ตามไปดูเชฟสาวอายุ 20 กว่าๆ เล่าประวัติศาสตร์วังหน้า ช่วงที่เกิดก่อนเธอเกือบ 200 ปี ผ่านอาหาร 1 มื้อ

โครงการ ‘วังหน้านฤมิต ในมิติแห่งกาลเวลา’ ระหว่างวันที่ 6 มีนาคม – 28 เมษายน 2562 ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร คณะทำงานนำทีมโดย คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน เล่าประวัติศาสตร์วังหน้าด้วยวิธีแปลก ใหม่ และสด

คุณใหม่บอกว่า “อยากให้มองประวัติศาสตร์วังหน้าจากหลากหลายมิติ” คุณใหม่จึงเชิญคนเก่งจากสารพัดวงการ ทั้งศิลปิน ช่างเขียนรูป นักพัฒนาแอปพลิเคชัน นักพฤกษศาสตร์ นักร้องประสานเสียง นักทำหนัง ร็อกเกอร์ เชฟ สถาปนิก นักภาษาศาสตร์ ฯลฯ มาดูร่องรอยประวัติศาสตร์สำคัญช่วงหนึ่งของชาติไทย แล้วสร้างชิ้นงานตามความถนัด

เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ, วังหน้า

เชฟที่คุณใหม่ไว้วางใจให้ทำงานนี้คือ เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ Top Chef Thailand คนแรกของประเทศไทย (เป็นผู้เข้าแข่งขันที่อายุน้อยที่สุดในตอนนั้น) ด้วยวัยเพียง 26 ปี เชฟตามตั้งใจเล่าเรื่องประวัติศาสตร์วังหน้าในสมัยรัตนโกสินทร์จากมุมมองของเชฟรุ่นใหม่ ผ่านวัฒนธรรมของอาหารชาววัง หรือที่สมัยก่อนเรียกกันว่า ‘กับข้าวเจ้านาย’

ผู้เข้าชมโครงการวังหน้านฤมิตฯ จะได้รับอาหารตำรับโบราณห่อเล็กๆ ฝีมือเชฟตาม สำหรับนำกลับบ้านพร้อมสูตรอาหาร ซึ่งมีทุกวันตลอดนิทรรศการ ตามด้วยไฮไลต์ในวันที่ 27 เมษายน 2562 ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร คือการจัดเลี้ยงมื้อพิเศษในรูปแบบ Chef’s Table เชฟตามรังสรรค์อาหารจานใหม่จากตำรับเก่าแก่สมัยศตวรรษที่ 19 ส่วนเมนูจะมีอะไรบ้าง มาชิมกันได้ในทริป Walk with The Cloud 16 : วังหน้านฤมิตฯ ในวันนั้น

การทำอาหารเลี้ยงแขกหลายสิบคนว่ายากแล้ว ยังต้องเล่าประวัติศาสตร์ผ่านอาหารให้ได้อีก ลองมาฟังเชฟตามว่า เธอคิดอะไร และค้นพบอะไรเกี่ยวกับ ‘เพื่อนร่วมอาชีพ’ ยุคเกือบ 2 ศตวรรษที่แล้ว

เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ, วังหน้า เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ, วังหน้า

อินเตอร์แท้แต่โบราณ

โจทย์คือ ทำอาหารที่เล่าประวัติศาสตร์วังหน้า ดังนั้น แน่นอนว่าต้องเป็นอาหาร ‘ชาววัง’ ไม่ใช่อาหารชาวบ้าน

เชฟตามเล่าถึงจุดเริ่มต้นการทำงานว่า “เริ่มจากตอนเข้าไปที่วังหน้า เพื่อเข้าไปเห็นและสัมผัสบรรยากาศ ตอนนั้นก็คิดไปไกลมากเลยว่าจะใช้กลิ่นของอาหารสมัยก่อน กลิ่นเขาน่าจะเป็นประมาณไหน ก็เริ่มศึกษาตำราอาหารโบราณสมัยรัชกาลที่ 4 แล้วตันมาก เพราะไม่มีสูตรอาหารที่แน่นอนว่ามาจากช่วงนี้เป๊ะๆ พยายามค้นแค่ไหนก็ได้เป็นบันทึกของฝรั่ง เซอร์ จอห์น เบาว์ริง ที่ได้ไปเข้าเฝ้าฯ และได้ทานอาหารที่วังหน้า เขาก็บันทึกไว้ว่าได้ทานอาหารอะไร ส่วนใหญ่เป็นอาหารฝรั่ง มีอาหารไทยไม่กี่อย่าง ก็เลยรู้ว่าความนิยมชมชอบในของที่เป็นตะวันตกของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวครอบคลุมไปถึงอาหารด้วย”

จุดเด่นข้อหนึ่งที่เชฟตามศึกษาและเลือกสื่อสารผ่านอาหารของเธอคือ ความ ‘อินเตอร์’ ของอาหารชาววัง

อาหารชาววังมีพัฒนาการที่น่าสนใจ เชื่อมโยงกับสภาพสังคมของสยามในแต่ละช่วง อาจารย์สุนทรี อาสะไวย์ ระบุไว้ในงานวิจัย กำเนิดและพัฒนาการของอาหารชาววังกับการเป็นทุนวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยวบนตัวเกาะรัตนโกสินทร์ ตอนหนึ่งสรุปได้ว่า บันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษรเรื่องการทำอาหารชาววัง ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์จนถึงรัชกาลที่ 6 มีทั้งหมด 4 ตำรับ ได้แก่

  1. ตำรับสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี – เป็นตัวแทนสมัยรัชกาลที่ 2
  2. ตำรับท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ – เป็นตัวแทนสมัยรัชกาลที่ 5
  3. ตำรับหม่อมส้มจีน ราชานุประพันธ์ (บุนนาค) – เป็นตัวแทนสมัยรัชกาลที่ 5 เช่นกัน
  4. ตำรับท่านผู้หญิงกลีบ มหิธร (ไกรฤกษ์) – เป็นตัวแทนสมัยรัชกาลที่ 6

สตรีสูงศักดิ์ทั้งสี่นี้เป็นเจ้าของตำรับอาหารที่บ่งบอกพัฒนาการอาหารชาววังอย่างชัดเจน เริ่มตั้งแต่ตำรับสมเด็จพระศรีสุริเยนทราฯ ที่ยังคงตำรับอาหารดั้งเดิมตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา แต่ก็มีลักษณะ ‘อาหารนานาชาติ’ เช่น จีน แขก มอญ ลาว เขมร และญวน ให้เห็น ส่วนตำรับของท่านผู้หญิงเปลี่ยนและหม่อมส้มจีนมีจุดเด่นสำคัญคือ มีอิทธิพลของอาหารฝรั่ง และมาเปลี่ยนอีกครั้งในตำราของท่านผู้หญิงกลีบในสมัยรัชกาลที่ 6 ที่เห็นอิทธิพลของอาหารจีนเด่นชัดเป็นพิเศษ

อย่างที่บอกว่า ตำรับอาหารชาววังสะท้อนสภาพสังคมสยามในแต่ละช่วงได้ดี

เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ, วังหน้า

ตำรับของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราฯ ปรากฏหลักฐานในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ที่รัชกาลที่ 2 พระราชนิพนธ์เพื่อชมฝีมือทำกับข้าวของพระอัครมเหสี (คือสมเด็จพระศรีสุริเยนทราฯ) สะท้อนความ ‘สารพัดวัฒนธรรม’ ในครัวชั้นสูงยุคต้นรัตนโกสินทร์ เพราะกล่าวถึงชื่ออาหารและเครื่องปรุงที่ไม่ใช่ของท้องถิ่นของสยาม เช่น แกงมัสมั่น ลุดตี่แกงไก่ ข้าวหุงปรุงอย่างเทศ (อาหารอินเดีย) ตับเหล็กลวก รังนกนึ่ง ขนมจีบ (อาหารจีน) และระบุชื่อน้ำปลาญี่ปุ่น ลูกพลับจีน ยี่หร่า ฯลฯ ที่ล้วนแต่เป็นเครื่องปรุงอาหารต่างชาติ

“ตอนค้นคว้า ไปเจอพระราชนิพนธ์กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน เล่าเรื่องอาหารและขนม พอได้ฟังเพลงนี้ก็ อ๋อ นี่คือวิธีการที่เขาบันทึก เขาไม่ได้เขียนเป็นสูตรอาหาร แต่ว่าเป็นการร้องเพลง เหมือนเล่าเรื่องผ่านเพลง ตามคิดว่าพอยิ่งค้นคว้าก็พบว่าเรื่องอาหารมีอะไรมากกว่าสูตร แต่เหมือนเป็นไดอารี่ของคนเขียนสูตรอาหาร” เชฟตามเล่า

ตำรับของท่านผู้หญิงเปลี่ยนในยุครัชกาลที่ 5 ปรากฏอิทธิพลอาหารจากสายสกุลของท่านและสามี (สกุลบางช้าง ชูโต และบุนนาค) คืออาหารมอญและแขกเปอร์เซีย และมีอาหารจีนและฝรั่ง เพราะช่วงนั้น (รัชกาลที่ 4 – 5) ชาวจีนและฝรั่งตะวันตกกำลังมีบทบาทสำคัญในสังคมสยาม

ตำรับหม่อมส้มจีนเน้นแกงและกับข้าว เช่น แกงมัสมั่น แกงกะหรี่ แกงเผ็ด และมีเนื้อสัตว์ป่าประกอบมากกว่าตำรับของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ซึ่งอาจเป็นเพราะหม่อมส้มจีนท่านชำนาญอาหารประเภทนี้เป็นพิเศษ และเป็นจานโปรดของสามีท่าน (พระยาราชานุประพันธ์) และสมาชิกในครอบครัว

ในขณะที่ตำรับสมัยรัชกาลที่ 6 ที่ท่านผู้หญิงกลีบเขียนมีอิทธิพลอาหารจีน อาจารย์สุนทรี อาสะไวย์ สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นเพราะสกุลไกรฤกษ์ของท่านผู้หญิงกลีบเป็นสกุลชาวจีน และในสมัยนั้น อิทธิพลชาวจีนในสังคมไทยเพิ่มมากขึ้นทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ บางส่วนเลื่อนฐานะเป็นชนชั้นสูงในสังคมไทยมากยิ่งกว่าช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ชาวไทยเชื้อสายจีนเข้ารับราชการในพระบรมมหาราชวังมากขึ้น ส่งผลให้อาหารจีนหลายอย่างถูกปรุงขึ้นโต๊ะของชนชั้นสูง

“สิ่งที่ตามอยากสื่อคือเรื่องราวของคนสมัยก่อน เรื่องราวของผู้หญิงสมัยนั้น ตำราอาหารเป็นเหมือนไดอารี่ของเขา เขาเขียนไว้หมดว่าทำไมทำสูตรนี้ช่วงนี้ เป็นเพราะช่วงนี้มีวัตถุดิบนี้เยอะ หรือช่วงนี้อากาศร้อนเป็นพิเศษ เขาจะจดไว้หมดเลย ก็อยากให้คนเข้าใจเรื่องราววิถีชีวิตสมัยนั้น” เชฟตามสรุป

เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ, วังหน้า เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ, วังหน้า

น้ำพริกแห้งและ Chef’s Table

หากไม่ว่างไปชิม Chef’s Table วันที่ 27 เม.ย. ไม่ต้องเสียใจ เพราะเชฟตามเตรียม ‘น้ำพริกแห้ง’ ที่บรรจุเรื่องราวและกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ยุครัชกาลที่ 4 – 5 พร้อมสูตรอาหารไว้ให้นำกลับบ้าน จะไปชมงานวันไหนก็ได้รับของขวัญห่อเล็กๆ นี้

เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ, วังหน้า

“เมนูที่เลือกมาทำเนี่ย ตอนเจอสูตรแปลกใจมาก เพราะมาจากตำรา แม่ครัวหัวป่าก์ ของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ท่านใช้ปลาแซลมอนมาทำน้ำพริก เราก็ เฮ้ย การใช้ของจากประเทศอื่นมาทำอาหารเป็นการบอกลักษณะของสังคมช่วงวังหน้าในสมัยนั้นได้ดีมาก เลยคิดว่าตำรับนี้น่าจะเหมาะสมมากที่สุด” เชฟตามกล่าวถึงน้ำพริกแห้งที่เตรียมไว้ให้ผู้ชมนิทรรศการ

“เป็นการดัดแปลงจากหลนปลาแซลมอนกระป๋อง เชื่อไหมว่าเขาใช้ปลาแซลมอนกระป๋องมาทำหลน ก็ไม่คิดว่าคนไทยจะใช้ปลาแซลมอนกระป๋อง จนมาเจอจากสูตรยุคนั้นจริงๆ เขาคงใส่เรือมากับการค้าขายในยุคนั้น” เชฟตามกล่าว

เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ, วังหน้า

คนทำอาหารในครัวบ้านตั้งแต่สมัยโบราณจนปัจจุบันยังนิยมทำกับข้าวโดยใช้ความชำนาญ กะด้วยสายตา ใส่เกลือหยิบมือหนึ่ง โน่นอีกช้อน นี่อีกเหยาะ ท่านผู้หญิงเปลี่ยนนับเป็นบุคคลแรกที่เขียนตำราอาหารโดยใช้วิธีชั่ง ตวง วัด ตามแบบตะวันตก แต่ใช้มาตรวัดของไทย (บาท สลึง เฟื้อง ไพ) เพื่อให้เป็นมาตรฐาน

เมื่อเชฟสาวที่จบการศึกษาจากโรงเรียนการครัวตะวันตกสมัยใหม่ The International Culinary Center ในมหานครนิวยอร์ก มาอ่านตำราท่านผู้หญิงเปลี่ยน เล่นเอามึนไปเหมือนกัน “บางสูตรท่านเขียนว่า พริกแห้งหนัก 6 สลึง ข่าหนัก 1 เฟื้อง เราก็ เอ่อ…จะทำยังไงดีเนี่ย” เชฟตามหัวเราะชอบใจ

แต่ขึ้นชื่อว่าคนทำอาหาร เชฟตามคิดหาวิธีจนได้ โดยให้ความเคารพต่อสูตรดังเดิม แถมอร่อยเสียด้วย เธอทำน้ำพริกที่ว่ามากระปุกใหญ่ให้ The Cloud ชิม

“ตามปรับสูตรหลนปลาแซลมอนกระป๋องมาเป็นน้ำพริกแห้ง แทนที่จะใช้กะทิก็ใช้มะพร้าวคั่ว ในเมื่อสูตรเดิมคือหลน หลนมีกะทิ เราดัดแปลงเป็นน้ำพริกแห้ง ใช้มะพร้าวขูดเอามาคั่วแทน ในสูตรเดิมใช้ปลาแซลมอนกระป๋อง เราใช้ปลาแซลมอนสด แล้วเอามาคั่วจนแห้ง ความเค็มมาจากกะปิ ไม่มีน้ำปลา ไม่มีอะไรเลย เราก็ยังทำตามสูตรท่าน ใช้กะปิเหมือนกัน” เชฟตามอธิบายวิธีคิดในการปรับสูตรท่านผู้หญิงเปลี่ยน

“ตามจะไม่เติมอะไรลงไปที่เขาไม่ได้ใช้ ใช้วัตถุดิบที่เขาใช้ในสูตรอยู่แล้ว แต่ใส่ความคิดสร้างสรรค์ของเราลงไปเพื่อปรับรสให้ถูกปาก เช่น ใช้มะพร้าวคั่วแทนกะทิ ไม่เปลี่ยนสูตรเก่ามากจนเกินไป ใช้วัตถุดิบตามเขา ใช้กรรมวิธีคล้ายเขา แต่แค่ปรุงให้ถูกปากคนสมัยใหม่มากขึ้น”

ดูหน้าตาอาหารแล้วคงใช้เวลาทำนานพอสมควร

“นานค่ะ” เชฟตามยอมรับ “เพราะทุกอย่างต้องคั่วแยกกัน คั่วรวมไม่ได้ เพราะขนาดและเวลาที่ต้องคั่วต่างกันทุกอย่าง ต้องทำหอมเจียว ทำพริกชี้ฟ้าทอดเพิ่มความเผ็ด ทุกอย่างทำแยก แล้วค่อยเอามารวมกับน้ำซอสที่ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก น้ำตาลมะพร้าว และกะปิ” เชฟตามบรรยาย พร้อมตักน้ำพริกแจก

ชาว The Cloud ฟังไปกินไป น้ำพริกแห้งปลาแซลมอนของเธอกลมกล่อมลงตัว จนคุณใหม่ผู้ไม่ค่อยชอบอาหารทะเลยังออกปากชมว่าอร่อย

ตำราอาหารของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ให้ภาพอาหารไทยในลักษณะ ‘ครบสำรับ’ ตามวิธีการกินแบบชาววัง คือมีทั้งข้าว แกง กับข้าว เครื่องจิ้ม ของหวาน เครื่องว่าง จึงเป็นอีกคุณสมบัติเด่นที่เชฟตามอยากถ่ายทอดผ่านมื้อพิเศษในรูปแบบ Chef’s Table เชฟตามขออุบไว้ก่อนว่ามีเมนูอะไรบ้าง “จริงๆ แล้วยังคิดอยู่เลย คิดอยู่เป็นเดือนๆ เป็นงานที่ยากมาก” เชฟตามยิ้ม

เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ, วังหน้า เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ, วังหน้า

“Chef’s Table อยากทำเป็นสำรับ ตามวิธีเสิร์ฟแบบตะวันตกคือเป็นคอร์ส แต่ละเมนูจะดึงมาจากสูตรโบราณที่เรานำมาปรับใหม่ให้ดูทันสมัย ให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ แต่รสชาติจะไม่ปรุงแต่งมากเกินไป ตามเคยทำอาหารตามสูตรโบราณเป๊ะๆ กินเข้าไปแล้วแบบ…ไม่คุ้นเลย ไม่เข้าใจ นี่คืออร่อยเหรอ แต่นี่แหละคือรสชาติที่บ่งบอกยุคสมัยนั้นๆ” เชฟตามกล่าว

“เมื่อเวลาผ่าน รสนิยมการกินของคนก็เปลี่ยน ทำยังไงให้เราดึงการกินแบบโบราณมาเชื่อมกับคนสมัยใหม่ได้ หวังว่า Chef’s Table จะแสดงถึงการผสมผสานรสชาติและวัตถุดิบของคนสมัยก่อน รวมถึงวิธีการกินและเสิร์ฟอาหาร วิธีการแบ่ง จิ้ม หรืออะไรก็ตามที่เราอาจไม่คุ้นเคยในสมัยนี้ ตามอยากรื้อฟื้นสิ่งที่อาจจะลืมกันไปแล้ว

“ตามว่าการศึกษาประวัติศาสตร์ผ่านอาหารนั้นสนุกมาก อยากเชิญชวนให้อ่านหนังสืออาหารสมัยโบราณกัน เพราะคนเขียนตำราโบราณเขามีบุคลิกที่ชัดเจน ซึ่งเขาใส่ลงไปในสูตรอาหารด้วย เหมือนเป็นสูตรลับ เสน่ห์ปลายจวัก บ่งบอกตัวตนของเขา มันมากกว่าการอ่านสูตรอาหาร เป็นการเล่าเรื่องชีวิตของเขาด้วย”

วันที่ 27 เมษายน 2562 เตรียมตัวพบกับมื้อประวัติศาสตร์ที่ไม่เพียงเล่าประวัติศาสตร์วังหน้า แต่ยังบ่งบอกตัวตนของคนทำอาหารคลื่นลูกใหม่ที่ยังหลงใหลการครัวโบราณ

“สูตรของตามอาจไม่ได้ดั้งเดิม ไม่ออเธนติก (Authentic) เพราะเราปรับให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ แต่เป็นความจริงใจผ่านอาหาร คนรุ่นก่อนเขาตั้งให้มันเป็นแบบนี้ เราก็จะสื่อออกมาเป็นแบบนี้”

เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ, วังหน้า

เอกสารประกอบการเขียน

งานวิจัย กำเนิดและพัฒนาการของอาหารชาววังกับการเป็นทุนวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยวบนตัวเกาะรัตนโกสินทร์ โดย สุนทรี อาสะไวย์ จากนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 32 ฉบับที่ 7 (พ.ค. 2554 ) หน้า 80-101.

Writer

Avatar

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

16 สิงหาคม 2560
20 K

ถึงนิสิต นักศึกษา ไม่ว่าคุณจะรักหรือเกลียดสถานะของคุณในตอนนี้ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าช่วงเวลาอุดมศึกษาเป็นช่วงเวลาพิเศษในชีวิต เป็นระยะหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะส่งผลกับคุณก่อนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เป็นพื้นที่ให้คุณได้ลองผิดลองถูกเพื่อค้นหาตัวเอง และจะกลายเป็นความทรงจำของวัยเยาว์ที่มีความหมายกับกับคุณ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

The Cloud รวบรวมคำแนะนำหลากหลายของบรรดาบัณฑิตมาไว้ที่นี่ บางคนอาจเพิ่งเรียนจบมาไม่นาน บางคนก็พ้นเครื่องแบบนักศึกษามานานแล้ว นิยามของ ‘การใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยให้คุ้มค่า’ ของแต่ละคนก็แตกต่างกัน เราเชื่อว่าทุกสิ่งควรมีทางเลือก และอยากจะฝากตัวเลือกที่คุณอาจนำไปปรับใช้ก่อนก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัยไว้ที่นี่

1. ลงเรียนวิชาที่อยากเรียนจริงๆ โดยไม่สนใจเรื่องอื่น

เกรด อาจารย์ เพื่อน และตัวแปรอีกหลายประการ อาจทำให้คุณตัดสินใจเลือกเรียนหรือไม่เรียนวิชาใดวิชาหนึ่ง ขอแนะนำให้ลงทะเบียนหรือเข้าไป sit in วิชาที่อยากรู้จริงๆ โดยไม่สนว่าวิชานั้นจะง่ายหรือยาก หรือมีข้อแม้ว่าต้องมีเพื่อนเรียนด้วย ลองให้คลาสนั้นเป็นช่วงเวลาที่ตัวคุณจะได้เรียนรู้อย่างเต็มที่ และตอบคำถามตัวเองว่าชอบหรือไม่ชอบศาสตร์ที่ศึกษาอยู่ ดีกว่ามาสมัครคอร์สเรียนภายหลัง เพราะค่าเรียนสำหรับผู้ใหญ่อาจแพงกว่ามาก

2. ทำความรู้จักมหาวิทยาลัยในแบบของตัวเอง

นอกจากทำความรู้จักตัวเอง การทำความรู้จักสิ่งแวดล้อมรอบตัวก็สำคัญ ลองเปิดใจเรียนรู้เรื่องราวของคณะและมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะอ่านประวัติ ตำนาน หรือออกสำรวจพื้นที่ต่างๆ ทั้งในและรอบมหาวิทยาลัย คุณอาจค้นพบความสนุกบางอย่างที่ซ่อนอยู่ เช่น ชมรมน่าสนใจ ห้องสมุดน่านั่งทำงาน ร้านอาหารอร่อยนอกคณะ และมุมในสวนแสนสงบ อย่าปล่อยให้สถานที่เรียนที่ต้องไปแทบทุกวันเป็นแค่ความเคยชิน แต่ทำให้มหาวิทยาลัยมีความหมายมากกว่าเดิม

3. ทำกิจกรรมทั้งในและนอกคณะ

ใครๆ คงบอกคุณแล้วแหละว่าควรทำกิจกรรม ก็ความทรงจำที่เราไม่อาจลืมหรือเพื่อนที่คบหาตอนนี้ก็ได้มาจากการเข้าชมรม เข้าค่าย เล่นกีฬา เล่นละครเวที และกิจกรรมนานาในรั้วมหาวิทยาลัยทั้งนั้น การทุ่มใจ กาย และเวลา ให้กลุ่มคนที่มีเป้าหมายร่วมกัน เป็นประสบการณ์พิเศษที่คัดสรรคนบางคนให้เข้ามาในชีวิต แถมยังได้เรียนรู้ทักษะการทำงาน การเข้าสังคม และความเชี่ยวชาญบางอย่างที่ส่งผลต่อการทำงาน

4. มีเพื่อนรุ่นพี่รุ่นน้องและเพื่อนต่างคณะ

เพื่อนสนิทคอเดียวกันกับคุณอาจไม่ได้อยู่แค่ในคณะหรือชั้นเรียนเดียวกัน ลองทำความรู้จักรุ่นพี่รุ่นน้อง และเพื่อนๆ ที่มีตรรกะและความเชี่ยวชาญต่างออกไป บทสนทนาของพวกคุณจะมีอรรถรสแปลกใหม่ เพราะการแลกเปลี่ยนความคิดช่วยขยายมุมมอง ยิ่งรู้จักคนหลากหลาย ยิ่งได้มิตรภาพ ข้อมูลใหม่ๆ และ connection ที่อาจใช้ได้ในอนาคต

5. สนิทกับอาจารย์สักคน

สำหรับคนที่สนใจด้านวิชาการ อยากเข้าใจสิ่งที่เรียนให้ลึกซึ่งยิ่งขึ้น หรือต้องการปรึกษาผู้ใหญ่สักคน การคุยกับครูบาอาจารย์เป็นสิ่งสำคัญมาก คำแนะนำหรือความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้ อาจทำให้เรามองเห็นเส้นทางการเรียนชัดเจนขึ้น รับมือกับอุปสรรคได้ดีขึ้น รวมถึงได้ข้อมูลต่างๆ ที่มีประโยชน์ เช่น แหล่งข้อมูลนอกห้องเรียน ทุนการศึกษาต่างประเทศ และสถานที่ฝึกงาน

6. สร้างกิจกรรมใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน

เมื่อค้นพบที่ทางของตัวเองในมหาวิทยาลัย อย่าปล่อยให้โอกาสนั้นผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ลองสร้างความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ถ้าเป็นหัวหน้าชมรม ลองคิดกิจกรรมใหม่ๆ ไปเสนออาจารย์ที่ปรึกษา ถ้าได้โอกาสทำค่าย มองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ นอกเหนือจากที่รุ่นพี่เคยทำไว้ คุณอาจได้ฝากชื่อไว้เป็นตำนาน หรืออย่างน้อยก็ได้ท้าทายความคิดสร้างสรรค์และความสามารถของตัวเอง

7. ใช้สิ่งอำนวยความสะดวกในมหาวิทยาลัยให้คุ้ม

การเป็นนิสิต นักศึกษา มีสิทธิประโยชน์มากมาย ลองศึกษาเอกสารที่ได้รับแจกตอนเข้าเรียนใหม่ เว็บไซต์ หรือสอบถามผู้รู้ คุณจะประหลาดใจเมื่อพบว่าได้สิทธิรักษาพยาบาล สิทธิทำฟัน รหัสอินเทอร์เน็ต โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ฯลฯ แถมยังยืมหนังสือห้องสมุดกับเข้าโรงยิมฟรีอีกต่างหาก (*สิทธิประโยชน์นี้แตกต่างกันไปตามสถาบันการศึกษา)

8. ใช้บัตรนิสิต นักศึกษา ให้คุ้มค่า

นอกมหาวิทยาลัย โลกใบนี้ก็ยังมอบสิทธิพิเศษให้เยาวชน นักศึกษาจะได้รับการลดหย่อนค่าบัตรโดยสาร ค่าเยี่ยมชมพิพิพิธภัณฑ์หรือสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ทั้งในไทยและทั่วโลก หรือบางครั้งอาจได้สิทธิประโยชน์มาฟรีๆ เลยด้วยซ้ำ ร้านอาหารต่างๆ ก็ชอบจัดโปรโมชันสำหรับคนในวัยเรียน ตักตวงช่วงเวลาที่บัตรนักเรียนนักศึกษายังไม่หมดอายุไว้ให้เต็มที่ เพราะกว่าจะได้สิทธิแบบนี้อีกก็ต้องรอวัยหลังเกษียณ

9. ตามไปกินร้านอร่อยทั่วมหาวิทยาลัย

อย่าปล่อยให้ความจำเจครอบงำช่วงเวลาจับช้อนส้อม มีร้านอร่อยเจ้าประจำน่ะถูกแล้ว แต่การแสวงหาเมนูเด็ดใหม่ๆ เป็นหน้าที่ที่นักผจญภัยทางอาหารพึงกระทำ ลองพัฒนาผัสสะของลิ้นด้วยการออกไปชิมร้านเด็ดเจ้าใหม่ ข้อดีของร้านอาหารในหรือใกล้มหาวิทยาลัยคือความหลากหลายและราคาไม่แพง ชิมแกงของป้าที่คณะแล้ว อย่าลืมก๋วยเตี๋ยวของลุงคณะฝั่งตรงข้าม ผัดไทยของคณะไกลโพ้น หรือขนมหวานของพี่สาวใกล้หอพักนักเรียน เอนจอยชีวิตในมหาวิทยาลัยแล้ว ก็ควรมีความสุขกับมื้ออาหารที่นี่ด้วย

10. รู้จักบุคลากรในคณะ

นอกจากอาจารย์กับนิสิต นักศึกษา มหาวิทยาลัยยังมีเจ้าหน้าที่จำนวนมากที่ขับเคลื่อนสถาบัน การทำความรู้จักสมาชิกในรั้วเดียวกัน ทำให้ชีวิตในมหาวิทยาลัยไม่รายล้อมด้วยคนแปลกหน้า เมื่อรู้จักบรรณารักษ์ พี่ห้องธุรการ น้าร้านถ่ายเอกสาร ป้าแม่บ้าน หรือพี่ รปภ. บรรยากาศในสถาบันก็ไม่แห้งแล้งเย็นชาจนเกินไปนัก แถมยังอุ่นใจได้ว่าคณะที่เรียนปลอดภัยและอบอุ่น

11. ฝึกงาน

นอกตำราเรียนยังมีประสบการณ์มากมายให้ทดลองเรียนรู้ ไม่ว่าแผนการเรียนจะบังคับให้คุณฝึกงานหรือไม่ ขอแนะนำให้ออกไปฝึกงานที่ๆ ฝันใฝ่อยากทำงานด้วย และขยันทำหลายสิ่งหลายอย่างให้เต็มที่ ถ้าใจรักชอบก็จะได้ตัดสินใจเดินเส้นทางสายนี้ต่อ ถ้าไม่ชอบ จะได้เตรียมหาลู่ทางเดินต่อไปหลังเรียนจบ รับประกันได้ว่าประสบการณ์ทำงานจะเป็นพอร์ตยอดเยี่ยมสำหรับการสมัครงานครั้งแรก และสอนอะไรมากมายเกี่ยวกับการทำงานในโลกของผู้ใหญ่

12. ทำงานพิเศษ

อีกขั้นของการฝึกงานคือการหาเงินด้วยตนเอง นี่ล่ะความท้าทายของจริงที่จะทำให้เติบโตไปอีกขั้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร้านค้าหลังเลิกเรียน ช่วยอาจารย์ทำงานวิจัย หรือสอนพิเศษเด็กในวันเสาร์-อาทิตย์ ทุกอย่างคือบทเรียนที่จะทำให้คุณเก่งขึ้น อดทนขึ้น รับผิดชอบมากขึ้น เข้าใจหลายสิ่งได้ดีขึ้นโดยไม่ต้องรอใครมาสอน ที่สำคัญยังช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว ได้เก็บเงินเพื่อซื้อหาสิ่งต่างๆ ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง และเปิดโอกาสให้คุณเข้าใจผู้ปกครองมากขึ้นในวันที่ใกล้เป็นผู้ใหญ่เต็มตัว

13. ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อน

ไม่ว่าจะทำงานออฟฟิศหรือเป็นฟรีแลนซ์ โอกาสลาหยุดไปเที่ยวมีจำกัด และอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายรับ ช่วงวันหยุดยาวหรือปิดเทอม ลองออกไปเที่ยวพักผ่อน สร้างความทรงจำดีๆ กับเพื่อนที่ทะเล ป่าเขา หรือไปไกลกว่านั้นก็ได้ถ้าทุนทรัพย์เอื้ออำนวย ใช้เวลาสนุกสดใสให้เต็มที่ ก่อนที่การพบปะเพื่อนฝูงจะกลายเป็นการปรับทุกข์เรื่องงาน

14. มีความรัก*

ข้อนี้สำคัญจนต้องดอกจัน มีรักในวัยเรียนมหาวิทยาลัย ไม่เหมือนจุดเทียนกลางสายฝน (ในวงเล็บว่าต้องมีสติ) ก่อนออกไปสู่สนามจริงในโลกของผู้ใหญ่ สนามซ้อมเล็กๆ ในวิชาความรักจะทำให้คุณเข้าใจความสัมพันธ์ได้ดีขึ้น เรียนรู้การจัดสรรเงิน เวลา และพลังกายใจให้กับคนสำคัญที่ก้าวเข้ามาในชีวิต ถ้าความรักจบลง คุณก็ได้ประสบการณ์ ถ้ายังแน่นแฟ้นผูกพัน คุณอาจได้คนร่วมชีวิตต่อไปในอนาคต

15. ทำ thesis ที่รัก

ก่อนจบการศึกษา อย่าทำให้ปีสุดท้ายของการเรียนขื่นขม เลือกหัวข้อธีสิสที่สนใจศึกษาจริงๆ มากกว่าเรื่องที่น่าจะทำง่ายหรือถูกใจอาจารย์ เพราะสุดท้ายแล้วคนที่ต้องอยู่กับโครงงานคือตัวคุณเอง ลองคิดว่าการเลือกธีสิสเหมือนเลือกเนื้อคู่ ถ้าได้คนที่ถูกใจ แม้ต้องตกระกำลำบาก ก็ยังฝืนทำงานให้ลุล่วงได้อย่างไม่ทุกข์ระทม

ขอให้คุณใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยอย่างเต็มที่,

ด้วยความปรารถนาดีจาก The Cloud

Writer

Avatar

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

Photographer

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load