ดิฉันเพิ่งคุยเรื่องการปรับหลักสูตรการเรียนการสอนปริญญาโทกับรุ่นพี่คนหนึ่ง วิชาที่พวกเราสอนในมหาวิทยาลัย ได้แก่ วิชาการเงิน วิชาการตลาด วิชาบัญชี ซึ่งสถาบันอื่นๆ ก็มีวิชาแบบเดียวกันเช่นกัน ใช้ชื่อคล้ายๆ กัน

เมื่อดูแบบสอบถามที่ถามนิสิตปัจจุบัน ก็มีข้อแนะนำจากนิสิต เช่น อยากปรับวิชาให้ยาวขึ้น อยากเรียนรู้เรื่อง IT มากขึ้น และพวกเราก็เหมือนจะพยายามแก้ปัญหาทีละจุดๆ ตามที่นิสิตบอก 

แต่… ดิฉันเองก็นั่งคิดๆ ว่า เราจะสร้างความแตกต่างจากสถาบันอื่นอย่างไร หลักสูตรแบบไหนจะเป็นหลักสูตรที่คนอยากกลับมาเรียน

นั่นทำให้ดิฉันได้ไปเจอตัวอย่างโรงเรียนญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง ที่ในห้องเรียนมีแต่เสียงกรี๊ดกร๊าด หัวเราะ และแววตาลุกวาว 

คุณครูที่ไม่ยอมเรียน ม.ปลาย แต่อ่านหนังสือสอบเข้ามหาวิทยาลัยเอง

ยาสึโนบุ โฮสึกิ เติบโตมากับคุณพ่อซึ่งเป็นนักการศึกษา ตั้งแต่เล็ก คุณพ่อมักจะซื้อการ์ตูนที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์มาให้เขาและน้องชาย 2 คนอ่าน ทำให้ลูกๆ รู้สึกว่า ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องสนุกตั้งแต่พวกเขายังเล็ก หากคุณพ่อเห็นว่าลูกคนไหนสนใจด้านใด คุณพ่อก็จะสรรหาเนื้อหาที่น่าสนุก เช่น หนังสือหรือวิดีโอที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนั้นๆ มาให้ลูกๆ ดู 

สิ่งสำคัญที่คุณพ่อปลูกฝังให้ 3 พี่น้อง คือความกระหายที่จะเรียนรู้

โฮสึกิจึงเติบโตมากับอิสระในการหาความรู้และความสุขที่จะเรียนรู้ เมื่อเขาเข้าโรงเรียนมัธยมปลาย เขารู้สึกว่า โรงเรียนเน้นแต่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยมีกฎแปลกๆ เช่น ห้ามอ่านหนังสือนอกเวลา ห้ามมีความรัก เขาจึงตัดสินใจบอกพ่อว่าเขาต้องการลาออก คุณพ่อก็ยอมรับแบบง่ายๆ หลังจากนั้น โฮสึกิก็อ่านหนังสือเอง จนสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยเกียวโต ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชื่อดังที่สุดของญี่ปุ่นได้ ที่สำคัญ เขาไม่เคยไปเรียนกวดวิชาใดๆ เลย ทั้งหมด เขาหาวิธีศึกษาหาความรู้เอง 

เมื่อเรียนจบ เขาก็หันมาเปิดโรงเรียนกวดวิชา โดยสอนเด็กๆ ตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยมปลาย โฮสึกิเริ่มสังเกตว่า เขารู้สึกดีใจเล็กน้อยเวลาลูกศิษย์มาบอกว่า พวกเขาสอบติดมหาวิทยาลัยดังๆ ที่ไหนได้บ้าง แต่โฮสึกิกลับมีความสุขมากกว่าตอนที่เขาสอนเด็กประถม เด็กๆ ดูสนุกสนานกับคลาสมากและสดใสมากๆ 

นั่นเป็นจุดที่ทำให้โฮสึกิตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบการสอนของโรงเรียนตนเองทั้งหมด เขากลับไปนึกดูว่า ในวัยเด็ก เขาสนุกกับการเรียนรู้แค่ไหน พ่อมีวิธีสอนให้เขากระหายความรู้ต่างๆ ได้อย่างไร จากนั้น เขาพัฒนาวิธีการสอนแบบใหม่ จนกลายเป็นที่มาของโรงเรียนกวดวิชา ชื่อ ‘ทังคิวกักคุฉะ’ ในเมืองมิตากะ โตเกียว

โรงเรียนกวดวิชาความกระหายในการเรียนรู้

คำว่า ‘กักคุฉะ’ แปลว่า โรงเรียน ‘ทังคิว’ หมายถึง การค้นคว้าศึกษาอย่างจริงจัง ชื่อ ‘ทังคิวจุขุ’ จึงมีความหมายว่า โรงเรียนที่สนับสนุนการค้นคว้าศึกษาอย่างจริงจัง

โฮสึกิมุ่งมันที่จะทำให้เด็กสนุกกับการเรียนรู้ และเสริมทักษะการศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง

ในเว็บไซต์โรงเรียน มีข้อความเขียนตัวโตว่า 

เราเป็นโรงเรียนกวดวิชาที่จะไม่ติวเนื้อหาวิชาการ

เราไม่เน้นการทำให้เด็กได้คะแนนดีขึ้น

แต่เราจะทำให้เด็กๆ ได้พบสิ่งที่พวกเขาชอบ หรืออยากลองศึกษาเพิ่มเติม อยากค้นคว้า อยากลงมือทำ

เราจะเป็นสถานที่ที่จุดประกายความกระหายต่อการเรียนรู้ของเด็กๆ แต่ละคน” 

โฮสึกิเชื่อว่า เวลาศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ เขาไม่จำเป็นต้องบังคับให้เด็กๆ ท่องจำ พ.ศ. เพียงแค่เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ให้เด็กๆ รู้สึกตื่นเต้น จุดประกายให้เด็กๆ สนใจประวัติศาสตร์ จากนั้นเด็กๆ จะเริ่มอยากรู้ และค่อยๆ ศึกษาประวัติศาสตร์ด้วยตัวเอง เดี๋ยวเด็กๆ ก็จะจำ พ.ศ. ได้เองโดยธรรมชาติหากพวกเขาสนใจ 

โลโก้โรงเรียนจึงเป็นรูปตัว Q เล่นกับคำว่า ทังคิว โดยประกอบไปด้วยสามเหลี่ยมสีต่างๆ แสดงถึงเอกลักษณ์และความสนใจของเด็กแต่ละคนที่แตกต่างกัน

ทังคิวกักคุฉะ โรงเรียนกวดวิชาในโตเกียวที่ไม่ติวให้เด็กได้คะแนนเยอะ แต่คนสมัครเต็มตลอดเวลา
ภาพ : tanqgakusha.jp/about/vision/

ในบรรดาลูกศิษย์ตัวจิ๋วของโฮสึกิ มีคนที่ท่องตารางธาตุได้ตั้งแต่ชั้นประถม มีเด็กที่จำชื่อซามูไรและยุคสมัยต่างๆ ได้โดยที่โฮสึกิไม่เคยสอนเรื่องนี้เลย 

แล้วโฮสึกิสอนอะไร อย่างไรกัน 

ปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัยใคร่รู้

โรงเรียนกวดวิชาทังคิวกักคุฉะแห่งนี้ไม่ได้มีคอร์สเรียนยาวๆ แบบโรงเรียนทั่วไป วิชาส่วนใหญ่ใช้เวลาเพียง 2 วัน รวมระยะเวลาเรียน 9 ชั่วโมง

ตัวอย่างวิชาที่สอน ได้แก่ วิชาจักรวาล วิชาฮีโร่ในยุคสงคราม วิชาสถาปัตยกรรม วิชา DNA 

คลาสหนึ่งมีเด็กเรียนประมาณ 20 – 30 คน

ทังคิวกักคุฉะ โรงเรียนกวดวิชาในโตเกียวที่ไม่ติวให้เด็กได้คะแนนเยอะ แต่คนสมัครเต็มตลอดเวลา
ตัวอย่างปกวิชาฮีโร่ในยุคสงคราม
ภาพ : tanqgakusha.jp/lineup/history_01/ 

วิชาที่สอนมีทั้งเรียนได้ทางออนไลน์และออฟไลน์ (คลาสเรียนจริง)​

ตัวอย่างหัวข้อในวิชาออนไลน์ด้านศิลปะ เช่น 

  • เรียนรู้ความลับของภาพศิลปะชื่อดัง 
  • ทำไมถึงเกิดศิลปะขึ้นมาประวัติชีวิตของจิตรกร 
  • เรียนรู้เรื่องเส้นตรงและเส้นโค้งผ่านภาพวาด Edward Munch (ผู้วาดภาพ The Scream อันโด่งดัง) 
  • ความงามก็มีกฎนะ! กฎของความงดงามที่ซ่อนอยู่ 
  • งานศิลปะยุคปัจจุบัน… โถส้วม!? ความหมายของงานศิลปะที่เราคาดไม่ถึงคืออะไร 

แค่อ่านหัวข้อก็ตื่นเต้นแล้ว 

ส่วนในห้องเรียนปกติก็จะมีอุปกรณ์ จอภาพขนาดใหญ่ ดนตรี และสื่อการเรียนรู้ต่างๆ ประกอบ เช่น ในวิชาจักรวาล โฮสึกิจะเริ่มจากการให้เด็กๆ ดูลูกแก้วในมือเขา เปรียบเทียบว่าเป็นขนาดของโลก จากนั้นเขาก็จะถามว่า “แล้วคิดว่าดวงจันทร์ขนาดประมาณเท่าไร” 

“สักเมล็ดข้าวล่ะมั้ง”

“ถูกต้อง! แล้วดวงอาทิตย์ล่ะ น่าจะใหญ่ขนาดไหนกันนะ” 

เด็กบางคนเดาว่าขนาดเท่าลูกฟุตบอลหรือเท่าแตงโม แต่โฮสึกิเฉลยด้วยการนำลูกบอลสีแดงขนาดยักษ์เข้ามาในห้องเรียน ทำให้เด็กๆ ตื่นเต้นตกใจถึงความยิ่งใหญ่ของดวงอาทิตย์

ทังคิวกักคุฉะ โรงเรียนกวดวิชาในโตเกียวที่ไม่ติวให้เด็กได้คะแนนเยอะ แต่คนสมัครเต็มตลอดเวลา
ภาพ : tanqgakusha.jp/about/ 

หลักการของโฮสึกิ คือถามให้เด็กฝึกคิด ยิ่งคิด ก็ยิ่งอยากรู้คำตอบ 

ทังคิวกักคุฉะ โรงเรียนกวดวิชาในโตเกียวที่ไม่ติวให้เด็กได้คะแนนเยอะ แต่คนสมัครเต็มตลอดเวลา
ภาพในห้องเรียนวิชาฮีโร่ในยุคสงคราม
ภาพ : tanqgakusha.jp/about/feature/
ทังคิวกักคุฉะ โรงเรียนกวดวิชาในโตเกียวที่ไม่ติวให้เด็กได้คะแนนเยอะ แต่คนสมัครเต็มตลอดเวลา
เกมนี้ โฮสึกิก็จะเป็นคนอ่านคำใบ้ เด็กๆ ต้องหาการ์ดที่แสดงถึงคำใบ้นั้น
ภาพ : tanqgakusha.jp/about/feature/

โฮสึกิเรียกการบ้านที่ให้เด็กทำว่า ‘Quest’ เป็นศัพท์ในวงการเกมและเด็กหลายคนน่าจะคุ้นเคยดี ฟังดูน่าตื่นเต้นกว่าคำว่าการบ้านหรือรายงานเป็นไหนๆ 

นอกจากนี้ โฮสึกิก็ยังให้เด็กๆ เขียนโน้ตที่เป็นกระดาษม้วนแผ่นยาว พอคลี่ออกมาก็จะเห็นผลงานที่เด็กๆ ไปหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนั้นๆ ตามความสนใจของตนเอง เขียนสรุป หาข้อมูล วิเคราะห์ เรียนรู้

เวลาคลี่ม้วนนี้ เด็กๆ ก็จะได้เห็นอย่างต่อเนื่องว่า ตนเองเคยหาข้อมูลอะไรมาและเชื่อมโยงกันอย่างไร ที่สำคัญ พวกเขาคงรู้สึกภูมิใจกับผลงานของตนเอง 

ทังคิวกักคุฉะ โรงเรียนกวดวิชาในโตเกียวที่ไม่ติวให้เด็กได้คะแนนเยอะ แต่คนสมัครเต็มตลอดเวลา
สมุดโน้ตของเด็กแต่ละคน มีเนื้อหาต่างกัน แล้วแต่ว่าใครสนใจเรื่องไหน
ภาพ : www.bilibili.com/video/av47106609/

วิธีทำการตลาดของโรงเรียนกวดวิชา

ช่วงแรก โฮสึกิทำการตลาดแบบง่ายๆ เขาไปยืนอยู่ในย่านที่พักอาศัยใกล้กับโรงเรียนและแจกใบปลิว ในใบปลิว เขียนชัดเจนว่า โรงเรียนกวดวิชาแห่งนี้เป็นโรงเรียนที่ไม่เน้นเรื่องการทำให้เด็กได้คะแนนสูงๆ หรือสอบเข้าโรงเรียนดีๆ ได้ แต่จะทำให้เด็กสนุกกับการเรียนรู้และอยากค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง 

เริ่มมีคุณพ่อคุณแม่ส่งลูกมาลองเรียนมากขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มบอกปากต่อปาก เรียกได้ว่า โฮสึกิแทบไม่ต้องโปรโมตโรงเรียนอะไรมากเลย

แทนที่จะทำโฆษณาโปรโมตโรงเรียนมากๆ โฮสึกิทุ่มเทเวลาและทรัพยากรแทบทั้งหมดไปกับการสร้างเนื้อหาดีๆ ที่ทำให้เด็กๆ รู้สึกตื่นเต้น ทั้งคลาสออนไลน์และออฟไลน์ เขาไปคุยกับนักแต่งเพลง เพื่อแต่งเพลงเกี่ยวกับซามูไรชื่อดัง พวกเขากระโดดและตะโกนร้องเพลงกันในคลาสอย่างสนุกสนาน ในห้องเรียนเรื่องธาตุ โฮสึกิออกแบบของเล่น ซึ่งแสดงโมเลกุลของธาตุต่างๆ ให้เด็กๆ ลองต่อเองและเห็นความสวยงามของธาตุ 

ทังคิวกักคุฉะ โรงเรียนกวดวิชาในโตเกียวที่ไม่ติวให้เด็กได้คะแนนเยอะ แต่คนสมัครเต็มตลอดเวลา
บรรยากาศคลาสเรียน มีธงซามูไรวางหน้าห้องเหมือนออกศึกจริงๆ
ภาพ : tanqgakusha.jp/lineup/history_01/ 

  โฮสึกิเล่าว่า เวลาเขาออกแบบคลาสเรียน เขารู้สึกเหมือนเขากำลังสร้างหนังสักเรื่อง ทำอย่างไรให้เด็กๆ รู้สึกตาลุกวาว ตื่นเต้นได้ตลอดคลาส บางจังหวะก็มีการเซอร์ไพรส์ บางทีก็มีกิจกรรมให้เด็กๆ เล่นควิซกัน อีกจังหวะก็ให้เด็กๆ แบ่งกันเป็นกลุ่มและแก้ปัญหาร่วมกัน

ใน ค.ศ. 2019 มีเด็กประถมที่เข้าเรียนที่นี่แล้วกว่า 7,000 คน ส่วนช่วง COVID-19 ที่ผ่านมา โฮสึกิเพิ่งเริ่มสอนคลาสออนไลน์ช่วงเดือนเมษายน ค.ศ. 2020 เขาคาดว่าจะมีคนสมัครสัก 600 คน แต่กลับมีผู้สมัครมาถึง 1,000 คน เต็มภายในคืนเดียว ในเดือนถัดมา มีผู้เรียนออนไลน์เพิ่มเป็น 3,500 คน ที่สำคัญ ร้อยละ 99 ของคนที่เรียนเดือนแรกยังคงสมัครคอร์สออนไลน์นี้ต่อ 

โฮสึกิมีความฝันว่า หากเด็กๆ ได้รู้ว่าตนเองชอบอะไร ได้ศึกษาและดื่มด่ำในการเรียนรู้ด้านนั้น เมื่อพวกเขาเติบโตมา เขาสามารถแปลงสิ่งที่ตนเองชอบ สนใจ ให้กลายเป็นอาชีพ นั่นคงจะเป็นสังคมที่มีความสุขไม่น้อย เพราะทุกคนรู้ว่า ตนเองชอบอะไร และทำด้านนั้นให้ดีที่สุด 

Lesson Learned 

ในช่วงแรก โฮสึกิก็เปิดโรงเรียนกวดวิชาเหมือนโรงเรียนอื่น แต่เมื่อเขาเริ่มเห็นปัญหาของการศึกษา และเกิดความปรารถนาที่จะแก้ แนวคิดการส่งเสริมให้เด็กสงสัยใคร่รู้จึงเกิดขึ้น และกลายมาเป็นจุดเด่นของโรงเรียน 

จากแนวคิด ทำให้โรงเรียนสร้างรูปแบบที่แตกต่างยิ่งขึ้นไปอีก กวดวิชาที่อื่นมักสอนวิชาภาษาอังกฤษคณิตศาสตร์ และเรียนกันเป็นเดือนๆ มีการวัดผลคะแนนอย่างชัดเจน แต่โรงเรียนโฮสึกิแตกต่างตั้งแต่การตั้งชื่อวิชาเรียน การสร้างประสบการณ์สนุกๆ ให้เด็กๆ ในคลาส ระยะเวลาเรียน (9 ชั่วโมง) ตลอดจนการบ้าน 

นอกจากนี้ โฮสึกิยังไม่เน้นการโปรโมตโรงเรียนตนเองผ่านการโฆษณา แต่กลับทุ่มเททำให้เด็กๆ สนุกสุดเหวี่ยงที่สุด เพื่อทำให้เกิดการบอกต่อปากต่อปากเอง

กลยุทธ์นี้เป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากสินค้าของโฮสึกิเป็นบริการหรือความรู้ คนจับต้องไม่ได้ แม้จะโฆษณาว่า ‘สอนสนุก’ แต่คนอาจไม่เชื่อถือหรือนึกภาพไม่ออก 

หากท่านใดทำธุรกิจบริการ ลองเน้นไปที่การทำบริการของตนให้ดีเลิศ ดีจนลูกค้าอยากบอกต่อ นั่นจะเป็นวิธีทำการตลาดที่ยั่งยืน ซึ่งทำให้ลูกค้าใหม่ๆ เห็นภาพ และเราไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปโฆษณาธุรกิจอีกเลย

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

6 มิถุนายน 2565
3.29 K

ใคร ๆ ก็มักเรียกบริษัทแห่งนี้ว่า เป็นบริษัทที่จำหน่ายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์ แต่พวกเขาไม่ค่อยพึงพอใจกับคำนี้สักเท่าไร พวกเขาไม่ชอบคำว่า ‘การขายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์’ หรือ ‘ธุรกิจขายแคตตาล็อก’ พวกเขานิยามตนเองว่าเป็นบริษัทที่ทำการตลาดทางตรง โดยมีความเชื่อว่า พวกเขาจะสร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน 

จุดเริ่มต้น 

บริษัท Felissimo ก่อตั้งเมื่อปี 1965 เป็นบริษัทที่นำสินค้าแปลกใหม่ หรือสินค้าครีเอทีฟมาขายในญี่ปุ่น 

เมื่อลูกชายคนโตเข้ามาบริหาร เขาเห็นโอกาสในการจำหน่ายสินค้าผ่านแคตตาล็อก ทางบริษัทเริ่มแจกแคตตาล็อกสินค้าฟรี ลูกค้าคนไหนสนใจก็โทรสั่งสินค้าได้ เมื่อบริษัทเริ่มเป็นที่รู้จัก ทางบริษัทจึงเริ่มเปลี่ยนมาจำหน่ายแคตตาล็อกสินค้านั้นตามร้านหนังสือแทน 

คำว่า ‘Felissimo’ มาจากคำว่า ‘Felicity’ ที่แปลว่า มีความสุขมาก แต่ดัดแปลงคำแบบภาษาอิตาลี เพิ่ม Simo เข้าไป โดยแฝงความหมายว่า ‘ความสุขที่ยิ่งใหญ่และยิ่งยวด’ 

ปรัชญาของบริษัท คือ สร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน

จุดเด่นประการหนึ่งของ Felissimo คือ การทำ Subscription Model กล่าวคือ หากผู้อ่านสนใจสินค้าซีรีส์ไหน ก็สมัครคอร์สต่อเนื่อง เช่น ซีรีส์ตะกร้าจัดบ้าน ซีรีส์กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง อย่างซีรีส์ถ้วยน้ำชาลายดอกไม้ อาจมีระยะเวลา 5 ครั้ง เดือนแรกอาจเป็นถ้วยลายดอกไม้สีแดงมาส่ง เดือนถัดไปเป็นลายสีเหลือง สีเขียว สีฟ้า ไล่ไปจนครบ 5 ครั้ง นั่นทำให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้นว่า เดือนนี้ตนเองจะได้รับสินค้าลายอะไร สีไหน ดีไซน์แบบไหน ยิ่งสะสมครบ ก็ยิ่งจัดเป็นเซ็ตสวยงาม 

เมื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซเริ่มเป็นที่นิยม Felissimo ก็หันมาจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ด้วยเช่นกัน 

เมื่อต้องทบทวนกลยุทธ์ใหม่

ในช่วงแรกของการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายสินค้าเก๋ ๆ ผ่านทางแคตตาล็อก ตลอดจนการให้ลูกค้าสมัครโปรแกรมซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภค แต่เมื่อระยะเวลาผ่านมา 40 ปี มีคู่แข่งรายใหม่ ๆ เข้ามา ทั้งจากบริษัทญี่ปุ่นเองและบริษัทต่างประเทศ ยิ่งเมื่อผู้บริโภคค้นหาและซื้อสินค้าทางอีคอมเมิร์ซได้อย่างคล่องแคล่ว สินค้า Felissimo อาจไม่ได้ดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภคอีกต่อไป

สิ่งนี้สะท้อนในยอดขายของ Felissimo ที่ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ยอดขายช่วงปี 2010 เหลือเพียงแค่ 2 ใน 3 ของยอดขายเมื่อ 5 ปีก่อนเท่านั้น

ทาง Felissimo ก็พยายามปรับบริการต่าง ๆ เช่น การเพิ่มสินค้าหมวด ‘Just One’ หรือซื้อเพียงแค่ครั้งเดียว แต่บริษัทก็พบว่า การทำเช่นนี้อาจไม่ได้ใช้จุดแข็งของบริษัทสักเท่าใด 

ทางออก คือ การตั้ง ‘ชมรม’

ในปี 2010 พนักงานกลุ่มหนึ่งคุยกันว่า อยากแก้ปัญหาแมวจรจัดที่โดนกำจัดทิ้ง เมื่อพูดคุยกัน ทุกคนก็รู้ว่า พวกเขารักแมวกันมาก ๆ พนักงานกลุ่มนี้จึงตั้ง ‘ชมรมแมว’ โดยร่วมกันคิดไอเดีย พัฒนาสินค้าสำหรับคนรักแมว เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งไปบริจาคมูลนิธิ จะได้ช่วยเหลือเหล่าแมวเหมียวได้ 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.projectdesign.jp

เมื่อคนรักแมว คิดสินค้าเพื่อคนรักแมวด้วยกัน สินค้าจึงออกมาชวนอมยิ้มมาก ไม่ว่าจะเป็นหมอนกอดแมว หมอนข้างที่วางบนตักแล้วทรงคล้ายแมวหนุนตัก หรือที่นอนแมวที่ทำเป็นรูปทาร์ตผลไม้ หากแมว (สีครีม) ไปนอน ก็จะดูเหมือนทาร์ตน่าทานไปโดยปริยาย (น่าร๊ากกก! เอาเงินดิฉันไป!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

สินค้าจากชมรมแมวขายดิบขายดีเป็นอย่างมาก ทุกเดือนแฟนคลับแมวแมวก็จะตั้งตารอว่า มีสินค้าเกี่ยวกับแมวอะไรออกมาอีกบ้าง 

บริษัทจึงเริ่มเห็นทางสว่างว่า แทนที่จะจำหน่ายสินค้าตามหมวดสินค้า เช่น หมวดแฟชั่น หมวดของแต่งบ้าน ลองทำสินค้าตาม ‘ความสนใจ’ ของคน

ทุกวันพุธช่วงเช้า พนักงาน Felissimo จะรวมตัวกัน และช่วยกันคิดว่า ‘พวกเขาเอง’ อยากทำสินค้าธีมไหน สนใจอะไร 

ในปีถัดมา ก็เกิด ‘ชมรมสาวรัก DIY’ สำหรับสาว ๆ ที่ชอบทำงานฝีมือหรือตกแต่งห้องเอง ปัจจุบัน Felissimo มีชมรมเกือบ 30 ชมรมในบริษัท เช่น ชมรมนกน้อย ชมรมเต่าและทะเล ชมรมเวทมนตร์ (มีจำหน่ายชุดแม่มดน่ารัก ๆ สร้อยคอนำโชค กระเป๋าเครื่องสำอางที่หน้าตาเหมือนหนังสือเวทมนตร์)

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

พนักงานจัดอีเวนต์ทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสิ่งต่าง ๆ ในชมรมนั้น โดยที่ตัวพนักงานเองก็สนุก มีความสุข เพราะได้ทำในสิ่งที่ตนเองสนใจ และรู้เรื่องนั้น ๆ ดีอยู่แล้ว แถมได้ทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่มีเรื่องคุยกันถูกคอด้วย

สิ่งที่น่าสนใจ คือ เวลาตั้งชมรม พนักงานจะต้องตั้งเสาธง (Flag) หลักก่อน กล่าวคือ พวกเขาต้องการสร้างสังคมแบบไหน เช่น ชมรมแมว ต้องการสร้างสังคมที่มนุษย์กับแมวจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยมุ่งมั่นที่จะช่วยแมวที่อาจโดนกำจัดได้

นอกจากนี้ Felissimo กำหนดเงื่อนไข 3 ประการ คือ หนึ่ง สิ่งนั้นมีโอกาสพัฒนาเป็นธุรกิจได้ สอง มีความเป็นเอกลักษณ์ สาม เป็นประโยชน์แก่สังคม ถึงจะสร้างเป็นชมรมได้ (แค่ความชอบอย่างเดียวนั้นยังไม่พอ) 

เมื่อพนักงานได้ทำในสิ่งที่พวกเขารัก

มีพนักงานกลุ่มหนึ่ง ชอบไปดูละครเวที ดูคอนเสิร์ต ซึ่งหลายครั้ง ก็ต้องไปต่างจังหวัดไกล ๆ พวกเธอเคยใช้กระเป๋าลาก แต่ลากขึ้นลงรถไฟ ก็ไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไร พวกเธอจึงออกแบบกระเป๋าขนาดมหึมา ที่สะพายหลังได้ ใส่รองเท้าอีก 1 คู่ ชุด เสื้อผ้า เครื่องแต่งหน้า แท่งไฟนีออนได้

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : style.nikkei.com

ส่วนชมรมมิวเซียม เป็นการรวมตัวของพนักงานที่ชอบไปชมงานนิทรรศการ ก็ออกแบบสินค้าสำหรับคนที่รักการไปมิวเซียม เช่น รองเท้าที่เหมาะกับการไปดูงานแกลเลอรี่ศิลปะ เดินนาน ๆ ก็ไม่เมื่อย ส้นรองเท้าเป็นยาง เดินแล้วเสียงไม่ดังรบกวนผู้อื่น ตัวสายรูปตัว T ที่ยึด ทำให้รองเท้าเกาะกับเท้าได้ง่าย ส้นสูงเพียง 3.5 เซนติเมตร ก็กำลังพอเหมาะกับการทำให้ขาดูยาว แต่ไม่เมื่อยเมื่อเดินนาน ๆ (อยากได้!!!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : note.com

ส่วนสินค้าที่มีประโยชน์เชิงอารมณ์ เช่น กระเป๋าเครื่องสำอางที่รูปทรงคล้ายพัดของเจ้าหญิงยุคเฮอัน

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
เจ้าหญิงยุคไหน ๆ ก็ต้องสวยงาม
ภาพ : note.com

สำหรับคนทั่วไป เมื่อเห็นสินค้าเหล่านี้แล้วอาจรู้สึกเฉย ๆ แต่สำหรับคนที่ชอบทำกิจกรรมนั้น ๆ หรือมีไลฟ์สไตล์ตรงกับสมาชิกชมรม ก็จะรู้สึกถูกใจ และค่อย ๆ เข้ามาอยู่ในวงของ Felissimo ในที่สุด

สินค้าที่คนอยากซื้ออย่างต่อเนื่อง

นอกจากสินค้าจากชมรมต่าง ๆ แล้ว Felissimo ยังคงรักษาเป้าหมายในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เมื่อบริษัทมีจุดเริ่มต้นจาก Subscription Model ทำอย่างไรให้ลูกค้ารักและอยากซื้อสินค้าจาก Felissimo อย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่บริษัทคิดเสมอในการพัฒนาสินค้า ตลอดจนแบรนด์ใหม่ ๆ 

ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์​ You + More ซึ่งหากออกเสียงไว ๆ ก็จะกลายเป็นคำว่า ‘Humour’ นั่นเอง 

คอนเซ็ปต์แบรนด์ คือ สร้างรอยยิ้มและความสนุกสนานให้กับชีวิตประจำวันที่ผู้คนคุ้นชิน

ยกตัวอย่างเช่น หมอนข้างหัวไชเท้าน้อย เวลาโอบกอด จะเหมือนอุ้มเด็ก แต่หน้าตาเป็นหัวไชเท้า น่ารักน่าเอ็นดู

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หรือร่มเทมปุระ ที่ปลอกเป็นเปลือกกุ้งทอด ส่วนตัวร่ม เป็นลายกุ้ง ด้ามจับ ก็ทำเป็นหางกุ้ง (ฮ่า ๆ ๆ) 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ภาพ : www.felissimo.co.jp

เป็นแบรนด์ที่ชวนอมยิ้มสมชื่อ 🙂 

ส่วนอีกแบรนด์ ชื่อ 1/d (อ่านว่า Once a day) คอนเซปต์ คือ ‘The housekeeping brand that makes daily living easy.’ ทำให้การทำความสะอาดบ้านเป็นเรื่องง่าย ทำพื้นที่ให้สะอาด แทนที่จะเก็บกวาดเมื่อสกปรก 

แบรนด์นี้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เช่น สเปรย์ทำความสะอาดห้องน้ำ สบู่ขัดอ่างล้างจาน แปรงล้างขวด ผ้าขนหนูแห้งไว เป็นตัวช่วยที่จะทำให้บ้านสะอาดอย่างง่ายดาย และที่สำคัญ บรรจุภัณฑ์ดูเรียบง่าย ไม่กินที่ ยิ่งใช้เป็นเซ็ต ก็จะยิ่งดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้บ้านดูเป็นระเบียบ เพียงแค่จากการวางขวดเท่านั้น 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สเปรย์ทำความสะอาด
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สบู่ขัดอ่างล้างจาน 
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
แปรงอเนกประสงค์
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ผ้าขนหนูแห้งไว
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ถุงมือแอลกอฮอล์
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หากมองชีวิตประจำวันของเรา 

ในการดำเนินธุรกิจ อาจมีช่วงเวลาที่ธุรกิจไปได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป โมเดลความสำเร็จนั้น อาจไม่เหมาะกับบริบทในยุคใหม่ 

Felissimo ได้ลองผิดลองถูก จนพบว่า สิ่งที่พวกเขาปรับเปลี่ยนได้ คือ การออกสินค้าแนวใหม่ ที่ตอบโจทย์ชีวิตและไลฟ์สไตล์ผู้คนในยุคสมัยปัจจุบันยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน พวกเขายังคงมุ่งมั่นในการสร้างแฟนคลับ ทำให้ลูกค้าชื่นชอบและผูกพันกับ Felissimo ซึ่งแนวคิดนี้ สะท้อนในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างชมรม ตลอดจนการคิดสินค้าที่ผู้บริโภคอยากกลับมาซื้อบ่อย ๆ อย่างน้ำยาทำความสะอาดนั่นเอง

ค้นหาให้เจอว่า อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจควรรักษา อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลง 

“ผมคิดว่า หลักคิดแบบ Economy of Scale หมดยุคสมัยไปแล้ว สิ่งที่สำคัญในอนาคต คือ เศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ เราจะสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างไร นั่นต่างหาก เป็นสิ่งสำคัญต่อการอยู่รอดของธุรกิจ”คาซึฮิโกะ ยาซากิ ประธานรุ่นที่ 3 

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load