ไม่บ่อยนักที่มนุษย์ตัวเล็กเช่นเราจะใกล้ชิดสัตว์ป่าหรือสัตว์สงวนได้แบบถึงเนื้อถึงตัว เนื่องด้วยความอันตราย ความห่างไกล และความยากในการพบเจอ

ถึงแม้โลกจะพัฒนาไปเพียงใด ภาพถ่าย วิดีโอ และคำบอกเล่า ก็อธิบายความงดงามของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ได้ไม่ดีเท่าการเห็นด้วยตาตนเอง

หากใครยังจำกันได้ถึงเรื่องราวของพะยูนน้อย มาเรียม และ ยามีล แม้พวกมันจะจากไปตั้งแต่เด็ก แต่ ‘การสตัฟฟ์สัตว์’ กลับทำให้ร่างของทั้งสองกลายเป็นแหล่งความรู้และความทรงจำชั่วนิรันดร์ นั่นคือหนึ่งในวิธีที่ทำให้ฝันของหลายคนเป็นจริง

The Cloud ชวน วันชัย สุขเกษม ผู้เชี่ยวชาญด้านการสตัฟฟ์สัตว์แห่งพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา อพวช. ผู้ดูแลการสตัฟฟ์มาเรียมมาเล่าเรื่องราวเบื้องหลัง จากอดีตนักศึกษาและลูกจ้าง ถึงวันที่กลายเป็นผู้ชุบชีวิตสัตว์นับร้อยให้กลับมามีลมหายใจอีกครั้ง

วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น

You had me at hello 

ชายวัยกลางคนจากหนองจอกคลุกคลีกับวงการวิทยาศาสตร์และสัตว์มาตลอดตั้งแต่เข้าเรียนปริญญาตรีด้านสัตวบาล ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

“ตอนเริ่มเรียนเราไม่เคยมีความคิดที่จะมาทำงานสตัฟฟ์ ไม่มีประสบการณ์ และแทบไม่รู้กระบวนการอะไรเลย” เขาเอ่ย

แต่หลังจากเรียนต่อปริญญาโท รุ่นพี่คนสนิทก็ชวนให้มาทำงานระหว่างเรียนที่ อพวช. ในตำแหน่งเกี่ยวกับการสื่อสารสิ่งแวดล้อม ซึ่งเขาได้ทำงานที่นี่ ก่อนจะย้ายไปทำงานอนุกรมวิธาน (Taxonomy) ด้านปลิงทะเล

งานนี้ช่างโหดและหิน เขาต้องออกทะเลทันทีใน 15 วัน และพบเจออาการเมาคลื่น เมาเรืออยู่ไม่ขาด ‘เรียกว่าเป็นประสบการณ์ที่โลดโผนที่สุดสำหรับนักศึกษาปริญญาโทคนหนึ่ง’ เราคิด

หลังทำงานได้ระยะหนึ่ง เขาได้บรรจุเป็นลูกจ้างของ อพวช. ซึ่งขณะนั้นทางองค์กรเชิญ อาจารย์เอริค แกมฟิช จากประเทศฟินแลนด์มาเป็นวิทยากรในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการสตัฟฟ์ เพื่อทำหน้าที่สอนวิธีชุบชีวิตซากไร้ลมหายใจด้วยเทคนิคใหม่

สัตว์ตัวแรกที่เขาฝึกสตัฟฟ์คือ นกกระทา ถึงแม้จะเป็นคนที่ทำได้ช้าสุดและผลงานออกมาไม่สวยเหมือนคนอื่น แต่มันคือความภูมิใจที่ได้ทำสิ่งใหม่ด้วยมือตนเอง 

ความประทับใจขั้นสุดที่เป็นต้นกำเนิดเส้นทางชีวิตสายนี้เริ่มขึ้นเมื่อได้พบกับเหยี่ยวดำปีกขาด อดีตนักเรียนไม่คิดด้วยซ้ำว่าจะซ่อมแซมได้ แต่อาจารย์เอริคใช้วิธีเลาะเนื้อออกแล้วเย็บปีกติดเข้าไป โดยให้ขนของนกปกปิดรอยเย็บ ทำให้สัตว์สตัฟฟ์ออกมาในสภาพสมบูรณ์สวยงามเหมือนตอนยังมีชีวิต 

ด้วยเทคนิคใหม่ วันชัยค้นพบว่า เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ก็เกิดขึ้นได้จริง แต่ในอีกด้านก็ถือเป็นความรู้เก่าของต่างประเทศ

“ผู้เชี่ยวชาญในประเทศไทยมีน้อย การถ่ายทอดความรู้จึงขาดหายไปในช่วงหนึ่ง เราสังเกตว่า สัตว์สตัฟฟ์รุ่นเก่าของไทยจะมีลักษณะเฉพาะ อย่างผิวหนังตึง ริมฝีปากเหมือนแยกเขี้ยวขู่ตลอด เนื่องจากสารฟอร์มาลีนทำให้น้ำในเซลล์กล้ามเนื้อหดตัว แต่ในปัจจุบัน สัตว์มีรูปร่างที่เหมือนกับตอนมีชีวิตมากกว่าแต่ก่อน”

เขาเล่าถึงความแตกต่างและความเปลี่ยนแปลงให้เห็นภาพ ซึ่งหลังอบรมเสร็จได้มีการนำผลงานที่เรียนไปจัดแสดง กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชายหนุ่มมีความคิดจะทำอาชีพนี้ต่อ

วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น
อาจารย์วันชัย สุขเกษม และเหยี่ยวดำ 

“เราทำให้คนได้ใกล้ชิดกับสัตว์ คงไม่มีใครอยากเข้าใกล้เสือ แต่พอมาเป็นสัตว์สตัฟฟ์ ทุกคนเข้าไปใกล้และสัมผัสขนของมันได้ ที่สำคัญ การสตัฟฟ์สัตว์คือการอนุรักษ์ที่สื่อสารได้อย่างทรงพลัง ไม่ต้องใช้คำพูดเยอะก็เล่าเรื่องราวของพวกมันได้อย่างชัดเจน

“งานนี้เราต้องทำ เพราะไม่มีใครทำ ทำแล้วมันไม่ได้กับตัวเราเอง แต่ได้กับประเทศและคนรุ่นหลัง” 

นั่นคือเสน่ห์ของการสตัฟฟ์สัตว์ในมุมของคนธรรมดาที่บัดนี้กลายมาเป็นผู้เชี่ยวชาญ เสียงในหัวของเขาดังขึ้นหลังการอบรม และหลังรู้ว่าเมืองไทยยังไม่มีพิพิธภัณฑ์สัตว์สตัฟฟ์เหมือนต่างชาติ เขาจึงเดินทางสู่สายงานนี้อย่างจริงจัง เปลี่ยนความชอบเป็นความตั้งใจอย่างแรงกล้าในการทำให้วงการเป็นที่รู้จักมากขึ้นในประเทศ

หลังเขาอธิบาย เราแอบสงสัยว่า คนรอบตัวมีท่าทีอย่างไรเมื่อได้ยินชื่ออาชีพที่ไม่คุ้นหูนักในยุคนั้น

“อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยรู้สึกตื่นเต้นมากที่เราสตัฟฟ์เป็น (หัวเราะ) ส่วนครอบครัวก็ไม่ได้ว่าอะไร เรามีความสุขที่ได้เผยแพร่สิ่งเหล่านี้เพื่อการศึกษา มันเป็นแรงผลักดันให้ทำต่อมาเรื่อย ๆ ถึงแม้จะไม่เป็นที่ชอบใจของบางคน เนื่องจากเราทำงานกับซากสัตว์ แต่ก็ยังมีความสุขกับงานที่ทำเสมอ” 

ขั้นตอนคืนชีพ

หากพูดถึงการสตัฟฟ์ และ Taxidermy หลายคนมักมองว่าเป็นสิ่งเดียวกัน แต่แท้จริงแล้วการสร้างงานทั้ง 2 ประเภทมีความแตกต่างกันอยู่

การสตัฟฟ์ เป็นการรักษาสภาพของสิ่งมีชีวิตเอาไว้ เพื่อประโยชน์ด้านงานวิจัยเป็นหลัก โดยจะไม่คำนึงถึงสรีระและท่าทาง ขณะที่ Taxidermy คือการรักษาสภาพสัตว์โดยใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ มีการเลาะหนังออกมารักษาสภาพ พร้อมปั้นกล้ามเนื้อขึ้นใหม่ให้ใกล้เคียงธรรมชาติที่สุด นอกจากนี้ยังมีการจัดท่าทางให้ดูสวยงาม สมจริง ซึ่งจุดประสงค์หลักยังคงเป็นการเก็บรักษาสภาพให้สมบูรณ์เช่นเดิม

วันชัยเล่าว่า วิธีสตัฟฟ์ขึ้นอยู่กับชนิดของสัตว์ หากเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กและมีเปลือกแข็ง อย่างกุ้ง กั้ง ปู จะเลาะเนื้อออกทั้งหมด แล้วนำกระดองไปรักษาสภาพ พร้อมจัดท่าทางให้สวยงาม

วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น

สำหรับกลุ่มปลาขนาดเล็ก จะวัดขนาด เลาะหนังและอวัยวะออก พร้อมนำไปรักษาสภาพในแอลกอฮอล์เข้มข้น 35 เปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นนำไปแช่น้ำยายูลานเพื่อป้องกันแมลง และใช้สารโพลียูนิเทนโฟมปั้นหุ่นปลาขึ้นมาจากขนาดที่วัดไว้ในตอนแรก เมื่อเสร็จแล้วจึงนำหนังปลาที่แช่น้ำยามาหุ้ม ติดกาว และจัดตำแหน่งสรีระตามต้องการ

ขณะที่กลุ่มประเภทนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กมีวิธีที่ซับซ้อนมากขึ้น พวกมันจะถูกเลาะหนังและเนื้อให้เหลือเพียงกระดูก หัวกะโหลก ปีก และขา เพื่อนำไปแช่น้ำยายูลาน ระหว่างนี้จะมีการปั้นหุ่นอ้างอิงจากโครงกระดูกและขนาดตัว พร้อมทั้งนำแอลกอฮอล์ฉีดบริเวณต้นขาและปลายปีก ซึ่งเป็นบริเวณที่เลาะเนื้อออกไม่ได้ จากนั้นจึงนำลวดมาเสียบบริเวณขาเพื่อเชื่อมกับตัวหุ่น ส่วนคอจะปั้นขึ้นมาโดยใช้ลวดยึดกับหุ่นและหัว จากนั้นนำหนังที่เลาะมาคลุมพร้อมเย็บ ติดกาว และจัดขนให้เหมือนกับธรรมชาติ”

กล่าวโดยง่ายคงเหมือนการถอดเสื้อไปซัก แล้วนำมาสวมให้อีกครั้งให้สวยงามเช่นเคย

วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น
วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น

“สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่เป็นประเภทที่ทำยากที่สุด” เขาเกริ่น

“ต้องเลาะหนังบริเวณที่ไม่อยากให้ผู้ชมเห็น จากนั้นนำหนังไปฟอกเกลือป่น หมักกรดฟอร์มิก ฟอร์มาลีน และเกลือ หมักเสร็จแล้วนำไปวัดขนาดและเลาะเนื้อส่วนที่ติดอยู่ออก พร้อมทั้งเก็บหัวกะโหลก กระดูกขา กระดูกสะโพก ไว้เป็นฐานในการปั้น 

“การปั้นเริ่มจากนำดินมาใส่ที่กะโหลก เพื่อทำกล้ามเนื้อให้สมจริง เสร็จแล้วก็ถอดพิมนำมาหล่อหุ่นจากโฟมหรือปูน กระดูกขาจะเอาไม้มาทำเป็นโครง โดยเอากระดูกขาหน้าและเชิงกรานมาใส่คู่กับไม้ อันนี้จะต้องมีความสูงและขนาดพอดี ไม่อย่างนั้นจะเอาหนังมาคลุมไม่ได้ ปั้นเสร็จก็นำหนังที่เลาะไปทำความสะอาด ฟอกสารโนวาแทนและยูลาน นำไปทาไขมันเทียมและปั่นกับขี้เลื่อย เพื่อให้หนังสัตว์กลับมานุ่มฟู หลังเสร็จสิ้นขั้นตอนก็นำหนังไปคลุมและติดกับหุ่นที่เตรียมไว้ 

“จุดสำคัญคือลายของสัตว์ต้องตรงกับความจริง ไม่เหลื่อม ไม่ล้ำ” เขาเล่าอย่างต่อเนื่อง เพราะทุกขั้นตอนไม่ยากอย่างที่ใครกำลังคิด

วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น

“การเป็นนักสตัฟฟ์สัตว์ไม่จำเป็นต้องจบอะไรมาโดยเฉพาะ เพียงแต่ต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ฝึกปฏิบัติจนชำนาญ ถ้ามีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์จะช่วยให้เข้าใจสรีระของสัตว์สตัฟฟ์มากขึ้น”

ชายตรงหน้าแนะนำเราว่า ทุกคนเข้าเรียนวิชาสตัฟฟ์สัตว์ได้โดยเข้าร่วมกับโครงการภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงเรียนจากยูทูบ

ถึงอย่างนั้นการสตัฟฟ์สัตว์ยังต้องอาศัยความรู้ด้านศิลปะเพิ่มเติม เนื่องจากการปั้นถือเป็นหัวใจสำคัญในการชุบชีวิตสัตว์ อีกทั้งยังต้องใช้องค์ความรู้ด้านการเย็บ พ่นสี ขึ้นโครงเชือก และทาสี เพื่อให้ผลงานออกมาสมจริง

“ผมจบวิทยาศาสตร์มา ไม่มีความรู้เรื่องการปั้นหุ่น ยิ่งถ้าปั้นสัตว์ใหญ่ยิ่งปั้นไม่ได้ เราจึงต้องฝึกเรื่อย ๆ จากการดูทีมที่จบประติมากรรมมา” 

เขาสรุปคร่าว ๆ ถึงระยะเวลาที่ตนเองใช้ในการทำงานว่า กุ้ง กั้ง ปู ใช้เวลาสตัฟฟ์ประมาณครึ่งวัน นกใช้เวลา 1 วัน หนู กระรอก และกระต่าย 3 วัน สุนัข 1 – 2 เดือน และสัตว์ใหญ่อาจจะใช้เวลาหลายเดือน บางครั้งก็ถูกเก็บรักษาสภาพเอาไว้นานนับปีกว่าจะได้ทำการสตัฟฟ์จริง 

แล้วการสตัฟฟ์ที่ดีต้องเป็นอย่างไร – เราตั้งคำถาม

“ต้องใกล้เคียงธรรมชาติ ท่าทางเหมือนธรรมชาติ กล้ามเนื้อเหมือนมีชีวิต จริง ๆ ผมคิดว่า เสน่ห์อีกอย่างของมันคือวิธีการที่เราใช้สร้างผลงาน”

วันชัยเสริมว่า ในต่างประเทศถึงขั้นส่องไฟตามชิ้นงาน เพื่อดูว่ามีรายละเอียดเส้นเลือดหรือไม่ นี่เป็นมาตรฐานของคำว่า ดี ในการประกวดการสตัฟฟ์ของต่างแดน

วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น

ฝึกปรือยอดฝีมือ

“ช้างและสัตว์หนังบางคือสิ่งที่ทำยากที่สุด” เขาเปรยพร้อมหัวเราะเบา ๆ

ด้วยความที่ช้างมีขนาดตัวใหญ่และน้ำหนักมาก หลังเลาะหนังต้องแบ่งออกเป็น 5 ส่วน เพื่อให้เคลื่อนย้ายง่าย อีกทั้งต้องทำให้หนังบางที่สุด เพื่อให้น้ำยาที่หมักซึมเข้าไป

เขาย้อนความหลังให้ฟังว่า ตอนสตัฟฟ์ช้างครั้งแรกเป็นช่วงวิกฤตอุทกภัย พ.ศ. 2554 ต้องให้น้องที่ทำงานมาช่วยเลาะหนังโดยใช้เวลานานกว่า 2 – 3 เดือน อีกทั้งการปั้นหุ่นที่มีขนาดใหญ่ ยังใช้เวลามากกว่าครึ่งปี

“อีกประเภทที่มียากคือสัตว์หนังบาง มันบางเหมือนพลาสติก เช่น นกหรือปลา เวลาเลาะต้องระมัดระวัง หากใช้มือเลาะเหมือนสัตว์ใหญ่หนังอาจขาด ขาดแล้วยากต่อการซ่อม เพราะสิ่งมีชีวิตประเภทนี้มักมีขนสั้น ทำให้ปกปิดรอยเย็บที่เกิดจากการซ่อมไม่ได้

ส่วนปลาที่มีเกล็ดขนาดเล็กจะมีความยากเฉพาะตัว ถ้าเลาะเนื้อจากผิวหนังและเกล็ดไม่หมด เมื่อคลุมจะเกิดตุ่มที่ดูไม่สวยงาม”

ความท้าทายอย่างสุดท้ายคือการขนย้ายซาก ซึ่งซากตามมาตรฐานต้องไม่เน่าเสีย และไม่เสียชีวิตเกิน 24 ชั่วโมง 

วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น
วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น

การชะลอการเน่าเสียจะใช้วิธีผ่าเครื่องในออก จากนั้นนำน้ำแข็งยัดเข้าไปในท้องเพื่อยืดอายุซากที่จะนำมาสตัฟฟ์ เนื่องจากเป็นจุดที่แบคทีเรียทำปฏิกิริยากับซากศพเป็นที่แรก อีกวิธีคือส่งผู้เชี่ยวชาญไปรักษาสภาพโดยเร็วที่สุดภายใน 12 ชั่วโมงหลังสัตว์ตาย

“หากเอามือกดหนังเบา ๆ แล้วขนหลุด แปลว่าซากนั้นนำมาสตัฟฟ์ไม่ได้ เพราะเมื่อนำหนังสัตว์ไปรักษา สภาพขนที่ได้จะหลุดออกมา ทำให้หนังกลายเป็นสีขาวเหมือนหนังกำพร้า” 

หลังคุยเรื่องวิชาการมาสักพัก เขายกเคสให้เราฟังถึงวันที่ได้ซากยีราฟมา 1 ตัว แต่เพราะลืมคำนึงถึงเรื่องจุลินทรีย์และแสงแดดระหว่างขนส่ง ทำให้พวกเขาไม่ได้ใส่น้ำแข็งเพื่อชะลอการเน่าเสีย สุดท้ายเมื่อขนเริ่มหลุด หนังที่นำมาจึงใช้ไม่ได้ เป็นความเสียดายของทีม เนื่องจากยีราฟเป็นสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นที่ไม่มีโอกาสได้สตัฟฟ์บ่อยนัก

เราเองก็แอบเสียดายแทน

วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น

ความสุขและความเสี่ยง

ท่ามกลางซากสัตว์ที่ไร้ชีวิต อย่าคิดว่าไม่มีความเสี่ยง

“สมัยก่อนนิยมใช้สารอาร์เซนิก (สารหนู) ที่ใช้กับศพมนุษย์ นำมาใช้กับการสตัฟฟ์สัตว์ เมื่อคนทำซึมซับสารนี้เข้าสู่ร่างกายเป็นเวลานานอาจส่งผลถึงชีวิต” อาจารย์เอริคเล่าอุทาหรณ์ให้แก่ลูกศิษย์คนนี้ฟัง มันคือภัยเงียบที่คืบคลานเข้ามาอย่างช้า ๆ

“หรือการปั้นหุ่นสมัยก่อน อาจารย์เอริคเคยเล่าถึงเพื่อนสนิทคนหนึ่งของท่านว่า นิยมใช้ยูรีเทนโฟมในการปั้นหุ่น แต่ผู้ปั้นส่วนใหญ่ไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน ทำให้สารพิษเหล่านี้เข้าสู่ร่างกาย และส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว”

เราสงสัยว่า ตอนนี้เพื่อนอาจารย์เอริคเป็นอย่างไรบ้าง

“เสียชีวิตแล้วเพราะใช้สารเคมีเยอะ แต่อาจารย์ใช้ปูนปลาสเตอร์ในการปั้นหุ่นจึงได้รับผลกระทบจากสารเคมีน้อยกว่า

“ต่อให้ผลงานการสตัฟฟ์ของเราสวยขนาดไหน มีเป็นร้อยตัว แต่ถ้ามีคนมาถามว่า คนสตัฟฟ์ยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า คำตอบที่ได้คือตายไปแล้ว มันก็คงน่าเศร้า เราต้องเน้นสุขภาพคนทำงานด้วย อย่างน้อยผลงานสตัฟฟ์ของเราเสียหาย เราซ่อมแซมหรือทำใหม่ได้ แต่ถ้าตัวเราไม่อยู่แล้ว จะทำอะไรพวกนี้ไม่ได้เลย” เขาพูดพร้อมหัวเราะให้ความตลกร้าย

แล้วเชื้อโรคถือเป็นความเสี่ยงด้วยไหม – เราถาม อีกฝ่ายพยักหน้ารับ

ผลงานส่วนใหญ่ที่ อพวช. สตัฟฟ์มักเป็นซากที่ได้รับการผ่าพิสูจน์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแล้วจึงมีความปลอดภัยระดับหนึ่ง แต่สำหรับสัตว์ที่ตายโดยไม่ทราบสาเหตุ จะมีหลักปฏิบัติคือการนำไปแช่ฟรีซ -18 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 72 ชั่วโมงหรือ 3 วัน เพื่อฆ่าเชื้อที่อาจส่งต่อสู่มนุษย์ เช่น เชื้อพิษสุนัขบ้า

ถ้าอาจารย์วันชัยได้ซากลิงมา มีโอกาสจะติดโรคฝีดาษลิงไหม – เราสงสัย

“เชื้อโรคที่อันตรายมักมาจากสิ่งมีชีวิตจำพวกลิงที่มีรหัสพันธุกรรมใกล้เคียงมนุษย์ หากมีโรคติดต่ออาจส่งผลต่อมนุษย์ได้ ผมย้ำน้องที่มาช่วยสตัฟฟ์อยู่เสมอให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันเชื้อโรค เราประสานงานกับสัตวแพทย์ระหว่างผ่าซากอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการอันตรายที่อาจเกิดระหว่างการปฏิบัติงาน”

สนทนากับ 'วันชัย สุขเกษม' นักสตัฟฟ์สัตว์เมืองไทย ผู้ทำให้ธรรมชาติได้อยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากขึ้น
สนทนากับ 'วันชัย สุขเกษม' นักสตัฟฟ์สัตว์เมืองไทย ผู้ทำให้ธรรมชาติได้อยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากขึ้น

สัตว์สตัฟฟ์ ฉันเลือกนาย!

ระหว่างพาชมห้องเก็บผลงานสัตว์สตัฟฟ์ เราถามเขาว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาคืนชีวิตให้ซากไร้ลมหายใจไปแล้วกี่ตัว แน่นอนว่ามันเยอะเกินจะจดจำไหว

“ถ้า 5 ตัวที่ประทับใจที่สุดคือ เหยี่ยวดำ ม้า จิงโจ้แคระ ช้าง และเสือดำ” เขาไล่ลำดับทันที

เหยี่ยวดำ คือสัตว์ที่ทำให้เขาหลงรักวงการนี้ ขณะที่ม้าเป็นสัตว์สตัฟฟ์ชิ้นใหญ่ตัวแรกที่ได้ทำหลังจากอาจารย์เอริคกลับประเทศ เขาลองใช้เทคนิคสร้างหุ่นโดยใช้ไฟเบอร์กลาส แต่คลุมหนังไม่ได้ สุดท้าย อพวช. จึงเชิญอาจารย์เอริคกลับมาอีกครั้ง เพื่อสอนเทคนิคใหม่สำหรับสัตว์ใหญ่โดยเฉพาะ

ตัวที่ 3 คือ จิงโจ้แคระ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งสัตว์แปลกที่ได้ลองทำช่วงน้ำท่วมใหญ่ พ.ศ. 2554 ตัวถัดมาคือพี่ใหญ่ ช้างเพศเมียนามว่า บัวตอง

“ผมไปกาญจนบุรีและเริ่มเลาะหนังช้างตอนบ่ายโมง มาถึงที่ อพวช. ตอนเที่ยงคืน ตลอดวันผมไม่ได้ทานข้าว เรานั่งท้ายรถกระบะที่ขนหนังช้างมากับอาจารย์เอริค ผมถามอาจารย์ว่าหิวข้าวไหม แต่อาจารย์บอกว่าไม่หิว ต้องรีบมารีบไป” 

รีบไปในที่นี้ คืออาจารย์เอริคต้องบินกลับประเทศเสียแล้ว กว่าบัวตองจะได้รับการประกอบร่างก็ผ่านไปถึง 3 ปีทีเดียว เมื่ออาจารย์บินกลับมาอีกครั้งเพื่อสอนเรื่องสัตว์ใหญ่ อย่างไรก็ตาม พวกเขาประสบความสำเร็จในการสตัฟฟ์ช้างเชือกนี้

“อาจารย์เอริคสอนว่า การปั้นหุ่นช้างใช้ดินไม่ได้ เนื่องจากน้ำหนักที่อาจอันตรายต่อผู้ปั้น เขาแนะนำให้ขึ้นรูปจากการปั้นปูน และนำกบบุ้งที่เหมือนกระดาษทรายมาขัดปูนให้มีลักษณะเหมือนช้าง แต่ต้องแข่งกับเวลานะ เพราะถ้าปูนแห้งจะทำงานยาก ทุบอย่างเดียวแล้วปั้นเสริมใหม่สำหรับตัวใหญ่ แต่ถ้าช้างเล็ก ผิดคือเสียเลย ทำใหม่ทั้งหมด”

สนทนากับ 'วันชัย สุขเกษม' นักสตัฟฟ์สัตว์เมืองไทย ผู้ทำให้ธรรมชาติได้อยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากขึ้น
สนทนากับ 'วันชัย สุขเกษม' นักสตัฟฟ์สัตว์เมืองไทย ผู้ทำให้ธรรมชาติได้อยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากขึ้น

เราไม่แปลกใจหากบอกว่า ช้างเชือกนี้คือครูใหญ่ของเขา เพราะมันทำให้ชายคนหนึ่งกล้าก้าวข้ามกีดจำกัดของตนเองไปทำสิ่งที่ใหญ่และยากขึ้น

“ตัวสุดท้าย เสือดำ ตอนที่อาจารย์เอริคกลับมาสอนครั้งที่ 2 เราเรียนรู้เทคนิคการปั้นกล้ามเนื้อให้สมจริงมากขึ้น ได้รู้วิธีสตัฟฟ์กลุ่มเสือและสัตว์ใหญ่ เช่น หมีควาย”

เราแอบถามเขาว่า ใช่เสือดำตัวดังในข่าวหรือไม่ เขาหัวเราะแล้วตอบว่า

“ไม่ใช่ครับ แต่ใจจริงก็อยากได้มาศึกษาเหมือนกัน แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องหลักฐานทางคดีจึงทำไม่ได้”

นอกจากสัตว์ทั้งห้า วันชัยยังเล่าถึงความฝันของตัวเองว่า อยากให้สมันคืนชีพกลับมาบนโลกใบนี้อีกครั้ง

“มันสูญพันธุ์ไปแล้ว น่าเสียดายที่ประเทศไทยไม่มีเก็บไว้ ตัวอย่างสมันสตัฟฟ์ที่สมบูรณ์ตอนนี้มีเพียงที่ฝรั่งเศส มันตายที่สวนสัตว์ เลยถูกนำมาเก็บไว้ในฐานะตัวที่สมบูรณ์ที่สุดทั้งสภาพผิวหนังและเขา” เขาอธิบาย

เป็นคำตอบที่ได้ยินแล้วเศร้าไม่น้อย คงไม่มีใครคาดคิดว่า สิ่งมีชีวิตท้องถิ่นประจำภาคกลางนับล้านตัว ที่เมื่อก่อนวิ่งย่ำไปทั่วทุ่งรังสิตจะสูญพันธุ์ไปตลอดกาล เหลือไว้เพียงฉายากวางที่มีเขาสวยที่สุดในโลก

เรื่องหลังห้องสตัฟฟ์

ระหว่างเดินท่องป่าย่อม ๆ ในห้องเย็น เราถามชายที่กำลังลูบหัวลูกเลียงผาสตัฟฟ์อย่างรักใคร่ว่า พวกเขาได้รับซากสิ่งมีชีวิตแห่งพงไพรมาจากไหนบ้าง

“ซากส่วนใหญ่ได้รับการส่งมอบจากเครือข่ายของ อพวช. ทั้งรัฐและสวนสัตว์ ซึ่งแน่นอนว่า ชื่อที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองหรือสัตว์สงวน สตัฟฟ์ได้หมด แต่ถ้าอยู่ในรายชื่อ ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ต้องขออนุญาตจากกรมอุทยานแห่งชาติ”

นั่นคือการป้องกันไม่ให้เกิดการล่าและขนย้ายสัตว์โดยผิดกฎหมาย อันนำมาซึ่งความเสียหายและการสูญพันธุ์ในอนาคต

เขาเปรียบเทียบให้เราฟังว่า “ในต่างประเทศเปิดกว้างเป็นอย่างมากเรื่องการสตัฟฟ์สัตว์ เพราะถือเป็นอาชีพที่สร้างรายได้เลี้ยงดูตัวเอง มีการจัดประกวดแข่งขัน มีสถาบันสอน มีคอมมูนิตี้สำหรับกลุ่มคนที่รักการสตัฟฟ์สัตว์เกิดขึ้นมากมาย อีกทั้งต่างประเทศยังมีการออกใบอนุญาตล่าสัตว์ป่า จึงทำให้วงการนี้มีความหลากหลายและเฟื่องฟูกว่าบ้านเราที่ยังมีข้อจำกัด”

สนทนากับ 'วันชัย สุขเกษม' นักสตัฟฟ์สัตว์เมืองไทย ผู้ทำให้ธรรมชาติได้อยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากขึ้น

“แต่วงการสตัฟฟ์ตอนนี้ก็พัฒนาขึ้นจากการที่คนมีช่องทางในการศึกษาเพิ่ม ทุกคนนำความรู้มาต่อยอดฝีมือ ประกอบกับการมีเครื่องมือที่สะดวกขึ้น ทำให้ผลงานสวยงามกว่าแต่ก่อน แต่สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ยังคงมีข้อจำกัดเรื่องเครื่องมือและกระบวนการทำ” 

ปัจจุบัน วงการนี้มีเสียงแตกออกเป็น 2 ฝ่าย หลายคนมองว่าการสตัฟฟ์คือการที่เจ้าของไม่ยอมปล่อยวางจากสัตว์ที่ตาย ขณะที่อีกส่วนมองว่า การสตัฟฟ์คือการส่งมอบความรู้ให้คนรุ่นหลัง

“เราเจอมาทั้ง 2 ประเภท มันเป็นความเชื่อส่วนบุคคล บางคนมีความรักและความผูกพันจึงสตัฟฟ์เพื่อให้เป็นที่ระลึกถึง แต่บางคนก็นำไปเผาหรือฝัง อีกแบบคือการสตัฟฟ์สัตว์ของพิพิธภัณฑ์ที่ทำไปเพื่อประโยชน์ในการศึกษาธรรมชาติ”

โดยส่วนตัวของวันชัย เขาเลือกการสตัฟฟ์ที่ไม่มีเรื่องของธุรกิจมาเกี่ยวข้อง และขอให้เป็นการส่งต่อความรู้ ซึ่งวันหนึ่งอาจกลายเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เชื่อมโยงมนุษย์กับความทรงจำของผืนป่า

สนทนากับ 'วันชัย สุขเกษม' นักสตัฟฟ์สัตว์เมืองไทย ผู้ทำให้ธรรมชาติได้อยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากขึ้น
สนทนากับ 'วันชัย สุขเกษม' นักสตัฟฟ์สัตว์เมืองไทย ผู้ทำให้ธรรมชาติได้อยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากขึ้น

ก่อนจากกัน เราโยนคำถามสุดท้ายให้กับเขาว่า สัตว์สตัฟฟ์ยังเป็นสิ่งจำเป็นอยู่ไหม หากคนรุ่นใหม่ดูภาพผ่านอินเทอร์เน็ตได้

“มันช่วยได้เพียงระดับหนึ่ง การได้สัมผัสของจริงคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด

“สมมติจัดแสดงนกฮัมมิงเบิร์ดโดยการนำภาพมาขึ้นจอ สัดส่วนของมันจะคลาดเคลื่อนไปจากของจริงหลายสิบเท่า เด็กจะรู้เพียงแค่หน้าตาและคำบรรยาย 6 บรรทัด แต่การสตัฟฟ์คือการนำสิ่งมีชีวิตของจริงไปตั้งให้ดู เขาจะได้เรียนรู้มากกว่า นี่คือสิ่งสำคัญของการสตัฟฟ์ จะมีอะไรที่ดีไปกว่าการเห็นด้วยตาตัวเองล่ะ!” เขายิ้ม

นี่คงเป็นคำตอบอย่างย่อว่า ทำไมสัตว์สตัฟฟ์จึงยังคงมีความสำคัญต่อไปในอนาคต

หลังจบการสนทนา วันชัยพาเราเดินสำรวจสถานที่ทำงานของเขาที่เต็มไปด้วยสิ่งไม่มีชีวิต และคนในทีมที่กำลังชุบชีวิตซากเหล่านั้นขึ้นมาใหม่

เขาคิดว่าตนเองจะอยู่เป็นนักสตัฟฟ์ไปยาว ๆ เหมือนอาจารย์เอริคที่ตอนนี้อายุ 80 – 90 ปีแล้ว 

ความฝันไม่กี่อย่างของเขา คือการเห็นเมืองไทยมีพิพิธภัณฑ์ที่ผู้คนรับรู้ได้ว่า ธรรมชาติของเมืองไทยสวยงามและสมบูรณ์เพียงใด

สนทนากับ 'วันชัย สุขเกษม' นักสตัฟฟ์สัตว์เมืองไทย ผู้ทำให้ธรรมชาติได้อยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากขึ้น

Writers

สตางค์ พูลสวัสดิ์

วัยรุ่นผู้ชื่นชอบอาหารเวียดนาม ภาษาเวียดนาม ชอบสะสมรองเท้าและหนังสือพิมพ์เก่า ฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์และมาดริด

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

เปิดประตูเข้าไปในร้าน Peace Oriental Teahouse ในช่วงเช้า แสงแดดอบอุ่นกระทบผิวเฟอร์นิเจอร์ไม้สีอ่อนดูนวลตา ขับบรรยากาศภายในร้านซึ่งตกแต่งอย่างเรียบง่ายและเต็มไปด้วยอุปกรณ์ชงชานานาชนิดให้มีความญี่ปุ่นสูงขึ้นไปอีก แต่คงไม่มีก้อนมวลบรรยากาศใดฉายประกายจากแดนอาทิตย์อุทัยได้เข้มข้นเกินกว่าหญิงสูงวัยร่างเล็กผมสีดอกเลา ที่นั่งอยู่ด้านในสุดของร้านเป็นแน่แท้

นั่นคือ คุณมิตซึเอะ อะอิฮะระ (Mitsue Aihara) วัย 74 ปี ผู้อยู่เบื้องหลังความอร่อยแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ของซากุระโมจิซึ่งวางขายที่นี่เป็นประจำทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์

คุณยายมิตซึเอะ : นักทำซากุระโมจิสูตรดั้งเดิม

เมื่อ 4 ปีก่อน UNESCO ขึ้นทะเบียนให้ ‘Washoku’ หรืออาหารญี่ปุ่นเป็นมรดกโลกทางด้านวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เพราะเป็นอาหารที่เกี่ยวข้องกับทักษะ ความรู้ ขนบธรรมเนียมต่างๆ ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียม การทำ และการกินอย่างลึกซึ้ง แถมยังสะท้อนให้เห็นถึงความเคารพของมนุษย์ที่มีต่อธรรมชาติ

ส่วน ‘Wagashi’ ซึ่งหมายถึง ขนมหวานญี่ปุ่น แม้จะเป็นซับเซ็ตเล็กๆ ของอาหารญี่ปุ่นอีกที แต่ก็มีเอกลักษณ์และใช้ทักษะละเมียดละไมไฮโซไม่แพ้กัน คนในชาติยกย่องให้เป็นหนึ่งในงานคราฟต์ระดับประเทศ และเรียกคนทำขนมญี่ปุ่นแบบนี้ว่า ‘ช่างฝีมือ’

เมื่อรู้ว่าจะได้คุยกับยอดฝีมือตัวท็อป เราแอบพกความประหม่าปนความติ่งมาเต็มพิกัด

“อ๊ะ ฉันไม่ได้เป็นช่างฝีมืออะไรนั่นหรอกนะ นี่คืองานอดิเรก” คุณมิตซึเอะเบรกเราดังเอี๊ยดพร้อมเสียงหัวเราะ ก่อนจะเล่าที่มาที่ไป

คุณพ่อของคุณมิตซึเอะเป็นช่างทำขนมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม สมัยก่อนเคยทำร้านของตนเอง แต่ก็เลิกไปตั้งแต่คุณมิตซึเอะยังอายุไม่ถึง 20 ปี สมัยเด็กๆ เธอเคยดูพ่อแม่ทำงานบ้าง แต่ไม่เคยได้ไปเป็นลูกมืออย่างจริงจัง แถมพอแต่งงานยิ่งไม่ได้ทำขนมเลย และเพิ่งกลับเข้าวงการความหวานได้ประมาณ 3 ปี หลังจากลูกชายที่ย้ายมาอยู่ไทยและเปิดร้านอาหารด้วยกันเสียชีวิตไป ด้วยความผูกพันที่อยู่เมืองไทยมานับสิบปีและลูกชายก็รักที่นี่มาก คุณมิตซึเอะจึงตัดสินใจอยู่ต่อ และเริ่มรับทำขนมหวานต่างๆ ตามที่คนรู้จักแนะนำหรือขอร้องมา

ดังนั้น เธอจึงยืนยันอีกรอบว่าไม่อยากเรียกตัวเองว่าเป็นช่างฝีมือ เพราะความแตกต่างระหว่างมือโปรกับมือใหม่เห็นชัดมาก ทั้งรูปทรง ความละเอียด ความเนี้ยบ ของขนม รวมไปถึงความตั้งใจตอนทำด้วย

ปัดป้องไปเถอะ เรารู้อยู่แล้วล่ะว่าคนญี่ปุ่นแสนถ่อมตัว

มิตซึเอะ อะอิฮะระ
มิตซึเอะ อะอิฮะระ

“ที่เลือกทำซากุระโมจิ เพราะเป็นขนมที่ฉันชอบ แถมเห็นคนไทยชอบซากุระกันมาก คิดว่าน่าจะถูกใจกันนะ เท่าที่ได้ยินมา เห็นมีหลายคนบอกว่าอร่อย รสหวานกำลังดี ฉันก็ดีใจ” คุณยายพูดไปยิ้มไป ก่อนจะเสริมว่า “นี่คนไทยได้สิทธิพิเศษมากเลยนะ ที่ญี่ปุ่นจะมีขนมซากุระโมจิกินเฉพาะช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ดอกซากุระบาน”

ขนมญี่ปุ่นเป็นขนมสีหวานสวยชิ้นเล็กจิ๋วที่มีความละเอียดอ่อนซ่อนอยู่ในทุกอณูจิต เริ่มจากการเปลี่ยนสีและรูปทรงของขนมไปตามฤดูกาลทั้งสี่ เพื่อสื่อถึงการรับรู้และชื่นชมการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ เช่น ในฤดูร้อนมักจะใช้สีฟ้าอ่อนของแม่น้ำ สีเขียวอ่อนหรือเขียวสดใสแบบใบไม้ที่เพิ่งแตกใหม่ หรือการปั้นเป็นรูปดอกไม้ที่บานในเดือนนั้นๆ

การเตรียมวัตถุดิบก็ไม่น้อยหน้า มีของ 2 สิ่งที่คุณยายมิตซึเอะยืนยันว่าต้องใช้ของญี่ปุ่นเท่านั้น!
ชิ้นแรกคือ ‘ใบซากุระจากแถบภูเขาไฟฟูจิ’

มิตซึเอะ อะอิฮะระ

ใบไก่กาหน้าบ้านตามท้องถนนทั่วไปไม่โอเคนะคะ คุณมิตซึเอะบอกว่าต้องเป็นใบของต้นซากุระที่เติบโตอยู่แถวๆ ภูเขาไฟฟูจิเท่านั้นถึงจะงาม ขนาดกำลังดี เนื้อนุ่มกินง่ายและไม่มีไรขนที่ใบให้หงุดหงิดใจ เราเลยสันนิษฐานว่าจะต้องเป็นซากุระพันธุ์โอชิมะซากุระแน่ๆ เพราะนิยมปลูกกันมากแถบเมืองอิสึ จังหวัดชิซึโอะกะ หนึ่งในจุดยอดนิยมในการชมวิวภูเขาไฟชื่อดัง

ได้ใบมาแล้ว จะหิ้วมาเลยก็ไม่ได้ ต้องทำการดองเกลือเพื่อถนอมสีของใบก่อน แถมรสเค็มยังช่วยขับรสหวานของถั่วแดงให้มีมิติขึ้น เป็นธรรมชาติมากขึ้น เป็นเหตุผลเดียวกับที่คนญี่ปุ่นโรยเกลือเวลากินแตงโมเพื่อดึงความหวานฉ่ำออกมาให้ได้มากที่สุด แม้จะมีคนญี่ปุ่นบางพื้นที่รับไม่ได้กับการใส่เกลือลงในขนมหวาน แต่บางทฤษฎีก็บอกว่า เกลือช่วยฆ่าแบคทีเรีย จึงเหมาะนำมาถนอมอาหาร เพราะแรกเริ่มเดิมทีชาวเอโดะเขาใช้ใบซากุระห่อขนมโมจิเพื่อกันฝุ่นและกันไม่ให้ขนมแห้ง

สำหรับชิ้นที่สอง เราเชื่อว่าเป็นม้ามืดที่พลิกโพยทุกสำนัก ดักทางกันไม่ถูกแน่ๆ เพราะมันคือ ‘สีผสมอาหาร’

เซียนซากุระโมจิอธิบายว่า เม็ดสีไม่ใช่ปัญหา แต่สีผสมอาหารของไทยมีกลิ่นแรง เอามาใช้ไม่ได้จริงๆ ต้องฝากคนรู้จักหิ้วของญี่ปุ่นซึ่งไม่มีกลิ่นเลยมาให้ทุกครั้งที่มีโอกาส พูดจบก็ควักน้ำปรุงลับสีแดงสดขวดน้อยออกมาให้เราลองดมประกอบคำบรรยาย

ต่อไป ลองมาดูความพิถีพิถันในการทำกันบ้าง

มิตซึเอะ อะอิฮะระ

ไส้ของซากุระโมจิเป็นถั่วแดงบดแบบที่เรียกว่า ‘Koshian’ (โคะฌิอัน) คุณยายอธิบายว่า เราต้องนำถั่วแดงไปต้มให้นุ่มก่อนปลอกเปลือก แล้วจึงใช้มือกดให้เนียนละเอียดผ่านกระชอนรูเล็ก (จุดนี้คุณยายแอบกระซิบเพิ่มเติมว่า จริงๆ แล้ว ไม่อยากพูดเลย แต่ถั่วแดงก็เลือกใช้ของญี่ปุ่นนะ เพราะอร่อยและนิ่มกว่าของไทย) จากนั้นใช้ผ้าขาวบางห่อถั่วแดง รีดน้ำออกก่อนจะนำมาเคี่ยวให้หวานด้วยน้ำตาล ตามธรรมเนียมขนมญี่ปุ่นที่เชื่อกันว่า ขนมที่อร่อยต้องมีรสหวาน

แค่ฟังก็เหนื่อยแล้ว คุณยายเห็นเราทึ่งก็รีบถ่อมตัวบอกว่า ทำไม่ยากหรอก แค่เป็นขั้นตอนใช้ความละเอียดและเวลามากหน่อยเท่านั้นเอง

ศึกที่แท้จริงอยู่ที่การย่างแป้งโมจิที่จะใช้ห่อต่างหาก!

การผสมแป้งไม่ยาก ตัวแป้งสามารถใช้ของที่มีขายทั่วไปในไทย มีกระทะแบนร้อนๆ ไม้พาย น้ำมัน เป็นอันเริ่มต้นได้

มิตซึเอะ อะอิฮะระ

คุณมิตซึเอะทาน้ำมันบางๆ ลงบนกระทะ เทแป้งช้าๆ ปาดฉึบๆ พลิกฉับๆ อย่างคล่องแคล่วแป๊บเดียวได้แป้งทรงวงรีสีชมพูอ่อนสวยซอฟต์ๆ เนียนเรียบเสมอกันมาเป็นตัวอย่างให้พวกเราฮือฮา เธอเชิญชวนให้ทีมงานลองทำบ้าง

แน่นอนว่าแป้ก

ไม่ต้องพูดถึงความเรียบเนียน แป้งขาดตั้งแต่ยังไม่คิดจะกลับด้าน

คุณยายอิดออดด้วยความเขินนิดหน่อย เมื่อเราขอให้ทำให้ดูอีกครั้ง แต่ก็ยอมตักแป้งตวัดไม้พายไปมา แสดงอภินิหารเสกแป้งสวยใสนวลเนียนขึ้นมาอีกหลายแผ่น พร้อมขู่ว่า นี่ครั้งสุดท้ายแล้วนะ

พวกเราไม่ย่อท้อ ลองทำอีกหลายรอบ จนดีขึ้นเรื่อยๆ คุณยายเลยสวมวิญญาณครู คอมเมนต์งานแต่ละชิ้นพร้อมสอนเทคนิคเพิ่มเติม

“จุดที่ต้องระวังไม่แพ้เรื่องน้ำหนักมือในการเกลี่ย ความหนาที่พอเหมาะ ความโค้งมนของวงรี ความเรียบเสมอกัน คือการปาดแป้งให้ขนาดสมดุลกับใบซากุระ เพราะใบไม้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ขนาดไม่เท่ากันซักใบ เราต้องคอยสังเกตจุดนี้ด้วย” คนที่พร่ำบอกว่านี่คืองานอดิเรกชี้ข้อบกพร่องของมือสมัครเล่นออกมาได้อย่างง่ายดาย

“แม้แต่ของที่ฉันทำเองก็เถอะ ถ้าพ่อมาเห็น คงบ่นอุบว่าทำของแบบนี้ออกมาได้ยังไง” แน่ะ จนขนมจะเสร็จอยู่แล้วยังมิวายจะถ่อมตัว

โค้งสุดท้ายก่อนจบคอร์สซากุระโมจิระยะสั้นในวันนี้คือ การประกอบร่างรวมแป้ง ไส้ถั่วแดง และใบซากุระ เข้าด้วยกัน การห่อไส้ถั่วแดงก็ต้องพิถีพิถัน กะขนาดไม่ให้เล็กหรือใหญ่เกินไป ต้องพอให้ดูอวบอ้วนแน่นๆ นูนๆ ออกมาให้เห็นส่วนโค้งเว้าเบาๆ แต่ไม่เกินร่มเงาใต้แป้งสีชมพูพาสเทลอันหนานุ่ม ในขณะที่ฟ้าจรดทราย แต่ปลายแหลมของใบซากุระควรจรดแป้ง หรือเลยออกมาได้นิดหน่อย

มิตซึเอะ อะอิฮะระ
มิตซึเอะ อะอิฮะระ

เมื่อผลงานของศิษย์กับอาจารย์ถูกวางเรียงกัน เราเลยสบช่องอวยอีกรอบว่า นี่ไงล่ะ ความแตกต่างของมืออาชีพกับมือสมัครเล่น คุณยายหัวเราะแต่ยังไม่ยอมแพ้

“หัดแป๊บเดียวก็เป็นแล้ว ไม่ยากๆ ฉันเองก็ทำเป็นงานอดิเรก นี่ยังไม่สวยหรอก อย่าพยายามเรียกว่าช่างฝีมือเลย”

คุณมิตซึเอะบอกว่าไม่ แต่เรายกให้คุณยายเป็นหนึ่งในยอดฝีมือแน่ๆ รูปแบบการสอนทีมงานที่แอบเข้มงวด นี่มันวิถีคราฟต์แมนญี่ปุ่นชัดๆ ไม่อธิบายวิธีการด้วยคำพูด แต่จะทำให้ดูแล้วให้จำไปหัดเอง พอเห็นแววแล้วถึงยอมเผยเคล็ดวิชาออกมาทีละนิด ถ้าไม่ได้เป็นการติดต่อขอสัมภาษณ์ คงต้องไปนั่งคุกเข่าขอให้รับเป็นศิษย์ถึงจะยอมสอนแน่ๆ

ว่าด้วยธรรมเนียมญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น ชวนทำแล้วมีหรือจะไม่ชวนชิม เราเลยได้โอกาสสัมผัสรสหวานละมุนลิ้นที่คุณยายเคี่ยวจากประสบการณ์ และเนื้อแป้งเหนียวนุ่มที่ปาดอย่างประณีตด้วยความถ่อมตัว

ถ้าอร่อยขนาดนี้ วงรีได้สมมาตร ใบซากุระพาดเรียงตัวสวย ยังบอกว่าดีไม่พอ จะต้องเป๊ะปังเบอร์ไหน คุณยายถึงจะยอมรับว่าเป็นมืออาชีพ คุณมิตซึเอะหัวเราะเล็กๆ ให้กับคำตัดพ้อของเรา ก่อนจะตอบทีเล่นทีจริงว่า

“ของสวยๆ งามๆ เห็นแล้วมันก็กินอร่อยขึ้นเนอะ” (หัวเราะ)

มิตซึเอะ อะอิฮะระ

“ความสุขของคนทำขนม ก็อยู่ตรงที่คนกินเห็นว่าสวย รู้สึกว่าน่าอร่อย อยากกินเนี่ยแหละ ก่อนหน้านี้เคยมีลูกค้าเดินมาขอบคุณที่ทำขนมอร่อยๆ ให้กิน ฉันดีใจมากเลย”

แล้วความสนุกของคนทำขนมล่ะ?

“อยู่ที่ความอร่อยน่ะสิ”

มิตซึเอะ อะอิฮะระ
 

Writer

ณิชมน หิรัญพฤกษ์

นักศึกษาเอกภาษาญี่ปุ่นที่คิดเลขไม่ได้ อ่านแผนที่ไม่ออก แต่รักการเดินทาง / ผู้ประสานงานใน a day และ HUMAN RIDE ฉบับญี่ปุ่น / เจ้าของคอลัมน์ made in japan และหนังสือ 'ซะกะ กัมบัตเตะ!' ปัจจุบันใช้เวลาว่างจากการหาร้านคาเฟ่กรุบกริบไปนั่งเรียนปริญญาโทที่โตเกียว และโดนยัดเยียดความเป็นไกด์เถื่อนให้อยู่เป็นระยะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load