เมื่อพูดถึงนักกีฬามืออาชีพ เราคงนึกถึงเวลาที่ได้ส่งเสียงเชียร์พวกเขาอยู่หน้าจอโทรทัศน์ 

เมื่อการแข่งขันนั้นสิ้นสุดลง ลับหลังรอยยิ้มดีใจของฝ่ายที่ได้รับชัยชนะ นอกเหนือจากถ้วยรางวัลหรือเหรียญบนคอ ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่คนทั่วไปอย่างเราๆ ไม่ค่อยนึกถึงเท่าไรนัก

เงินรางวัล

หลายคนคงใช้มันเพื่อความสุขส่วนตัว ชดเชยความเหน็ดเหนื่อยจากการฝึกซ้อมอันหนักหน่วง

แต่นักกีฬาชาวไทยกลุ่มหนึ่งเจียดเงินรางวัลของตัวเองมาเก็บสะสมรวมกัน สมทบด้วยผลกำไรจากการจัดการแข่งขันกีฬาอีกนับครั้งไม่ถ้วน ตลอดระยะเวลา 10 ปี 

8 เดือนก่อนพวกเขาตัดสินใจทุบกระปุก นำเงินก้อนนี้ออกมาสร้างหนังโฆษณาเรื่อง ‘กีฬาสร้างคน’ เพื่อปลูกฝังหัวใจของนักกีฬาให้กับทุกคน และสนับสนุนให้พวกเขาทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

หนังโฆษณาชิ้นนี้เริ่มต้นจากความตั้งใจและเงินทุนของกลุ่มนักกีฬาไทยรวมใจสานฝัน นำทีมโดย ตุ๊กตา–รุ่งนภา สุรเชษฐ ผู้เชื่อในโอกาสที่เธอเคยได้รับ

“ตอน 11 – 12 ขวบเราติดทีมชาติ เริ่มมีคำว่าสปอนเซอร์ มันเปลี่ยนชีวิตเราไปเลย เพราะเราโฟกัสกับสิ่งที่เรารักได้มากขึ้น เลยรู้สึกว่าการให้คือโอกาสที่ดีมาก ถ้าเราได้ให้คนอื่นบ้างก็น่าจะดี ถ้าให้ได้เราก็อยากให้” ตุ๊กตาเล่าให้เราฟังถึงประสบการณ์ในฐานะนักเทนนิสเยาวชนทีมชาติไทย ผู้ซึ่งเติบโตขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญในการก่อตั้ง ‘กลุ่มนักกีฬาไทยรวมใจสานฝัน’

00

กลุ่มนักกีฬาไทยรวมใจสานฝัน

เหล่านักกีฬามืออาชีพจากหลากหลายวงการมารวมตัวกันเป็นกลุ่มนักกีฬาไทยรวมใจสานฝัน เพราะเชื่อในเรื่องการเป็นผู้ให้ โดยมีหัวใจหลักคือ ความมั่นคงของทั้งผู้ให้ ผู้รับตุ๊กตา และเหล่านักกีฬาผู้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางของโครงการต่างๆ

“เราเป็นกลุ่มคนที่ไปเชื่อมให้เขาขยับได้ดีขึ้น แต่เราก็ได้เรียนรู้นะ บางอย่างเราอาจจะเป็นคนที่เปลี่ยนแปลงกลไกเล็กๆ ก็ได้ เช่นการริเริ่มนาอินทรีย์โดยให้ ดนัย อุดมโชค (นักเทนนิส) ไปปลูกข้าวกับชาวบ้าน” ตุ๊กตายกตัวอย่างหนึ่งในกิจกรรมกลุ่มนักกีฬาไทยรวมใจสานฝัน จากบรรดา 90 กว่าโครงการที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา

บทบาทสำคัญของนักกีฬาในแต่ละกิจกรรมแบ่งได้เป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ อย่างแรกคือ ไปเป็นนักเรียน เพื่อเรียนรู้ชีวิตในอีกมุมหนึ่งที่พวกเขาไม่คุ้นเคย ซึ่งในมุมมองของชาวบ้าน นี่คือกำลังใจชั้นดีที่ช่วยย้ำเตือนให้พวกเขาได้รู้ว่า องค์ความรู้ของพวกเขามีคุณค่ากว่าที่คิด

อีกส่วนที่เหล่านักกีฬาได้เข้าไปมีบทบาทก็คือ ส่งต่อทักษะหรือความรู้ที่พวกเขามี ไปสู่สังคมหรือชุมชนที่ต้องการ โดยมีตุ๊กตาเป็นผู้เสาะหาโอกาสใหม่ๆ มาเล่าสู่กันฟังในหมู่นักกีฬาอยู่เสมอ

“เราไปเจอว่ามีชุมชนที่มีบึง มีน้ำตก และมีอัตราการเสียชีวิตจากเรื่องน้ำเยอะ นักว่ายน้ำก็มีทักษะของเขา คือการช่วยชีวิตทางน้ำ เราเลยไปชวนเขาว่ามีชุมชนนี้นะ เขาต้องการเรื่องนี้ สนใจไหม เดือนไหนว่าง

“ล่าสุดเราพาเด็กๆ ไปเก็บขยะที่ชายหาด” ตุ๊กตาเล่าถึงโครงการเก็บขยะ ที่ริเริ่มจากการที่ อมรา วิจิตรหงษ์ นักกีฬาวินด์เซิร์ฟทีมชาติไทย ไปพบศพเต่าทะเลที่ชายหาดขณะออกไปซ้อม 

“สนามกีฬาคือบ้านของเรา ทะเลคือบ้านของเขา สำหรับนักกีฬาวินด์เซิร์ฟ เวลาวิ่งฉิวๆ ไปเจอขยะนี่ตีลังกาเลยนะ แต่อันที่เขาเป็นห่วงที่สุดก็คือสัตว์ทะเล เราก็เลยคุยกัน ตัดสินใจชวนพวกนักกีฬาทางน้ำไปเก็บในรอบแรก ชวนกันไปร้อยกว่าคน เก็บมาได้ 2 ตัน” ตุ๊กตาเล่าถึงผลลัพธ์ที่น่าชื่นใจ

ส่วนสำคัญของการทำกิจกรรมเหล่านี้คือความมั่นคงของทุกฝ่าย หลายครั้งจึงต่อยอดกลายเป็นโครงการระยะยาว เช่น โครงการเก็บขยะเองก็เกิดขึ้น 3 ครั้งใหญ่ๆ และพัฒนาไปสู่การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาขยะในหมู่นักกีฬา เพื่อลดการสร้างขยะในชีวิตประจำวันและในการแข่งขันกีฬา

01

แก่นแท้ของกีฬา

เมื่อกลุ่มนักกีฬาไทยรวมใจสานฝันมีอายุย่างเข้าสู่ปีที่ 10 พวกเขาคือนักกีฬาผู้มีประสบการณ์ในการทำกิจกรรมมาแล้วมากมายหลายรูปแบบ ตุ๊กตาตัดสินใจริเริ่มทำอะไรบางอย่างเพื่อให้ผู้คนได้รับรู้ถึงแง่งามของกีฬา ที่ไม่ได้หมายความเพียงแค่ทักษะหรือฟอร์มการเล่น 

“ผู้ใหญ่ที่อยู่ตรงนี้ คนที่สนับสนุนเรามา เขาพร่ำสอนเราว่า ห้ามลืมนะ ยังมีฟากหนึ่งที่เราไม่ค่อยมอง คือแก่นแท้ของกีฬา 

“กีฬาเป็นเหมือนปรัชญาในการดำเนินชีวิต เมื่อคนมีสปิริตความเป็นกีฬา สังคมจะมีการเคารพกัน การยอมรับในความต่าง” เหล่านี้คือสิ่งที่ตุ๊กตาใช้เวลาตกผลึกมาเนิ่นนาน ตลอดชีวิตที่ได้คลุกคลีกับวงการกีฬา กระทั่งวันนี้ที่เธอเข้าใจมันได้อย่างแท้จริง

02

เด็กถูกกระทำ

ย้อนกลับไปเมื่อ 8 เดือนก่อน ตุ๊กตาได้พบกับสองนักโฆษณาอย่าง เชฐ–จิตภาณุ เกิดพาณิช จากริดเดิลเกตท์ และ ป๋อม–กิตติ ไชยพร จากมานะ แอนด์ เฟรนด์ เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับแนวทางของโครงการนี้อย่างจริงจังเป็นครั้งแรก ณ ห้องประชุมเดียวกับที่เรานัดพบกันในวันนี้ น่าเสียดายที่ป๋อมติดภารกิจจึงไม่มีโอกาสได้พบกัน

ในตอนแรก พวกเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผลลัพธ์ของงานชิ้นนี้จะออกมาในรูปแบบไหน โจทย์เดียวที่กลั่นออกมาคือ มันต้องเป็นสิ่งที่สื่อสารกับคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผู้ปกครอง 

ไอเดียนี้มีที่มาจากประสบการณ์ส่วนตัวของตุ๊กตาเอง บ่อยครั้งที่เธอเห็นว่าพ่อแม่ของเหล่านักกีฬารุ่นเยาว์ใส่ใจผลลัพธ์ของการแข่งขันมากกว่าสิ่งที่เด็กๆ ได้เรียนรู้ระหว่างทาง

“สังคมที่เล็กที่สุดของมนุษย์คือครอบครัว เวลาเด็กทำอะไรแล้วไม่ได้อยู่บนฐานความเข้าใจ แต่ไปอยู่บนฐานของความคาดหวังของพ่อแม่ เพราะมองแต่ในเรื่องทักษะกีฬา มันเหมือนเด็กถูกกระทำ

“สมมติมีเด็กเรียนเทนนิส แต่ตีลูกไม่ข้ามเน็ตสักที เราก็สังเกตว่าน้องเขาดีขึ้นเยอะนะคะคุณแม่ แม่บอกว่าแต่ยังตีไม่ข้ามเลยนะ เราก็บอกว่า แต่เขารู้จักการรอคอยแล้วนะคะ มาอาทิตย์ที่แล้วจะตีอย่างเดียวเลย คิวใครก็ไม่สนใจ มาอาทิตย์นี้ดีขึ้นเยอะเลยค่ะคุณแม่ 

“เราอยากทำอะไรสักอย่างที่ให้พ่อแม่ได้เห็นในมุมนี้ อยากเปิดการรับรู้ของเขา เราคุยกันตั้งหลายรอบ และด้วยความที่เชฐกับป๋อมเขาก็มีประสบการณ์ทางนี้ เขาก็บอกเราว่า ผมว่ามันต้องเป็นหนังว่ะ”

03

ไม่เหมือนกัน

“บรีฟแรกของหนังโฆษณาเรื่องนี้คืออะไร” เราถามขึ้น เมื่อจินตนาการแทบไม่ออกเลยว่าการทำงานโฆษณาโดยที่มีลูกค้าเป็นนักกีฬาทีมชาติ พวกเขาพูดคุยกันอย่างไร

“กีฬาให้อะไรกับเราบ้าง” เชฐตอบด้วยน้ำเสียงชัดเจน แต่บรีฟที่ว่านี้ไม่ได้ออกมาจากปากของลูกค้าอย่างตุ๊กตา หากเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากบทสนทนาของทั้งสามคนในห้องประชุม

“เราอยากเล่าอีกมิติของกีฬาที่กว้างขึ้น จากหลายมุมมอง ว่ามันยังมีเรื่องนี้อีกด้วยนะ โดยตั้งอยู่บนแกนที่ว่า กีฬาให้อะไรกับเราบ้าง 

“แต่ละคนได้อะไรไม่เหมือนกัน พี่ตุ๊กตาเล่าได้ละเอียดมาก ส่วนผมก็จะมาอีกทางหนึ่ง หรือเพื่อนผมที่เริ่มกลายเป็นพ่อของลูก แม่ของลูก สิ่งที่เขาได้จากกีฬาก็ไม่เหมือนกัน เราเลยมาคุยกันบนฐานที่ว่า กีฬาให้อะไรกับคนแต่ละคนบ้าง อย่างที่พี่ตุ๊กตาบอกว่า เวลาเรามองหนังโฆษณาตัวนี้” 

“แต่ละคนจะได้ไม่เหมือนกัน” ทั้งคู่ตอบพร้อมกันด้วยรอยยิ้มภูมิใจ

04

ชั่วโมงของผู้กำกับ

“มันมีโมเมนต์ที่อยากเล่าเยอะมาก เหมือนเป็น Slice of Life ทีแรกเราก็คุยกันว่าจะเป็นภาพเล็กๆ สั้นๆ มาต่อกัน หรือเอาคนที่ไม่เกี่ยวกับกีฬามาลองพากย์กีฬา ดูว่าเขาเห็นอะไร” เชฐเล่าถึงไอเดียในตอนแรกสุด ก่อนที่มันจะถูกพัฒนามาเป็นโฆษณาเวอร์ชันที่พวกเราได้รับชม

จากไอเดียที่ยังกระจัดกระจายและไม่ชัดเจน ป๋อมตัดสินใจนำทีมเข้าไปนั่งคุยกับ ต่อ–ธนญชัย ศรศรีวิชัย ซึ่งการประชุมวันนั้นกินเวลายาวนานถึง 4 ชั่วโมง

“พี่ต่อมองว่าถ้าเล่าแบบนี้น่าจะไม่ปะติดปะต่อ เลยคิดว่าเล่าผ่านกีฬาที่คนน่าจะรู้จักมากที่สุด”

แม้การประชุมครั้งนั้นจะใช้เวลานานกว่าที่คิดไว้เป็นเท่าตัว แต่ผลตอบแทนก็นับว่าคุ้มค่า เมื่อต่อตัดสินใจรับอาสาเป็นผู้กำกับให้กับโฆษณาชิ้นนี้ด้วยประโยคที่ว่า 

“เรื่องนี้มันดีมากนะ แม่งต้องทำเลย”

05

ริมขอบสนาม

“ก่อนจะถ่ายทำ พี่ต่อบอกเด็กทุกคนว่า ตั้งใจนะ ลุงต่อตั้งใจทำหนังเรื่องนี้ มันเป็นหนังที่ดีมากนะ มันไม่ใช่หนังของลุงต่อ ไม่ใช่แค่หนังของพวกเราด้วย แต่มันเป็นหนังของเด็กทั้งโลก” เชฐอธิบายถึงบรรยากาศในวันถ่ายทำจริงอย่างละเอียด

ในฐานะผู้กำกับ ต่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่านี่คือหนังที่ดีในความคิดของเขาจริงๆ ผ่านความตั้งใจในทุกขั้นตอน แม้กระทั่งการโค้ชเหล่านักฟุตบอลเยาวชนทีมชาติที่มารับบทเป็นนักแสดงจำเป็นในวันนั้น 

“เวลาพี่ต่อบิลด์เด็ก แกไปกำกับเด็กเองริมสนาม โค้ชเองเหมือนพากย์บอลเลยนะ จะหมดเวลาแล้ว! นาทีสุดท้าย! เพื่อนจะยิงเข้าแล้ว!”

06

เป้าหมายเดียวกัน

เมื่อเทียบกับกิจกรรมอื่นๆ ของนักกีฬาไทยรวมใจสานฝัน ซึ่งตั้งใจจะให้ในสิ่งที่สังคมยังขาด ตุ๊กตาบอกเราว่า หนังโฆษณาเรื่องนี้ทำหน้าที่ไม่ต่างกัน คือตั้งใจจะเล่าสิ่งที่สังคมอาจหลงลืมหรือมองข้าม

“เด็กคนนี้เขาหลุดจากกรอบความสำเร็จของสังคม ที่มองว่าความสำเร็จคือการลงไปในสนาม คือการเป็นตัวจริง แต่เด็กคนนี้เขายอมรับกับสิ่งที่โค้ชตัดสินใจ เพราะเขามีเป้าหมายเดียวกันกับทุกคน และเขาเลือกทำในสิ่งที่เขาทำได้ พี่ว่าอันนี้คือสิ่งที่มันสำคัญและเราพยายามบอกกับทุกคน”

07

ของแถม

“มาถึงตอนนี้ ผลที่ออกมามันครบถ้วนอย่างที่เราคิดไว้ไหม” เราถาม

“พี่ว่ามันดีกว่าที่คิดไว้นะ” ตุ๊กตาตอบยิ้มๆ

“ของแถมมาตรึมเลยนะ” เชฐเสริมพร้อมเสียงหัวเราะ 

เมื่อเราถามถึงความรู้สึกที่มีต่อผลงานฉบับเสร็จสมบูรณ์ หลังจากที่ผ่านไปกว่า 8 เดือน ทั้งคู่บอกกับเราว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเกินความคาดหมายของพวกเขาไปมากทีเดียว 

“ผมคิดว่ามันทำหน้าที่เกินกว่าแค่เรื่องกีฬา ซึ่งมันตอบโจทย์เรามาก เพราะตอนแรกเราก็หวังแค่ผู้ปกครองเนอะ ก็รู้สึกว่ามันจะเป็นเรื่องของกีฬา แต่นี่มันกลายเป็นเรื่องของชีวิตเลย”

ภาพ : กลุ่มนักกีฬาไทยรวมใจสานฝัน

Creative Team : มานะ แอนด์ เฟรนด์ / ริดเดิลเกตท์

กิตติ ไชยพร

วีรวิชญ สุขสันตินันท์

รตะพงศ์ อาวะจินดา

อิทธิพล จิตติกรยุทธนา

จิตภาณุ เกิดพาณิช

Production House : ฟีโนมีน่า

ธนญชัย ศรศรีวิชัย — ผู้กำกับ

พงศกานต์ ซ่อนกลิ่น — ผู้ช่วยผู้กำกับ

พัชรพร เลี่ยวไพโรจน์ — โปรดิวเซอร์

Writer

สาริศา เลิศวัฒนากิจกุล

เด็กนิเทศ เอกวารสารฯ กำลังอยู่ในช่วงหัดเขียนอย่างจริงจัง แต่บางครั้งก็ชอบหนีไปวาดรูปเล่น มีไอศครีมเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจในยามอ่อนล้า

Creative Campaign

เรื่องราวเบื้องหลังโฆษณา

“ผมมีความฝัน”

ประโยคสั้นๆ ที่ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ (Martin Luther King, Jr.) นักการเมืองและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนชื่อก้องชาวอเมริกันกล่าวเอาไว้ ในการปราศรัยเพื่อเรียกร้องสิทธิการประกอบอาชีพและอิสรภาพของพลเมือง ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อกว่า 60 ปีที่แล้ว 

ประโยคที่ทรงพลังนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ เป็นแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนสิทธิและความเท่าเทียมไปทั่วโลก

เพราะความฝันเป็นเรื่องที่เรามีกันได้ทุกคน ไม่จำกัดสีผิว ชนชั้น ที่มา และฐานะทางสังคม

แคมเปญ I HAVE A DREAM เป็นความร่วมมือกันระหว่าง Greyhound Original แบรนด์สตรีทแฟชั่นสัญชาติไทยที่ใครๆ ก็คุ้นหู กับ The Hub Saidek ศูนย์ลดความเสี่ยงสำหรับเด็กไร้บ้าน ที่อยู่ภายใต้การดูแลของมูลนิธิสายเด็ก 1387 

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

The Hub Saidek มีหน้าที่หลักคือการดูแลเด็กที่ประสบความยากลำบากจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ไม่ได้รับการยอมรับเพราะความหลากหลายทางเพศ ไปถึงการค้ามนุษย์ จนทำให้พวกเขาต้องออกจากบ้านมาใช้ชีวิตอยู่บนถนน 

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

วันนี้เรามีโอกาสได้พูดคุยกับ เต๋า-วุฒิชัย วงศ์ใหญ่ เจ้าหน้าที่สื่อสารและระดมทุนของมูลนิธิสายเด็ก 1387 ที่เป็นผู้ออกปากชวน บี-บดินทร์ อภิมาน Creative Director จาก Greyhound ให้มาทำหน้าที่ ‘ไฟฉายขยายส่วน’ เพื่อให้เรื่องราวของเด็กไร้บ้านถูกมองเห็นในวงที่กว้างมากขึ้น รวมถึงเจ้าหน้าที่อีก 2 ท่าน กานต์-กานต์ มงคล และ แจม-ธัญญ์นภัส วิริยาวัชรนนท์ จาก The Hub Saidek ที่รับหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลเด็กๆ ตลอดโครงการ

เหมือนฝัน

การได้มาร่วมงานกันระหว่างสององค์กรไม่ใช่เรื่องบังเอิญ 

เต๋าเปิดประเด็นให้เราฟังว่า เขาเพิ่งเริ่มทำงานด้านการสื่อสารกับมูลนิธิสายเด็ก 1387 เมื่อต้น พ.ศ. 2563 ส่วนตัวมีความสนใจด้านแฟชั่นอยู่แล้วเป็นทุน เมื่อได้เห็นแฟชั่นโชว์คอลเลกชัน Autumn Winter 2019 “Street Of Bangkok” ของ Greyhound Original ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากถนนของกรุงเทพฯ เขาจึงไม่รีรอที่จะติดต่อเข้าไปหา Greyhound ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจทันทีเมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อชักชวนให้มาทำอะไรสักอย่างร่วมกัน

“ผมมองว่าบริบทของเด็กที่ The Hub Saidek น่าจะตรงกับเสื้อผ้าของ Greyhound เพราะเด็กที่นี่ก็เป็นเด็กสตรีท” เต๋าเล่าจุดเริ่มต้น

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

ทางฝั่ง Greyhound เอง ในโอกาสที่อายุครบ 40 ปี ทางแบรนด์ก็มีวาระในใจว่าอยากจะทำให้แฟชั่นกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตจริงของผู้คนให้มากขึ้น ผ่านคอนเซปต์ #FromFashionToLife ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดการสอดแทรกประสบการณ์พิเศษเข้าไปในการรับประทานอาหารของ Greyhound Cafe หรือการร่วมมือกับ IKEA ซึ่งเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์เฟอร์นิเจอร์

ในฝั่งของการทำเพื่อสังคม ช่วงต้นปีที่ผ่านมาก็มีแคมเปญที่เกิดขึ้นภายใต้คอนเซปต์นี้แล้ว เช่น Smileyhound แบรนด์ลูกของ Greyhound จัดงานวิ่งแบบ Virtual Run ระดมทุนไปช่วยเหลือเด็กโรคหัวใจ 

นั่นทำให้การติดต่อเข้ามาของ The Hub Saidek นั้นช่างเข้ากันดีกับความตั้งใจของ Greyhound

“ตอนที่เต๋าติดต่อเข้ามาทางเฟซบุ๊กเพจ ผมไปนั่งอ่านเองเลย คิดในใจว่า เฮ้ย มาแล้วว่ะ ตอนแรกผมคิดโปรเจกต์ไว้ในหัวก่อนด้วยว่าอยากทำอะไรประมาณนี้ แล้วเขาก็เข้ามา” บีเล่า

ที่ไม่น่าเชื่อก็คือ บีเองก็เพิ่งจะเข้ามาอยู่ในตำแหน่ง Creative Director ของทาง Greyhound เมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้เหมือนกัน ความประจวบเหมาะของจังหวะเวลานี้จึงไม่น่าเป็นแค่ความบังเอิญ แต่น่าจะเรียกว่าเหมือนฝันเลยก็ได้

เมื่อคนที่มีฝันเดียวกันได้มาพบกัน ความมันก็บังเกิด

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

ฝันให้ไกล

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Greyhound ทำแคมเปญเพื่อสังคม ก่อนหน้านี้เราได้เห็นทางแบรนด์ร่วมแจมกับโปรเจกต์ Limited Education ที่รณรงค์เรื่องการศึกษามาแล้ว แต่นี่เป็นโปรเจกต์แรกที่บีเข้ามาทำงานเป็นครีเอทีฟเองเต็มตัว งานแรกของบีในฐานะครีเอทีฟจึงเป็นการทำความเข้าใจว่า ทางมูลนิธิกำลังทำงานอะไรอยู่ มีความท้าทายอะไร

เนื้อหาหลักในการประชุมครั้งแรกของแคมเปญ จึงเป็นการรับฟังประสบการณ์จากเต๋า กานต์ และแจม ในการทำงานเพื่อช่วยเหลือเด็กเร่ร่อน ซึ่งมีตั้งแต่การดูแลเรื่องพื้นฐาน สอนให้เด็กรู้จักรักษาความสะอาดของร่างกาย การเยียวยาทางจิตใจ สำหรับเคสที่เด็กเคยผ่านประสบการณ์ที่ไม่ดีมา ไปจนถึงการสนับสนุนทักษะอาชีพ

ความท้าทายหนึ่งในการทำงานของ The Hub Saidek ย่อมหนีไม่พ้นประเด็นละเอียดอ่อนในการสื่อสารกับบุคคลภายนอก เพราะเรื่องราวเบื้องหลังและประสบการณ์ของเด็กเร่ร่อนนั้นมักถูกมองว่า ‘น่าสงสาร’

หลังจากได้รับฟังเรื่องราวอันซับซ้อนของเด็กๆ จากทีมงานแล้ว บีก็ตระหนักถึงข้อจำกัดของตัวเองและ Greyhound ในฐานะแบรนด์แฟชั่นที่จะยื่นมือเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ แต่เขาก็เลือกที่จะทำในสิ่งที่ Greyhound ทำได้ดีที่สุด จากความสามารถ ผู้คน และสื่อที่มีอยู่ในมือ นั่นคือ การสื่อสารเรื่องราวเหล่านี้ให้สังคมได้รับรู้

โดยมีโจทย์ที่สำคัญ อย่างการทำให้คนอยากสนับสนุนมูลนิธิและเด็กไร้บ้านเหล่านี้ ด้วยความรู้สึกว่าพวกเขาเป็นคนที่เท่าเทียมกัน ไม่ใช่เพราะความรู้สึกสงสารอย่างที่คนส่วนใหญ่ติดภาพกัน

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

“เด็กๆ เหล่านี้ไม่ได้ต่างจากคนอื่นในสังคม เป้าหมายของทุกคนคือการอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ” บีเล่า พร้อมบอกเราว่าเขาต้องการเน้นย้ำเรื่องความเท่าเทียมกันมากแค่ไหน

“เราต้องการทำให้เด็กกล้าแสดงออก มีความฝันในตัวเอง และโชว์ออกมาได้อย่างเต็มที่” เต๋าเสริม

ฟังแล้วก็รู้สึกได้ว่า การตั้งโจทย์แบบนี้เป็นการฝันไกลไม่ใช่เล่น จะทำอย่างไรให้คนอยากช่วยโดยไม่รู้สึกสงสาร และนี่คือความท้าทายที่ทั้งสองฝ่ายเผชิญทั้งแต่จุดสตาร์ท

แฟชั่น ก็ไม่ต่างจากฝันของคนที่อยากมีตัวตน

เราถามต่อไปถึงที่มาของเป็นการเล่าเรื่องนี้ผ่านแฟชั่นเซ็ต ซึ่งก็ได้รับคำตอบที่เรียบง่ายแต่กินใจกลับมาว่า แฟชั่นเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างคน ตัวตน และความฝัน

บีเปรียบเทียบให้ฟังง่ายๆ ว่า การที่เราทุกคนแต่งตัว สนใจเรื่องเสื้อผ้าหรือแฟชั่น ก็เป็นเพราะเราต้องการแสดงออกถึงตัวตนให้โลกรับรู้ เราล้วนมีตัวตนที่อยากเป็น เราล้วนฝันอยากเป็นสิ่งที่ดีขึ้นในสายตาของเราเอง และความฝันนี้ย่อมมีอยู่ในทุกคน รวมถึงเด็กไร้บ้านด้วย 

นอกจากนี้การให้เด็กได้ลองมาอยู่หน้ากล้อง อาจจะเป็นการทำให้พวกเขาเห็นตัวตนของตัวเองชัดเจนมากขึ้น และน่าจะช่วยสร้างความมั่นใจ ความภูมิใจในตัวเองให้เกิดขึ้นได้

“การใช้เสื้อผ้าคอลเลกชันสี่สิบปี Greyhound มาให้น้องๆ ใส่ถ่ายแฟชั่นเซ็ต แทนที่จะทำเสื้อยืดสกรีนลายแคมเปญเฉยๆ มันตอบโจทย์ Meaningful Life ของ Greyhound เอง ให้น้องแต่งเต็มกันไปเลย ครบทุกไอเท็ม น่าจะดูสนุกขึ้น รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจากการซื้อคอลเลกชันนี้ ก็เอาไปบริจาคให้กับ The Hub Saidek นี่แหละ” บีเชื่อมโยงกลับไปถึงเป้าหมายของแบรนด์

บีเล่าต่อไปว่า ตอนแรกสุดที่ตัดสินใจว่าจะถ่ายแฟชั่นเซ็ต เขารู้สึกหนักใจกับกระบวนการคัดตัว เพราะที่ The Hub Saidek มีเด็กที่เข้ามาพักอาศัยอยู่มากถึง 30 – 50 คน แต่โชคดีที่เต๋า กานต์ และแจม รับหน้าที่นั้นไป

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

กานต์เล่าย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาที่ทำกิจกรรมว่า เขาเริ่มจากการจัดเวิร์กช็อปให้เด็กๆ ย้อนคิดถึงชีวิตที่ผ่านมา และคิดไปถึงอนาคตว่าอยากเป็นและอยากทำอะไร แล้วให้เด็กๆ ลองวาดภาพออกมาเพื่อเล่าเรื่องนั้น ก่อนจะนำไปบอกเล่าเรื่องความฝันต่อให้ทีม Greyhound ฟัง

เด็กๆ หลายคนตื่นเต้นเมื่อได้ยินว่าจะได้ถ่ายแบบ แต่ก็ยังมีเด็กบางส่วนที่เขินอายและรู้สึกไม่มั่นใจ แจมเล่าให้เราฟังว่า น้องๆ ส่วนใหญ่มีความสามารถ แต่ขาดทักษะการเข้าสังคมหรือเคยโดยกลั่นแกล้งมาก่อน ดังนั้นกระบวนการคัดเลือกจึงต้องเน้นความสมัครใจเป็นหลัก ไม่มีการบังคับกันเกิดขึ้น 

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

“พอได้เจอหน้าเด็กทั้งเก้าคนที่จะมาเป็นโมเดล เรารู้สึกตื่นเต้นเลย ถ้าทำอะไรแล้วเรารู้สึกตื่นเต้น อยากเห็น เรารู้สึกว่ามันจะดี ทุกคนมีคาแรกเตอร์ แววตาร้ายๆ แบบเด็กที่ใช้ชีวิตเต็มที่ หน้าตาแบบไม่กลัวคน มีพลังกว่าพวกเราเยอะ” บีเล่าถึงความประทับใจแรกต่อโมเดลของโปรเจกต์นี้

นี่คือตัวตนของเด็กทั้ง 9 คนที่ได้กระโจนเข้ามาสู่โลกแฟชั่นผ่านทาง Greyhound

เข้าใกล้ความฝัน

เมื่อได้ตัวโมเดลทั้ง 9 เรียบร้อยแล้ว สถานีต่อไปก็คือการฟิตติ้งและถ่ายจริง

กระบวนการเลือกทีมงานที่จะเข้ามาทำงานกับเด็กๆ ก็มีความละเอียดอ่อนไม่แพ้ขั้นตอนการคิดไอเดีย ซึ่งโปรเจกต์นี้ได้ โดม ทรงประโคน บรรณาธิการนิตยสาร Looker มาทำสไตล์ลิ่ง และ กรกฤช เจียรพินิจนันท์ ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพแนวสตรีทเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว มาเป็นช่างภาพ บีเสริมว่า ทั้งสองท่านมีความเข้าใจประเด็นของความเท่าเทียมเป็นทุนเดิม จึงถ่ายทอดเด็กๆ ออกมาในแบบที่พวกเขาเป็นได้ดี 

เต๋าและกานต์เล่าถึงความตื่นเต้นของเด็กๆ เมื่อถึงวันถ่ายจริงว่า “ปกติเด็กจะตื่นสาย แต่วันนั้นผมมาถึงก่อนแปดโมง เด็กแทบทุกคนอาบน้ำแต่งตัว พร้อมที่จะไปแล้ว” 

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

วันฟิตติ้งที่ทางทีมงานขอให้เด็กเข้าไปให้สตูดิโอทีละคน เพราะกลัวว่าจะเขินอายกัน ทำให้เด็กคนอื่นๆ ต้องนั่งรออยู่ด้านนอก แต่ความตื่นเต้นนั้นก็ไม่ได้หายไป เมื่อเด็กคนก่อนหน้าเดินออกมา คนอื่นก็จะรุมถามว่าด้านในเป็นอย่างไรบ้าง 

บีเล่าว่า การถ่ายทำเป็นไปอย่างราบรื่น แม้จะมีภาพความอาย ความซนบ้างตามประสาเด็ก แต่ก็ไม่อึดอัดเลย เป็นบรรยากาศที่ดีมาก ทั้งสีหน้า แววตาของเด็กๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการถ่ายแบบนั้นมีพลังจนไม่น่าเชื่อ แม้กระทั่งทีมงานและช่างภาพก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า นี่มันดีกว่าการทำงานกับโมเดลมืออาชีพเสียอีก

ระหว่างที่พูดคุยกัน บีซึ่งนั่งฟังอยู่ก็ช่วยเราถามทีมงานฝั่ง The Hub Saidek ว่า หลังจากผ่านวันถ่ายทำไปแล้ว น้องๆ มีท่าทีอย่างไรกันบ้าง เพราะเกรงว่าเด็กจะรู้สึกว่าถ่ายแบบแล้วยังไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลง

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

“เราบอกเด็กเสมอครับว่า การทำกิจกรรมแบบนี้มันจะนำองค์กรไปสู่สังคมภายนอก เขารับทราบและเข้าใจ” กานต์ตอบ

“หลังจากถ่ายแบบ มีน้องมาบอกว่า เขาอยากออกจากพื้นที่บริเวณ The Hub Saidek ที่เขาอยู่มาหลายปี ไปทำงานและใช้ชีวิตที่อื่น ซึ่งเรารู้สึกว่า เราประสบความสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่งที่เด็กอยากจะออกไปเอง เราไม่ได้บังคับให้เด็กออกไปทำงานด้วยซ้ำ มันอาจจะเป็นผลพลอยได้จากการที่เราพาเด็กไปถ่ายแบบ และย้ำกับเขาว่าเขามีความฝันอยู่นะ” เต๋าแชร์เรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากการถ่ายแบบสิ้นสุดลง เพื่อเป็นการเสริมคำตอบของกานต์

ดูเหมือนว่าอย่างน้อยที่สุด โปรเจกต์นี้ก็ได้ผลักใครคนหนึ่งให้เข้าใกล้ความฝันของตัวเองไปอีกก้าว

ฝันที่ (อยากให้) เป็นจริง

หลังจากที่เราได้พูดคุยกันไปทุกแง่มุมของแคมเปญ I HAVE A DREAM ไปแล้ว เราก็อดไม่ได้ที่จะวกมาถามถึงความฝันของผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ว่าอยากให้ผู้ชมได้เห็นอะไรจากภาพถ่ายแฟชั่นเซ็ตชุดนี้ 

ฝั่ง The Hub Saidek ได้เน้นย้ำถึงความตั้งใจแรกเริ่มว่า แค่อยากใช้พื้นที่สื่อเล็กๆ สะกิดให้สังคมหันมามองเห็นตัวตนของเด็กไร้บ้าน มองว่าเขามีความเป็นมนุษย์เท่ากันกับเราทุกคน และให้การสนับสนุนพวกเขาเท่าที่จะทำได้

บีให้ความเห็นเสริมขึ้นมาว่า ทาง Greyhound เองแค่หวังจะเป็นพื้นที่สื่อให้กับมูลนิธิสายเด็ก 1387 และ The Hub Saidek “เราต้องให้พื้นที่กับคนที่เป็น ‘คน’ จริงๆ ด้วย นี่คือชีวิตจริง แคมเปญก็หวังง่ายๆ ว่า คนจะกลับมาที่ The Hub โทรมาเลย 1387 ไม่ต้องซื้อเสื้อก็ได้ คุณมาดูแล มาสนับสนุนเขาได้ เขาทำสิ่งนี้อยู่แล้วและดีด้วย”

“อีกเรื่องที่ผมฝันก็คือ อยากเปลี่ยนภาพการมองคน ให้เรามองคนด้วยความเป็นคนที่เท่ากัน ถ้าแคมเปญนี้ทำให้คนฉุกคิดได้ขนาดนั้นก็น่าจะดี”

และนี่ก็คือฝันที่ทั้ง Greyhound และ The Hub Saidek รวมถึงเราด้วย อยากเห็นและให้เป็นจริง ซึ่งคุณก็เป็นส่วนหนึ่งของการบอกเล่าความฝันของน้องๆ ได้ โดยการเข้าไปซื้อสินค้าคอลเลกชัน Greyhound 40 ปี โดยรายได้หลักจากหักค่าใช้จ่ายบริจาคให้มูลนิธิสายเด็ก 1387 หรือติดต่อเพื่อสมทบทุนกับทางมูลนิธิได้ที่สายด่วน 1387 และ childlinethailand.org

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load