การที่นิวยอร์กเป็นเมืองติดทะเล ที่ในบางวันหิมะตกจนแทบจะออกไปไหนไม่ได้ หรือบางวันก็มีทั้งลมทั้งฝนมาทดสอบสภาพร่างกายอย่างหนักหน่วง และไอ้เจ้าลมทะเลในช่วงฤดูหนาวนี่แหละ แทบจะพัดตัวเราให้ลอยขึ้นไปบนอากาศพร้อมกับแช่แข็งได้ในเวลาเดียวกัน

สุดท้ายเราก็จบลงที่เสื้อกันหนาวจาก Outlet สีดำที่หนาจนจะกลายตุ๊กตาหิมะทุกครั้งที่ใส่ และไม่มีความแฟชั่นใดๆ ยังไงก็คงต้องยอมใส่ไม่ให้หนาวตายไปซะก่อน อะ…ยอมแพ้

นิวยอร์กเกอร์สอนคนเดินช้าอย่างผมให้ออกวิ่ง

นิวยอร์กเกอร์สอนคนเดินช้าอย่างผมให้ออกวิ่ง

อันที่จริงถ้าจะเรียกนิวยอร์กที่คนส่วนใหญ่เข้าใจอาจจะต้องเรียกว่า ‘นิวยอร์กซิตี้’ หรือ ‘NYC’ ถึงจะถูก เพราะจริงๆ แล้วนิวยอร์กเป็นชื่อของรัฐหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ตอนบนติดกับประเทศแคนาดา และน้ำตกไนแองการ่าก็เป็นส่วนหนึ่งของรัฐนิวยอร์กด้วยเหมือนกัน ส่วนนิวยอร์กซิตี้ประกอบไปด้วย 5 เขตการปกครอง คือ เดอะบรองซ์ บรู๊กลิน แมนฮัตตัน ควีนส์ และสเตเทน ไอส์แลนด์ แต่ด้วยความเคยชิน การเรียกว่านิวยอร์กสั้นๆ ก็เป็นอันรู้กันว่าหมายถึง ‘นิวยอร์กซิตี้’

ถ้าใครคิดจะมาเริ่มใช้ชีวิตในนิวยอร์ก การเช่าบ้านหลังใหญ่หรือแม้กระทั่งเช่าคอนโดใจกลางเกาะแมนฮัตตัน อาจจะต้องใช้เงินมากพอๆ กับการจ่ายเงินผ่อนบ้านหลังใหญ่ๆ ที่ไทยได้สบาย นิวยอร์กเป็นเหมือนศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การเงิน วัฒนธรรม บันเทิง ที่สำคัญที่สุดของโลก เป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูงติดอันดับต้นๆ การแชร์บ้านร่วมกับเพื่อนคนไทยที่อาศัยอยู่ที่นี่ก็เป็นทางออกที่ไม่ได้แย่มากนัก เราเองก็ทำแบบเดียวกัน บ้านที่เราแชร์อยู่ด้วยนั้นเป็นบ้านหลังใหญ่ย่านควีนส์ เดินเท้าออกจากสถานีรถไฟฟ้าไม่เกิน 3 นาที มีห้องย่อยทั้งหมด 5 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่มาเรียนและอยู่ฝึกงานต่อที่นิวยอร์ก ‘ซันเต๋อ, ก้อง, รัน, แจ่ม’ โดยที่ทุกคนรู้จักกันจากที่ไทยอยู่แล้ว และเราคือสมาชิกใหม่ขาจรที่ถูกแนะนำให้รู้จักผ่านรุ่นพี่ที่เคารพอีกทอดหนึ่ง

นิวยอร์กเกอร์สอนคนเดินช้าอย่างผมให้ออกวิ่ง

นิวยอร์กเกอร์สอนคนเดินช้าอย่างผมให้ออกวิ่ง

ใครที่ติดตามอ่านการเดินทางในชีวิตของเรามาถึงตอนนี้ คงยังพอจำรุ่นพี่รหัสสมัยมหาวิทยาลัย ผู้จุดประกายการมาเรียนที่นิวยอร์กของเราได้ เรานัดเจอกันครั้งแรกในคืนที่เดินทางมาถึง และนั่นก็เป็นไม่กี่ครั้งที่เราได้เจอกันที่นี่ คงเป็นเพราะการทำงานที่หนักหน่วงและเวลาที่ไม่สามารถหาให้ตรงกันได้ เราจึงไม่ค่อยมีโอกาสเจอกันมากนัก คนที่นี่มักทำงานหลายอย่างพร้อมๆ กันเป็นเรื่องปกติ ทำให้เราเหมือนถูกหักดิบให้เริ่มต้นใช้ชีวิตอยู่ลำพัง เราเคยรู้สึกน้อยใจและเสียใจที่คนชักชวนเรามา กลับไม่ใช่คนที่สามารถช่วยอะไรเราได้มากนัก แต่พอเวลาผ่านไปเรื่อยๆ เรากลับรู้สึกขอบคุณด้วยซ้ำ เพราะนิวยอร์กมอบประสบการณ์ใหม่ๆ ให้เสมอในทุกวันที่ตื่นขึ้นมาจริงๆ

โอกาสดีๆ ที่เคยได้รับจากการเป็น ‘ดารา’ ที่ประเทศไทยทำให้เราเคยตัวอยู่บ้างในช่วงแรกของการปรับตัว แต่พอรู้สึกตัวได้ถึงเริ่มเข้าใจว่า ใครจะสามารถช่วยเหลือใครได้ตลอดเวลา ตัวเองต่างหากที่จะเป็นที่พึ่งพาของตัวเองได้ดีที่สุด อยู่ที่นี่เราไม่ใช่ ‘เต็งหนึ่ง’ อีกต่อไป เรากลายเป็นคนเอเชียผิวเหลืองหนึ่งคน ที่แทบไม่มีใครรู้จัก อยากไปไหน ทำอะไร ก็สามารถทำได้อย่างอิสระ

มีคนเคยบอกกับเราว่า “ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร มาจากไหน คุณสามารถเป็นในสิ่งที่ตัวเองอยากเป็นได้ที่นิวยอร์ก”

นิวยอร์กเกอร์สอนคนเดินช้าอย่างผมให้ออกวิ่ง นิวยอร์กเกอร์สอนคนเดินช้าอย่างผมให้ออกวิ่ง

เราเริ่มต้นใช้โอกาสนี้ออกไปใช้ชีวิต ชดเชยช่วงเวลาวัยรุ่นที่เสียไปกับการทำงานที่ไทยอย่างไม่รอช้า ทั้งสนุกกับการรู้จักคนใหม่ๆ ทั้งเข้าร่วมกิจกรรมที่มีให้เลือกอยู่มากมายที่นิวยอร์ก ทั้งออกเดินทางท่องเที่ยวที่ถึงแม้จะถูกจำกัดด้วยอากาศหนาว หรือแม้กระทั่งออกปาร์ตี้แบบอเมริกัน เป็นครั้งแรกที่เราสัมผัสได้ถึงความรู้สึกอิสระของคำว่า ‘freedom’ รอยสักที่อยู่บนหลังด้านขวาคู่กับรูปเข็มทิศเดินเรือและขนนก เป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่คอยเตือนเราเสมอว่าให้ค้นหาความเป็นตัวเองให้เจอ และจงมีความสุขไปกับชีวิตที่เลือกเดิน

พี่คนไทยที่อยู่นิวยอร์กหลายสิบปีถามเราว่า “เราจะอยู่นิวยอร์กได้จริงๆ หรอ เราดูเป็นคนช้าๆ ใช้ชีวิตเรียบๆ ดูไม่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนที่นี่เลย” จริงๆ ก็ไม่ใช่แค่พี่เค้าหรอกที่คิดแบบนี้ ตัวเราเองก็คิดเรื่องนี้อยู่ทุกวันเหมือนกัน

ความเจริญของเมืองทำให้นิวยอร์กกลายเมืองที่เร่งรีบ คนที่อาศัยอยู่ที่นี่ก็เลยจำเป็นต้องทำทุกอย่างรีบเร่งไปหมด ไม่ว่าจะกินหรือเดิน จะว่าไป เราคงเป็นคนที่เดินช้าที่สุดในเกาะแมนฮัตตันแล้วมั้ง เวลาเดินเราชอบดูนั่นดูนี่ไปเรื่อยๆ จนจะเดินชนคนล้มอยู่บ่อยๆ

สิ่งที่เราค้นพบโดยบังเอิญอย่างหนึ่ง จากการที่ชอบนั่งมองคนเดินผ่านไปมา คือนิวยอร์กเกอร์มีเอกลักษณ์ประจำตัวในการเดิน แบบกึ่งเดินกึ่งวิ่ง ถ้าใครนึกภาพไม่ออกก็ลองนึกถึงกีฬาเดินเร็ว ที่ผู้แข่งขันจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งแบบนั้นเลย เราเคยวัดเล่นๆ ถ้าเราเดินแบบความเคยชินปกติกับนิวยอร์กเกอร์เดินน่าจะต่างกันอยู่ประมาณ 2 เท่าตัว เราไม่เคยไปเมืองไหนในโลกที่มีประชากรเดินเร็วเท่านี้มาก่อนจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในแมนฮัตตัน

นิวยอร์กเกอร์สอนคนเดินช้าอย่างผมให้ออกวิ่ง นิวยอร์กเกอร์สอนคนเดินช้าอย่างผมให้ออกวิ่ง

ด้วยความที่นิวยอร์กเป็นเหมือนจุดศูนย์กลางเศรษฐกิจของโลก การดำเนินชีวิตในเมืองจึงกลายเป็นการแข่งขันไปโดยปริยาย

นอกจากเรื่องเดินเร็วแล้ว ที่นี่มีคนจากทั่วทุกมุมโลกมารวมกัน เราไม่เคยเห็นเมืองที่มีผู้คนหลากหลายชาติพันธ์เท่านี้มาก่อนเลย เดินๆ ไปเราอาจจะเห็นคนเอเชียกับคนผิวสีเดินจู๋จี๋กัน หรือว่าบางกลุ่มที่เดินผ่านมา อาจจะมีเชื้อชาติครบจากทั่วโลกเลยก็ว่าได้ รวมไปถึงอาหารที่มีให้เลือกหลากหลายทุกสัญชาติ ทั้งอเมริกัน จีน เม็กซิกัน ญี่ปุ่น เกาหลี หรือแม้กระทั่งอาหารไทย ถือเป็นเรื่องใหม่ของเราจริงๆ นะ แล้วเราก็รู้สึกชอบมากๆ ด้วย มันให้ความรู้สึกเท่าเทียม สิทธิเสรีภาพของที่นี่ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนต้องเคารพ ไม่ว่าเราจะมาจากที่ไหน ผิวสีอะไร แต่ที่นี่ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกันเสมอ

ส่วนคำถามที่ว่าเราเหมาะสมที่จะอยู่นิวยอร์กรึเปล่า อาจจะต้องใช้เวลาอีกหน่อยในการพิสูจน์

นิวยอร์กมีความหลากหลายมากพอให้เราเลือกตักตวงโอกาสกลับไป แค่อย่าไปกลัวถ้าตัวเองเป็นคนเดินช้า ทั้งในชีวิตจริงและในความฝัน ถ้าความสำเร็จคือเป้าหมายในชีวิตเราก็ค่อยๆ ขยับไปเรื่อยๆ ก็ได้ ทำวันนี้ให้ดีที่สุดก่อนก็พอ อย่ารีบร้อน ถ้าเมื่อไหร่ที่รู้สึกเหนื่อยก็แค่ลองหยุดวิ่งสักพัก แล้วลองเดินช้าๆ ถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่ค่อยกลับมาวิ่งใหม่ก็ยังไม่สาย เก็บเกี่ยวประสบการณ์ระหว่างทางให้มีความสุขก็พอ ความฝันทำให้เราใช้ชีวิตอย่างมีความหวัง และถ้ายังมีหวังเราก็จะมีกำลังใจที่จะลงมือทำความฝันนั้นเสมอ เข็มนาฬิกายังมีทั้งเข็มวินาที นาที และเข็มชั่วโมงเลย เราอาจจะเป็นแค่เข็มชั่วโมงที่เดินไปอย่างช้าๆ ทีละนิดๆ ดูเข็มอื่นๆ เค้าประสบความสำเร็จกันไปก่อน แต่ก็เอาน่า…อีกไม่นาน เข็มชั่วโมงก็ต้องถึงจุดหมายปลายทางได้เหมือนกัน

ป.ล. พอมาอยู่นิวยอร์กจริงๆ ทำให้ดูหนัง Begin Again สนุกขึ้นเยอะเลย

นิวยอร์กเกอร์สอนคนเดินช้าอย่างผมให้ออกวิ่ง

Writer & Photographer

Avatar

คณิศ ปิยะปภากรกูล

นักร้อง-นักแสดง ที่ผันตัวเองมาเป็น Youtuber เริ่มออกเดินทางตามความฝันการเป็นเชฟทำขนมมือใหม่

To Be Continued

การเดินออกจากวงการบันเทิงไทยไปสู่การทำอาหาร นิวยอร์ก และชีวิตที่คาดเดาไม่ได้

ถ้าบทความนี้เป็นเหมือนกระเป๋าเดินทางสักใบ มันก็คงเป็นกระเป๋าใบใหญ่ที่เราแบกมันขึ้นหลัง แล้วพกพามันไปดูแสงสีบนตึกสูงที่นิวยอร์ก พามันบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาปีนป่ายบนกำแพงเมืองจีน มันคงจะเต็มไปด้วยฝุ่นและรอยขาดจากการผจญภัย ด้านในคงจะเต็มไปด้วยประสบการณ์ที่เราเก็บเกี่ยวระหว่างทางจนแทบจะล้นออกมา

ถ้าบทความนี้จะต้องเป็นบทสรุปเรื่องราวการเดินทางของเรา มันคงยากที่จะบอกเล่ารายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ทั้งหมดระหว่างทาง และขมวดให้จบภายในข้อความไม่กี่หน้ากระดาษ

เต็งหนึ่ง คณิศ, คณิศ ปิยะปภากรกูล, นิวยอร์ก, เต็งหนึ่ง ทำขนม

ถ้าเป็นไปได้เราก็คงอยากให้บทสรุปครั้งนี้เป็นบทสรุปของความสุข ความสำเร็จ มากมาย ที่ถ้าเป็นการแสดงสักหนึ่งโชว์ ทุกคนจะต้องลุกขึ้นยืนปรบมือ หรือถ้าเป็นไปได้ เราก็อยากจะเขียนว่าเราได้เปิดร้านขนมอย่างที่ตั้งใจไว้ ได้มีโอกาสทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากมายต่อจากนั้น อย่างที่ทุกคนคาดหวัง

แต่ในความเป็นจริง ชีวิตคนเรามันไม่ง่ายขนาดนั้น

ถ้าคำว่า ‘To be Continued’ ที่พี่ก้อง ทรงกลด ตั้งให้หลังจากมีโอกาสได้พูดคุยกันบ่อยๆ และคิดว่าเป็นชื่อที่เหมาะกับบทความของเรามากที่สุด มันก็คงเป็นคำที่อธิบายบทสรุปของการเดินทางของเราอย่างที่พี่ก้องบอกจริงๆ นั่นแหละ ชีวิตมันยังคงต้องเดินต่อ ไม่มีสิ้นสุด คำว่าสิ้นสุดมันอาจเป็นวันที่เราไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้แล้วก็ได้  

สิ่งที่เรายึดมั่นกับตัวเองตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็คือ การจริงใจกับตัวเอง และเชื่อว่าความสามารถของคนเราไม่ได้มีขีดจำกัดแค่คำว่า ‘ทำไม่ได้’ ไม่มีใครที่บอกตัวเราได้ดีเท่ากับตัวเราเองหรอก

เมื่อเราเติบโตขึ้น เราได้เรียนรู้ถึงการอดทนต่อสิ่งที่ยังมาไม่ถึง เราเรียนรู้ที่จะยอมทำบางอย่างที่เราอาจจะไม่โปรดปรานมากนัก เพื่อสะสมกำลังให้เพียงพอที่จะได้ทำสิ่งที่เราเฝ้ารอ ชีวิตมันก็แบบนี้แหละเราว่า และมันก็ยังจะเป็นแบบนี้ต่อไป

เต็งหนึ่ง คณิศ, คณิศ ปิยะปภากรกูล, นิวยอร์ก, เต็งหนึ่ง ทำขนม เต็งหนึ่ง คณิศ, คณิศ ปิยะปภากรกูล, นิวยอร์ก, เต็งหนึ่ง ทำขนม

ตลอดระยะเวลาการเดินทางไกลของความฝันนี้ เราได้ค้นพบว่า ยังมีคนที่มีฝันเหมือนกับเราอีกเยอะแยะมากมาย ที่อาจจะทำมันสำเร็จแล้วบ้าง กำลังค้นหาตัวตนในสิ่งที่ตัวเองอยากจะเป็นบ้าง หรือบางคนอาจจะได้ลองออกผจญภัยแล้ว ล้มลุกคลุกคลานมาแล้วบ้าง นั่นแหละครับ ความหมายของการเดินทางไกลที่เรารู้สึก เราคือเพื่อนกัน

เราคงไม่กล้าบอกให้ใครทิ้งทุกอย่างในชีวิตเพื่อมาผจญภัยในการตามหาฝันเหมือนที่เราทำ มันอาจจะยากจนเกินไป แต่ละคนมีภาระหน้าที่ที่แตกต่างกัน แต่เราเองก็ไม่อยากให้หลงลืมความสุขในการทำสิ่งที่รัก เชื่อเถอะว่า ชีวิตมีจังหวะและเวลาของมัน ถ้าวันนี้มันยังไม่ใช่วันของเรา แต่อย่างน้อยๆ ระหว่างทาง ความฝันก็เป็นกำลังใจที่ทำให้เราต่อสู้กับชีวิตได้ไม่มากก็น้อยเลย

ทุกวันนี้เรายังคงมีความสุขกับการทำขนมเหมือนเดิม หันเหกลับมาทำงานด้านอาหาร โดยเฉพาะขนมที่ตัวเองถนัด สตูดิโอครัวของเรายังคงเปิดรับคนที่สนใจทำขนมเสมอ พอเรามีจังหวะที่เหมาะสม เราก็เปิดขายขนมโฮมเมด ที่เราตั้งใจทำให้ทุกชิ้นเปรียบเสมือนตัวแทนของเราส่งไปถึงผู้รับ ว่าคุณกำลังทานขนมที่เกิดจากความรักและความตั้งใจ

เต็งหนึ่ง คณิศ, คณิศ ปิยะปภากรกูล, นิวยอร์ก, เต็งหนึ่ง ทำขนม

ขนมอาจจะทำให้คุณรู้สึกกลัวว่าน้ำหนักจะขึ้น ถ้าอย่างนั้นเราอาจจะต้องมาแบ่งหน้าที่กันนะ หน้าที่ของคุณคือ การมีความสุขกับการทานขนมหวาน ให้ขนมทำให้วันนั้นเป็นวันที่ดีที่สุดของคุณ ขอให้ขนมหวานทำให้คุณอมยิ้มโดยไม่รู้ตัว ส่วนหน้าที่ของเรา เราจะตั้งใจทำให้ขนมชิ้นนั้นเป็นขนมที่มีคุณภาพที่สุดเท่าที่ความสามารถของเราจะทำได้ มันจะเกิดจากวัตถุดิบที่ดี ขั้นตอนการทำที่ใส่ใจ และส่งถึงคุณอย่างตั้งใจ

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของความฝันเมื่อหลายปีก่อน นำพาเราเดินทางเก็บเกี่ยวสิ่งต่างๆ มากมายให้กับชีวิต ไม่มีเส้นทางไหนหรือทางลัดอะไรเลยที่ช่วยทำให้ชีวิตเราไปถึงจุดที่ประสบความสำเร็จแบบง่ายๆ มีแค่เราต้องลงมือทำมันด้วยตัวเอง เรียนรู้ที่จะหัวเราะ ร้องไห้ ไปกับทุกประสบการณ์ที่เข้ามา เลือกสิ่งที่ดีเก็บไว้ใส่กระเป๋าใบใหญ่ สิ่งไหนที่บั่นทอนจิตใจก็เรียนรู้และทิ้งไว้ แล้วเดินทางลุยต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

ก่อนเราจะไปนิวยอร์ก เราคิดว่าความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่รอเราอยู่ที่นั่น ความยิ่งใหญ่ของเมือง ผู้คนหลากหลายจากทั่วโลก จะทำให้เราค้นพบความสำเร็จ แต่เมื่อเราใช้เวลาแลกกับประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้มา มันทำให้เรารู้ว่า ความสำเร็จอยู่ที่ตัวเรา อยู่ที่ว่าจะมองความสำเร็จในแบบไหนเท่านั้นเอง

เต็งหนึ่ง คณิศ, คณิศ ปิยะปภากรกูล, นิวยอร์ก, เต็งหนึ่ง ทำขนม เต็งหนึ่ง คณิศ, คณิศ ปิยะปภากรกูล, นิวยอร์ก, เต็งหนึ่ง ทำขนม

ถ้าวันหนึ่งเรากลับมาเปิดกระเป๋าใบใหญ่ใบเดิม ที่เราแบกขึ้นหลังออกเดินทางอีกครั้ง เราอยากเล่าให้ทุกคนฟังว่า เราพูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่วแล้วนะ เราได้เรียนรู้เทคนิคการทำงานในร้านอาหาร ไม่อยากจะเชื่อว่าเราเริ่มพูด อ่าน เขียน ภาษาจีนได้มากขึ้นเรื่อยๆ และที่สำคัญ เราค้นพบว่าเราชอบการทำขนมมากแค่ไหน

คำว่า ‘ประสบความสำเร็จ’ ของเราในตอนนี้ เราคิดว่ามันคือการที่เรากล้าตัดสินใจออกเดินทางในเส้นทางที่เราไม่คุ้นเคยเมื่อหลายปีก่อนนั่นแหละ ไม่มีชัยชนะไหนยิ่งใหญ่ได้เท่าชนะใจตัวเองจริงๆ ทุกคำถามในหัวที่ว่า เราจะเปลี่ยนงานทำไม เป็นนักแสดงก็ดีอยู่แล้ว มันค้นพบคำตอบว่า ไม่ว่าจะทำอะไร ถ้าเกิดจากความรัก ความสนุก ในการลงมือทำมัน ผลจะออกมาเป็นสิ่งที่น่าพอใจเสมอ อะไรที่เกิดขึ้นแล้ว มันดีที่สุดเสมอ

ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เราจะอยู่ที่มุมไหนของโลก เราจะยังมีโอกาสได้ทำในสิ่งที่หวังไว้อยู่หรือเปล่า แต่เราจะยังเป็นเราคนเดิม ที่เชื่อมั่นในความฝัน และไม่เคยหยุดที่จะพัฒนาตัวเองอย่างแน่นอน

To be continued…

เต็งหนึ่ง คณิศ,  เต็งหนึ่ง คณิศ ปิยะปภากรกูล, นิวยอร์ก, เต็งหนึ่ง ทำขนม

Writer & Photographer

Avatar

คณิศ ปิยะปภากรกูล

นักร้อง-นักแสดง ที่ผันตัวเองมาเป็น Youtuber เริ่มออกเดินทางตามความฝันการเป็นเชฟทำขนมมือใหม่

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load