ไม่บ่อยนักที่มนุษย์ตัวเล็กเช่นเราจะใกล้ชิดสัตว์ป่าหรือสัตว์สงวนได้แบบถึงเนื้อถึงตัว เนื่องด้วยความอันตราย ความห่างไกล และความยากในการพบเจอ

ถึงแม้โลกจะพัฒนาไปเพียงใด ภาพถ่าย วิดีโอ และคำบอกเล่า ก็อธิบายความงดงามของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ได้ไม่ดีเท่าการเห็นด้วยตาตนเอง

หากใครยังจำกันได้ถึงเรื่องราวของพะยูนน้อย มาเรียม และ ยามีล แม้พวกมันจะจากไปตั้งแต่เด็ก แต่ ‘การสตัฟฟ์สัตว์’ กลับทำให้ร่างของทั้งสองกลายเป็นแหล่งความรู้และความทรงจำชั่วนิรันดร์ นั่นคือหนึ่งในวิธีที่ทำให้ฝันของหลายคนเป็นจริง

The Cloud ชวน วันชัย สุขเกษม ผู้เชี่ยวชาญด้านการสตัฟฟ์สัตว์แห่งพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา อพวช. ผู้ดูแลการสตัฟฟ์มาเรียมมาเล่าเรื่องราวเบื้องหลัง จากอดีตนักศึกษาและลูกจ้าง ถึงวันที่กลายเป็นผู้ชุบชีวิตสัตว์นับร้อยให้กลับมามีลมหายใจอีกครั้ง

วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น

You had me at hello 

ชายวัยกลางคนจากหนองจอกคลุกคลีกับวงการวิทยาศาสตร์และสัตว์มาตลอดตั้งแต่เข้าเรียนปริญญาตรีด้านสัตวบาล ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

“ตอนเริ่มเรียนเราไม่เคยมีความคิดที่จะมาทำงานสตัฟฟ์ ไม่มีประสบการณ์ และแทบไม่รู้กระบวนการอะไรเลย” เขาเอ่ย

แต่หลังจากเรียนต่อปริญญาโท รุ่นพี่คนสนิทก็ชวนให้มาทำงานระหว่างเรียนที่ อพวช. ในตำแหน่งเกี่ยวกับการสื่อสารสิ่งแวดล้อม ซึ่งเขาได้ทำงานที่นี่ ก่อนจะย้ายไปทำงานอนุกรมวิธาน (Taxonomy) ด้านปลิงทะเล

งานนี้ช่างโหดและหิน เขาต้องออกทะเลทันทีใน 15 วัน และพบเจออาการเมาคลื่น เมาเรืออยู่ไม่ขาด ‘เรียกว่าเป็นประสบการณ์ที่โลดโผนที่สุดสำหรับนักศึกษาปริญญาโทคนหนึ่ง’ เราคิด

หลังทำงานได้ระยะหนึ่ง เขาได้บรรจุเป็นลูกจ้างของ อพวช. ซึ่งขณะนั้นทางองค์กรเชิญ อาจารย์เอริค แกมฟิช จากประเทศฟินแลนด์มาเป็นวิทยากรในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการสตัฟฟ์ เพื่อทำหน้าที่สอนวิธีชุบชีวิตซากไร้ลมหายใจด้วยเทคนิคใหม่

สัตว์ตัวแรกที่เขาฝึกสตัฟฟ์คือ นกกระทา ถึงแม้จะเป็นคนที่ทำได้ช้าสุดและผลงานออกมาไม่สวยเหมือนคนอื่น แต่มันคือความภูมิใจที่ได้ทำสิ่งใหม่ด้วยมือตนเอง 

ความประทับใจขั้นสุดที่เป็นต้นกำเนิดเส้นทางชีวิตสายนี้เริ่มขึ้นเมื่อได้พบกับเหยี่ยวดำปีกขาด อดีตนักเรียนไม่คิดด้วยซ้ำว่าจะซ่อมแซมได้ แต่อาจารย์เอริคใช้วิธีเลาะเนื้อออกแล้วเย็บปีกติดเข้าไป โดยให้ขนของนกปกปิดรอยเย็บ ทำให้สัตว์สตัฟฟ์ออกมาในสภาพสมบูรณ์สวยงามเหมือนตอนยังมีชีวิต 

ด้วยเทคนิคใหม่ วันชัยค้นพบว่า เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ก็เกิดขึ้นได้จริง แต่ในอีกด้านก็ถือเป็นความรู้เก่าของต่างประเทศ

“ผู้เชี่ยวชาญในประเทศไทยมีน้อย การถ่ายทอดความรู้จึงขาดหายไปในช่วงหนึ่ง เราสังเกตว่า สัตว์สตัฟฟ์รุ่นเก่าของไทยจะมีลักษณะเฉพาะ อย่างผิวหนังตึง ริมฝีปากเหมือนแยกเขี้ยวขู่ตลอด เนื่องจากสารฟอร์มาลีนทำให้น้ำในเซลล์กล้ามเนื้อหดตัว แต่ในปัจจุบัน สัตว์มีรูปร่างที่เหมือนกับตอนมีชีวิตมากกว่าแต่ก่อน”

เขาเล่าถึงความแตกต่างและความเปลี่ยนแปลงให้เห็นภาพ ซึ่งหลังอบรมเสร็จได้มีการนำผลงานที่เรียนไปจัดแสดง กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชายหนุ่มมีความคิดจะทำอาชีพนี้ต่อ

วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น
อาจารย์วันชัย สุขเกษม และเหยี่ยวดำ 

“เราทำให้คนได้ใกล้ชิดกับสัตว์ คงไม่มีใครอยากเข้าใกล้เสือ แต่พอมาเป็นสัตว์สตัฟฟ์ ทุกคนเข้าไปใกล้และสัมผัสขนของมันได้ ที่สำคัญ การสตัฟฟ์สัตว์คือการอนุรักษ์ที่สื่อสารได้อย่างทรงพลัง ไม่ต้องใช้คำพูดเยอะก็เล่าเรื่องราวของพวกมันได้อย่างชัดเจน

“งานนี้เราต้องทำ เพราะไม่มีใครทำ ทำแล้วมันไม่ได้กับตัวเราเอง แต่ได้กับประเทศและคนรุ่นหลัง” 

นั่นคือเสน่ห์ของการสตัฟฟ์สัตว์ในมุมของคนธรรมดาที่บัดนี้กลายมาเป็นผู้เชี่ยวชาญ เสียงในหัวของเขาดังขึ้นหลังการอบรม และหลังรู้ว่าเมืองไทยยังไม่มีพิพิธภัณฑ์สัตว์สตัฟฟ์เหมือนต่างชาติ เขาจึงเดินทางสู่สายงานนี้อย่างจริงจัง เปลี่ยนความชอบเป็นความตั้งใจอย่างแรงกล้าในการทำให้วงการเป็นที่รู้จักมากขึ้นในประเทศ

หลังเขาอธิบาย เราแอบสงสัยว่า คนรอบตัวมีท่าทีอย่างไรเมื่อได้ยินชื่ออาชีพที่ไม่คุ้นหูนักในยุคนั้น

“อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยรู้สึกตื่นเต้นมากที่เราสตัฟฟ์เป็น (หัวเราะ) ส่วนครอบครัวก็ไม่ได้ว่าอะไร เรามีความสุขที่ได้เผยแพร่สิ่งเหล่านี้เพื่อการศึกษา มันเป็นแรงผลักดันให้ทำต่อมาเรื่อย ๆ ถึงแม้จะไม่เป็นที่ชอบใจของบางคน เนื่องจากเราทำงานกับซากสัตว์ แต่ก็ยังมีความสุขกับงานที่ทำเสมอ” 

ขั้นตอนคืนชีพ

หากพูดถึงการสตัฟฟ์ และ Taxidermy หลายคนมักมองว่าเป็นสิ่งเดียวกัน แต่แท้จริงแล้วการสร้างงานทั้ง 2 ประเภทมีความแตกต่างกันอยู่

การสตัฟฟ์ เป็นการรักษาสภาพของสิ่งมีชีวิตเอาไว้ เพื่อประโยชน์ด้านงานวิจัยเป็นหลัก โดยจะไม่คำนึงถึงสรีระและท่าทาง ขณะที่ Taxidermy คือการรักษาสภาพสัตว์โดยใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ มีการเลาะหนังออกมารักษาสภาพ พร้อมปั้นกล้ามเนื้อขึ้นใหม่ให้ใกล้เคียงธรรมชาติที่สุด นอกจากนี้ยังมีการจัดท่าทางให้ดูสวยงาม สมจริง ซึ่งจุดประสงค์หลักยังคงเป็นการเก็บรักษาสภาพให้สมบูรณ์เช่นเดิม

วันชัยเล่าว่า วิธีสตัฟฟ์ขึ้นอยู่กับชนิดของสัตว์ หากเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กและมีเปลือกแข็ง อย่างกุ้ง กั้ง ปู จะเลาะเนื้อออกทั้งหมด แล้วนำกระดองไปรักษาสภาพ พร้อมจัดท่าทางให้สวยงาม

วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น

สำหรับกลุ่มปลาขนาดเล็ก จะวัดขนาด เลาะหนังและอวัยวะออก พร้อมนำไปรักษาสภาพในแอลกอฮอล์เข้มข้น 35 เปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นนำไปแช่น้ำยายูลานเพื่อป้องกันแมลง และใช้สารโพลียูนิเทนโฟมปั้นหุ่นปลาขึ้นมาจากขนาดที่วัดไว้ในตอนแรก เมื่อเสร็จแล้วจึงนำหนังปลาที่แช่น้ำยามาหุ้ม ติดกาว และจัดตำแหน่งสรีระตามต้องการ

ขณะที่กลุ่มประเภทนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กมีวิธีที่ซับซ้อนมากขึ้น พวกมันจะถูกเลาะหนังและเนื้อให้เหลือเพียงกระดูก หัวกะโหลก ปีก และขา เพื่อนำไปแช่น้ำยายูลาน ระหว่างนี้จะมีการปั้นหุ่นอ้างอิงจากโครงกระดูกและขนาดตัว พร้อมทั้งนำแอลกอฮอล์ฉีดบริเวณต้นขาและปลายปีก ซึ่งเป็นบริเวณที่เลาะเนื้อออกไม่ได้ จากนั้นจึงนำลวดมาเสียบบริเวณขาเพื่อเชื่อมกับตัวหุ่น ส่วนคอจะปั้นขึ้นมาโดยใช้ลวดยึดกับหุ่นและหัว จากนั้นนำหนังที่เลาะมาคลุมพร้อมเย็บ ติดกาว และจัดขนให้เหมือนกับธรรมชาติ”

กล่าวโดยง่ายคงเหมือนการถอดเสื้อไปซัก แล้วนำมาสวมให้อีกครั้งให้สวยงามเช่นเคย

วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น
วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น

“สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่เป็นประเภทที่ทำยากที่สุด” เขาเกริ่น

“ต้องเลาะหนังบริเวณที่ไม่อยากให้ผู้ชมเห็น จากนั้นนำหนังไปฟอกเกลือป่น หมักกรดฟอร์มิก ฟอร์มาลีน และเกลือ หมักเสร็จแล้วนำไปวัดขนาดและเลาะเนื้อส่วนที่ติดอยู่ออก พร้อมทั้งเก็บหัวกะโหลก กระดูกขา กระดูกสะโพก ไว้เป็นฐานในการปั้น 

“การปั้นเริ่มจากนำดินมาใส่ที่กะโหลก เพื่อทำกล้ามเนื้อให้สมจริง เสร็จแล้วก็ถอดพิมนำมาหล่อหุ่นจากโฟมหรือปูน กระดูกขาจะเอาไม้มาทำเป็นโครง โดยเอากระดูกขาหน้าและเชิงกรานมาใส่คู่กับไม้ อันนี้จะต้องมีความสูงและขนาดพอดี ไม่อย่างนั้นจะเอาหนังมาคลุมไม่ได้ ปั้นเสร็จก็นำหนังที่เลาะไปทำความสะอาด ฟอกสารโนวาแทนและยูลาน นำไปทาไขมันเทียมและปั่นกับขี้เลื่อย เพื่อให้หนังสัตว์กลับมานุ่มฟู หลังเสร็จสิ้นขั้นตอนก็นำหนังไปคลุมและติดกับหุ่นที่เตรียมไว้ 

“จุดสำคัญคือลายของสัตว์ต้องตรงกับความจริง ไม่เหลื่อม ไม่ล้ำ” เขาเล่าอย่างต่อเนื่อง เพราะทุกขั้นตอนไม่ยากอย่างที่ใครกำลังคิด

วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น

“การเป็นนักสตัฟฟ์สัตว์ไม่จำเป็นต้องจบอะไรมาโดยเฉพาะ เพียงแต่ต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ฝึกปฏิบัติจนชำนาญ ถ้ามีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์จะช่วยให้เข้าใจสรีระของสัตว์สตัฟฟ์มากขึ้น”

ชายตรงหน้าแนะนำเราว่า ทุกคนเข้าเรียนวิชาสตัฟฟ์สัตว์ได้โดยเข้าร่วมกับโครงการภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงเรียนจากยูทูบ

ถึงอย่างนั้นการสตัฟฟ์สัตว์ยังต้องอาศัยความรู้ด้านศิลปะเพิ่มเติม เนื่องจากการปั้นถือเป็นหัวใจสำคัญในการชุบชีวิตสัตว์ อีกทั้งยังต้องใช้องค์ความรู้ด้านการเย็บ พ่นสี ขึ้นโครงเชือก และทาสี เพื่อให้ผลงานออกมาสมจริง

“ผมจบวิทยาศาสตร์มา ไม่มีความรู้เรื่องการปั้นหุ่น ยิ่งถ้าปั้นสัตว์ใหญ่ยิ่งปั้นไม่ได้ เราจึงต้องฝึกเรื่อย ๆ จากการดูทีมที่จบประติมากรรมมา” 

เขาสรุปคร่าว ๆ ถึงระยะเวลาที่ตนเองใช้ในการทำงานว่า กุ้ง กั้ง ปู ใช้เวลาสตัฟฟ์ประมาณครึ่งวัน นกใช้เวลา 1 วัน หนู กระรอก และกระต่าย 3 วัน สุนัข 1 – 2 เดือน และสัตว์ใหญ่อาจจะใช้เวลาหลายเดือน บางครั้งก็ถูกเก็บรักษาสภาพเอาไว้นานนับปีกว่าจะได้ทำการสตัฟฟ์จริง 

แล้วการสตัฟฟ์ที่ดีต้องเป็นอย่างไร – เราตั้งคำถาม

“ต้องใกล้เคียงธรรมชาติ ท่าทางเหมือนธรรมชาติ กล้ามเนื้อเหมือนมีชีวิต จริง ๆ ผมคิดว่า เสน่ห์อีกอย่างของมันคือวิธีการที่เราใช้สร้างผลงาน”

วันชัยเสริมว่า ในต่างประเทศถึงขั้นส่องไฟตามชิ้นงาน เพื่อดูว่ามีรายละเอียดเส้นเลือดหรือไม่ นี่เป็นมาตรฐานของคำว่า ดี ในการประกวดการสตัฟฟ์ของต่างแดน

วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น

ฝึกปรือยอดฝีมือ

“ช้างและสัตว์หนังบางคือสิ่งที่ทำยากที่สุด” เขาเปรยพร้อมหัวเราะเบา ๆ

ด้วยความที่ช้างมีขนาดตัวใหญ่และน้ำหนักมาก หลังเลาะหนังต้องแบ่งออกเป็น 5 ส่วน เพื่อให้เคลื่อนย้ายง่าย อีกทั้งต้องทำให้หนังบางที่สุด เพื่อให้น้ำยาที่หมักซึมเข้าไป

เขาย้อนความหลังให้ฟังว่า ตอนสตัฟฟ์ช้างครั้งแรกเป็นช่วงวิกฤตอุทกภัย พ.ศ. 2554 ต้องให้น้องที่ทำงานมาช่วยเลาะหนังโดยใช้เวลานานกว่า 2 – 3 เดือน อีกทั้งการปั้นหุ่นที่มีขนาดใหญ่ ยังใช้เวลามากกว่าครึ่งปี

“อีกประเภทที่มียากคือสัตว์หนังบาง มันบางเหมือนพลาสติก เช่น นกหรือปลา เวลาเลาะต้องระมัดระวัง หากใช้มือเลาะเหมือนสัตว์ใหญ่หนังอาจขาด ขาดแล้วยากต่อการซ่อม เพราะสิ่งมีชีวิตประเภทนี้มักมีขนสั้น ทำให้ปกปิดรอยเย็บที่เกิดจากการซ่อมไม่ได้

ส่วนปลาที่มีเกล็ดขนาดเล็กจะมีความยากเฉพาะตัว ถ้าเลาะเนื้อจากผิวหนังและเกล็ดไม่หมด เมื่อคลุมจะเกิดตุ่มที่ดูไม่สวยงาม”

ความท้าทายอย่างสุดท้ายคือการขนย้ายซาก ซึ่งซากตามมาตรฐานต้องไม่เน่าเสีย และไม่เสียชีวิตเกิน 24 ชั่วโมง 

วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น
วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น

การชะลอการเน่าเสียจะใช้วิธีผ่าเครื่องในออก จากนั้นนำน้ำแข็งยัดเข้าไปในท้องเพื่อยืดอายุซากที่จะนำมาสตัฟฟ์ เนื่องจากเป็นจุดที่แบคทีเรียทำปฏิกิริยากับซากศพเป็นที่แรก อีกวิธีคือส่งผู้เชี่ยวชาญไปรักษาสภาพโดยเร็วที่สุดภายใน 12 ชั่วโมงหลังสัตว์ตาย

“หากเอามือกดหนังเบา ๆ แล้วขนหลุด แปลว่าซากนั้นนำมาสตัฟฟ์ไม่ได้ เพราะเมื่อนำหนังสัตว์ไปรักษา สภาพขนที่ได้จะหลุดออกมา ทำให้หนังกลายเป็นสีขาวเหมือนหนังกำพร้า” 

หลังคุยเรื่องวิชาการมาสักพัก เขายกเคสให้เราฟังถึงวันที่ได้ซากยีราฟมา 1 ตัว แต่เพราะลืมคำนึงถึงเรื่องจุลินทรีย์และแสงแดดระหว่างขนส่ง ทำให้พวกเขาไม่ได้ใส่น้ำแข็งเพื่อชะลอการเน่าเสีย สุดท้ายเมื่อขนเริ่มหลุด หนังที่นำมาจึงใช้ไม่ได้ เป็นความเสียดายของทีม เนื่องจากยีราฟเป็นสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นที่ไม่มีโอกาสได้สตัฟฟ์บ่อยนัก

เราเองก็แอบเสียดายแทน

วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น

ความสุขและความเสี่ยง

ท่ามกลางซากสัตว์ที่ไร้ชีวิต อย่าคิดว่าไม่มีความเสี่ยง

“สมัยก่อนนิยมใช้สารอาร์เซนิก (สารหนู) ที่ใช้กับศพมนุษย์ นำมาใช้กับการสตัฟฟ์สัตว์ เมื่อคนทำซึมซับสารนี้เข้าสู่ร่างกายเป็นเวลานานอาจส่งผลถึงชีวิต” อาจารย์เอริคเล่าอุทาหรณ์ให้แก่ลูกศิษย์คนนี้ฟัง มันคือภัยเงียบที่คืบคลานเข้ามาอย่างช้า ๆ

“หรือการปั้นหุ่นสมัยก่อน อาจารย์เอริคเคยเล่าถึงเพื่อนสนิทคนหนึ่งของท่านว่า นิยมใช้ยูรีเทนโฟมในการปั้นหุ่น แต่ผู้ปั้นส่วนใหญ่ไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน ทำให้สารพิษเหล่านี้เข้าสู่ร่างกาย และส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว”

เราสงสัยว่า ตอนนี้เพื่อนอาจารย์เอริคเป็นอย่างไรบ้าง

“เสียชีวิตแล้วเพราะใช้สารเคมีเยอะ แต่อาจารย์ใช้ปูนปลาสเตอร์ในการปั้นหุ่นจึงได้รับผลกระทบจากสารเคมีน้อยกว่า

“ต่อให้ผลงานการสตัฟฟ์ของเราสวยขนาดไหน มีเป็นร้อยตัว แต่ถ้ามีคนมาถามว่า คนสตัฟฟ์ยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า คำตอบที่ได้คือตายไปแล้ว มันก็คงน่าเศร้า เราต้องเน้นสุขภาพคนทำงานด้วย อย่างน้อยผลงานสตัฟฟ์ของเราเสียหาย เราซ่อมแซมหรือทำใหม่ได้ แต่ถ้าตัวเราไม่อยู่แล้ว จะทำอะไรพวกนี้ไม่ได้เลย” เขาพูดพร้อมหัวเราะให้ความตลกร้าย

แล้วเชื้อโรคถือเป็นความเสี่ยงด้วยไหม – เราถาม อีกฝ่ายพยักหน้ารับ

ผลงานส่วนใหญ่ที่ อพวช. สตัฟฟ์มักเป็นซากที่ได้รับการผ่าพิสูจน์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแล้วจึงมีความปลอดภัยระดับหนึ่ง แต่สำหรับสัตว์ที่ตายโดยไม่ทราบสาเหตุ จะมีหลักปฏิบัติคือการนำไปแช่ฟรีซ -18 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 72 ชั่วโมงหรือ 3 วัน เพื่อฆ่าเชื้อที่อาจส่งต่อสู่มนุษย์ เช่น เชื้อพิษสุนัขบ้า

ถ้าอาจารย์วันชัยได้ซากลิงมา มีโอกาสจะติดโรคฝีดาษลิงไหม – เราสงสัย

“เชื้อโรคที่อันตรายมักมาจากสิ่งมีชีวิตจำพวกลิงที่มีรหัสพันธุกรรมใกล้เคียงมนุษย์ หากมีโรคติดต่ออาจส่งผลต่อมนุษย์ได้ ผมย้ำน้องที่มาช่วยสตัฟฟ์อยู่เสมอให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันเชื้อโรค เราประสานงานกับสัตวแพทย์ระหว่างผ่าซากอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการอันตรายที่อาจเกิดระหว่างการปฏิบัติงาน”

สนทนากับ 'วันชัย สุขเกษม' นักสตัฟฟ์สัตว์เมืองไทย ผู้ทำให้ธรรมชาติได้อยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากขึ้น
สนทนากับ 'วันชัย สุขเกษม' นักสตัฟฟ์สัตว์เมืองไทย ผู้ทำให้ธรรมชาติได้อยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากขึ้น

สัตว์สตัฟฟ์ ฉันเลือกนาย!

ระหว่างพาชมห้องเก็บผลงานสัตว์สตัฟฟ์ เราถามเขาว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาคืนชีวิตให้ซากไร้ลมหายใจไปแล้วกี่ตัว แน่นอนว่ามันเยอะเกินจะจดจำไหว

“ถ้า 5 ตัวที่ประทับใจที่สุดคือ เหยี่ยวดำ ม้า จิงโจ้แคระ ช้าง และเสือดำ” เขาไล่ลำดับทันที

เหยี่ยวดำ คือสัตว์ที่ทำให้เขาหลงรักวงการนี้ ขณะที่ม้าเป็นสัตว์สตัฟฟ์ชิ้นใหญ่ตัวแรกที่ได้ทำหลังจากอาจารย์เอริคกลับประเทศ เขาลองใช้เทคนิคสร้างหุ่นโดยใช้ไฟเบอร์กลาส แต่คลุมหนังไม่ได้ สุดท้าย อพวช. จึงเชิญอาจารย์เอริคกลับมาอีกครั้ง เพื่อสอนเทคนิคใหม่สำหรับสัตว์ใหญ่โดยเฉพาะ

ตัวที่ 3 คือ จิงโจ้แคระ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งสัตว์แปลกที่ได้ลองทำช่วงน้ำท่วมใหญ่ พ.ศ. 2554 ตัวถัดมาคือพี่ใหญ่ ช้างเพศเมียนามว่า บัวตอง

“ผมไปกาญจนบุรีและเริ่มเลาะหนังช้างตอนบ่ายโมง มาถึงที่ อพวช. ตอนเที่ยงคืน ตลอดวันผมไม่ได้ทานข้าว เรานั่งท้ายรถกระบะที่ขนหนังช้างมากับอาจารย์เอริค ผมถามอาจารย์ว่าหิวข้าวไหม แต่อาจารย์บอกว่าไม่หิว ต้องรีบมารีบไป” 

รีบไปในที่นี้ คืออาจารย์เอริคต้องบินกลับประเทศเสียแล้ว กว่าบัวตองจะได้รับการประกอบร่างก็ผ่านไปถึง 3 ปีทีเดียว เมื่ออาจารย์บินกลับมาอีกครั้งเพื่อสอนเรื่องสัตว์ใหญ่ อย่างไรก็ตาม พวกเขาประสบความสำเร็จในการสตัฟฟ์ช้างเชือกนี้

“อาจารย์เอริคสอนว่า การปั้นหุ่นช้างใช้ดินไม่ได้ เนื่องจากน้ำหนักที่อาจอันตรายต่อผู้ปั้น เขาแนะนำให้ขึ้นรูปจากการปั้นปูน และนำกบบุ้งที่เหมือนกระดาษทรายมาขัดปูนให้มีลักษณะเหมือนช้าง แต่ต้องแข่งกับเวลานะ เพราะถ้าปูนแห้งจะทำงานยาก ทุบอย่างเดียวแล้วปั้นเสริมใหม่สำหรับตัวใหญ่ แต่ถ้าช้างเล็ก ผิดคือเสียเลย ทำใหม่ทั้งหมด”

สนทนากับ 'วันชัย สุขเกษม' นักสตัฟฟ์สัตว์เมืองไทย ผู้ทำให้ธรรมชาติได้อยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากขึ้น
สนทนากับ 'วันชัย สุขเกษม' นักสตัฟฟ์สัตว์เมืองไทย ผู้ทำให้ธรรมชาติได้อยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากขึ้น

เราไม่แปลกใจหากบอกว่า ช้างเชือกนี้คือครูใหญ่ของเขา เพราะมันทำให้ชายคนหนึ่งกล้าก้าวข้ามกีดจำกัดของตนเองไปทำสิ่งที่ใหญ่และยากขึ้น

“ตัวสุดท้าย เสือดำ ตอนที่อาจารย์เอริคกลับมาสอนครั้งที่ 2 เราเรียนรู้เทคนิคการปั้นกล้ามเนื้อให้สมจริงมากขึ้น ได้รู้วิธีสตัฟฟ์กลุ่มเสือและสัตว์ใหญ่ เช่น หมีควาย”

เราแอบถามเขาว่า ใช่เสือดำตัวดังในข่าวหรือไม่ เขาหัวเราะแล้วตอบว่า

“ไม่ใช่ครับ แต่ใจจริงก็อยากได้มาศึกษาเหมือนกัน แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องหลักฐานทางคดีจึงทำไม่ได้”

นอกจากสัตว์ทั้งห้า วันชัยยังเล่าถึงความฝันของตัวเองว่า อยากให้สมันคืนชีพกลับมาบนโลกใบนี้อีกครั้ง

“มันสูญพันธุ์ไปแล้ว น่าเสียดายที่ประเทศไทยไม่มีเก็บไว้ ตัวอย่างสมันสตัฟฟ์ที่สมบูรณ์ตอนนี้มีเพียงที่ฝรั่งเศส มันตายที่สวนสัตว์ เลยถูกนำมาเก็บไว้ในฐานะตัวที่สมบูรณ์ที่สุดทั้งสภาพผิวหนังและเขา” เขาอธิบาย

เป็นคำตอบที่ได้ยินแล้วเศร้าไม่น้อย คงไม่มีใครคาดคิดว่า สิ่งมีชีวิตท้องถิ่นประจำภาคกลางนับล้านตัว ที่เมื่อก่อนวิ่งย่ำไปทั่วทุ่งรังสิตจะสูญพันธุ์ไปตลอดกาล เหลือไว้เพียงฉายากวางที่มีเขาสวยที่สุดในโลก

เรื่องหลังห้องสตัฟฟ์

ระหว่างเดินท่องป่าย่อม ๆ ในห้องเย็น เราถามชายที่กำลังลูบหัวลูกเลียงผาสตัฟฟ์อย่างรักใคร่ว่า พวกเขาได้รับซากสิ่งมีชีวิตแห่งพงไพรมาจากไหนบ้าง

“ซากส่วนใหญ่ได้รับการส่งมอบจากเครือข่ายของ อพวช. ทั้งรัฐและสวนสัตว์ ซึ่งแน่นอนว่า ชื่อที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองหรือสัตว์สงวน สตัฟฟ์ได้หมด แต่ถ้าอยู่ในรายชื่อ ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ต้องขออนุญาตจากกรมอุทยานแห่งชาติ”

นั่นคือการป้องกันไม่ให้เกิดการล่าและขนย้ายสัตว์โดยผิดกฎหมาย อันนำมาซึ่งความเสียหายและการสูญพันธุ์ในอนาคต

เขาเปรียบเทียบให้เราฟังว่า “ในต่างประเทศเปิดกว้างเป็นอย่างมากเรื่องการสตัฟฟ์สัตว์ เพราะถือเป็นอาชีพที่สร้างรายได้เลี้ยงดูตัวเอง มีการจัดประกวดแข่งขัน มีสถาบันสอน มีคอมมูนิตี้สำหรับกลุ่มคนที่รักการสตัฟฟ์สัตว์เกิดขึ้นมากมาย อีกทั้งต่างประเทศยังมีการออกใบอนุญาตล่าสัตว์ป่า จึงทำให้วงการนี้มีความหลากหลายและเฟื่องฟูกว่าบ้านเราที่ยังมีข้อจำกัด”

สนทนากับ 'วันชัย สุขเกษม' นักสตัฟฟ์สัตว์เมืองไทย ผู้ทำให้ธรรมชาติได้อยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากขึ้น

“แต่วงการสตัฟฟ์ตอนนี้ก็พัฒนาขึ้นจากการที่คนมีช่องทางในการศึกษาเพิ่ม ทุกคนนำความรู้มาต่อยอดฝีมือ ประกอบกับการมีเครื่องมือที่สะดวกขึ้น ทำให้ผลงานสวยงามกว่าแต่ก่อน แต่สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ยังคงมีข้อจำกัดเรื่องเครื่องมือและกระบวนการทำ” 

ปัจจุบัน วงการนี้มีเสียงแตกออกเป็น 2 ฝ่าย หลายคนมองว่าการสตัฟฟ์คือการที่เจ้าของไม่ยอมปล่อยวางจากสัตว์ที่ตาย ขณะที่อีกส่วนมองว่า การสตัฟฟ์คือการส่งมอบความรู้ให้คนรุ่นหลัง

“เราเจอมาทั้ง 2 ประเภท มันเป็นความเชื่อส่วนบุคคล บางคนมีความรักและความผูกพันจึงสตัฟฟ์เพื่อให้เป็นที่ระลึกถึง แต่บางคนก็นำไปเผาหรือฝัง อีกแบบคือการสตัฟฟ์สัตว์ของพิพิธภัณฑ์ที่ทำไปเพื่อประโยชน์ในการศึกษาธรรมชาติ”

โดยส่วนตัวของวันชัย เขาเลือกการสตัฟฟ์ที่ไม่มีเรื่องของธุรกิจมาเกี่ยวข้อง และขอให้เป็นการส่งต่อความรู้ ซึ่งวันหนึ่งอาจกลายเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เชื่อมโยงมนุษย์กับความทรงจำของผืนป่า

สนทนากับ 'วันชัย สุขเกษม' นักสตัฟฟ์สัตว์เมืองไทย ผู้ทำให้ธรรมชาติได้อยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากขึ้น
สนทนากับ 'วันชัย สุขเกษม' นักสตัฟฟ์สัตว์เมืองไทย ผู้ทำให้ธรรมชาติได้อยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากขึ้น

ก่อนจากกัน เราโยนคำถามสุดท้ายให้กับเขาว่า สัตว์สตัฟฟ์ยังเป็นสิ่งจำเป็นอยู่ไหม หากคนรุ่นใหม่ดูภาพผ่านอินเทอร์เน็ตได้

“มันช่วยได้เพียงระดับหนึ่ง การได้สัมผัสของจริงคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด

“สมมติจัดแสดงนกฮัมมิงเบิร์ดโดยการนำภาพมาขึ้นจอ สัดส่วนของมันจะคลาดเคลื่อนไปจากของจริงหลายสิบเท่า เด็กจะรู้เพียงแค่หน้าตาและคำบรรยาย 6 บรรทัด แต่การสตัฟฟ์คือการนำสิ่งมีชีวิตของจริงไปตั้งให้ดู เขาจะได้เรียนรู้มากกว่า นี่คือสิ่งสำคัญของการสตัฟฟ์ จะมีอะไรที่ดีไปกว่าการเห็นด้วยตาตัวเองล่ะ!” เขายิ้ม

นี่คงเป็นคำตอบอย่างย่อว่า ทำไมสัตว์สตัฟฟ์จึงยังคงมีความสำคัญต่อไปในอนาคต

หลังจบการสนทนา วันชัยพาเราเดินสำรวจสถานที่ทำงานของเขาที่เต็มไปด้วยสิ่งไม่มีชีวิต และคนในทีมที่กำลังชุบชีวิตซากเหล่านั้นขึ้นมาใหม่

เขาคิดว่าตนเองจะอยู่เป็นนักสตัฟฟ์ไปยาว ๆ เหมือนอาจารย์เอริคที่ตอนนี้อายุ 80 – 90 ปีแล้ว 

ความฝันไม่กี่อย่างของเขา คือการเห็นเมืองไทยมีพิพิธภัณฑ์ที่ผู้คนรับรู้ได้ว่า ธรรมชาติของเมืองไทยสวยงามและสมบูรณ์เพียงใด

สนทนากับ 'วันชัย สุขเกษม' นักสตัฟฟ์สัตว์เมืองไทย ผู้ทำให้ธรรมชาติได้อยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากขึ้น

Writers

Avatar

สตางค์ พูลสวัสดิ์

วัยรุ่นผู้ชื่นชอบอาหารเวียดนาม ภาษาเวียดนาม ชอบสะสมรองเท้าและหนังสือพิมพ์เก่า ฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์และมาดริด

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

เมื่อพูดถึง ช่างท๊อป-ภานุพงศ์ จงจิตร หรือในอีกชื่อหนึ่งคือ ช่างท๊อป ด็อกอาร์ท คงทำให้ใครหลายคนนึกถึงคลิปช่างอาบน้ำตัดขนหมาแมวในเฟซบุ๊ก ผู้มักจะต้องรบรากับเหล่าสัตว์บ้านที่ดุร้ายอย่างกับสิงห์สาราสัตว์ตามป่าใหญ่ หรือบางตัวก็ชวนตลกระดับแก๊งป่วนก๊วนพิสดาร

หรือถ้าใส่ข้อมูลเชิงลึกลงไปกว่านั้น ก็คงต้องเคยผ่านหูผ่านตากันมาบ้างจากหลาย ๆ บทสัมภาษณ์

เขาเคยไปเป็นลูกจ้างร้านอาบน้ำตัดขนหมาแมวที่กรุงเทพฯ

กลับมาเปิดร้านของตัวเองที่จังหวัดนครศรีธรรมราช

ก่อนจะแพ้ภัยสิ่งอบายมุข ติดเที่ยว ติดบุหรี่ ติดเหล้า จนต้องปิดกิจการไปในเวลาต่อมา

แล้วจึงขอโอกาสแก้ไขชีวิต โดยมีครอบครัวเป็นแรงผลักดัน กลับไปเป็นลูกจ้างเพื่อขัดเกลาตัวเอง แล้วหวนคืนสู่ถิ่นมาเปิดร้านอีกครั้งหนึ่ง

พร้อมกับกลายเป็นที่รู้จักในโลกโซเชียลจากคลิปน้องลูกจัน (แมว) ไม่ชอบอาบน้ำ

แต่นั่นไม่ใช่หลักใหญ่สำคัญของบทความนี้ เพราะตลอดการพูดคุยนี้ ไม่ใช่เรื่องของการทำเพจ ไม่ใช่เรื่องของการทำคลิป ไม่ได้เอาความดังของเขามาเป็นตัวตั้ง แต่เอาฝีมือและประสบการณ์มาเล่า จากการเป็นช่างตัดขนและอาบน้ำหมานานกว่า 18 ปี

ช่างท๊อป ด็อกอาร์ท ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์

ช่างไม่เท่เอาเสียเลย

“คำถามแรกที่ถามเจ้าของร้านก็คือ เขาเอาหมาไปตากแดดที่ไหน” 

ช่างท๊อปบอกเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ เมื่อย้อนนึกถึงวันวานของตนที่เข้าไปในร้านอาบน้ำตัดขนสัตว์ที่กรุงเทพฯ แบบไม่รู้เหนือรู้ใต้ แต่รู้ว่าเขาต้องการหางานพิเศษทำ

ไม่เพียงเท่านั้น การเลือกเข้าทำงานที่นี่ก็ไม่ได้เกิดจากความอยากรู้อยากลองหรือสนใจในอาชีพ เพียงแต่แฟนของเขาพึ่งดูละครเรื่อง รักเกินพิกัดแค้น (พ.ศ. 2547) ซึ่งมี หนุ่ม อรรถพร เล่นเป็นช่างอาบน้ำตัดขนสัตว์มาดหล่อ อีกทั้งยังแต่งตัวเท่เยี่ยงชายในเครื่องแบบ ฉะนี้เองเขาจึงถูกแฟนตะล่อมให้เข้าทำงานโดยปริยาย

แต่สำหรับช่างท๊อปในตอนนั้นที่มีพื้นฐานเป็นคนรักสัตว์ การทำงานในร้านจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรนัก แม้จะเริ่มต้นด้วยการเก็บขี้หมาในกรง 

เมื่อนำความน่ารักของเหล่าหมาแมวมาบวกลบทดดูแล้ว มันก็มากเพียงพอจะหักล้างกับอะไรหลาย ๆ อย่าง จนเกิดเป็นความคิดที่ว่า “หมามันน่ารักอะครับ สายพันธุ์ที่เราไม่เคยเจอมันน่ารัก เรามีความสุขในการทำงานอยู่กับหมา”

ยิ่งนำไปเปรียบเทียบกับการนั่งทำงานออฟฟิศ ตากแอร์สบาย ๆ เอนหลังไปกับเก้าอี้ แต่อาจแวดล้อมไปด้วยเพื่อนร่วมงานเรื่องเยอะ ลูกค้าจอมจู้จี้จุกจิก การอยู่แบบนี้เห็นจะสบายใจกว่าเป็นไหน ๆ เพราะสำหรับช่างท๊อปแล้ว หมาแมวก็เปรียบเสมือนลูกค้าและเพื่อนร่วมงาน

ช่างท๊อป ด็อกอาร์ท ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์

“ถ้าลูกค้าทำกริยาท่าทางไม่ดีกับเรา เราจะไปบ่น ไปด่าเขา เราทำไม่ได้ แต่ถ้าเราอยู่กับหมา เขาก็รับฟัง (หัวเราะ) สุดท้ายมันก็มาเลียหน้าเรา มากระดิกหางใส่เรา ทั้ง ๆ ที่เมื่อกี้เราเพิ่งด่ามันไป ก็เลยทำงานมีความสุข ทั้ง ๆ ที่บางทีงานมันอาจจะเครียด”

ความเครียดในที่นี้หมายถึงเหล่าความเสี่ยง ความสกปรก และความยากต่อการรับมือที่อาชีพนี้ต้องแบกรับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความเสี่ยง เช่น หมาที่มีอายุมากแล้ว หรือภาษาบ้านคือ หมาแก่ มีความเสี่ยงที่จะช็อกเสียชีวิตได้ตลอดเวลา

ความอดทน เช่น หมาอายุน้อย หมาสมาธิสั้น หรือหมาปัญญาอ่อน สำหรับช่างท๊อปแล้วรับมือยากกว่าหมาดุแบบคนละเรื่อง เพราะพูดอะไรให้ตายยังไงมันก็ไม่รู้เรื่องอยู่ดี หรืออาจจะเป็นเหล่า​​แมวดุ แมวกัด แมวตบ ที่ชอบมามอบแผลให้ได้ระลึกถึงกัน

ส่วนความสกปรก เช่น เวลาที่หมาแมวบางตัวเกิดอาการกลัวระหว่างตัดขนหรืออาบน้ำ อาจมีบางครั้งที่ตัด ๆ อยู่แล้วกลัวชนิดขี้แตกขี้แตนเต็มโต๊ะ เลอะเทอะเสื้อผ้าช่าง ซึ่งช่างท๊อปก็บอกกับเราเพียงแค่ว่า “ต้องรับสภาพให้ได้”

“ความเครียดมีอยู่ตลอดเวลา แต่เวลาผมอัดคลิป ผมจะเอาความเครียดแต่ละครั้งมาเป็นความสนุกให้ทุกคนได้ดู แม้ในใจของเราบางทีจะเครียด”

ช่างท๊อป ด็อกอาร์ท ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์
ช่างท๊อป ด็อกอาร์ท ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์

ช่างเลือก

หมากับแมวพันธุ์ไหนรับมือยากที่สุด

ผมว่าหมากับแมวพอ ๆ กันครับ ขึ้นอยู่กับที่แต่ละตัวมากกว่า เหมือนคนเลย คนไหนนิสัยไม่ดี คนไหนนิสัยดี อย่างนี้ครับ

การอาบน้ำตัดขนก็ไม่มีขั้นตอนไหนยากตายตัวเลยครับ ทุกอย่างคล้าย ๆ หมด

เหมือนเราจะไถเท้า หมาตัวนี้ไถเท้าง่ายมาก หมาตัวนี้ไถเท้าโคตรยาก หมาตัวนี้ไถไม่ได้เลย พอเราทำได้หมดแล้ว ความยากมันอยู่ที่นิสัยหมา นิสัยแมว ถามว่าหมากับแมวอันไหนทำยากกว่า ผมบอกเลยว่า แมว

ทำไม 

แมวที่จองคิวมาที่ร้าน อันดับแรกก็คือต้องเทสต์ดูก่อนนะครับ ไม่ใช่ว่ามาถึงปุ๊บก็ทำเลย

อันดับแรกต้องเทสต์ไดร์ เทสต์เสียงน้ำ พอเทสต์เสร็จปุ๊บ โอเค ผ่านขั้นตอนแรก เราก็ไปขั้นตอนที่สองในการอาบน้ำ บางตัวอาบเสร็จ บางตัวก็อาบไม่เสร็จ มันขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละตัว

อาบไม่เสร็จนี่คือล่มกลางทาง

เราประเมินจากประสบการณ์ เห็นหมาปุ๊บเราจะรู้เลยว่าตัวนี้เราทำได้ไหม ได้กี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าว่าอาจจะทำได้ก็คือลองทำให้ดูก่อน อาจจะเสร็จหรือไม่เสร็จ

ส่วนใหญ่แล้วที่ว่าโดนกัดหนัก ๆ ก็เป็นเพราะว่าเราอยากทำให้ แต่บางจังหวะเราก็พลาด ส่วนตัวไหนที่จับแล้วปุ๊บทำไม่ได้เลยก็มี บางทีอาจจะยอมช่วงแรก แต่พอหลัง ๆ เขาไม่ยอมแล้ว ยังไงก็ไม่ยอม ได้แค่ไหนเอาแค่นั้นครับ

แล้วบอกเจ้าของยังไง 

เขาจองคิวมา เราก็ส่งรายละเอียดให้เขาหมดแล้วว่า เออ การจะจองคิวอาบน้ำตัดขนหมาแมวแต่ละตัวมีรายละเอียดอะไรบ้าง มีข้อตกลงกันก่อน

ถูกกัด ถูกข่วน นานแค่ไหนกว่าจะชิน

นานอยู่เหมือนกันครับ เพราะว่าตอนแรก ๆ ที่เข้าไปเป็นเด็กอาบน้ำหมา แค่สัปดาห์เดียวก็โดนกัดแล้ว พอเราโดนกัดปุ๊บ ตอนนั้นตกใจนะ แต่ว่าเพื่อนร่วมงานไม่ได้ตกใจไปกับเรา เราก็มานั่งทบทวน อ๋อ สงสัยมันเป็นเหตุการณ์ปกติล่ะมั้ง (หัวเราะ)

แล้วการโดนกัด เราเลือกได้ครับ เราเลือกที่จะทำได้

ช่างท๊อป ด็อกอาร์ท ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์
ช่างท๊อป ด็อกอาร์ท ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์

เลือกได้ด้วยเหรอ

เลือกได้ครับ เพราะว่าช่างบางคนเขาก็ไม่รับเลย หมาดุ หมากัด

เจ้าของก็ต้องเอาไปร้านสัตวแพทย์ โดยให้สัตวแพทย์วางยาซึม วางยาสลบ แล้วค่อยให้ตัดขน ปัญหาคือเจ้าของหมาต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้น สองคือหมาจะซึมอยู่แบบนั้นประมาณ 2 – 3 วัน

ถ้าตัวไหนเราทำได้ เราก็ทำให้ เราโดนกัด แต่ว่าเจ้าของแทบไม่รู้ว่าหมาเขากัดเรา เพราะว่าผมจะไม่ค่อยบอก เรากลัวเขาจะเกรงใจแล้วไม่กล้าพามา กลัวว่าจะพาไปวางยา ผมสงสารหมา ซึ่งสัตวแพทย์เองก็ไม่อยากทำเหมือนกันครับ

มีวิธีอื่นอีกไหมที่จะทำให้เราเจ็บตัวน้อยที่สุด

มีอุปกรณ์ป้องกัน ส่วนใหญ่บางคนเขาก็ใช้ถุงมือบ้าง ที่ครอบปาก ครอบหัว ที่ร้านผมไม่มีอุปกรณ์อะไรช่วยเลย มีแต่มือเปล่า ๆ แล้วก็มีแฟนผมเป็นผู้ช่วยคอยจับในบางจังหวะที่ว่า เออ เราต้องช่วยกันจับนะ เหมือนเราทำแมว สัญชาตญาณแมวคือมันจะตะเกียกตะกาย ก็ต้องให้ช่วยจับเท้าข้างหนึ่ง

ถ้ามีอุปกรณ์ช่วย เราอาจจะทำได้เร็วกว่า แต่ว่าหมาแมวมันอาจจะเครียดกว่าเดิม

เป็นการให้ความสำคัญกับสภาพจิตใจของสัตว์ด้วย 

ใช่ครับ แต่ว่าจริง ๆ แล้วเลือกที่จะไม่ทำเลย มันจะดีกว่า ถ้าคิดว่าทำไม่ได้ก็อย่าไปฝืน

ถ้าตัวไหนที่ว่าคิดว่าจับไม่ไหว ต้องบอกให้เจ้าของเอากลับไป หรือไม่ก็ให้เจ้าของช่วยจับ แต่ถ้าเคสไหนที่เจ้าของปฏิเสธเลยว่า ผมช่วยจับให้ไม่ได้ อันนี้คือต้องพิจารณา

บางทีเจ้าของไม่กล้าจับ กลัวโดนข่วน โดนกัด แต่ว่าเราจะมีวิธี มีเทคนิคในการจับ

วิธีนั้นคือยังไง 

คล้าย ๆ การจับงูครับ เขาก็มีวิธีว่าทำยังไงไม่ให้งูกัด

แต่แมวมา 10 ตัว จะทำวิธีเดียวกันไม่ได้ เราต้องประเมินเบื้องต้นว่าตัวนี้ควรจับยังไง ตัวนี้ยอมท่าไหน หมาแมวแต่ละตัวจะยอมไม่เหมือนกันครับ มันต้องรู้จักนิสัย แล้วนิสัยแต่ละสายพันธุ์ก็ไม่เหมือนกันอีก

เรียนรู้มาจากไหน

ประสบการณ์เลยครับ เหมือนอย่างผม 18 ปีก็เยอะพอสมควร เลยรู้นิสัย รู้พฤติกรรมในบางตัว แต่ไม่ใช่ว่ารู้ 100 เปอร์เซ็นต์นะครับ เราก็พลาดบ้าง โดนกัด โดนตบบ่อย

ช่างท๊อป ด็อกอาร์ท ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์

ช่างลำบาก

ในขณะที่กำลังสนทนากันในเรื่องของการจองคิว ช่างท๊อปได้พูดขึ้นมาอย่างน่าสนใจว่า “เมื่อก่อนมีพวกชอบมาลองของเยอะ”

ลองของในที่นี้ ไม่ได้มาจากการที่ช่างท๊อปมีสถานะเป็นนักเลงหัวไม้ขาใหญ่คับซอย จนต้องมีคนมาตีรันฟันแทงแย่งตำแหน่งจ้าวยุทธภพ ขณะเดียวกันตัวร้านก็ไม่ได้มีประวัติสยองขวัญขนาดที่พี่ป๋องต้องเอาไปออกรายการ

แต่คือเหล่าลูกค้าที่นึกอยากทดสอบฝีมือช่างด้วยการนำสัตว์เลี้ยงของตนที่มีนิสัยดุร้ายอยู่แล้วเป็นทุนเดิมมาใช้บริการ เพียงแต่จะไม่แจ้งช่างล่วงหน้าว่า หมาแมวของเขานั้นดุขนาดไหน ซึ่งช่างท๊อปเองก็ต้องรับมือกับลูกค้าแบบนี้อยู่ไม่น้อย ตั้งแต่ยังไม่เป็นที่รู้จักในโลกโซเชียล จนต้องออกกฎว่า ไม่แจ้งล่วงหน้า เชิญรับกลับทันที

“ตอนที่ผมดังในโลกโซเชียลแล้ว มันจะมีประเภทที่ว่า ผมทำเสร็จ มารับปุ๊บ แล้วก็พูดว่า แล้วมันไม่กัดช่างหรอครับ …เอ้า!” 

นั่นแหละ อย่านึกสนุกเพียงเพราะความอยากรู้อยากลอง อาชีพช่างอาบน้ำตัดขนนั้นมีความเสี่ยงจากการได้รับบาดเจ็บมากเกินพออยู่แล้ว

  เช่นครั้งหนึ่ง ช่างท๊อปเคยได้รับบาดเจ็บจากการตัดขนหมาพันธุ์บางแก้ว แม้ในทีแรกจะดูไม่มีปฏิกิริยาอะไรให้น่าเป็นห่วง แต่พอผ่านไปสักพักหนึ่ง เจ้าบางแก้วก็หันมาแว้งกัด หรือพูดให้ถูกคือ ขย้ำแขนช่างท๊อป จนทำงานไม่ได้กว่าครึ่งค่อนเดือน

หวังว่าสถานการณ์นี้จะพอเป็นอุทาหรณ์สอนความเห็นใจได้บ้าง

ช่างท๊อป ด็อกอาร์ท ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์

ช่างขอมา วานโปรดเข้าใจ

อีกเรื่องหนึ่งที่ช่างท๊อปอยากให้ทุกคนเข้าใจคือ การทำงานกับสัตว์ย่อมต้องมาพร้อมกับความเสี่ยงตามที่เคยบอกไว้ก่อนหน้า แต่ความเสี่ยงในที่นี้ยังรวมไปถึงเหล่าหมาแมวที่อยู่ไม่สุข จนทำให้ช่างนั้นอาจพลาดไปทำให้สัตว์มีบาดแผลโดยไม่ได้ตั้งใจ

ซึ่งก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า มันคงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับใครหลาย ๆ คนกับการที่สัตว์เลี้ยงของเขาที่ถูกดูแลประคบประหงมมาอย่างดีจะเกิดแผลขึ้นจากฝีมือของคนนอก และเป็นคนที่เราเลือกมาใช้บริการ

แต่วานโปรดเข้าใจ “เพราะเราก็ระวังให้สุด ๆ อยู่แล้ว”

บาดแผลที่เกิดขึ้นโดยส่วนใหญ่ เป็นเพียงแค่รอยถลอกจากปัตตาเลี่ยน แผลบาดจากกรรไกรที่แน่นอนว่า ไม่ใช่แผลลึก หรือถ้าเป็นการตัดเล็บ หากสัตว์เกิดดิ้นขึ้นมาในระหว่างลงมือก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีเลือดออกเนื่องจากตัดโดนเนื้อภายใน ซึ่งช่างเองก็เตรียมตัวพร้อมรับมือกับสถานการณ์แบบนี้อยู่เสมอด้วยการใช้ยาอุดให้ทันที

ช่างท๊อปต้องการให้ทุกคนเข้าใจว่า มันเป็นเรื่องปกติจริง ๆ สมมติว่า มีหมาสัก 20 ตัว อาจจะมีเพียงแค่นิ้วสองนิ้วจากจำนวนทั้งหมดเท่านั้นที่ตัดพลาดจนมีเลือดออก

“แต่ว่าไม่ใช่ เออ มี 10 นิ้วพลาดไป 8 นิ้ว อันนั้นคือประมาท ไม่ใช่ละ”

ขณะเดียวกัน วิธีการทำงานเองก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่หวังว่า เหล่าลูกค้าและผู้คนที่มองเข้ามาจากภายนอกจะไม่ด่วนตัดสินกันเกินไป เพราะหลายครั้งหลายคราว เช่น การจับแมวด้วยวิธีดึงหนังคอ หลายคนก็ตีโพยตีพายกันไปแล้วว่า ช่างบีบคอแมวรึเปล่า

ช่างท๊อปยอมรับว่า บางอย่างไม่ได้เป็นวิธีที่ถูกต้องที่สุด แต่มันเป็นวิธีเดียวที่หลีกเลี่ยงไม่ให้แมวหรือหมาบาดเจ็บได้มากที่สุด

วานโปรดเข้าใจ

ช่างท๊อป ด็อกอาร์ท ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์
บ้านช่างท๊อป ดาณุพงศ์ จงจิตร ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์

ช่างน่าโมโห

และถึงแม้ว่าเหล่าแมวหมาหลากหลายสายพันธุ์จะน่ารักน่าเอ็นดู เชิญชวนให้น่าลูบหัวพร้อมจกพุงขนาดไหน ก็ต้องยอมรับว่า บางพฤติกรรมของมันนั้นชวนหงุดหงิดไม่ใช่น้อย

ช่างท๊อปเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน โดยเฉพาะเมื่อเวลาชีวิตกว่าครึ่งค่อนวันนั้นหมดไปกับการรับมือสัตว์ จึงมีบ้างกับความรู้สึกโมโหที่ทำไมถึงไม่อยู่นิ่ง ๆ สักที!

“เหมือนว่า ไม่ไหวแล้ว ตัวนี้ไม่ไหวจริง ๆ ต้องหยุดก่อน เอาไปไว้ในกรงก่อน แยกกันสักพักหนึ่ง ไปทำตัวอื่นที่กำลังแฮปปี้อยู่ พอเรารีแลกซ์ เราก็กลับไปทำอีก”

แต่นอกจากวิธีห่างกันสักพักแล้ว ช่างท๊อปยังเลือกใช้เสียงในการสยบความดื้อของสัตว์เลี้ยง

“บางทีก็ขู่ต่อหน้าเจ้าของ ต่อหน้าพ่อหน้าแม่มัน” หลังจบประโยคนี้ช่างท๊อปก็หัวเราะออกมายกใหญ่กันเลยทีเดียวเชียว

ซึ่งการทำทั้งเสียงดุ ขู่ ด้วยน้ำเสียงโทนต่ำ ตีโต๊ะด้วยมือหรืออาจจะด้วยขวดเปล่าก็แลดูจะได้ผลไม่ใช่น้อยจากหลาย ๆ ครั้งที่ทำมา ยิ่งกับหมาเด็กด้วยแล้ว หากไม่ใช้เสียงก็อย่าหวังว่าเจ้าจิ๋วจอมซ่าจะอยู่นิ่งให้ลงมือทำงานได้ง่าย ๆ

อย่างไรก็ตาม ถ้าจนแล้วจนรอดยังไงก็ไม่นิ่งสักที ช่างท๊อปก็ได้บอกกับเราว่า “ตามสภาพ”

ถึงอย่างนั้น หมากับแมวต่อให้จะซนขนาดไหน พวกมันก็จะหยุดนิ่งบ้างในบางจังหวะ ซึ่งช่างท๊อปก็ต้องอาศัยจังหวะเหล่านั้นที่มีระยะความนานอยู่ที่ 15-20 วินาที ในการทำงานให้ตลอดรอดฝั่งไปในแต่ละตัว

บ้านช่างท๊อป ดาณุพงศ์ จงจิตร ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์
บ้านช่างท๊อป ดาณุพงศ์ จงจิตร ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์

ช่างสงสาร

ความดังกับความวุ่นวายเห็นจะเป็นสิ่งที่ควบคู่กันมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หลายครั้งและหลายคนที่เคยดูคลิปช่างท๊อป แล้วเกิดความรู้สึกอยากเอาหมาแมวของตัวเองมาใช้บริการ ทั้ง ๆ ที่เจ้าตัวนั้นอยู่คนละจังหวัดเลยก็มี

ทำเอาช่างท๊อปต้องห้ามไว้ไม่ให้ถ่อกันมา เพราะมีความเสี่ยงสูงที่หลายคนจะมาแล้วเสียเที่ยว

ในที่นี่ไม่ได้หมายความว่า คิวเต็มหรือช่างไม่อยู่ แต่มาจากการที่สัตว์เลี้ยงไม่เคยเข้าร้านอาบน้ำตัดขนมาก่อน เพราะการจะใช้บริการร้านเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องพาเหล่าหมาแมวมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กตัวน้อย หากคิดแค่ชื่นชอบแล้วอยากมาใช้บริการ โดยที่สัตว์เลี้ยงไม่เคยเข้าร้านอาบน้ำตัดขนแม้แต่ครั้งเดียว ช่างก็คงต้องขอห้ามไว้ก่อนว่า อย่ามา

เพราะแม้แต่ช่างเองก็ไม่สามารถการันตีให้ได้ว่า จะทำได้ไหม

บางตัวในคลิปเข้ามาใช้บริการตั้งแต่เด็กยังดุขนาดนั้น ยังดื้อขนาดนี้ แล้วคนที่ไม่เคย-ดีไม่ดีจะยิ่งไปกันใหญ่

แต่ถ้าตัวไหนถูกพาเข้าร้านอาบน้ำตัดขนเป็นประจำอยู่แล้ว และต้องการมาใช้บริการของช่างท๊อป อันนี้ก็ยังพอทำเนา แต่ก็คงต้องคุยรายละเอียดกันหลายยก

“เราจะถามตั้งแต่หมาพันธุ์อะไร อายุเท่าไหร่ เข้าร้านเป็นประจำตั้งแต่เด็กไหม คือเราจะถามหมดเลย ถ้าเราไม่ถามรายละเอียดเยอะ ๆ เขาอาจจะมาเสียเที่ยว”

กระนั้นเอง ช่างท๊อปก็ไม่ได้มองว่า สิ่งเหล่านี้เป็นข้อเสียจากการเป็นคนดังแต่อย่างใด เพราะมันก็ยังอยู่ในระดับภาวะที่เขารับมือได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่ออะไรหลาย ๆ อย่างรอบตัว แม้ว่าบางครั้งลูกค้าจะชอบมาขอให้ถ่ายคลิประหว่างกำลังตัดขนหมาแมวที่พวกเขานำมาก็ตาม

ซึ่งช่างก็ต้องบอกไปตามตรงว่า “เราให้ไม่ได้”

สาเหตุนั้นมาจากช่างไม่ได้ถ่ายคลิปเป็นประจำทุกตัว ทั้งหมดทั้งมวลเกิดจากเหตุการณ์ซึ่ง ๆ หน้า แล้วแต่สถานการณ์และความว่าง ไม่มีการจัดวาง ไม่มีการตัดต่อ มีเพียงความรู้สึกว่า “โอ้ มันน่ารักจังวะ” จึงยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาตั้งกล้องถ่ายสัก 1-2 นาที เพื่อแบ่งปันความน่ารักนี้ให้ผู้อื่นได้ชื่นชมไปพร้อม ๆ กัน

“หมาแมวบางตัวมาที่ร้านคือทำคลิปบ่อย จนเจ้าของมีความรู้สึกว่า เขารักหมาแมวเขามากกว่าเดิม เพราะว่าความน่ารักบางมุมคือเขาพึ่งมาเห็นกับร้านเรา”

พอเอ่ยถึงประเด็นการถ่ายคลิป เราเลยลองถามช่างท๊อปดูว่า ถ้าไม่ได้ดังจากคลิปน้องลูกจันจนกลายเป็นช่างงานรัดตัวประหนึ่ง Influencer จะเป็นยังไง

เขาตอบเรามาอย่างติดตลก “ตอนนี้น่าจะตัดขนเยอะกว่าเดิมนะครับ”

บ้านช่างท๊อป ดาณุพงศ์ จงจิตร ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์บ้านช่างท๊อป ดาณุพงศ์ จงจิตร ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์

ในฐานะช่างอาบน้ำตัดขนหมาแมว

ในฐานะช่างอาบน้ำตัดขนหมาแมว เขาใช้เวลาครุ่นคิดไม่น้อยเมื่อถูกถามความเห็นเกี่ยวกับวาทกรรม การให้ข้าวหมาแมวจรคือความเห็นแก่ตัวอย่างหนึ่ง

แต่ก่อนที่ความเงียบจะเข้าปกคลุมโดยสมบูรณ์ ช่างท๊อปก็ได้พูดขึ้นมาว่า “ไม่เกี่ยวกับการเห็นแก่ตัวเลยครับ”

ซึ่งประโยคเพียงแค่นั้นก็มากพอที่จะสรุปใจความที่เขาตั้งใจจะสื่อต่อจากนี้ได้อย่างครบครัน เพราะเขามองว่า มันไม่มีทางเลยที่คนคนหนึ่งจะสามารถรับเลี้ยงสัตว์จรจัดที่พบเห็นได้ทุกตัว หรือบางทีอาจอยู่รวมกันเป็นฝูง

  สำหรับเขา การรับเลี้ยงสัตว์ตัวหนึ่งเปรียบเสมือนภาระอันใหญ่หลวง ไม่เพียงแต่ต้องมีใจที่พร้อมดูแล แต่ต้องพร้อมสรรพไปด้วยกำลังทรัพย์ เวลาที่ยินดีสละ และสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่

“การเลี้ยงหมาตัวหนึ่งก็เหมือนเลี้ยงคนคนหนึ่ง เขาต้องอยู่กับเราตลอดชีวิต”

อย่างน้อย ๆ การได้ให้อาหารแม้เพียงมื้อเดียว มันก็ดีกว่าการปล่อยให้สัตว์เหล่านั้นหิวโซด้วยความทรมาน ดีกว่าปล่อยให้มันตายไปต่อหน้าต่อตา โดยที่เราเลือกจะไม่ทำอะไรสักอย่างเลย หรือกระนั้นเอง การเลือกไม่ทำอะไรเลยก็เห็นจะเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งในบางแง่มุม

ช่างท๊อปได้เสริมปิดท้ายว่า “คนที่เลี้ยงแล้วเอาไปปล่อย พวกนี้ต่างหากคือ เห็นแก่ตัว”

ฉะนี้เอง ในฐานะช่างอาบน้ำตัดขนหมาแมว ช่างท๊อปจึงอยากฝากฝังถึงคนที่ทั้งกำลังเลี้ยงสัตว์และกำลังคิดว่าจะเริ่มเลี้ยงสักตัว

หากกำลังเลี้ยงอยู่ ก็จงพยายามดูแลเอาใจใส่เขาให้ได้มากที่สุดเท่าที่ตัวเองจะสามารถทำได้

หากกำลังคิดว่าอยากจะเริ่มเลี้ยงสัตว์สักตัว ก็จงศึกษาหาข้อมูลให้ครบถ้วน ศึกษาหมาแต่ละสายพันธุ์ แมวแต่ละสายพันธุ์ให้ดี และไตร่ตรองกับตัวเองให้ดีเช่นกันว่า เราชอบจริงรึเปล่า และเราจะรักเขาจริง ๆ รึเปล่า กระทั่งตรวจสอบตัวเองให้แน่ใจแล้วว่า ไม่ได้แพ้ขนสัตว์

“บางคนไม่รู้ว่าตัวเองแพ้ขนสัตว์ พอว่าเลี้ยงไปแล้ว เอ้า กูแพ้ขนสัตว์ ต้องเอาไปปล่อย หรือว่าเอาไปให้คนอื่น”

การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่จะเป็นการผลักภาระให้ผู้อื่น แต่ยังเป็นการบั่นทอนสภาพจิตใจของสัตว์เลี้ยง เพราะหมาและแมวจะจำได้ว่า ใครคือเจ้าของของมัน และมันก็รักคนคนนี้ไปแล้ว มันรักเราไปเรียบร้อยแล้ว

ท้ายที่สุด ในฐานะช่างอาบน้ำตัดขนหมาแมวย่อมต้องให้คำแนะนำเกี่ยวกับการอาบน้ำสัตว์เลี้ยง

ถ้าเป็นไปได้ สำหรับหมาควรอาบอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการอาบเองที่บ้านหรือพามาที่ร้าน

ในส่วนของแมวนั้น แค่เดือนละครั้งตามเห็นสมควร เพราะแมวจะเลียขนเพื่อเป็นการทำความสะอาดตัวเองอยู่แล้ว นอกจากนี้การอาบน้ำให้แมวเยอะจนเกินไปอาจส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจของแมวได้

แต่ถ้าเหล่าสัตว์เลี้ยงดันไม่อยากอาบน้ำขึ้นมา ช่างท๊อปก็บอกได้แค่ว่า สิ่งเหล่านี้มันไม่มีวิธีตายตัวในการจับเหล่าหมาแมวจอมซนมาอาบน้ำ สิ่งเดียวที่เราทำได้คือ ทำให้เขาเชื่อใจ

“พูดดี ให้เวลา ปรับตัวเข้าหา แล้วก็ทำให้เขาเชื่อใจเราให้ได้ การที่หมาแมวไม่อยากอาบน้ำ บางตัวไม่ใช่ว่า เขาไม่ชอบน้ำ เขาแค่ไม่ไว้ใจ ยังไงก็อาบได้ครับ”

บ้านช่างท๊อป ดาณุพงศ์ จงจิตร ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์

Writer

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

Avatar

วิศวะ เดียวกี่

เป็นเด็กใต้เมืองคอน นิสัยติสท์ๆ ชอบถ่ายรูป ชอบกิน ชอบเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load