ไม่บ่อยนักที่มนุษย์ตัวเล็กเช่นเราจะใกล้ชิดสัตว์ป่าหรือสัตว์สงวนได้แบบถึงเนื้อถึงตัว เนื่องด้วยความอันตราย ความห่างไกล และความยากในการพบเจอ

ถึงแม้โลกจะพัฒนาไปเพียงใด ภาพถ่าย วิดีโอ และคำบอกเล่า ก็อธิบายความงดงามของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ได้ไม่ดีเท่าการเห็นด้วยตาตนเอง

หากใครยังจำกันได้ถึงเรื่องราวของพะยูนน้อย มาเรียม และ ยามีล แม้พวกมันจะจากไปตั้งแต่เด็ก แต่ ‘การสตัฟฟ์สัตว์’ กลับทำให้ร่างของทั้งสองกลายเป็นแหล่งความรู้และความทรงจำชั่วนิรันดร์ นั่นคือหนึ่งในวิธีที่ทำให้ฝันของหลายคนเป็นจริง

The Cloud ชวน วันชัย สุขเกษม ผู้เชี่ยวชาญด้านการสตัฟฟ์สัตว์แห่งพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา อพวช. ผู้ดูแลการสตัฟฟ์มาเรียมมาเล่าเรื่องราวเบื้องหลัง จากอดีตนักศึกษาและลูกจ้าง ถึงวันที่กลายเป็นผู้ชุบชีวิตสัตว์นับร้อยให้กลับมามีลมหายใจอีกครั้ง

วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น

You had me at hello 

ชายวัยกลางคนจากหนองจอกคลุกคลีกับวงการวิทยาศาสตร์และสัตว์มาตลอดตั้งแต่เข้าเรียนปริญญาตรีด้านสัตวบาล ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

“ตอนเริ่มเรียนเราไม่เคยมีความคิดที่จะมาทำงานสตัฟฟ์ ไม่มีประสบการณ์ และแทบไม่รู้กระบวนการอะไรเลย” เขาเอ่ย

แต่หลังจากเรียนต่อปริญญาโท รุ่นพี่คนสนิทก็ชวนให้มาทำงานระหว่างเรียนที่ อพวช. ในตำแหน่งเกี่ยวกับการสื่อสารสิ่งแวดล้อม ซึ่งเขาได้ทำงานที่นี่ ก่อนจะย้ายไปทำงานอนุกรมวิธาน (Taxonomy) ด้านปลิงทะเล

งานนี้ช่างโหดและหิน เขาต้องออกทะเลทันทีใน 15 วัน และพบเจออาการเมาคลื่น เมาเรืออยู่ไม่ขาด ‘เรียกว่าเป็นประสบการณ์ที่โลดโผนที่สุดสำหรับนักศึกษาปริญญาโทคนหนึ่ง’ เราคิด

หลังทำงานได้ระยะหนึ่ง เขาได้บรรจุเป็นลูกจ้างของ อพวช. ซึ่งขณะนั้นทางองค์กรเชิญ อาจารย์เอริค แกมฟิช จากประเทศฟินแลนด์มาเป็นวิทยากรในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการสตัฟฟ์ เพื่อทำหน้าที่สอนวิธีชุบชีวิตซากไร้ลมหายใจด้วยเทคนิคใหม่

สัตว์ตัวแรกที่เขาฝึกสตัฟฟ์คือ นกกระทา ถึงแม้จะเป็นคนที่ทำได้ช้าสุดและผลงานออกมาไม่สวยเหมือนคนอื่น แต่มันคือความภูมิใจที่ได้ทำสิ่งใหม่ด้วยมือตนเอง 

ความประทับใจขั้นสุดที่เป็นต้นกำเนิดเส้นทางชีวิตสายนี้เริ่มขึ้นเมื่อได้พบกับเหยี่ยวดำปีกขาด อดีตนักเรียนไม่คิดด้วยซ้ำว่าจะซ่อมแซมได้ แต่อาจารย์เอริคใช้วิธีเลาะเนื้อออกแล้วเย็บปีกติดเข้าไป โดยให้ขนของนกปกปิดรอยเย็บ ทำให้สัตว์สตัฟฟ์ออกมาในสภาพสมบูรณ์สวยงามเหมือนตอนยังมีชีวิต 

ด้วยเทคนิคใหม่ วันชัยค้นพบว่า เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ก็เกิดขึ้นได้จริง แต่ในอีกด้านก็ถือเป็นความรู้เก่าของต่างประเทศ

“ผู้เชี่ยวชาญในประเทศไทยมีน้อย การถ่ายทอดความรู้จึงขาดหายไปในช่วงหนึ่ง เราสังเกตว่า สัตว์สตัฟฟ์รุ่นเก่าของไทยจะมีลักษณะเฉพาะ อย่างผิวหนังตึง ริมฝีปากเหมือนแยกเขี้ยวขู่ตลอด เนื่องจากสารฟอร์มาลีนทำให้น้ำในเซลล์กล้ามเนื้อหดตัว แต่ในปัจจุบัน สัตว์มีรูปร่างที่เหมือนกับตอนมีชีวิตมากกว่าแต่ก่อน”

เขาเล่าถึงความแตกต่างและความเปลี่ยนแปลงให้เห็นภาพ ซึ่งหลังอบรมเสร็จได้มีการนำผลงานที่เรียนไปจัดแสดง กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชายหนุ่มมีความคิดจะทำอาชีพนี้ต่อ

วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น
อาจารย์วันชัย สุขเกษม และเหยี่ยวดำ 

“เราทำให้คนได้ใกล้ชิดกับสัตว์ คงไม่มีใครอยากเข้าใกล้เสือ แต่พอมาเป็นสัตว์สตัฟฟ์ ทุกคนเข้าไปใกล้และสัมผัสขนของมันได้ ที่สำคัญ การสตัฟฟ์สัตว์คือการอนุรักษ์ที่สื่อสารได้อย่างทรงพลัง ไม่ต้องใช้คำพูดเยอะก็เล่าเรื่องราวของพวกมันได้อย่างชัดเจน

“งานนี้เราต้องทำ เพราะไม่มีใครทำ ทำแล้วมันไม่ได้กับตัวเราเอง แต่ได้กับประเทศและคนรุ่นหลัง” 

นั่นคือเสน่ห์ของการสตัฟฟ์สัตว์ในมุมของคนธรรมดาที่บัดนี้กลายมาเป็นผู้เชี่ยวชาญ เสียงในหัวของเขาดังขึ้นหลังการอบรม และหลังรู้ว่าเมืองไทยยังไม่มีพิพิธภัณฑ์สัตว์สตัฟฟ์เหมือนต่างชาติ เขาจึงเดินทางสู่สายงานนี้อย่างจริงจัง เปลี่ยนความชอบเป็นความตั้งใจอย่างแรงกล้าในการทำให้วงการเป็นที่รู้จักมากขึ้นในประเทศ

หลังเขาอธิบาย เราแอบสงสัยว่า คนรอบตัวมีท่าทีอย่างไรเมื่อได้ยินชื่ออาชีพที่ไม่คุ้นหูนักในยุคนั้น

“อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยรู้สึกตื่นเต้นมากที่เราสตัฟฟ์เป็น (หัวเราะ) ส่วนครอบครัวก็ไม่ได้ว่าอะไร เรามีความสุขที่ได้เผยแพร่สิ่งเหล่านี้เพื่อการศึกษา มันเป็นแรงผลักดันให้ทำต่อมาเรื่อย ๆ ถึงแม้จะไม่เป็นที่ชอบใจของบางคน เนื่องจากเราทำงานกับซากสัตว์ แต่ก็ยังมีความสุขกับงานที่ทำเสมอ” 

ขั้นตอนคืนชีพ

หากพูดถึงการสตัฟฟ์ และ Taxidermy หลายคนมักมองว่าเป็นสิ่งเดียวกัน แต่แท้จริงแล้วการสร้างงานทั้ง 2 ประเภทมีความแตกต่างกันอยู่

การสตัฟฟ์ เป็นการรักษาสภาพของสิ่งมีชีวิตเอาไว้ เพื่อประโยชน์ด้านงานวิจัยเป็นหลัก โดยจะไม่คำนึงถึงสรีระและท่าทาง ขณะที่ Taxidermy คือการรักษาสภาพสัตว์โดยใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ มีการเลาะหนังออกมารักษาสภาพ พร้อมปั้นกล้ามเนื้อขึ้นใหม่ให้ใกล้เคียงธรรมชาติที่สุด นอกจากนี้ยังมีการจัดท่าทางให้ดูสวยงาม สมจริง ซึ่งจุดประสงค์หลักยังคงเป็นการเก็บรักษาสภาพให้สมบูรณ์เช่นเดิม

วันชัยเล่าว่า วิธีสตัฟฟ์ขึ้นอยู่กับชนิดของสัตว์ หากเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กและมีเปลือกแข็ง อย่างกุ้ง กั้ง ปู จะเลาะเนื้อออกทั้งหมด แล้วนำกระดองไปรักษาสภาพ พร้อมจัดท่าทางให้สวยงาม

วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น

สำหรับกลุ่มปลาขนาดเล็ก จะวัดขนาด เลาะหนังและอวัยวะออก พร้อมนำไปรักษาสภาพในแอลกอฮอล์เข้มข้น 35 เปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นนำไปแช่น้ำยายูลานเพื่อป้องกันแมลง และใช้สารโพลียูนิเทนโฟมปั้นหุ่นปลาขึ้นมาจากขนาดที่วัดไว้ในตอนแรก เมื่อเสร็จแล้วจึงนำหนังปลาที่แช่น้ำยามาหุ้ม ติดกาว และจัดตำแหน่งสรีระตามต้องการ

ขณะที่กลุ่มประเภทนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กมีวิธีที่ซับซ้อนมากขึ้น พวกมันจะถูกเลาะหนังและเนื้อให้เหลือเพียงกระดูก หัวกะโหลก ปีก และขา เพื่อนำไปแช่น้ำยายูลาน ระหว่างนี้จะมีการปั้นหุ่นอ้างอิงจากโครงกระดูกและขนาดตัว พร้อมทั้งนำแอลกอฮอล์ฉีดบริเวณต้นขาและปลายปีก ซึ่งเป็นบริเวณที่เลาะเนื้อออกไม่ได้ จากนั้นจึงนำลวดมาเสียบบริเวณขาเพื่อเชื่อมกับตัวหุ่น ส่วนคอจะปั้นขึ้นมาโดยใช้ลวดยึดกับหุ่นและหัว จากนั้นนำหนังที่เลาะมาคลุมพร้อมเย็บ ติดกาว และจัดขนให้เหมือนกับธรรมชาติ”

กล่าวโดยง่ายคงเหมือนการถอดเสื้อไปซัก แล้วนำมาสวมให้อีกครั้งให้สวยงามเช่นเคย

วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น
วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น

“สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่เป็นประเภทที่ทำยากที่สุด” เขาเกริ่น

“ต้องเลาะหนังบริเวณที่ไม่อยากให้ผู้ชมเห็น จากนั้นนำหนังไปฟอกเกลือป่น หมักกรดฟอร์มิก ฟอร์มาลีน และเกลือ หมักเสร็จแล้วนำไปวัดขนาดและเลาะเนื้อส่วนที่ติดอยู่ออก พร้อมทั้งเก็บหัวกะโหลก กระดูกขา กระดูกสะโพก ไว้เป็นฐานในการปั้น 

“การปั้นเริ่มจากนำดินมาใส่ที่กะโหลก เพื่อทำกล้ามเนื้อให้สมจริง เสร็จแล้วก็ถอดพิมนำมาหล่อหุ่นจากโฟมหรือปูน กระดูกขาจะเอาไม้มาทำเป็นโครง โดยเอากระดูกขาหน้าและเชิงกรานมาใส่คู่กับไม้ อันนี้จะต้องมีความสูงและขนาดพอดี ไม่อย่างนั้นจะเอาหนังมาคลุมไม่ได้ ปั้นเสร็จก็นำหนังที่เลาะไปทำความสะอาด ฟอกสารโนวาแทนและยูลาน นำไปทาไขมันเทียมและปั่นกับขี้เลื่อย เพื่อให้หนังสัตว์กลับมานุ่มฟู หลังเสร็จสิ้นขั้นตอนก็นำหนังไปคลุมและติดกับหุ่นที่เตรียมไว้ 

“จุดสำคัญคือลายของสัตว์ต้องตรงกับความจริง ไม่เหลื่อม ไม่ล้ำ” เขาเล่าอย่างต่อเนื่อง เพราะทุกขั้นตอนไม่ยากอย่างที่ใครกำลังคิด

วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น

“การเป็นนักสตัฟฟ์สัตว์ไม่จำเป็นต้องจบอะไรมาโดยเฉพาะ เพียงแต่ต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ฝึกปฏิบัติจนชำนาญ ถ้ามีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์จะช่วยให้เข้าใจสรีระของสัตว์สตัฟฟ์มากขึ้น”

ชายตรงหน้าแนะนำเราว่า ทุกคนเข้าเรียนวิชาสตัฟฟ์สัตว์ได้โดยเข้าร่วมกับโครงการภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงเรียนจากยูทูบ

ถึงอย่างนั้นการสตัฟฟ์สัตว์ยังต้องอาศัยความรู้ด้านศิลปะเพิ่มเติม เนื่องจากการปั้นถือเป็นหัวใจสำคัญในการชุบชีวิตสัตว์ อีกทั้งยังต้องใช้องค์ความรู้ด้านการเย็บ พ่นสี ขึ้นโครงเชือก และทาสี เพื่อให้ผลงานออกมาสมจริง

“ผมจบวิทยาศาสตร์มา ไม่มีความรู้เรื่องการปั้นหุ่น ยิ่งถ้าปั้นสัตว์ใหญ่ยิ่งปั้นไม่ได้ เราจึงต้องฝึกเรื่อย ๆ จากการดูทีมที่จบประติมากรรมมา” 

เขาสรุปคร่าว ๆ ถึงระยะเวลาที่ตนเองใช้ในการทำงานว่า กุ้ง กั้ง ปู ใช้เวลาสตัฟฟ์ประมาณครึ่งวัน นกใช้เวลา 1 วัน หนู กระรอก และกระต่าย 3 วัน สุนัข 1 – 2 เดือน และสัตว์ใหญ่อาจจะใช้เวลาหลายเดือน บางครั้งก็ถูกเก็บรักษาสภาพเอาไว้นานนับปีกว่าจะได้ทำการสตัฟฟ์จริง 

แล้วการสตัฟฟ์ที่ดีต้องเป็นอย่างไร – เราตั้งคำถาม

“ต้องใกล้เคียงธรรมชาติ ท่าทางเหมือนธรรมชาติ กล้ามเนื้อเหมือนมีชีวิต จริง ๆ ผมคิดว่า เสน่ห์อีกอย่างของมันคือวิธีการที่เราใช้สร้างผลงาน”

วันชัยเสริมว่า ในต่างประเทศถึงขั้นส่องไฟตามชิ้นงาน เพื่อดูว่ามีรายละเอียดเส้นเลือดหรือไม่ นี่เป็นมาตรฐานของคำว่า ดี ในการประกวดการสตัฟฟ์ของต่างแดน

วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น

ฝึกปรือยอดฝีมือ

“ช้างและสัตว์หนังบางคือสิ่งที่ทำยากที่สุด” เขาเปรยพร้อมหัวเราะเบา ๆ

ด้วยความที่ช้างมีขนาดตัวใหญ่และน้ำหนักมาก หลังเลาะหนังต้องแบ่งออกเป็น 5 ส่วน เพื่อให้เคลื่อนย้ายง่าย อีกทั้งต้องทำให้หนังบางที่สุด เพื่อให้น้ำยาที่หมักซึมเข้าไป

เขาย้อนความหลังให้ฟังว่า ตอนสตัฟฟ์ช้างครั้งแรกเป็นช่วงวิกฤตอุทกภัย พ.ศ. 2554 ต้องให้น้องที่ทำงานมาช่วยเลาะหนังโดยใช้เวลานานกว่า 2 – 3 เดือน อีกทั้งการปั้นหุ่นที่มีขนาดใหญ่ ยังใช้เวลามากกว่าครึ่งปี

“อีกประเภทที่มียากคือสัตว์หนังบาง มันบางเหมือนพลาสติก เช่น นกหรือปลา เวลาเลาะต้องระมัดระวัง หากใช้มือเลาะเหมือนสัตว์ใหญ่หนังอาจขาด ขาดแล้วยากต่อการซ่อม เพราะสิ่งมีชีวิตประเภทนี้มักมีขนสั้น ทำให้ปกปิดรอยเย็บที่เกิดจากการซ่อมไม่ได้

ส่วนปลาที่มีเกล็ดขนาดเล็กจะมีความยากเฉพาะตัว ถ้าเลาะเนื้อจากผิวหนังและเกล็ดไม่หมด เมื่อคลุมจะเกิดตุ่มที่ดูไม่สวยงาม”

ความท้าทายอย่างสุดท้ายคือการขนย้ายซาก ซึ่งซากตามมาตรฐานต้องไม่เน่าเสีย และไม่เสียชีวิตเกิน 24 ชั่วโมง 

วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น
วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น

การชะลอการเน่าเสียจะใช้วิธีผ่าเครื่องในออก จากนั้นนำน้ำแข็งยัดเข้าไปในท้องเพื่อยืดอายุซากที่จะนำมาสตัฟฟ์ เนื่องจากเป็นจุดที่แบคทีเรียทำปฏิกิริยากับซากศพเป็นที่แรก อีกวิธีคือส่งผู้เชี่ยวชาญไปรักษาสภาพโดยเร็วที่สุดภายใน 12 ชั่วโมงหลังสัตว์ตาย

“หากเอามือกดหนังเบา ๆ แล้วขนหลุด แปลว่าซากนั้นนำมาสตัฟฟ์ไม่ได้ เพราะเมื่อนำหนังสัตว์ไปรักษา สภาพขนที่ได้จะหลุดออกมา ทำให้หนังกลายเป็นสีขาวเหมือนหนังกำพร้า” 

หลังคุยเรื่องวิชาการมาสักพัก เขายกเคสให้เราฟังถึงวันที่ได้ซากยีราฟมา 1 ตัว แต่เพราะลืมคำนึงถึงเรื่องจุลินทรีย์และแสงแดดระหว่างขนส่ง ทำให้พวกเขาไม่ได้ใส่น้ำแข็งเพื่อชะลอการเน่าเสีย สุดท้ายเมื่อขนเริ่มหลุด หนังที่นำมาจึงใช้ไม่ได้ เป็นความเสียดายของทีม เนื่องจากยีราฟเป็นสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นที่ไม่มีโอกาสได้สตัฟฟ์บ่อยนัก

เราเองก็แอบเสียดายแทน

วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น

ความสุขและความเสี่ยง

ท่ามกลางซากสัตว์ที่ไร้ชีวิต อย่าคิดว่าไม่มีความเสี่ยง

“สมัยก่อนนิยมใช้สารอาร์เซนิก (สารหนู) ที่ใช้กับศพมนุษย์ นำมาใช้กับการสตัฟฟ์สัตว์ เมื่อคนทำซึมซับสารนี้เข้าสู่ร่างกายเป็นเวลานานอาจส่งผลถึงชีวิต” อาจารย์เอริคเล่าอุทาหรณ์ให้แก่ลูกศิษย์คนนี้ฟัง มันคือภัยเงียบที่คืบคลานเข้ามาอย่างช้า ๆ

“หรือการปั้นหุ่นสมัยก่อน อาจารย์เอริคเคยเล่าถึงเพื่อนสนิทคนหนึ่งของท่านว่า นิยมใช้ยูรีเทนโฟมในการปั้นหุ่น แต่ผู้ปั้นส่วนใหญ่ไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน ทำให้สารพิษเหล่านี้เข้าสู่ร่างกาย และส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว”

เราสงสัยว่า ตอนนี้เพื่อนอาจารย์เอริคเป็นอย่างไรบ้าง

“เสียชีวิตแล้วเพราะใช้สารเคมีเยอะ แต่อาจารย์ใช้ปูนปลาสเตอร์ในการปั้นหุ่นจึงได้รับผลกระทบจากสารเคมีน้อยกว่า

“ต่อให้ผลงานการสตัฟฟ์ของเราสวยขนาดไหน มีเป็นร้อยตัว แต่ถ้ามีคนมาถามว่า คนสตัฟฟ์ยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า คำตอบที่ได้คือตายไปแล้ว มันก็คงน่าเศร้า เราต้องเน้นสุขภาพคนทำงานด้วย อย่างน้อยผลงานสตัฟฟ์ของเราเสียหาย เราซ่อมแซมหรือทำใหม่ได้ แต่ถ้าตัวเราไม่อยู่แล้ว จะทำอะไรพวกนี้ไม่ได้เลย” เขาพูดพร้อมหัวเราะให้ความตลกร้าย

แล้วเชื้อโรคถือเป็นความเสี่ยงด้วยไหม – เราถาม อีกฝ่ายพยักหน้ารับ

ผลงานส่วนใหญ่ที่ อพวช. สตัฟฟ์มักเป็นซากที่ได้รับการผ่าพิสูจน์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแล้วจึงมีความปลอดภัยระดับหนึ่ง แต่สำหรับสัตว์ที่ตายโดยไม่ทราบสาเหตุ จะมีหลักปฏิบัติคือการนำไปแช่ฟรีซ -18 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 72 ชั่วโมงหรือ 3 วัน เพื่อฆ่าเชื้อที่อาจส่งต่อสู่มนุษย์ เช่น เชื้อพิษสุนัขบ้า

ถ้าอาจารย์วันชัยได้ซากลิงมา มีโอกาสจะติดโรคฝีดาษลิงไหม – เราสงสัย

“เชื้อโรคที่อันตรายมักมาจากสิ่งมีชีวิตจำพวกลิงที่มีรหัสพันธุกรรมใกล้เคียงมนุษย์ หากมีโรคติดต่ออาจส่งผลต่อมนุษย์ได้ ผมย้ำน้องที่มาช่วยสตัฟฟ์อยู่เสมอให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันเชื้อโรค เราประสานงานกับสัตวแพทย์ระหว่างผ่าซากอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการอันตรายที่อาจเกิดระหว่างการปฏิบัติงาน”

สนทนากับ 'วันชัย สุขเกษม' นักสตัฟฟ์สัตว์เมืองไทย ผู้ทำให้ธรรมชาติได้อยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากขึ้น
สนทนากับ 'วันชัย สุขเกษม' นักสตัฟฟ์สัตว์เมืองไทย ผู้ทำให้ธรรมชาติได้อยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากขึ้น

สัตว์สตัฟฟ์ ฉันเลือกนาย!

ระหว่างพาชมห้องเก็บผลงานสัตว์สตัฟฟ์ เราถามเขาว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาคืนชีวิตให้ซากไร้ลมหายใจไปแล้วกี่ตัว แน่นอนว่ามันเยอะเกินจะจดจำไหว

“ถ้า 5 ตัวที่ประทับใจที่สุดคือ เหยี่ยวดำ ม้า จิงโจ้แคระ ช้าง และเสือดำ” เขาไล่ลำดับทันที

เหยี่ยวดำ คือสัตว์ที่ทำให้เขาหลงรักวงการนี้ ขณะที่ม้าเป็นสัตว์สตัฟฟ์ชิ้นใหญ่ตัวแรกที่ได้ทำหลังจากอาจารย์เอริคกลับประเทศ เขาลองใช้เทคนิคสร้างหุ่นโดยใช้ไฟเบอร์กลาส แต่คลุมหนังไม่ได้ สุดท้าย อพวช. จึงเชิญอาจารย์เอริคกลับมาอีกครั้ง เพื่อสอนเทคนิคใหม่สำหรับสัตว์ใหญ่โดยเฉพาะ

ตัวที่ 3 คือ จิงโจ้แคระ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งสัตว์แปลกที่ได้ลองทำช่วงน้ำท่วมใหญ่ พ.ศ. 2554 ตัวถัดมาคือพี่ใหญ่ ช้างเพศเมียนามว่า บัวตอง

“ผมไปกาญจนบุรีและเริ่มเลาะหนังช้างตอนบ่ายโมง มาถึงที่ อพวช. ตอนเที่ยงคืน ตลอดวันผมไม่ได้ทานข้าว เรานั่งท้ายรถกระบะที่ขนหนังช้างมากับอาจารย์เอริค ผมถามอาจารย์ว่าหิวข้าวไหม แต่อาจารย์บอกว่าไม่หิว ต้องรีบมารีบไป” 

รีบไปในที่นี้ คืออาจารย์เอริคต้องบินกลับประเทศเสียแล้ว กว่าบัวตองจะได้รับการประกอบร่างก็ผ่านไปถึง 3 ปีทีเดียว เมื่ออาจารย์บินกลับมาอีกครั้งเพื่อสอนเรื่องสัตว์ใหญ่ อย่างไรก็ตาม พวกเขาประสบความสำเร็จในการสตัฟฟ์ช้างเชือกนี้

“อาจารย์เอริคสอนว่า การปั้นหุ่นช้างใช้ดินไม่ได้ เนื่องจากน้ำหนักที่อาจอันตรายต่อผู้ปั้น เขาแนะนำให้ขึ้นรูปจากการปั้นปูน และนำกบบุ้งที่เหมือนกระดาษทรายมาขัดปูนให้มีลักษณะเหมือนช้าง แต่ต้องแข่งกับเวลานะ เพราะถ้าปูนแห้งจะทำงานยาก ทุบอย่างเดียวแล้วปั้นเสริมใหม่สำหรับตัวใหญ่ แต่ถ้าช้างเล็ก ผิดคือเสียเลย ทำใหม่ทั้งหมด”

สนทนากับ 'วันชัย สุขเกษม' นักสตัฟฟ์สัตว์เมืองไทย ผู้ทำให้ธรรมชาติได้อยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากขึ้น
สนทนากับ 'วันชัย สุขเกษม' นักสตัฟฟ์สัตว์เมืองไทย ผู้ทำให้ธรรมชาติได้อยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากขึ้น

เราไม่แปลกใจหากบอกว่า ช้างเชือกนี้คือครูใหญ่ของเขา เพราะมันทำให้ชายคนหนึ่งกล้าก้าวข้ามกีดจำกัดของตนเองไปทำสิ่งที่ใหญ่และยากขึ้น

“ตัวสุดท้าย เสือดำ ตอนที่อาจารย์เอริคกลับมาสอนครั้งที่ 2 เราเรียนรู้เทคนิคการปั้นกล้ามเนื้อให้สมจริงมากขึ้น ได้รู้วิธีสตัฟฟ์กลุ่มเสือและสัตว์ใหญ่ เช่น หมีควาย”

เราแอบถามเขาว่า ใช่เสือดำตัวดังในข่าวหรือไม่ เขาหัวเราะแล้วตอบว่า

“ไม่ใช่ครับ แต่ใจจริงก็อยากได้มาศึกษาเหมือนกัน แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องหลักฐานทางคดีจึงทำไม่ได้”

นอกจากสัตว์ทั้งห้า วันชัยยังเล่าถึงความฝันของตัวเองว่า อยากให้สมันคืนชีพกลับมาบนโลกใบนี้อีกครั้ง

“มันสูญพันธุ์ไปแล้ว น่าเสียดายที่ประเทศไทยไม่มีเก็บไว้ ตัวอย่างสมันสตัฟฟ์ที่สมบูรณ์ตอนนี้มีเพียงที่ฝรั่งเศส มันตายที่สวนสัตว์ เลยถูกนำมาเก็บไว้ในฐานะตัวที่สมบูรณ์ที่สุดทั้งสภาพผิวหนังและเขา” เขาอธิบาย

เป็นคำตอบที่ได้ยินแล้วเศร้าไม่น้อย คงไม่มีใครคาดคิดว่า สิ่งมีชีวิตท้องถิ่นประจำภาคกลางนับล้านตัว ที่เมื่อก่อนวิ่งย่ำไปทั่วทุ่งรังสิตจะสูญพันธุ์ไปตลอดกาล เหลือไว้เพียงฉายากวางที่มีเขาสวยที่สุดในโลก

เรื่องหลังห้องสตัฟฟ์

ระหว่างเดินท่องป่าย่อม ๆ ในห้องเย็น เราถามชายที่กำลังลูบหัวลูกเลียงผาสตัฟฟ์อย่างรักใคร่ว่า พวกเขาได้รับซากสิ่งมีชีวิตแห่งพงไพรมาจากไหนบ้าง

“ซากส่วนใหญ่ได้รับการส่งมอบจากเครือข่ายของ อพวช. ทั้งรัฐและสวนสัตว์ ซึ่งแน่นอนว่า ชื่อที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองหรือสัตว์สงวน สตัฟฟ์ได้หมด แต่ถ้าอยู่ในรายชื่อ ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ต้องขออนุญาตจากกรมอุทยานแห่งชาติ”

นั่นคือการป้องกันไม่ให้เกิดการล่าและขนย้ายสัตว์โดยผิดกฎหมาย อันนำมาซึ่งความเสียหายและการสูญพันธุ์ในอนาคต

เขาเปรียบเทียบให้เราฟังว่า “ในต่างประเทศเปิดกว้างเป็นอย่างมากเรื่องการสตัฟฟ์สัตว์ เพราะถือเป็นอาชีพที่สร้างรายได้เลี้ยงดูตัวเอง มีการจัดประกวดแข่งขัน มีสถาบันสอน มีคอมมูนิตี้สำหรับกลุ่มคนที่รักการสตัฟฟ์สัตว์เกิดขึ้นมากมาย อีกทั้งต่างประเทศยังมีการออกใบอนุญาตล่าสัตว์ป่า จึงทำให้วงการนี้มีความหลากหลายและเฟื่องฟูกว่าบ้านเราที่ยังมีข้อจำกัด”

สนทนากับ 'วันชัย สุขเกษม' นักสตัฟฟ์สัตว์เมืองไทย ผู้ทำให้ธรรมชาติได้อยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากขึ้น

“แต่วงการสตัฟฟ์ตอนนี้ก็พัฒนาขึ้นจากการที่คนมีช่องทางในการศึกษาเพิ่ม ทุกคนนำความรู้มาต่อยอดฝีมือ ประกอบกับการมีเครื่องมือที่สะดวกขึ้น ทำให้ผลงานสวยงามกว่าแต่ก่อน แต่สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ยังคงมีข้อจำกัดเรื่องเครื่องมือและกระบวนการทำ” 

ปัจจุบัน วงการนี้มีเสียงแตกออกเป็น 2 ฝ่าย หลายคนมองว่าการสตัฟฟ์คือการที่เจ้าของไม่ยอมปล่อยวางจากสัตว์ที่ตาย ขณะที่อีกส่วนมองว่า การสตัฟฟ์คือการส่งมอบความรู้ให้คนรุ่นหลัง

“เราเจอมาทั้ง 2 ประเภท มันเป็นความเชื่อส่วนบุคคล บางคนมีความรักและความผูกพันจึงสตัฟฟ์เพื่อให้เป็นที่ระลึกถึง แต่บางคนก็นำไปเผาหรือฝัง อีกแบบคือการสตัฟฟ์สัตว์ของพิพิธภัณฑ์ที่ทำไปเพื่อประโยชน์ในการศึกษาธรรมชาติ”

โดยส่วนตัวของวันชัย เขาเลือกการสตัฟฟ์ที่ไม่มีเรื่องของธุรกิจมาเกี่ยวข้อง และขอให้เป็นการส่งต่อความรู้ ซึ่งวันหนึ่งอาจกลายเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เชื่อมโยงมนุษย์กับความทรงจำของผืนป่า

สนทนากับ 'วันชัย สุขเกษม' นักสตัฟฟ์สัตว์เมืองไทย ผู้ทำให้ธรรมชาติได้อยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากขึ้น
สนทนากับ 'วันชัย สุขเกษม' นักสตัฟฟ์สัตว์เมืองไทย ผู้ทำให้ธรรมชาติได้อยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากขึ้น

ก่อนจากกัน เราโยนคำถามสุดท้ายให้กับเขาว่า สัตว์สตัฟฟ์ยังเป็นสิ่งจำเป็นอยู่ไหม หากคนรุ่นใหม่ดูภาพผ่านอินเทอร์เน็ตได้

“มันช่วยได้เพียงระดับหนึ่ง การได้สัมผัสของจริงคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด

“สมมติจัดแสดงนกฮัมมิงเบิร์ดโดยการนำภาพมาขึ้นจอ สัดส่วนของมันจะคลาดเคลื่อนไปจากของจริงหลายสิบเท่า เด็กจะรู้เพียงแค่หน้าตาและคำบรรยาย 6 บรรทัด แต่การสตัฟฟ์คือการนำสิ่งมีชีวิตของจริงไปตั้งให้ดู เขาจะได้เรียนรู้มากกว่า นี่คือสิ่งสำคัญของการสตัฟฟ์ จะมีอะไรที่ดีไปกว่าการเห็นด้วยตาตัวเองล่ะ!” เขายิ้ม

นี่คงเป็นคำตอบอย่างย่อว่า ทำไมสัตว์สตัฟฟ์จึงยังคงมีความสำคัญต่อไปในอนาคต

หลังจบการสนทนา วันชัยพาเราเดินสำรวจสถานที่ทำงานของเขาที่เต็มไปด้วยสิ่งไม่มีชีวิต และคนในทีมที่กำลังชุบชีวิตซากเหล่านั้นขึ้นมาใหม่

เขาคิดว่าตนเองจะอยู่เป็นนักสตัฟฟ์ไปยาว ๆ เหมือนอาจารย์เอริคที่ตอนนี้อายุ 80 – 90 ปีแล้ว 

ความฝันไม่กี่อย่างของเขา คือการเห็นเมืองไทยมีพิพิธภัณฑ์ที่ผู้คนรับรู้ได้ว่า ธรรมชาติของเมืองไทยสวยงามและสมบูรณ์เพียงใด

สนทนากับ 'วันชัย สุขเกษม' นักสตัฟฟ์สัตว์เมืองไทย ผู้ทำให้ธรรมชาติได้อยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากขึ้น

Writers

Avatar

สตางค์ พูลสวัสดิ์

วัยรุ่นผู้ชื่นชอบอาหารเวียดนาม ภาษาเวียดนาม ชอบสะสมรองเท้าและหนังสือพิมพ์เก่า ฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์และมาดริด

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

เป็นเวลาร้อยกว่าปีแล้วที่โลกได้รู้จักการเก็บบันทึกภาพความทรงจำและเรื่องราวต่างๆ ผ่านกล้องและเลนส์ก่อนจะถ่ายทอดลงบนแผ่นฟิล์มพลาสติกเคลือบน้ำยา ผมยังจำได้ดีสมัยไปทัศนศึกษา หลังจากที่ถ่ายภาพเสร็จเราต้องนำม้วนฟิล์มไปให้ร้านล้างฟิล์มเพื่อให้เกิดเป็นภาพบนนั้น ก่อนจะอัดออกมาเป็นรูปบนกระดาษให้เราดู ถ้าเกิดว่ามีรูปไหนที่เราถูกใจเป็นพิเศษก็จะหยิบฟิล์มกลับไปที่ร้านเพื่ออัดรูปเพิ่ม และแจกจ่ายให้เพื่อนๆ ที่อยู่ในรูป หรืออัดขนาดใหญ่ขึ้นแล้วนำไปเข้ากรอบติดที่ผนังบ้านอีกที

ฟังดูวุ่นวายและลำบากใช่มั้ยครับ ก็น่าจะเป็นแบบนั้นแหละ ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาเหล่ากล้องดิจิทัลเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ทำให้เรามีกล้องดิจิทัลคุณภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับราคาที่ถูกลงเรื่อยๆ ทำให้ผู้คนต่างหันไปหากล้องดิจิทัลกันเกือบหมด

กล้องฟิล์ม

อาจจะด้วยความคิดถึงขั้นตอนแสนวุ่นวายในอดีตของกล้องฟิล์ม หรือเพราะไม่เคยลองก็เลยอยากจะลองความลำบากของฟิล์มก็ไม่ทราบได้ ทำให้ตอนนี้มีคนจำนวนไม่น้อยเริ่มหันกลับมาใช้กล้องฟิล์มในการบันทึกภาพความทรงจำอีกครั้ง คนที่ไม่มีกล้องฟิล์มก็เริ่มซื้อหามาไว้ใช้ บางคนโชคดีหน่อยถ้าพ่อหรือแม่มีกล้องฟิล์มเก็บไว้อยู่ แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนเราก็มักจะเจอกับอาการไม่ยอมทำงาน หรือทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพของกล้องเหล่านั้น แน่ล่ะ ด้วยอายุอานามของกล้องฟิล์มเหล่านี้ที่ถ้าเทียบกับคนก็คงจะเริ่มเข้าสู่การเป็นคุณน้าคุณลุงแล้ว สิ่งที่จำเป็นสำหรับเหล่าน้าๆ ลุงๆ เหล่านี้ก็คงจะหนีไม่พ้นการซ่อมและบำรุงรักษา ในโลกยุคที่มีแต่กล้องดิจิทัลนั้นเราจะไปหาคนซ่อมกล้องฟิล์มได้จากที่ไหนกัน? และนี่คือสาเหตุที่เรารวมไปถึงอีกหลายๆ คนต้องเดินทางมาแถววังบูรพาเพื่อมาพูดคุยกับ The Master นักซ่อมกล้องฟิล์มคนนี้

ในอดีตที่ผ่านมาย่านวังบูรพานี้นอกจากจะเป็นย่านขายเครื่องเกมและของเล่นแล้ว ยังเป็นย่านซื้อขายกล้องกันแบบจริงจังอีกด้วย (แน่นอนว่าในยุคนั้นก็คือกล้องฟิล์ม) ซึ่งพอมีร้านขายกล้องเยอะ ก็เลยมีร้านรับซ่อมอยู่เยอะมากตามไปด้วย แต่ด้วยความนิยมที่ลดลงและการมาถึงของกล้องดิจิทัล รวมไปถึงปัจจัยอีกหลายๆ อย่างก็ทำให้ร้านขายกล้องและร้านซ่อมกล้องนั้นหายไปจากท้องตลาดกันพอสมควร บางร้านที่ยังคงอยู่ก็ย้ายไปรวมกันที่ห้าง Mega Plaza วังบูรพานี่เอง (เมกาพลาซ่าไม่ใช่เมกาบางนานะคุณ! อย่าไปผิดที่เชียวนะ)

ช่างตุ๋ย - อนุรักษ์ อินทชัย

ช่างตุ๋ย - อนุรักษ์ อินทชัย

ผมเดินขึ้นบันไดเลื่อนไปชั้นห้า เดินจนเจอร้านค้า 1 คูหาขนาด 3×3 เมตร ที่มีตู้กระจกล้อมอยู่ทุกด้าน ภายในตู้เหล่านั้นมีกล้องฟิล์มมากมายหลายแบบวางกันอยู่จนแน่นไปหมด มีทั้งที่เป็นกล้องแบบ SLR, Twin Lens Reflex, Rangefinder, โพลารอยด์, กล้องพับ ไปจนถึงกล้องใหญ่แบบ Large Format (กล้องแบบที่ช่างภาพจะต้องเอาผ้าดำคลุมหัวก่อนจะถ่ายภาพ) แน่นอนว่ากล้องทั้งหมดในตู้เหล่านี้คือกล้องของลูกค้าที่ฝากมาให้ซ่อม ที่นี่คือร้านซ่อมกล้องที่เปิดมาแล้ว 13 ปี มีกล้องที่ถูกซ่อมผ่านมือไปแล้วไม่ต่ำกว่า 3,500 ตัว ด้านในของร้านนั้นมีผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังนั่งแกะกล้องตรงหน้าเขาอยู่ นั่นคือ ช่างตุ๋ย-อนุรักษ์ อินทชัย ช่างซ่อมและเจ้าของร้าน The Eye Focus Camera ผู้เป็น The Master ของเรานี่เอง

ร้าน The Eye Focus Camera นั้นให้บริการดูแลและซ่อมแซมกล้องฟิล์มหลากหลายรูปแบบ ทั้งกล้องเล็ก กล้องขนาดกลาง ไปจนถึงกล้องใหญ่ และยังรับล้างคราบรา ล้างฝุ่น ไปจนถึงซ่อมแซมเลนส์ที่ใช้กับกล้องต่างๆ อีกด้วย ในระหว่างที่ผมรอให้แกว่างจากงานตรงหน้าก็มีเมสเซนเจอร์วิ่งเอากล้องและเลนส์จากลูกค้ามาส่งให้แกอยู่เป็นระยะๆ บ่งบอกถึงความไว้ใจและเชื่อมั่นในฝีมือของช่างผู้นี้ได้เป็นอย่างดี

กล้องเก่า

ก่อนการสนทนาจะเริ่มต้นผมหยิบกล้องเรนจ์ไฟเดอร์ตัวโปรดที่ไม่ได้หยิบออกมาใช้งานนานร่วมปีซึ่งพบว่าเครื่องวัดแสงด้านในนั้นไม่ทำงานอีกต่อไป ยื่นให้กับช่างตุ๋ยพร้อมบอกอาการให้ช่วยพิจารณา ช่างตุ๋ยรับฟังและพยักหน้าให้เราเริ่มบทสนทนาในระหว่างที่มือของแกก็เริ่มซ่อมแซมกล้องของผมไปด้วย (ถ้าซ่อมไม่หายผมว่าจะเปลี่ยนใจไม่เขียนเรื่องแกลงในคอลัมน์แล้วล่ะ-ฮา)

 

ก่อนจะเป็นช่างซ่อมกล้องฟิล์ม

ผมเข้าใจเอาเองว่าช่างซ่อมกล้องนั้นจะเป็นวิชาชีพเฉพาะ มีการเรียนการสอนกันในโรงเรียนหรือสถาบัน แต่พอถามช่างตุ๋ยถึงที่มาของวิชาชีพก็กลับกลายเป็นว่าไม่มีสถาบันหรือโรงเรียนไหนสอนเรื่องการซ่อมกล้องเลยแม้แต่ที่เดียว แล้วช่างซ่อมกล้องฟิล์มนั้นเอาวิชาความรู้มาจากที่ไหนกัน

“ไม่มีโรงเรียนที่ไหนสอนทั้งนั้นแหละ ช่างทุกคนก็เริ่มจากเป็นลูกน้องในร้านซ่อมกล้องก่อน แล้วค่อยๆ เรียนรู้และเติบโตจนมาเปิดร้านของตัวเอง พวกช่างซ่อมกล้องทุกคนก็หัดกันเอาเองแบบนี้ทั้งนั้นแหละ”

กล้องวินเทจ

ช่างตุ๋ยเล่าให้ฟังต่อว่าตอนวัยรุ่นก็เรียน ปวส. ทางด้านช่างไฟฟ้า พอจบมาก็ไปทำงานที่โรงงานทอผ้าในตำแหน่งช่างซ่อมเครื่องจักรประจำโรงงาน เวลาที่เครื่องจักรเสียช่างไฟฟ้าอย่างช่างตุ๋ยจะถูกเรียกไปประเมินความเสียหายของเครื่องจักรก่อน แต่หลังจากทำงานอยู่ได้หลายปีก็ไม่เห็นความก้าวหน้าทางอาชีพ ประกอบกับเห็นว่ามีญาติเปิดร้านขายกล้องอยู่ที่วังบูรพา ด้วยความชอบงานศิลปะอย่างการถ่ายรูปและวาดรูปมาตั้งแต่เด็กทำให้ช่างตุ๋ยตัดสินใจลาออกจากโรงงาน มาช่วยงานที่ร้านของญาติในตำแหน่งคนขายกล้องเก่าก่อน

“ทีนี้ตามร้านขายกล้องเก่ามันจะมีกล้องที่เสียเล็กเสียน้อยอยู่แล้ว ด้วยความที่ผมเคยซ่อมเครื่องจักรใหญ่ๆ มาแล้วเลยบอกญาติว่าขอลองซ่อมกล้องตัวเล็กๆ พวกนั้นเพื่อขายในร้านดู ก็ปรากฏว่าซ่อมได้ ญาติที่เป็นเจ้าของร้านก็เลยเริ่มให้เราซ่อมกล้องมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ตอนนั้นมา”

จากการทำงานในโรงงาน เคยซ่อมเครื่องจักรใหญ่ๆ พอเปลี่ยนมาเป็นการซ่อมกล้องนั้นมันเหมือนกันเหรอ ผมถามด้วยความสงสัยเพราะสองสิ่งนั้นดูไม่เห็นจะเชื่อมโยงกันตรงไหน

“เครื่องจักรใหญ่ตามโรงงานหรือกล้องวิธีการซ่อมมันก็เหมือนๆกัน”

ช่างตุ๋ยกล่าว

“อย่างกล้องใช้ไม่ได้ตัวหนึ่ง เราก็ลองหยิบมาดูว่าขึ้นชัตเตอร์ได้มั้ย ลองปรับสปีดชัตเตอร์ดูว่าได้มั้ย ถ้าขึ้นอะไรไม่ได้ก็แปลว่ามันติดขัดที่ชุดกลไกตรงนั้นแหละ เริ่มต้นด้วยการถอดเปลือกข้างนอกมันออกมา ค่อยๆ ไล่ไปทีละจุดๆ หาสาเหตุให้เจอว่ามันติด มันไม่ขยับ เพราะอะไร แล้วก็แก้ไขมันซะ ก่อนจะประกอบกลับคืนที่เดิม ก็มีเท่านี้แหละ แต่กล้องจะยากกว่านิดหน่อยตรงที่ชิ้นส่วนทุกอย่างมันเล็กกว่ามากๆ แล้วตอนประกอบกลับก็ต้องจำเอาไว้ให้ดีว่าชิ้นส่วนต่างๆ อยู่ตรงไหนและเรียงกันยังไงบ้าง ผสมกับความเข้าใจในระบบการทำงานของกล้องประเภทต่างๆ ก็ทำให้สามารถประกอบชิ้นส่วนต่างๆ กลับลงไปได้”

กล้องฟิล์ม กล้องฟิล์ม กลไกกล้อง

จุดเริ่มสู่อาชีพช่างซ่อมกล้องอย่างเต็มตัว

ระหว่างที่ช่างตุ๋ยช่วยงานญาติทั้งขายกล้องและซ่อมกล้อง ก็เกิดเหตุพลิกผันให้ได้มาประกอบอาชีพเป็นช่างซ่อมกล้องแบบเต็มตัว ภายใต้การชักนำของลูกค้าซึ่งเป็นช่างภาพมืออาชีพที่ชื่อ ชำนิ ทิพย์มณี

“งานแรกที่ผมได้เริ่มซ่อมกล้องใหญ่ๆ ก็เริ่มมาจากน้าชำ (ชำนิ ทิพย์มณี) นี่แหละที่เอากล้องใหญ่มาให้ผมลองซ่อมดู โดยเริ่มจากกล้อง TLR (Twin Lens Reflex) ยี่ห้อ Rolleiflex ก่อน พอผมซ่อมให้แกเสร็จ แกก็เริ่มเอากล้องที่ถ่ายงานของที่สตูดิโอของแกมาให้เราซ่อมด้วย ตอนนั้นสงสัยว่าแกคงจะหาช่างคนอื่นไม่ได้ล่ะมั้ง (หัวเราะ) แล้วพอผมซ่อมให้แกได้อีก ทีนี้แก็เลยไปเอากล้องใหญ่พวก Large Format มาให้เราซ่อมอีก ทีนี้หลังจากซ่อมได้ แกก็ไปบอกประชาสัมพันธ์ให้ทุกคนรู้ว่าไอ้นี่ซ่อมได้ เลยเริ่มมีคนอื่นๆ มาให้ซ่อม กลายมาเป็นช่างซ่อมกล้องจริงจังก็ตอนนั้นแหละ”

แล้วการที่ช่างตุ๋ยต้องซ่อมกล้องมากมายหลากหลายยี่ห้อ หลากหลายประเภท หลากหลายรูปแบบ ทั้ง SLR (Single Lens Reflex), TLR (Twin Lens Reflex), Viewfinder, Rangefinder ไปจนถึงกล้อง Medium Format และ Large Format รวมถึงอื่นๆ อีกมากมาย ช่างซ่อมกล้องจะสามารถซ่อมกล้องที่หลากหลายทั้งหมดนี้ได้ยังไง ผมถามต่อด้วยความสงสัย

กล้องโบราณ เลนส์

“อาชีพนี้เป็นอาชีพที่แปลกนะ เพราะการจะซ่อมอะไรสักอย่างหนึ่งให้เชี่ยวชาญได้นั้น มันจะต้องได้ทำบ่อยๆ แต่ถ้าไม่เคยทำเลยแล้วมีคนเอามาให้ซ่อมจะซ่อมได้ยังไง ใช่มั้ย นี่แหละคือสาเหตุที่มันไม่มีการเรียนการสอนวิชาชีพนี้ หรือแม้แต่ถ้าเราทำงานเป็นช่างของบริษัทหนึ่ง แม้เราจะได้รับการเทรนเพื่อซ่อมกล้องของบริษัทนี้มา ก็จะไม่สามารถซ่อมกล้องของบริษัทอื่นได้เลยเช่นกัน แม้แต่ผมเองก็มีกล้องบางยี่ห้อที่ไม่ค่อยได้เจอ เวลาที่เจอคนเอามาให้ซ่อมก็อาจจะซ่อมไม่ได้หรือใช้เวลานานมากกว่าจะเสร็จ ดังนั้น เวลาที่ลูกค้าเดินถือกล้องที่เราไม่เคยซ่อมมาถาม เราก็ต้องตอบว่าได้ไว้ก่อน (หัวเราะ) คือไม่ได้โกหกนะ แต่มันคือความมั่นใจว่าเราซ่อมได้จริงๆ” ช่างตุ๋ยอธิบายถึงธรรมชาติของอาชีพนี้

“แล้วถึงรายละเอียดของกล้องแต่ละประเภทมันจะแตกต่างกันทั้งหมด แต่หลักการทำงานของกล้องมันก็เหมือนๆ กันหมดทุกอย่าง อย่างเช่นชัตเตอร์ของกล้องส่วนมากก็เป็นโลหะ บางตัวก็เป็นผ้า บางตัวก็เป็นชัตเตอร์ที่ซ่อนอยู่ในกระบอกเลนส์ ฟังดูเหมือนจะแตกต่างกัน แต่เอาเข้าจริงระบบการทำงานมันก็คล้ายๆ กันทั้งหมด เหมือนเราเรียนรู้ด้วยตัวเอง ด้วยการลองทำ แล้วพอเราซ่อมกล้องประเภทนี้ได้แล้วปุ๊บ เราก็จะเริ่มเข้าใจกล้องประเภทนี้ตัวอื่นๆ และซ่อมมันเป็นแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องอ่านคู่มือหรือหนังสือแนะนำการซ่อมเลย”

ผมมองดูกล้องที่วางอยู่รอบๆ ร้านซึ่งกำลังรอเจ้าของมารับคืนกลับไป ความหลากหลายของกล้องทั้งหมดนั้นทำให้ผมเชื่อในความสามารถของแกอย่างหมดใจ แต่ถ้าความหลากหลายของกล้องไม่ใช่เรื่องยาก แล้วความยากของช่างซ่อมกล้องนั้นคืออะไรกัน

สำหรับกล้องก็ไม่ได้มีอะไรยาก อย่างที่บอกว่าแกะมาซ่อมแล้วประกอบกลับให้เหมือนเดิม มันมีแค่นั้น แต่สิ่งที่ยากจริงๆ คือการซ่อมเลนส์ เวลาที่ลูกค้าเจอเลนส์เป็นราหรือฝ้าเขาก็ต้องการให้เลนส์กลับมาใสแบบเดิม เลยส่งมาหาเรา เราก็ต้องทำให้มันเนี้ยบที่สุด เลนส์เป็นเรื่องที่ละเอียดมากๆ เลนส์หนึ่งตัวเวลาแกะออกมาแล้วเราอาจจะเจอชิ้นแก้วที่อยู่ด้านในตัวมันมากกว่า 10 ชิ้น แล้วชิ้นแก้วแต่ละชิ้นมันเป็นรอยและเกิดตำหนิง่ายมาก เวลาแกะหรือถอดมาแต่ละชั้นก็ต้องระวังแบบสุดๆ สำหรับผมนี่ถือว่ายากกว่ากล้อง”

เลนส์ กล้องฟิล์ม

 

กล้องที่ซ่อมยากและง่ายที่สุด

สำหรับช่างซ่อมกล้องที่มีประสบการณ์ซ่อมกล้องมาหลากหลายประเภท มีกล้องผ่านมือมาหลายพันตัว ผมก็เลยถามช่างตุ๋ยไปว่าจากที่เคยทำมาทั้งหมดมีกล้องประเภทไหนที่ซ่อมยากมากๆ หรือซ่อมง่ายมากๆ บ้างไหม

“กล้องที่เป็นระบบไฟฟ้าน่ะซ่อมยาก” ช่างตุ๋ยนิ่งคิดอยู่พักหนึ่งก่อนตอบออกมา “พวกกล้องกลไกทั้งหมดเนี่ยซ่อมง่ายเพราะมันไม่มีอะไรซับซ้อน ทุกส่วนที่มีการเคลื่อนที่มันก็จะมีเฟืองมารับช่วงต่อกันเป็นทอดๆ ไป ถ้ากล้องไม่ทำงานเราก็แค่ไล่เช็กดูเฟืองไปทีละตัวๆ ว่าตัวไหนมีสนิม ฟันเฟืองไม่ขบกัน หรืออยู่ผิดตำแหน่ง แต่พวกกล้องไฟฟ้าบางครั้งมันมีระบบไฟฟ้ามาควบคุมชุดกลไกอีกที ทำให้เวลาเช็กก็ต้องเช็กทั้งชุดกลไกและแผงวงจร”

แล้วกล้องยี่ห้อไหนหรือรุ่นไหนที่ซ่อมง่ายๆ บ้าง ผมถามต่อ

“พวกซ่อมง่ายสำหรับผมก็คือ Nikon รุ่น FM2 กับ Leica M ทุกรุ่น เพราะคนออกแบบเขาออกแบบมาดี ถอดตัวบอดี้ง่าย แล้วให้ส่วนที่ต้องมีการซ่อมแซมนั้นอยู่ในส่วนที่แกะออกมาได้ง่ายกว่า ไม่เหมือนกล้องบางอันที่บางส่วนบางชิ้นซ่อนอยู่ด้านในทำให้ต้องแกะทุกชิ้นออกมาซ่อม แบบนั้นยาก ไปจนถึงกล้องทั้งสองตัวนี้สามารถประกอบกลับเข้าไปเหมือนเดิมได้ง่าย”

ผมชักสนุกเลยถามต่อไปว่าพอจะมีรุ่นหรือโมเดลไหนที่จัดว่าเป็นฝันร้ายของช่างซ่อมกล้องบ้างไหม

ช่างตุ๋ยนิ่งคิดไปพักใหญ่ก่อนจะเล่าให้ฟังว่า กล้องรัสเซียยี่ห้อ Kiev (ที่เป็นกล้องมีเดียมฟอร์แมตรูปทรงคล้าย Hasselblad) คือกล้องที่ซ่อมยากที่สุด เพราะแค่การแกะกล้องออกมาดูด้านในก็ทำได้ยากและลำบากมาก รองลงมาที่เคยทำก็คือ Pentax67 เพราะมีระบบไฟฟ้าและกลไกที่ผสมกันอยู่เยอะ รวมไปจนถึงกล้อง SLR ของ Leica ที่เวลาซ่อมก็ถือว่ายากแต่ยังไม่เท่ากับตอนที่ต้องประกอบกลับ เพราะต้องทำให้เฟืองทุกตัวอยู่ในตำแหน่งเดิมไม่งั้นก็จะไม่สามารถใช้งานได้แบบเดิม

กล้องเก่า กล้องฟิล์ม

 

ชิ้นส่วนที่หายไป

ผมเกิดความสงสัยขึ้นมาว่าด้วยความที่กล้องแต่ละตัวก็มีอายุอานามที่มากแล้ว ถ้าเกิดว่ามีชิ้นส่วนที่เสียหายขึ้นมาแบบที่ไม่สามารถซ่อมได้ต้องเปลี่ยนชิ้นส่วนอย่างเดียว แล้วเราจะไปหาชิ้นส่วนสำหรับซ่อมแซมจากที่ไหนกัน

ช่างตุ๋ยอธิบายให้ฟังว่าบริษัทผลิตกล้องในยุคนั้นหลายๆ บริษัทไม่ได้ปรับตัวอยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ กล้องหลายๆ ตัวนั้นจึงไม่สามารถหาชิ้นส่วนจากบริษัทมาเปลี่ยนให้ได้ การหาอะไหล่เพื่อใช้ซ่อมกล้องนั้นจึงต้องใช้วิธีหาซื้อกล้องรุ่นเดียวกันที่เสียแล้ว เพื่อเอาไว้ใช้ดึงเอาอะไหล่ข้างในออกมาเปลี่ยน แล้วบางครั้งก็ไม่สามารถหากล้องเสียๆ มาใช้เป็นอะไหล่ได้ จึงจำเป็นต้องมีการสั่งอะไหล่จากต่างประเทศมาเพื่อใช้ซ่อมด้วย นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การซ่อมกล้องเก่านั้นใช้เวลานานและมีราคาที่สูง

 

วิธีป้องกันกล้องเสียที่ดีที่สุดคือหยิบออกมาใช้บ้าง

ลูกค้ามากกว่าครึ่งที่เอากล้องมาซ่อมมักจะเกิดจากสาเหตุที่ไม่ได้หยิบกล้องมาใช้งานนานๆ อาการยอดฮิตของกล้องก็คือ กลไกติดขัด ขึ้นชัตเตอร์ไม่ได้ เลื่อนฟิล์มไม่ได้ ส่วนอาการยอดฮิตของเลนส์ก็คือ กระบอกเลนส์ติด ขยับไม่ได้หรือฝืด เลนส์ขึ้นราขึ้นฝ้า ซึ่งพอช่างตุ๋ยได้แกะออกมาดูแล้วก็พบว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหามากที่สุดก็คือเฟืองหรือชิ้นส่วนโลหะด้านในกล้องขึ้นสนิมจากอากาศที่ร้อนและชื้นของบ้านเรา ซึ่งสิ่งที่ช่างตุ๋ยได้อยากฝากให้กับทุกคนที่เจอปัญหาเรื่องกล้องก็คือ

“ถ้าเจ้าของกล้องไม่ไปฝืนดันฝืนเลื่อนให้มันขยับจะซ่อมง่ายกว่า เพราะมันไม่มีอะไรเสียหาย แค่เฟืองมันติด แต่ถ้าเจ้าของกล้องพยายามใช้แรงดันหรือเลื่อนให้มันขยับมันอาจจะทำให้เฟืองด้านในรูดได้ ถ้าแย่กว่านั้นก็มีชิ้นส่วนที่หัก แล้วก็อาจจะตามมาด้วยการซ่อมแบบเปลี่ยนอะไหล่เยอะ หรือบางทีก็อาจจะหาอะไหล่มาซ่อมไม่ได้เลย  ส่วนวิธีป้องกันไม่ให้กล้องเสียที่ดีที่สุดก็คือ หยิบมาใช้บ่อยๆ” ช่างตุ๋ยอธิบายก่อนจะบอกถึงเทคนิคในการป้องกันกล้องเสีย

“กล้องที่ใช้บ่อยๆ ใช้เป็นประจำมักจะไม่ค่อยเป็นอะไร กล้องที่ไม่ค่อยได้ใช้มักจะเสีย แม้จะซ่อมไปแล้วแต่ถ้าวางทิ้งไว้ปีนึงมันก็จะเสียอีก อย่างแย่ๆ เดือนสองเดือนก็ต้องหยิบออกมายิงเล่นๆ แบบไม่ใส่ฟิล์มบ้างก็ยังดี เพื่อให้กลไกด้านในมันได้ขยับหมุนเปลี่ยนตำแหน่งบ้าง อากาศร้อนชื้นแบบบ้านเราถ้าวางไว้เฉยๆ ก็มีโอกาสที่กลไกจะติดสูง สนิมจะขึ้นตรงไหนก็ได้ หรือเลนส์ก็มีโอกาสขึ้นราได้ถ้าวางทิ้งไว้เฉยๆ”

กล้องฟิล์ม

 

ความสุขในการเป็นช่างซ่อมกล้อง

ช่างตุ๋ยเริ่มประกอบกล้องของผมกลับเข้าด้วยกันอีกครั้งหนึ่งเป็นสัญญาณว่าการซ่อมแซมใกล้จะเสร็จแล้ว ผมเห็นแววตาที่คล้ายเด็กอยู่ในนั้น เลยถามถึงความสุขของการเป็นช่างซ่อมกล้อง

“เราเป็นช่างน่ะนะ เราก็ชอบแก้ปัญหา การซ่อมกล้องก็เหมือนการต่อจิ๊กซอว์ เราต้องค่อยๆ คิดว่าส่วนไหนที่เสีย พอคิดได้ก็ไปตรวจสอบที่จุดนั้น ถ้าไม่เจอก็ไปหาที่จุดอื่น ค่อยๆ ไล่ไปทีละจุดๆ จนเจอจุดที่มันติดก็แก้ไข พอแก้แล้วมันหายก็รู้สึกเหมือนต่อจิ๊กซอว์สำเร็จน่ะ แล้วการทำของที่เสียให้มันกลับมาใช้ได้อีกครั้งมันไม่ได้เป็นความสุขของผมแต่เพียงคนเดียวนะ” ช่างตุ๋ยไม่พูดเปล่าๆ แต่หยิบกล้องของผมที่แกซ่อมไปด้วยตลอดบทสนทนาคืนกลับมาให้ ผมหยิบขึ้นมาลองใช้งานดู และพบว่าเครื่องวัดแสงในกล้องของผมกลับมาทำงานอีกครั้งหนึ่งพร้อมๆ กับรอยยิ้มบนหน้าผมและบนหน้าของช่างตุ๋ยเช่นกัน

ช่างตุ๋ย - อนุรักษ์ อินทชัย ช่างตุ๋ย - อนุรักษ์ อินทชัย
Facebook |  The eye focus Camera cafe

คำแนะนำของช่างซ่อมกล้องเพื่อการใช้กล้องฟิล์มได้อย่างยาวนาน

เวลาที่เจอกล้องติดขัด ขึ้นชัตเตอร์ไม่ได้หรือเลื่อนฟิล์มไม่ได้ ช่างตุ๋ยแนะนำให้อย่าพยายามฝืนหรือใช้แรงผลัก กด เพื่อให้มันใช้ได้ เพราะมีโอกาสที่จะทำให้กล้องพังมากขึ้นกว่าเดิมไปอีก ทางที่ดีอย่าไปแตะต้องอะไรเพิ่มหรือพยายามแก้ไขอะไรด้วยตัวเองแล้วรีบพามาหาช่างจะดีที่สุด

หรือผู้ที่อยากซื้อกล้องฟิล์มมือสองนั้น ถึงแม้ว่าเราจะได้เลือกซื้อกล้องที่ทำงานได้มาแล้วก็ตาม หลังการซื้อมาแล้วก็ยังไม่ควรนำออกไปใช้งาน แต่ควรเอามาให้ช่างได้ตรวจและซ่อมให้สมบูรณ์ก่อนค่อยเอาไปใช้งาน เพียงเท่านี้กล้องที่ซื้อก็จะสามารถใช้งานได้อีกยาวนาน

Writer & Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load