หากวันนี้คุณอยากเดินทางออกไปจากเมืองที่อาศัยอยู่ เพื่อไปปะทะกับแดดจ้า ลมโชย ไอดิน และกลิ่นของแม่น้ำ ขอแสดงความเสียใจ สถานการณ์ในโลกตอนนี้คงไม่อนุญาตให้เราได้ออกจากบ้านได้ง่ายดายเท่าไรนัก

แต่เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ 

เราจะพาคุณออกเดินทางผ่านตัวอักษรแทน ซึ่งไกด์นำทางของเราในวันนี้คือ งบ-ธัชรวี หาริกุล เจ้าของแบรนด์ Thailand Outdoor และผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Thailandoutdoor.com ตำนานของวงการ ‘กิจกรรมกลางแจ้ง’ เมืองไทย ที่ทุกวันนี้กลายมาเป็นชุมชนของผู้คนที่มีไลฟ์สไตล์ชีวิตกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

ธัชรวี หาริกุล ทิ้งชีวิต IBM เพื่อตั้ง Thailand Outdoor ชุมชนกลางแจ้งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

เนื้อหาของทริปในวันนี้ไม่ไกลไปกว่าเส้นทางชีวิตของตัวงบเอง แต่ระหว่างทางเหล่านั้น ผู้อ่านจะได้พบกับธรรมชาติมากล้น ทั้งหุบเขาเขียวชอุ่ม น้ำตกลึกลับกลางชุมชนกะเหรี่ยง พระจันทร์ริมหาดทรายที่แวดล้อมด้วยดาวนับแสน ฯลฯ เพราะชีวิตของงบคือชีวิตของผู้ชายกลางแจ้งอย่างแท้จริง มันจึงเต็มไปด้วยฉากของธรรมชาติที่น่าตื่นตะลึง 

กว่า 20 ปีที่ผ่านมา เขาออกจากบ้านเพื่อไปตั้งแคมป์ เดินป่า พายเรือมาแล้วหลายร้อยทริป ซึ่งเหตุผลที่ชวนให้เขาออกไปนั้น มีไม่มากไปกว่าการได้ไปใช้ลมหายใจอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ

ช่วงหนึ่งของบทสนทนา เขาเล่าถึงช่วงเวลาแสนวิเศษที่ธรรมชาติมอบให้กับเขาว่า

“ตอนนั้นผมต้องลุกขึ้นมา เอากระดาษกับปากกามาเขียนบันทึกความรู้สึกนั้นไว้ นอนไม่ได้เพราะไม่อยากจะพลาดโอกาสที่จะสัมผัสโมเมนต์นั้น”

หากอยากรู้ว่าช่วงเวลานั้นคืออะไร ผู้อ่านคงต้องลองออกเดินตามเขาไป รับรองกว่าหลังจากจบทริปนี้ คุณจะได้รู้จักกับผืนป่าที่เขาเคยเดิน สายน้ำที่เขาเคยล่อง รวมไปถึงความสวยงามของธรรมชาติที่เขาหลงใหลมากขึ้น

ธัชรวี หาริกุล ทิ้งชีวิต IBM เพื่อตั้ง Thailand Outdoor ชุมชนกลางแจ้งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

เริ่มต้นชีวิตที่กลางแจ้ง

ถ้าให้นิยามคำว่าชีวิตกลางแจ้ง คุณจะนิยามว่ามันเป็นไลฟ์สไตล์แบบไหน

ผมคิดว่านิยามของมันอาจเป็นการเอาตัวเองออกไปพักจากความเป็นเมืองที่มันห่อหุ้มตัวเราอยู่ ออกไปอยู่กับธรรมชาติ ให้เราได้พักจากสิ่งวุ่นวายรอบตัว ไปรู้จักคำว่า ‘ชีวิตจริง’ ออกไปเดินป่า พายเรือ ดำน้ำ ทุกอย่างที่เป็นการออกไปสู่ธรรมชาติ ถึงแม้ชั่วคราวก็ตาม เพราะสุดท้ายเราต้องกลับมาใช้ชีวิตอยู่ในสังคม ยังต้องดิ้นรนเลี้ยงชีพอยู่ดี แต่การได้เอาความคิดออกไปจากสังคมเมืองบ้าง พักผ่อนจากเรื่องเหล่านี้บ้าง ผมว่านั่นแหละคือชีวิตกลางแจ้งจริง ๆ

ชีวิตกลางแจ้งของคุณเริ่มต้นจากตรงไหน

มันมาจากแรงบันดาลใจหลาย ๆ อย่างร่วมกัน ส่วนหนึ่งคือพ่อของเราเขาชอบเที่ยวป่า สมัยก่อนผมเกิด พ่อจะพาพี่สาว พี่ชาย ขับรถจี๊ปไปเที่ยวกัน แต่พอเราโตมาสักแปดถึงสิบขวบ เขาก็เริ่มพาเราเที่ยวด้วย ซึ่งทำให้เราเริ่มชอบมาตั้งแต่นั้น

นอกจากนี้ก็ยังมีแรงบันดาลใจจากการอ่านนิยายด้วย คือเรื่อง เพชรพระอุมา กับ ล่องไพร ล่องไพร เป็นนิยายที่เก่ามาก น่าจะเป็นนิยายที่เกี่ยวกับป่าฉบับแรกของประเทศไทย ซึ่งเราก็เอาชื่อตัวละครจากนิยายเรื่องนี้มาเป็นนามปากกาที่ใช้เขียน คือ ‘ตาเกิ้น’ ก็เป็นพรานกะเหรี่ยงแก่ ๆ ในนิยาย ล่องไพร

อย่างตอนทำเว็บไซต์เราก็เขียนเกี่ยวกับเรื่องปืนทุกกระบอกใน เพชรพระอุมา เพราะเราเป็นคนชอบปืน แล้วก็อ่าน เพชรพระอุมา หลายรอบ ยุคนั้นเป็นยุคเริ่มต้นของอินเทอร์เน็ต คนที่อ่าน เพชรพระอุมา ไม่เคยเห็นภาพว่าปืนแต่ละชนิดหน้าตาเป็นยังไง เราก็เขียนออกมาหมดเลยว่าปืนที่อยู่ในนิยายเรื่องนี้มีอะไรบ้าง หน้าตาเป็นยังไง ปรากฏว่าครูพนมเทียนแกเห็นเลยให้คนมาตามว่าคนนี้เป็นใคร อยากคุยด้วย ก็เลยมีโอกาสได้พบท่านตั้งแต่ยี่สิบปีที่แล้ว แกก็เอ็นดูเราเหมือนเป็นลูกเป็นหลาน เพราะผมอายุเท่าๆ กับลูกของแก จากนั้นก็มีโอกาสได้ไปหาแกทุกปีๆ 

นิยายสองเรื่องนี้คือแรงบันดาลใจที่ทำให้ทนแดด ทนฝน

ทริปที่ทำให้คุณหลงใหลชีวิตเอาต์ดอร์จริงๆ คือทริปไหน

เป็นทริปที่เราได้ลุยเดี่ยวเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นช่วงอายุประมาณสามสิบกว่า ตอนนั้นบังเอิญมีคนรู้จักเป็นนักเขียนอยู่ที่อนุสาร อ.ส.ท. วันหนึ่งเขาพูดกับผมว่า “พี่ ผมรู้ว่าพี่ชอบแม่น้ำ เพราะเวลาถ่ายรูปก็จะมีแต่แม่น้ำ แล้วก็เขียนถึงแม่น้ำ ผมอยากให้พี่ไปเที่ยวแม่น้ำสายหนึ่งชื่อแม่เงา ที่ชื่อแม่เงาเพราะว่ามันใสเหมือนกระจกและมันสวยมาก” เราก็เลยชวนเพื่อนคนหนึ่งไปด้วยกันกับเรา

พอไปถึงก็ได้เจอกับหัวหน้าอุทยานฯ เขาเล่าว่าแถวนี้ชาวกะเหรี่ยงลือกันว่าในพื้นที่นี้มีน้ำตก แต่คนเมืองยังไม่เคยมีใครไปเห็น ผมตื่นเต้นมาก รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นอินเดียน่าโจนส์กำลังจะไปสำรวจน้ำตก เหมือนคนในยุคก่อนอย่าง พี่ดวงดาว สุวรรณรังษี ที่ไปเจอน้ำตกทีลอซูแล้วถ่ายรูปออกมา แต่เจ้าหน้าที่ก็บอกว่ามันไกล ต้องนั่งเรือเข้าไปแล้วเดินขึ้นเขาที่ชันมากๆ อีกสองวัน

ผมเลยกลับมาทำการบ้านใหม่ และพบว่าถ้าเริ่มต้นเดินทางจากฝั่งอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ จะใช้เวลาเดินไม่ถึงหนึ่งวัน แล้วก็ไม่ต้องขึ้นเขาด้วย ตอนนั้นเราอยู่ป่ากันมาเจ็ดวันแล้ว ผมเลยต้องโทรไปลางานเพิ่ม ส่วนเพื่อนที่ไปด้วยกันวันลาหมดเลยต้องกลับกรุงเทพฯ เหลือผมคนเดียว สุดท้ายก็เลยได้ไปกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้อีกสามคน เราเดินหลงป่ากันอยู่หนึ่งวันกว่าจะไปเจอน้ำตก ซึ่งมันมีชื่อที่ชาวกะเหรี่ยงตั้งไว้ว่า ‘โอโละโกร’ เป็นน้ำตกที่ใหญ่มาก สูงเป็นร้อยเมตร หลังจากนั้นเราก็หลงป่าอีกสองวันกว่าจะกลับออกมาได้ ผมเลยผูกพันกับที่นั่นมาก สนิทกับทั้งเจ้าหน้าที่ป่าไม้และชาวบ้าน

คุณฝึกทักษะในการเดินป่าและใช้ชีวิตในธรรมชาติจากที่ไหน

หลักๆ ก็คงเป็นเจ้าหน้าที่อุทยานและชาวบ้านนี่แหละที่เป็นคนให้ความรู้เรา นอกจากนี้ในนิตยสาร ชีวิตกลางแจ้ง ก็บอกเล่าเรื่องเหล่านี้ทุกเรื่อง ทั้งการใช้แผนที่นำทาง การใช้เข็มทิศ แม้กระทั่งวิธีผูกเบ็ดตกปลา ผมเริ่มอ่านชีวิตกลางแจ้งตั้งแต่อายุสิบสี่ปี และซื้ออ่านทุกเดือนนับตั้งแต่ฉบับแรกใน พ.ศ. 2524 ต้องเล่าว่านิตยสารเล่มนี้มีทุกมิติของคนที่ชอบชีวิตกลางแจ้ง ตั้งแต่การเดินป่า ตกปลา ดูนก พายเรือ ยิงธนู ยิงปืน ทุกอย่างรวมอยู่ในเล่มเดียวกันหมด เราที่เป็นคนเมือง อาศัยอยู่ในเมือง พอได้อ่านนิตยสารเล่มนี้ก็ทำให้เราได้รู้ว่าโลกข้างนอกมันมีสิ่งต่าง ๆ ให้เราทำอีกมาก มีคนไปตกปลาตัวใหญ่ ๆ ที่สิมิลัน หรือว่าเดินป่า ขึ้นดอยที่เราไม่เคยได้ยินชื่อ คือมันให้จินตนาการกับเรา 

นอกจากนี้เราก็ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง อย่างตอนที่ผมไปเที่ยวทุ่งใหญ่นเรศวรกับชาวกะเหรี่ยง เขามีข้าวสารที่ห่อไปในผ้าขาวม้า มีดหนึ่งเล่ม เกลือ แล้วก็พริก นอกนั้นก็ไปหาเอาระหว่างทาง จับปลาบ้าง เก็บผัก เก็บเห็ด แล้วก็ก่อไฟ แม้แต่หม้อยังไม่ได้เอาไปเลย ทุกอย่างใช้ไม้ไผ่หมด พอเราซึ่งเป็นคนเมืองไปเห็น ได้คุยกับเขา ไปเที่ยวที่บ้านเขา เราก็ได้เรียนรู้วิธีอยู่กับธรรมชาติจากเขา

ธัชรวี หาริกุล ทิ้งชีวิต IBM เพื่อตั้ง Thailand Outdoor ชุมชนกลางแจ้งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย
ธัชรวี หาริกุล ทิ้งชีวิต IBM เพื่อตั้ง Thailand Outdoor ชุมชนกลางแจ้งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

Thailand Outdoor ชุมชนที่มีจุดเริ่มต้นจากสนามยิงธนู

Thailandoutdoor.com มีที่มาที่ไปอย่างไร

มันเริ่มจากการที่นิตยสาร ชีวิตกลางแจ้ง ปิดตัวลงใน พ.ศ. 2534 ตอนนั้นด้วยความที่เราชอบมันมาก เราก็มานั่งคุยกับเพื่อนว่าอยากให้มีนิตยสารแบบนี้อีก พอดีกับตอนนั้นอินเทอร์เน็ตเพิ่งมาถึงเมืองไทยใหม่ๆ เลย ก็เลยเกิดไอเดียทำนิตยสารออนไลน์กันขึ้นมา ตอนแรกที่เปิดเราใช้ชื่อ Thailand Outdoor Net Zeen แต่ตอนหลังก็ไปจดโดเมนเป็นชื่อ thailandoutdoor.com ซึ่งในเว็บไซต์ก็จะมีบทความต่างๆ คล้ายกับนิตยสาร ชีวิตกลางแจ้ง เช่น มีบทความบันทึกการท่องเที่ยวและบทความแนะนำอุปกรณ์กลางแจ้งต่างๆ

จากนั้นเว็บไซต์ก็เติบโตขึ้นและกลายเป็นแหล่งรวมของคนคอเดียวกันจากทั่วประเทศ ซึ่งจริงๆ ในวันที่เปิดมันก็มีเว็บบอร์ดที่พูดเกี่ยวกับเรื่องท่องเที่ยวเดินป่าอยู่หลายที่นะ แต่ที่เนื้อหาเกี่ยวข้องกับชีวิตกลางแจ้งจริงๆ มีที่นี่ที่เดียว ซึ่งมีทั้งเรื่องปืน ตกปลา เรื่องมีด และสารพัดสิ่ง จนชุมชนของเว็บค่อยๆ เกิดขึ้นบนออนไลน์ แต่ก็ยังไม่ได้มาพบปะพูดคุยกันในชีวิตจริง

แล้วจุดเปลี่ยนอะไรที่ทำให้เกิดคนในเว็บได้มาพบปะกัน

มันเริ่มมาจากชมรมยิงธนูที่เราชักชวนคนในเว็บบอร์ดนี่แหละมาเล่นด้วยกัน ต้องเล่าว่าสมัยก่อนผมเป็นนักกีฬายิงปืน มีวันหนึ่งเพื่อนชวนไปยิงธนูกัน ผมก็ไปยิงกันแล้วถ่ายรูปมาลงเว็บบอร์ด โอ้โห เว็บบอร์ดแทบแตกเลย เพราะว่าทุกคนอยากเล่นบ้าง เลยมีการนัดมาเล่นด้วยกันแถวหัวหมาก ซึ่งนั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้คนเจอในเว็บบอร์ดได้มารวมตัวและเจอหน้ากัน จนเกิดเป็นชมรมยิงธนูขึ้นมา 

ตอนนั้นคุณยังไม่ได้มีสนามธนูเป็นของตัวเอง

ใช่ คือตอนนั้นเรายิงธนูที่สนามแห่งหนึ่ง แต่มันก็ไม่สะดวก เพราะว่าเขาเปิดให้ยิงแค่วันอาทิตย์ตอนบ่าย พอตอนกลางคืนก็ไม่มีไฟอีก แถมคันธนูก็ไม่มีให้เลือกเพราะหาซื้อลำบาก ผมเลยคุยกับเพื่อนคนหนึ่งที่ทำเว็บไซต์มาด้วยกันตั้งแต่วันแรกว่า ถ้ามันหายากนัก เราอยากได้ คนอื่นก็อยากได้ งั้นเราเปิดร้านขายธนูเลยแล้วกัน

จุดเริ่มต้นเลยตอนนั้นร้านเรามีม็อตโต้ที่บอกว่า ‘เราจะส่งเสริมความสุขของการยิงธนูให้ทั่วถึง’ คือเราต้องการทำให้การยิงธนูเป็นสิ่งที่เข้าถึงง่าย เพราะตัวผมเองยิงธนูแล้วมีความสุขมาก ทำงานกลับมาเหนื่อยๆ ทุกวันตอนเย็นก็จะกลับมายิงธนู เพราะว่ามันสนุก สงบ ทำให้เราได้อยู่กับตัวเอง แล้วก็ได้ออกกำลังกายด้วย

คนในชมรมก็มักมาเจอกันตอนเย็นๆ นั่งคุยกันไป ใครอยากยิงธนูก็ไปยิง เพราะว่าธนูมันเสียงไม่ดัง ยิงกันไปคุยกันไปได้ สนามธนูของเราเลยเหมือนที่นั่งเล่นเอาไว้คุยกัน จนตอนหลังๆ คนที่ชอบใช้ชีวิตกลางแจ้งทั้งหลายก็หลั่งไหลมาที่ร้านธนูนี้ คุยกันไปคุยกันมาสักพักก็เริ่มคุยกันว่าผมชอบปืน ส่วนอีกคนชอบมีด บางทีก็คุยกันว่าผมชอบเดินป่า ปรากฏว่ามีหลายคนที่ชอบเดินป่าเหมือน ก็เลยเกิดกลุ่มเดินป่ารวมตัวกันขึ้นมา

ธัชรวี หาริกุล ทิ้งชีวิต IBM เพื่อตั้ง Thailand Outdoor ชุมชนกลางแจ้งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

จากสนามยิงธนู สู่ธุรกิจขายอุปกรณ์เอาต์ดอร์

หลังจากสนามยิงธนู มันมาสู่ร้านขายอุปกรณ์เอาต์ดอร์ได้อย่างไร

ต้องย้อนไปว่าสมัยก่อนผมทำงานอยู่ที่บริษัท IBM ซึ่งจะถูกส่งไปทำงานที่ต่างประเทศหลายครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งถูกส่งไปที่แคนาดาหลายเดือน เราไม่ได้เตรียมอุปกรณ์อะไรจากบ้านไปเลย ปรากฏว่าพอไปถึงที่นู่นคนเขาเดินป่า พายเรือกันเต็มเลย เพราะเป็นช่วงซัมเมอร์ เราเลยต้องไปซื้ออุปกรณ์ใหม่ทั้งหมดเพื่อออกไปเที่ยว ไปเดินป่า พายเรือที่แคนาดาอยู่พักหนึ่ง 

พอกลับมาไทยก็ได้ไปเดินป่ากับเพื่อน เราแบกอุปกรณ์จากแคนาดามาก็เลยมีอุปกรณ์ครบเซ็ตมาก ทุกคนถามว่าเราไปเอามาจากไหน อยากได้บ้าง เพราะในยุคนั้น ส่วนใหญ่เขาจะใช้เป็นอุปกรณ์ของทหารหมดเลย เป้ก็ทหาร เต็นท์ก็เป็นเต็นท์ทหาร พูดง่ายๆ คือไม่มีร้านอุปกรณ์สำหรับแคมปิ้งจริง ๆ 

ในสมัยก่อน หากอยากได้อุปกรณ์แคมป์ปิ้งจะต้องไปซื้อที่ไหน

ต้องไปจตุจักร ซึ่งก็มีทั้งของมือหนึ่งและมือสอง ส่วนในห้างก็จะมีเต็นท์ของแบรนด์ไทยขาย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเต็นท์สำหรับสามถึงสี่คน ไม่ค่อยมีเต็นท์เบาๆ สำหรับเอาไปเดินป่า

ทีนี้พอเพื่อนเดินป่าด้วยกันบอกว่าอยากได้อุปกรณ์แบบเราบ้าง มันก็เข้าอีหรอบเดิมเหมือนตอนธนูเลย เราก็ต้องฝากเพื่อนซื้อหรือหิ้วกลับมาให้โดยไม่ได้บวกกำไรอะไร จนสักพักหนึ่งเริ่มรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว เพราะคนชักจะสั่งกันเยอะ เลยมีวันหนึ่งที่นั่งคุยกัน ถ้าพวกคุณอยากได้กันขนาดนี้ ผมขนให้ไม่ไหวแล้ว เปิดร้านเลยแล้วกัน

ง่ายๆ แบบนั้น

ใช่ ยังจำวันที่ตัดสินใจทำได้เลย ตอนนั้นนั่งคุยกับเพื่อนอยู่ในป่าที่แม่ฮ่องสอน แล้วก็ตัดสินใจทำกันเลย มีหุ้นส่วนเริ่มแรกอยู่เจ็ดคน ซึ่งต้องบอกว่าโชคดีมากที่ได้คนเหล่านี้มาเป็นหุ้นส่วน เพราะเป็นเพื่อนที่ยิงธนูด้วยกัน นิสัยดีทุกคน บ้าทุกคน มีคนหนึ่งที่เป็นเจ้าพ่อเอาต์ดอร์จริงๆ ชื่อไอ้ป๊อป มันเคยทำงานอยู่ที่บริษัทฝรั่งชื่อว่า Outward Bound ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำออแกไนซ์ กิจกรรมกลางแจ้ง เพราะฉะนั้น มันรู้จักอุปกรณ์ทุกอย่าง เลยยกให้เป็นผู้ดูแลและจัดการร้านคนแรก

หน้าร้านแห่งแรกของ Thailand Outdoor คือมุมเล็กๆ ขนาด 3 x 4 เมตรของสนามธนูนี่แหละ โดยม็อตโต้แต่เดิมของร้านเราคือ ‘ผู้สนับสนุนการนอนกลางดิน กินกลางทรายอย่างเป็นทางการ’ คือเราเน้นว่าต้องไปเที่ยวแบบไม่ลำบาก ไม่ต้องไปทรมาน เปียกฝน ก่อกองไฟ เราต้องการสนับสนุนให้ทุกคนมีอุปกรณ์กลางแจ้งที่ดี ไปแบบสะดวกสบาย ‘เป็นทางการ’

ทำไมคุณถึงกล้าตัดสินใจทำธุรกิจของตัวเอง ขณะที่ยังทำงานประจำอยู่

ช่วงนั้นมันมีจุดเปลี่ยนหลายอย่าง ตอนแรกที่เปิดร้าน Thailand Outdoor คือประมาณ พ.ศ. 2552 บังเอิญปีนั้นคุณพ่อของผมป่วยหนัก เราก็ดูแล้วว่าพ่อคงอยู่ได้ไม่นาน เลยไปคุยกับเจ้านายที่ IBM ซึ่งเป็นบริษัทที่เราทำงานมาสิบเก้าปีว่า ผมขอ Leave Without Pay เพื่อไปใช้เวลากับพ่อ ความตั้งใจตอนนั้นไม่ได้ต้องการจะหยุดเพื่อมาดูร้าน แต่พอเราหยุดเพื่อมาดูพ่อ พอดีว่ามันมีเวลาว่าง เราก็เลยมาดูแลร้านธนูและร้าน Thailand Outdoor ไปด้วย

พอครบกำหนดต้องกลับไปทำงาน คุณพ่อก็เสียชีวิตจริงๆ ตอนนั้นจำได้ว่าลาไปเก้าเดือน ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงธันวาคม พอกลับไปเจ้านายก็บอกว่ารออยู่นะ มีตำแหน่งรอไว้ให้เลย ผมก็คิดหนักมากว่าจะกลับไปทำดีไหม เพราะร้านมันเพิ่งเปิด กำลังอยู่ในช่วงตั้งไข่ แต่ขณะเดียวกันเราก็เสียดายเงินเดือน

ผมลองคำนวณดู ถ้าทำงานที่ร้าน เราจะได้เงินประมาณห้าเปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน เพราะว่ามันเพิ่งเริ่ม ยังทำรายได้ไม่มาก เราคิดแล้วคิดอีก จนถึงวันต้องกลับไปที่ IBM ก็ยังคิดไม่ตก แต่พอเราเปิดประตูเข้าไปในบริษัทแล้วเรารู้สึกว่ามันไม่ใช่เราอีกแล้ว เหมือนกับคำพูดหนึ่งที่บอกว่า 

“ถ้าหัวใจคุณรู้จักอิสรภาพแล้ว คุณจะจับมันกลับไปใส่กล่องเหมือนเดิมไม่ได้” เทียบได้กับการทำธุรกิจส่วนตัวมา มันมีอิสระในการทำสิ่งที่เราอยากจะทำ มีความสุขที่ได้เจอผู้คนที่เดินเข้ามาแล้วเขาชอบการใช้ชีวิตกลางแจ้งเหมือนกัน มาคุยกันว่าอยากไปเที่ยวที่โน่นที่นี่ ไปเที่ยวด้วยกัน เราไม่สามารถกลับไปทำงานรูทีนเหมือนเดิมได้ สุดท้ายก็เลยเลือกที่จะเดินไปลาออก

หลังจากที่เลือกมารับเงิน 5 เปอร์เซ็นต์แล้วเป็นอย่างไรบ้าง

ทุกวันนี้ผ่านมาสิบสองปีแล้วก็ยังได้ไม่เท่ากับที่เคยได้ตอนนั้นเลย (หัวเราะ) แต่มีความสุขกว่าเยอะ เราได้ออกไปเจอชีวิตอีกแบบหนึ่งที่มันให้อิสระทางความคิด ให้อิสระที่เราจะบริหารงานในแบบของเราเอง เราเอาความรู้ที่ได้จาก IBM มาเลือกใช้ได้ แล้วบริษัทของเรามันก็ค่อยๆ โตขึ้นมา ทั้งร้านธนู และร้าน Thailand Outdoor เราเลือกแบรนด์ที่เราอยากได้ อยากใช้เอง ไม่มีขายในเมืองไทยเราก็ขอเป็นตัวแทน ทีละแบรนด์ๆ จนตอนนี้มีประมาณสี่สิบแบรนด์

การเริ่มทำธุรกิจในวัย 40 ต้นๆ เป็นเรื่องยากไหม

ถามว่ามาเริ่มต้นทำธุรกิจยากไหมก็ต้องบอกว่าไม่ยาก เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่เรามีแพสชันกับมันจริงๆ เรามีแพสชันกับเรื่องธนู เพราะเรายิงแล้วมีความสุข เราเลยอยากให้คนได้สัมผัสกับความสุขแบบนี้ เพราะฉะนั้น ตอนที่อยู่ร้านเราก็คุยได้เต็มที่เลย เราจะอธิบายเขายังไง เราเข้าใจความรู้สึกตอนที่เขาเริ่มต้นเพราะเราเคยเป็นอย่างนั้น 

ร้าน Thailand Outdoor ก็เหมือนกัน เรามีแพสชันกับมันมาก เพื่อนๆ อีกหกคนที่มาร่วมหุ้นกันก็เป็นคนที่ชอบเที่ยวป่า เวลาผลัดกันอยู่ร้าน เราตั้งใจมากกว่าเราไม่ได้อยากขายของ แต่อยากให้คนที่เดินเข้ามาเขาได้ของที่เหมาะกับการใช้งานของเขา ดีจริงๆ เหมือนกับที่เราเคยอยากได้ มันเริ่มจากตรงนั้น 

เราก็เริ่มหาของเพราะเราเชื่อว่าถ้าของที่เราอยากได้ เราใช้แล้วชอบ คนอื่นก็น่าจะชอบ ดังนั้น ในด้านการสรรหาของเราก็จะสั่งมาลองใช้จริง ส่วนของที่เราเคยใช้แล้วชอบ ก็จะไปติดต่อเป็นตัวแทนทีละแบรนด์ๆ เคยมียี่ห้ออื่นติดต่อมาเราก็ปฏิเสธ เพราะว่าเราจะเอาเฉพาะยี่ห้อที่เราเคยใช้แล้วชอบเท่านั้น 

ข้อดีหนึ่งของการออกมาทำธุรกิจเอง คือคุณได้มีเวลาได้ไปเที่ยวมากขึ้นหรือเปล่า

ใช่ เพื่อนๆ ที่ IBM เขาก็ถามว่ามันเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน เปลี่ยนไปยังไง เราก็บอกว่า ตอนอยู่ที่นู่นผมทำงาน ห้าวัน เที่ยวสองวัน ตอนนี้ผมเที่ยวห้าวัน ทำงานสองวัน แต่ได้เงินแค่ห้าเปอร์เซ็นต์ของที่เคยทำอยู่นะ แล้วมันก็มีคำหนึ่งที่เพื่อนเคยถามว่า ออกมาทำงานเองเหนื่อยไหม เราก็ตอบว่าเหนื่อย เพราะมันไม่มีวันหยุด อย่างเมื่อก่อนเราทำงานบริษัทก็คือ ทำงานห้าวัน ถ้าเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ เราก็วางแผนไปเที่ยวแล้ว พอทำงานส่วนตัวมันไม่ได้หยุดหรอก เพราะต้องคิดทุกวัน 

มันต่างกันนิดเดียว คือตอนทำงานที่บริษัท ทุกเช้าที่ตื่นมาเราต้องปลุกใจตัวเองให้ไปทำงาน แต่พอมาทำงานส่วนตัว เราต้องบอกตัวเองว่า เฮ้ย ใจเย็นๆ ก่อน เดี๋ยวค่อยๆ ทำ เพราะทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมา ในหัวเรามีแต่สิ่งที่อยากทำเต็มไปหมด มันต่างกันแค่นี้เอง

ธัชรวี หาริกุล ทิ้งชีวิต IBM เพื่อตั้ง Thailand Outdoor ชุมชนกลางแจ้งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

ประสบการณ์การเดินทางที่ ‘ไม่จำกัด’

การเดินทางครั้งไหนของคุณที่ประทับใจที่สุด

มีหลายครั้ง แต่มีทริปหนึ่งที่เปลี่ยนความคิดของผมเลย คือทริปที่ได้ไปกับบริษัท Fjällräven ซึ่งเป็นแบรนด์เสื้อผ้าสำหรับใส่ทำกิจกรรมกลางแจ้ง ตอนนั้นเขาจัดทริปเดินป่าชื่อ Fjällräven Classic ซึ่งเป็นการเดินทางไกลระยะทางหนึ่งร้อยสิบกิโลเมตร ตอนนั้นเราเที่ยวป่ามาเป็นสิบๆ ปีแต่ไม่เคยเดินเกินสามสิบกิโลเมตร ทริปนี้จึงน่าตื่นเต้นมากสำหรับเรา

ตอนนั้นเรารวมตัวกับคนที่เป็นหุ้นส่วนและลูกค้าใกล้ชิดทั้งหมดสิบสองคน เพื่อไปทริปนี้ด้วยกัน เราไปเดินกัน หนึ่งร้อยสิบกิโลเมตร ไม่มีไกด์ แต่สิ่งที่ประทับใจมากที่สุดคือ เราเห็นวัฒนธรรมการใช้ชีวิตกลางแจ้งของชาวสวีเดน คือทุกคนแบกของเอง บางคนแบกเป้ใบเบ้อเริ่มแล้วเดินไกลกว่าเราอีก เด็กตัวเล็กๆ เดินมากับพ่อแม่เขาก็ต้องแบกของด้วยตัวเอง เขาแข็งแรงมาก ใช้ชีวิตกลางแจ้งแบบแบกของเองหมด นอนตรงไหนก็ได้ ไม่มีแคมป์ไซต์ อีกอย่างที่ทึ่งมากคือ ตลอดระยะเวลาที่เดินหนึ่งร้อยสิบกิโลเมตร ผมไม่เห็นขยะแม้แต่ชิ้นเดียว ไม่มีถังขยะด้วยนะ เขาแบกของเอง ไม่ทิ้งขยะ เดินกันเองไม่มีไกด์ แล้วทุกคนในเทรลก็น่ารักมาก ไม่มีการเหยียดผิวไม่มีอะไรเลย

ตอนนั้นความรู้สึกที่เกิดขึ้นคือเราทุกคนคือเผ่าเดียวกัน เป็นเผ่ากลางแจ้งเหมือนกัน เราให้ความช่วยเหลือกันทุกอย่าง บางคนเท้าเจ็บ ก็มีคนที่ผ่านมาก็จะเอาพลาสเตอร์มาแปะให้ มาชวนคุยว่ากินกาแฟไหม คนในเทรลพูดคุยกันหมด เราใช้เวลาเดินทั้งหมดห้าวัน เกือบตาย แต่ประทับใจมาก

นอกจากความประทับใจแล้ว จุดเปลี่ยนทางความคิดที่เกิดขึ้นคืออะไร

วัฒนธรรมการเดินป่าที่ต้องเดินระยะไกลโดยพึ่งพาตัวเอง 

คือคนไทยเราไปไหนก็มีลูกหาบ สมัยก่อนผมเที่ยวก็มีลูกหาบ ส่วนเราก็แบกของแค่นิดหน่อย แต่ที่นั่นเขาพึ่งพาตัวเองและดูแลธรรมชาติเป็นอย่างดี เราเลยเกิดความคิดว่า เราจะสร้างวัฒนธรรมอย่างนี้ในเมืองไทยได้ยังไง ก็เลยคุยกับเพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนด้วยกันว่า งั้นเราทำ Fjällräven Thailand บ้างดีไหม เราก็เลยติดต่อ Fjällräven ไป บอกว่าอยากจะทำกิจกรรมนี้โดยเสนอให้จัดที่แม่เงา เพราะผมคุ้นเคยกับชาวบ้านและรู้จักเส้นทางอยู่แล้ว

ใน พ.ศ. 2561 เราก็เลยไปสำรวจเส้นทางกันจนได้เทรลที่มีความยาวห้าสิบกิโลเมตรมา ซึ่งจะเป็นการเดินบนสันเขา พาไปดูต้นน้ำ ดูป่า และให้ความรู้ระหว่างการเดินทางจำนวนสี่วัน เพื่อให้เขาได้สัมผัสและเข้าใจธรรมชาติจริงๆ

Fjällräven Thailand ที่แม่เงา เลยกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราตั้งเป็นมูลนิธิขึ้นมา ชื่อว่า ‘มูลนิธิธรรมชาติไม่จำกัด’ ขึ้น เพราะเราเชื่อว่าถ้าเราใช้ธรรมชาติอย่างถูกต้อง มันจะไม่หมดไปและไม่จำกัด คือไม่ใช่แค่การพาคนไปเที่ยวป่า แต่เป็นการอนุรักษ์ธรรมชาติไปในตัวด้วย เพราะผมมองว่าการจะทำให้การอนุรักษ์ในประเทศนี้ประสบความสำเร็จได้ เราต้องมีคนที่เข้าใจธรรมชาติจริงๆ มากกว่านี้

เราเชื่อว่าการสร้างวัฒนธรรมเดินป่าที่ดี พาคนเข้าไปสัมผัสธรรมชาติจริงๆ แบบที่แม่เงา มันจะสร้างวัฒนธรรม สร้างความรู้ ความคิดใหม่ ใช้คำว่าจริยธรรมเลยด้วยซ้ำไป อย่างที่สวีเดน ตอนเราไปเดินในเทรลเขาไม่มีตำรวจนะ ไม่มีใครมาบอกว่าทิ้งขยะปรับหนึ่งพันบาท แต่มันคือจริยธรรมที่ถูกสร้างไว้ให้คนของเขา การอนุรักษ์ การใช้ชีวิตกลางแจ้ง ในบ้านเขาถึงได้ประสบความสำเร็จ ผมว่าเราต้องเดินไปหาตรงนั้นแหละ ซึ่งมันยังอีกไกล แต่ว่านั่นคือเป้าหมายที่เราอยากจะไป

อุปสรรคที่สำคัญในงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของไทยคืออะไร

ต้องบอกว่าเรายังให้โอกาสคนไทยสัมผัสกับธรรมชาติจริงๆ น้อยเกินไป เพราะความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้บอกเล่าหรือสอนกันได้ แต่มันเป็นความรู้สึกที่คุณต้องสัมผัสและรู้สึกเอง ครูที่ผมเคารพคนหนึ่งเขาพูดคำหนึ่งอยู่เสมอว่า “ผู้รู้ย่อมเห็นเอง” การที่รู้แจ้งต้องมาจากการที่ได้พบเห็นเองจริงๆ ผมเชื่อว่าคนที่เราพาไปเดินที่แม่เงา แล้วเขาได้มีโมเมนต์ที่เห็นธรรมชาติที่เป็นธรรมชาติจริงๆ เขาจะรักมัน เขาจะรักธรรมชาติจริงๆ ไม่ใช่แค่พูดตามคนอื่น

ความรักในธรรมชาติที่คุณว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

ผมว่าการเดินป่าระยะไกลหรือการพายเรือแคนูแคมปิ้งให้ความรู้สึกนี้ได้ เพราะมันปราศจากสิ่งรบกวน ปราศจากความเจริญของเมือง บางครั้งคุณเดินเข้าไปในป่า ถ้าคุณมีโมเมนต์ที่ไม่ได้เฮฮากันมากนัก ไม่ได้โวยวายร้องเพลงกัน เป็นช่วงเวลาเงียบๆ ที่ทำให้คุณรู้สึกว่าธรรมชาติมันใหญ่มากและตัวคุณเล็กนิดเดียว มันเป็นโมเมนต์ที่คุณจะมีเวลาสังเกตต้นไม้เล็กๆ เสียงน้ำไหล หรือเสียงสัตว์ต่างๆ มันเป็นสิ่งที่คุณต้องสัมผัสด้วยตัวเอง อ่านหนังสือก็ไม่เข้าใจ คนบอกเล่า ดูภาพ ก็ไม่รู้สึก

เพราะฉะนั้น เราควรให้โอกาสคนได้เข้าไปสัมผัสธรรมชาติจริงๆ ไม่ว่าเป็นการเดินป่าระยะไกลหรือการพายเรือแคนูเลาะตามแม่น้ำ ซึ่งปัจจุบันมีโอกาสน้อยเกินไป ตอนนี้เส้นทางเดินป่าที่เปิดให้เดินอย่างเป็นทางการมีน้อยมาก น้อยกว่าสมัยผมเด็กๆ อีก มันไม่มีโรงเรียนธรรมชาติที่ให้คนได้ไปเดินและสำรวจสิ่งเหล่านี้

คุณเป็นท่องเที่ยว นักเดินทาง อะไรที่ทำให้หันมาสนใจการอนุรักษ์

ผมกลัวไม่มีป่าเดิน กลัวไม่มีปลาให้ตก กลัวไม่มีแม่น้ำให้พายเรือ

ธัชรวี หาริกุล ทิ้งชีวิต IBM เพื่อตั้ง Thailand Outdoor ชุมชนกลางแจ้งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

ธรรมชาติ คือสิ่งที่มากกว่าจุดชมวิว

ในยุคนี้การท่องเที่ยวธรรมชาติกลับมาบูมอีกครั้ง คุณคิดว่าอะไรที่ทำให้มันกลายมาเป็นที่นิยม

เพราะคนไปแล้วก็ถ่ายรูปมาลงโซเชียลมีเดียว่าวิวมันสวย คนอื่นๆ ก็ถูกดึงดูดให้ไปเพราะภาพถ่าย เขาอยากไปเห็นวิวสวยๆ กัน ซึ่งผมว่ามันก็เป็นเรื่องที่ดีนะ เพียงแต่ว่าเมื่อเขาไปแล้วเขามีโอกาสได้เรียนรู้ ได้สัมผัสธรรมชาติจริงๆ หรือเปล่า หรือไปเพื่อจะแค่ไปถ่ายรูป ถ้าไปแค่นั้นมันจะน่าเสียดายมากที่เราไม่ได้ใช้โอกาสนี้ในการทำความรู้จักกับมัน

คุณกำลังบอกว่าความจริงแล้วธรรมชาติเป็นมากกว่าแค่วิวสวยๆ

ใช่ ผมยกตัวอย่างโมเมนต์หนึ่งแล้วกัน เมื่อปีที่แล้วประมาณช่วงเดือนมีนาคม ผมไปสำรวจเส้นทางพายเรือเส้นหนึ่งแถวแม่น้ำน่านตอนล่าง มีอยู่คืนหนึ่งที่กลายมาเป็นประสบการณ์ไม่รู้ลืมเลยคือ คืนนั้นเราตั้งแคมป์อยู่ริมแม่น้ำ โดยมีฉากหลังเป็นภูเขาล้อมรอบ พลบค่ำเราก็ก่อกองไฟแล้วนอนกันบนหาดทราย มีเสียงน้ำไหลเอื่อม มีลมพัดมา แล้วดาวก็ค่อยๆ กระจ่างขึ้น คุณต้องไม่คิดแน่เลยว่าดาวมันจะเยอะขนาดนั้นได้ยังไง มันเยอะที่สุดเท่าที่คุณจะเห็นได้ มีกลิ่นควันไฟ มีลมมา พอสักสามทุ่ม พระจันทร์ก็ขึ้นจากด้านหลัง สว่างเห็นทั้งหุบเขา คุณไม่คิดว่าแสงจันทร์มันจะสว่างได้ขนาดนั้นเลย คุณเห็นแม่น้ำระยิบระยับ 

ตอนนั้นผมต้องลุกขึ้นมา เอากระดาษกับปากกามาเขียนบันทึกความรู้สึกนั้นไว้ นอนไม่ได้เพราะไม่อยากจะพลาดโอกาสที่จะสัมผัสโมเมนต์นั้น ซึ่งคนทั่วไปถ้าบรรยายแบบนี้เขาก็จะถามว่า ทำไมล่ะ ก็แม่น้ำ ก็ภูเขา ก็ดาว ไม่เห็นจะพิเศษ แต่เขาอาจจะไม่เข้าใจ ธรรมชาติบางแบบมันต้องสัมผัสและรับรู้ด้วยตัวเองจริงๆ

คุณเดินป่าสัมผัสกับธรรมชาติมากว่า 20 ปี Magic Moment แบบนี้ก็ยังไม่หายไป

ไม่หายไป มันมีแทบทุกครั้ง เพียงแต่คุณต้องเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ เดินไปในที่ที่คนน้อยลงเรื่อยๆ แล้วก็ให้ความใส่ใจกับธรรมชาติให้มากกว่าที่เคยเป็น แล้วก็จะได้สัมผัสอะไรแบบนี้ คือถ้าเราตั้งใจหาโมเมนต์แค่ตอนพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก ประมาณสิบนาที เราก็จะพลาดอะไรไปอีกเยอะ ถ้าเราจะแค่ไปดูทะเลหมอก เราอาจจะไม่ได้หันไปดูอย่างอื่นที่มันสวยงามในธรรมชาติ ซึ่ง Magic Moment พวกนี้แหละที่ทำให้ผมอยู่ในเมืองได้ไม่นาน

การได้ออกไปใช้ชีวิตกลางแจ้งมันให้ความหมาย อิทธิพล และบทเรียน กับคุณอย่างไร

การที่ออกไปใช้ชีวิตกลางแจ้งมันทำให้เรารู้ว่าชีวิตจริงเป็นยังไง พอผมพูดคำนี้ทุกคนก็จะงงๆ เพราะว่าทุกอย่างมันก็จริงหมด แต่จริงๆ แล้วการที่เราอยู่ในสังคมเมือง ความจริงมันเหมือนแก่นอยู่ตรงกลาง แล้วเรามีเปลือกที่ทับซ้อนกันมาเรื่อยๆ ซ้อนกันหลายชั้นมาก จนบางครั้งเราไม่รู้สึกว่าสิ่งสำคัญในชีวิตคืออะไร 

เราคิด กังวล อยากได้นู่นได้นี่ กังวลเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่พอเราไปอยู่ในธรรมชาติจริงๆ ได้ไปอยู่ป่าสักสี่ห้าวัน แล้วมองกลับมา จะรู้สึกว่าสิ่งที่เรากังวัล อยากได้รถ อยากซื้อนาฬิกา กลัวโน่นกลัวนี่ กังวลเรื่องโซเชียลมีเดีย โกรธเพื่อนเพราะว่าด่ากันในโซเชียลมีเดียเนื่องจากความเห็นไม่ตรงกัน พอคุณไปอยู่ในป่า คุณจะรู้สึกว่าเรื่องเหล่านี้เป็นแค่เปลือกนอกเท่านั้น เราเถียงกันในเรื่องที่ไม่ใช่สาระสำคัญของชีวิตเลย 

ผมว่านั่นเป็นผลพลอยได้หลังจากที่คุณได้สัมผัสโมเมนต์ที่เมื่อกี้เล่าให้ฟังไป แล้วคุณจะมองชีวิตกลับมาว่ามันไม่ได้ซับซ้อน ทุกวันนี้เวลาเจอเพื่อนที่ทำงานด้วยกันมาก่อน เขาก็จะมองหน้าแล้วบอกว่าอิจฉาว่ะ อิจฉาชีวิตคุณ ผมก็บอกว่าไม่ต้องอิจฉาหรอก ทุกคนมีทางเลือกของแต่ละคน ผมเลือกที่จะมาทำงานได้เงินเดือนห้าเปอร์เซ็นต์จากที่เคยได้อยู่ เขาก็เลือกวิถีชีวิตของเขา แต่ว่าถ้ามีโอกาส เราก็อยากพาเขาไปสัมผัสชีวิตอย่างที่เราได้เห็นเท่านั้นเอง

ทุกวันนี้ อะไรที่กวักมือเรียกคุณให้ออกจากบ้าน

ต้องถามว่าอะไรที่มาไล่มากกว่า เสียงดังรถติด ความวุ่นวายของผู้คน ทั้งในความจริงแล้วก็โซเชียลมีเดีย ผมว่าเราอยู่กรุงเทพฯ คุณภาพชีวิตเราควรจะดีกว่านี้ ไม่ใช่ใช้เวลาเป็นชั่วโมงกับรถติด สูดควันพิษ เวลานอนก็มีแต่เสียงดัง ไม่รู้จะทำอะไร วันๆ เปิดแต่โซเชียลมีเดียดูคนด่ากัน สิ่งเหล่านี้ไล่ผมให้ออกไปนอกเมือง ไปเดินอยู่ที่ลำธาร ตกปลา พายเรือ นอนดูพระจันทร์

คุณเชื่อในการออกไปค้นหาตัวเองผ่านการเดินทางไหม

เชื่อ ตอบได้ทันทีว่าเชื่อ แล้วผมก็คิดว่าผมค้นพบตัวเองจากการเดินทาง โลกนี้กว้างมาก เรามักหลงคิดว่าเรารู้จักตัวเองแล้ว คิดว่าโลกเป็นอย่างงั้น อย่างงี้ แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ ในโลกนี้มีธรรมชาติ วัฒนธรรม อาหาร ที่แตกต่างออกไปเยอะมาก ที่เราเคยคิดว่าชีวิตเราเป็นแบบนี้สิ่งที่ถูกต้อง สิ่งนี้ดีที่สุด การเดินทางจะช่วยให้เรารู้ว่ามันไม่ใช่แค่นั้น 

การเดินทางทำให้โลกของผมเปิดกว้าง ได้ไปเห็นความคิด ความเป็นอยู่ที่ต่างกันออกไป เราให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ คนในต่างประเทศหรือแม้กระทั่งบางซอกมุมของไทย สิ่งที่ผู้คนให้คุณค่ามันต่างจากเราเสมอ ซึ่งมันก็ทำให้วัฒนธรรมและชุดความจริงของเขาต่างออกไปด้วย

การเดินทางทำให้ผมพบตัวจริงของผมมากขึ้น พบโลกจริงๆ มากขึ้น ซึ่งผมก็อยากจะเดินทางมากกว่านี้ ไปเห็นธรรมชาติและเห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างก่อนที่มันจะหายไป

แสดงว่าคุณยังไม่มีแพลนจะหยุดเดินทาง

ไม่หยุด

ธัชรวี หาริกุล ทิ้งชีวิต IBM เพื่อตั้ง Thailand Outdoor ชุมชนกลางแจ้งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

Writer

คณพล วงศ์วิเศษไพบูลย์

นักเขียนอิสระ ที่กำลังลองทำงานหลายๆ แบบ ชอบลี้คิมฮวง ต้นไม้ เพลงแก่ๆ มีความฝันอยากทำฟาร์มออร์แกนิก และล่าสุดเขียนจดหมายสะสมลงในเพจ In the Letter

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“โอ้ หนักพอสมควร” พิธีกรชายรายการหนึ่งพูดเมื่อลองถือเข็มขัดแชมป์โลก WBC ออกอากาศ

หนักครับ” วันนั้น แหลม-ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น เจ้าของเข็มขัดรับคำพิธีกรด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะประคองเข็มขัดเส้นนั้นกลับมาวางไว้ตำแหน่งเดิม

นาทีนี้นับเป็นจังหวะชีวิตที่ดีของศรีสะเกษ ใครที่ติดตามข่าวสารบ้านเมือง ย่อมผ่านตาข่าวการป้องกันแชมป์โลกครั้งล่าสุดของยอดนักชกจากศรีสะเกษ ตอนนี้คือช่วงเวลาทองของเขา โอกาสที่ไม่เคยได้ก็ได้รับ เสียงแซ่ซ้องดังมาจากทุกสารทิศไม่เพียงในประเทศไทย

แม้ทุกอย่างฟังดูหอมหวาน แต่หากใครลองได้ยินได้ฟังชีวิตเขาที่ผ่านมาย่อมรู้ว่ามันไม่ได้หอมหวนชวนฝันเช่นนั้น

มันหนักกว่าเข็มขัดที่เขาเป็นเจ้าของเสียอีก

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ผมเดินทางไปยังค่ายมวยนครหลวงโปรโมชั่นย่านรัตนาธิเบศร์ตามเวลานัด นอกจากอยากนั่งฟังเขาเล่าถึงชีวิตอันหนักหนาที่ผ่านมา ผมยังอยากรู้ว่าเบื้องหลังความสำเร็จของเขาประกอบด้วยอะไรบ้าง ในวันที่ไม่มีใครเชื่อมั่นในตัวเขา มีใครบ้างที่อยู่เคียงข้างและหนุนหลัง แล้วผ่านพ้นคืนวันเหล่านั้นมาอย่างไร

แบงค์-เธียรชัย พิสิฐวุฒินันท์ ลูกชายคนเล็กของ เสี่ยฮุย-สุรชาติ พิสิฐวุฒินันท์ แห่งค่ายนครหลวงโปรโมชั่นเดินมารับผมที่ฝั่งตรงข้ามซอยซึ่งเป็นที่ตั้งของค่ายมวยช่วงใกล้หัวค่ำ ตอนนั้นผมยังไม่รู้ว่าชายวัยเพียง 28 ผู้นี้คือผู้อยู่เบื้องหลังคนสำคัญที่ทำให้ศรีสะเกษกลับมาผงาดในวงการมวยอีกครั้ง

ชายหนุ่มเดินนำทางจนมาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านหลังหนึ่งขนาดราว 150 ตารางวา มองจากหน้าบ้านแทบไม่มีอะไรบ่งบอกว่าที่แห่งนี้คือสถานที่ผลิตนักชกแชมป์โลก เมื่อก้าวเท้าเข้าไปในบ้านจึงเห็นเวทีมวยอยู่ทางซ้าย ในขณะที่ด้านขวามีกระสอบทรายและเป้าไว้สำหรับซ้อมอยู่จำนวนหนึ่ง

บรรยากาศยามเย็นเงียบสงบเนื่องจากสิ้นสุดเวลาซ้อมของนักมวยในค่าย เมื่อเดินเข้าไปถึงตัวบ้านหมาพันธุ์ไซบีเรียนฮัสกี้ตัวหนึ่งก็วิ่งออกมาต้อนรับ

ออสการ์” แบงค์เรียกชื่อมัน ก่อนเฉลยว่าออสการ์ที่ว่ามาจากชื่อของยอดนักชกอย่าง Oscar De La Hoya (ออสการ์ เดอ ลา โฮย่า) ผมนึกในใจว่าโชคดีที่มันไม่ดุเหมือนนักชกซึ่งเป็นที่มาของชื่อ

ระหว่างที่ศรีสะเกษกำลังเดินทางมาค่าย ผมกับแบงค์ได้นั่งคุยกันถึงชีวิตที่ผ่านมาของเขา

ผมว่าชีวิตพี่แหลมเริ่มมาจากพื้นเลย แล้วจึงเริ่มดีขึ้น จุดที่เปลี่ยนชีวิตของเขาแต่ละครั้งมันได้มายาก และไม่มีใครเชื่อว่าเขาจะทำได้ เหมือนเขาใช้ทุกโอกาสที่มี แล้วก็พลิกมันให้เปลี่ยนชีวิตได้ทุกครั้ง และทำได้ดีกว่าที่ทุกคนคิด” ชายหนุ่มพูดถึงสิ่งที่เขามองเห็นในตัวนักชกแชมป์โลกตั้งแต่วันที่ยังสะกดคำว่าชัยชนะไม่เป็น

รอไม่นาน นักชกขวัญใจชาวไทยคนใหม่ก็มาถึง เขามาในชุดสีเหลืองคุ้นตา ยกมือสวัสดีทุกคนที่รออยู่ในบ้านด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ไม่มีมาดของคนที่แสงไฟกำลังสาดส่อง

ก่อนที่ผมจะเริ่มถามคำถามแรกกับแหลม ผมนึกถึงอีกประโยคที่แบงค์บอกผมระหว่างนั่งคุยกัน เป็นคำตอบของคำถามที่ว่า อะไรทำให้แหลมคว้าโอกาสเปลี่ยนชีวิตที่ผ่านเข้ามาได้แทบทุกครั้ง

“ผมว่าหลักๆ คือเรื่องของใจ ใจเขาสู้มาก ซึ่งใจสู้เกิดจากอะไร ก็ต้องย้อนกลับไปดูประสบการณ์ในชีวิตเขาที่ผ่านมา”

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 1

ภาพ Román González (โรมัน กอนซาเลซ) ยอดนักชกชาวนิการากัว โดนหมัดขวาของศรีสะเกษต่อยเข้าเต็มหน้าจนกระเด็นลงไปนอนกองกับพื้นขณะที่การชกผ่านไปเพียง 4 ยก ในจอโทรทัศน์วันนั้นยังติดตาผมจนวันนี้

หากใครรู้ว่าเส้นทางชีวิตของศรีสะเกษเป็นอย่างไร ย่อมรู้สึกคล้ายกันว่ามันคล้ายความฝันมากกว่าความจริง

กันยายนปีที่แล้ว โรมัน กอนซาเลซ เพิ่งคว้าแชมป์รุ่นซูเปอร์ฟลายเวท 115 ปอนด์ ของสภามวยโลก (WBC) ซึ่งเป็นการคว้าแชมป์รุ่นที่ 4 ของเขา ขณะที่นักชกชาวไทยยังไม่รู้ชะตากรรมตัวเองด้วยซ้ำว่าจะมีโอกาสชิงแชมป์เมื่อไหร่

กันยายนปีนี้ ผมนั่งอยู่กับศรีสะเกษ โดยมีเข็มขัดแชมป์โลกวางอยู่ใกล้ๆ

“ผมไม่เคยคิดว่าจะมาเป็นแชมป์โลก ไม่ได้คิดเลย” ชายตรงหน้าพูดด้วยรอยยิ้มจริงใจ

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก แหลมเติบโตมาในครอบครัวนักมวย ปู่ อา พ่อ และน้อง 2 คนของเขาเป็นนักมวยทั้งหมด แหลมจึงเลือกเดินบนถนนสายกำปั้นแม้ในทีแรกเขาจะบอกใครต่อใครว่าไม่อยากเป็นนักมวยก็ตาม โดยตอนนั้นเขาใช้ชื่อในวงการมวยไทยว่า ‘ซูเปอร์เล็ก ศิษย์ประเทือง’

“ตอนแรกผมไม่ได้อยากต่อยมวย” แหลมเริ่มย้อนเล่าเมื่อผมชวนคุยถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด “ตอนนั้นกลัวเจ็บ ไม่กล้า แต่พอดีมีคนเขามาท้าถึงบ้าน ผมก็เลยต้องต่อย แล้วพอต่อยครั้งแรกชนะน็อกได้ ผมเลยมีกำลังใจ

ช่วงที่ชกมวยผมมีแฟน แล้วตอนนั้นมีคนดูถูกที่บ้านว่า ‘เป็นนักมวยจะทำอะไรกิน จะเลี้ยงดูกันได้เหรอ’ ผมกับแฟนก็คุยกัน เลยตัดสินใจมากรุงเทพฯ ผมจะพิสูจน์ให้คนทางบ้าน ทั้งครอบครัวของแฟนและของผม เห็นว่าเราอยู่กันได้ เราเอาตัวรอดได้ จะทำงานหรือชกมวย อะไรก็ได้”

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 2

ชายหนุ่มและคนรักเข้ากรุงเทพฯ ด้วยเงินติดตัว 500 บาท เขาว่าพอจ่ายค่าตั๋วรถไฟเรียบร้อยเหลือเงินแค่ 20 บาท และเมื่อจ่ายค่ารถโดยสารประจำทางไปเซ็นทรัล บางนาเพื่อหาพี่สาวของแฟนสาว เขาก็ไม่เหลือเงินติดตัวสักบาท

ชีวิตช่วงแรกของแหลมในกรุงเทพฯ หาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยที่เซ็นทรัล บางนา และเดินสายต่อยมวย

“ตอนนั้นผมเดินสายต่อยมวยไทย ไม่ได้มีค่าย ต่อยได้ครั้งละพัน ตอนนั้นต่อยถี่ๆ เลยครับ ต่อย 5 วัน บางทีคืนนึงต่อย 2 – 3 ครั้ง แล้วเราจะมาช้ำเอาวันสุดท้าย มีอยู่วันหนึ่งจำได้ ผมโดนชกจนมีแผลแตก หลังจากแตกเสร็จผมแพ้ ผมก็กลับมาเซ็นทรัล บางนา มาสมัครเป็นคนเก็บขยะ คือตอนที่เป็น รปภ. เราต้องตื่นตี 5 ไปทำงาน 7 โมง เลิก 5 ทุ่ม แต่พอมาเก็บขยะมันดีกว่า ตื่นตี 5 ทำงาน 7 โมง แต่ 5 โมงเย็นก็เลิกงาน

แล้วมีอยู่วันหนึ่ง ผมไปเดินเล่นที่บิ๊กซี บางนา มีหมอดูคนหนึ่งเข้ามาทัก ตอนแรกผมไม่สนใจ เขาเข้ามาดูลายมือโดยไม่เอาเงิน แล้วเขาก็บอกว่าอนาคตเราจะมีชื่อเสียง จะดัง จะรวย ผมก็ไม่เชื่อ

“เราทำงานแบบนี้จะไปดังยังไงวะ จะไปมีชื่อเสียงยังไง”

ว่าถึงตรงนี้ เขา แบงค์ และผม ก็หัวเราะพร้อมกันในสิ่งที่ ณ วันนี้เรารู้คำตอบกันอยู่แล้ว

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 3

จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของคนเรามีไม่กี่ครั้ง และใครหลายคนยังคงเฝ้ารอสิ่งนี้

วันหนึ่งจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเดินทางมาเยือนศรีสะเกษเมื่อพี่ที่รู้จักโทรมาชักชวนเขาในวัย 18 ปีไปต่อยมวยสากลที่ญี่ปุ่น และนั่นเป็นครั้งแรกที่เขาตัดสินใจเปลี่ยนจากการต่อยมวยไทยเป็นมวยสากล

“ชกครั้งแรกฉายแววเลยมั้ย” ผมถาม

“แพ้ครับ ไม่มีสภาพเลย ผมไม่ได้ซ้อมไม่ได้อะไรเลย ผมแค่หวังไปหาตังค์ แล้วก็ไปเที่ยว ตอนนั้นไปชกที่ญี่ปุ่นได้หมื่นหนึ่ง ซึ่งเยอะแล้ว ผมไปญี่ปุ่น 3 ครั้ง แพ้กลับมาทั้งหมด

ครั้งสุดท้ายผมเจ็บตัวมาก ตาปูด เขียว ช้ำไปหมด มันเจ็บมากเลยครับ วันนั้นลงมาจากเวทีแล้วไปสนามบิน ผมสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ให้เจ็บหน้า จะไม่ให้ปูดอีกแล้ว ถ้าต่อยอีกผมจะไม่ให้โดนหน้า ไม่ให้โดนคาง จนมาถึงไฟต์ที่ผมได้ต่อยกับ นวพล นครหลวงโปรโมชั่น วันนั้นถ้าผมแพ้ ผมพูดกับตัวเองว่า ผมจะไม่ต่อยแล้ว ตอนนั้นก็คิดว่าถ้าเราไม่ชนะจะต่อยไปทำไม ผมจะกลับไปทำงานเหมือนเดิม แล้วนั่นแหละจุดเปลี่ยน”

วันนั้นเขายันเสมอนวพลได้สำเร็จ และทำให้ค่ายนครหลวงโปรโมชั่นซึ่งเป็นโปรโมเตอร์จัดการแข่งขันเห็นหัวจิตหัวใจนักสู้ของเขา

ตอนนั้นยกท้ายๆ พี่แหลมใจสู้มาก เชิงมวยยังไม่ดีแต่ก็สู้จนเสมอ” แบงค์ซึ่งนั่งอยู่ในวงสนทนาด้วยเล่าถึงความประทับใจแรกพบ “หนึ่งคือ เราเห็นหัวใจ ว่าเขาใจเพชร หลังจากนั้นเลยให้พี่แหลมมาเป็นคู่ลงนวมที่ค่าย แต่ยังไม่ได้เป็นนักมวยของค่าย ซึ่งเขาขยันมาก ซ้อมเองโดยไม่ต้องบอก มุ่งมั่นมาก ค่ายเห็นแล้วว่านักมวยคนนี้ขยัน ใจเพชร หมัดหนัก ก็เลยตัดสินใจเซ็นสัญญา”

เซ็น-ในวันที่ไม่มีใครรู้จัก เซ็น-ในวันที่ศรีสะเกษยังชกแทบไม่ชนะใครสักคน เซ็น-ในวันที่การฝันถึงแชมป์โลกอาจเป็นเรื่องเพ้อฝันในสายตาใครหลายคน

หลังจากเซ็นสัญญา เขาได้รับการฝึกซ้อมอย่างจริงจังแบบที่นักมวยอาชีพควรทำ ได้รับคำแนะนำจากผู้ที่คร่ำหวอดในวงการมวยมาจนทะลุปรุโปร่งอย่างเสี่ยฮุย เจ้าของค่าย และ ‘อาจารย์ป็อป’ ลูกชายคนโตของเสี่ยฮุย ซึ่งเป็นอดีตนักชกทีมชาติเพื่อนซี้เก่าของ สมรักษ์ คำสิงห์ และเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการปั้นแชมป์โลกของค่ายมาแล้ว 3 คนก่อนหน้าศรีสะเกษ

พอย้ายมาอยู่ที่นี่อะไรๆ ก็เปลี่ยนไปเยอะ เรารู้หน้าที่มากขึ้น ตอนอยู่ค่ายเก่าเราซ้อมแบบวิ่งบ้างไม่วิ่งบ้าง ต่อยเป้าบ้างไม่ต่อยบ้าง แต่พอเรามาอยู่นี่เสี่ยฮุยคุมเอง มาทุกเช้าทุกเย็น เราก็เริ่มรู้หน้าที่ ก็ซ้อม ซ้อม ซ้อม”

ว่าถึงตรงนี้คุณจะเชื่อไหม ถ้าผมบอกว่าหลังเซ็นสัญญาเป็นนักมวยในค่ายนครหลวงโปรโมชั่น ศรีสะเกษขึ้นชก 17 ไฟต์ เขาชนะรวดทั้งหมด 17 ไฟต์ และคว้าเข็มขัดสภามวยโลกเอเชีย (WBC Asia) มาครองได้

ที่สำคัญ ชัยชนะทั้ง 17 ไฟต์ที่ว่า เขาชนะน็อกทั้งหมด

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก, แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 4

ปี 2013 ศรีสะเกษขยับเข้าใกล้ตำแหน่งแชมป์โลกเมื่อมีชื่อเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งแชมป์รุ่นซูเปอร์ฟลายเวทของสภามวยโลกจาก โยตะ ซาโตะ เจ้าของเข็มขัดในขณะนั้น

แบงค์ ลูกชายเจ้าของค่ายผู้รับหน้าที่เจรจาในการชกแต่ละไฟต์ เล่าว่า ก่อนที่นักชกจากแดนปลาดิบจะยอมมาต่อยป้องกันแชมป์กับศรีสะเกษ เขาต้องบินไปโน้มน้าวใจถึงญี่ปุ่น

“ตอนนั้นซาโตะมีคิวชกที่ญี่ปุ่นพอดี ผมจึงบินไปญี่ปุ่นเพื่อเจรจาให้ซาโตะยอมมาชกมาไทย ผมก็พาพี่แหลมไปดูด้วย แล้วก็นั่งคุยกัน พี่แหลมบอกว่าเขาดีใจมากที่จะได้ชิงแชมป์กับซาโตะ พี่แหลมบอกว่า ‘ผมแค่นั่งหลับตาแล้วนึกถึงว่าชนะ น้ำตามันไหลพรากออกมาเลย’

“เหมือนพี่แหลมเขามุ่งมั่นจริงๆ ว่าเขาได้มาถึงตรงนี้แล้ว เขาดีใจมาก อันนี้คือชีวิตที่เขาอยากได้จริงๆ เขามุ่งมั่นขนาดที่นั่งอยู่แล้วนึกภาพถึงวันที่จะเป็นแชมป์ ซึ่งไม่ใช่ทุกคนนะที่จะคิดแบบนี้”

ผมนั่งฟังชายหนุ่มเล่าโดยที่แหลมซึ่งนั่งอยู่ด้วยถึงกับประหลาดใจที่มีคนจำเรื่องราวนั้นได้ ก่อนที่เขาจะเล่าเสริม

“ตอนที่ยังไม่ได้ต่อยกับซาโตะ มีอยู่คืนหนึ่งผมนอนคิดว่า ถ้าเราได้เป็นแชมป์โลกจะเป็นยังไง แล้วน้ำตามันไหลออกมาเองเลย มันตื้นตันใจ ตอนนั้นยังไม่ได้ต่อยเลยนะ เราแค่คิดเฉยๆ ว่าเราได้เป็นแชมป์โลกแล้วมันดีใจ น้ำตามันไหลออกมาเลย มันร้องไห้เอง คืออย่างน้อยเราก็มีความหวัง ถ้าได้แชมป์ชีวิตจะเปลี่ยน

“แล้วพอขึ้นเวทีจริงมันยิ่งทำให้เราเข้มแข็งขึ้น ยิ่งทำให้เรามั่นใจขึ้น”

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก, แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 5

ก่อนที่ศรีสะเกษจะขึ้นชกกับเจ้าของเข็มขัดจากแดนอาทิตย์อุทัย แทบไม่มีใครเชื่อว่าเขาจะสามารถแย่งแชมป์มาครองได้

“ตอนนั้นแทบไม่มีใครคิดว่าพี่แหลมจะชนะยกเว้นที่ค่าย” แบงค์ย้อนเล่า“ทั้งแฟนมวยทั้งสื่อคิดว่าซาโตะกินหมูแล้ว เพราะว่าตอนนั้นซาโตะเก่งมาก ชนะสุริยัน นครหลวงโปรโมชั่น เจ้าของแชมป์คนก่อน และชนะนักมวยดีๆ หลายคนแบบขาดลอย แล้วตอนนั้นพี่แหลมยังไม่เคยเจอนักมวยที่อยู่ในอันดับโลกเลย”

ซึ่งการชกกับซาโตะครั้งนั้นทางค่ายได้วางแผนการบางอย่างก่อนขึ้นชกอย่างแยบยลชนิดที่นักชกชาวญี่ปุ่นและทีมงานเองก็คาดไม่ถึง

แบงค์บอกว่าความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งของ ศรีสะเกษ ที่หลายคนอาจยังไม่รู้คือเขาสามารถต่อยได้ 2 การ์ด

“สิ่งนี้โคตรพิเศษเลย พิเศษสุดๆ คือจริงๆ มันก็มีนักมวยที่หมัดหนักทั้งสองข้าง แต่ปกติถ้าคนถนัดมือขวา ตั้งแต่เริ่มซ้อมมวยเขาจะฝึกโดยเอาหมัดขวาอยู่ข้างหลัง หมัดซ้ายอยู่ข้างหน้า หรือถ้าถนัดซ้ายก็เอาหมัดซ้ายอยู่ข้างหลัง ซึ่งเวลาฝึกมันก็จะเป็นอย่างนั้นไปตลอดทั้งชีวิตการชกมวย 99 เปอร์เซ็นต์ของนักมวยเป็นแบบนี้ แล้วจริงๆ พี่แหลมเขาเป็นคนถนัดซ้าย แต่ตอนเริ่มชกมวยสากลใหม่ๆ ครูมวยสากลฝึกให้เขาตั้งการ์ดเหมือนมวยถนัดขวา

“ผมเพิ่งอ่านหนังสือพิมพ์เมื่อเช้า เขาไปสัมภาษณ์คนสอนมวยพี่แหลมมา เขาบอกว่าตอนแรกนั้นพี่แหลมเป็นนักมวยที่เขาจะส่งไปต่อยเพื่อจะสร้างอันดับให้นักมวยที่ญี่ปุ่น ซึ่งนักมวยที่นั่นส่วนใหญ่จะไม่ค่อยชอบต่อยกับมวยซ้าย เพราะฉะนั้นถ้าเป็นมวยซ้ายเขาก็จะไม่เรียกให้ไปต่อย เขาก็เลยฝึกพี่แหลมเป็นนักมวยขวา เพราะฉะนั้นเขาจึงต่อยเป็นมวยการ์ดขวามาตลอด อยู่ค่ายนครหลวงโปรโมชั่นเริ่มแรกเขาก็ต่อยการ์ดขวาตลอด 17 ไฟต์ที่ชนะ”

ซึ่งแน่นอนว่าทีมงานของโยตะ ซาโตะ ซึ่งเตรียมตัวขึ้นชกป้องกันแชมป์กับศรีสะเกษย่อมทำการบ้านมาอย่างดี และเข้าใจว่านักชกชาวไทยถนัดขวาจากการไล่ดูเทปการชกทุกครั้งที่ผ่านมา

ก่อนจะต่อยกับซาโตะเรารู้แล้วว่าพี่แหลมต่อยซ้ายได้ โค้ชก็รู้อยู่แล้วว่าถนัดซ้าย ก็เลยฝึกให้ต่อยทั้งซ้ายทั้งขวา แล้วก็ตั้งใจเลยว่าทุกครั้งที่ต่อยออกทีวีห้ามใช้การ์ดซ้ายเลย ทุกครั้งที่ถ่ายรูปออกหนังสือพิมพ์ ออกข่าว ก็จะซ้อมการ์ดขวาโชว์อย่างเดียว เพื่อไม่ให้ซาโตะรู้ว่าเราต่อยการ์ดซ้ายได้ ครั้งแรกที่พี่แหลมต่อยการ์ดซ้ายคือวันชิงแชมป์โลกครั้งแรกกับซาโตะ

ซาโตะรู้ตอนยกที่ 1 ของไฟต์นั้น ระฆังดังเป๊ง การ์ดซ้ายออก ซาโตะงง แล้วทำอะไรไม่ถูกเลย ก่อนชกไม่มีใครคิดว่าจะชนะ แต่พอต่อยจริงพี่แหลมชนะแบบขาดลอย ชนะแบบต่อยกระจุยอยู่ข้างเดียว เขาใช้โอกาสนั้นพลิกชีวิตได้”

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 6

เราคุยกันจนถึงช่วงหัวค่ำ ดวงอาทิตย์ลาลับท้องฟ้าไปแล้ว มีเพียงแสงไฟนีออนให้แสงสว่าง

น่าเสียดายที่แชมป์ครั้งแรกของเขาอายุสั้นเกินกว่าที่ควรจะเป็น เมื่อป้องกันแชมป์ได้เพียงหนึ่งครั้ง ก่อนจะมาเสียแชมป์ให้ Carlos Cuadras (คาร์ลอส คูเอดราส) นักชกชาวเม็กซิโก ด้วยความกังขา

วันนั้นนักมวยจากแดนจังโก้เกิดแผลแตกจากจังหวะหัวชนกันแล้วศรีสะเกษโดนตัดคะแนน ก่อนกรรมการจะยุติการชกในยกที่ 8 แล้วรวมคะแนนให้คูเอดราสเป็นผู้ชนะไปในไฟต์นั้น

และหากใครได้ชมการถ่ายทอดสดจะเห็นว่าเขาร้องไห้บนเวที

“มันไม่น่าแพ้เลยวันนั้น ไม่น่าแพ้ เขาแตกนิดเดียว น่าจะเปิดโอกาสให้เราหน่อย เราก็ต่อยได้ ไม่ใช่เราต่อยไม่ได้ มันจะน็อกอยู่แล้ว ทำไมต้องจับเราแพ้” ศรีสะเกษโอดครวญถึงผลการแข่งขันในวันนั้น น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปอย่างสังเกตได้ชัด

ความพ่ายแพ้ทำให้ความว่างเปล่ามาเยือนชีวิตของศรีสะเกษ เพราะไม่รู้ว่าจะมีโอกาสเข้าใกล้แชมป์โลกอีกครั้งเมื่อไหร่ เป็นเวลาเกือบ 3 ปีที่เขาไม่มีโอกาสชิงแชมป์อีกเลย 

“ตอนนั้นจะออกจากค่าย ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะออกไปทำอะไร แต่คิดไว้เฉยๆ คือมันรอนานมากนะครับ ไม่ได้ชิงหลายที คูเอดราสเขาป้องกันแชมป์ไปแล้วหลายไฟต์ ผมก็ยังไม่ได้ชิงกับเขาสักที เลื่อนไปตลอด เหมือนเขาจะหนีตลอด ผมก็เลยท้อ”

“อะไรทำให้ยังอยู่ต่อ สู้ต่อ” ผมถาม

“แฟน เหมือนเดิม คนนี้เป็นกำลังใจที่ยิ่งใหญ่มาก เขาคอยให้กำลังใจมาตลอด เขามั่นใจว่าผมทำได้ เขาเคยดูผมต่อยมวยไทย ตอนนั้นผมโดนฟันศอกจนฟันหัก เขายังถามว่าผมทนได้ยังไง เขาเลยเชื่อมั่นในตัวผม

“ผมจะไปหลายทีแล้ว เขาก็บอกให้สู้ตลอด ผมเลยกลับมาต่อยมวยเหมือนเดิม”

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 7

“ตอนนั้นเฮิร์ตกันทุกคน เฮิร์ตมาก” แบงค์เล่าถึงบรรยากาศในค่ายตอนที่เพิ่งสูญเสียแชมป์ “ณ วันนั้นก็ยังงง เพราะมันคาดเดายาก ถามว่ารู้มั้ยว่าจะกลับมาเป็นแชมป์ยาก ผมรู้ ยากแน่นอน แต่ถามว่าจะต้องรอนานขนาดไหน ผมไม่รู้ เพราะว่าพี่แหลมเสียแชมป์โลกตอนไฟต์บังคับ ซึ่งไม่มีสัญญาแก้มือ

“หลังจากนั้นผมก็นั่งดูเทป ดูพี่แหลมเทียบกับยอดมวยคนอื่นที่ดังๆ ดูนักมวยในประวัติศาสตร์ที่เลิกไปแล้ว คือมันเห็นว่าเขามีพรสวรรค์ดั้งเดิมอยู่แล้ว เขามีหมัดที่หนักมากกว่านักมวยในรุ่นเยอะมาก ถ้าฝรั่งเขาจะเรียกว่ามี One-punch knockout ซึ่งไม่ใช่นักมวยทุกคนที่จะมี และยังต่อยได้สองการ์ด

“ผมดูเสร็จก็บอกพี่ชายว่า ถ้าเราทำให้ศรีสะเกษดังไม่ได้ ผมถือว่าเราทำหน้าที่ของเราได้ไม่ดีพอ”

ช่วงระหว่างรอโอกาสมาเยือนอีกครั้ง ศรีสะเกษขึ้นชกอุ่นเครื่องเพื่อสะสมสถิติเรื่อยมา เป็นเวลาเกือบ 3 ปีที่เขาห่างเหินจากการชิงแชมป์โลก และไม่รู้ว่าจะได้โอกาสอีกครั้งเมื่อไหร่ ยิ่งแชมป์โลกรุ่นซูเปอร์ฟลายเวทเปลี่ยนมือจากคูเอดราสไปอยู่กับโรมัน กอนซาเลซ ซูเปอร์สตาร์ชาวนิการากัวเจ้าของแชมป์ 4 รุ่นผู้ไม่เคยแพ้ใคร ยิ่งเป็นเรื่องยากขึ้นหลายเท่าชนิดที่คนไม่ดูมวยอาจจินตนาการไม่ออกว่ายากยังไง

“ทำไมคุณถึงบอกว่าการขอชิงแชมป์กับโรมัน กอนซาเลซ จึงเป็นเรื่องยากมาก จนไม่มีใครเชื่อว่าศรีสะเกษจะได้ไปชิงแชมป์” ผมถามแบงค์ผู้อยู่เบื้องหลังไฟต์สำคัญ

“โรมันเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลก เวลาชกถ่ายทอดสดโดย HBO ขายตั๋วเข้าชมที่อเมริกา ทุกครั้งที่จัดแข่งเขาต้องได้กำไร โรมันต่อยกับใครคนที่อเมริกาคนต้องรู้จัก เพราะไม่อย่างนั้นคนที่นั่นเขาก็ไม่เข้าสนามมาดูหรอก แล้วถ่ายทอดสดที่นั่นเป็นแบบ Pay-Per-View ต่อให้เราเก่งแค่ไหนคนก็ไม่จ่ายเงินหรอกเพราะไม่รู้จัก แล้วนักมวยคนหนึ่ง ถ้าอยู่ในระดับโรมัน ต่อยอย่างมากปีละ 2 – 3 ครั้ง

“คำถามคือแล้วทำไมเขาต้องมาชกกับเรา โดยที่เราไม่มีชื่อเสียงอยู่ที่อเมริกา”

ยกที่ 8

แต่แล้วก็คล้ายโชคชะตากำหนดไว้ เมื่อแบงค์ซึ่งขณะนั้นเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา พบว่าวิทยากรคนหนึ่งที่ได้รับเชิญมาพูดในคลาสเรียนวิชา Sport Management คือ Peter Nelson (ปีเตอร์ เนลสัน) ผู้นั่งตำแหน่ง Executive Vice President ของ HBO Sport

“HBO เป็นต้นสังกัดของโรมันอยู่แล้ว ผมก็เลยไปหาอาจารย์ ไปขอร้องอาจารย์ เล่าให้เขาฟังว่าที่บ้านมีค่ายมวย อยากเจอคนนี้มากเลย อาจารย์ช่วยนัดกินกาแฟให้หน่อยได้มั้ย ไปตื๊อจนอาจารย์เขาโอเคนัดให้ วันที่เขามาผมยังมีรูปอยู่เลย เราก็พรีเซนต์พี่แหลม บอกเขาว่าผมมีนักมวยคนหนึ่งที่เป็นของที่บ้านเลย ดุดันมาก อึดมาก เก่งมาก ทำคลิปไปให้เขาดู เขาบอกเคยได้ยินชื่อแล้วแต่ไม่เคยเห็นต่อย ผมก็บอกว่าด้วยสไตล์โรมันกับพี่แหลมเดินหน้าเข้าหากันแน่นอน

“ณ วันนั้น ผมก็ไม่ได้ไปบอกหรอกว่าเราจะชนะ เพราะไม่มีใครเชื่ออยู่แล้ว ใครจะไปชนะโรมัน ผมแค่บอกว่าอยากให้ดูเทป ยังไงถ้าสองคนนี้ชกกันสนุกแน่นอน ทุกคนก็รู้ว่าโรมันจะชนะอยู่แล้ว แต่ถ้าคุณจัดให้แฟนมวยคุณดูเขาชอบแน่นอน จากวันนั้นก็ตื๊อเขาปีหนึ่ง ทั้งส่งอีเมลและขอคุย ระหว่างนั้นก็บินไปเม็กซิโก ซิตี้ และ ไมอามี่ เพื่อขอให้ทาง WBC ช่วยสนับสนุนให้อีกทาง”

แล้วในที่สุดการรอคอยเกือบ 3 ปี ก็สิ้นสุดลง

วันที่ 19 มีนาคม 2017 ศรีสะเกษได้ขึ้นสังเวียนชกกับโรมัน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่นักมวยไทยได้มีโอกาสไปชิงแชมป์ที่ Madison Square Garden ในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นคล้ายเมกกะของวงการมวยอันเก่าแก่และแสนเข้มขลัง

และครั้งนั้น HBO ก็ถ่ายทอดสดไปทั่วโลก

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 9

“ผมไม่คิดเลยว่าจะได้ต่อยกับโรมัน เขาเป็นมวยที่เก่งมากนะครับ เขาเก่งจริงๆ” ศรีสะเกษเล่าความรู้สึกเมื่อรู้ว่าจะได้ชิงแชมป์ที่พรากไปคืนมา

นี่เป็นอีกอุปนิสัยหนึ่งของเขาที่ผมสังเกตเห็นจากการพูดคุย คือเขาให้เกียรติคู่ต่อสู้ทุกคน ไม่ว่าจะคนคนนั้นจะเป็นใคร

“ตอนนั้นผมเริ่มซ้อมหนัก ก็ทำหน้าที่ของผม ซ้อม ซ้อม ซ้อมไปเรื่อยๆ ตอนนั้นผมมีเวลาซ้อมแค่ 2 เดือน ไม่คิดเลยว่าจะชนะ ไม่คิดเลย คิดแค่ได้ชิงก็โอเคแล้ว ตอนนั้นผมก็เลยไปด้วยความรู้สึกไม่เกร็ง”

แน่นอน ไม่ใช่แค่แหลมที่ไม่คิดว่าจะชนะ ผู้คนในวงการมวย สื่อมวลชน นักวิจารณ์ แฟนมวย ก็ไม่มีใครคิด

แบงค์ที่นั่งฟังอยู่บอกว่า “ตอนเจอโรมันไม่มีใครบอกว่าพี่แหลมจะชนะเลย ยิ่งสื่อฝรั่งนี่ยิ่งหนักเลย ฝรั่งเขาบอก ใครไม่รู้มาต่อย”

รู้สึกยังไงเวลาได้ยินคนดูถูก โกรธบ้างมั้ย” ผมหันไปถามศรีสะเกษ

ไม่โกรธ ผมเอาคำคนดูถูกเก็บไว้ แล้วขึ้นไปข้างบนเวทีดีกว่า ทำให้คนเห็นว่าเราทำได้”

“แล้วคืนก่อนชกกับโรมันนอนหลับมั้ย”

“หลับสบายครับ ไม่กังวล ไม่มีเกร็ง ขึ้นเวทีไปผมไม่มีความรู้สึกกลัวเลย แปลกเหมือนกัน”

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 10

หลับตา สูดหายใจลึกๆ เรากำลังจะเดินขึ้นไปเวทีด้วยกัน มันเป็นเวทีใหม่ ที่เราไม่เคยมา แต่จริงๆ แล้วมันเป็นเวทีที่เหมือนบ้านของเรานี่แหละ เราจะมาอีกหลายๆ รอบ แค่คราวนี้เรามาครั้งแรก เขาจะโห่หรือตะโกนก็เหมือนเขาเชียร์เรา เราจะเดินขึ้นไปบนเวทีกัน เราจะสู้ แล้วเราก็จะเดินลงมาพร้อมกับเข็มขัดและตำแหน่งแชมป์โลกกลับเมืองไทย ที่เมืองไทยจะมีคนมารอรับเยอะมาก เราจะสร้างประวัติศาสตร์ด้วยกัน

ในห้องแต่งตัวนักกีฬาที่ Madison Square Garden แบงค์พูดปลุกใจศรีสะเกษและทีมงานก่อนเดินออกสู่สังเวียน

เสียงโห่ดังสนั่นหวั่นไหวหวังให้ผู้มาเยือนใจเสีย

โห่มาเหอะ ไม่สนใจ มันยิ่งทำให้เรามีลูกฮึดสู้ต่อ-แหลมว่าอย่างนั้น

“ผมเดินออกจากทางเดินจากห้องแต่งตัวมองไปแฟนมวยเยอะมาก รู้สึกตื่นเต้นนิดหน่อย แต่ไม่กลัว แล้วพอขึ้นเวทีไป ตอนที่เราต่อยโรมันลงไปโดนนับได้ในยกแรก เราก็คิดว่า เฮ้ย เราต่อยได้ด้วยว่ะ ต่อยโดนด้วย มันเลยทำให้เรามั่นใจขึ้น วันนั้นต่อยแบบคล่องเลย” นักชกแชมป์โลกย้อนเล่าด้วยรอยยิ้ม

วันนั้นศรีสะเกษลบล้างทุกคำดูถูกด้วยผลงานบนเวที ไล่บดนักชกซูเปอร์สตาร์ชาวนิการากัวจนลงไปกองกับพื้นในยกที่ 1 และเมื่อสิ้นเสียงระฆังในยกที่ 12 นักชกชาวไทยก็ เดินลงมาพร้อมกับเข็มขัดและตำแหน่งแชมป์โลกกลับเมืองไทย อย่างในถ้อยคำปลุกใจจริงๆ

“ปาฏิหาริย์” แบงค์ว่าอย่างนั้นเมื่อผมชวนย้อนมองเหตุการณ์เมื่อเดือนมีนาคม “คือ ณ เวลาก่อนจะก้าวขึ้นไปบนเวที เราเชื่อแหละว่าพี่แหลมสู้ได้ ยังไงก็สู้ได้ เพราะซ้อมมา เรารู้แล้ว เราแก้มวยมา แต่พอชนะแล้วความรู้สึกมันย้อนมาหมดเลย มันไม่ใช่ย้อนกลับไปแค่ก้าวแรกที่ขึ้นเวที แต่มันกลับมาตั้งแต่ก่อนมาชก มีคนพูดเรื่อยๆ ทั้งที่มาคุยต่อหน้าหรือในอินเทอร์เน็ตว่า เฮ้ย ศรีสะเกษต่อยกับโรมัน อย่าไปฝัน มันไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้

“สเต็ปแรกคือ อย่าไปคิดว่าจะได้ต่อยกับเขา สเต็ปที่สองคือ พอได้ต่อยแล้วก็อย่าไปคิดว่าจะชนะ จะเอาอะไรไปสู้ ต่อยแบบไทยๆ คุยกับทุกคนไม่มีใครเชื่อเลยว่าจะทำได้ ทีนี้พอชนะปุ๊บมันก็เป็นเหมือนปาฏิหาริย์ เพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันย้อนกลับไปวันที่คนบอกเราว่าอย่าไปคิดเลยว่าจะได้ต่อย พวกเราทีมงานร้องไห้กันทุกคน หน้าตาเละเทะ”

ผมหันไปมองเข็มขัดแชมป์โลกที่วางอยู่ไม่ไกลจากวงสนทนา ก็พอรู้ว่ามันหนัก-กว่าจะได้มา

ตอนได้เข็มขัดเห่อมั้ย” ผมหยอกล้อเจ้าของ

“จูบเลย ก็ดูมันบ่อยๆ โห นี่เหรอ เข็มขัดแชมป์โลก”

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 11

ครั้งแรกโรมันยังคาใจที่แพ้ด้วยคะแนนไม่เป็นเอกฉันท์ ไฟต์ที่ 2 ระหว่างทั้งคู่จึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แตกต่างกันตรงที่ครั้งนี้ศรีสะเกษขึ้นเวทีในฐานะเจ้าของเข็มขัด

“ทำไมถึงเคยให้สัมภาษณ์ว่าขึ้นเวทีไปตัวเองก็ไม่ใช่แชมป์แล้ว” ผมถามในสิ่งที่สงสัย

“แล้วมันจริงมั้ยครับ เราคิดว่าเราไม่ใช่แชมป์ เราขึ้นไปบนเวทีเราไม่ใช่แชมป์ เพราะว่าเข็มขัดอยู่กับกรรมการ เราก็เป็นผู้ท้าชิงเหมือนกัน” ศรีสะเกษอธิบายให้เห็นภาพ

ทัศนคติของแชมป์ชาวไทยส่งผลมายังการใช้ชีวิตและการซ้อม อย่างที่คนรอบตัวพูดตรงกันว่า “แหลมใช้ชีวิตเหมือนผู้ท้าชิง”

การป้องกันแชมป์ครั้งนี้ศรีสะเกษแข็งแกร่งกว่าตอนชิงแชมป์คร้ังแรกเสียอีกเนื่องจากมีเวลาเตรียมตัวมากกว่าเดิม จากครั้งก่อนที่มีเวลาซ้อมเพียง 2 เดือน ครั้งนี้เขามีเวลาซ้อมถึง 4 เดือน จากที่ปกติลงนวมซ้อมกับคู่ชก 80 – 90 ยก ครั้งนี้เขาลงนวมไป 277 ยก ยังไม่นับตารางซ้อมอันแสนเข้มข้นในแต่ละวันที่เพิ่มจากตารางปกติ ทำให้สภาพร่างกายเขาแข็งแกร่งพร้อมป้องกันแชมป์

ครั้งนี้ผมมั่นใจมากเลย” นักชกวัย 30 พูดถึงความรู้สึกตอนเดินทางไปสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งที่ 2 “ครั้งนี้ต่างกับครั้งที่แล้วมาก ก่อนจะขึ้นชกผมนอนคิดทั้งคืนเลยว่าจะน็อกลูกไหนดีนะ แต่ผมไม่คิดว่าจะน็อกเร็ว ผมคิดแค่ประมาณยก 6 ยก 7”

เมื่อเดินออกมาจากห้องแต่งตัวที่ StubHub Center ลอสแอนเจลิส เสียงโห่ดังสนั่นเช่นเคย เสียงกองเชียร์ไทยราว 20 คนไม่อาจทำอะไรเสียงโห่เหล่านั้นได้ เช่นเดียวกับที่เสียงโห่ไม่อาจทำอะไรนักชกอย่างศรีสะเกษได้

“ผมได้ยินครับ มีคนตะโกนด่าด้วย ผมก็ส่งจูบ ยิ้มใส่ ไม่สนใจ เขาจะด่าผมก็ไม่สนใจ ขึ้นเวทีไปเขาก็ยังโห่ ผมคิดแค่เรื่องการชก มันยิ่งทำให้มั่นใจขึ้นด้วย” ศรีสะเกษเล่าถึงช่วงเวลาก่อนขึ้นเวที

แล้วเพียงยกที่ 4 ทุกอย่างก็สิ้นสุด ไม่ว่าจะเป็นเสียงโห่หรือการชกบนเวที เมื่อแชมป์โลกชาวไทยต่อยหมัดขวาเข้าเต็มหน้าโรมันลงไปนอนกองอยู่ที่พื้นเวทีจนกรรมการต้องยุติการชก

“ตอนที่กรรมการชูมือคุณคิดอะไรอยู่” ผมหันไปถามเจ้าของเข็มขัด

“คิดว่าผมทำให้คนไทยเห็นว่าคนไทยตัวเล็กๆ ก็ทำให้คนไทยมีความสุขได้” แหลมตอบสั้นๆ ได้ทั้งใจและความ

ภาพ โรมัน กอนซาเลซ ยอดนักชกชาวนิการากัว โดนหมัดขวาของศรีสะเกษต่อยเข้าเต็มหน้าจนกระเด็นลงไปนอนกองกับพื้นขณะที่การชกผ่านไปเพียง 4 ยก ในจอโทรทัศน์วันนั้นยังติดตาผมจนวันนี้

หากใครรู้ว่าเส้นทางชีวิตของศรีสะเกษเป็นอย่างไร ย่อมรู้สึกคล้ายกันว่ามันคล้ายความฝันมากกว่าความจริง

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 12

แหลมไม่ใช่ชื่อเล่นที่แท้จริงของศรีสะเกษ

ชื่อ-นามสกุลที่แท้จริงของเขาคือ วิศักดิ์ศิลป์ วังเอก ส่วนชื่อเล่นจริงๆ ของเขาคือ ตั้ม แต่ที่ทุกวันนี้ใครต่อใครเรียกเขาว่า แหลม มาจากโครงหน้าของเขา

ผมเพิ่งเข้าใจที่มาของชื่อที่เพื่อนๆ ตั้งให้เมื่อสังเกตเห็นจากรูปของเขาที่ติดอยู่ที่เข็มขัดแชมป์โลก

“เอารูปหน้าตาดีๆ หน่อยก็ไม่ได้ เอารูปเราลดน้ำหนักมาติด ดูสิ” แชมป์โลกชาวไทยแซวตัวเองก่อนหัวเราะเสียงดัง

วันที่เราคุยกัน แหลมเพิ่งมีอินสตาแกรมเป็นของตัวเอง โดยแบงค์เป็นคนสมัครให้ และเพียงวันเดียวก็มีแฟนมวยจากทั่วโลกมากดฟอลโลว์ ไม่ว่าจะเป็นจากคาซัคสถาน อาร์เจนตินา เม็กซิโก ญี่ปุ่น ฯลฯ

ล่าสุดเขาได้รับการจัดอันดับจากเว็บไซต์มวยระดับโลกอย่าง BoxRec ให้เป็นนักมวยที่เก่งที่สุดอันดับ 5 ของโลกเมื่อเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์

ผมนึกถึงประโยคที่แบงค์พูดตั้งแต่ตอนที่เราพบกันว่า “ใจเขาสู้มาก ซึ่งใจสู้เกิดจากอะไร ก็ต้องย้อนกลับไปดูประสบการณ์ในชีวิตเขาที่ผ่านมา”

ก่อนออกจากค่ายมาผมพอได้คำตอบแล้วว่าอะไรพาเขามายืนอยู่จุดนี้

“ทุกวันนี้ คุณกับคนรักเคยย้อนมองไปในวันที่มีคนสงสัยว่า ‘เป็นนักมวยจะทำอะไรกิน จะเลี้ยงดูกันได้เหรอ’ บ้างไหม” ผมถามคำถามท้ายๆ ก่อนปล่อยให้เขาพักผ่อน

ไม่มีครับ ไม่นึกเลย ผมไม่ใส่ใจ แล้วทุกวันนี้เขาคงไม่พูดแล้ว เขาก็น่าจะรู้แล้วล่ะ ว่าอยู่กันได้”

“ถ้าให้ย้อนมอง คุณคิดว่าความยากลำบากที่ผ่านมามันมีข้อดีบ้างมั้ย”

“มันก็ทำให้เราฮึดสู้มาตลอดไง แต่ก่อนมันเหนื่อยมากๆ เงินเราก็ไม่มี กว่าจะได้มาถึงทุกวันนี้เราผ่านอุปสรรคมามากมายจริงๆ เราลำบากมาก่อน

ผมอยู่กับแฟนมา 14 ปี เขาให้กำลังใจเรามาตลอดตอนที่ผมจะไม่สู้ จะเลิกต่อยมวย เพราะบางทีมันก็ท้อ แต่เขาก็บอกให้ผมสู้ต่อไป เขาพูดมาตลอดว่า ‘สักวันหนึ่งจะเป็นวันของเรา’ แล้วมันก็เป็นวันของเราจริงๆ ด้วย”

ฟังศรีสะเกษเล่าถึงตรงนี้แล้วผมนึกถึงตอนที่เขาเดินทางกลับมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิหลังป้องกันตำแหน่งแชมป์ แล้วคุกเข่าขอคนรักที่ชื่อ ‘เก๋’ แต่งงาน

อย่างที่คนรักเขาว่า สักวันหนึ่งจะเป็นวันของเรา

และมันงดงามตรงที่คำว่า ‘เรา’ ในประโยคนั้น หมายถึงคนสองคน

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load