เอ๊ะโอ… เสาเครื่องกระจายเสียงค่อยๆ โผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน พร้อมกับเสียงป่าวประกาศ 

“ถึงเวลาสนุกแล้วสิๆ” 

ในขณะเดียวกัน พระอาทิตย์หน้าเด็กทารกพร้อมรอยยิ้มและดวงตากลมโตก็กำลังค่อยๆ ลอยขึ้นตัดกับเส้นขอบฟ้าและเนินทุ่งหญ้าเขียว เป็นสัญญาณว่าวันใหม่ในดินแดนของเหล่า ‘เทเลทับบีส์’ (Teletubbies) ทั้ง 4 ทิงกีวิงกี, ดิปซี, ลาล่า และ โพ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

สถาปัตยกรรมโพสต์โมเดิร์นใน Teletubbies รายการเด็กสะท้อนสังคม พื้นที่ปลอดภัยไร้ผู้ใหญ่

ทิวทัศน์ของทุ่งหญ้าเขียวขจี เขื่อนเนินเขาสูงต่ำต่างระดับโอบรอบล้อมบ้านทรงโดมหลังคา ปกคลุมด้วยหญ้าที่ฝังตัวอยู่ในจุดศูนย์กลางของพื้นที่ และกังหันลมวิเศษบนยอดเนิน เป็นเอกลักษณ์ของฉากสุดคลาสสิกของ เทเลทับบีส์ รายการโทรทัศน์สำหรับเด็กก่อนวัยเรียนในยุค 90 ที่บอกเล่า สะท้อนค่านิยมทางสังคม และจิตวิญญาณของยุค หรือที่เรียกกันว่า ไซท์ไกสท์ (Zeitgeist) ได้เป็นอย่างดี

สถาปัตยกรรมโพสต์โมเดิร์นใน Teletubbies รายการเด็กสะท้อนสังคม พื้นที่ปลอดภัยไร้ผู้ใหญ่

เทเลทับบีส์ ตามแบบต้นฉบับออกอากาศในช่วงเช้าทางช่อง BBC II ประเทศอังกฤษ ระหว่าง ค.ศ. 1997 – 2001 สร้างโดย แอนดรูว์ ดาเวนพอร์ท (Andrew Davenport) ผู้เขียนบทกว่า 365 ตอนของรายการ และ แอนน์ วูด (Anne Wood) ผู้อยู่เบื้องหลังคอนเซ็ปต์ของรายการและฉากของเทเลทับบีส์แลนด์ บ้านโดมซึ่งพลางตัวในเนินหญ้าที่ภายในซุกซ่อนไปด้วยเทคโนโลยีสุดไฮเทค 

เนื้อหาของรายการ เทเลทับบีส์ เน้นส่งเสริมการเรียนรู้แบบเนียนๆ โดยให้เด็กสอนกันเอง ช่วงหนึ่งของรายการนั้นจะนำคลิปวิดีโอกิจกรรมของเหล่าเด็กๆ จากที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการรีดนมวัวในฟาร์ม การทำพิซซ่าในร้านอาหาร ไม่ก็ชงช็อกโกแลตร้อนในคาเฟ่ และอื่นๆ มาฉายผ่านจอทีวีบนหน้าท้องเหล่าเทเลทับบีส์ทั้งสี่ 

โดยเมื่อกังหันลมวิเศษเริ่มหมุน เหล่าเทเลทับบีส์จะมารวมตัวกัน เพื่อลุ้นว่าคลิปวิดีโอจะไปโผล่บนหน้าท้องของใคร ในช่วงอื่นๆ ของรายการนั้น เหล่าเทเลทับบี้บ้างก็วิ่งเล่นไปรอบๆ เต้น ร้องเพลง หัวเราะ กลิ้งไปมาบนพื้น เล่นสไลเดอร์ ทำทับบีส์คัสตาร์ด รือขนมปังปิ้ง อยู่ในเทเลทับบีส์แลนด์นั่นเอง 

สถาปัตยกรรมโพสต์โมเดิร์นใน Teletubbies รายการเด็กสะท้อนสังคม พื้นที่ปลอดภัยไร้ผู้ใหญ่
สถาปัตยกรรมโพสต์โมเดิร์นใน Teletubbies รายการเด็กสะท้อนสังคม พื้นที่ปลอดภัยไร้ผู้ใหญ่

 เทเลทับบีส์แลนด์

เทเลทับบีส์แลนด์เป็นฉากถ่ายทอดขอบเขตของดินแดนอันบริสุทธิ์ที่มีแต่ความสนุกสนาน ซึ่งทุกๆ วันนั้นเป็นฤดูร้อน อากาศดี มีพระอาทิตย์ยิ้มแย้มและสดใส เทเลทับบีส์ จาก ค.ศ. 1997 – 2001 ไม่ได้ถ่ายทำในสตูดิโอ แต่เป็นการถ่ายทำกลางแจ้ง โดยทีมงานต้องขุดหลุม ปรับพื้นที่ ก่อสร้าง เซ็ตฉากเนินเขาและบ้านโดมบนพื้นที่ของฟาร์มทุ่งนาในเมือง Wimpstone มณฑล Warwickshire ประเทศอังกฤษ 

แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายสำหรับแฟนๆ ที่อยากจะไปวิ่งเล่นในดินแดนแห่งนี้สักครั้ง เพราะด้วยกระแสตอบรับที่ดีมากๆ ทำให้มีผู้คนจำนวนมากมายแอบแวะเวียนไปยังเทเลทับบีส์แลนด์ ณ ฟาร์มชนบทแห่งนี้ ที่ซึ่งไม่เคยต้องการจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว จนทำให้เจ้าของที่และคนในท้องถิ่นรู้สึกอึดอัดกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นและการบุกรุกพื้นที่ปศุสัตว์ของตัวเอง

12 ปีหลังจากหลังนั้น ใน ค.ศ 2013 เจ้าของที่ได้ตัดสินใจปล่อยน้ำให้ท่วมดินแดนแห่งนี้ และเปลี่ยนให้กลายบ่อเพาะเลี้ยงปลาและขายพืชน้ำแทน

สถาปัตยกรรมโพสต์โมเดิร์นใน Teletubbies รายการเด็กสะท้อนสังคม พื้นที่ปลอดภัยไร้ผู้ใหญ่

เทเลทับบีส์ เป็นรายการที่สามารถจับกลิ่นอาย สาระสำคัญของสมัยนิยม และปฏิกิริยาของผู้คนรวมถึงเด็กๆ ในช่วงปลายยุค 90 ได้เป็นอย่างดี สภาพสังคมและสภาพแวดล้อมที่ถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี เครื่องจักร หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติที่กำลังพัฒนา และค่อยๆ เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของพวกเรามากขึ้นเรื่อยๆ หลายคนอาจคิดว่าเทเลทับบีส์เป็นสิ่งมีชีวิตต่างดาวเข้ามาอาศัยบนโลก แต่แท้ที่จริงแล้ว แรงบันดาลใจของตัวละครและองค์ประกอบนั้น เริ่มต้นมาจากความสำเร็จในการเดินทางไปดวงจันทร์ใน ค.ศ. 1969 จนถึงความเทอะทะและท่าทางการเดินแปลกๆ ของมนุษย์ในชุดนักบินอวกาศ ที่ทำให้รู้สึกเหมือนเด็กทารกสวมผ้าอ้อม 

ทิงกีวิงกี, ดิปซี, ลาล่า และ โพ เป็นเด็กทารก 3 ขวบในชุดนักบินอวกาศที่มีเสารับสัญญาณบนหัวและจอทีวีบนหน้าท้อง

ทับบีส์ทรอนิกส์ซูเปอร์โดม

สถาปัตยกรรมโพสต์โมเดิร์นใน Teletubbies รายการเด็กสะท้อนสังคม พื้นที่ปลอดภัยไร้ผู้ใหญ่

สภาพแวดล้อมภายนอกของเทเลทับบีส์แลนด์ล้อมรอบไปด้วยทุ่งหญ้าเขียวขจี ต้นไม้ ทุ่งดอกไม้หลากสีสัน กระต่ายอีสเตอร์วิ่งไปมา แม้กระทั่งบ้านทรงโดมก็ยังมีหลังคาปูหญ้า เหมือนตัวบ้านนั้นฝังอยู่ในพื้นดิน และกำลังพรางตัวให้เข้าภูมิทัศน์รอบๆ เป็นรูปแบบของสถาปัตยกรรมที่อ่อนน้อม ไม่ต้องการเป็นจุดดึงสายตาหรือสร้างจุดเด่นใดๆ 

ตัวบ้านประกอบด้วยประตูทางเข้าทางออก ติดตั้งอยู่ด้านหน้าและด้านหลัง หน้าต่าง 4 บานรอบตัวโดม ด้านบนโดมมีรูเชื่อมต่อกับสไลเดอร์สีชมพู ที่เทเลทับบี้ทั้งสี่ใช้ขึ้นลงในช่วงเปิดและปิดรายการ ประตูและหน้าต่างออกแบบจากรูปทรงครึ่งวงกลม เจาะช่องแพตเทิร์นรูปดอกไม้ช่วยการสร้าง ‘Ornament’ หรือ อลงกรณ์เครื่องประดับตกแต่งที่มีฟังก์ชันและความหมายให้กับตัวบ้าน 

ในนัยยะหนึ่ งรูปทรงกลีบดอกไม้ทำหน้าที่เป็นช่องให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามา อีกนัยยะช่วยสร้างบุคลิกและความสนุกให้กับบ้าน พร้อมสร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างสิ่งปลูกสร้างกับธรรมชาติภายนอก

สถาปัตยกรรมโพสต์โมเดิร์นใน Teletubbies รายการเด็กสะท้อนสังคม พื้นที่ปลอดภัยไร้ผู้ใหญ่
สถาปัตยกรรมโพสต์โมเดิร์นใน Teletubbies รายการเด็กสะท้อนสังคม พื้นที่ปลอดภัยไร้ผู้ใหญ่

‘ทับบีส์ทรอนิกส์ซูเปอร์โดม’ คือชื่อที่ทางรายการตั้งให้กับบ้านหลังนี้ ซึ่งมีสถาปัตยกรรมภายในแตกต่างกับบรรยากาศภายนอกเสียเหลือเกิน 

เมื่อผ่านประตูอัตโนมัติเข้าด้านใน เราจะพบกับกลิ่นอายสถาปัตยกรรมยุคโพสต์โมเดิร์น (Post- modern) ว่าด้วยการปลดแอกจากความซ้ำซากทางรูปทรง และความจืดชืดของสถาปัตยกรรมจากยุคโมเดิร์นที่เน้นประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก ในหลายๆ ครั้ง สถาปัตยกรรมโพสต์โมเดิร์นมักถูกมองว่าเป็นการออกแบบที่เอ่อล้น การใช้สัญลักษณ์ของรูปทรงฟุ่มเฟือย ในทางกลับกัน แก่นแท้ของสถาปัตยกรรมยุคโพสโมเดิร์นคือการสร้างประสบการณ์เชิงพื้นที่ให้กับผู้ใช้งาน

ในบริบทของฉากภายในของบ้านโดมหลังนี้ ถ่ายทอดสภาพแวดล้อมของบ้านที่ผสมผสานรูปแบบพื้นที่ของยานอวกาศเข้ากับเครื่องเล่นเด็ก หลายองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมยังคงทำหน้าที่ของมัน เพียงแต่ถูกปรับแต่งรูปร่าง เพื่อสร้างธีมของความสนุกสนานมากขึ้น 

ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างของโดม รางสายไฟ แผงควบคุม ท่อน้ำ หลอดไฟ และไฟทางเดิน ซึ่งช่วยสร้างลายเส้นและแพตเทิร์นให้กับผนังโดยรอบของบ้าน เครื่องเล่นสไลเดอร์ถูกนำมาใช้แทนบันได เชื่อมพื้นชั้นล่างกับบนหลังคาโดม รถเข็นเด็กปรับเปลี่ยนให้เป็นเตียงนอน เครื่องเล่นสปริงเด้งดึ๋งก็นำมาใช้เป็นเฟอร์นิเจอร์โต๊ะและเก้าอี้รับประทานอาหาร 

เยี่ยมบ้าน Teletubbies สถาปัตยกรรมโพสต์ยุคโมเดิร์นของรายการเด็กยุค 90 ที่สะท้อนค่านิยมทางสังคมและจิตวิญญาณแห่งยุค

ไม่เพียงเท่านั้น อิทธิพลของอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านอันเป็นผลพวงมาจากยุคโมเดิร์น ทั้งตู้เย็น เตาแก๊ส เครื่องปิ้งขนมปัง โทรทัศน์ เครื่องดูดฝุ่น วิทยุ และระบบอัตโนมัติ ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตสมัยใหม่ จนกลายเป็นสิ่งที่ทุกๆ คนคุ้นเคย 

ในโลกของเทเลทับบี้ เครื่องจักรและอุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้านก็เป็นส่วนสำคัญของฉากที่เข้ามาสร้างความตลกขบขัน และยังช่วยขับเคลื่อนเนื้อหาของรายการ เหล่านี้ถูกออกแบบเสมือนว่ามีชีวิตผ่านการเคลื่อนไหวและเสียงเอฟเฟกต์ของเครื่องยนต์

เสาลำโพงกระจายเสียงผุดขึ้นทั่วเทเลทับบีส์แลนด์ เพื่อแจ้งเตือนเหตุการณ์สำคัญต่างๆ แผงควบคุมที่ทำงานด้วยเสียง เป็นเครื่องผลิตฟองน้ำที่เหล่าทับบี้ใช้เพื่อทำความสะอาดตัวเอง เครื่องปิ้งขนมปังและเครื่องทำคัสตาร์ดทับบี้ที่สร้างความเลอะเทอะภายในบ้านเสมอ 

ตอนไหนที่อุปกรณ์เหล่านี้เกิดเสียขึ้นมา จะก่อความวุ่นวายอย่างมากให้กับ นูนู้ (Noo-noo) เครื่องดูดฝุ่นสีฟ้าที่ทำงานด้วยระบบอัตโนมัติและมีดวงตาขยับไปมาได้ คอยตามเก็บกวาดเศษอาหารและสิ่งสกปรก ถือเป็นผู้รักษาความสะอาดเพียงผู้เดียวในซูเปอร์โดมแห่งนี้ โดยเสียงขณะดูดกลืนทำความสะอาดนั้น ก็ไม่ต่างกับเสียงบ่นพึมพำของพวกผู้ใหญ่เลย

ซูเปอร์โดมใน ค.ศ. 2005

เยี่ยมบ้าน Teletubbies สถาปัตยกรรมโพสต์ยุคโมเดิร์นของรายการเด็กยุค 90 ที่สะท้อนค่านิยมทางสังคมและจิตวิญญาณแห่งยุค
เยี่ยมบ้าน Teletubbies สถาปัตยกรรมโพสต์ยุคโมเดิร์นของรายการเด็กยุค 90 ที่สะท้อนค่านิยมทางสังคมและจิตวิญญาณแห่งยุค

เทเลทับบีส์ ต้นฉบับออนแอร์ตอนสุดท้ายใน ค.ศ. 2001 ต่อมาใน ค.ศ. 2015 มีการสร้างเวอร์ชันรีบูต โดยนำเรื่องราวของบทต้นฉบับกลับมาทำใหม่ และเนื่องด้วยสัญญาเช่าการถ่ายทำในฉากกลางแจ้งได้สิ้นสุดลง ทางทีมงานจึงต้องสร้างโมเดลจำลองขนาดใหญ่ (ขนาด 1 : 20) ของเทเลทับบีส์แลนด์ ส่วนตัวนักแสดงก็ต้องเปลี่ยนจากแสดงในสถานที่จริง เป็นฉากพื้นหลังบลูสกรีนเพื่อนำมาตัดต่อ CGI ในภายหลัง 

รูปลักษณ์ภายนอกของโมเดลจำลองนั้นไม่ได้เปลี่ยนไปจากฉากต้นฉบับมากเท่าไหร่ นอกจากใช้เทคนิคทำให้ตัวบ้านโดมกลมกลืนไปกับเนินเขามากขึ้น

ส่วนฉากภายในของซูเปอร์โดมถ่ายทำในสตูดิโอ การตกแต่งสถาปัตยกรรมภายในมีการปรับเปลี่ยนไปไม่น้อย ที่เห็นได้ชัดคือ การเปลี่ยนโทนสีของฉากในหลายๆ จุด เช่น โครงสร้างของโดม หน้าต่าง และประตู ที่ทาสีเหลือง พื้นบ้านปูด้วยพรมสีเขียวเหมือนทุ่งหญ้าด้านนอก เตียงและเฟอร์นิเจอร์เน้นการใช้สีส้ม นูนู้ เครื่องดูดฝุ่นก็พ่นสีใหม่จากสีฟ้าเป็นสีส้ม อุปกรณ์เครื่องใช้อื่นๆ เน้นไปทางโทนสีชมพู 

นอกจากนั้น ทางรายการยังเพิ่มอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างโทรศัพท์เทเลทับบีส์แบบหน้าจอสัมผัสเข้าไปในฉากใหม่ เมื่อมองภาพรวมแล้ว โฉมใหม่ของฉากนี้ให้ความรู้สึกเหมือนว่าบ้านโดมแห่งนี้ได้กลายเป็นห้องของเล่นขนาดใหญ่ไปแล้ว

เยี่ยมบ้าน Teletubbies สถาปัตยกรรมโพสต์ยุคโมเดิร์นของรายการเด็กยุค 90 ที่สะท้อนค่านิยมทางสังคมและจิตวิญญาณแห่งยุค

“หมดเวลาสนุกแล้วสิ หมดเวลาสนุกแล้วสิ”

อย่างไรก็ตาม เทเลทับบีส์ ยังครองตำแหน่งรายการอมตะในความทรงจำอันเลือนรางจากวัยเด็ก ในฐานะเขตปลอดภัยที่ไม่มีผู้ใหญ่ เป็นลานละเล่นในทุ่งหญ้าสีเขียวอันกว้างใหญ่ไกลสุดลูกหูลูกตา 

ขณะที่เรารับชมรายการผ่านจอทีวี เหล่าเทเลทับบีส์ก็มองดูชีวิตของเด็กๆ ผ่านจอทีวีบนหน้าท้อง รายการทีวีสุดคลาสสิก จับสาระสำคัญของกระแสสังคมเกี่ยวกับเทคโนโลยี ชุด และยานอวกาศ และปรับเปลี่ยนเป็นฉากสร้างความตลกขบขัน การเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้า หุ่นยนต์ และเครื่องจักร ให้กลายเป็นเหมือนเพื่อนหนึ่งคนสำหรับเด็กๆ

เยี่ยมบ้าน Teletubbies สถาปัตยกรรมโพสต์ยุคโมเดิร์นของรายการเด็กยุค 90 ที่สะท้อนค่านิยมทางสังคมและจิตวิญญาณแห่งยุค

สมดุลของสมัยนิยม

ฉากจากต้นฉบับใน ค.ศ. 1997 และฉบับรีเมกใน ค.ศ. 2015 สื่อสารผ่านสถาปัตยกรรมโพสต์โมเดิร์น การใช้สีและเครื่องประดับตกแต่งที่มีฟังก์ชัน ไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องประดับตกแต่ง ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมพร้อมทั้งถ่ายทอดบรรยากาศของความสุขสนุกสนาน ซึ่งถ้าเลือกใช้สถาปัตยกรรมแบบมินิมอลหรือโมเดิร์น ก็อาจสื่อออกมาไม่ได้ดีเท่านี้

ข้อถกเถียงที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมร่วมสมัยในยุคปัจจุบันคือ สถาปนิกหลายๆ คนคุ้นชินกับการออกแบบด้วยรูปทรงที่เรียบง่าย วัสดุดิบ สีขาว ความงามบริสุทธิ์ จนการใช้สีสันหลากหลาย สิ่งประดับตกแต่ง และสัญลักษณ์ กลายเป็นเครื่องมือที่ไม่นิยมใช้ในงานออกแบบอีกต่อไป เหมือนกับว่าวันหนึ่งบ้านแต่ละหลังก็เลิกติดวอลเปเปอร์ เพราะเราต้องการความงามแบบมินิมอล หรืออาจเป็นเพราะสถาปนิกไม่อยากสร้างงานสถาปัตยกรรมที่ล้นจนเกินงาม

เยี่ยมบ้าน Teletubbies สถาปัตยกรรมโพสต์ยุคโมเดิร์นของรายการเด็กยุค 90 ที่สะท้อนค่านิยมทางสังคมและจิตวิญญาณแห่งยุค

แต่คิดดูดีๆ แล้ว การทำแบบนี้ก็ไม่ต่างจากการโยนเครื่องมือในการออกแบบหนึ่งชิ้นทิ้งไปหรือไม่ การเลือกที่ไม่ใช้สีสันหรือเครื่องประดับตกแต่งจนเคยชิน มันทำให้เราขาดทักษะในการใช้เครื่องมือ และทำให้เรากลายเป็นคนไม่รู้หนังสือ ที่อ่านความหมายของสัญลักษณ์ตามอาคารสถาปัตยกรรมไม่ได้ไปแล้วหรือเปล่า

ไม่แน่ว่า ไซท์ไกสท์ (Zeitgeist) ของสถาปัตยกรรมร่วมสมัยในยุคนี้ อาจจะหมายถึงการออกไปตามหาสมดุลระหว่างการออกแบบสถาปัตยกรรมที่มีทั้งฟังก์ชันและจิตวิญญาณ โดยสามารถถ่ายทอดประสบการณ์เชิงพื้นที่ ขณะเดียวกันก็ยังตอบสนองการใช้งานของผู้ใช้อาคาร 

ซึ่ง ณ ตอนนี้ เราจะขอละไว้ให้นักประวัติศาสตร์ในอนาคต มองย้อนกลับมาแล้วตีความถึงสมัยนิยมของสถาปัตยกรรมของยุคนี้กันต่อไป

ข้อมูลอ้างอิง

Teletubbies, 1997-2001 Ragdoll Productions Anne Wood & Andrew Davenport (Creator), 2015 – Present Darrall Macqueen Production, BBC Television Network 

www.bbc.com/historyofthebbc/anniversaries/march/teletubbies-begins

www.theguardian.com/tv-and-radio/2013/jun/03/how-we-made-teletubbies

us.teletubbies.com/about-teletubbies/www.architecturaldigest.com/story/house-teletubbies-decor-set
endboard.blogspot.com/2018/09/teletubbies-archive.html/britishcinematographer.co.uk/new-teletubbies-gets-a-high-tech-cinematographic-approach/

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

Set Design

ทฤษฎีสถาปัตยกรรมในภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องสังคม ความเชื่อ และยุคสมัย

หากคนคนหนึ่งกำลังหลงทางและหาซอยหนึ่งอยู่ สิ่งที่จำได้มีเพียงยายชราใส่เสื้อคอกระเช้าและผ้าถุงลายไทยนั่งขายกล้วยทอดอยู่ปากซอย

พูดมาเพียงเท่านี้ หลายคนคงร้องอ๋อ และพอจะเดาจุดหมายปลายทางของเขานั้นได้ 

ใช่แล้วครับ เขากำลังตามหา ‘ซอยเถิดเทิง’

สถาปัตยกรรม ‘ซอยเถิดเทิง’ กับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในชุมชนขนาดย่อมตลอด 25 ปี

‘ชุนชมเถิดเทิง’ คือฉากในซิตคอมเกมโชว์อมตะจากรายการ ระเบิดเถิดเทิง ที่ไม่ว่าดารารุ่นใหญ่หรือรุ่นเล็ก หลายยุคหลายสมัย ก็ต่างเคยแวะเวียนมาสร้างสีสันและเสียงหัวเราะที่ซอยแห่งนี้ 

รายการ ระเบิดเถิดเทิง เริ่มออกอากาศบนจอทีวีครั้งแรกใน พ.ศ. 2539 ต่อเนื่องจนมาถึงวันนี้ใน พ.ศ. 2564 เป็นเวลารวมกว่า 25 ปี 

สถาปัตยกรรม ‘ซอยเถิดเทิง’ กับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในชุมชนขนาดย่อมตลอด 25 ปี

ตัวละครและฉากใน ‘ซอยเถิดเทิง’ เองก็มีการเปลี่ยนแปลงผ่านยุคสมัยจากรุ่นสู่รุ่น แบบที่เรียกได้ว่าไม่เคยตกยุค บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของคนในชุมชนอย่างตรงไปตรงมา ภายใต้มุกตลกขบขันที่แฝงไปด้วยข้อเท็จจริงของปัญหาทางสังคมในขณะนั้น

รูปแบบของฉากที่ยึดโยงกับคาแรกเตอร์ตัวละคร เป็นเสน่ห์และเอกลักษณ์ที่ไม่เพียงสร้างเสียงฮาให้กับผู้ชม แต่ยังช่วยให้ผู้ชมจดจำสภาพแวดล้อมของซอยเถิดเทิงได้ดีอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นร้านรถเข็นกล้วยแขกหน้าซอยของยายชา ผู้รับรู้เรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นในซอย โดยพักหลังๆ แกจะเริ่มมีการหูตึง ได้ยินอะไรผิดๆ ถูกๆ หรือจะเป็นร้านขายของชำของเจ๊หม่ำ ผู้มีนิสัยขี้บ่นและชอบสั่งการให้อาโกวทำโน่นทำนี่ ไปจนถึงบทบาทคุณนายสะอาดเจ้าของบ้านเช่าในซอยเถิดเทิง และทนายประสิทธิ์ที่คอยตามเก็บค่าเช่าจากผู้คนในชุมชน เป็นต้น

สถาปัตยกรรม ‘ซอยเถิดเทิง’ กับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในชุมชนขนาดย่อมตลอด 25 ปี

ซอยเถิดเทิงเป็นซอยที่ไม่หยุดนิ่ง มีการพัฒนา ขยับขยาย และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา 

ส่วนชุมชนถ่ายทอดรูปแบบของคนทำมาหากินหลังกำแพงวัด บางบ้านหาเช้ากินค่ำ บางบ้านเปิดร้านค้าขายของ และบางบ้านทำกิจการเล็กๆ คอยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้คนในชุมชน 

ผู้คนในชุมชนเช่าบ้านอยู่ โดยตัวบ้านในละแวกนั้นทำจากไม้หุ้มด้วยหลังคาสังกะสีสูง มี 1 – 2 ชั้น ผนังภายนอกของตัวบ้านบ่งบอกถึงร่องรอยและการต่อเติมซ่อมแซมด้วยวัสดุที่แตกต่างกันไปตามจุดต่างๆ

จากฉาก ระเบิดเถิดเทิง รุ่นที่ 1 ใน พ.ศ. 2539 – 2546 ไปยังฉากรุ่นที่ 2 ใน พ.ศ. 2548 – 2552 จะเห็นได้ชัดว่าซอยเถิดเทิงนั้นขยายใหญ่ขึ้น เริ่มต้นจากแผงลอยเล็กๆ และร้านรถเข็นหน้าซอยในตอนแรก ภายหลังพัฒนาเป็นร้านค้า บริเวณที่ผู้อยู่อาศัยแบ่งพื้นที่ส่วนตัวของตัวบ้าน ขยายออกมาทำเป็นพื้นที่ค้าขาย ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่โครงการตึกแถว 3 ชั้นขยายเข้ามาเชื่อมต่อกับซอย 

ต่อมาใน ระเบิดเถิดเทิง รุ่นที่ 3 ใน พ.ศ. 2552 – 2553 ร้านสะดวกซื้อเครือใหญ่ได้เข้ามาเปิดกิจการในซอยเป็นที่เรียบร้อย 

20 ปีให้หลัง เนื้อเรื่องดำเนินต่อมาในวันที่เท่ง-โหน่ง อดีตสองนักเลงประจำซอยหวนกลับมาที่ซอยเถิดเทิงอีกครั้ง หลังจากเดินทางออกไปเพื่อทำตามฝันของตัวเอง ใน ระเบิดเถิดเทิงซอยข้าใครอย่าแตะ (พ.ศ 2561 – 2563) เมื่อซอยที่พวกเขารู้จักพัฒนาไปจนแถบจำไม่ได้ 

สถาปัตยกรรม ‘ซอยเถิดเทิง’ กับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในชุมชนขนาดย่อมตลอด 25 ปี

โดยผิวเผินแล้วความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชุมชนเถิดเทิง ไม่ว่าจะผ่านสถาปัตยกรรมที่เปลี่ยนไป วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง ประเภทของร้านค้าที่เพิ่มขึ้น พร็อพและสิ่งของต่างๆ ที่นำมาประกอบถนนหนทางในฉาก อาจเป็นเพียงธรรมชาติของซิตคอมที่มาควบคู่กับโฆษณา ผลิตภัณฑ์ และสปอนเซอร์ ทำให้ฉากของรายการต้องมีปรับเปลี่ยนและขยายเพิ่มเติมอยู่เรื่อยๆ แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันก็ทำให้ฉากในซอยเถิดเทิงนั้นเติบโตไปพร้อมกับผู้ชมและสภาพของสังคมนอกจอทีวี

ซอยเทิดเถิงระหว่าง พ.ศ. 2539 – 2553

สถาปัตยกรรม ‘ซอยเถิดเทิง’ กับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในชุมชนขนาดย่อมตลอด 25 ปี
ผังแปลนซอยเถิดเทิง พ.ศ. 2539 – 2553 โดย ลภัสรฎา ปั้นดี

ฉากของซอยเถิดเทิงนั้นมีหลายสำเนา ตัวแปลนที่เห็นอยู่ด้านบนเป็นเพียงแปลนลูกผสมรวมฉากในรุ่นที่ 1 – 3 ซึ่งเป็นส่วนหน้าของซอยเถิดเทิงที่เป็นหัวใจของชุมชน ประกอบไปด้วยร้านขายของชำของเจ้หม่ำ คลังเสบียงและห้องอาหารสำหรับคนในชุมชน ร้านซ่อมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า วิทยุ ทีวี พัดลม เฉื่อยการช่าง ร้านตัดผมเสริมสวยของเจ้ตุ่ม ร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์ ร้านขายหนังสือพิมพ์ และร้านยาดองที่ภายหลังถูกรื้อถอน และสร้างเป็นร้านสะดวกซื้อเปิดตลอด 24 ชั่วโมงขึ้นมาแทน ตลอดจนร้านรถเข็นของยายชา ซึ่งเป็นแหล่งรวมข่าวมั่วและข่าวลือของคนในชุมชน

ผังแปลนซอยเถิดเทิง พ.ศ. 2561 - 2563 โดย ลภัสรฎา ปั้นดี
ผังแปลนซอยเถิดเทิง พ.ศ. 2561 - 2563 โดย ลภัสรฎา ปั้นดี

ผังแปลนซอยเถิดเทิงในยุคคลาสสิกเผยให้เราเห็นถึงความเชื่อมต่อที่คลุมเครือ ระหว่างพื้นที่ภายในตัวบ้านกับพื้นที่สาธารณะนอกตัวบ้าน ประตูบ้านเปิดโล่ง อาณาเขตของบ้านขยายออกไปบนท้องถนนและพื้นที่สาธารณะ การนำกระถางต้นไม้ เฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ เก้าอี้ แผงขายของ ถังขยะ และข้าวของต่างๆ ไปวางเพื่อกำหนดอาณาเขตใหม่ในครอบครอง เพื่อเพิ่มที่ใช้สอยในการค้าขาย แต่ในทางกลับกัน สิ่งเหล่านั้นก็ทำให้พื้นที่สาธารณะเข้าไปเชื่อมต่อกับพื้นชั้นล่างของตัวบ้านเช่นกัน ทำให้รู้สึกเหมือนว่า ห้องน้ำ ห้องครัว และห้องนั่งเล่น กลายเป็นพื้นที่กึ่งสาธารณะไปด้วย 

ผังแปลนซอยเถิดเทิง พ.ศ. 2561 - 2563 โดย ลภัสรฎา ปั้นดี

ซอยเทิดเถิงซอยข้าใครอย่าแตะ (พ.ศ. 2561 – 2563)

ฉากของซอยเถิดเทิงใน พ.ศ. 2561 ตัดมาในส่วนท้ายของซอย มีบ้านของพ่อมหา พ่อบุญธรรมของเท่ง ผู้ยกบ้านหลังนี้เป็นมรดกให้เขา บ้านหลังนี้กลายมาเป็นศูนย์กลางของรายการ โดยแต่เดิม ฉากของบ้านหลังนี้ในยุคคลาสสิกไม่ได้อยู่รวมกับร้านขายของชำ จากการคาดเดาแล้ว หากเราเดินเลียบซอยข้างวัดหลังร้านขายของชำไปทางขวาเรื่อยๆ แล้วข้ามสะพานข้ามคลองมา เราจะพบกับบ้านไม้ของพ่อมหาหลังนี้

ผังแปลนซอยเถิดเทิง พ.ศ. 2561 - 2563 โดย ลภัสรฎา ปั้นดี
ผังแปลนซอยเถิดเทิง พ.ศ. 2561 - 2563 โดย ลภัสรฎา ปั้นดี

ภาพรวมซอยเถิดเทิงในยุคนี้ดูสะอาดและเป็นระเบียบมากขึ้น ถนนหนทางถูกปรับปรุง มีฟุตปาธเพิ่มเข้ามาไว้ สำหรับวินมอเตอร์ไซค์จอดรอคิวรับผู้โดยสารที่ลงมาจากรถไฟฟ้า ท่อระบายน้ำที่สื่อให้ถึงการพัฒนาระบบระบายน้ำในชุมชน ขยะลดน้อยลง 

ส่วนร้านค้าในชุมชนที่ครั้งหนึ่งเราเคยจดจำได้ ถูกแทนที่ด้วยพลาซ่า ร้านค้าในรูปแบบคอมมูนิตี้มอลล์ ซึ่งมีการจัดสรรสัดส่วนชัดเจน มีโซนร้านค้าของใครของมัน โซนทานอาหาร และโซนตลาดนัดตรงลานส่วนกลาง 

ที่อยู่อาศัยก็เริ่มมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ประตูหน้าต่างปิดมิดชิดแตกต่างกับฉากในยุคแรก ที่ตัวบ้านและร้านค้าจะเปิดโล่ง เพื่อเชื่อมต่อกับพื้นที่สาธารณะภายนอก 

หากดูจากแปลนทั้งสอง จะพบว่าฉากในยุคปัจจุบันมีพื้นที่สีเทาเพิ่มขึ้น หมายถึงความต้องการความเป็นส่วนตัวที่มากขึ้นในชุมชน เมื่อจำนวนประชากรในชุมชนเพิ่มมากขึ้น ก็เป็นเรื่องยากที่เราจะไว้ใจทุกคนได้ เหตุผลด้านความปลอดภัยเพื่อป้องกันการลักขโมย อาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่แต่ละบ้านเริ่มกั้นรั้ว กั้นกำแพง ปลูกต้นไม้บังสายตากันและกัน ประหนึ่งสัญลักษณ์ของการเรียกร้องขอความเป็นส่วนตัว

ผังแปลนซอยเถิดเทิง พ.ศ. 2561 - 2563 โดย ลภัสรฎา ปั้นดี
ผังแปลนซอยเถิดเทิง พ.ศ. 2561 – 2563 โดย ลภัสรฎา ปั้นดี
ชวนดูการเติบโตของซอยเถิดเทิงจากซิตคอมในตำนาน ตั้งแต่วันที่ปากซอยคือร้านรถเข็นขายกล้วยทอด จนถึงวันนี้ที่มีสถานีรถไฟฟ้าในชุมชนตัวเอง

บางครั้ง ความเจริญที่เข้ามาในชุมชนก็เป็นดาบสองคมซึ่งไม่ใช่จะมีแต่เรื่องดีเสมอไป อีกสิ่งหนึ่งที่สะท้อนผ่าน ซอยเถิดเทิงซอยข้าใครอย่าแตะ คือการเวนคืนพื้นที่บางส่วนของชุมชน เพื่อเชื่อมต่อทางออกของรถไฟฟ้าที่ยื่นขวางทางเข้าในซอย 

ความเจริญที่ตามมากับรถไฟฟ้าก็มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ชุมชน ในฉาก เราจะเห็นว่าตึกรามบ้านช่องบางส่วนเริ่มติดป้ายประกาศเซ้งหรือหาผู้เช่ารายใหม่ สะท้อนให้ถึงการทยอยย้ายออกของคนในพื้นที่ ซึ่งคาดคะเนว่าเกิดจาก 2 สาเหตุ

หนึ่ง พวกเขาสู้ค่าเช่าที่สูงขึ้นไม่ไหว หรือสอง เจ้าของตึกต้องการขายเพื่อเก็งกำไร เพราะที่ดินราคาสูงขึ้น 

และนั่นก็เป็นสิ่งเดียวกับที่เท่งคิดในวินาทีแรก เมื่อเขาทราบว่าตัวเองได้รับมรดกเป็นบ้านไม้หลังนี้จากพ่อมหา เขาคิดไปถึงการขายให้เสี่ยหมี เพื่อเอาทำที่จอดรถของพลาซ่า แต่ท้ายที่สุด บ้านก็ไม่ได้ถูกทุบและยังคงสภาพอยู่คู่ซอยเถิดเทิงต่อไป

ชุมชนหยุ่นตัว

ชวนดูการเติบโตของซอยเถิดเทิงจากซิตคอมในตำนาน ตั้งแต่วันที่ปากซอยคือร้านรถเข็นขายกล้วยทอด จนถึงวันนี้ที่มีสถานีรถไฟฟ้าในชุมชนตัวเอง
บ้านพ่อมหาในซอยระเบิดเทิดเถิงคลาสสิก
ชวนดูการเติบโตของซอยเถิดเทิงจากซิตคอมในตำนาน ตั้งแต่วันที่ปากซอยคือร้านรถเข็นขายกล้วยทอด จนถึงวันนี้ที่มีสถานีรถไฟฟ้าในชุมชนตัวเอง
บ้านพ่อมหาในระเบิดเทิดเถิงซอยข้าใครอย่าแตะ

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดในซอยเถิดเทิง หากมองผิวเผินอาจเป็นแค่ฉากในละคร เป็นมุกตลกที่เกิดขึ้นเพื่อสร้างเสียงฮาอย่างเดียวเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นมุกตลกและเนื้อหาโดยรวมของซิตคอม มักจะหยิบยกสถานการณ์ เทรนด์ วลี และคำศัพท์ใหม่ๆ ที่กำลังอยู่ในกระแสเข้ามาใช้ในการดำเนินเรื่อง เวลาที่เราย้อนกลับไปดูฉากเก่าๆ เหล่านั้น ก็แอบสะดุ้งเหมือนกันที่ปัญหาเก่าเมื่อ 20 ปีที่แล้วยังคงวนเวียนในปัจจุบัน 

มีอยู่ตอนหนึ่งที่ซอยข้างๆ กำลังถูกเวนคืนที่เพราะทางด่วนกำลังจะมาลง ชาวเถิดเทิงเริ่มตื่นตระหนก กลัวว่าเจ้าหน้าที่จะเข้ามาขอเวนคืนที่ซอยนี้บ้าง สร้างความวุ่นวายให้กับคนในชุมชนเป็นอย่างมาก เพราะชาวบ้านไม่อยากย้ายออกจากที่รกรากของตน ซึ่งท้ายที่สุด ซอยเถิดเทิงก็มีสถานีรถไฟฟ้ามาลงในซอยจนได้

สถาปัตยกรรม ‘ซอยเถิดเทิง’ กับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในชุมชนขนาดย่อมตลอด 25 ปี

หากพูดกันอย่างเป็นกลางแล้ว สังคมและเมืองมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาโดยธรรมชาติ ผังแปลนของชุมชนเถิดเทิงในยุคแรกอาจสะท้อนให้เห็นถึงชุมชนที่กำลังเติบโต ชุมชนที่ผู้บริหารเมืองและพลเมืองกำลังเล็งศรธนูไปในทิศทางเดียวกัน ด้วยความเร็วที่เท่ากัน เร่งพัฒนาความเป็นอยู่ควบคู่ไปการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ การค้าขายและการทำธุรกิจ สะท้อนออกมาในสถาปัตยกรรมในรูปแบบตึกแถวแบบอาคารพาณิชย์ การแบ่งพื้นที่ตัวบ้านมาเปิดเป็นร้านค้าต่างๆ

สถาปัตยกรรม ‘ซอยเถิดเทิง’ กับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในชุมชนขนาดย่อมตลอด 25 ปี

ต่อมาในช่วงหลัง ในยุค ซอยเถิดเทิงซอยข้าใครอย่าแตะ เมื่อสังเกตว่าความสัมผัสระหว่างคาแรกเตอร์ของตัวละครกับฉากยึดโยงกันน้อยลง รูปแบบชุมชนมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น รูปแบบร้านค้าแบบพลาซ่า คอมมูนิตี้มอลล์ มีความเป็นกิจการเครือข่ายมากขึ้น อัตลักษณ์ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของชุมชนลดน้อยลง หากนำมาพิเคราะห์แล้ว เหมือนกับว่าลูกศรของผู้บริหารและพลเมืองกำลังวิ่งไปคนละทิศคนละทางกัน ด้วยความเร็วที่ไม่สัมพันธ์กันอีกต่อไป

เมื่อพลเมืองไม่ได้รับโอกาสให้มีส่วนร่วมในการส่งเสียงของตัวเองออกมา ว่าจริงๆ แล้วคุณภาพชีวิตที่ดีที่พวกเขามองหาคืออะไรกันแน่ แต่การพัฒนาเมือง ณ ขณะนี้ยังคงมุ่งไปในทิศทางที่เหมือนจะไม่เข้าใจถึงระบบนิเวศและสุขภาวะของเมือง เหมือนโยนของเป็นชิ้นๆ ส่งเข้าเข้าไปในกล่อง โดยที่ไม่มีความเชื่อมโยงกันในระบบภาพรวม 

ลูกศรของพลเมืองกำลังเล็งหาเป้าหมายของระบบเมืองและชุมชนที่มีความหยุ่นตัว เมืองที่พร้อมจะปรับตัวและฟื้นฟูตามระบบนิเวศและกลไกทางธรรมชาติ และพร้อมจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทั้งในระยะสั้นและยาว 

ขอบคุณภาพจาก Workpoint

Citation and Image References:

ระเบิดเถิดเทิง, ศิรโรจ บุญไชย (2542-2552) กฤษณะ จิตรเนาวรัตน์ (2561-2563) (Director) บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) (Producer)

ผังแปลนซอยเถิดเทิง พ.ศ. 2539-2553 และ พ.ศ. 2561-2563 โดย (มิลค์) ลภัสรฎา ปั้นดี

ติดตามผลงานได้ที่ Instagram : lprd.studios และ Lprdd

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load