18 พฤศจิกายน 2563
9 K

The Cloud x ศูนย์เอเชียใต้ศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หลายครั้งคำพูดที่เราใช้กันจนติดปากก็กลายเป็นนายของความคิด อย่างคำพูดเปรียบเปรยเชิงเชื้อชาติที่มักจะหล่อหลอมวิถีคิดและการมองโลกของเรามาโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น เมื่อเอ่ยถึงคนทมิฬ คนไทยจำนวนหนึ่งจึงยึดติดอยู่กับความเชื่ออย่างหนึ่ง กระทั่งมองข้ามสายสัมพันธ์ที่โยงใยคนทมิฬกับคนไทยมานานนับพันปี ทั้งที่คนสองกลุ่มมีส่วนที่เหมือนกันมากกว่าต่าง ไม่ว่าจะเป็นด้านอุปนิสัยใจคอ ความคิดความเชื่อ วิถีชีวิต และวัฒนธรรมการกินอยู่

อารยธรรมทมิฬเป็นบ่อเกิดของอารยธรรมทั้งหลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งสุวรรณภูมิ ภาษาทมิฬเป็นภาษาโบราณที่เก่าแก่มากที่สุดภาษาหนึ่งในโลก ภาษาที่สืบทอดมาแต่โบราณคือสิ่งที่ยึดโยงลูกหลานชาวฑราวิทที่ต้องถอยร่นลงใต้จากถิ่นฐานเดิมในลุ่มแม่น้ำสินธุไว้ด้วยกัน ‘ทมิฬกัม’ จึงเป็นชื่อเรียกดินแดนของกลุ่มคนที่ใช้ภาษาทมิฬเป็นภาษาหลัก ตั้งแต่ปลายแหลมสุดของชมพูทวีปข้ามไปจนถึงตอนเหนือของลังกาทวีป 

ทมิฬ ชาวอินเดียที่นำพริก มะนาว กาแฟ เข้าเมืองไทย และมีตำรับอาหารอร่อยคล้ายชาวสยาม
ภาพ : Madras School of Industrial Arts
ทมิฬ ชาวอินเดียที่นำพริก มะนาว กาแฟ เข้าเมืองไทย และมีตำรับอาหารอร่อยคล้ายชาวสยาม
ทมิฬ ชาวอินเดียที่นำพริก มะนาว กาแฟ เข้าเมืองไทย และมีตำรับอาหารอร่อยคล้ายชาวสยาม

เจระ โจฬะ ปาณฑัย และปัลลวะ เป็นชื่อของอาณาจักรในเขตทมิฬกัมที่คนไทยคุ้นเคย อาณาจักรทมิฬเหล่านี้เติบโตขึ้นมาพร้อมกับการค้าในอ่าวเบงกอลและมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งเริ่มทวีความสำคัญขึ้นมาตั้งแต่ช่วง 400 ปีก่อนคริสตกาล ด้วยข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของทมิฬกัม พ่อค้าชาวทมิฬโบราณจึงสามารถสร้างเครือข่ายการค้าที่เชื่อมโยงครอบคลุมไปทั่วมหาสมุทรอินเดีย ทำหน้าที่เป็นตัวกลางส่งถ่ายสินค้า พันธุ์พืช และอารยธรรมระหว่างดินแดน 

หากปราศจากกองเรือจากทมิฬกัม พืชพรรณอย่างพริก มะเขือเทศ หรือมะนาว คงเดินทางมาไม่ถึงสุวรรณภูมิ ถ้าชาวทมิฬไม่ได้ลงหลักปักฐานในสุวรรณภูมิและนำอารยธรรมของตนเข้ามาเผยแผ่ ทั้งศาสนา ภาษา วัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งอาหาร ไทยก็คงไม่ได้มีหน้าตาอย่างที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้

ผู้เขียนจึงอยากเชิญชวนผู้อ่านมาร่วมทำความรู้จักกับอาหารทมิฬ ที่อาจจะช่วยให้เราเข้าใจคนทมิฬและดินแดนทมิฬมากขึ้น

ข้าวในวัฒนธรรมทมิฬ

ทมิฬ ชาวอินเดียที่นำพริก มะนาว กาแฟ เข้าเมืองไทย และมีตำรับอาหารอร่อยคล้ายชาวสยาม

คนทมิฬและคนอินเดียทางภาคใต้รับประทานข้าวเป็นอาหารหลักเช่นเดียวกับคนไทย ข้าวของอินเดียใต้มีสายพันธุ์หลากหลาย และแตกต่างจากข้าวพันธุ์บาสมตีที่ปลูกกันทางตอนเหนือของประเทศ คนทมิฬให้ความสำคัญกับอาหารอินทรีย์มาก จึงนิยมข้าวสายพันธุ์พื้นเมืองมากกว่าข้าวที่ปลูกกันเป็นอุตสาหกรรม 

ข้าวที่คนทมิฬถือว่าเป็นสุดยอดของสายพันธุ์ข้าว เป็นข้าวเมล็ดผอมยาวสีดำและมียางเหนียวชื่อว่า ‘คาวูนี อะรีสี’ หรือข้าวต้องห้าม เชื่อกันว่าเป็นพันธุ์ข้าวที่พ่อค้าชาวทมิฬนำเข้ามาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แต่ครั้งโบราณ สมัยก่อนสงวนไว้สำหรับตั้งสำรับถวายเชื้อพระวงศ์เท่านั้น ในปัจจุบันนิยมปลูกกันอย่างแพร่หลาย เพราะเป็นข้าวที่มีกลิ่นหอมและรสชาติอร่อย 

อีกสายพันธุ์หนึ่งคือข้าวหอมสีขาวที่ชื่อที่ว่า ‘ทุอายะมัลลี’ หรือข้าวขาวมะลิ เมล็ดสั้นป้อมและสีขาวนวลเหมือนกับดอกมะลิตูม ข้าวเหล่านี้นอกจากนำมาหุงรับประทานเป็นข้าวสวยแล้ว ชาวทมิฬก็ยังนิยมนำมาแปรรูปเป็นอาหารและขนมจากแป้งข้าวเจ้าหลากชนิด

‘อิดลี’ และ ‘อิดดีอัปปัม’ เป็นอาหารเช้าที่คนทมิฬนิยม ทั้งสองจานทำมาจากแป้งข้าวเจ้าหมักกับถั่วไว้ค้างคืนจนเกิดยีสต์ตามธรรมชาติ อิดลีมีรูปร่างคล้ายขนมถ้วยฟูของคนไทย ส่วนอิดดีอัปปัมก็คือเส้นขนมจีนของเราดีๆ นั่นเอง 

ทั้งนี้มีนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์อาหารของอินเดียคนหนึ่งสันนิษฐานไว้ว่า อาหารจานข้าวทั้งสองอย่างนี้อาจมีต้นกำเนิดมาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คนทมิฬนิยมรับประทานอิดลีและอิดดีอัปปัมกับเครื่องเคียงที่ทำจากมะพร้าวและซัมปาร์ ที่ผู้เขียนมักเรียกว่าแกงส้มมะรุมแบบทมิฬ ด้วยหน้าตาและรสชาติไม่ต่างกัน ครั้งหนึ่งที่เมืองเจนไน ผู้เขียนเคยรับประทานอิดดีอัปปัมกับแกงเผ็ดปลาฉิ้งฉ้าง ที่หากหลับตาก็จะนึกว่ากำลังรับประทานขนมจีนกับแกงตูมี้ของภูเก็ต

ทมิฬ ชาวอินเดียที่นำพริก มะนาว กาแฟ เข้าเมืองไทย และมีตำรับอาหารอร่อยคล้ายชาวสยาม
ภาพ : Mdsmds0 
ทมิฬ ชาวอินเดียที่นำพริก มะนาว กาแฟ เข้าเมืองไทย และมีตำรับอาหารอร่อยคล้ายชาวสยาม
ภาพ : Viewfinder 18 
ทมิฬ ชาวอินเดียที่นำพริก มะนาว กาแฟ เข้าเมืองไทย และมีตำรับอาหารอร่อยคล้ายชาวสยาม
ทมิฬ ชาวอินเดียที่นำพริก มะนาว กาแฟ เข้าเมืองไทย และมีตำรับอาหารอร่อยคล้ายชาวสยาม

ข้าวสำคัญกับชีวิตคนทมิฬมาก ในเทศกาลปีใหม่ทมิฬที่เรียกว่า ‘ไทปองกัล’ หรือ ‘ปองกัล’ ราวกลางเดือนมกราคมของทุกปีต้องมีอาหารจานข้าวเป็นนางเอกคนสำคัญของงาน ข้าวใหม่ที่หุงกับนมและน้ำตาลอ้อยในหม้อดิน ต้มให้เดือดจนน้ำนมล้นเอ่อออกมา ถือเป็นสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์พูนสุขในชีวิต

สำรับข้าวทมิฬ

ทมิฬ ชาวอินเดียที่นำพริก มะนาว กาแฟ เข้าเมืองไทย และมีตำรับอาหารอร่อยคล้ายชาวสยาม
ภาพ : Rajesh dangi

สำรับข้าวทมิฬ หรือ ‘สัปปาฑู’ ประกอบด้วยกับข้าวและเครื่องเคียง 5 หรือ 6 อย่างเป็นอย่างน้อย คือ คูฬัมบู โปริยัล ระซัม ซัมปาร์ อัปปาลัม อูรุกาย ปายาซัม และทายีร์ โดยในมื้อพิเศษกับข้าวในสำรับข้าวทมิฬอาจมีจำนวนถึง 20 อย่างเลยทีเดียว กับข้าวทมิฬรสชาติเข้มข้นครบรสคล้ายกับอาหารไทย ไม่หนักเครื่องเทศมากจนฉุน กับข้าวหลายชนิดที่พบทางภาคใต้ของไทยก็มักมีญาติหน้าตาคล้ายๆ กันอยู่ที่ทมิฬนาฑู

คูฬัมบู ก็คือแกงเผ็ดอย่างในสำรับอาหารไทยนั่นเอง เป็นกับข้าวจานหลักของมื้อ คูฬัมบูนั้นมีมากมากหลายชนิด มีทั้งที่เป็นน้ำแกงใสหรือน้ำแกงข้นจากกะทิหรือนม รสชาติต้องปรุงให้ออกเปรี้ยวร้อนด้วยน้ำมะขามเปียกกับพริกหรือพริกไทย

โปริยัล คืออาหารจานผัดหรือทอด ส่วนมากแล้วเป็นผักสีเขียวรสสัมผัสกรุบกรอบ อย่างกระเจี๊ยบ มะระขี้นก หรือถั่วฝักยาว ผัดไฟแรงด้วยน้ำมันเล็กน้อย ปรุงรสด้วยเกลือ ขมิ้น พริกแห้ง ลูกผักชี หรือเมล็ดผักกาด

ทมิฬ ชาวอินเดียที่นำพริก มะนาว กาแฟ เข้าเมืองไทย และมีตำรับอาหารอร่อยคล้ายชาวสยาม
ภาพ : Kalaiselvi Murugesan

ระซัม และ ซัมปาร์ เป็นน้ำแกงที่ออกรสเปรี้ยว หวาน และเผ็ด ระซัมนั้นคนไทยเชื้อสายทมิฬมักเรียกว่า น้ำพริกไทย ด้วยเป็นน้ำแกงใสรสชาติคล้ายต้มส้มที่ปรุงรสด้วยพริกไทยและน้ำมะขามเปียก ในขณะที่ซัมปาร์เป็นแกงผักที่ปรุงน้ำให้ข้นด้วยถั่วซีก มักจะใส่บวบและฝักมะรุมอ่อน

อัปปาลัม เป็นแผ่นข้าวเกรียบที่ช่วยเพิ่มรสสัมผัสให้แก่มื้ออาหาร ในร้านอาหารอินเดียมักเรียกชื่อกันตามอย่างคนอังกฤษและคนปัญจาบีว่า ปัปปาดัม หรือ ปาปัด รับประทานเรียกน้ำย่อยหรือคู่กับมื้ออาหารก็ได้ไม่ว่ากัน ส่วนอูรุกาย คือผักดองเค็มรสเผ็ดที่ใช้เสริมรสอาหารเหมือนกับน้ำพริกในสำรับไทย

สำรับข้าวทมิฬมักจบด้วย ปายาซัม และ ทายีร์ เสมอ ปายาซัมก็คือขนมหวานที่แต่เดิมทำจากข้าวหุงกับนมและน้ำตาล ตามแบบข้าวมธุปายาสในตำนานพุทธประวัติ ในปัจจุบันหมายถึงขนมหวานโดยทั่วไป ทายีร์หรือนมเปรี้ยวที่เอาไว้รับประทานเป็นลำดับท้ายสุดนั้นช่วยดับรสเผ็ดและย่อยอาหาร ก่อนล้างปากด้วยกาแฟที่เป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของอินเดียใต้ 

เชื่อกันว่านักบุญมุสลิมซูฟีจากอินเดียได้ลักลอบนำเมล็ดกาแฟออกจากเยเมนเข้ามาปลูกในรัฐกรณาฏกะตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 หลังจากนั้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงรับวัฒนธรรมการดื่มกาแฟมาจากพ่อค้ามุสลิมทมิฬที่เข้ามาค้าขายผ่านทางคาบสมุทรมาลายูอีกทอดหนึ่ง ผู้คนในแถบบ้านเราจึงเรียกกาแฟว่า โกปี ตามอย่างสำเนียงภาษาทมิฬ

ทมิฬในความเป็นไทย

หากเราลองก้าวข้ามพรมแดนแห่งอคติดูสักครั้ง ก็จะพบว่าวัฒนธรรมไทยทมิฬและวัฒนธรรมไทยมีส่วนที่คล้ายคลึงกันมากกว่าต่าง คนทมิฬเป็นน่ารักและใจดี ต่างจากคำพูดเปรียบเปรยที่คนไทยใช้จนติดปาก ปฏิสังสรรค์ระหว่างทมิฬกัมและสุวรรณภูมิแต่ครั้งโบราณก่อให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่ยากจะระบุว่าใครเป็นเจ้าของ 

คำไทยหลายคำ เช่น ทองคำ เนย เจียระไน ฯลฯ ล้วนเป็นคำเดียวกันกับคำที่ใช้ในภาษาทมิฬ ประเพณีการกินเจที่ไม่พบในเมืองจีนก็มาตรงกับประเพณีนวราตรีของคนทมิฬ ตรงกันแม้กระทั่งข้อห้ามของวัตถุดิบ ที่สำคัญ รสชาติอาหารของคนทมิฬก็ยังคล้ายกับอาหารของคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่าอาหารของคนอินเดียด้วยกันในภูมิภาคอื่น

อ่าวเบงกอลจึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับแลกเปลี่ยนสินค้า แต่คือเบ้าหลอมทางวัฒนธรรมที่สำคัญของภูมิภาค ด้วยเหตุนี้ ในตัวคนไทยจึงมีคนทมิฬ และในตัวคนทมิฬจึงมีคนไทย

หากภาพในจินตนาการยังไม่แจ่มชัด และอยากสำรวจวัฒนธรรมแห่งภูมิภาคอ่าวเบงกอลเพิ่มเติมผ่านการเดินทาง อาหาร ผู้คน ศิลปะการแสดง และคำบอกเล่าของผู้เชี่ยวชาญเอเชียใต้ศึกษา รวมทั้งผู้ที่เคยพำนักอาศัยในกลุ่มประเทศรอบอ่าวเบงกอล และซุ้มวัฒธรรมจากประเทศสมาชิกบิมสเทค (BIMSTEC) วันที่ 20 – 21 พฤศจิกายน 2563 นี้ ขอเชิญชวนร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ได้ในงาน The Bay of Bengal : อ่าวเบงกอล แรงบันดาลใจสู่ความยั่งยืน ณ ลานชั้น 1 ศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ กรุงเทพฯ (เวลา 11.00 – 20.00 น.) จัดโดยศูนย์เอเชียใต้ศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หน่วยประสานงานเครือข่ายคลังสมองด้านนโยบายบิมสเทค (BIMSTEC Network of Policy Think Tanks) และศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ กรุงเทพมหานคร อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : ศูนย์เอเชียใต้ศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Writer

จิรยุทธ์ สินธุพันธุ์

นักนิเทศศาสตร์ที่หันมาทำงานด้านเอเชียใต้ศึกษา เรียนรู้โลกผ่านการเดินทาง เรื่องราวของผู้คน และสำรับอาหาร

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในทุกๆ 5 ปี จะมีนิทรรศการยิ่งใหญ่ระดับโลกอย่าง The World Exposition หรือเรียกสั้นๆ ว่า World Expo ซึ่งขึ้นจัดต่อเนื่องยาวนานจากครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2394 (ค.ศ. 1851) ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ และหมุนเวียนประเทศเจ้าภาพที่เป็นภาคีสมาชิก ภายใต้ลิขสิทธิ์การจัดงานซึ่งดูแลโดยสํานักงานมหกรรมโลก (Bureau of International Expositions : BIE)

มหกรรมโลกนี้ นับว่าเป็นงานอลังการที่สุดเป็นอันดับ 3 รองจากกีฬาโอลิมปิกและฟุตบอลโลก ภายในงาน แต่ละประเทศจะนำนวัตกรรมล้ำๆ มานำเสนอเพื่อแสดงศักยภาพของตัวเอง ทั้งในด้านสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ เกิดการค้าระหว่างประเทศ การลงทุน การต่อยอดทางธุรกิจและอุตสาหกรรมใหม่ๆ

ประเทศไทยเข้าร่วมงานนี้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2405 ตรงกับปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 จากอดีตถึงปัจจุบันก็นับเป็นจำนวนกว่า 30 ครั้งแล้ว และในโอกาสดีที่ประเทศไทยเตรียมการครั้งใหญ่เพื่อเข้าร่วม World Expo 2020 Dubai อีกครั้ง หลังงานเลื่อนมา 1 ปีเต็ม ซึ่งครั้งนี้ความพิเศษไม่ได้อยู่แค่ศักยภาพรอบด้านที่เราพกไปอวดโฉมเต็มเปี่ยม หรือตัวอาคารแสดงประเทศไทย (Thailand Pavilion) ที่ออกแบบโดยหยิบเอาเสน่ห์ของ Thai Hospitality มาร้อยเรียงทุกองค์ประกอบเท่านั้น แต่ยังประจวบเหมาะเป็นปีครบรอบความสัมพันธ์ 45 ปี ไทย-UAE หรือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประเทศเจ้าภาพ ในวันที่ 12 ธันวาคม อยู่ระหว่างวันจัดแสดงนิทรรศการ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2564 ถึง 31 มีนาคม พ.ศ. 2565 ด้วย

ตลอดระยะเวลา 6 เดือนเต็ม จะมีอะไรเกิดขึ้นในอาคารแสดงประเทศไทย ศักยภาพด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ความก้าวหน้าทางนวัตกรรม ตลอดจนความเชื่อมั่นภายใต้ “การขับเคลื่อนสู่อนาคต” (Mobility for the Future) ของประเทศไทย จะประจักษ์แก่สายตานักลงทุนต่างชาติ นักท่องเที่ยว และผู้มาร่วมงานอย่างไรบ้าง นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะ Commissioner General of Section for Thailand Pavilion พร้อมเล่าเบื้องหลังการเปลี่ยนพื้นที่ว่างเปล่ากลางทะเลทรายดูไบ เป็นพื้นที่แสดงการพัฒนา-ขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อนาคตให้ฟังอยู่นี่แล้ว

เบื้องหลัง Thailand Pavilion พาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยไปอวดชาวโลก

Connecting Minds, Creating the Future

World Expo 2020 Dubai จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในภูมิภาคตะวันออกกลาง ภายใต้หัวข้อหลัก (Theme) ‘เชื่อมความคิด สร้างอนาคต’ (Connecting Minds, Creating The Future) มีผู้เข้าร่วมกว่า 190 ประเทศ

สำหรับอาคารแสดงประเทศไทย ตั้งอยู่ในพื้นที่โซน Mobility บนพื้นที่กว่า 3,606 ตารางเมตรหรือ 2.25 ไร่ ได้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบทุกส่วน ตั้งแต่จัดหาผู้ออกแบบอาคาร จัดนิทรรศการภายใต้หัวข้อย่อย การขับเคลื่อนสู่อนาคต (Mobility for the Future) และหมุนเวียนจัดการแสดงโชว์ด้านศิลปวัฒนธรรม รวมถึงเฟ้นหา 25 ตัวแทน Thailand Pavillion Ambassador รุ่นใหม่สำหรับพาชมนิทรรศการตลอด 6 เดือน

“เป็นครั้งแรกของไทยที่เรากล้าไปออกงานในพื้นที่ขนาดใหญ่กว่าทุกครั้ง ทำให้เรานำเสนอสถาปัตยกรรมอาคารและการจัดแสดงเทียบเท่าประเทศอื่น เพื่อนบ้านข้างเราเป็นเบลเยียม ถัดไปสหรัฐอเมริกา และเป็นครั้งนี้เราได้ร่วมมือกับภาคเอกชน หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง นำความก้าวหน้าที่เกี่ยวข้องกับ Mobility for the Future ไปนำเสนอ และนำศักยภาพของผู้ประกอบการไทยไปแสดงให้เห็นความยิ่งใหญ่ของประเทศไทยในทุกๆ ด้าน”

ท่านปลัดฯ ยังกล่าวเสริมอีกว่า นอกจากความร่วมมือของภาคเอกชนรายใหญ่ ยังนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลของสตาร์ทอัพไปจัดแสดงด้วย โดยศักยภาพโดดเด่นที่สุดที่เราจะพาไปนำเสนอมีด้วยกัน 3 ด้าน

“หนึ่ง วัฒนธรรมไทยที่นำเสนอในเรื่องรูปลักษณ์ สอง คือความทันสมัยและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัล ที่จะช่วยให้เขาทำธุรกิจในทุกด้านได้ และสาม คือความเป็นมิตรและอัธยาศัยอันดีของคนไทย”

Thailand Pavilion

ทั้งหมดได้รับการรังสรรค์ให้อยู่ภายในอาคารแสดงประเทศไทย (Thailand Pavilion) ที่แสดงศักยภาพผ่านการออกแบบอัตลักษณ์อาคาร โดยนำดอกรัก สื่อถึงการพัฒนาแผ่ขยายวงกว้าง และส่งต่อการเจริญเติบโตเสมือนเกสรดอกไม้ มาทอให้คล้ายกับม่านดอกไม้ ผสานเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมไทยอย่างซุ้มโค้ง แสดงถึงความอ่อนช้อยในลักษณะคล้ายการประนมมือไหว้อันงดงาม ทรงจอมแห ลักษณะของพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามฯ หรือจั่วของบ้านเรือนไทย มาเรียงร้อยเข้าไว้ด้วยกัน

เบื้องหลัง Thailand Pavilion พาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยไปอวดชาวโลก

ส่วนสัญลักษณ์ (Logo) เลือกใช้พวงมาลัยที่ลดทอนเป็นลายเส้น ดังการเชื่อมต่อของดิจิทัลแบบไร้ขีดจำกัด และมีอุบะ 4 ช่อแสดงถึง Thailand 4.0 รวมถึงเลือกใช้สีทองเป็นหลัก เพื่อสื่อถึงแผ่นดินสุวรรณภูมิ มาพร้อมมาสคอตที่มีชื่อว่า น้องรักและน้องมะลิ ซึ่งมาจากดอกไม้ทั้งสองนั่นเอง

ภายในอาคารแสดงประเทศไทยแบ่งเป็น 4 ห้องนิทรรศการ มีคอนเซ็ปต์คือนำเสนอพัฒนาการของประเทศไทยตั้งแต่อดีตสู่ปัจจุบัน ให้สอดคล้องไปกับแนวทางการพัฒนาประเทศไปสู่การเป็น Thailand 4.0 ตลอดจนแนวคิดทางการแก้ปัญหาต่างๆ เช่น การขนส่ง การเดินทาง การสำรวจ การใช้เทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ส่วนบุคคล โลจิสติกส์ การเชื่อมต่อกับระบบดิจิทัลเพื่อมุ่งสู่การเป็นดิจิทัลฮับ และประตูสู่ธุรกิจการค้าทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต

“การนำเสนอยุครุ่งเรืองอย่างสุวรรณภูมิ ไม่ได้ต้องการอ้างประวัติศาสตร์ แต่มุ่งชี้ให้เห็นความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่เราเลือกตั้งประเทศ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าในภูมิภาค รวมถึงการขับเคลื่อนอย่างการเดินทางด้วย ส่วนปัจจุบัน แสดงให้เห็นวิสัยทัศน์ที่จะพัฒนาประเทศไทยไปสู่ประเทศในยุคดิจิทัล

“รัฐบาลมีนโยบายขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจ สังคม และประเทศ ด้วยดิจิทัล เราจะแสดงให้เห็นภาพเมืองไทยในยุคดิจิทัลว่า ประเทศเราพร้อมก้าวขึ้นสู่การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ ถ้าเรามีความพร้อมทางด้าน Digital Infrastructure ทั้งหมดที่ลงทุนไปซึ่งเกิดขึ้นแน่นอน ทุกอย่างกำลังดำเนินการอยู่ ตัวอย่างเช่น EEC รถไฟความเร็วสูง การทำ Telesurgery หรือการผ่าตัดจากทางไกล Submarine Cable ที่เราขยายไป เรื่อง 5G ที่เราให้บริการทางคอมเมอร์เชียลแล้ว ซึ่งจะพัฒนาต่อเนื่องไป ไม่ใช่แค่รองรับการใช้มือถือ แต่เพื่อการเป็น Smart Factory, Smart Farming, Smart Logistic เป็นต้น รวมถึงนวัตกรรมดิจิทัลทั้งหลาย

“ส่วน Smart City ก็นำเสนอว่า แต่ละเมืองในอนาคตจะเป็นอย่างไร โดยสอดแทรกจุดเด่นของประเทศไทย ทั้งอัธยาศัยไมตรี ความเอื้ออาทร ที่มีทั้งความพร้อมในเรื่องเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานที่จะเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ เพื่อทำให้เขาประทับใจในการมาค้าขาย มาลงทุน หรือมาเที่ยวที่ประเทศไทย” คุณอัจฉรินทร์อธิบายถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอาคารแสดงประเทศไทย

Mobility for the Future

สำหรับนิทรรศการทั้ง 4 ห้อง นำเสนอในรูปแบบแอนิเมชัน ประกอบไปด้วย

ห้องที่ 1 Thai Mobility 

ย้อนประวัติศาสตร์ให้เห็นถึงวัฒนธรรมไทย เอกลักษณ์ของอารยธรรมไทย ผ่าน VR (Virtual Reality) เล่าเรื่องยานพาหนะของไทยในอดีตโดยราชรถและเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ 

ห้องที่ 2 : Mobility of Life 

แสดงถึงพัฒนาการการสร้างชาติ ตั้งแต่ยุครัตนโกสินทร์จนถึงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงนำเทคโนโลยีด้านการจัดการน้ำมาพัฒนาประเทศ และเห็นถึงความก้าวหน้าจนปัจจุบัน

เบื้องหลัง Thailand Pavilion พาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยไปอวดชาวโลก

ห้องที่ 3 : Mobility of The Future

เป็นภาพยนตร์แอนิเมชัน 360 องศา นำเสนอให้เห็นความพร้อมทุกด้านของประเทศไทยสู่การเป็น Smart City ในอนาคตอันใกล้ ผ่านโครงการที่กำลังพัฒนาอยู่ ไม่ว่าจะเป็น EEC รถไฟความเร็วสูง 5G และการใช้ประโยชน์ในยุคดิจิทัลทำธุรกิจและบริการ เช่น Telesurgery รวมถึงการเกษตรยุคใหม่หรือ Smart Farming ด้วย

เบื้องหลัง Thailand Pavilion พาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยไปอวดชาวโลก
เบื้องหลัง Thailand Pavilion พาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยไปอวดชาวโลก

ห้องที่ 4 : Heart of Mobility

นำเสนอเรื่องราวของชาวต่างชาติที่รักและหลงเสน่ห์ประเทศไทย ตั้งแต่อเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลาง เอเชีย จนเลือกมาพำนัก ท่องเที่ยว ลงทุนทำธุรกิจ หรือนำร้านอาหารไทยไปเปิดทั่วโลก เช่น เชฟ นักวิทยาศาสตร์ระดับโลก ผู้กำกับฮอลลีวูดชื่อดัง เพื่อให้นักลงทุน-นักท่องเที่ยวมั่นใจในประเทศไทยยิ่งขึ้น

นอกจากห้องนิทรรศการ ยังมีร้านอาหารไทย (The Taste of Thai) ให้ได้ลิ้มความอร่อยของเมนูไทยสี่ภาค และร้านขายของที่ระลึก (Thai Souk) ให้เลือกสรรสินค้าคุณภาพดีติดมือกลับบ้าน

แนวคิดเบื้องหลัง Thailand Pavilion ใน World Expo 2020 Dubai ประกาศศักยภาพเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมในเวทีโลก

The Best of Thailand

ความน่าตื่นตาตื่นใจยังไม่หมดเท่านี้ เพราะตลอด 6 เดือนเต็ม จะมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยร่วมสมัยภายใต้แนวคิด Thai Iconic เช่น การแสดงโขน การแสดงสี่ภาค บริเวณหน้าทางเข้าหมุนเวียนให้ชมในแต่ละวัน ที่ท่านปลัดฯ แอบกระซิบเป็นพิเศษ คือการแสดงจากเหล่า Thai Ambassador ซึ่งซุ่มเตรียมการไว้โดยเฉพาะ ใบ้นิดเดียวว่า หนึ่งในนั้นเป็นนักแซกโซโฟน อาจได้เห็นโชว์วง Trio ก็เป็นได้

แนวคิดเบื้องหลัง Thailand Pavilion ใน World Expo 2020 Dubai ประกาศศักยภาพเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมในเวทีโลก

ส่วนเทศกาลเสริมเป็นระยะๆ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด The Best of Thailand โดยมีไฮไลต์เป็นกิจกรรมในวาระครบรอบความสัมพันธ์ 45 ปี ไทย-UAE ประเทศเจ้าภาพ ซึ่งตรงกับวันที่ 12 ธันวาคมพอดี พร้อมกับการแสดงโชว์เสมือนวันชาติ (5 ธันวาคม) ซึ่งทุกประเทศต้องนำธีมวันชาติของตัวเองเข้าร่วมขบวนพาเหรดและกิจกรรมที่ World Expo จัดขึ้น

“ในเดือนพฤศจิกายนมีวันลอยกระทง เราจะมีเทศกาลแห่งสายน้ำ มีเทศกาลอันว่าด้วยการท่องเที่ยวและสุขภาพที่ ททท. รวมถึงบริษัทที่เกี่ยวกับสุขภาพจะมาร่วมกันจัดแสดงโชว์เคสเพิ่มเติม ในส่วน Innovation Week เหล่า Digital Star-up ก็จะมาร่วมโชว์ศักยภาพของพวกเขา ส่วน Energy Week ก็จะมีการจัดแสดงจากบริษัทพันธมิตรด้านพลังงาน”

คุณอัจฉรินทร์เล่าถึงการแสดงรายเดือน เพื่อหวังให้เกิดความประทับใจแก่คนที่มาชมงาน โดยเชื่อว่าหลังจบ World Expo 2020 Dubai ครั้งนี้ จะมีผู้เข้ามาเที่ยวและเข้ามาลงทุนธุรกิจในประเทศไทยมากขึ้น พร้อมเสริมว่า นี่เป็นนิทรรศการที่ไปเปิดศักยภาพของประเทศในด้านอุตสาหกรรม การค้า การลงทุน การทำธุรกิจยุคใหม่ ไปจนถึงการท่องเที่ยว ซึ่งขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีดิจิทัลให้พร้อมรับนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจหลังโควิด-19

“เรื่องนวัตกรรมทางด้านดิจิทัล ณ ขณะนี้ประเทศไทยเริ่มมีการเติบโต มีความพร้อม เรามีสตาร์ทอัพที่ทำอยู่พอสมควร เริ่มมียูนิคอร์น อาจเห็นบางคนที่เขาออกไปอยู่จากาตาร์ สิงค์โปร์ ซึ่งมี Ecosystem ที่พร้อมกว่า แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกำลังแก้ไขกฎระเบียบ Ecosystem ให้เอื้อเพิ่มขึ้น

“ถ้าถามว่านวัตกรรมประเทศไทยเป็นอย่างไร เราก็มีศักยภาพพอสมควร ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานที่เราลงทุนไป จะเป็นตัวเชื่อมโยงให้เกิดนักลงทุนรายใหญ่เข้ามา เพื่อสนับสนุนและกระตุ้นให้เกิดสตาร์ทอัพ พร้อมทั้งสนับสนุนให้นักลงทุนรายเล็กเติบโตได้ ซึ่งจะเห็นเป็นรูปธรรมเร็วๆ นี้ เราควรจะเห็นอะไรก้าวหน้าไปเยอะ แต่สถานการณ์โควิด-19 ทำให้การลงทุนใหญ่ๆ หลายโครงการในประเทศไทยชะลอออกไป และหลายบริษัทที่พร้อมจะเข้ามาลงทุนก็ยังเข้ามาไม่ได้ 

“เราเชื่อว่าหลังสถานการณ์โรคระบาด เมื่อประเทศกลับมาเปิดแล้วจะมีความพร้อมมาก เพราะฉะนั้น งาน World Expo 2020 Dubai ครั้งนี้ อยู่ในช่วงเวลาคาบเกี่ยวการเปิดประเทศหลังโควิด-19 เราเชื่อว่านักธุรกิจหรือคนที่เขาไปชมงานแล้วประทับใจ เขาจะอยากเข้ามาประเทศไทย ส่วนคนไทยเองก็บินไปดูงานนี้ได้เหมือนกัน”

แนวคิดเบื้องหลัง Thailand Pavilion ใน World Expo 2020 Dubai ประกาศศักยภาพเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมในเวทีโลก

มากไปกว่าการสร้างโอกาสแลกเปลี่ยนนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล ในการพัฒนาสร้างสรรค์เชิงเศรษฐกิจและสังคมร่วมกับนานาประเทศ อีกทั้งประชาสัมพันธ์ประเทศไทยบนเวทีโลกแล้ว นี่จะเป็นโอกาสสำคัญให้นานาประเทศเชื่อมั่นในศักยภาพการพัฒนาด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลในมิติต่างๆ ของประเทศไทย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และกำลังคน ในฐานะประเทศศูนย์กลางทางนวัตกรรมและเทคโนโลยีในภูมิภาคได้อย่างแน่นอน

สำหรับคนไทยที่รอชมทางบ้าน ติดตามความเคลื่อนไหวและรับชมการถ่ายทอดสดกิจกรรม ซึ่งจะหมุนเวียนไปในแต่ละวันได้ที่ Expo2020DubaiThailand/

ติดตามข่าวสารของอาคารแสดงประเทศไทยได้ที่

Facebook : Expo 202 Dubai Thailand

Instagram : expo2020dubaithailand

Youtube : Expo2020DubaiThailand

Website : www.expo2020dubaithailand.com/

Writer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load