18 พฤศจิกายน 2563
9 K

The Cloud x ศูนย์เอเชียใต้ศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หลายครั้งคำพูดที่เราใช้กันจนติดปากก็กลายเป็นนายของความคิด อย่างคำพูดเปรียบเปรยเชิงเชื้อชาติที่มักจะหล่อหลอมวิถีคิดและการมองโลกของเรามาโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น เมื่อเอ่ยถึงคนทมิฬ คนไทยจำนวนหนึ่งจึงยึดติดอยู่กับความเชื่ออย่างหนึ่ง กระทั่งมองข้ามสายสัมพันธ์ที่โยงใยคนทมิฬกับคนไทยมานานนับพันปี ทั้งที่คนสองกลุ่มมีส่วนที่เหมือนกันมากกว่าต่าง ไม่ว่าจะเป็นด้านอุปนิสัยใจคอ ความคิดความเชื่อ วิถีชีวิต และวัฒนธรรมการกินอยู่

อารยธรรมทมิฬเป็นบ่อเกิดของอารยธรรมทั้งหลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งสุวรรณภูมิ ภาษาทมิฬเป็นภาษาโบราณที่เก่าแก่มากที่สุดภาษาหนึ่งในโลก ภาษาที่สืบทอดมาแต่โบราณคือสิ่งที่ยึดโยงลูกหลานชาวฑราวิทที่ต้องถอยร่นลงใต้จากถิ่นฐานเดิมในลุ่มแม่น้ำสินธุไว้ด้วยกัน ‘ทมิฬกัม’ จึงเป็นชื่อเรียกดินแดนของกลุ่มคนที่ใช้ภาษาทมิฬเป็นภาษาหลัก ตั้งแต่ปลายแหลมสุดของชมพูทวีปข้ามไปจนถึงตอนเหนือของลังกาทวีป 

ทมิฬ ชาวอินเดียที่นำพริก มะนาว กาแฟ เข้าเมืองไทย และมีตำรับอาหารอร่อยคล้ายชาวสยาม
ภาพ : Madras School of Industrial Arts
ทมิฬ ชาวอินเดียที่นำพริก มะนาว กาแฟ เข้าเมืองไทย และมีตำรับอาหารอร่อยคล้ายชาวสยาม
ทมิฬ ชาวอินเดียที่นำพริก มะนาว กาแฟ เข้าเมืองไทย และมีตำรับอาหารอร่อยคล้ายชาวสยาม

เจระ โจฬะ ปาณฑัย และปัลลวะ เป็นชื่อของอาณาจักรในเขตทมิฬกัมที่คนไทยคุ้นเคย อาณาจักรทมิฬเหล่านี้เติบโตขึ้นมาพร้อมกับการค้าในอ่าวเบงกอลและมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งเริ่มทวีความสำคัญขึ้นมาตั้งแต่ช่วง 400 ปีก่อนคริสตกาล ด้วยข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของทมิฬกัม พ่อค้าชาวทมิฬโบราณจึงสามารถสร้างเครือข่ายการค้าที่เชื่อมโยงครอบคลุมไปทั่วมหาสมุทรอินเดีย ทำหน้าที่เป็นตัวกลางส่งถ่ายสินค้า พันธุ์พืช และอารยธรรมระหว่างดินแดน 

หากปราศจากกองเรือจากทมิฬกัม พืชพรรณอย่างพริก มะเขือเทศ หรือมะนาว คงเดินทางมาไม่ถึงสุวรรณภูมิ ถ้าชาวทมิฬไม่ได้ลงหลักปักฐานในสุวรรณภูมิและนำอารยธรรมของตนเข้ามาเผยแผ่ ทั้งศาสนา ภาษา วัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งอาหาร ไทยก็คงไม่ได้มีหน้าตาอย่างที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้

ผู้เขียนจึงอยากเชิญชวนผู้อ่านมาร่วมทำความรู้จักกับอาหารทมิฬ ที่อาจจะช่วยให้เราเข้าใจคนทมิฬและดินแดนทมิฬมากขึ้น

ข้าวในวัฒนธรรมทมิฬ

ทมิฬ ชาวอินเดียที่นำพริก มะนาว กาแฟ เข้าเมืองไทย และมีตำรับอาหารอร่อยคล้ายชาวสยาม

คนทมิฬและคนอินเดียทางภาคใต้รับประทานข้าวเป็นอาหารหลักเช่นเดียวกับคนไทย ข้าวของอินเดียใต้มีสายพันธุ์หลากหลาย และแตกต่างจากข้าวพันธุ์บาสมตีที่ปลูกกันทางตอนเหนือของประเทศ คนทมิฬให้ความสำคัญกับอาหารอินทรีย์มาก จึงนิยมข้าวสายพันธุ์พื้นเมืองมากกว่าข้าวที่ปลูกกันเป็นอุตสาหกรรม 

ข้าวที่คนทมิฬถือว่าเป็นสุดยอดของสายพันธุ์ข้าว เป็นข้าวเมล็ดผอมยาวสีดำและมียางเหนียวชื่อว่า ‘คาวูนี อะรีสี’ หรือข้าวต้องห้าม เชื่อกันว่าเป็นพันธุ์ข้าวที่พ่อค้าชาวทมิฬนำเข้ามาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แต่ครั้งโบราณ สมัยก่อนสงวนไว้สำหรับตั้งสำรับถวายเชื้อพระวงศ์เท่านั้น ในปัจจุบันนิยมปลูกกันอย่างแพร่หลาย เพราะเป็นข้าวที่มีกลิ่นหอมและรสชาติอร่อย 

อีกสายพันธุ์หนึ่งคือข้าวหอมสีขาวที่ชื่อที่ว่า ‘ทุอายะมัลลี’ หรือข้าวขาวมะลิ เมล็ดสั้นป้อมและสีขาวนวลเหมือนกับดอกมะลิตูม ข้าวเหล่านี้นอกจากนำมาหุงรับประทานเป็นข้าวสวยแล้ว ชาวทมิฬก็ยังนิยมนำมาแปรรูปเป็นอาหารและขนมจากแป้งข้าวเจ้าหลากชนิด

‘อิดลี’ และ ‘อิดดีอัปปัม’ เป็นอาหารเช้าที่คนทมิฬนิยม ทั้งสองจานทำมาจากแป้งข้าวเจ้าหมักกับถั่วไว้ค้างคืนจนเกิดยีสต์ตามธรรมชาติ อิดลีมีรูปร่างคล้ายขนมถ้วยฟูของคนไทย ส่วนอิดดีอัปปัมก็คือเส้นขนมจีนของเราดีๆ นั่นเอง 

ทั้งนี้มีนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์อาหารของอินเดียคนหนึ่งสันนิษฐานไว้ว่า อาหารจานข้าวทั้งสองอย่างนี้อาจมีต้นกำเนิดมาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คนทมิฬนิยมรับประทานอิดลีและอิดดีอัปปัมกับเครื่องเคียงที่ทำจากมะพร้าวและซัมปาร์ ที่ผู้เขียนมักเรียกว่าแกงส้มมะรุมแบบทมิฬ ด้วยหน้าตาและรสชาติไม่ต่างกัน ครั้งหนึ่งที่เมืองเจนไน ผู้เขียนเคยรับประทานอิดดีอัปปัมกับแกงเผ็ดปลาฉิ้งฉ้าง ที่หากหลับตาก็จะนึกว่ากำลังรับประทานขนมจีนกับแกงตูมี้ของภูเก็ต

ทมิฬ ชาวอินเดียที่นำพริก มะนาว กาแฟ เข้าเมืองไทย และมีตำรับอาหารอร่อยคล้ายชาวสยาม
ภาพ : Mdsmds0 
ทมิฬ ชาวอินเดียที่นำพริก มะนาว กาแฟ เข้าเมืองไทย และมีตำรับอาหารอร่อยคล้ายชาวสยาม
ภาพ : Viewfinder 18 
ทมิฬ ชาวอินเดียที่นำพริก มะนาว กาแฟ เข้าเมืองไทย และมีตำรับอาหารอร่อยคล้ายชาวสยาม
ทมิฬ ชาวอินเดียที่นำพริก มะนาว กาแฟ เข้าเมืองไทย และมีตำรับอาหารอร่อยคล้ายชาวสยาม

ข้าวสำคัญกับชีวิตคนทมิฬมาก ในเทศกาลปีใหม่ทมิฬที่เรียกว่า ‘ไทปองกัล’ หรือ ‘ปองกัล’ ราวกลางเดือนมกราคมของทุกปีต้องมีอาหารจานข้าวเป็นนางเอกคนสำคัญของงาน ข้าวใหม่ที่หุงกับนมและน้ำตาลอ้อยในหม้อดิน ต้มให้เดือดจนน้ำนมล้นเอ่อออกมา ถือเป็นสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์พูนสุขในชีวิต

สำรับข้าวทมิฬ

ทมิฬ ชาวอินเดียที่นำพริก มะนาว กาแฟ เข้าเมืองไทย และมีตำรับอาหารอร่อยคล้ายชาวสยาม
ภาพ : Rajesh dangi

สำรับข้าวทมิฬ หรือ ‘สัปปาฑู’ ประกอบด้วยกับข้าวและเครื่องเคียง 5 หรือ 6 อย่างเป็นอย่างน้อย คือ คูฬัมบู โปริยัล ระซัม ซัมปาร์ อัปปาลัม อูรุกาย ปายาซัม และทายีร์ โดยในมื้อพิเศษกับข้าวในสำรับข้าวทมิฬอาจมีจำนวนถึง 20 อย่างเลยทีเดียว กับข้าวทมิฬรสชาติเข้มข้นครบรสคล้ายกับอาหารไทย ไม่หนักเครื่องเทศมากจนฉุน กับข้าวหลายชนิดที่พบทางภาคใต้ของไทยก็มักมีญาติหน้าตาคล้ายๆ กันอยู่ที่ทมิฬนาฑู

คูฬัมบู ก็คือแกงเผ็ดอย่างในสำรับอาหารไทยนั่นเอง เป็นกับข้าวจานหลักของมื้อ คูฬัมบูนั้นมีมากมากหลายชนิด มีทั้งที่เป็นน้ำแกงใสหรือน้ำแกงข้นจากกะทิหรือนม รสชาติต้องปรุงให้ออกเปรี้ยวร้อนด้วยน้ำมะขามเปียกกับพริกหรือพริกไทย

โปริยัล คืออาหารจานผัดหรือทอด ส่วนมากแล้วเป็นผักสีเขียวรสสัมผัสกรุบกรอบ อย่างกระเจี๊ยบ มะระขี้นก หรือถั่วฝักยาว ผัดไฟแรงด้วยน้ำมันเล็กน้อย ปรุงรสด้วยเกลือ ขมิ้น พริกแห้ง ลูกผักชี หรือเมล็ดผักกาด

ทมิฬ ชาวอินเดียที่นำพริก มะนาว กาแฟ เข้าเมืองไทย และมีตำรับอาหารอร่อยคล้ายชาวสยาม
ภาพ : Kalaiselvi Murugesan

ระซัม และ ซัมปาร์ เป็นน้ำแกงที่ออกรสเปรี้ยว หวาน และเผ็ด ระซัมนั้นคนไทยเชื้อสายทมิฬมักเรียกว่า น้ำพริกไทย ด้วยเป็นน้ำแกงใสรสชาติคล้ายต้มส้มที่ปรุงรสด้วยพริกไทยและน้ำมะขามเปียก ในขณะที่ซัมปาร์เป็นแกงผักที่ปรุงน้ำให้ข้นด้วยถั่วซีก มักจะใส่บวบและฝักมะรุมอ่อน

อัปปาลัม เป็นแผ่นข้าวเกรียบที่ช่วยเพิ่มรสสัมผัสให้แก่มื้ออาหาร ในร้านอาหารอินเดียมักเรียกชื่อกันตามอย่างคนอังกฤษและคนปัญจาบีว่า ปัปปาดัม หรือ ปาปัด รับประทานเรียกน้ำย่อยหรือคู่กับมื้ออาหารก็ได้ไม่ว่ากัน ส่วนอูรุกาย คือผักดองเค็มรสเผ็ดที่ใช้เสริมรสอาหารเหมือนกับน้ำพริกในสำรับไทย

สำรับข้าวทมิฬมักจบด้วย ปายาซัม และ ทายีร์ เสมอ ปายาซัมก็คือขนมหวานที่แต่เดิมทำจากข้าวหุงกับนมและน้ำตาล ตามแบบข้าวมธุปายาสในตำนานพุทธประวัติ ในปัจจุบันหมายถึงขนมหวานโดยทั่วไป ทายีร์หรือนมเปรี้ยวที่เอาไว้รับประทานเป็นลำดับท้ายสุดนั้นช่วยดับรสเผ็ดและย่อยอาหาร ก่อนล้างปากด้วยกาแฟที่เป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของอินเดียใต้ 

เชื่อกันว่านักบุญมุสลิมซูฟีจากอินเดียได้ลักลอบนำเมล็ดกาแฟออกจากเยเมนเข้ามาปลูกในรัฐกรณาฏกะตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 หลังจากนั้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงรับวัฒนธรรมการดื่มกาแฟมาจากพ่อค้ามุสลิมทมิฬที่เข้ามาค้าขายผ่านทางคาบสมุทรมาลายูอีกทอดหนึ่ง ผู้คนในแถบบ้านเราจึงเรียกกาแฟว่า โกปี ตามอย่างสำเนียงภาษาทมิฬ

ทมิฬในความเป็นไทย

หากเราลองก้าวข้ามพรมแดนแห่งอคติดูสักครั้ง ก็จะพบว่าวัฒนธรรมไทยทมิฬและวัฒนธรรมไทยมีส่วนที่คล้ายคลึงกันมากกว่าต่าง คนทมิฬเป็นน่ารักและใจดี ต่างจากคำพูดเปรียบเปรยที่คนไทยใช้จนติดปาก ปฏิสังสรรค์ระหว่างทมิฬกัมและสุวรรณภูมิแต่ครั้งโบราณก่อให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่ยากจะระบุว่าใครเป็นเจ้าของ 

คำไทยหลายคำ เช่น ทองคำ เนย เจียระไน ฯลฯ ล้วนเป็นคำเดียวกันกับคำที่ใช้ในภาษาทมิฬ ประเพณีการกินเจที่ไม่พบในเมืองจีนก็มาตรงกับประเพณีนวราตรีของคนทมิฬ ตรงกันแม้กระทั่งข้อห้ามของวัตถุดิบ ที่สำคัญ รสชาติอาหารของคนทมิฬก็ยังคล้ายกับอาหารของคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่าอาหารของคนอินเดียด้วยกันในภูมิภาคอื่น

อ่าวเบงกอลจึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับแลกเปลี่ยนสินค้า แต่คือเบ้าหลอมทางวัฒนธรรมที่สำคัญของภูมิภาค ด้วยเหตุนี้ ในตัวคนไทยจึงมีคนทมิฬ และในตัวคนทมิฬจึงมีคนไทย

หากภาพในจินตนาการยังไม่แจ่มชัด และอยากสำรวจวัฒนธรรมแห่งภูมิภาคอ่าวเบงกอลเพิ่มเติมผ่านการเดินทาง อาหาร ผู้คน ศิลปะการแสดง และคำบอกเล่าของผู้เชี่ยวชาญเอเชียใต้ศึกษา รวมทั้งผู้ที่เคยพำนักอาศัยในกลุ่มประเทศรอบอ่าวเบงกอล และซุ้มวัฒธรรมจากประเทศสมาชิกบิมสเทค (BIMSTEC) วันที่ 20 – 21 พฤศจิกายน 2563 นี้ ขอเชิญชวนร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ได้ในงาน The Bay of Bengal : อ่าวเบงกอล แรงบันดาลใจสู่ความยั่งยืน ณ ลานชั้น 1 ศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ กรุงเทพฯ (เวลา 11.00 – 20.00 น.) จัดโดยศูนย์เอเชียใต้ศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หน่วยประสานงานเครือข่ายคลังสมองด้านนโยบายบิมสเทค (BIMSTEC Network of Policy Think Tanks) และศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ กรุงเทพมหานคร อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : ศูนย์เอเชียใต้ศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Writer

จิรยุทธ์ สินธุพันธุ์

นักนิเทศศาสตร์ที่หันมาทำงานด้านเอเชียใต้ศึกษา เรียนรู้โลกผ่านการเดินทาง เรื่องราวของผู้คน และสำรับอาหาร

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

16 สิงหาคม 2560
20 K

ถึงนิสิต นักศึกษา ไม่ว่าคุณจะรักหรือเกลียดสถานะของคุณในตอนนี้ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าช่วงเวลาอุดมศึกษาเป็นช่วงเวลาพิเศษในชีวิต เป็นระยะหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะส่งผลกับคุณก่อนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เป็นพื้นที่ให้คุณได้ลองผิดลองถูกเพื่อค้นหาตัวเอง และจะกลายเป็นความทรงจำของวัยเยาว์ที่มีความหมายกับกับคุณ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

The Cloud รวบรวมคำแนะนำหลากหลายของบรรดาบัณฑิตมาไว้ที่นี่ บางคนอาจเพิ่งเรียนจบมาไม่นาน บางคนก็พ้นเครื่องแบบนักศึกษามานานแล้ว นิยามของ ‘การใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยให้คุ้มค่า’ ของแต่ละคนก็แตกต่างกัน เราเชื่อว่าทุกสิ่งควรมีทางเลือก และอยากจะฝากตัวเลือกที่คุณอาจนำไปปรับใช้ก่อนก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัยไว้ที่นี่

1. ลงเรียนวิชาที่อยากเรียนจริงๆ โดยไม่สนใจเรื่องอื่น

เกรด อาจารย์ เพื่อน และตัวแปรอีกหลายประการ อาจทำให้คุณตัดสินใจเลือกเรียนหรือไม่เรียนวิชาใดวิชาหนึ่ง ขอแนะนำให้ลงทะเบียนหรือเข้าไป sit in วิชาที่อยากรู้จริงๆ โดยไม่สนว่าวิชานั้นจะง่ายหรือยาก หรือมีข้อแม้ว่าต้องมีเพื่อนเรียนด้วย ลองให้คลาสนั้นเป็นช่วงเวลาที่ตัวคุณจะได้เรียนรู้อย่างเต็มที่ และตอบคำถามตัวเองว่าชอบหรือไม่ชอบศาสตร์ที่ศึกษาอยู่ ดีกว่ามาสมัครคอร์สเรียนภายหลัง เพราะค่าเรียนสำหรับผู้ใหญ่อาจแพงกว่ามาก

2. ทำความรู้จักมหาวิทยาลัยในแบบของตัวเอง

นอกจากทำความรู้จักตัวเอง การทำความรู้จักสิ่งแวดล้อมรอบตัวก็สำคัญ ลองเปิดใจเรียนรู้เรื่องราวของคณะและมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะอ่านประวัติ ตำนาน หรือออกสำรวจพื้นที่ต่างๆ ทั้งในและรอบมหาวิทยาลัย คุณอาจค้นพบความสนุกบางอย่างที่ซ่อนอยู่ เช่น ชมรมน่าสนใจ ห้องสมุดน่านั่งทำงาน ร้านอาหารอร่อยนอกคณะ และมุมในสวนแสนสงบ อย่าปล่อยให้สถานที่เรียนที่ต้องไปแทบทุกวันเป็นแค่ความเคยชิน แต่ทำให้มหาวิทยาลัยมีความหมายมากกว่าเดิม

3. ทำกิจกรรมทั้งในและนอกคณะ

ใครๆ คงบอกคุณแล้วแหละว่าควรทำกิจกรรม ก็ความทรงจำที่เราไม่อาจลืมหรือเพื่อนที่คบหาตอนนี้ก็ได้มาจากการเข้าชมรม เข้าค่าย เล่นกีฬา เล่นละครเวที และกิจกรรมนานาในรั้วมหาวิทยาลัยทั้งนั้น การทุ่มใจ กาย และเวลา ให้กลุ่มคนที่มีเป้าหมายร่วมกัน เป็นประสบการณ์พิเศษที่คัดสรรคนบางคนให้เข้ามาในชีวิต แถมยังได้เรียนรู้ทักษะการทำงาน การเข้าสังคม และความเชี่ยวชาญบางอย่างที่ส่งผลต่อการทำงาน

4. มีเพื่อนรุ่นพี่รุ่นน้องและเพื่อนต่างคณะ

เพื่อนสนิทคอเดียวกันกับคุณอาจไม่ได้อยู่แค่ในคณะหรือชั้นเรียนเดียวกัน ลองทำความรู้จักรุ่นพี่รุ่นน้อง และเพื่อนๆ ที่มีตรรกะและความเชี่ยวชาญต่างออกไป บทสนทนาของพวกคุณจะมีอรรถรสแปลกใหม่ เพราะการแลกเปลี่ยนความคิดช่วยขยายมุมมอง ยิ่งรู้จักคนหลากหลาย ยิ่งได้มิตรภาพ ข้อมูลใหม่ๆ และ connection ที่อาจใช้ได้ในอนาคต

5. สนิทกับอาจารย์สักคน

สำหรับคนที่สนใจด้านวิชาการ อยากเข้าใจสิ่งที่เรียนให้ลึกซึ่งยิ่งขึ้น หรือต้องการปรึกษาผู้ใหญ่สักคน การคุยกับครูบาอาจารย์เป็นสิ่งสำคัญมาก คำแนะนำหรือความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้ อาจทำให้เรามองเห็นเส้นทางการเรียนชัดเจนขึ้น รับมือกับอุปสรรคได้ดีขึ้น รวมถึงได้ข้อมูลต่างๆ ที่มีประโยชน์ เช่น แหล่งข้อมูลนอกห้องเรียน ทุนการศึกษาต่างประเทศ และสถานที่ฝึกงาน

6. สร้างกิจกรรมใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน

เมื่อค้นพบที่ทางของตัวเองในมหาวิทยาลัย อย่าปล่อยให้โอกาสนั้นผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ลองสร้างความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ถ้าเป็นหัวหน้าชมรม ลองคิดกิจกรรมใหม่ๆ ไปเสนออาจารย์ที่ปรึกษา ถ้าได้โอกาสทำค่าย มองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ นอกเหนือจากที่รุ่นพี่เคยทำไว้ คุณอาจได้ฝากชื่อไว้เป็นตำนาน หรืออย่างน้อยก็ได้ท้าทายความคิดสร้างสรรค์และความสามารถของตัวเอง

7. ใช้สิ่งอำนวยความสะดวกในมหาวิทยาลัยให้คุ้ม

การเป็นนิสิต นักศึกษา มีสิทธิประโยชน์มากมาย ลองศึกษาเอกสารที่ได้รับแจกตอนเข้าเรียนใหม่ เว็บไซต์ หรือสอบถามผู้รู้ คุณจะประหลาดใจเมื่อพบว่าได้สิทธิรักษาพยาบาล สิทธิทำฟัน รหัสอินเทอร์เน็ต โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ฯลฯ แถมยังยืมหนังสือห้องสมุดกับเข้าโรงยิมฟรีอีกต่างหาก (*สิทธิประโยชน์นี้แตกต่างกันไปตามสถาบันการศึกษา)

8. ใช้บัตรนิสิต นักศึกษา ให้คุ้มค่า

นอกมหาวิทยาลัย โลกใบนี้ก็ยังมอบสิทธิพิเศษให้เยาวชน นักศึกษาจะได้รับการลดหย่อนค่าบัตรโดยสาร ค่าเยี่ยมชมพิพิพิธภัณฑ์หรือสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ทั้งในไทยและทั่วโลก หรือบางครั้งอาจได้สิทธิประโยชน์มาฟรีๆ เลยด้วยซ้ำ ร้านอาหารต่างๆ ก็ชอบจัดโปรโมชันสำหรับคนในวัยเรียน ตักตวงช่วงเวลาที่บัตรนักเรียนนักศึกษายังไม่หมดอายุไว้ให้เต็มที่ เพราะกว่าจะได้สิทธิแบบนี้อีกก็ต้องรอวัยหลังเกษียณ

9. ตามไปกินร้านอร่อยทั่วมหาวิทยาลัย

อย่าปล่อยให้ความจำเจครอบงำช่วงเวลาจับช้อนส้อม มีร้านอร่อยเจ้าประจำน่ะถูกแล้ว แต่การแสวงหาเมนูเด็ดใหม่ๆ เป็นหน้าที่ที่นักผจญภัยทางอาหารพึงกระทำ ลองพัฒนาผัสสะของลิ้นด้วยการออกไปชิมร้านเด็ดเจ้าใหม่ ข้อดีของร้านอาหารในหรือใกล้มหาวิทยาลัยคือความหลากหลายและราคาไม่แพง ชิมแกงของป้าที่คณะแล้ว อย่าลืมก๋วยเตี๋ยวของลุงคณะฝั่งตรงข้าม ผัดไทยของคณะไกลโพ้น หรือขนมหวานของพี่สาวใกล้หอพักนักเรียน เอนจอยชีวิตในมหาวิทยาลัยแล้ว ก็ควรมีความสุขกับมื้ออาหารที่นี่ด้วย

10. รู้จักบุคลากรในคณะ

นอกจากอาจารย์กับนิสิต นักศึกษา มหาวิทยาลัยยังมีเจ้าหน้าที่จำนวนมากที่ขับเคลื่อนสถาบัน การทำความรู้จักสมาชิกในรั้วเดียวกัน ทำให้ชีวิตในมหาวิทยาลัยไม่รายล้อมด้วยคนแปลกหน้า เมื่อรู้จักบรรณารักษ์ พี่ห้องธุรการ น้าร้านถ่ายเอกสาร ป้าแม่บ้าน หรือพี่ รปภ. บรรยากาศในสถาบันก็ไม่แห้งแล้งเย็นชาจนเกินไปนัก แถมยังอุ่นใจได้ว่าคณะที่เรียนปลอดภัยและอบอุ่น

11. ฝึกงาน

นอกตำราเรียนยังมีประสบการณ์มากมายให้ทดลองเรียนรู้ ไม่ว่าแผนการเรียนจะบังคับให้คุณฝึกงานหรือไม่ ขอแนะนำให้ออกไปฝึกงานที่ๆ ฝันใฝ่อยากทำงานด้วย และขยันทำหลายสิ่งหลายอย่างให้เต็มที่ ถ้าใจรักชอบก็จะได้ตัดสินใจเดินเส้นทางสายนี้ต่อ ถ้าไม่ชอบ จะได้เตรียมหาลู่ทางเดินต่อไปหลังเรียนจบ รับประกันได้ว่าประสบการณ์ทำงานจะเป็นพอร์ตยอดเยี่ยมสำหรับการสมัครงานครั้งแรก และสอนอะไรมากมายเกี่ยวกับการทำงานในโลกของผู้ใหญ่

12. ทำงานพิเศษ

อีกขั้นของการฝึกงานคือการหาเงินด้วยตนเอง นี่ล่ะความท้าทายของจริงที่จะทำให้เติบโตไปอีกขั้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร้านค้าหลังเลิกเรียน ช่วยอาจารย์ทำงานวิจัย หรือสอนพิเศษเด็กในวันเสาร์-อาทิตย์ ทุกอย่างคือบทเรียนที่จะทำให้คุณเก่งขึ้น อดทนขึ้น รับผิดชอบมากขึ้น เข้าใจหลายสิ่งได้ดีขึ้นโดยไม่ต้องรอใครมาสอน ที่สำคัญยังช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว ได้เก็บเงินเพื่อซื้อหาสิ่งต่างๆ ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง และเปิดโอกาสให้คุณเข้าใจผู้ปกครองมากขึ้นในวันที่ใกล้เป็นผู้ใหญ่เต็มตัว

13. ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อน

ไม่ว่าจะทำงานออฟฟิศหรือเป็นฟรีแลนซ์ โอกาสลาหยุดไปเที่ยวมีจำกัด และอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายรับ ช่วงวันหยุดยาวหรือปิดเทอม ลองออกไปเที่ยวพักผ่อน สร้างความทรงจำดีๆ กับเพื่อนที่ทะเล ป่าเขา หรือไปไกลกว่านั้นก็ได้ถ้าทุนทรัพย์เอื้ออำนวย ใช้เวลาสนุกสดใสให้เต็มที่ ก่อนที่การพบปะเพื่อนฝูงจะกลายเป็นการปรับทุกข์เรื่องงาน

14. มีความรัก*

ข้อนี้สำคัญจนต้องดอกจัน มีรักในวัยเรียนมหาวิทยาลัย ไม่เหมือนจุดเทียนกลางสายฝน (ในวงเล็บว่าต้องมีสติ) ก่อนออกไปสู่สนามจริงในโลกของผู้ใหญ่ สนามซ้อมเล็กๆ ในวิชาความรักจะทำให้คุณเข้าใจความสัมพันธ์ได้ดีขึ้น เรียนรู้การจัดสรรเงิน เวลา และพลังกายใจให้กับคนสำคัญที่ก้าวเข้ามาในชีวิต ถ้าความรักจบลง คุณก็ได้ประสบการณ์ ถ้ายังแน่นแฟ้นผูกพัน คุณอาจได้คนร่วมชีวิตต่อไปในอนาคต

15. ทำ thesis ที่รัก

ก่อนจบการศึกษา อย่าทำให้ปีสุดท้ายของการเรียนขื่นขม เลือกหัวข้อธีสิสที่สนใจศึกษาจริงๆ มากกว่าเรื่องที่น่าจะทำง่ายหรือถูกใจอาจารย์ เพราะสุดท้ายแล้วคนที่ต้องอยู่กับโครงงานคือตัวคุณเอง ลองคิดว่าการเลือกธีสิสเหมือนเลือกเนื้อคู่ ถ้าได้คนที่ถูกใจ แม้ต้องตกระกำลำบาก ก็ยังฝืนทำงานให้ลุล่วงได้อย่างไม่ทุกข์ระทม

ขอให้คุณใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยอย่างเต็มที่,

ด้วยความปรารถนาดีจาก The Cloud

Writer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

Photographer

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load