ไม่บ่อยนักที่มนุษย์ตัวเล็กเช่นเราจะใกล้ชิดสัตว์ป่าหรือสัตว์สงวนได้แบบถึงเนื้อถึงตัว เนื่องด้วยความอันตราย ความห่างไกล และความยากในการพบเจอ

ถึงแม้โลกจะพัฒนาไปเพียงใด ภาพถ่าย วิดีโอ และคำบอกเล่า ก็อธิบายความงดงามของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ได้ไม่ดีเท่าการเห็นด้วยตาตนเอง

หากใครยังจำกันได้ถึงเรื่องราวของพะยูนน้อย มาเรียม และ ยามีล แม้พวกมันจะจากไปตั้งแต่เด็ก แต่ ‘การสตัฟฟ์สัตว์’ กลับทำให้ร่างของทั้งสองกลายเป็นแหล่งความรู้และความทรงจำชั่วนิรันดร์ นั่นคือหนึ่งในวิธีที่ทำให้ฝันของหลายคนเป็นจริง

The Cloud ชวน วันชัย สุขเกษม ผู้เชี่ยวชาญด้านการสตัฟฟ์สัตว์แห่งพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา อพวช. ผู้ดูแลการสตัฟฟ์มาเรียมมาเล่าเรื่องราวเบื้องหลัง จากอดีตนักศึกษาและลูกจ้าง ถึงวันที่กลายเป็นผู้ชุบชีวิตสัตว์นับร้อยให้กลับมามีลมหายใจอีกครั้ง

วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น

You had me at hello 

ชายวัยกลางคนจากหนองจอกคลุกคลีกับวงการวิทยาศาสตร์และสัตว์มาตลอดตั้งแต่เข้าเรียนปริญญาตรีด้านสัตวบาล ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

“ตอนเริ่มเรียนเราไม่เคยมีความคิดที่จะมาทำงานสตัฟฟ์ ไม่มีประสบการณ์ และแทบไม่รู้กระบวนการอะไรเลย” เขาเอ่ย

แต่หลังจากเรียนต่อปริญญาโท รุ่นพี่คนสนิทก็ชวนให้มาทำงานระหว่างเรียนที่ อพวช. ในตำแหน่งเกี่ยวกับการสื่อสารสิ่งแวดล้อม ซึ่งเขาได้ทำงานที่นี่ ก่อนจะย้ายไปทำงานอนุกรมวิธาน (Taxonomy) ด้านปลิงทะเล

งานนี้ช่างโหดและหิน เขาต้องออกทะเลทันทีใน 15 วัน และพบเจออาการเมาคลื่น เมาเรืออยู่ไม่ขาด ‘เรียกว่าเป็นประสบการณ์ที่โลดโผนที่สุดสำหรับนักศึกษาปริญญาโทคนหนึ่ง’ เราคิด

หลังทำงานได้ระยะหนึ่ง เขาได้บรรจุเป็นลูกจ้างของ อพวช. ซึ่งขณะนั้นทางองค์กรเชิญ อาจารย์เอริค แกมฟิช จากประเทศฟินแลนด์มาเป็นวิทยากรในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการสตัฟฟ์ เพื่อทำหน้าที่สอนวิธีชุบชีวิตซากไร้ลมหายใจด้วยเทคนิคใหม่

สัตว์ตัวแรกที่เขาฝึกสตัฟฟ์คือ นกกระทา ถึงแม้จะเป็นคนที่ทำได้ช้าสุดและผลงานออกมาไม่สวยเหมือนคนอื่น แต่มันคือความภูมิใจที่ได้ทำสิ่งใหม่ด้วยมือตนเอง 

ความประทับใจขั้นสุดที่เป็นต้นกำเนิดเส้นทางชีวิตสายนี้เริ่มขึ้นเมื่อได้พบกับเหยี่ยวดำปีกขาด อดีตนักเรียนไม่คิดด้วยซ้ำว่าจะซ่อมแซมได้ แต่อาจารย์เอริคใช้วิธีเลาะเนื้อออกแล้วเย็บปีกติดเข้าไป โดยให้ขนของนกปกปิดรอยเย็บ ทำให้สัตว์สตัฟฟ์ออกมาในสภาพสมบูรณ์สวยงามเหมือนตอนยังมีชีวิต 

ด้วยเทคนิคใหม่ วันชัยค้นพบว่า เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ก็เกิดขึ้นได้จริง แต่ในอีกด้านก็ถือเป็นความรู้เก่าของต่างประเทศ

“ผู้เชี่ยวชาญในประเทศไทยมีน้อย การถ่ายทอดความรู้จึงขาดหายไปในช่วงหนึ่ง เราสังเกตว่า สัตว์สตัฟฟ์รุ่นเก่าของไทยจะมีลักษณะเฉพาะ อย่างผิวหนังตึง ริมฝีปากเหมือนแยกเขี้ยวขู่ตลอด เนื่องจากสารฟอร์มาลีนทำให้น้ำในเซลล์กล้ามเนื้อหดตัว แต่ในปัจจุบัน สัตว์มีรูปร่างที่เหมือนกับตอนมีชีวิตมากกว่าแต่ก่อน”

เขาเล่าถึงความแตกต่างและความเปลี่ยนแปลงให้เห็นภาพ ซึ่งหลังอบรมเสร็จได้มีการนำผลงานที่เรียนไปจัดแสดง กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชายหนุ่มมีความคิดจะทำอาชีพนี้ต่อ

วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น
อาจารย์วันชัย สุขเกษม และเหยี่ยวดำ 

“เราทำให้คนได้ใกล้ชิดกับสัตว์ คงไม่มีใครอยากเข้าใกล้เสือ แต่พอมาเป็นสัตว์สตัฟฟ์ ทุกคนเข้าไปใกล้และสัมผัสขนของมันได้ ที่สำคัญ การสตัฟฟ์สัตว์คือการอนุรักษ์ที่สื่อสารได้อย่างทรงพลัง ไม่ต้องใช้คำพูดเยอะก็เล่าเรื่องราวของพวกมันได้อย่างชัดเจน

“งานนี้เราต้องทำ เพราะไม่มีใครทำ ทำแล้วมันไม่ได้กับตัวเราเอง แต่ได้กับประเทศและคนรุ่นหลัง” 

นั่นคือเสน่ห์ของการสตัฟฟ์สัตว์ในมุมของคนธรรมดาที่บัดนี้กลายมาเป็นผู้เชี่ยวชาญ เสียงในหัวของเขาดังขึ้นหลังการอบรม และหลังรู้ว่าเมืองไทยยังไม่มีพิพิธภัณฑ์สัตว์สตัฟฟ์เหมือนต่างชาติ เขาจึงเดินทางสู่สายงานนี้อย่างจริงจัง เปลี่ยนความชอบเป็นความตั้งใจอย่างแรงกล้าในการทำให้วงการเป็นที่รู้จักมากขึ้นในประเทศ

หลังเขาอธิบาย เราแอบสงสัยว่า คนรอบตัวมีท่าทีอย่างไรเมื่อได้ยินชื่ออาชีพที่ไม่คุ้นหูนักในยุคนั้น

“อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยรู้สึกตื่นเต้นมากที่เราสตัฟฟ์เป็น (หัวเราะ) ส่วนครอบครัวก็ไม่ได้ว่าอะไร เรามีความสุขที่ได้เผยแพร่สิ่งเหล่านี้เพื่อการศึกษา มันเป็นแรงผลักดันให้ทำต่อมาเรื่อย ๆ ถึงแม้จะไม่เป็นที่ชอบใจของบางคน เนื่องจากเราทำงานกับซากสัตว์ แต่ก็ยังมีความสุขกับงานที่ทำเสมอ” 

ขั้นตอนคืนชีพ

หากพูดถึงการสตัฟฟ์ และ Taxidermy หลายคนมักมองว่าเป็นสิ่งเดียวกัน แต่แท้จริงแล้วการสร้างงานทั้ง 2 ประเภทมีความแตกต่างกันอยู่

การสตัฟฟ์ เป็นการรักษาสภาพของสิ่งมีชีวิตเอาไว้ เพื่อประโยชน์ด้านงานวิจัยเป็นหลัก โดยจะไม่คำนึงถึงสรีระและท่าทาง ขณะที่ Taxidermy คือการรักษาสภาพสัตว์โดยใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ มีการเลาะหนังออกมารักษาสภาพ พร้อมปั้นกล้ามเนื้อขึ้นใหม่ให้ใกล้เคียงธรรมชาติที่สุด นอกจากนี้ยังมีการจัดท่าทางให้ดูสวยงาม สมจริง ซึ่งจุดประสงค์หลักยังคงเป็นการเก็บรักษาสภาพให้สมบูรณ์เช่นเดิม

วันชัยเล่าว่า วิธีสตัฟฟ์ขึ้นอยู่กับชนิดของสัตว์ หากเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กและมีเปลือกแข็ง อย่างกุ้ง กั้ง ปู จะเลาะเนื้อออกทั้งหมด แล้วนำกระดองไปรักษาสภาพ พร้อมจัดท่าทางให้สวยงาม

วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น

สำหรับกลุ่มปลาขนาดเล็ก จะวัดขนาด เลาะหนังและอวัยวะออก พร้อมนำไปรักษาสภาพในแอลกอฮอล์เข้มข้น 35 เปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นนำไปแช่น้ำยายูลานเพื่อป้องกันแมลง และใช้สารโพลียูนิเทนโฟมปั้นหุ่นปลาขึ้นมาจากขนาดที่วัดไว้ในตอนแรก เมื่อเสร็จแล้วจึงนำหนังปลาที่แช่น้ำยามาหุ้ม ติดกาว และจัดตำแหน่งสรีระตามต้องการ

ขณะที่กลุ่มประเภทนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กมีวิธีที่ซับซ้อนมากขึ้น พวกมันจะถูกเลาะหนังและเนื้อให้เหลือเพียงกระดูก หัวกะโหลก ปีก และขา เพื่อนำไปแช่น้ำยายูลาน ระหว่างนี้จะมีการปั้นหุ่นอ้างอิงจากโครงกระดูกและขนาดตัว พร้อมทั้งนำแอลกอฮอล์ฉีดบริเวณต้นขาและปลายปีก ซึ่งเป็นบริเวณที่เลาะเนื้อออกไม่ได้ จากนั้นจึงนำลวดมาเสียบบริเวณขาเพื่อเชื่อมกับตัวหุ่น ส่วนคอจะปั้นขึ้นมาโดยใช้ลวดยึดกับหุ่นและหัว จากนั้นนำหนังที่เลาะมาคลุมพร้อมเย็บ ติดกาว และจัดขนให้เหมือนกับธรรมชาติ”

กล่าวโดยง่ายคงเหมือนการถอดเสื้อไปซัก แล้วนำมาสวมให้อีกครั้งให้สวยงามเช่นเคย

วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น
วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น

“สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่เป็นประเภทที่ทำยากที่สุด” เขาเกริ่น

“ต้องเลาะหนังบริเวณที่ไม่อยากให้ผู้ชมเห็น จากนั้นนำหนังไปฟอกเกลือป่น หมักกรดฟอร์มิก ฟอร์มาลีน และเกลือ หมักเสร็จแล้วนำไปวัดขนาดและเลาะเนื้อส่วนที่ติดอยู่ออก พร้อมทั้งเก็บหัวกะโหลก กระดูกขา กระดูกสะโพก ไว้เป็นฐานในการปั้น 

“การปั้นเริ่มจากนำดินมาใส่ที่กะโหลก เพื่อทำกล้ามเนื้อให้สมจริง เสร็จแล้วก็ถอดพิมนำมาหล่อหุ่นจากโฟมหรือปูน กระดูกขาจะเอาไม้มาทำเป็นโครง โดยเอากระดูกขาหน้าและเชิงกรานมาใส่คู่กับไม้ อันนี้จะต้องมีความสูงและขนาดพอดี ไม่อย่างนั้นจะเอาหนังมาคลุมไม่ได้ ปั้นเสร็จก็นำหนังที่เลาะไปทำความสะอาด ฟอกสารโนวาแทนและยูลาน นำไปทาไขมันเทียมและปั่นกับขี้เลื่อย เพื่อให้หนังสัตว์กลับมานุ่มฟู หลังเสร็จสิ้นขั้นตอนก็นำหนังไปคลุมและติดกับหุ่นที่เตรียมไว้ 

“จุดสำคัญคือลายของสัตว์ต้องตรงกับความจริง ไม่เหลื่อม ไม่ล้ำ” เขาเล่าอย่างต่อเนื่อง เพราะทุกขั้นตอนไม่ยากอย่างที่ใครกำลังคิด

วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น

“การเป็นนักสตัฟฟ์สัตว์ไม่จำเป็นต้องจบอะไรมาโดยเฉพาะ เพียงแต่ต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ฝึกปฏิบัติจนชำนาญ ถ้ามีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์จะช่วยให้เข้าใจสรีระของสัตว์สตัฟฟ์มากขึ้น”

ชายตรงหน้าแนะนำเราว่า ทุกคนเข้าเรียนวิชาสตัฟฟ์สัตว์ได้โดยเข้าร่วมกับโครงการภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงเรียนจากยูทูบ

ถึงอย่างนั้นการสตัฟฟ์สัตว์ยังต้องอาศัยความรู้ด้านศิลปะเพิ่มเติม เนื่องจากการปั้นถือเป็นหัวใจสำคัญในการชุบชีวิตสัตว์ อีกทั้งยังต้องใช้องค์ความรู้ด้านการเย็บ พ่นสี ขึ้นโครงเชือก และทาสี เพื่อให้ผลงานออกมาสมจริง

“ผมจบวิทยาศาสตร์มา ไม่มีความรู้เรื่องการปั้นหุ่น ยิ่งถ้าปั้นสัตว์ใหญ่ยิ่งปั้นไม่ได้ เราจึงต้องฝึกเรื่อย ๆ จากการดูทีมที่จบประติมากรรมมา” 

เขาสรุปคร่าว ๆ ถึงระยะเวลาที่ตนเองใช้ในการทำงานว่า กุ้ง กั้ง ปู ใช้เวลาสตัฟฟ์ประมาณครึ่งวัน นกใช้เวลา 1 วัน หนู กระรอก และกระต่าย 3 วัน สุนัข 1 – 2 เดือน และสัตว์ใหญ่อาจจะใช้เวลาหลายเดือน บางครั้งก็ถูกเก็บรักษาสภาพเอาไว้นานนับปีกว่าจะได้ทำการสตัฟฟ์จริง 

แล้วการสตัฟฟ์ที่ดีต้องเป็นอย่างไร – เราตั้งคำถาม

“ต้องใกล้เคียงธรรมชาติ ท่าทางเหมือนธรรมชาติ กล้ามเนื้อเหมือนมีชีวิต จริง ๆ ผมคิดว่า เสน่ห์อีกอย่างของมันคือวิธีการที่เราใช้สร้างผลงาน”

วันชัยเสริมว่า ในต่างประเทศถึงขั้นส่องไฟตามชิ้นงาน เพื่อดูว่ามีรายละเอียดเส้นเลือดหรือไม่ นี่เป็นมาตรฐานของคำว่า ดี ในการประกวดการสตัฟฟ์ของต่างแดน

วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น

ฝึกปรือยอดฝีมือ

“ช้างและสัตว์หนังบางคือสิ่งที่ทำยากที่สุด” เขาเปรยพร้อมหัวเราะเบา ๆ

ด้วยความที่ช้างมีขนาดตัวใหญ่และน้ำหนักมาก หลังเลาะหนังต้องแบ่งออกเป็น 5 ส่วน เพื่อให้เคลื่อนย้ายง่าย อีกทั้งต้องทำให้หนังบางที่สุด เพื่อให้น้ำยาที่หมักซึมเข้าไป

เขาย้อนความหลังให้ฟังว่า ตอนสตัฟฟ์ช้างครั้งแรกเป็นช่วงวิกฤตอุทกภัย พ.ศ. 2554 ต้องให้น้องที่ทำงานมาช่วยเลาะหนังโดยใช้เวลานานกว่า 2 – 3 เดือน อีกทั้งการปั้นหุ่นที่มีขนาดใหญ่ ยังใช้เวลามากกว่าครึ่งปี

“อีกประเภทที่มียากคือสัตว์หนังบาง มันบางเหมือนพลาสติก เช่น นกหรือปลา เวลาเลาะต้องระมัดระวัง หากใช้มือเลาะเหมือนสัตว์ใหญ่หนังอาจขาด ขาดแล้วยากต่อการซ่อม เพราะสิ่งมีชีวิตประเภทนี้มักมีขนสั้น ทำให้ปกปิดรอยเย็บที่เกิดจากการซ่อมไม่ได้

ส่วนปลาที่มีเกล็ดขนาดเล็กจะมีความยากเฉพาะตัว ถ้าเลาะเนื้อจากผิวหนังและเกล็ดไม่หมด เมื่อคลุมจะเกิดตุ่มที่ดูไม่สวยงาม”

ความท้าทายอย่างสุดท้ายคือการขนย้ายซาก ซึ่งซากตามมาตรฐานต้องไม่เน่าเสีย และไม่เสียชีวิตเกิน 24 ชั่วโมง 

วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น
วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น

การชะลอการเน่าเสียจะใช้วิธีผ่าเครื่องในออก จากนั้นนำน้ำแข็งยัดเข้าไปในท้องเพื่อยืดอายุซากที่จะนำมาสตัฟฟ์ เนื่องจากเป็นจุดที่แบคทีเรียทำปฏิกิริยากับซากศพเป็นที่แรก อีกวิธีคือส่งผู้เชี่ยวชาญไปรักษาสภาพโดยเร็วที่สุดภายใน 12 ชั่วโมงหลังสัตว์ตาย

“หากเอามือกดหนังเบา ๆ แล้วขนหลุด แปลว่าซากนั้นนำมาสตัฟฟ์ไม่ได้ เพราะเมื่อนำหนังสัตว์ไปรักษา สภาพขนที่ได้จะหลุดออกมา ทำให้หนังกลายเป็นสีขาวเหมือนหนังกำพร้า” 

หลังคุยเรื่องวิชาการมาสักพัก เขายกเคสให้เราฟังถึงวันที่ได้ซากยีราฟมา 1 ตัว แต่เพราะลืมคำนึงถึงเรื่องจุลินทรีย์และแสงแดดระหว่างขนส่ง ทำให้พวกเขาไม่ได้ใส่น้ำแข็งเพื่อชะลอการเน่าเสีย สุดท้ายเมื่อขนเริ่มหลุด หนังที่นำมาจึงใช้ไม่ได้ เป็นความเสียดายของทีม เนื่องจากยีราฟเป็นสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นที่ไม่มีโอกาสได้สตัฟฟ์บ่อยนัก

เราเองก็แอบเสียดายแทน

วันชัย สุขเกษม นักสตัฟฟ์สัตว์ผู้คืนชีพให้ธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ใกล้มนุษย์มากขึ้น

ความสุขและความเสี่ยง

ท่ามกลางซากสัตว์ที่ไร้ชีวิต อย่าคิดว่าไม่มีความเสี่ยง

“สมัยก่อนนิยมใช้สารอาร์เซนิก (สารหนู) ที่ใช้กับศพมนุษย์ นำมาใช้กับการสตัฟฟ์สัตว์ เมื่อคนทำซึมซับสารนี้เข้าสู่ร่างกายเป็นเวลานานอาจส่งผลถึงชีวิต” อาจารย์เอริคเล่าอุทาหรณ์ให้แก่ลูกศิษย์คนนี้ฟัง มันคือภัยเงียบที่คืบคลานเข้ามาอย่างช้า ๆ

“หรือการปั้นหุ่นสมัยก่อน อาจารย์เอริคเคยเล่าถึงเพื่อนสนิทคนหนึ่งของท่านว่า นิยมใช้ยูรีเทนโฟมในการปั้นหุ่น แต่ผู้ปั้นส่วนใหญ่ไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน ทำให้สารพิษเหล่านี้เข้าสู่ร่างกาย และส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว”

เราสงสัยว่า ตอนนี้เพื่อนอาจารย์เอริคเป็นอย่างไรบ้าง

“เสียชีวิตแล้วเพราะใช้สารเคมีเยอะ แต่อาจารย์ใช้ปูนปลาสเตอร์ในการปั้นหุ่นจึงได้รับผลกระทบจากสารเคมีน้อยกว่า

“ต่อให้ผลงานการสตัฟฟ์ของเราสวยขนาดไหน มีเป็นร้อยตัว แต่ถ้ามีคนมาถามว่า คนสตัฟฟ์ยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า คำตอบที่ได้คือตายไปแล้ว มันก็คงน่าเศร้า เราต้องเน้นสุขภาพคนทำงานด้วย อย่างน้อยผลงานสตัฟฟ์ของเราเสียหาย เราซ่อมแซมหรือทำใหม่ได้ แต่ถ้าตัวเราไม่อยู่แล้ว จะทำอะไรพวกนี้ไม่ได้เลย” เขาพูดพร้อมหัวเราะให้ความตลกร้าย

แล้วเชื้อโรคถือเป็นความเสี่ยงด้วยไหม – เราถาม อีกฝ่ายพยักหน้ารับ

ผลงานส่วนใหญ่ที่ อพวช. สตัฟฟ์มักเป็นซากที่ได้รับการผ่าพิสูจน์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแล้วจึงมีความปลอดภัยระดับหนึ่ง แต่สำหรับสัตว์ที่ตายโดยไม่ทราบสาเหตุ จะมีหลักปฏิบัติคือการนำไปแช่ฟรีซ -18 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 72 ชั่วโมงหรือ 3 วัน เพื่อฆ่าเชื้อที่อาจส่งต่อสู่มนุษย์ เช่น เชื้อพิษสุนัขบ้า

ถ้าอาจารย์วันชัยได้ซากลิงมา มีโอกาสจะติดโรคฝีดาษลิงไหม – เราสงสัย

“เชื้อโรคที่อันตรายมักมาจากสิ่งมีชีวิตจำพวกลิงที่มีรหัสพันธุกรรมใกล้เคียงมนุษย์ หากมีโรคติดต่ออาจส่งผลต่อมนุษย์ได้ ผมย้ำน้องที่มาช่วยสตัฟฟ์อยู่เสมอให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันเชื้อโรค เราประสานงานกับสัตวแพทย์ระหว่างผ่าซากอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการอันตรายที่อาจเกิดระหว่างการปฏิบัติงาน”

สนทนากับ 'วันชัย สุขเกษม' นักสตัฟฟ์สัตว์เมืองไทย ผู้ทำให้ธรรมชาติได้อยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากขึ้น
สนทนากับ 'วันชัย สุขเกษม' นักสตัฟฟ์สัตว์เมืองไทย ผู้ทำให้ธรรมชาติได้อยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากขึ้น

สัตว์สตัฟฟ์ ฉันเลือกนาย!

ระหว่างพาชมห้องเก็บผลงานสัตว์สตัฟฟ์ เราถามเขาว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาคืนชีวิตให้ซากไร้ลมหายใจไปแล้วกี่ตัว แน่นอนว่ามันเยอะเกินจะจดจำไหว

“ถ้า 5 ตัวที่ประทับใจที่สุดคือ เหยี่ยวดำ ม้า จิงโจ้แคระ ช้าง และเสือดำ” เขาไล่ลำดับทันที

เหยี่ยวดำ คือสัตว์ที่ทำให้เขาหลงรักวงการนี้ ขณะที่ม้าเป็นสัตว์สตัฟฟ์ชิ้นใหญ่ตัวแรกที่ได้ทำหลังจากอาจารย์เอริคกลับประเทศ เขาลองใช้เทคนิคสร้างหุ่นโดยใช้ไฟเบอร์กลาส แต่คลุมหนังไม่ได้ สุดท้าย อพวช. จึงเชิญอาจารย์เอริคกลับมาอีกครั้ง เพื่อสอนเทคนิคใหม่สำหรับสัตว์ใหญ่โดยเฉพาะ

ตัวที่ 3 คือ จิงโจ้แคระ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งสัตว์แปลกที่ได้ลองทำช่วงน้ำท่วมใหญ่ พ.ศ. 2554 ตัวถัดมาคือพี่ใหญ่ ช้างเพศเมียนามว่า บัวตอง

“ผมไปกาญจนบุรีและเริ่มเลาะหนังช้างตอนบ่ายโมง มาถึงที่ อพวช. ตอนเที่ยงคืน ตลอดวันผมไม่ได้ทานข้าว เรานั่งท้ายรถกระบะที่ขนหนังช้างมากับอาจารย์เอริค ผมถามอาจารย์ว่าหิวข้าวไหม แต่อาจารย์บอกว่าไม่หิว ต้องรีบมารีบไป” 

รีบไปในที่นี้ คืออาจารย์เอริคต้องบินกลับประเทศเสียแล้ว กว่าบัวตองจะได้รับการประกอบร่างก็ผ่านไปถึง 3 ปีทีเดียว เมื่ออาจารย์บินกลับมาอีกครั้งเพื่อสอนเรื่องสัตว์ใหญ่ อย่างไรก็ตาม พวกเขาประสบความสำเร็จในการสตัฟฟ์ช้างเชือกนี้

“อาจารย์เอริคสอนว่า การปั้นหุ่นช้างใช้ดินไม่ได้ เนื่องจากน้ำหนักที่อาจอันตรายต่อผู้ปั้น เขาแนะนำให้ขึ้นรูปจากการปั้นปูน และนำกบบุ้งที่เหมือนกระดาษทรายมาขัดปูนให้มีลักษณะเหมือนช้าง แต่ต้องแข่งกับเวลานะ เพราะถ้าปูนแห้งจะทำงานยาก ทุบอย่างเดียวแล้วปั้นเสริมใหม่สำหรับตัวใหญ่ แต่ถ้าช้างเล็ก ผิดคือเสียเลย ทำใหม่ทั้งหมด”

สนทนากับ 'วันชัย สุขเกษม' นักสตัฟฟ์สัตว์เมืองไทย ผู้ทำให้ธรรมชาติได้อยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากขึ้น
สนทนากับ 'วันชัย สุขเกษม' นักสตัฟฟ์สัตว์เมืองไทย ผู้ทำให้ธรรมชาติได้อยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากขึ้น

เราไม่แปลกใจหากบอกว่า ช้างเชือกนี้คือครูใหญ่ของเขา เพราะมันทำให้ชายคนหนึ่งกล้าก้าวข้ามกีดจำกัดของตนเองไปทำสิ่งที่ใหญ่และยากขึ้น

“ตัวสุดท้าย เสือดำ ตอนที่อาจารย์เอริคกลับมาสอนครั้งที่ 2 เราเรียนรู้เทคนิคการปั้นกล้ามเนื้อให้สมจริงมากขึ้น ได้รู้วิธีสตัฟฟ์กลุ่มเสือและสัตว์ใหญ่ เช่น หมีควาย”

เราแอบถามเขาว่า ใช่เสือดำตัวดังในข่าวหรือไม่ เขาหัวเราะแล้วตอบว่า

“ไม่ใช่ครับ แต่ใจจริงก็อยากได้มาศึกษาเหมือนกัน แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องหลักฐานทางคดีจึงทำไม่ได้”

นอกจากสัตว์ทั้งห้า วันชัยยังเล่าถึงความฝันของตัวเองว่า อยากให้สมันคืนชีพกลับมาบนโลกใบนี้อีกครั้ง

“มันสูญพันธุ์ไปแล้ว น่าเสียดายที่ประเทศไทยไม่มีเก็บไว้ ตัวอย่างสมันสตัฟฟ์ที่สมบูรณ์ตอนนี้มีเพียงที่ฝรั่งเศส มันตายที่สวนสัตว์ เลยถูกนำมาเก็บไว้ในฐานะตัวที่สมบูรณ์ที่สุดทั้งสภาพผิวหนังและเขา” เขาอธิบาย

เป็นคำตอบที่ได้ยินแล้วเศร้าไม่น้อย คงไม่มีใครคาดคิดว่า สิ่งมีชีวิตท้องถิ่นประจำภาคกลางนับล้านตัว ที่เมื่อก่อนวิ่งย่ำไปทั่วทุ่งรังสิตจะสูญพันธุ์ไปตลอดกาล เหลือไว้เพียงฉายากวางที่มีเขาสวยที่สุดในโลก

เรื่องหลังห้องสตัฟฟ์

ระหว่างเดินท่องป่าย่อม ๆ ในห้องเย็น เราถามชายที่กำลังลูบหัวลูกเลียงผาสตัฟฟ์อย่างรักใคร่ว่า พวกเขาได้รับซากสิ่งมีชีวิตแห่งพงไพรมาจากไหนบ้าง

“ซากส่วนใหญ่ได้รับการส่งมอบจากเครือข่ายของ อพวช. ทั้งรัฐและสวนสัตว์ ซึ่งแน่นอนว่า ชื่อที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองหรือสัตว์สงวน สตัฟฟ์ได้หมด แต่ถ้าอยู่ในรายชื่อ ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ต้องขออนุญาตจากกรมอุทยานแห่งชาติ”

นั่นคือการป้องกันไม่ให้เกิดการล่าและขนย้ายสัตว์โดยผิดกฎหมาย อันนำมาซึ่งความเสียหายและการสูญพันธุ์ในอนาคต

เขาเปรียบเทียบให้เราฟังว่า “ในต่างประเทศเปิดกว้างเป็นอย่างมากเรื่องการสตัฟฟ์สัตว์ เพราะถือเป็นอาชีพที่สร้างรายได้เลี้ยงดูตัวเอง มีการจัดประกวดแข่งขัน มีสถาบันสอน มีคอมมูนิตี้สำหรับกลุ่มคนที่รักการสตัฟฟ์สัตว์เกิดขึ้นมากมาย อีกทั้งต่างประเทศยังมีการออกใบอนุญาตล่าสัตว์ป่า จึงทำให้วงการนี้มีความหลากหลายและเฟื่องฟูกว่าบ้านเราที่ยังมีข้อจำกัด”

สนทนากับ 'วันชัย สุขเกษม' นักสตัฟฟ์สัตว์เมืองไทย ผู้ทำให้ธรรมชาติได้อยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากขึ้น

“แต่วงการสตัฟฟ์ตอนนี้ก็พัฒนาขึ้นจากการที่คนมีช่องทางในการศึกษาเพิ่ม ทุกคนนำความรู้มาต่อยอดฝีมือ ประกอบกับการมีเครื่องมือที่สะดวกขึ้น ทำให้ผลงานสวยงามกว่าแต่ก่อน แต่สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ยังคงมีข้อจำกัดเรื่องเครื่องมือและกระบวนการทำ” 

ปัจจุบัน วงการนี้มีเสียงแตกออกเป็น 2 ฝ่าย หลายคนมองว่าการสตัฟฟ์คือการที่เจ้าของไม่ยอมปล่อยวางจากสัตว์ที่ตาย ขณะที่อีกส่วนมองว่า การสตัฟฟ์คือการส่งมอบความรู้ให้คนรุ่นหลัง

“เราเจอมาทั้ง 2 ประเภท มันเป็นความเชื่อส่วนบุคคล บางคนมีความรักและความผูกพันจึงสตัฟฟ์เพื่อให้เป็นที่ระลึกถึง แต่บางคนก็นำไปเผาหรือฝัง อีกแบบคือการสตัฟฟ์สัตว์ของพิพิธภัณฑ์ที่ทำไปเพื่อประโยชน์ในการศึกษาธรรมชาติ”

โดยส่วนตัวของวันชัย เขาเลือกการสตัฟฟ์ที่ไม่มีเรื่องของธุรกิจมาเกี่ยวข้อง และขอให้เป็นการส่งต่อความรู้ ซึ่งวันหนึ่งอาจกลายเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เชื่อมโยงมนุษย์กับความทรงจำของผืนป่า

สนทนากับ 'วันชัย สุขเกษม' นักสตัฟฟ์สัตว์เมืองไทย ผู้ทำให้ธรรมชาติได้อยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากขึ้น
สนทนากับ 'วันชัย สุขเกษม' นักสตัฟฟ์สัตว์เมืองไทย ผู้ทำให้ธรรมชาติได้อยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากขึ้น

ก่อนจากกัน เราโยนคำถามสุดท้ายให้กับเขาว่า สัตว์สตัฟฟ์ยังเป็นสิ่งจำเป็นอยู่ไหม หากคนรุ่นใหม่ดูภาพผ่านอินเทอร์เน็ตได้

“มันช่วยได้เพียงระดับหนึ่ง การได้สัมผัสของจริงคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด

“สมมติจัดแสดงนกฮัมมิงเบิร์ดโดยการนำภาพมาขึ้นจอ สัดส่วนของมันจะคลาดเคลื่อนไปจากของจริงหลายสิบเท่า เด็กจะรู้เพียงแค่หน้าตาและคำบรรยาย 6 บรรทัด แต่การสตัฟฟ์คือการนำสิ่งมีชีวิตของจริงไปตั้งให้ดู เขาจะได้เรียนรู้มากกว่า นี่คือสิ่งสำคัญของการสตัฟฟ์ จะมีอะไรที่ดีไปกว่าการเห็นด้วยตาตัวเองล่ะ!” เขายิ้ม

นี่คงเป็นคำตอบอย่างย่อว่า ทำไมสัตว์สตัฟฟ์จึงยังคงมีความสำคัญต่อไปในอนาคต

หลังจบการสนทนา วันชัยพาเราเดินสำรวจสถานที่ทำงานของเขาที่เต็มไปด้วยสิ่งไม่มีชีวิต และคนในทีมที่กำลังชุบชีวิตซากเหล่านั้นขึ้นมาใหม่

เขาคิดว่าตนเองจะอยู่เป็นนักสตัฟฟ์ไปยาว ๆ เหมือนอาจารย์เอริคที่ตอนนี้อายุ 80 – 90 ปีแล้ว 

ความฝันไม่กี่อย่างของเขา คือการเห็นเมืองไทยมีพิพิธภัณฑ์ที่ผู้คนรับรู้ได้ว่า ธรรมชาติของเมืองไทยสวยงามและสมบูรณ์เพียงใด

สนทนากับ 'วันชัย สุขเกษม' นักสตัฟฟ์สัตว์เมืองไทย ผู้ทำให้ธรรมชาติได้อยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากขึ้น

Writers

Avatar

สตางค์ พูลสวัสดิ์

วัยรุ่นผู้ชื่นชอบอาหารเวียดนาม ภาษาเวียดนาม ชอบสะสมรองเท้าและหนังสือพิมพ์เก่า ฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์และมาดริด

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

จะศาลเจ้า สมาคม ภัตตาคาร ห้างร้าน หรือบ้านช่องห้องหอ อะไรจะเป็นเครื่องหมายที่บ่งชี้ว่าสถานที่เหล่านี้ถือครองโดยคนเชื้อสายจีน

ก่อนจะชอนชายสายตาไปยังศาลเจ้าที่ขนาดเล็กในตัวอาคาร หรือตามหาสิ่งละเล็กละน้อยอย่างกระดาษแดง ผ้ายันต์ และที่ปักธูปข้างประตูทางเข้า มีอีกหนึ่งจุดสังเกตซึ่งดึงดูดสายตาได้ง่ายกว่า มักสั่นไหวล้อแรงลมใต้ชายคา บางใบแขวนไว้แค่เป็นสัญลักษณ์ บางใบสามารถทอแสงนวลตายามราตรี

ภาษาจีนกลางเรียกมันว่า เติงหลง (燈籠) หากเรียกตามภาษาจีนแต้จิ๋วที่ลูกหลานชาวจีนเมืองไทยส่วนใหญ่พูดกันคือ ‘เต็งลั้ง’ สิ่งนี้ก็คือโคมไฟจีนที่คนทุกชาติมักประหวัดใจเมื่อนึกถึงความเป็นจีน

ชอเซ้ง แซ่ตั้ง ทายาทร้าน ‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อย

มีธรรมเนียมว่าต้องประดับโคมหน้าบ้านเป็นคู่เสมอ จะแค่ 1 คู่ 2 คู่ 3 คู่ หรือกี่คู่ก็ขึ้นอยู่กับหน้ากว้างของชายคาที่ห้อยโคมเหล่านี้ แต่ท่ามกลางตึกแถวที่ปลูกชิดติดกันเป็นทิวแถวของซอยเจริญกรุง 26 ใกล้ชุมชนจีนเก่าแก่อย่างตลาดน้อย ยังมีบ้านของชาวไทยเชื้อสายจีนผู้หนึ่งที่ไม่ได้แขวนเต็งลั้งแค่ 2 หรือ 4 ใบอย่างบ้านเพื่อนร่วมชาติพันธุ์หลังอื่น ๆ กันสาดหน้าบ้านหลังนี้ไม่สามารถรองรับโคมที่ควรจะเรียกว่า ‘หมู่’ มากกว่า ‘คู่’ ทำให้เต็งลั้งพวกนี้ต้องถูกโยกย้ายไปห้อยโหนตามเพดานหรือชั้นวางข้างใน

ชอเซ้ง แซ่ตั้ง ทายาทร้าน ‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อย

นี่คือที่ทำงานของร้านชุงแซ สถานที่ซึ่ง เซ้ง-ชอเซ้ง แซ่ตั้ง อาศัยเป็นที่วาดเขียนลายโคมไฟจีนเลี้ยงชีพตนนานนับค่อนชีวิต

เต็งลั้งสารพัดแบบที่พบได้ในศาลเจ้า โรงเจ และบ้านอยู่อาศัยของชาวจีนทั่วเมืองไทยอาจมีที่มาจากห้องแถวแคบ ๆ แห่งนี้ เมื่อเราบุกไปถึงหน้าร้าน ช่างทำโคมมือฉมังเพียงแต่แหงนศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีขาวเหลือบเงินขึ้นมอง สองมือยังสาละวนอยู่กับกองโครงไม้ไผ่ไม่มีหยุด

“โครงพวกนี้มาจากต่างจังหวัด อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เขาสานไม้ไผ่ส่งมาให้” เขาเริ่มต้นบทสนทนาอย่างเข้มขรึม เมื่อเราแสดงท่าทีสนใจ “เป็นชาวบ้านทำอยู่ในตลาด ไม่ได้มีร้าน เขาจักสานของหลาย ๆ อย่าง ตะกร้าอะไรก็มีหมด ถ้าเป็นโคมถึงส่งมาให้เรา”

ชอเซ้ง แซ่ตั้ง ทายาทร้าน ‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อย

โคมจีนมีหลายประเภท แต่ละท้องถิ่นก็มีรูปแบบและวิธีการประดิษฐ์โคมของถิ่นตัวเอง โคมประเภทที่เซ้งรับทำเรียกว่า ‘อิ่วจั๋วเต็งลั้ง (油纸灯笼)’ แปลตรงตัวได้ว่า โคมกระดาษทาน้ำมัน เป็นโคมไฟเฉพาะถิ่นของแถบแต้จิ๋ว ดินแดนที่บรรพบุรุษของชาวไทยเชื้อสายจีนหลายคนรวมถึงนายช่างเซ้งจากมา

เมื่อครั้งที่บิดาของชอเซ้งเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากแผ่นดินใหญ่ สิ่งที่อาเตี่ยได้นำติดตัวมานอกเหนือจากเสื่อผืนและหมอนใบ คือทักษะการวาดเขียนเต็งลั้งแบบชาวจีนแต้จิ๋วขนานแท้ เซ้งผู้เป็นลูกชายได้ซึมซับวิชาจากอาเตี่ยตั้งแต่ยังเด็ก หัดวาดหัดเขียนตั้งแต่จบการศึกษาภาคบังคับ จนได้รับช่วงต่อกิจการร้านชุงแซของพ่อเมื่อตนเองเติบโตเป็นหนุ่มฉกรรจ์

ชอเซ้ง แซ่ตั้ง ทายาทร้าน ‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อย

“ทำมาประมาณ 40 ปีแล้ว พ่อทำอยู่ ก็มาช่วยทำ เลยทำต่อเนื่องมา” นายช่างเต็งลั้งรุ่นที่สองเล่าถึงวัยเด็กของตนเองสั้น ๆ “ไม่ได้เรียนศิลปะ จบแค่ ป.4 แล้วก็ออกมาช่วยพ่อ ฝึกกับพ่ออย่างเดียว

“บางคนฝึกแค่ 5 ปี 10 ปี ก็ไม่มีโอกาสที่จะมาทำแบบนี้หรอก มันใช้ความชำนาญทุกอย่าง ก็ต้องเรียนตั้งแต่เด็ก ไม่ใช่ว่าหัดแล้วจะทำได้ทันทีเลย”

เมื่อได้รับโครงไม้ไผ่สานเป็นรูปโคมจากพนัสนิคมมาแล้ว หน้าที่ของเซ้งคือปะกระดาษทาน้ำมันหุ้มเนื้อโคมให้ทั่ว เสร็จจากนั้นจึงทำงานที่ต้องใช้ความประณีตสูง คือแต่งลวดลายตามที่ได้รับมอบหมาย

ลูกค้ารายใหญ่ของเซ้งคือร้านขายโคมข้างวัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่) ซึ่งจะนำไปจัดจำหน่ายต่อให้กับศาลเจ้าหรือบ้านคนที่ต้องการใช้

“ร้านข้างวัดเล่งเน่ยยี่เขาสั่งมาเราก็ทำไป ทำส่งให้ร้าน เขารับจากเราไปขายอีกที จะเป็นโคมแบบไหน เขียนอะไร ก็แล้วแต่ที่เขาสั่ง”

ชอเซ้ง แซ่ตั้ง ทายาทร้าน ‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อย

ในยุคที่โลกยังไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าไฟฟ้า โคมไฟคือเพื่อนแท้ของมนุษย์ซึ่งคอยทำหน้าที่ขับไล่ความมืดมนแห่งรัตติกาลออกไป เมื่อมีการประดับโคมแพร่หลาย ชาวจีนจึงออกแบบคิดค้นรูปแบบโคมให้มีความแตกต่างหลากหลายเพื่อรองรับกับสถานที่และการใช้งาน

แบบอักษรและลวดลายบนเต็งลั้งสามารถบอกถึงสถานะของตึกที่พวกมันแขวนอยู่ ถ้าเป็นศาลเจ้าก็จะนิยมเขียนชื่อเทพเจ้าในศาล ถ้าเป็นบ้านคนก็จะเขียนอักษรประจำแซ่หรือชื่อสกุลเพื่อสะท้อนตัวตนของตระกูลผู้พำนักในบ้านนั้น เช่นเดียวกับในชุมชนและสถานที่อื่น ๆ

ไม่ว่าจะเป็นเต็งลั้งชนิดไหน ใช้กับอะไร ทุกชนิดก็ล้วนเคยผ่านมือของเซ้งมาหมด

ชอเซ้ง แซ่ตั้ง ทายาทร้าน ‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อย

“ในร้านนี้มีเป็นสิบขนาด ขายเป็นคู่” มือที่วาดโคมมานับหมื่นแสนใบ ผายขึ้นให้เรามองดูผลงานที่ทำเสร็จแล้วบนเพดาน “ถ้าเป็นใบใหญ่สุดก็ราคา 3,000 บาทต่อคู่ นับเป็นคู่ทั้งนั้น”

บนเพดานอันระดาตาไปด้วยโคมกระดาษนานารูปแบบ มีทั้งทรงกลม ทรงเหลี่ยม ทรงคล้ายถัง วิธีจำแนกชนิดของพวกมันดูได้ไม่ยาก กล่าวคือถ้าเป็นโคมในงานมงคลมักจะเขียนอักษรสีแดง เขียนคำอวยพร มีลวดลายสีสัน แต่ถ้าเป็นโคมงานอวมงคลหรืองานศพ มักจะเป็นโคมเขียนอักษรสีน้ำเงินเรียบ ๆ ให้ความรู้สึกหม่นซึมสมกับการใช้งาน

“อย่างใหญ่นี่ต้องใช้กับศาลเจ้า ไม่ใช้ในบ้านคน” นายช่างเซ้งพูดเมื่อสายตาของเราสบประสานอยู่ที่โคมใบใหญ่สุดในร้าน วาดรูปมังกรล่อแก้วพร้อมลายเมฆอันงดงาม

ชายสูงวัยลุกขึ้นยืน ช่วงคอที่งองุ้มไปตามอายุเลข 7 นำหน้าค้อมลงอีกเล็กน้อยเพื่อตรวจตราผลงานที่ทำโดยภรรยาและผู้ช่วยคนสำคัญของเขา ระหว่างสามีกำลังพูดคุยเรื่องต่าง ๆ กับเรา เธอก็มัวยุ่งกับการสกรีนลายอักษรจีนสามแถวแนวตั้งซึ่งแขวนติดอยู่บนราวตั้งแต่ปากทางเข้ายันท้ายร้าน

ชอเซ้ง แซ่ตั้ง ทายาทร้าน ‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อย

แบบอักษรเหล่านี้ใช้พิมพ์บนโคมลูกหลาน ภาษาจีนเรียก ‘ฮกเต็ง (福燈)’ ดังอักษรตัวใหญ่ที่เขียนบนโคม ด้านข้างเป็นคำอวยพร 2 ท่อน ประกอบด้วย พันลูกหมื่นหลาน (โชยจื้อบ่วงซุง-千子萬孫) และ ชีวิตยืนยาวฐานะร่ำรวย (เฉี่ยงเหมี่ยปู้กุ่ย-長命富貴) โดยทั่วไปจะใช้พาดบนโลงศพเท่ากับจำนวนลูกผู้ตาย เมื่อเสร็จสิ้นพิธีศพทุกขั้นตอน ก็จะแจกจ่ายให้ลูกแต่ละคนรับไปเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง

ชอเซ้ง แซ่ตั้ง ทายาทร้าน ‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อย

“พวกนี้เป็นโคมลูกหลาน เขียนเหมือนกันหมด ใช้ทีเดียวเยอะ พวกนี้ไม่ต้องเขียนเลย สกรีนเอาง่ายกว่า” ชอเซ้งเอ่ยพร้อมกับสาธิตวิธีการรีดให้ดูสด ๆ กับตา “ใช้ไม้รีดสีมันเข้าไปในกระดาษ ก็เหมือนที่เขาสกรีนลงเสื้อแหละ ทำแบบเดียวกัน”

งานสกรีนพอช่วยแบ่งเบาภาระในร้านชุงแซที่วันนี้มีแค่สองสามีภรรยาช่วยกันทำไปได้บ้าง แต่ก็ช่วยได้แค่โคมลูกหลานในงานศพเพียงอย่างเดียว เพราะงานโดยมากของนายช่างเซ้งยังจำเป็นต้องหยิบพู่กัน จุ่มสีอะคริลิก วาดด้วยสองมือที่คล่องแคล่วสวนทางกับวัยคู่นี้อยู่ดี

“ส่วนใหญ่ที่เขียนจะเป็นคำอวยพร เป็นชื่อเจ้า หรือไม่ก็เขียน ‘หะเจ่งเผ่งอัง-合衆平安’ ที่แปลว่า ‘ทุกผู้ทุกคนสงบสุข’ ข้างหนึ่ง”

‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อยกับการเขียนลายโคมแบบแต้จิ๋วจากเตี่ยมานานถึง 4 ทศวรรษ และยังไม่มีใครสานต่อ

โคมลักษณะนี้จะเป็นโคมที่ใช้ไหว้เจ้า ถวายศาลเจ้า หรือใช้เนื่องในงานขอบคุณเทพเจ้าปลายปี ซึ่งเทพเจ้าจีนมีมากมาย เช่นเดียวกับชุมชนที่มีชื่อแตกต่างกัน งานสกรีนย่อมไม่สามารถทำได้ หลังติดกระดาษเคลือบน้ำมันเสร็จแล้ว ชอเซ้งต้องวาดเขียนทุกอย่างบนโคมเกลี้ยง ๆ ด้วยมือตัวเอง

“พวกของศาลเจ้านี่ยังไงเขาก็ต้องใช้ ปีนึงเปลี่ยนครั้งนึง แล้วเขาก็ต้องใช้ทุกปี เราเลยมีงานตลอด บางทีเขาให้เราเขียน บางทีเขาเอาไปเขียนเอง ต้องให้เขาสั่งมาเราถึงเขียน

‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อยกับการเขียนลายโคมแบบแต้จิ๋วจากเตี่ยมานานถึง 4 ทศวรรษ และยังไม่มีใครสานต่อ

“ชื่อเทพเจ้าที่เขียนก็เยอะแยะเลย เช่น ปึงเถ่ากง (เทพเจ้าผู้คุ้มครองชุมชน) หรือ ทีตี่แป่บ้อ (เจ้าพ่อเจ้าแม่ฟ้าดิน)” คนสร้างงานพลิกให้ดูชื่อเทพเจ้าที่จะนำไปแขวนหน้าศาลฟ้าดินที่ใดสักแห่ง

ส่วนลวดลายตกแต่งอย่างลายดอกไม้บนยอด บนฐาน หรือด้านข้างตัวอักษรก็แล้วแต่กรณีไป บางใบเป็นสติกเกอร์ที่ถูกพรินต์ออกมาแปะโดยเฉพาะ บางลายก็ต้องให้ถึงมือนายช่างใหญ่เขียนภาพเอง

“อย่างลายมังกรใบใหญ่นี่ต้องวาด วาดกับมือ”

‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อยกับการเขียนลายโคมแบบแต้จิ๋วจากเตี่ยมานานถึง 4 ทศวรรษ และยังไม่มีใครสานต่อ

ชมใบใหญ่สุดที่หนึ่งคนโอบไม่ไหวไปแล้ว ก็มาถึงตาของใบเล็กสุดซึ่งถือได้ด้วยมือเดียว

“อย่างนี้คู่เล็กสุด เขาเรียก ‘เต็งหลั่งเกี้ย’ แปลว่าลูกของเต็งลั้ง ปกติใช้แขวนกับตี่จู่เอี๊ย”

‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อยกับการเขียนลายโคมแบบแต้จิ๋วจากเตี่ยมานานถึง 4 ทศวรรษ และยังไม่มีใครสานต่อ

ความที่ชาวจีนนิยมถือฤกษ์ปลายปีต่อต้นปีในการประดับโคมใบใหม่ บางรายการถูกสั่งจองข้ามปี งานของชุงแซจึงมีมากในช่วงก่อนตรุษจีน หลายวันต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อให้ได้สินค้าทันเวลา ต้องรอจนกว่าจะผ่านพ้นวันขึ้นปีใหม่จีนไปได้สักเดือนหนึ่ง ชอเซ้งถึงเริ่มมีเวลาพักผ่อนให้กับตัวเอง

“มันไม่ว่างอ่า” เลยกลายเป็นคำพูดติดปากของช่างเขียนโคมวัยชราที่เราได้ยินตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ติดต่อกันทางโทรศัพท์ จวบจนเรามายืนชมผลงานของเขาถึงในร้าน

ความไม่ว่างของนายช่างชอเซ้ง แซ่ตั้ง เป็นที่ประจักษ์ได้จากลูกค้าที่ทยอยแวะเวียนมารับโคมที่สั่งเขาทำทุกวี่ทุกวัน หนึ่งในนั้นคือตัวแทนจากศาลเจ้าแห่งหนึ่งแถวฝั่งธนฯ ที่ดั้นด้นมาถึงที่นี่

‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อยกับการเขียนลายโคมแบบแต้จิ๋วจากเตี่ยมานานถึง 4 ทศวรรษ และยังไม่มีใครสานต่อ

“หน้าร้านเขารับมา เราก็รับจ้างทำ จังหวัดไหนให้ไปส่งก็มี มีตัวแทนที่มารับ”

ใช่เพียงประสบการณ์กว่า 40 ปีที่เป็นเครื่องการันตีฝีมือการเขียนลายโคมอันเลอเลิศของเซ้ง อีกสาเหตุหนึ่งที่โคมยี่ห้อชุงแซขายดีเป็นเทน้ำเทท่าอย่างนี้ก็เพราะร้านอื่นทยอยล้มหายตายจาก

“นอกจากร้านนี้ก็มีร้านที่ข้างวัดพลับพลาชัย นอกนั้นก็คือเลิกทำไปเยอะแล้ว เมื่อก่อนเจ้าหลัก ๆ จะอยู่รวมกันที่ตรอกโรงโคม ข้างตลาดเก่าเยาวราช ตอนนี้ไม่เหลือแล้ว ที่เลิกทำกันไปเพราะเขาหมดไฟ อายุเยอะ เสียไปแล้ว ไม่เหลือคนมาทำต่อแล้ว”

แล้ววันหนึ่งชุงแซก็คงเป็นเช่นเดียวกับร้านเพื่อนร่วมวงการ ด้วยเหตุที่ชอเซ้งไร้ลูกขาดหลานจะมาสืบสานวิชาเขียนโคมกระดาษที่เขาได้รับตกทอดจากอาเตี่ย

‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อยกับการเขียนลายโคมแบบแต้จิ๋วจากเตี่ยมานานถึง 4 ทศวรรษ และยังไม่มีใครสานต่อ

“หลังจากนี้ก็คงไม่มีคนสืบทอดหรอก ลูกไม่มี หลานก็ทำงานของเขาดีอยู่แล้ว โคมงานศพก็ใช้น้อยลง เพราะเดี๋ยวนี้คนสมัยใหม่เขาเผา ทำพิธีแบบไทยไปเลย ก็จะไม่ได้ใช้โคม อีกหน่อยก็จะไม่มีแล้วล่ะ”

เมื่อถามว่าอะไรคือสาเหตุที่ ‘อาแปะเซ้ง’ ยังทนนั่งหลังขดหลังแข็งตกแต่งโคมอยู่จนถึงวันนี้ เขาตอบทันทีว่า “ความสุข”

“ทำงานนี้ก็ประทังชีวิตได้ จะเอาอะไรมากมาย” ช่างทำเต็งลั้งคนสุดท้ายในตลาดน้อยพูด และดูเหมือนจะเป็นครั้งแรกที่เขายิ้มออกมาตลอดการสนทนาพาทีกับเรา “ทำงานเราก็ต้องมีความสุขสิ ทำงานแล้วจะมีความทุกข์ได้ยังไง คนไม่มีงานโน่นสิถึงจะไม่มีความสุข”

แม้ว่าวันหนึ่งข้างหน้า ชื่อของ ‘ชุงแซ’ จะถูกกลบกลืนไปด้วยกงล้อแห่งกาลเวลา แต่ตราบเท่าที่ชอเซ้งยังมีลมหายใจและกำลังวังชาพร้อม ห้องแถวคับแคบแห่งนี้ก็จะพร้อมจะมอบสีสันสดสวยคู่แสงไฟในดวงโคมด้วยความสุขที่เขาได้รับจากการทำงานมานานปี

‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อยกับการเขียนลายโคมแบบแต้จิ๋วจากเตี่ยมานานถึง 4 ทศวรรษ และยังไม่มีใครสานต่อ

สำหรับใครที่อยากสัมผัสบรรยากาศร้านทำโคมเต็งลั้ง เย็นวันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2566 นี้ ร้านชุงแซจะเปิดให้เยี่ยมชมเป็นกรณีพิเศษเพื่อต้อนรับทริป Walk with The Cloud : A Lanterning Talad Noi’

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load