13 กันยายน 2562
22 K

The Cloud x TCP Spirit

ปัญหาต้นน้ำน่านไม่ใช่เพียงปัญหาของคนน่าน แต่เป็นปัญหาของคนทั้งประเทศไทย

เพราะต้นน้ำน่านเป็นลำน้ำสายหลักที่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยามากถึง 47 เปอร์เซ็นต์

หากเราและป่าใหญ่ช่วยกันเก็บน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติไว้ไม่ได้ จากปัญหาเท่าเม็ดงาจะกลายเป็นปัญหาสุดหินระดับประเทศทันที นับแต่คนต้นน้ำไม่มีน้ำกินน้ำใช้ หน้าแล้งแห้งสนิท กระทบอาชีพเกษตรและคนทำไร่ไถนาอย่างจัง

วันดีคืนดีฝนกระหน่ำ คนกลางน้ำและปลายน้ำได้รับน้ำจนล้นทะลัก เพราะน้ำป่าไหลบ่าเข้าสู่เมือง เกิดอุทกภัย จนเป็นภาพชินตาของคนไทยที่เราประสบพบเจอกันอยู่ทุกปี การจะแก้ปัญหาเรื่องน้ำในประเทศไทยจึงต้องเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ เพื่อให้การแก้ปัญหายั่งยืนมากที่สุด

จดเลกเชอร์ 10 วิชาเก็บน้ำที่คนน่านเชื่อว่าคนเมืองทำได้ทุกครัวเรือน
จดเลกเชอร์ 10 วิชาเก็บน้ำที่คนน่านเชื่อว่าคนเมืองทำได้ทุกครัวเรือน

The Cloud และกลุ่มธุรกิจ TCP จึงจัดกิจกรรม ‘TCP Spirit พยาบาลลุ่มน้ำ ครั้งที่ 1 ที่จังหวัดน่าน’ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งกิจกรรมนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากโครงการ ‘TCP โอบอุ้มลุ่มน้ำไทย’ โครงการดูแลลุ่มน้ำทั่วประเทศไทยในระยะยาวของกลุ่มธุรกิจ TCP เราชวนอาสาสมัครจากทั่วประเทศเดินทางไปเรียนรู้วิธีฟื้นป่าต้นน้ำที่หน่วยจัดการต้นน้ำสบสายกับ ดร.ธนากร ลัทธิ์ถีระสุวรรณ อาจารย์ประจำหลักสูตรบัณฑิตศึกษา การจัดการป่าไม้ มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ และ คุณปรีชา รอดเพชร หัวหน้าหน่วยจัดการต้นน้ำสบสาย

จดเลกเชอร์ 10 วิชาเก็บน้ำที่คนน่านเชื่อว่าคนเมืองทำได้ทุกครัวเรือน
จดเลกเชอร์ 10 วิชาเก็บน้ำที่คนน่านเชื่อว่าคนเมืองทำได้ทุกครัวเรือน

 ตลอดจนเรียนรู้วิธีการจัดการน้ำอย่างง่ายและถูกวิธีกับ กุล ปัญญาวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์กสิกรรมธรรมชาติชุมชนต้นน้ำน่าน กิจกรรมในครั้งนี้นอกจากได้ความรู้กลับบ้านเต็มกระบุง เรายังมีนักแสดงหัวใจรักสิ่งแวดล้อมอย่าง อเล็กซ์ เรนเดลล์ มาร่วมเรียนรู้และทำกิจกรรมสุดสนุกด้วยกันตลอดทั้งทริป ในฐานะ TCP Spirit Ambassador เป็นปีที่ 2 

โครงการ TCP Spirit เป็นโครงการอาสาสมัครของกลุ่มธุรกิจ TCP ผู้ผลิตเครื่องดื่มชั้นนำของไทยและของโลก เช่น กระทิงแดง (เรดบูล) เรดดี้ สปอนเซอร์ แมนซั่ม และเพียวริคุ รวมทั้งแบรนด์ขนมขบเคี้ยวซันสแนค โครงการนี้ต่อยอดมาจาก ‘กระทิงแดง สปิริต’ โครงการเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความยั่งยืนผ่านกิจกรรมอาสาสมัครมายาวนาน โดยหมุนเวียนนำเสนอประเด็นทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่น่าสนใจให้อาสาสมัครได้เรียนรู้ด้วยกัน

เดินป่าศึกษาต้นน้ำ น่าน และเรียนวิชาเก็บน้ำจากกสิกรรมธรรมชาติ เพื่อเข้าใจว่ารักษ์น้ำแล้วต้องรักป่าด้วย
วิชาที่ 1

ศึกษาต้นน้ำ

ศึกษาความสมบูรณ์ของหน่วยจัดการต้นน้ำสบสาย พื้นที่ที่ผลิกฟื้นภูเขาหัวโล้นให้เป็นป่าดิบชื้น 

เดินป่าศึกษาต้นน้ำ น่าน และเรียนวิชาเก็บน้ำจากกสิกรรมธรรมชาติ เพื่อเข้าใจว่ารักษ์น้ำแล้วต้องรักป่าด้วย

ดร.ธนากร ลัทธิ์ถีระสุวรรณ อาจารย์ประจำหลักสูตรบัณฑิตศึกษา การจัดการป่าไม้ มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ และคุณปรีชา รอดเพชร หัวหน้าหน่วยจัดการต้นน้ำสบสาย ชวนอาสาสมัครร่วม 100 คน ไปเดินป่าดิบชื้นเพื่อทำความเข้าใจและเรียนรู้ป่าต้นน้ำ เดิมทีป่าที่เรากำลังจะก้าวเท้าเข้าไปเคยเป็นป่าหัวโล้นสีน้ำตาล มีการรุกล้ำพื้นที่ป่าเพื่อทำการเกษตรเชิงเดี่ยว ปลูกยางพาราบ้าง ไร่ข้าวโพดบ้าง ทำให้ป่าต้นน้ำถูกทำลาย กลายเป็นพื้นที่แล้งจนไม่มีน้ำ

แต่ปัจจุบันป่าต้นน้ำสบสายถูกฟื้นฟูให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ด้วย ‘ป่าปลูก’ โดยใช้หลักการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง  คือหนึ่ง ปลูกพืชที่กินได้  สอง ปลูกพืชที่นำมาใช้งานได้  สาม ปลูกพืชที่นำมาสร้างที่อยู่อาศัยได้ 

เพื่อจะได้ประโยชน์ 4 อย่าง ดังนี้ 

  1. พออยู่ คือการปลูกต้นไม้ที่ใช้เนื้อไม้และไม้เชิงเศรษฐกิจให้เป็นป่า ไม้กลุ่มนี้เป็นไม้อายุยาวนาน ซึ่งจะเน้นประโยชน์โดยใช้เนื้อไม้เพื่อสร้างบ้าน ทำเครื่องเรือน และถือได้ว่าเป็นการออมทรัพย์เพื่อสร้างความมั่นคงในอนาคต ต้นไม้กลุ่มนี้คือ ตะเคียนทอง ยางนา แดง สัก พะยูง พะยอม
  2. พอกิน คือการปลูกต้นไม้ที่กินได้ รวมทั้งใช้เป็นยาสมุนไพร ไม้ในกลุ่มนี้คือ แค มะรุม ทุเรียน สะตอ ผักหวาน ฝาง แห้ม กล้วย ฟักข้าว
  3. พอใช้ คือการปลูกต้นไม้ให้เป็นป่าไม้สำหรับใช้สอยในครัวเรือน เช่น ทำฟืน เผาถ่าน ทำงานหัตถกรรม หรือทำน้ำยาซักล้าง ไม้ในกลุ่มนี้คือ มะคำดีควาย หวาย ไผ่ หมีเหม็น เป็นต้น
  4. พอร่มเย็น คือประโยชน์อย่างที่ 4 ที่เกิดจากการปลูกป่า 3 อย่าง ทำให้เกิดความร่มเย็น และป่าทั้งสามอย่างนี้จะช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศดินและน้ำให้อุดมสมบูรณ์ ร่มรื่น และฉ่ำเย็นขึ้น
เดินป่าศึกษาต้นน้ำ น่าน และเรียนวิชาเก็บน้ำจากกสิกรรมธรรมชาติ เพื่อเข้าใจว่ารักษ์น้ำแล้วต้องรักป่าด้วย

เสริมด้วยหลักการปลูกป่า 5 ระดับ เพื่อให้ต้นไม้หลายระดับชั้นช่วยดูดซับน้ำและลดการพังทลายของหน้าดิน เน้นฟื้นฟูด้วยการปลูกไม้พื้นถิ่นเดิมของป่าต้นน้ำสบสาย เช่น ต้นสัก ไผ่ กล้วยป่า หวายป่า มะเดื่อ ต้นตาว (ตอนอยู่ในถ้วยเรียก ลูกชิด) เมื่อความอุดมสมบูรณ์มาเยือน พืชชนิดอื่นก็ขึ้นตามมาอีกเพียบ ทั้งข่าป่า พริกไทยป่า ต้นบุกคางคก ต้นเต้าหลวง (ทำแกงอร่อยเหาะ) ดีปลีป่า ฯลฯ

ปัจจุบันป่าต้นน้ำสบสายกลับมาเขียวชอุ่ม เต็มไปด้วยต้นไม้หลายสายพันธุ์ ระหว่างทางที่เดินไปเราเจอต้นกล้วยป่า ตัวชี้วัดความชุ่มชื้น ขึ้นเรียงกันเป็นแถว ถ้าเราเห็นกล้วยป่าที่ใด ที่นั่นมีน้ำแน่นอน

เดินป่าศึกษาต้นน้ำ น่าน และเรียนวิชาเก็บน้ำจากกสิกรรมธรรมชาติ เพื่อเข้าใจว่ารักษ์น้ำแล้วต้องรักป่าด้วย
เดินป่าศึกษาต้นน้ำ น่าน และเรียนวิชาเก็บน้ำจากกสิกรรมธรรมชาติ เพื่อเข้าใจว่ารักษ์น้ำแล้วต้องรักป่าด้วย

เราเดินจนถึงจุดหมาย ‘ห้วยขี้เปรอะ’ ต้นน้ำใสแจ๋วจนมองเห็นแมลงกระโดดดึ๋งไปมา เราทำกิจกรรมนักสืบสายน้ำเพื่อหาตัวชี้วัดคุณภาพน้ำ และเก็บตัวอย่างน้ำจากต้นน้ำเพื่อลงไปเทียบกับน้ำจากลำน้ำยาวและน้ำจากลำน้ำน่าน ซึ่งอยู่ในพื้นที่ต่ำกว่าหน่วยจัดการต้นน้ำสบสาย สีที่ได้เห็นพิสูจน์ได้ด้วยตา ไม่ต้องใช้เครื่องมือใดมาพิสูจน์เพิ่มเติม 

น้ำจากลำน้ำยาวสีเหลืองขุ่น น้ำจากลำน้ำน่านสีส้มแดง ส่วนน้ำจากต้นน้ำใสแจ๋ว เป็นน้ำคุณภาพระดับดีเยี่ยม

การมีป่าที่สมบูรณ์จึงเป็นการตอกย้ำให้เราเห็นว่า ‘การมีป่าที่ดี จะทำให้น้ำดีตามไปด้วย’ เพราะป่าช่วยดูดซับน้ำ ป้องกันการไหล่บ่าของน้ำป่าในช่วงหน้าฝน และช่วยลดการกัดเซาะพังทลายของหน้าดินได้เป็นอย่างดี 

น้ำที่ไหลจากป่าต้นน้ำที่สมบูรณ์จึงใสและสะอาดมากกว่าน้ำจากภูเขาหัวโล้น

วิชาที่ 2

โคก หนอง นา โมเดล

ทำความเข้าใจการจัดการน้ำอย่างถูกวิธี สำหรับใช้ตลอดทั้งปี

เดินป่าศึกษาต้นน้ำ น่าน และเรียนวิชาเก็บน้ำจากกสิกรรมธรรมชาติ เพื่อเข้าใจว่ารักษ์น้ำแล้วต้องรักป่าด้วย

ก่อนลงมือทำสารพัดวิธีเก็บน้ำและดูแลรักษาดิน ขอชวนทำความเข้าใจ ‘โคก หนอง นา โมเดล’ กันสักนิด

  โคก หนอง นา โมเดล เป็นการบริหารจัดการน้ำที่ทุกคนประยุกต์ใช้ได้ในพื้นที่ของตนเอง เพื่อจัดการน้ำให้เพียงพอตลอดทั้งปี ด้วยการขุดหนองไว้เก็บน้ำ ดินจากการขุดหนองให้ถมเป็นโคก บนโคกปลูกไม้ 5 ระดับ เพื่อใช้รากของพืชหลากสายพันธุ์ในการเก็บน้ำไว้ในดิน และยกหัวคันนาในพื้นที่นาให้สูงและใหญ่ ยิ่งหัวคันนาใหญ่และสูงมาจะช่วยให้เก็บน้ำได้เยอะ ปลูกพืชได้มาก เลี้ยงปลาในนาได้ด้วย เพื่อเป็นการพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน ข้าว ปลา อาหาร น้ำ ครบครัน

วิชาที่ 3

ขุดหนองปลาโตไว

จับจอบขุดหนองน้ำเลียนแบบธรรมชาติ เพื่อรองรับน้ำฝนมหาศาล

เดินป่าศึกษาต้นน้ำ น่าน และเรียนวิชาเก็บน้ำจากกสิกรรมธรรมชาติ เพื่อเข้าใจว่ารักษ์น้ำแล้วต้องรักป่าด้วย

การขุดหนองน้ำเลียนแบบธรรมชาติต้องมีความคด มีความโค้ง มีระดับชั้นความลึก-ตื้นต่างกัน เพื่อให้แสงแดดส่องถึง เป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตอย่างสาหร่าย ครอบครัวปลาสารพัดชนิด และเป็นขุมทรัพย์รองรับน้ำฝนชั้นยอด

ก่อนจะขุดต้องคำนวณอย่างดีว่าหนองจุน้ำได้เพียงพอต่อปริมาณการใช้งานในพื้นที่เราหรือยัง และคำนึงถึงน้ำที่ระเหยออกไปด้วย ชุมชนต้นน้ำน่านแนะว่า การออกแบบหนองต้องเน้นลึกไว้ก่อน ความกว้างเป็นรอง เพราะถ้ากว้างจะทำให้มีพื้นที่สัมผัสลมและแสงแดดมาก ทำให้น้ำระเหยออกไปได้มากกว่าเดิม เฉลี่ยแล้วน้ำจะระเหยออกจากหนองวันละ 1 เซนติเมตร ฉะนั้น เราจึงขุดหนองเลียนแบบธรรมชาติลึกประมาณ 4 เมตร เพื่อให้มีน้ำใช้เพียงพอตลอดทั้งปี 

วิชาที่ 4

โรงเรียนอนุบาลปลา

สานไม้ไผ่เป็นบ้านปลาเพื่อเป็นแหล่งอนุบาลปลาเล็กและทำอาหารปลาราคา 0 บาท 

เดินป่าศึกษาต้นน้ำ น่าน และเรียนวิชาเก็บน้ำจากกสิกรรมธรรมชาติ เพื่อเข้าใจว่ารักษ์น้ำแล้วต้องรักป่าด้วย

ความสนุกของงานกสิกรรมธรรมชาติคือเราการใช้ข้าวของรอบตัวจากธรรมชาติให้สร้างสรรค์และเกิดประโยชน์สูงสุด ไม้ไผ่ที่เราเห็นอยู่ทั่วชุมชนต้นน้ำน่านถูกนำมาใช้เป็นอุปกรณ์ต่างๆ ในการทำการเกษตร 

เรานำไม้ไผ่มาทำบ้านปลา เพื่อเป็นพื้นที่หลบภัยสำหรับปลาเล็ก วิธีทำไม่ยาก เพียงใช้ไม้ไผ่สานเป็นทรงกระบอก ขนาดไม่ใหญ่มาก ด้านในบรรจุกิ่งไม้คละขนาดทับถมกัน แล้วเอาไปวางในบ่อน้ำกว้าง เพียงเท่านี้ก็เสร็จ 

มีโรงเรียนอนุบาลแล้วต้องมีโรงอาหาร ถ้าเราเลี้ยงปลาเป็นประจำ การซื้ออาหารปลาทุกเดือน คงไม่ใช่เรื่องดีนัก ที่นี่จึงคิดค้น ‘แซนด์วิชปลา’ ขึ้นมา ไม่ใช่ขนมปังแซนด์วิชสอดใส่ปลาทอด แต่เป็นการเอาไม้ไผ่สานเป็นทรงกลมแล้วปักลงในบ่อน้ำ ใส่ฟางข้าวสลับชั้นกับปุ๋ยคอกมูลวัว ใส่สลับกับสัก 3 – 4 ชั้นจนเต็ม ปล่อยทิ้ง 1 สัปดาห์ กลับมาดูอีกที เกิดไรแดงและแพลงก์ตอน เป็นอาหารรสเลิศของปลา ทำให้ชาวนา ชาวสวน ไม่ต้องเสียเงินให้กับร้านจำหน่ายอาหารปลาอีกต่อไป

วิชาที่ 5

อธรรมปราบอธรรม

ดัดไม้ไผ่เป็นคอกผักตบสำหรับบำบัดน้ำเสียและดูดสารเคมี

เดินป่าศึกษาต้นน้ำ น่าน และเรียนวิชาเก็บน้ำจากกสิกรรมธรรมชาติ เพื่อเข้าใจว่ารักษ์น้ำแล้วต้องรักป่าด้วย

ผักตบชวาไม่ใช่ตัวร้ายเสมอไป แม้ใครจะมองว่าผักกอเขียวจะเป็นศัตรูกับแหล่งน้ำ แท้จริงผักตบชวาบำบัดน้ำเสียได้ดีจนต้องยกนิ้วโป้งให้ เพราะผักตบชวาเป็นพืชที่ทนทานต่อสภาพน้ำเสีย จึงมีคุณสมบัติเป็นเครื่องกรองน้ำจากธรรมชาติ รากดูดซับโละหนักได้เป็นอย่างดี โดยที่เราไม่ต้องเสียเงินซื้อเครื่องกรองน้ำ หรือทำระบบบำบัดน้ำเสียในบ่อปลา

ชุมชนต้นน้ำน่านจึงชวนอาสามาช่วยกันทำคอกผักตบ ด้วยการเหลาไม้ไผ่สานมาล้อมเป็นคอกใส่ในน้ำ สามารถสร้างสรรค์รูปร่างได้ตามที่เราต้องการ บางทีล้อมคอกแปดเหลี่ยม บางทีล้อมคอกหัวใจ แล้วใส่ผักตบลงคอกให้เต็ม ต้องหมั่นเอาผักตบชวาออกทุก 45 วัน เพื่อไม่ให้ผักตบชวาเจริญงอกงามจนบดบังแสงแดดที่จะส่องลงในบ่อน้ำ เพราะแสงแดดมีผลกับเจ้าปลาตัวเล็กตัวใหญ่และพืชเล็กจิ๋วในบ่อน้ำ

วิชาที่ 6

หัวคันนากินได้

ปลูกผลไม้และผักสวนครัวบนหัวคันนาให้เด็ดกินได้ด้วยมือเปล่า

เดินป่าศึกษาต้นน้ำ น่าน และเรียนวิชาเก็บน้ำจากกสิกรรมธรรมชาติ เพื่อเข้าใจว่ารักษ์น้ำแล้วต้องรักป่าด้วย

หัวคันนาเป็นแหล่งอาหารชั้นดี เหมาะมากสำหรับคนมีบ่อน้ำและคนทำนาที่ต้องการใช้พื้นที่ให้คุ้มค่า วิชานี้ง่ายมาก!

แต่ยากตรงเปลี่ยนความเชื่อ เพราะหัวคันหาโดยทั่วไปมักจะทำเล็กๆ เพื่อเหลือพื้นที่ไว้ทำนาเยอะๆ แต่ชุมชนต้นน้ำน่านไม่ทำแบบนั้น พี่กุล ปัญญาวงศ์บอกว่า หัวคันนากินได้ หรือหัวคันนาทองคำ คือหลักการทำนาตามแบบสมัยโบราณ เพียงยกหัวคันนาสูงอย่างน้อย 1 เมตร พื้นที่ด้านบนกว้าง 1 เมตร ฐานกว้าง 2 เมตร คล้ายการทำนาของชาวนาสมัยก่อนที่มักยกหัวคันนาให้กว้างและสูง และต้องเป็นนาน้ำลึก ให้น้ำคอยควบคุมหญ้า 

การเก็บน้ำในนาจะเท่ากับความสูงของคันนา ทำให้น้ำซึมลงดินอย่างน้อย 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นผลให้ข้าวในนาผลผลิตดีและยังสามารถเลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้งในนาได้ ได้ทั้งข้าวปลาและอาหารไปพร้อมๆ กันในพื้นที่เดียว 

ถ้าปลูกเยอะจนกินคนเดียวไม่หมดก็แบ่งปันเพื่อนบ้านเรือนเคียงได้อีกด้วย

วิชาที่ 7

ปลูกป่า 5 ระดับ

ปลูกพืชผสมผสานในแปลงเดียวกัน แต่ระดับความสูงไม่เท่ากัน

ช้าก่อน ไม่ได้ชวนปลูกทั้งป่า แต่ป่า 5 ระดับ เป็นการปลูกต้นพืชหลายชนิดในแปลงเดียวกัน มีความสูงต่างระดับกัน เพราะความแตกต่างของชนิดพืชและความสูงสูงต่ำต่ำ จะทำให้เกิดการเกื้อกูลกันเหมือนป่าต่างหาก คล้ายการเลียนแบบระบบนิเวศของป่าตามธรรมชาติตามที่เราได้เห็นที่ป่าต้นน้ำสบสาย ข้อดีของป่า 5 ระดับ เมื่อมีฝนตกลงมารากจะช่วยอุ้มน้ำไว้ใต้ดินมากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ เอาล่ะ ขอไล่ตั้งแต่ระดับสูงไปยังระดับใต้ดิน เพื่อให้เห็นภาพพร้อมกันชัดๆ 

ไม้ระดับสูง เช่น ตะเคียน สัก ยางนา 

ไม้ระดับกลาง เช่น มะม่วง ไผ่ มะพร้าว 

ไม้ระดับเตี้ย มีพริก มะเขือ กะเพรา 

ไม้เรี่ยดิน เช่น แตงโม อัญชัน  

ไม้หัวใต้ดิน พวกข่า เผือก หัวมัน 

วิธีการนี้ไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่หลายสิบไร่เหมือนชุมชนต้นน้ำน่านก็นำกลับไปทำได้ แค่สวนหย่อมเล็กๆ หน้าบ้านก็สร้างป่า 5 ระดับ ได้เช่นกัน ขอเพียงเน้นความหลากหลายของพันธุ์พืช และอย่าลืมนึกถึงประโยชน์ในการใช้สอย อยากกินอะไร อยากใช้อะไร ก็ใช้หลักการนี้กับบ้านตัวเองได้

วิชาที่ 8

ขุดคลองไส้ไก่

ขุดคลองน้ำใหญ่กว่าใส้ไก่ ให้ดินเก็บน้ำฝนและรักษาความชุ่มชื้น

เดินป่าศึกษาต้นน้ำ น่าน และเรียนวิชาเก็บน้ำจากกสิกรรมธรรมชาติ เพื่อเข้าใจว่ารักษ์น้ำแล้วต้องรักป่าด้วย

คลองไส้ไก่เป็นคลองน้ำสายเล็ก ไม่จำเป็นต้องขนาดเล็กเท่าไส้ไก่ เพียงขุดให้เหมาะสมกับพื้นที่การใช้งาน 

ถ้ายิ่งขุดคลองไส้ไก่ให้เชื่อมถึงกันทั้งหมด แล้วให้น้ำไหลไปรวมกันยังหนองน้ำใหญ่ นอกจากจะช่วยกักเก็บน้ำฝนได้อย่างยอดเยี่ยม ยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้พืช ผัก ผลไม้ รอบคลองไส้ไก่ด้วยนะ แล้วบริเวณนั้นจะมีน้ำหล่อเลี้ยงตลอดปีและเจริญงอกงามสมบูรณ์ดี หมดปัญหาการตื่นแต่เช้ามารดน้ำผักทั้งแปลง ถ้าอยากได้คลองใหญ่ก็แค่ขุดให้กว้างขึ้นเท่านั้นเอง อ้อ! คลองไส้ไก่ขุดง่าย ทำเองได้ ใช้แค่จอบเสียมและความเพียรก็พอ

วิชาที่ 9

แฝกสารพัดประโยชน์

ปลูกแฝกลงดินริมหนองน้ำ ช่วยป้องกันการพังทลาย
เดินป่าศึกษาต้นน้ำ น่าน และเรียนวิชาเก็บน้ำจากกสิกรรมธรรมชาติ เพื่อเข้าใจว่ารักษ์น้ำแล้วต้องรักป่าด้วย

กุล ปัญญาวงศ์ บอกเราว่า หัวใจสำคัญของการเก็บน้ำให้ดี เก็บน้ำให้ได้ หน้าดินห้ามพังทลายเด็ดขาด 

ดินวิเศษจงบอกข้าเถิด พืชใดเก็บน้ำและรักษ์ดินที่สุดในปฐพี เฉลย หญ้าแฝกสารพัดประโยชน์ 

เพราะระบบรากของแฝกหนาแน่นและเจริญเติบโตแนวลึก ช่วยฟื้นฟูทรัพยากรดิน เพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุ ความชื้น และอัตราการระบายน้ำและอากาศ แถมยังช่วยป้องกันการกัดเซาะและพังทลายของหน้าดิน ช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน รักษาความชุ่มชื้นในดิน เพราะรากแฝกเมื่อสัมผัสน้ำจะดึงน้ำลงดินทันทีและรากยังช่วยดูดซับสารเคมี

ชุนชนต้นน้ำน่านมักปลูกแฝกริมบ่อน้ำและคลองไส้ไก่ เพื่อตกแต่งขอบและปล่อยให้แฝกคอยอารักขาหน้าดิน 

วิชาที่ 10

แท็งก์น้ำไม้ไผ่

เก็บน้ำจากแหล่งธรรมชาติด้วยแท็งก์น้ำไม้ไผ่โบกปูนและแผงโซลาร์เซลล์

เดินป่าศึกษาต้นน้ำ น่าน และเรียนวิชาเก็บน้ำจากกสิกรรมธรรมชาติ เพื่อเข้าใจว่ารักษ์น้ำแล้วต้องรักป่าด้วย
เดินป่าศึกษาต้นน้ำ น่าน และเรียนวิชาเก็บน้ำจากกสิกรรมธรรมชาติ เพื่อเข้าใจว่ารักษ์น้ำแล้วต้องรักป่าด้วย

ถ้าชาวบ้านมีน้ำประปาภูเขาไหลผ่าน แต่ไม่มีพื้นที่เก็บน้ำที่เก็บได้ตลอดทั้งปี ฟันธงเลยว่าเมื่อหน้าแล้งมาถึง ยังไงก็แล้งชัวร์

แท็งก์น้ำไม้ไผ่จึงเป็นเครื่องมือเก็บน้ำที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะเก็บน้ำได้นานและถาวร ต้นทุนต่ำกว่าแท็งก์น้ำสำเร็จรูป เพราะใช้เพียงปูนและไม้ไผ่ที่มีอยู่แทบทุกพื้นที่ภาคเหนือ วิธีทำไม่ยากหรือซับซ้อน ไม่ต้องจบวิศวกรรมก็ทำได้ เพียงขุดดินลงไปจากดินเดิม 1.5 – 2 เมตร วางฐานเป็นตารางด้วยไม้ไผ่เส้น พร้อมทำระบบท่อน้ำแรงดันสูงไว้เลย แล้วเทปูนทับประมาณ 15 – 20 เซนติเมตร บริเวณด้านข้างปักด้วยไม้ไผ่แทนโครงสร้างเหล็ก จากนั้นสานไม้ไผ่เป็นทรงกลมคล้ายกระบุงใบใหญ่สูง 4 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 5 เมตร ด้านนอกเทปูนหนา 15 เซนติเมตร ด้านในฉาบปูนหนา 4 เซนติเมตร เพื่อความคงทันแข็งแรง เมื่อทำเสร็จเรียบร้อยแท็งก์ไม้ไผ่จะจุน้ำได้ประมาณ 87,000 ลิตร มีใช้ตลอดปี

แต่การทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ได้บริเวณนั้นต้องมีแหล่งน้ำต้นทุน คือน้ำที่ไหลผ่านจากแหล่งน้ำธรรมชาติหรือแหล่งน้ำใกล้เคียง เพราะถ้ารอให้ฝนตกจนเต็มแท็งก์อาจจะช้าไปเสียหน่อย แต่เจ้าแผงโซลาร์เซลล์จะช่วยปั๊มน้ำจากแหล่งน้ำต้นทุนไปเก็บไว้ในแท็งก์น้ำไม้ไผ่ให้เก็บน้ำได้เร็วยิ่งขึ้น 

จาก 10 วิชาของหลักสูตร TCP Spirit พยาบาลลุ่มน้ำ คงทำให้ทุกคนเข้าใจภาพรวมของปัญหาได้มากขึ้น และนำองค์ความรู้กลับไปปรับใช้กับพื้นที่ของตนเองได้ แต่ละพื้นที่และไม่จำเป็นต้องทำให้ครบทั้งสิบวิชา เพียงนักอ่านนำไปปรับใช้และประยุกต์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ เวลา และกำลังเงิน เพียงเท่านี้ก็มีน้ำไว้ใช้ตลอดปี ใครที่พลาดกิจกรรมนี้ไม่ต้องเสียใจไป เรากำลังจะมีกิจกรรมครั้งต่อไปเร็วๆ นี้ ติดตามได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก The Cloud หรือ เพจเฟซบุ๊ก TCP Group และ www.tcp.com

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographers

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

สโรชา อินอิ่ม

Freelance photographer ชอบความอิสระ ชอบเดินทางท่องเที่ยว บันทึกความทรงจำผ่านภาพถ่าย

TCP Spirit

โครงการอาสาสมัครแนวใหม่ที่รวมพลังคนรุ่นใหม่ขับเคลื่อนชุมชนและสังคมสู่ความยั่งยืน

20 มิถุนายน 2561
20 K

สูงขึ้นไปบนต้นสำโรงต้นใหญ่ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ชายคนหนึ่งปีนขึ้นไปโดยมีระบบเชือกผูกโยงตัวอย่างปลอดภัย เสียงเลื่อยกิ่งดังขึ้นทีละน้อย ต้นไม้ใหญ่ค่อยๆ โปร่งสวย กิ่งอ่อนแอถูกกำจัดไป

นี่คือ ‘รุกขกร’ อาชีพที่ทั่วโลกรู้จักดีแต่ในไทยเพิ่งตื่นตัวเมื่อ 3 – 4 ปีที่ผ่านมา พวกเขาทำหน้าที่ดูแลตัดแต่งต้นไม้  โดยเฉพาะต้นไม้ใหญ่ รุกขกรที่ฉันเห็นเป็นหนึ่งในรุกขกรรุ่นใหม่จากหลักสูตร ‘โรงเรียนต้นไม้ใหญ่’ ที่ก่อตั้งโดย Big Trees กลุ่มคนเมืองที่ต้องการรณรงค์ให้คนเมืองด้วยกันเห็นคุณค่าและรักษาต้นไม้ใหญ่ในเมืองไว้ ซึ่งนอกจากก่อตั้งโรงเรียนสอนคนดูแลต้นไม้ เร็วๆ นี้ The Cloud และ TCP Spirit ได้ร่วมมือกับ Big Trees จัดกิจกรรม ‘TCP Spirit ครั้งที่ 1 : หมอต้นไม้ สวนลุมพินี’ ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2561 ขึ้นมาเพื่อชวนคนเมืองออกมาเรียนรู้วิธีดูแลต้นไม้ใหญ่ในเมืองด้วยกัน

TCP Spirit เป็นโครงการอาสาสมัครของกลุ่มธุรกิจ TCP ผู้ผลิตเครื่องดื่มชั้นนำของไทยและของโลก อาทิ กระทิงแดง (เรดบูล) เรดดี้ สปอนเซอร์ แมนซั่ม และเพียวริคุ รวมทั้งแบรนด์ขนมขบเคี้ยวซันสแนค โดยโครงการนี้ต่อยอดมาจากจากโครงการ ‘กระทิงแดง สปิริต’ โครงการเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความยั่งยืนผ่านกิจกรรมอาสาสมัครมายาวนาน โดยในปีนี้เป็นปีแรกที่กิจกรรมอาสาสมัครของกลุ่มธุรกิจ TCP จะอยู่ภายใต้ชื่อเรียกใหม่ ‘TCP Spirit ‘ เพื่อสะท้อนความมุ่งมั่นของทั้งองค์กรในการส่งต่อพลังให้ชุมชนและสังคม โดยชวนคนรุ่นใหม่ออกมามีส่วนร่วมในการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับชุมชนและสังคม

ในปีนี้ TCP Spirit จึงอยากชวนคนเมืองรุ่นใหม่มาเรียนรู้วิธีการดูแลต้นไม้ใหญ่ร่วมกันผ่านกิจกรรม ‘หมอต้นไม้’ เปิดโอกาสให้ทุกคนที่อยากมีส่วนร่วมกับการดูแลต้นไม้ในเมือง แม้ไม่มีความรู้มาก่อนก็เข้าร่วมได้ ขอแค่มีใจอยากเรียนรู้ไปด้วยกันก็พอแล้ว 

'หมอต้นไม้' และ ‘รุกขกร’

แล้วทำไมต้องเป็นต้นไม้ใหญ่?

อาจารย์อรยา สูตะบุตร แกนนำกลุ่ม Big Trees อธิบายว่า ต้นไม้ใหญ่คือกำลังหลักในการผลิตอากาศบริสุทธิ์ให้เมือง ขณะที่ต้นไม้ต้นเล็ก พุ่มไม้จิ๋ว หรือสนามหญ้าเขียวนั้นสร้างอากาศให้เราได้น้อยนิด มีการประเมินไว้ว่า ต้นไม้ใหญ่ 1 ต้นผลิตออกซิเจนได้มากจนพอสำหรับ 1 ครอบครัว นอกจากนั้น ต้นไม้ใหญ่ยังเป็นแหล่งกักเก็บน้ำซึ่งช่วยเติมน้ำให้ผิวดินและป้องกันน้ำท่วมเมืองได้ อีกทั้งสีเขียวชวนรื่นรมย์ของทรงพุ่มกว้างใหญ่ยังคลายเครียดให้คนเมืองได้อย่างดี

'หมอต้นไม้' และ ‘รุกขกร’

และหากคุณเคยปีนป่ายหรือคุ้นเคยกับไม้ใหญ่สักต้นไม่ว่าจะในบ้าน โรงเรียน หรือชุมชน คุณคงรู้ดีว่า ต้นไม้ใหญ่ที่ผ่านกาลเวลามานั้นมีคุณค่าไม่ต่างจากโบราณสถานเก่าแก่ เป็นหมุดหมายที่ช่วยเชื่อมโยงเรากับรากในอดีต

ยิ่งเมืองมีต้นไม้ใหญ่มากเท่าไหร่จึงยิ่งน่าอยู่

และยิ่งมีการดูแลจัดการ ต้นไม้ใหญ่ก็ยิ่งอยู่กับเราและเมืองได้ยาวนาน

'หมอต้นไม้' และ ‘รุกขกร’

ที่จริงก่อนหน้านี้กรุงเทพฯ ก็ ‘จัดการ’ ต้นไม้ใหญ่อยู่แล้ว แต่นั่นมักหมายถึงการจัดการที่ไม่ถูกต้อง เช่น บั่นยอดต้นไม้ใต้สายไฟจนกุด ซึ่งในระยะยาวทำให้ต้นไม้อ่อนแอหักโค่น หรือตัดต้นไม้ใหญ่ทิ้งไปอย่างน่าเสียดายเพราะเกรงว่าจะสร้างอันตรายกับผู้คน

รุกขกร ‘จัดการ’ ต้นไม้ใหญ่ด้วยวิธีต่างออกไป เป็นวิธีแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

รุกขกรเป็นเหมือนช่างตัดผม-อาจารย์อรยาเปรียบเทียบ แล้วอธิบายต่อว่า ช่างตัดผมคนนี้มีหน้าที่ช่วยให้ต้นไม้ใหญ่ในเมืองสวยงาม แข็งแรง และปลอดภัย เมื่อเห็นไม้ใหญ่ 1 ต้น พวกเขาจะปีนขึ้นไปเพื่อตัดแต่งให้มันมีรูปทรงสวยงามตามสายพันธุ์ ดูแลด้วยวิธี เช่น การตัดกิ่งอ่อนแออย่างถูกต้อง สางใบให้โปร่งมีแสงผ่านได้ และจัดการส่วนที่เป็นปัญหาและอาจเป็นปัญหา เช่น กิ่งไม้ที่มีแนวโน้มจะหักร่วง เมื่อตัดแต่งถูกวิธี ต้นไม้จะเติบโตงดงามและอยู่ในสภาพที่ดีได้ยาวนาน ไม่ต้องคอยตัดแต่งบ่อยๆ

มากกว่านั้น พวกเขายังไม่ได้ทำงานโดยลำพัง ในกรณีที่ต้นไม้มีอาการป่วยลึกไปกว่าแค่ปัญหาพื้นฐาน รุกขกรจะประสานส่งต่อให้กับ ‘หมอต้นไม้’ ที่มีหน้าที่รักษาโรคซึ่งใช้ความรู้เกี่ยวกับโรคพืชที่ซับซ้อน รวมถึงฟื้นฟูต้นไม้ชราให้กลับมาสุขภาพดี

รุกขกรรุ่นใหม่จากโรงเรียนต้นไม้มาจากหลากหลายอาชีพ แต่ที่มีร่วมกันคือใจที่รักและอยากดูแลต้นไม้ใหญ่ให้ดี (และแน่นอน ต้องไม่กลัวความสูงลิ่วของที่ทำงาน) น่าชื่นใจที่ตอนนี้กรุงเทพฯ เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของต้นไม้ใหญ่กว่าแต่ก่อน นั่นทำให้พวกเขาได้เข้าไปช่วยดูแลต้นไม้ใหญ่ เช่น ต้นสำโรงในเขตโบราณสถานของอยุธยาต้นนี้ และยังได้ถ่ายทอดความรู้ไปสู่ผู้สนใจมาเรียนรู้ต่อไป

'หมอต้นไม้' และ ‘รุกขกร’

'หมอต้นไม้' และ ‘รุกขกร’

“สิ่งที่เราทำคือกำจัดความเสี่ยงแล้วทำให้ต้นไม้ใหญ่สวยงาม ทำให้คนรู้สึกว่าอยากมาดูหรือใช้เวลาใต้ต้นไม้แทนที่จะมองว่าต้นไม้น่ากลัว เมื่อคนรู้สึกว่าต้นไม้ใหญ่มีคุณค่า สมควรอยู่ต่อไป โอกาสที่ต้นไม้ใหญ่จะถูกตัดหรือย้ายไปที่อื่นก็น้อยลง” หนึ่งในทีมรุกขกรจากโรงเรียนต้นไม้ใหญ่ทิ้งท้ายกับฉันก่อนจากลา

 

5 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับต้นไม้ใหญ่ในบ้านที่แก้ได้ด้วยวิธีฉบับรุกขกร

นอกจากต้นไม้ใหญ่ในเมืองที่อยู่ริมถนนหรือในสวนสาธารณะ ต้นไม้ใหญ่ในบ้านของคนเมืองอย่างเราก็ต้องการการดูแลเช่นกัน ด้านล่างนี้คือสิ่งที่เรามักเข้าใจผิด และทางแก้ปัญหาที่ถูกต้องซึ่งแนะนำโดยรุกขกรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ให้เราและคุณปู่คุณย่าต้นไม้ในบ้านอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

1. โค่นต้นไม้ใหญ่ใกล้บ้านเพราะกลัวไม่ปลอดภัย

'หมอต้นไม้' และ ‘รุกขกร’

วิธีที่ถูกต้อง:

ถ้ากลัวกิ่งไม้หักหรือฟาดตัวบ้าน ให้เลือกตัดเฉพาะกิ่งที่มีปัญหา แต่ต้องตัดอย่างถูกต้องด้วย นั่นคือตัดกิ่งไม้แบบชิดคอกิ่งหรือชิดส่วนวงแหวนรอบกิ่งที่ช่วยสะสมอาหารเพื่อให้ต้นไม้นำอาหารที่สะสมไว้มารักษาแผลได้เร็วที่สุด และไม่ตัดกิ่งไม้ใหญ่ให้ขาดในครั้งเดียวเพราะจะทำให้เปลือกไม้ฉีกเกิดแผลใหญ่ แต่ใช้วิธีตัด 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 ตัดเพื่อบากที่ด้านล่างกิ่งเพื่อกันฉีกขาด ครั้งที่ 2 เหนือรอยบาก และครั้งที่ 3 ตัดชิดคอกิ่งให้แผลเรียบหรือที่เรียกว่า Clean Cut  เพื่อไม่ให้แผลสะสมความชื้น เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ยาก

ถ้ากลัวต้นไม้ใหญ่โค่น ให้ตรวจดูว่ามีโพรงหรือรากถูกทำลายหรือไม่ ถ้ามีแสดงว่าต้นไม้อ่อนแอ ต้องตัดยอดลดน้ำหนักไม่ให้โค่น หรือตัดรากในระดับเหมาะสมแล้วผลักต้นไม้ตั้งตรง และค้ำยันลำต้นในกรณีต้นไม้ใหญ่เอนมาก

ถ้ากลัวต้นไม้ใหญ่กลายเป็นบ้านสัตว์มีพิษ ทางแก้คือตัดสางใบให้โปร่ง ซึ่งนอกจากจะช่วยป้องกันสัตว์มีพิษมาอาศัย ยังช่วยให้ต้นไม้สุขภาพดีเพราะได้รับอากาศและแสงทั่วถึง

2. โค่นต้นไม้ใหญ่เพราะใบชอบร่วงใส่สระว่ายน้ำและท่อน้ำ

'หมอต้นไม้' และ ‘รุกขกร’

วิธีที่ถูกต้อง :

ตัดเฉพาะกิ่งที่มีปัญหาอย่างถูกวิธี หรือสำรวจว่าต้นไม้ใหญ่ใบแน่นเกินไปจนเลือกผลัดใบที่ไม่ได้รับแสงหรือไม่ ถ้าแน่นเกินให้แก้ด้วยการตัดสางใบ แต่ถ้าเป็นต้นไม้ใหญ่ที่มีถิ่นกำเนิดแห้งแล้ง ต้นไม้อาจเจอน้ำฝนตกลงมาขังที่รากจนหายใจไม่ออกทำให้เครียดและทิ้งใบลงมา ทางแก้คือคอยดูแลรากให้ไม่มีน้ำขัง

3. เทคอนกรีตปิดโคนต้นไม้ใหญ่เพื่อความเรียบร้อยสวยงาม

'หมอต้นไม้' และ ‘รุกขกร’

วิธีที่ถูกต้อง:

รากต้นไม้ต้องการน้ำและอากาศ การเทคอนกรีตปิดไม่ได้ทำให้ต้นไม้ใหญ่ตาย แต่ทำให้กระบวนการหายใจของรากแย่ลงจนต้นไม้อ่อนแอและเกิดปัญหากับคนในที่สุด ทางแก้คือเปลี่ยนมาใช้วัสดุที่โปร่งไม่ปิดทึบเพื่อให้น้ำและอากาศลงสู่รากได้ และในกรณีที่ต้องการปูวัสดุทึบ ต้องปูโดยเว้นห่างจากโคนต้นเพื่อให้ต้นไม้หายใจเป็นระยะอย่างน้อย 1 ใน 3 ของความกว้างทรงพุ่มต้นไม้ เพราะที่จริงรากต้นไม้แผ่ไปได้ไกลมาก รากต้นไม้เขตร้อนบางชนิดแผ่ไปได้ไกลกว่าทรงพุ่มถึง 5 เท่า  

4. อุดโพรงให้ต้นไม้ใหญ่เพื่อให้รักษาแผล

'หมอต้นไม้' และ ‘รุกขกร’

วิธีที่ถูกต้อง:

โพรงคือบาดแผลที่ทำให้ต้นไม้ใหญ่อ่อนแอ เสี่ยงต่อการหักโค่นและสร้างอันตรายให้คนได้ เมื่อก่อนนี้คนเชื่อกันว่าการอุดปิดโพรงต้นไม้คือการช่วยป้องกันไม่ให้บาดแผลลุกลาม แต่ที่จริงวัสดุอุดโพรงที่เราคุ้นตาอย่างปูนนั้นไม่ยืดหยุ่น เวลาลมพัด ต้นไม้จะบิดตัวจนทำให้ปูนแตกออก เวลาฝนตกน้ำก็เข้าไปขังจนเชื้อโรคเจริญเติบโตได้อยู่ดี หรือแม้แต่วัสดุอุดโพรงอื่นที่ยืดหยุ่นกว่าก็มีงานวิจัยของต่างประเทศพบว่าไม่อาจช่วยแก้ปัญหาได้ การอุดโพรงจึงเป็นแค่การช่วยให้สภาพต้นไม้ดูสวยงามเรียบร้อยขึ้น ทางที่ทำได้คือดูแลต้นไม้ให้แข็งแรงที่สุด แต่ถ้าโพรงอยู่ในตำแหน่งที่อาจทำให้เกิดอันตราย ต้องตัดลดน้ำหนักต้นไม้เพื่อให้แรงเครียดที่โพรงน้อยลง   

5. ตัดต้นไม้ใหญ่หรือย้ายตำแหน่งทันทีเมื่อต้องการปรับปรุงพื้นที่บ้าน

'หมอต้นไม้' และ ‘รุกขกร’

วิธีที่ถูกต้อง:

ในกรณีต้องการปรับปรุงพื้นที่ในบ้านตรงที่ต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่ เราสามารถขุดล้อมไม้ใหญ่ออกโดยไม่ต้องตัดทิ้ง การล้อมอย่างถูกต้องที่นิยมกันคือแบบตุ้มดิน โดยตัดใบออกเล็กน้อย ห่อต้นไม้ใหญ่ไว้ในตุ้มดินโดยยังไม่ย้ายทันทีเพราะอาจทำให้ต้นไม้ช็อกได้ แต่ทิ้งไว้ประมาณ 2 เดือนเพื่อให้รากใหม่เติบโตอยู่ภายใน จากนั้นค่อยตัดแต่งกิ่งออกเพื่อลดอุปสรรคในการขนย้าย แล้วจึงย้ายต้นไม้ใหญ่สู่ตำแหน่งเหมาะสม  


เรียนรู้วิชาดูแลต้นไม้ใหญ่ที่งาน ‘TCP Spirit หมอต้นไม้ 01’

ใครอยากรู้จักวิธีการดูแลต้นไม้มากกว่าข้อมูลบนหน้ากระดาษ ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2561 นี้ The Cloud และ TCP Spirit ร่วมกันจัด กิจกรรมชื่อ ‘TCP Spirit ครั้งที่ 1 : หมอต้นไม้ สวนลุมพินี’ เพื่อให้คนเมืองได้ทดลองเป็นอาสาสมัครหัดดูแลต้นไม้ใหญ่ ถ้าอยากเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลต้นไม้ใหญ่ในเมืองด้วยกัน สามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 10 กรกฎาคม เราจะประกาศรายชื่อในวันที่ 13 กรกฎาคมนี้

'หมอต้นไม้' และ ‘รุกขกร’

'หมอต้นไม้' และ ‘รุกขกร’

สำหรับคนที่อาจยังขัดเขินกับการทำงานอาสาสมัครหรือไม่คุ้นเคยกับเรื่องสิ่งแวดล้อม เราอยากให้ลองอ่านมุมมองความคิดของ อเล็กซ์ เรนเดล TCP Spirit Ambassador ในปีนี้ ที่จะมาร่วมเป็นอาสาสมัครดูแลต้นไม้ในเมืองด้วยกัน

'หมอต้นไม้' และ ‘รุกขกร’

อเล็กซ์ไม่ใช่แค่นักแสดงหนุ่มที่เชี่ยวชาญการแสดง อีกมุมหนึ่งของชีวิต เขาคือชายหนุ่มผู้รักธรรมชาติที่ร่วมก่อตั้ง Environment Education Centre Thailand (EEC Thailand) กิจการเพื่อสังคมที่ขับเคลื่อนเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านงานด้านการศึกษา เช่น การจัดค่ายอนุรักษ์ธรรมชาติสำหรับเยาวชน และนอกจากทำธุรกิจเรื่องสิ่งแวดล้อมเต็มตัว เขายังคลุกคลีกับงานอาสาสมัครด้านสิ่งแวดล้อมบ่อยครั้ง

“ผมชอบธรรมชาติเพราะมันช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ได้รีเฟรชตัวเอง พอกลับมาอยู่ในเมืองจะมีพลังในการทำงานต่อ แล้วต่อมาผมก็เริ่มเห็นความสำคัญของเรื่องการศึกษา เรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างองค์ความรู้กับการอนุรักษ์ว่ามันพึ่งพากันอยู่ นั่นคือเหตุผลที่ผมตั้ง EEC” อเล็กซ์เริ่มต้นอธิบาย ก่อนจะบอกเราว่างานอาสาสมัครในมุมมองของเขาก็คือการ ‘ให้’ และ ‘รับ’ ความรู้เช่นเดียวกัน

'หมอต้นไม้' และ ‘รุกขกร’

'หมอต้นไม้' และ ‘รุกขกร’

“ผมชอบคำว่าอาสาสมัคร แต่ผมคิดว่าอาสาสมัครในบ้านเราถูกตีความในทางที่ผิดเยอะ คนเราจะไปช่วยทำอะไรไม่ใช่ว่าเรามีแต่ใจ กี่ครั้งแล้วที่อาสาสมัครมีใจแต่ไปสร้างภาระให้กับสิ่งนั้นเพราะความรู้ไม่พอ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่ากิจกรรมอาสาสมัครไม่ใช่การลงมือทำอย่างเดียว แต่ต้องให้ความรู้ก่อนลงมือทำ และต้องทำเรื่อง Public Awareness คือข่าวที่ออกไปสู่สังคมให้รู้ว่านี่คือวิธีการใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่การมีส่วนร่วมของสังคม

“ผมมองว่ากิจกรรมหมอต้นไม้เป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่จะให้ความรู้และข้อเท็จจริงง่ายๆ ที่คนไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับความสำคัญของต้นไม้ในเมือง ที่จริงผมเคยคิดว่าต้นไม้ใหญ่ในเมืองคงไม่ได้มีผลอะไรกับสิ่งแวดล้อมมากนัก คงเป็นแค่ต้นไม้ประดับเพื่อความสวยงาม แต่การมาร่วมทำกิจกรรมนี้ทำให้ผมเห็นว่ามันมีอะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้น  และสุดท้ายผมเชื่อว่าการอนุรักษ์อะไรก็แล้วแต่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของสังคม ไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ด้วยองค์กรเดียว ซึ่งโครงการนี้น่าจะให้แรงบันดาลใจคนผ่านกิจกรรมได้ เช่น การที่เด็กซึ่งไม่ได้สนใจเรื่องต้นไม้ได้ลองปีนขึ้นไปเป็นคนตัดแต่งต้นไม้ก็อาจทำให้เขาหันมาสนใจเรื่องนี้”

เมื่อมองในภาพกว้าง งานอาสาสมัครในสายตาอเล็กซ์จึงเป็นกิจกรรมสำคัญที่ช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม

“ผมคิดว่างานอาสาสมัครคือการเปลี่ยนวิธีคิดของสังคม ซึ่งทุกอย่างก็ต้องเริ่มต้นที่ตัวคนแต่ละคนก่อน อาสาสมัครจะได้มาเรียนรู้และเปลี่ยนวิธีคิดของตัวเอง นำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน สู่สังคมที่เปลี่ยนความคิด และนำไปสู่การส่งต่อความรู้

'หมอต้นไม้' และ ‘รุกขกร’

“นอกจากนั้น อาสาสมัครจะได้เข้าใจว่าตัวเองโชคดี สิ่งนี้เป็นทักษะนะ แล้วทักษะนี้จะนำไปสู่ความสุขส่วนตัวเป็นอย่างแรก เพราะถ้าเราพอใจในสิ่งที่เรามี ชีวิตเราจะดีมาก จากนั้นเมื่อเรารู้สึกว่าตัวเองครบ ก็จะพร้อมเริ่มให้คนอื่นได้ ผมกล้าพูดได้เลยว่าผมทำงานเพื่อสังคมได้เพราะรู้สึกว่าตัวเองครบ พ่อแม่ให้ความรักเต็มที่ สนุกกับการแสดง พอใจอายุเท่านี้แล้วมีองค์กรของตัวเอง พอผมครบแล้ว ผมก็พร้อมที่จะให้”

หากอยากพิสูจน์ว่าความคิดความเชื่อของอาสาสมัครมืออาชีพคนนี้เป็นความจริงหรือไม่ คงต้องลองมาเป็นอาสาสมัครหัดดูแลต้นไม้ใหญ่ด้วยกันสักครั้ง

'หมอต้นไม้' และ ‘รุกขกร’

ภาพประกอบ: Aeicha
ขอบคุณสถานที่ ร้าน Patom Organic Living

กิจกรรม ‘TCP Spirit ครั้งที่ 1 : หมอต้นไม้ สวนลุมพินี’ จะจัดขึ้นในวันที่ 21 กรกฎาคม 2561 สามารถลงทะเบียนได้ที่นี่ 

เราจะเปิดรับสมัครอาสาตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 10 กรกฎาคม และจะประกาศรายชื่ออาสาสมัครในวันที่ 13 กรกฎาคม ทางเพจเฟซบุ๊ก The Cloud และ TCP Group

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographers

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load