26 กุมภาพันธ์ 2563
6 K

โป๊กกกก… เสียงศีรษะข้างซ้ายของเรากระแทกกับหน้าต่างรถกระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ ก่อให้เกิดเสียงหัวเราะดังลั่นออกมาจากผู้โดยสารทั้งคันรถ เรานั่งตัวโยกอยู่ในรถมาชั่วโมงกว่าแล้ว จุดหมายที่พวกเรากำลังขับรถเข้าไปนั้น ถนนทั้งเส้นไม่ได้ลาดยาง แถมยังสูงชันอย่างน่าหวาดเสียว เสียงเครื่องยนต์คำรามเป็นพักๆ เพื่อเร่งเครื่องปีนป่ายขึ้นไปบนเส้นทางที่สูงชัน หลังเราเอนติดเบาะรถเหมือนนั่งรถไฟเหาะตอนกำลังขึ้นสู่จุดสูงสุดไม่มีผิด ความกว้างของเส้นทางรถก็ไม่กว้างไปกว่าตัวรถสักเท่าไหร่ วิวข้างขวาเป็นภูเขาสูงชัน ข้างซ้ายเป็นหุบเขาที่ด้านล่างเต็มไปด้วยไร่ชาน้ำมัน ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของชาวบ้านในบริเวณนี้ 

หลังจากนั่งตัวโยกอยู่บนรถจนมึนหัว ในที่สุดเราก็มาถึงเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ โครงการศึกษาและพัฒนาการปลูกชาน้ำมัน บ้านปูนะ จังหวัดเชียงราย พวกเราหยิบกระเป๋า สะพายกล้อง ลงจากรถแล้วเดินไปพบพี่ๆ เจ้าหน้าที่จากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงผู้ดูแลโครงการนี้ที่กำลังยืนรอพวกเราอยู่ที่ทางเข้าเส้นทางเดินป่า 

เจ้าหน้าที่จากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง

รองเท้าสตั๊ดดอยสีเหลืองสดใสจนยากที่จะละสายตา พร้อมด้วยพร้าคู่ใจเล่มยาวที่แขวนพาดจากไหล่ซ้ายไปขวา นั่นคืออุปกรณ์ประจำตัวเจ้าหน้าที่นำทางของพวกเรา พี่ยี่ เป็นเจ้าหน้าที่หนุ่มอายุไม่เกิน 40 ปี บุคลิกกระฉับกระเฉง รอยยิ้มกว้างที่มาพร้อมกับภาษากลางปนสำเนียงชาวเหนือ ฟังแล้วน่ารักไม่เหมือนใคร 

“ไปปปป…” พี่ยี่พูดพร้อมกับโบกมือเรียกให้พวกเราเดินตามเข้าสู่ป่าใหญ่ ช่วงแรกเป็นการเดินไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อไปยังป่าต้นน้ำที่อยู่ด้านบนของภูเขา สภาพทางเข้าป่าเต็มไปด้วยต้นไม้ที่ขึ้นปกคลุมพื้นที่ทางเดินจนหมด บางต้นสูงใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาเต็มที่จนแสงแดดลอดผ่านมาได้เพียงเล็กน้อย

เราค่อยๆ เดินเลาะทางเลียบขึ้นภูเขาไปเรื่อยๆ จากเส้นทางเดินที่กว้างราว 1 เมตร ค่อยๆ แคบลงเรื่อยๆ จนเหลือเพียงราว 1 ฝ่ามือ ด้านหนึ่งเป็นภูเขา อีกด้านเป็นทางลาดลงลึกชันที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ทึบ พวกเราเดินท่ามกลางความเงียบ สมาธิจดจ่ออยู่กับเส้นทางเดิน ได้ยินเพียงเสียงต้นไผ่ที่ลู่ไปกับสายลม ผสานกับเสียงกระพือปีกนกที่โผจากกิ่งไม้หนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่งเมื่อพวกเราเดินผ่าน เหมือนเป็นการเตือนสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในป่านี้ว่า ได้มีมนุษย์กำลังย่างกรายเข้ามาในอาณาเขตนี้

หลังจากผ่านจุดนั้น เส้นทางเดินเริ่มกว้างขึ้น พวกเราใช้โอกาสนี้หยุดพักดื่มน้ำ พร้อมถกปัญหาเรื่องการบุกรุกป่าและวิธีการอนุรักษ์ป่าอย่างยั่งยืน พี่ยี่เล่าให้พวกเราฟังว่า ชาวบ้านต้องใช้ป่าในการดำรงชีพ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เอาไว้อยู่อาศัย เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ หรือขายผลผลิตที่ได้มาจากป่า และเมื่อพื้นที่นั้นเสื่อมโทรมเกินกว่าที่จะใช้งานต่อไปได้ ก็ต้องจำใจย้ายเข้าไปในพื้นที่ป่าใหม่ ชาวบ้านเองก็ไม่ได้ต้องการทำแบบนั้น เพราะพวกเขาเห็นตรงกันว่าผืนป่าน้อยลงไปทุกวัน แต่ต้องทำเพื่อเลี้ยงปากท้องของคนในครอบครัว การจะบอกชาวบ้านว่าห้ามบุกรุกพื้นที่ป่า เป็นเรื่องที่เหมือนกับกีดกันการมีชีวิตอยู่ของพวกเขาเลยทีเดียว ดังนั้นการแก้ปัญหาเรื่องป่าถูกทำลาย จริงๆ แล้วไม่ใช่การปลูกป่า แต่เป็นการแก้ปัญหาเรื่องความยากจนมากกว่า

‘ก่อนที่จะปลูกป่า จะต้องปลูกคนก่อน’ 

ถ้าคนอยู่ได้ ป่าก็อยู่ได้ มูลนิธิฯ จึงให้ความสำคัญกับคนก่อน ด้วยการจัดสรรพื้นที่ทำกินให้กับชาวบ้านพร้อมทั้งจัดแบ่งประโยชน์ในการใช้งานขึ้นมาใหม่ เพื่อแยกส่วนให้ชัดเจนว่า บริเวณไหนที่ต้องอนุรักษ์และบริเวณไหนที่ใช้ประโยชน์จากป่าได้ โดยแบ่งป่าออกเป็น 4 ประเภทตามการใช้งาน ได้แก่ ป่าอนุรักษ์ ป่าใช้สอย ป่าเศรษฐกิจ และที่ดินทำกิน ในวันนี้พวกเราจะได้เดินสำรวจป่าทั้ง 4 ประเภท พี่ยี่อธิบายให้พวกเราฟังด้วยน้ำเสียงสดใสไร้ซึ่งความอ่อนล้าใดๆ ดูเหมือนว่าความชันที่กำลังเจออยู่นี้ไม่มีผลใดๆ กับความเร็วฝีเท้าของพี่ยี่เลยแม้แต่น้อย พวกเราหยุดหอบ ปาดเหงื่อ แล้วพยายามเร่งฝีเท้าตามพี่ยี่ไปสู่ป่าอนุรักษ์ที่อยู่ด้านบนของภูเขา

ปีนกระบะไต่ขึ้นเขาไปเดินเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติเรียนรู้ป่าต้นน้ำเหนือไร่ชาที่ เชียงราย

ป่าอนุรักษ์ มีสัดส่วนที่เยอะที่สุดในบรรดาป่าทั้ง 4 แบบ เป็นป่าที่ต้องได้รับการฟื้นฟูและรักษาเอาไว้ โดยไม่ให้มีการใช้งานจากป่านี้ เนื่องจากเป็นแหล่งต้นน้ำที่มีความสำคัญต่อการใช้ชีวิตของชาวบ้าน บริเวณนี้มีความชื้นสูง ทำให้รู้สึกเย็นเป็นพิเศษ พื้นดินชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำ ทุกก้าวเดินให้ความรู้สึกนุ่มและหนึบเบาๆ เหมือนเดินอยู่บนเค้กช็อกโกแลตนุ่มฟู เราหายใจเข้า สูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด ซึมซับกลิ่นต้นไม้และดินอันแสนสดชื่น 

ปีนกระบะไต่ขึ้นเขาไปเดินเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติเรียนรู้ป่าต้นน้ำเหนือไร่ชาที่ เชียงราย

พี่ยี่ชี้มือไปที่แอ่งน้ำด้านหน้า นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเราได้เห็นตาน้ำตามธรรมชาติของจริง มองผ่านๆ หน้าตาเหมือนจุดน้ำขังมากกว่า ความกว้างประมาณ 1เมตร ลึกราว 1 ฝ่ามือเท่านั้น แต่น้ำในแอ่งใสแจ๋ว เห็นถึงก้นแอ่งซึ่งเป็นทรายสีน้ำตาลอ่อน บริเวณรอบๆ มีต้นไม้ขึ้นเต็มไปหมด ตาน้ำจากจุดนี้ไหลแตกขยายออกเป็นลำห้วยอีกมากมาย ที่ด้านล่างมีฝายซึ่งทีมพี่ยี่ได้สร้างเอาไว้หลายจุด ทั้งเพื่อชะลอกระแสน้ำ ป้องกันการถล่มของหน้าดินในฤดูน้ำหลาก และเพื่อเก็บกักน้ำให้ชาวบ้านอีกหลายพันครอบครัวใช้ในการทำเกษตรกรรม เพราะเมื่อผลผลิตออกมาดี รายได้ดี การบุกรุกป่าก็เป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น 

ปีนกระบะไต่ขึ้นเขาไปเดินเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติเรียนรู้ป่าต้นน้ำเหนือไร่ชาที่ เชียงราย

ดังนั้น การจัดการน้ำจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก พี่ยี่เล่าว่าน้ำจากลำห้วยนี้ส่งต่อไปจนถึงหมู่บ้านที่อยู่ห่างออกไปอีกฝั่งหนึ่งของภูเขาได้ โดยที่ไม่มีการใช้ปั๊มน้ำเลย 

“เราจะไม่จ่ายค่าน้ำด้วยน้ำมันครับ” พี่ยี่ตอบยิ้มๆ พร้อมกับอธิบายหลักการทำงานให้ฟังอย่างง่ายว่า น้ำจะตกจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำเสมอ ดังนั้นจึงใช้หลักการนี้มาวางแผนว่า น้ำที่อยู่ในฝายกั้นน้ำที่ความสูงในแต่ละระดับนั้น ควรจะต้องสร้างท่อส่งน้ำไปเลี้ยงที่หมู่บ้านไหนบ้าง ด้วยการวางแผนจัดการอย่างเป็นระบบ ถึงแม้หมู่บ้านจะอยู่ไกล แต่ยังส่งน้ำไปถึงได้ พี่ยี่เปิดท่อส่งน้ำให้พวกเราดู สายน้ำพุ่งออกมาสูงถึง 2 เมตร ละอองน้ำแผ่กระจายออกจนพวกเราเปียกปอนกันหมด นี่มันแรงยิ่งกว่าปั้มน้ำที่บ้านเราซะอีก 

ปีนกระบะไต่ขึ้นเขาไปเดินเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติเรียนรู้ป่าต้นน้ำเหนือไร่ชาที่ เชียงราย
ปีนกระบะไต่ขึ้นเขาไปเดินเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติเรียนรู้ป่าต้นน้ำเหนือไร่ชาที่ เชียงราย

หลังจากนั้นพวกเราค่อยๆ เดินตามเส้นทางการไหลของน้ำลงสู่หุบเขาด้านล่าง ระหว่างทางได้เห็นต้นอ่อนกำลังแตกใบอยู่หลายต้นในบริเวณนั้น เราจึงถามพี่ยี่ถึงการปลูกป่าและพันธ์ุพืชที่ใช้ในการปลูกป่า พี่ยี่อธิบายให้ฟังว่า ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา จากการทดลองปลูกป่ามาหลายรูปแบบ วิธีการปลูกป่าแบบไม่ปลูก คือปล่อยให้ป่าได้ฟื้นฟูด้วยตัวเองเป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุด ทั้งในแง่ความหลากหลายทางชีวภาพและความอุดมสมบูรณ์ของตัวป่าเอง

พี่ยี่ชี้ให้พวกเราเห็นป้ายเบอร์ประจำต้นไม้ ซึ่งเอาไว้ใช้วัดผลการฟื้นฟูของป่า โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็นแปลงๆ จากนั้นก็สำรวจพันธ์ุไม้ในแต่ละแปลงอย่างละเอียด นับจำนวนต้นไม้ที่เพิ่มขึ้น นับความหลากหลายของพันธ์ุพืชในแปลงนั้นๆ พร้อมทั้งติดตามการเติบโตของต้นไม้ในแปลงโดยตลอด จึงได้เห็นว่าป่าค่อยๆ ฟื้นฟูขึ้นด้วยตัวเองอย่างเป็นระบบ นั่นคือเหตุผลที่มูลนิธิฯ จัดสรรให้ป่าอนุรักษ์เป็นพื้นที่ที่ไม่มีการใช้ประโยชน์ใดๆ จากป่า ดังนั้นต้นอ่อนทั้งหลายที่เราได้เห็นทั้งหมดนั้น เป็นการเติบโตของป่าเอง 

เจ้าหน้าที่จากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง

“ผมเคยเห็นกระจงอยู่ตรงนั้นครั้งหนึ่ง” พี่ยี่ชี้มือไปตรงพื้นหุบเขาด้านล่างที่เต็มไปด้วยต้นไผ่ขนาดใหญ่ที่ขึ้นติดกันอย่างหนาแน่น “มันนอนอยู่ตรงนั้น แต่เห็นแค่แวบเดียว น่าจะเป็นเพราะผมอยู่ทางต้นลม เลยทำให้เจ้ากระจงกระโดดหนีไปในทันที ผมดีใจมากๆ เลยนะ ที่ได้เห็นสัตว์ป่าที่นี่ มันทำให้รู้สึกว่าป่าฟื้นฟูขึ้นมากจริงๆ” พี่ยี่เล่าด้วยสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม 

เจ้าหน้าที่จากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง
ปีนกระบะไต่ขึ้นเขาไปเดินเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติเรียนรู้ป่าต้นน้ำเหนือไร่ชาที่ เชียงราย
ปีนกระบะไต่ขึ้นเขาไปเดินเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติเรียนรู้ป่าต้นน้ำเหนือไร่ชาที่ เชียงราย

พวกเราเดินลดระดับความสูงลงไปเรื่อยๆ ทิวทัศน์รอบข้างก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปจากป่าทึบชื้นกลายเป็นป่าที่โปร่งขึ้น ในส่วนนี้เรียกว่า ‘ป่าใช้สอย’ เป็นป่าสำหรับชุมชนที่ทุกคนใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ ทั้งการนำไม้ไปใช้สร้างและซ่อมแซมบ้าน หรือเข้าไปหาของป่าต่างๆ การเดินป่าในช่วงนี้ เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์สำหรับพวกเรากันเลยทีเดียว เมื่อพี่ๆ ทีมงานต่างพากันจัด ‘บุฟเฟต์ของแปลก’ มาให้พวกเราได้ชิมกันตลอดทาง มีทั้งพืชหน้าตาแปลกและผลไม้ป่า บางลูกก็เปรี้ยวจัด บางลูกขมฝาดในตอนแรกแต่หลังจากนั้นไม่กี่วินาทีกลับชุ่มคอ 

พี่ยี่หยิบพร้าคู่ใจฟันฉับเข้าไปที่ไม้เลื้อยต้นหนึ่ง หยดน้ำใส ค่อยๆ ไหลอย่างต่อเนื่องออกมาจากจุดที่ถูกฟัน พวกเรายกไม้เลื้อยท่อนนั้น สลับกันดื่มแก้กระหายกันเป็นทอดๆ รสชาติของน้ำมีความเฝื่อนเบาๆ แต่ก็สร้างความสดชื่นให้กับพวกเราเป็นอย่างมาก ตอนนี้ถึงได้เข้าใจแล้วว่า สำหรับชาวบ้าน ‘ป่า’ ก็คือเซเว่นอีเลฟเว่น มีทั้งอาหาร ขนม น้ำดื่ม และยารักษาโรค ป่าคือส่วนหนึ่งในชีวิต การใช้ชีวิตร่วมกับป่าคือวิถีชีวิตที่สำคัญและแยกจากกันไม่ได้สำหรับพวกเขา

ปีนกระบะไต่ขึ้นเขาไปเดินเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติเรียนรู้ป่าต้นน้ำเหนือไร่ชาที่ เชียงราย
ปีนกระบะไต่ขึ้นเขาไปเดินเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติเรียนรู้ป่าต้นน้ำเหนือไร่ชาที่ เชียงราย
ปีนกระบะไต่ขึ้นเขาไปเดินเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติเรียนรู้ป่าต้นน้ำเหนือไร่ชาที่ เชียงราย

เมื่อพวกเราเดินลดระดับความสูงลงไป ทิวทัศน์ป่าไผ่อันหนาแน่นค่อยๆ กลายเป็นไร่ต้นชาน้ำมันขนาดใหญ่ เรียกว่า ‘ป่าเศรษฐกิจ’ บริเวณนี้เป็นพื้นที่ที่จัดสรรให้ชาวบ้านแต่ละครอบครัว ร่วมกันรับผิดชอบดูแลพื้นที่เพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจระยะยาว เช่น ชาอัสสัม กาแฟ และที่สำคัญคือต้นชาน้ำมัน ซึ่งมูลนิธิฯ จัดตั้งโครงการศึกษาและพัฒนาการปลูกชาน้ำมัน บ้านปูนะ เพื่อสนับสนุนและให้คำแนะนำในการปลูกต้นชาน้ำมัน รวมถึงการรับซื้อผลผลิตต้นชาน้ำมันจากชาวบ้าน เพื่อให้ชาวบ้านได้มีรายได้ระยะยาว 

ที่ใกล้ๆ กันนั้นก็จะเห็นป่าประเภทสุดท้ายที่เรียกว่า ‘พื้นที่ทำกิน’ ของชาวบ้าน ที่เอาไว้ปลูกพืชผลระยะสั้น เช่น ข้าวโพด ข้าว และพืชผักสวนครัวต่างๆ ไว้ทานกันเองภายในครอบครัว ด้านข้างของสวนเห็นสายน้ำเล็กๆ ที่ไหลผ่าน น้ำสายนี้ไหลมาจากตาน้ำที่มาจากป่าอนุรักษ์ด้านบน ความสัมพันธ์ของป่าต้นน้ำที่อยู่ด้านบนและวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อยู่ด้านล่างเชื่อมโยงกันด้วยสายน้ำที่มาจากตาน้ำเล็กๆ ตรงจุดนั้น 

“ตอนทำโครงการแรกๆ ไม่มีชาวบ้านคนไหนอยากให้ความร่วมมือนะ แต่เราก็พยายามพิสูจน์ความจริงใจให้พวกเขาเห็นว่า เราตั้งใจทำกันจริงๆ เราให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการออกความคิดเห็นและทำงานไปด้วยกัน เดินสำรวจพื้นที่ป่า เพื่อแบ่งเขตการจัดสรรป่าไปด้วยกัน มาลุยทำฝายไปด้วยกัน

“นอกจากนั้น ยังมีโครงการอื่นๆ อีกหลายอย่างที่ช่วยสร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน ทั้งโครงการชาน้ำมัน โครงการกาแฟ โครงการงานหัตถกรรมที่ส่งไปขายที่ดอยตุง หรือโครงการธนาคารหมูดำ จนเดี๋ยวนี้ชาวบ้านไม่บุกรุกป่าอีกแล้วเพราะเขามีพื้นที่ทำกิน พื้นที่ทำการเกษตร มีรายได้จากทางอื่นที่เพียงพอ แต่ที่น่าดีใจที่สุด คือชาวบ้านได้กลายเป็นคนอนุรักษ์ผืนป่า การแจ้งเหตุเรื่องการกระทำความผิดเกี่ยวกับป่าที่พวกเราได้รับ ส่วนใหญ่มาจากชาวบ้านเป็นผู้แจ้งข่าวทั้งนั้น

 “เพราะทุกคนรักและคอยดูแลผืนป่าให้กับพวกเรา ถ้าไม่ได้ความร่วมมือจากชาวบ้านทุกคน พวกเราก็คงอนุรักษ์ผืนป่าไว้ไม่ได้” แม้พี่ยี่จะพูดโดยที่ไม่ได้หันหน้ามา แต่เราก็รับรู้ได้ถึงความสุขและความภูมิใจที่ส่งผ่านออกมาจากน้ำเสียง 

ปีนกระบะไต่ขึ้นเขาไปเดินเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติเรียนรู้ป่าต้นน้ำเหนือไร่ชาที่ เชียงราย
ปีนกระบะไต่ขึ้นเขาไปเดินเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติเรียนรู้ป่าต้นน้ำเหนือไร่ชาที่ เชียงราย

เราจบการเดินทางของวันนี้ที่จุดพักริมลำธาร ข้าวมื้อบ่ายวันนั้นเป็นการนั่งล้อมวงบนใบตองกล้วย แบ่งกันจกข้าวเหนียวหมูทอด น้ำพริกหนุ่ม และไข่ต้มด้วยความสนุกสนาน ปิดท้ายด้วยน้ำชาไม้ไผ่ที่เพิ่งต้มกันสดๆ ด้วยการเอาลำไม้ไผ่ขนาดใหญ่กว่าน่องขามาเจาะรู แล้วนำยอดใบชาสดที่เก็บมาจากบริเวณนั้นใส่ลงไป เติมน้ำให้เต็ม แล้วต้มทั้งกระบอกจนน้ำเดือด

น้ำชาที่ได้เป็นการผสมกันที่ลงตัว ระหว่างกลิ่นหอมอ่อนๆ ของใบชาผสมกับกลิ่นหอมตามธรรมชาติของไม้ไผ่ ตัวน้ำชามีรสชาติละมุนอมหวานเล็กน้อยจากเยื่อไผ่ที่ละลายอยู่ในน้ำ มันคือสุดยอดชาไม้ไผ่ที่ทั้งชีวิตนี้ไม่รู้จะหาโอกาสดื่มได้จากที่ไหน อีกทั้งแก้วชาก็ทำจากไม้ไผ่ขนาดพอดีมือที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับสถานที่ เพราะด้วยความที่ริมลำธารมักเต็มไปด้วยก้อนหิน ไม่มีที่ราบเพียงพอจะวางแก้วน้ำได้ พี่ยี่จึงใช้พร้าคู่ใจบรรจงเหลาด้านล่างของแก้วให้เป็นปลายแหลม เพื่อให้ปักตั้งลงไปในพื้นดินได้อย่างสะดวก 

เราละเมียดจิบชาไม้ไผ่ และซึมซับบรรยากาศที่แสนจะพิเศษนี้ไว้ให้นานที่สุด พร้อมกับทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ การเดินทางศึกษาธรรมชาติ 2 ห้วย 3 ดอย 4 ป่า 5 ชั่วโมง 6 กิโล ดูเหมือนไม่นาน แต่เต็มไปด้วยความรู้ในแง่มุมใหม่ๆ มุมมองของเราที่มีต่อการอนุรักษ์ป่าและปลูกป่าเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เมื่อเราได้ออกไปเห็นด้วยตัวเอง จิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆ หลายชิ้นได้ถูกต่อเข้าด้วยกัน ทำให้เห็นภาพที่ใหญ่ขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับป่าที่แยกออกจากกันไม่ได้ แต่ต้องเป็นการเดินหน้าไปด้วยกัน การอนุรักษ์ป่าในรูปแบบที่เปลี่ยนไปจากเดิม 

ที่ที่ทุกคนเป็นผู้ชนะ ทั้งผู้คนและธรรมชาติ ชาวบ้านมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและกลายเป็นผู้พิทักษ์ป่า ผืนป่าได้รับการฟื้นฟูอย่างยั่งยืน กลายเป็นแหล่งต้นน้ำหล่อเลี้ยงความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิตมากมายที่อยู่ในป่า รวมทั้งและชาวบ้านที่อยู่ในเขาอีกหลายพันครอบครัว 

หากแนวความคิดแบบนี้ปรับใช้ได้กับพื้นที่ป่าหลายๆ ที่ในเมืองไทยได้ก็คงดี 

เราจิบชาแสนอร่อยอึกสุดท้าย แล้วบอกลาป่าผืนใหญ่ไว้ข้างหลัง


โครงการศึกษาและพัฒนาการปลูกชาน้ำมัน จังหวัดเชียงราย มีเป้าหมายเพื่อดำเนินการศึกษาและปลูกชาน้ำมัน ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการพัฒนาและเป็นพื้นที่ที่อยู่ในระหว่างการดำเนินการ จึงยังไม่ได้เปิดให้เข้าเยี่ยมชมพื้นที่ 

ภาพ : คุณชุตินันท์ โมรา, คุณพลพิชญ์ คมสัน, คุณพูนพัฒน์ วัฒนสินธ์ุ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

สุธีรา โมรา

ชอบพาร่างกายและจิตใจไปทรมาน เพียงเพื่อเฝ้ามองการวิวัฒนาการของตัวเอง เสพย์ติดชา รักการอ่าน Manga และแพ้ทางอาม่าอากง

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

จากตัวเมืองเชียงใหม่-อำเภอเชียงดาว จากถนนคอนกรีตเริ่มกลายเป็นถนนลูกรัง ภูเขาน้อยใหญ่สองข้างทาง กับฝนที่โปรยลงมาพอให้ชื่นใจ และ ‘ดอยหลวงเชียงดาว’ สูงตระหง่านอยู่สุดสายตาหลังจากยานพาหนะพาเรามาถึงจุดหมาย ชายวัยกลางคนผมยาวดกดำเดินออกมาต้อนรับ พร้อมเชื้อเชิญเราเข้าไปยังที่พัก

“สำหรับเรา พระอาทิตย์ขึ้น เหมือนการเริ่มต้นวันใหม่ในชีวิตของคนและธรรมชาติ เป็นการตื่นนอนและเดินทางในทุกวันเหมือนดวงอาทิตย์” เนย์-สุริยาวุธ อภิวงค์ เล่าถึงที่มาและการเดินทางของเขา จากจุดเริ่มต้นจนกลายเป็น ‘ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์’

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

พบตะวัน

ตะวันตื่น เริ่มขึ้นจากการเดินทางจากเชียงใหม่ มาดูที่ดินตรงนี้ครั้งแรกกับเพื่อน เราเห็นภูเขาและพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก จากจุดนี้ทำให้เรานึกถึงภาพวาดสมัยเป็นเด็ก” เจ้าบ้านเล่าพร้อมพาเดินชมโดยรอบ

เนย์ตัดสินใจเข้ามาลองใช้ชีวิตอยู่บนที่ดินผืนนี้รวมทั้งหมด 31 ไร่ ที่มีต้นน้ำ (แม่น้ำปิง) ขนาบข้าง พร้อมกับป่าไผ่และป่าเบญจพรรณโอบล้อม ในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

“เราเริ่มเข้ามาใช้ชีวิตที่นี่ เรียนรู้ความเป็นอยู่ของคนในชุมชนก่อน เราคิดว่าต้องเป็นคนที่นี่ให้ได้ก่อนเพื่อที่จะเข้าใจว่าสิ่งไหนควรทำ ไม่ควรทำ”

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

“เพราะเราใช้ชีวิตคลุกคลีกับชาวบ้าน เลยเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในชุมชน จากคนแปลกหน้าเริ่มกลายเป็นครอบครัว พออยู่ที่นี่ครบสามฤดูกาล เราตัดสินใจกับเพื่อนๆ ว่า ควรทำแคมป์กราวนด์ที่มีฟาร์มไก่และร้านกาแฟเล็กๆ” เนย์เล่าด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

ระหว่างบทสนทนา เสียงลมเอื่อยๆ กระทบต้นไม้ใหญ่ริมน้ำ ประกอบกับฝนที่โปรยลงมาเป็นระยะราวกับเสียงดนตรีจากธรรมชาติ และฝนสงบลงตอนเที่ยงวันพอดิบพอดี หลังจากเรากางเต็นท์และเก็บสัมภาระเรียบร้อย เนย์ตะโกนมาจากในครัวที่ทำมาจากไม้ไผ่ทั้งหลัง 

“มื้อเที่ยงวันนี้ผมจะทำ ‘คั่วแฮ่มไก่’ ให้กินนะ” 

หลังพูดจบประโยค เนย์ชักชวนเราเข้ามาในครัว ซึ่งเขากำลังเตรียมวัตถุดิบเพื่อปรุงอาหาร

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้
นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

“เมนูคั่วแฮ่มไก่ (คั่วแห้งไก่) เป็นอาหารท้องถิ่นของภาคเหนือ แต่ความพิเศษของคั่วแห้งไก่ที่เรากำลังจะทำคือ วัตถุดิบทั้งหมดหามาจากธรรมชาติ พืชผักท้องถิ่นที่ขึ้นเองริมน้ำ เก็บมาปลูกในแปลงที่ทำไว้ในฟาร์มสเตย์ ส่วนไก่ เป็นไก่พื้นเมืองที่เราเลี้ยงไว้เอง” เนย์เล่าปนยิ้มพร้อมทำอาหารต่ออย่างสนุกมือ

“บริเวณรอบๆ ไม่ได้มีแค่พืชผักอย่างเดียว แม่น้ำปิงที่นี่ใสมาก ในฤดูร้อนกับฤดูหนาวใสจนเห็นปลาเลย อยู่ที่นี่ได้กินปลาจนเบื่อ มันว่ายทวนน้ำขึ้นมาตลอด บางทีมันมากันเป็นโขยง ในแต่ละฤดูกาลจะมีปลาแตกต่างกัน อย่างช่วงนี้จะเป็นปลากด เพราะปลากดมากับน้ำขุ่น” เขาเล่าพร้อมตักอาหารใส่จาน และกินอาหารร่วมกันกับพวกเรา

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

หากสังเกตจะพบว่าสิ่งปลูกสร้างที่นี่ล้วนทำมาจากวัสดุธรรมชาติ อีกทั้งยังมีเอกลักณ์เฉพาะ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางหมู่บ้านของชนพื้นเมือง ไม่ว่าจะเป็นห้องครัว ห้องน้ำ ลานกางเต็นท์ และ แปลงผัก ล้วนทำมาจากไม้หลากหลายชนิดที่มีรูปร่างแตกต่างกันไป

“เราไม่ใช่นายทุนที่มีเงินมากมาย ก่อนที่จะมาทำฟาร์มสเตย์ เราเรียนจบทางด้านศิลปะ สาขาจิตรกรรมมาก่อน เลยมีความรัก ความชอบงานศิลปะอยู่แล้ว เลยเริ่มสร้างจากสิ่งเล็กๆ ตอนนั้นในความคิดของเรา คิดแต่ว่าจะทำยังไงให้ชาวบ้านได้ผลประโยชน์ มีรายได้ และอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ เลยเก็บวัสดุรอบตัวมาสร้างที่นี่เองทั้งหมด อย่างพวกกิ่งไม้ ต้นไม้ เป็นกิ่งไม้ที่ชาวบ้านตัดทิ้งบ้าง เก็บที่ไหลมาตามแม่น้ำบ้าง เก็บจากต้นไม้ที่โค้นล้มในป่าบ้าง

“มันอยู่ที่มุมมองและอยู่ที่คนที่จะไปจับ แล้วเอามาคิด เอามาทำ เราเคยคิดว่าต้องมีเงินเท่านั้น เท่านี้ ถึงจะสร้างบางสิ่งได้ แต่พอคิดดูดีๆ ขอแค่มีความคิด มีแรงกาย มีแรงใจ บางทีสร้างผลงานที่เรียกว่า Nature Art ขึ้นมาได้ จนหลังๆ เริ่มลดต้นทุนอะไรหลายๆ อย่าง เริ่มมีไอเดียใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ ยิ่งได้อยู่กับธรรมชาติ ยิ่งทำให้ความคิดแล่น”

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

แล้วชาวบ้านได้รับการช่วยเหลืออย่างไรบ้าง-เราถาม

“ตอนนี้เราเริ่มจากจุดเล็กๆ ชุมชนเรามีต้นน้ำกับป่าไผ่ ชาวบ้านเลยคิดกันว่าอยากทำล่องแพ เลยลองตัดไม้ไผ่มาทำแพกับชาวบ้าน พานักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักไปล่องแพเป็นกิจกรรม แล้วรายได้จากล่องแพก็ให้ชาวบ้าน

“ตอนนี้ก็กำลังเริ่มทำอีกโครงการ เป็นโครงการปลูกไผ่ซางหม่น กำลังเริ่มเพาะกันอยู่เลย ปกติชุมชนแถวนี้จะตัดไม่ไผ่ขาย แต่ถ้าเราตัดมันไปเรื่อยๆ มันก็จะออกไม่ทัน ด้วยความที่เขตป่าของชุมชนนี้มีเกือบ สองพันไร่ ถ้าเราแบ่งออกเป็นสี่โซน ถ้าตัดโซนที่หนึ่ง ปีหน้าก็ตักโซนที่สอง หมุนเวียนกันไป ก็จะมีผลผลิตให้เราตลอดทุกปี และพอที่จะส่งออกได้เลยนะ ยิ่งผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่ตอนนี้กำลังมาแรง ชาวบ้านเขาก็จะมีรายได้ตลอด” เจ้าบ้านเล่าอย่างภูมิใจ

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

ทิศตะวันตก

หลังตะวันค่อยๆ ลับฟ้าไปไม่นาน เจ้าบ้านเริ่มก่อกองไฟริมลานไม้ไผ่ให้พวกเรา ก่อนจะมุ่งหน้าเข้าครัวเพื่อทำอาหารเย็น อาหารมื้อนี้เป็นอีกมื้อที่เรียบง่าย หลังจากทานอาหารร่วมกันกับเจ้าบ้าน บทสนทนายามดึกของเรายังคงดำเนินต่อไป พร้อมกับแสงของกองไฟดวงเล็กๆ ที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นขึ้นเป็นกอง

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว
ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

“ท้องฟ้าตรงที่พวกเรานั่งคุยกันอยู่ ถ้ามองขึ้นไปในฤดูล่าทางช้างเผือก ที่นี่มองเห็นทางช้างเผือกด้วยตาเปล่าได้

เลย ปกติทางช้างเผือกจะขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ แล้วลับของฟ้าในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ” เจ้าบ้านชี้มือไปบนท้องฟ้าประกอบกับเปิดโทรศัพท์มือถือ และอวดรูปภาพทางช้างเผือกที่เขาเคยถ่ายไว้

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

“ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ตอนนี้ยังสร้างไม่เสร็จดี แต่คนตามกันเข้ามาเยอะพอสมควร จนเราประหลาดใจอยู่เหมือนกัน น่าจะบอกปากต่อปากกันไปเรื่อยๆ จนธุรกิจแถวนี้เข้ามาถามตลอดว่า ทำการตลาดยังไง ฐานลูกค้า กลุ่มเป้าหมายเป็นแบบไหน เราให้คำตอบเขาไม่ได้ เพราะเราไม่ได้ทำการตลาดอะไรเลย แต่นักท่องเที่ยวมาเข้าพักอยู่ตลอด 

“เลยตอบเขาไปว่าเราไม่ได้ขายการบริการ เราขายเรื่องราวกับวิถีชีวิต อยู่ที่นี่เราเป็นตัวเอง คนสมัยนี้จะเสาะหาอะไรที่มันมีเรื่องราวและเรียบง่าย คนที่เข้ามาพักมักถามเราเสมอว่า คิดค่าบริการยังไง เพราะเราไม่ได้แจ้งไว้ในช่องทางไหนเลย เราตอบลูกค้าไปว่า ‘แล้วแต่จะให้’ เราเป็นศิลปิน เราคิดว่าในเมื่อเราสร้างผลงานชิ้นหนึ่ง แล้วมันยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เราไม่สามารถประเมินค่ามันได้ เลยบอกลูกค้าไปแบบนั้น” เขาเว้นจังหวะก่อนอธิบายเสริม

“ลูกค้าที่มาเข้าพักที่นี่จะให้มากให้น้อย เราไม่เคยคิดว่าขาดทุนสักครั้ง มันเป็นกำไรชีวิตทั้งนั้น เราคิดซะว่าได้รู้จักผู้คนมากขึ้น มาแบ่งปันเรื่องราว แบ่งปันประสบการณ์กันที่นี่ เราคิดว่านั้นเป็นกำไรของเราแล้วล่ะ” 

เนย์พูดทิ้งท้าย ก่อนพวกเราจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน และเดินทางกลับเชียงใหม่ในตอนเช้าตรู่

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

เดินทางตามตะวันกันต่อที่ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์

ที่ตั้ง : ตำบลเมืองงาย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ 50170 (แผนที่

โทรศัพท์ : 09 1810 5009

Facebook : Tawan Tune Farm Stay ตะวันตื่น ฟาร์มสเตย์

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

นภัสรพี ศรีบุญปวน

นักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มีความฝันอยากท่องโลกกว้าง รักการเดินทาง กาแฟอเมริกาโน่ และการพบเจอเรื่องดีๆ ระหว่างการผจญภัยของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ผู้คน สถานที่ หรือความรู้สึก

Photographer

จารุเดช ไชยเลิศ

นักศึกษาวิจิตรศิลป์ สาขาถ่ายภาพ หนุ่มเชียงใหม่ ผู้หลงรัก ต้นไม้ กาแฟ และเสียงดนตรี ใช้กล้องเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร และเป็นข้ออ้างให้ตัวเองออกไปเจอโลก ผู้คน และธรรมชาติ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load