12 มิถุนายน 2024
1 K

วันนี้มีคนไข้ประสบอุบัติเหตุมานะครับ เราดูจากอาการแล้วน่าจะต้องเปลี่ยนถ่ายอวัยวะให้… 

เสียงบรรยายในคลิป TikTok ช่อง Teddy Bear Thailand ดังขึ้น ประกอบภาพ ‘คนไข้’ คือตุ๊กตาหมีพูห์สีเหลือง ขาหลุด ลูกตาหาย และเต็มไปด้วยรอยปะ ก่อนจะได้แปลงโฉมให้อยู่ในร่างที่สมบูรณ์อีกครั้ง แต่ยังคงเค้าโครงความทรงจำในวันเก่า 

Teddy Bear Thailand เป็นที่รู้จักบนโลกออนไลน์ในฐานะ ‘หมอตุ๊กตา’ ผู้ชุบชูหัวใจผู้คน ด้วยการชุบชีวิต ‘น้องเน่า’ ตัวเก่าให้กลับมาสดใสอีกครั้ง ไปจนถึง ‘ศัลยกรรม’ ตุ๊กตาตัวใหม่ให้มีสภาพสมบูรณ์ขึ้น โดยเบื้องหลังการเย็บปักถักทอความทรงจำเหล่านี้ คือธุรกิจที่ทำมากกว่าการซ่อมตุ๊กตาและเต็มไปด้วยเรื่องราวน่าสนใจ

หนึ่ง คือ Teddy Bear Thailand รับผลิตและจำหน่ายตุ๊กตามานานถึง 30 ปี และไม่แน่ว่าคุณอาจคุ้นหน้าค่าตาเจ้าหมีเท็ดดี้เหล่านี้จากของที่ระลึกหลาย ๆ แบรนด์

สอง คือตุ๊กตาทุกตัวของที่นี่ต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพและ ‘แต่งหน้าตุ๊กตา’ ก่อนนำไปจำหน่ายให้กับลูกค้า

สาม คือเจ้าของแบรนด์อย่าง เท็ดดี้-ไตรสิทธิ์ และ พีท-พีรวัส ธีระปัญญารัตน์ เป็นสองพ่อลูกผู้ไม่ติดตุ๊กตา ไม่มีของเล่นชิ้นโปรด แต่กลับทำธุรกิจด้วยความเข้าใจหัวอกคนรักตุ๊กตา

บทสนทนาของเราเริ่มต้นขึ้นในตึกแถวขนาด 1 คูหา ท่ามกลางเจ้าหมีน่ารักนับร้อยที่เรียงรายอยู่บนชั้นวาง มองเผิน ๆ คงเหมือนตุ๊กตาหมีธรรมดาที่เราคุ้นหน้า แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ เรื่องราวของพวกเขาไม่ธรรมดา 

หมี-ความ-บังเอิญ

“บ้านเราไม่ได้รวย ผมเป็นคนใต้ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ เกือบ 60 ปีแล้ว ตอนนั้นลำบากมาก กินรวมกัน นอนรวมกัน ของเล่นก็ไม่มี แต่สิ่งเหล่านั้นสอนให้เรารู้ว่าต้องจัดระเบียบวิธีการคิดอะไรหลาย ๆ อย่าง” เท็ดดี้เล่าย้อนถึงเส้นทางธุรกิจที่ไม่ได้เริ่มจากความหลงใหล หากแรงจูงใจคือการเลี้ยงชีพและดูแลครอบครัว 

หลังเรียนจบมหาวิทยาลัย เท็ดดี้เริ่มจากการทำงานประจำในองค์กรใหญ่ ก่อนจะลาออกมาทำธุรกิจร่วมกับญาติ 

“ตอนนั้นผมทำธุรกิจเกี่ยวกับการติดตั้งเครื่องจักร เลยไม่ค่อยมีเวลา จนผมกับลูกค่อนข้างห่างกัน เราออกไปทำงานตั้งแต่เขายังไม่ตื่น พอกลับมา เขาหลับไปแล้ว เป็นอย่างนี้อยู่เป็นปีเลย”

โชคดีที่ความเหินห่างนั้นไม่ได้กินระยะเวลานานจนเกินไป เพราะในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2536 ลมหนาวก็พัดเอาความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาให้ครอบครัวของเขา

 “ผมขับรถไปกับลูก แถวอำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เห็นร้านหนึ่งมีคนมุงกันเยอะ พอเข้าไปดูถึงรู้ว่าที่นั่นเป็นแหล่งผลิตตุ๊กตา พ่อแม่ผมค้าขายอยู่แถวสำเพ็งจึงพอมีพื้นที่ ผมเลยรับตุ๊กตามาขายดู ปรากฏว่าคนสนใจเยอะมาก ขายง่าย จนติดลมบนมาเรื่อย ๆ ผมก็เห็นช่องทางว่า หนึ่ง เรามีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น สอง เราเครียดน้อย แถมรายได้ก็ไม่แย่ เลยทำมาเรื่อย ๆ” 

แม้ไม่เคยมีประสบการณ์ธุรกิจด้านนี้ แต่เท็ดดี้มองว่าเขามีจุดแข็งจากสิ่งที่สั่งสมมาตั้งแต่วัยเยาว์ 

“ด้วยพื้นฐาน ผมเรียนสายวิศวกรรมมา รู้เรื่องเกี่ยวกับโลหะแผ่นและวิธีเขียนแพตเทิร์น บวกกับครูพักลักจำมาจากครอบครัวที่เขาทำงานตัดเย็บเสื้อผ้า ผมเลยรู้วิธีตัดผ้ามาบ้าง พอผสมผสานกัน เวลาไปสั่งทำอะไรจะคำนวณราคาง่าย เลยได้เปรียบ เพราะสมัยก่อนธุรกิจสายนี้ส่วนใหญ่เขาแกะภาพมาแล้ววาด มากกว่าการคำนวณ”

มี ‘คุณภาพ’ เป็นอาวุธ

จากการซื้อมาขายไป เท็ดดี้เริ่มลงทุนจ้างโรงงานผลิตเพื่อสร้างแบรนด์เป็นของตัวเอง ตามมาด้วยการออกสินค้าใหม่ให้ตอบโจทย์ลูกค้าในช่วงนั้น อย่างช่อดอกไม้ตุ๊กตาหมีสำหรับวันรับปริญญาที่ขายดีเทน้ำเทท่าอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ผ่านไปไม่นาน ความต้องการของลูกค้าก็ไม่เหมือนเก่า พวกเขาจึงต้องปรับตัวให้ทัน 

“เมื่อก่อนหลายแบรนด์เขาเน้นตัวใหญ่ เน้นราคาถูก ตลาดไม่ได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพขนาดนั้น แต่ปัจจุบันที่เราอยู่ได้เพราะเราเลือก Segment สูงขึ้นมา ใช้วัตถุดิบที่ดีหน่อย คุณภาพสูงกว่าตลาด แต่ราคาสูงกว่าไม่มาก เราจึงรักษาแบรนด์เอาไว้ได้ เพราะถ้าขายราคาถูกไปเลย เดี๋ยวนี้มีของจีนเข้ามาด้วย เราจะไม่ได้แข่งแค่ในบ้านเราแล้ว” พีทอธิบาย

กลยุทธ์สู้การเปลี่ยนแปลงของพวกเขาจึงเป็นการพัฒนาคุณภาพสินค้าอย่างเข้มข้น โดยคำว่า ‘คุณภาพ’ ในที่นี้ไม่ได้มีแค่การเลือกวัสดุที่ดีและการตัดเย็บสุดเนี้ยบ แต่ยังรวมถึง ‘การแต่งหน้าตุ๊กตา’ ซึ่งกลายเป็นจุดเด่นให้ Teddy Bear Thailand ต่างจากเจ้าอื่น ๆ 

“โรงงานผลิตทีละเยอะ ๆ บางทีคุมคุณภาพไม่ได้ เราต้องมาดูว่าหน้าเขาเข้าทรงไหม หูเบี้ยว ตาผิดตำแหน่ง ขนรกรุงรังหรือเปล่า เราเลยต้องแต่งหน้าให้ตุ๊กตาทุกตัว”

หลังลูกชายอธิบายจบ เท็ดดี้หยิบตุ๊กตาหมีตัวหนึ่งขึ้นมา แล้วตัดขนรอบ ๆ ดวงตาออกเล็กน้อย เผยให้เห็นแววตาน่ารักของเจ้าหมี

“บางทีเขาฉีดใยตุ๊กตามาไม่สม่ำเสมอ หรือตัดเย็บออกมาแล้วขนรกไปหมดเลย อย่างตัวนี้ยังรกอยู่ เราเลยเอามาตรวจสอบคุณภาพที่นี่อีกที แต่ตัวนี้ยังแต่งไม่เสร็จนะ ถ้าแต่งหน้าเสร็จแล้วตาเขาจะบ้องแบ๊ว มองมาแล้วสื่อความรู้สึกต่อคนถือได้ ส่วนตัวขนสั้น เราต้องมาคัดดูว่าตะเข็บมีปัญหาไหม เพราะมันซ่อนตะเข็บไม่ได้ การเย็บต้องเนี้ยบมาก เพราะเราเน้นคุณค่าและความรู้สึกของผู้รับ” 

ด้วยคุณภาพที่วางใจได้ ทำให้แบรนด์เริ่มมีกลุ่มลูกค้ามากกว่าคนซื้อตุ๊กตาขายปลีก แต่ยังมีองค์กรใหญ่ ๆ สั่งผลิตตุ๊กตาเป็นของที่ระลึกสำหรับลูกค้า เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม โรงพยาบาล บริษัทรถยนต์ ไปจนถึงสายการบิน 

“ตรงนี้ทำให้เราอยู่ได้ คู่แข่งน้อยลง เพราะลูกค้าองค์กรที่เข้ามาหาเราเขาอยากนำเสนออัตลักษณ์องค์กร ต้องการสินค้าที่ดูดี มั่นใจเรื่องคุณภาพได้ รับไปแล้วต้องรู้สึกว่าตุ๊กตาเราคู่ควรกับสินค้าและบริการของเขา”

การมีลูกค้าหลากหลาย นอกจากทำให้แบรนด์อยู่ได้แล้ว ยังช่วยให้ฝ่าวิกฤตโควิด-19 มาได้เช่นกัน

“ช่วงโควิด-19 กระทบในกลุ่มออร์เดอร์ใหญ่ ๆ อย่างโรงแรม ส่วนงานขายปลีกไม่ได้กระทบเราเท่าไหร่ แต่ที่ไม่กระทบเลยคือลูกค้าวงการแพทย์ เพราะบางทีเขาสั่งเป็นของที่ระลึกให้หมอ” เท็ดดี้อธิบาย 

“มันเป็นเรื่องการกระจายความเสี่ยง รายได้เราคล่องตัวขึ้น เพราะมีหลายช่องทาง ถ้าอันหนึ่งกระทบ อีกอันก็ยังอยู่ได้ ทำให้ธุรกิจไปต่อได้” พีทสรุปปิดท้าย 

ธุรกิจตุ๊กตาต้องปรับตัวไว

อย่างไรก็ตาม การมีกลุ่มลูกค้าหลากหลายไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะอยู่ตัวไปตลอดกาล ดังนั้นการติดตามข่าวสาร เข้าใจเทรนด์โลก และสังเกตพฤติกรรมผู้บริโภค จึงเป็นเรื่องสำคัญ 

“น่าจะ 5 – 6 ปีที่แล้ว เราเห็นแล้วว่าพฤติกรรมการซื้อคนเปลี่ยนแปลงไป” พีทเอ่ย 

“คนมาเดินซื้อน้อยลง เมื่อก่อนหน้าร้านเราขายได้หลายหมื่น หลักแสนเลยก็มี เพราะคนหาของขวัญ คิดอะไรไม่ออกก็ไปสำเพ็ง แต่มีช่วงหนึ่งที่ยอดขายลดลงเรื่อย ๆ บางวันขายไม่ได้เลยสักบาท แต่เมื่อก่อนไม่เคยเป็นนะ เลยคิดว่าไม่เวิร์กแล้ว หน้าร้านคงไม่จำเป็น ตอนนี้เราเลยขายออนไลน์อย่างเดียว” 

“ส่วนเรื่องสินค้า เดี๋ยวนี้ความต้องการของคนเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น เมื่อก่อนเราซื้อตุ๊กตาอาจจะแค่มองว่าน่ารักหรือไม่ แต่ตอนนี้มีเรื่องแบรนด์ อย่าง Labubu กำลังมา ก่อนหน้านี้คือ Care Bears ซึ่งเปลี่ยนไปตลอด เปลี่ยนเร็วขึ้น สมัยก่อนเราไม่ต้องมีชื่อให้มัน ตุ๊กตาหมีก็คือตุ๊กตาหมีเฉย ๆ”

สิ่งที่พีทเล่าฟังดูคล้ายจะเป็นปัญหา แต่สองพ่อลูกกลับมองเห็นข้อดีของการเปลี่ยนแปลงนี้ นั่นคือการเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มที่แม้แต่ Labubu ก็ทดแทนกันไม่ได้

“อย่างเรื่องขายปลีกเป็นตัว ๆ เมื่อก่อนเราขายตุ๊กตาลิขสิทธิ์ให้คนซื้อเก็บ คนชอบนะ แต่มันไม่ใช่แบรนด์เรา ส่วนแบรนด์เรา พอมีตุ๊กตาสกรีนรูปปุ๊บก็เริ่มขายดี สมมติว่าเขาซื้อไปให้เพื่อน ก็สกรีนรูปเพื่อนลงไปได้ แต่หลังจากนั้นเราเริ่มมีคู่แข่งมากกว่าตุ๊กตา อย่างพวกรูปภาพและปฏิทินสกรีนรูป แต่อย่างน้อยเรารู้ว่ากลุ่มลูกค้าซื้อเป็นของฝาก ของขวัญ จึงเจาะแค่กลุ่มนี้เป็นหลัก แล้วเพิ่มคุณค่าให้สินค้าด้วยการทำเป็นเซตของขวัญ เราเพิ่งทำเมื่อต้นปี 2024 ในนั้นมีตุ๊กตา ดอกไม้ และการ์ดที่ออกแบบให้เขาเขียนคำอวยพร ทำกล่องของขวัญให้ดูดี มอบให้แล้วคนรับประทับใจ โจทย์คือทำยังไงให้เขาอยากมอบให้คนสำคัญ แล้วคนรับรู้สึกดีมากที่สุด เราชัดเจนว่าลูกค้าเราคือคนกลุ่มนี้”

จากทีมแต่งหน้า สู่หมอตุ๊กตา

ในวันที่พัฒนาสินค้ามาถึงจุดหนึ่งแล้ว ขั้นต่อมาคือการตลาดออนไลน์ที่พีทเข้ามาดูแลเป็นหลัก โดย Teddy Bear Thailand มีช่องทางออนไลน์ครบครัน ตั้งแต่อีเมล เว็บไซต์ ไลน์ เฟซบุ๊ก และอินสตาแกรม ซึ่งในระหว่างที่พีทหาวิธีเดินเกมในโลกออนไลน์ใบใหม่อย่าง TikTok ประจวบเหมาะกับช่วงที่ลูกค้าส่งตุ๊กตาตัวเก่ามาให้ซ่อมพอดี

“ลูกค้าเก่าตุ๊กตาชำรุดแล้วหาที่ซ่อมไม่ได้ ไม่ใช่ตุ๊กตาของแบรนด์เราหรอก แต่เขาไม่รู้จะซ่อมที่ไหน เขาซื้อตุ๊กตาเรามาหลายครั้ง เห็นว่าเราผลิตตุ๊กตาอยู่แล้ว เลยส่งมาให้ซ่อม” 

ตัวแรกผ่านไป ตัวที่ 2 และ 3 จึงค่อย ๆ ตามมา หนึ่งในนั้นคือเจ้าตุ๊กตากบเขียวตัวเปื่อย ซึ่งพีทได้ลองถ่ายคลิปลงใน TikTok จนกลายเป็นไวรัลขึ้นมา 

“คนเริ่มทักมาถาม ทยอยส่งมาให้ซ่อม เราเลยทำคอนเทนต์ต่อเนื่องจนเป็นกระแสเรื่อย ๆ คนส่งมาให้เยอะ คงเพราะเรารับผลิตด้วย เป็นเรื่องความมั่นใจของลูกค้าว่าเรามีทักษะด้านนี้โดยตรง” พีทเล่าย้อนถึงจุดเปลี่ยน 

“ผมว่าเป็นความบังเอิญ” เท็ดดี้เสริม “แต่บังเอิญแล้วก็ต้องวางเกมว่าจะไปต่อยังไงได้บ้าง อย่างงานซ่อม เราไม่ได้วางแผนไว้ก่อน แต่บังเอิญว่าลูกค้าอยากให้ซ่อม ถือว่าเป็นฟีดแบ็กที่ได้รับกลับมา”

“พอรับงานซ่อมมากขึ้น เราได้คุยกับลูกค้าที่ตั้งใจเข้ามาหา เขาบอกว่าหาที่ซ่อมไม่ได้ แล้วก็ขอให้มีตลอดนะ อย่าทิ้ง กลายเป็นข้อมูลอย่างหนึ่งว่าเราขาดแคลนการบริการด้านนี้” 

การรับซ่อมตุ๊กตาในช่วงเวลานี้ นับเป็น ‘โอกาส’ ใน ‘จังหวะที่ดี’ เพราะธุรกิจเดินทางมา 30 ปีจนถึงจุดที่เข้าใจการผลิต รู้แหล่งวัตถุดิบหลากหลาย เพราะผ้าตุ๊กตาบางชนิดหาได้ยากตามตลาดผ้าทั่วไป 

ส่วนช่างซ่อมฝีมือดีมาจากทีมตรวจสอบคุณภาพที่มีทักษะการแต่งหน้าตุ๊กตาเป็นทุนเดิม แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามา คือการทำหน้าที่เสมือนคุณหมอซ่อมตุ๊กตา คอยสอบถามอาการ ทำความเข้าใจลูกค้า ก่อนลงมือรักษาตุ๊กตาทุกตัว

“พนักงานซ่อมของเราต้องโทรคุยกับลูกค้า ถามความต้องการก่อนว่าอยากให้ซ่อมขนาดไหน มีความรู้สึกอย่างไร มี 2 เคส บางคนอยากให้ดูใหม่ บางคนอยากให้สัมผัสเหมือนเดิมแต่แข็งแรงขึ้น เคสหลังจะซ่อมยากกว่า เพราะต้องซ่อมภายใน แต่ภายนอกยังเหมือนเดิม” พีทยกตัวอย่างตุ๊กตาหมีพูห์ตัวหนึ่งที่เต็มไปด้วยร่องรอยการซ่อมครั้งแล้วครั้งเล่า

“เจ้าของเขาซ่อมเอง ปะเอง ทุกอย่างเป็นความทรงจำ เราเลยไม่อยากซ่อมข้างนอก เขาไม่ได้อยากให้ดูใหม่ขนาดนั้น เราเลยทำแค่ผ้าข้างในอีกชั้นหนึ่งให้หนาขึ้น เพื่อให้อยู่ได้นานขึ้น แล้วใส่ตาให้ใหม่ เพราะตาหายไปแล้ว ส่วนรูปลักษณ์ภายนอกยังเหมือนเดิม” 

สำหรับเงื่อนไขการซ่อมตุ๊กตา ลูกค้าต้องจองคิวล่วงหน้ากรณีน้อง ๆ อาการหนัก เช่น ขาดวิ่นจนเกือบจำไม่ได้ว่าเคยเป็นตัวอะไรมาก่อน แต่หากส่งมาซักหรือเปลี่ยนใย ส่งมาได้โดยไม่ต้องจองล่วงหน้า สนนราคาค่าซ่อมอยู่ที่ตัวละ 150 บาทไปจนถึงหลักพันตามความยากง่ายของแต่ละเคส (ราคานี้รวมค่าส่งไปรษณีย์กลับไปให้ลูกค้าแล้ว) แต่หากเป็นตุ๊กตาของ Teddy Bear Thailand ทางร้านมีบริการรับซ่อมฟรีและเปลี่ยนใยในราคาพิเศษให้อีกด้วย

HAPPINESS WE CAN MAKE

พีทบอกกับเราว่าการซ่อมความทรงจำของคนอื่น ๆ ผ่านการซ่อมตุ๊กตา ในอีกมุมหนึ่งเป็นการเติมเต็มความรู้สึกอิ่มใจให้กับพวกเขาด้วยเช่นกัน

“เวลาลูกค้าเอามาซ่อม ทำให้เราตื้นตันไปด้วย เคยมีเคสหนึ่งคุณพ่อพาลูกชายไปกินข้าว ลูกชายเขาติดตุ๊กตามากแต่ทำหาย พ่อเลยไปขอดูกล้องวงจรปิดที่ร้าน ปรากฏว่ามีหมาจรจัดคาบไป เขาเลยไปตามหา แต่กลับมาคือสภาพขาดหลุดลุ่ยเลย แล้วลูกชายเขาถามถึงตุ๊กตาทุกวัน ส่วนพ่อไม่ยอมบอกลูกว่าสภาพเป็นยังไง เขาเลยหาที่ซ่อมให้ โชคดีที่ถ่ายรูปเก็บไว้เลยมีรูปต้นแบบ เราเลยทำใหม่ให้เขาได้ นี่เป็นเคสที่เราซาบซึ้ง รู้สึกเติมเต็มใจคนซ่อม เพราะทำให้ของรักของเด็กคนหนึ่งกลับคืนมาได้”

@teddybearthailand

เราดีใจมากเลยที่ได้เป็นส่วนนึงที่เยียวยาจิตใจผู้คน #ตุ๊กตาวูดู #น้องเน่า #หาร้านซ่อมตุ๊กตา ซ่อมความทรงจำ #ซ่อมตุ๊กตา

♬ Oke work that imaged the Ghibli-like forest – CRAFT SOUND STUDIO

“คนอายุถึง 60 ปีก็มีนะ” เท็ดดี้เล่าต่อ “ผมต้องขับรถไปรับ-ส่งตุ๊กตาเองเลย เขาหวงมาก ไม่อยากให้ใครจับ ไม่ให้ขนส่งมารับ ยอมจ่ายค่ารถให้ผมขับไปเอง เขาเป็นแฝดพี่น้องมีตุ๊กตามิกกี้เมาส์ตัวใหญ่เหมือนกัน 2 ตัว อายุประมาณ 40 ปีแล้ว เย็บด้วยเอ็น ซ่อมยากมากกว่าจะตัดเอ็นขาด เราเอามาซ่อมทำกางเกงใหม่ เปลี่ยนใยให้เขา พอเราซ่อมเสร็จแล้วเขาประทับใจ ดีใจ เขาก็ซื้อขนมมาเลี้ยงทีม” เท็ดดี้เล่าประสบการณ์วันนั้นด้วยรอยยิ้ม

นับตั้งแต่เริ่มให้บริการนี้ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา พวกเขาซ่อมความทรงจำให้กับผู้คนไปแล้วกว่าพันคน (ใจจริงอยากรับมากกว่านี้ แต่ยังมีกำลังคนไม่เพียงพอ) ส่วนชื่อ Teddy Bear Thailand เริ่มกลายเป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์มากขึ้นเรื่อย ๆ

หากมองย้อนกลับไป ใครจะรู้ว่าการรับตุ๊กตามาขายหน้าร้านเล็ก ๆ ในสำเพ็งวันนั้น จะเดินทางผ่านร้อนผ่านหนาวมาไกล จนกลายเป็นแบรนด์ที่ยืนหยัดมายาวนานกว่า 30 ปี 

“ผมอยากให้ภาพจำของ Teddy Bear Thailand อยู่คู่กับบ้านเรา ผมใช้คำว่า Thailand เพราะยังไม่มี Teddy Bear Thailand ส่วนใหญ่เป็นของทางยุโรป เพราะงั้นผมจองชื่อนี้แล้วกัน ผมอยากให้รักษาต่อให้ยั่งยืนที่สุด” เท็ดดี้เล่าถึงภาพที่อยากเห็น พร้อมฝากฝังผู้เป็นลูกว่า หากในอนาคตจะมีสินค้าอื่น ๆ นอกเหนือไปจากตุ๊กตาเพิ่มเติมเข้ามา ก็อยากให้รักษาชื่อแบรนด์เอาไว้ เช่นเดียวกับแก่นหลักและความตั้งใจที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

“แนวคิดของเราคือ ‘HAPPINESS WE CAN MAKE’ ความสุขที่พวกเราทุกคนสร้างได้ เราทำทุกอย่างเพื่อตอบโจทย์ให้คนมีความสุข ทั้งการซ่อมความทรงจำที่ทำให้เขามีความสุข การให้ของขวัญ ให้ของที่ระลึก ก็เป็นการมอบความสุขต่อไป เพราะเราอยากเป็นแบรนด์ที่สร้างความสุขให้กับผู้คน” พีทกล่าวทิ้งท้าย

ปัจจุบัน Teddy Bear Thailand มีลูกค้า 3 กลุ่มหลัก คือองค์กรที่สั่งทำเป็นของที่ระลึก คนทั่วไปที่อยากให้ของขวัญคนพิเศษ และลูกค้าที่อยากซ่อมตุ๊กตาของตัวเอง 

ทว่า พวกเขาไม่ได้ส่งต่อความสุขเฉพาะลูกค้า 3 กลุ่มนี้ แต่ยังสร้างรอยยิ้มให้กับคนอีกจำนวนมากที่ผ่านมาเห็นคลิปซ่อมตุ๊กตาบนช่องทางออนไลน์ รวมถึงเราเองที่รู้สึกอิ่มใจหลังจากได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดของ Teddy Bear Thaland ในวันนี้

Lessons Learned

  • การกระจายความเสี่ยง มีรายได้หลายช่องทาง ช่วยให้ธุรกิจมั่นคงมากขึ้น
  • ความสำเร็จอาจเกิดจากการมองเห็นและต่อยอดโอกาสในจังหวะที่ใช่
  • ธุรกิจตุ๊กตาทำงานกับความรู้สึกคน จึงต้องปรับตัวไวให้ทันความเปลี่ยนแปลง

Writer

ธัญญารัตน์ โคตรวันทา

ธัญญารัตน์ โคตรวันทา

มนุษย์อยู่ไม่ติดบ้าน มีงานอดิเรกคือการเดิน

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ