เหมือนเด็กทุกคนที่มีความฝัน

สร-ชลนสร สัจจกุล เริ่มเส้นทางการเป็นนักร้องในวงเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังของเกาหลี ด้วยการตัดสินใจเข้าประกวด Kpop Star Hunt 2011 รายการประกวดร้องเพลงเกาหลีของสถานีโทรทัศน์ tvN ที่เปิดโอกาสให้เด็กจากประเทศต่างๆ ในเอเชียเข้าร่วมแข่งขันค้นหาดาวดวงใหม่ จนได้เป็น 1 ใน 2 คนที่เป็นตัวแทนจากประเทศไทยไปประกวดที่เกาหลีใต้ ก่อนจะชนะการแข่งขันและเซ็นสัญญาเป็นศิลปินฝึกหัดเป็นเวลา 3 ปี กับค่าย Cube Entertainment หนึ่งในบริษัทเอนเตอร์เทนเมนต์สำคัญของวงการเกาหลี ที่มีศิลปินในสังกัดอย่าง HyunA, Jokwon, BTOB, Pentagon และ (G)I-DLE

บทสัมภาษณ์ครั้งแรกของ สร-ชลนสร สัจจกุล คนไทยคนเดียวใน CLC เกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลี

ชีวิตการเป็นศิลปินฝึกหัดของสรเริ่มต้นเมื่ออายุ 15 ปี พร้อมๆ กับเด็กไทยอีกหลายคนในรุ่นราวคราวเดียวกัน ที่เริ่มต้นจากการประกวดเวทีระดับภูมิภาค และรับโอกาสเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของค่ายเพลงเกาหลีในฝัน ทุ่มพลังและเวลาให้กับหลักสูตรพัฒนาศิลปินฝึกหัดที่ได้ชื่อว่าเข้มข้นที่สุดในโลก

ขณะที่เด็กไทยหลายคนสมหวัง ได้รับการเปิดตัวในฐานะศิลปิน แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่พ่ายแพ้ให้กับการแข่งขันในเวทีชีวิตจริงจนต้องพับแผนความฝันเก็บกลับบ้านไป

หลังจากฝึกฝนร่วม 4 ปี รวมเวลาที่เตรียมตัวสำหรับเป็นสมาชิกวงเกิร์ลกรุ๊ปน้องใหม่ของค่าย วง CLC (ซีแอลซี, 씨엘씨) ซึ่งย่อมาจาก ‘CrystaL Clear’ ก็เปิดตัวขึ้นในปี 2015

จากที่ติดตามวงการนี้มาระยะหนึ่ง แม้ชื่อของวง CLC จะไม่ได้เป็นที่จับตามองระดับมีฐานแฟนคลับเป็นอันดับต้นๆ แต่เราก็เห็นพัฒนาการของวงที่ดีขึ้นตามลำดับ

ไม่ใช่เรื่องง่าย

ลำพังการฝ่าฟันจนเป็นศิลปินก็ยากอยู่แล้ว แต่การเป็นผู้หญิงในวงการนี้ และเป็นผู้หญิงต่างชาติในวงการนี้ ซึ่งแม้สรจะไม่ใช่เด็กไทยคนแรกที่สร้างชื่อในนามไอดอลเกาหลี เราก็สนใจหัวใจของเธอและเรื่องราวเบื้องหลังที่ขับเคลื่อนตัวเธอจนกลายเป็น ‘สร CLC’ ซึ่งนับวันจะมีแต่ฉายแววขึ้นเรื่อยๆ

The Cloud มีโอกาสนัดหมายและพูดคุยกับสรอย่างเป็นกันเองในช่วงที่เธอเดินทางมาร่วมงานกับกระทรวงต่างประเทศ ในวาระครบรอบ 60 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สาธารณรัฐเกาหลี

ไม่แปลก ที่คุณจะเข้าใจว่าตำแหน่งชนะเลิศรายการประกวดร้องเพลงเมื่อหลายปีก่อนและนามสกุลที่บอกความเกี่ยวข้องกับอดีตศิลปินและนักแสดงที่มีชื่อเสียงในไทยจะทำให้เธอมีโอกาสมากกว่าคนอื่น นั่นเพราะสรไม่เคยเล่าเรื่องราวเบื้องหลังการทำงานที่หนักยิ่งกว่าที่เคยรู้ ความพยายาม แรงผลักดัน และความรู้สึกของเธอ ตลอดเส้นทางนี้ให้ใครฟังมาก่อน

มารู้จัก ‘สร CLC’ พร้อมฟังว่า เรื่องของสรนี้…สอนให้รู้ว่าอะไร

บทสัมภาษณ์ครั้งแรกของ สร-ชลนสร สัจจกุล คนไทยคนเดียวใน CLC เกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลี

ย้อนกลับไปถึงวันที่ตัดสินใจทำตามความฝันเพื่อเป็นนักร้องที่เกาหลี คนรอบตัวคุณมองเรื่องนี้ยังไงบ้าง

เพราะไม่อยากให้เราคาดหวังมากเกินไป ตอนแรกพ่อก็ยังคุยกับแม่ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะชนะประกวดร้องเพลง แต่พอทำได้จริงๆ พ่อก็บอกว่าเป็นเพราะเชื้อศิลปินของเขาแรง (หัวเราะ) เพราะนอกจากพี่ตุ้ย (ธีรภัทร์ สัจจกุล) ที่เป็นนักร้องและนักแสดง พ่อเองก็เคยเป็นนักแสดงมาก่อน

บทสัมภาษณ์ครั้งแรกของ สร-ชลนสร สัจจกุล คนไทยคนเดียวใน CLC เกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลี

ในฐานะที่มีประสบการณ์ในวงการบันเทิงและวงการลูกหนังมาก่อน พ่อมีคำแนะนำอะไรบ้าง

กับสร พ่อจะเรียกสรว่าไฟท์เตอร์ (Fighter) ‘ฮัลโหล ไฟท์เตอร์ว่ายังไง..’ เพราะพ่อรู้ดีว่าชีวิตที่เกาหลีไม่ง่าย พ่อเล่าให้ฟังว่า 10 ปีก่อนเขาเคยพาฟุตบอลทีมชาติไปแข่งที่เกาหลีบ่อยๆ ได้เห็นวิธีที่โค้ชใช้ฝึกฝนนักกีฬาซึ่งโหดมาก เขาเลยเป็นห่วง แต่ก็พร้อมสนับสนุนเรา เพียงแค่ว่าถ้าโอดครวญเขาจะช่วยอะไรไม่ได้ เพราะนี่เป็นการตัดสินใจของเราเอง

สิ่งที่พ่อเป็นห่วงเราที่สุดคือเรื่องสุขภาพ เขาชอบเปรียบสรกับนักฟุตบอลตลอด บอกว่านักกีฬาต่อให้เก่งแค่ไหนถ้าขาเจ็บยังไงก็ลงแข่งไม่ได้ ซึ่งคนที่แสดงบนเวทีกับนักกีฬาบนสนามมีรูปแบบชีวิตไม่ต่างกันนัก ทั้งการฝึกฝน การควบคุมตัวเองทั้งร่างกายและจิตใจ จึงไม่อยากให้หักโหมทำงานจนละเลยสุขภาพ

การทำงานเป็นไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปเหมือนกับนักกีฬาในแง่ไหนอีกบ้าง

การจะเป็นนักกีฬาที่ดีก็ต้องเตรียมซ้อมให้พร้อม และไม่ใช่แค่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่หมายรวมถึงความพร้อมของคนทั้งทีม ทำให้ทุกครั้งที่ลงแข่งจะเต็มไปด้วยความมั่นใจ เพราะเราต่างรู้กันและกันว่าใครอยู่ตำแหน่งอะไร ใครอยู่หน้า หลัง ซ้าย และขวา CLC เองก็เช่นกัน ถ้าพวกเราทั้งเจ็ดคนมีความเพรียบพร้อมและตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี เป็นขาทั้งเจ็ดขาที่แข็งแรง ทุกครั้งที่ขึ้นเวทีเราก็มั่นใจ เพราะมั่นใจในเพื่อนร่วมทีมซึ่งกำลังทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างเต็มที่ เวลาอยู่บนเวทีเราก็สนุกและทำให้คนดูเห็น ซึ่งไม่ว่าจะอยู่ข้างล่างเวทีหรือดูเราผ่านจอที่ไหนก็จะได้รับพลังที่เราตั้งใจส่งออกไป

การเป็นศิลปินฝึกหัดที่เข้ามาด้วยรางวัลชนะเลิศการประกวด มีข้อดีหรือข้อได้เปรียบอะไร

ไม่ได้เป็นข้อได้เปรียบอะไรทั้งสิ้น เพราะเมื่อเราอยู่ในจุดนั้นแล้วเขาไม่ได้สนใจว่าเราเป็นใคร มาจากไหน มีพื้นฐานครอบครัวอย่างไร มีแฟนคลับและคนติดตามมากแค่ไหน หรือได้รางวัลชนะเลิศมาจากเวทีอะไร ทุกคนที่นี่เริ่มจากศูนย์เท่ากันหมด ค่ายจะปฏิบัติกับเด็กฝึกหัดทุกคนเหมือนกัน

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ช่วงแรกของการฝึกฝนค่ายจะเรียกเราว่าหนูทดลอง เพราะเราเป็นเด็กฝึกหัดต่างชาติคนแรกของเขา จึงคล้ายว่าค่ายกำลังทำการทดลองไปในตัว โดยที่เขาจะกำหนดวิชาเรียนและการฝึกฝนต่างๆ เพื่อดูว่าเราสามารถเรียนรู้และทำในสิ่งที่มอบหมายให้มากหรือน้อยแค่ไหน

ความรู้สึกของการเป็นหนูทดลองส่งผลต่อคุณยังไงบ้าง

เราแอบรู้สึกน้อยใจในบางทีนะ ตอนนั้นเราอายุ 15 เอง ไปอยู่เกาหลีได้เพียง 3 – 4 เดือนเขาก็ให้เราร้องแรปต่อหน้าเพื่อนๆ โดยให้เวลาฝึกซ้อมแค่ 1 สัปดาห์ ลำพังให้พูดภาษาเกาหลีเฉยๆ ยังไม่คล่องเลย แล้วเพลงแรปในความเร็วนั้นแม้แต่เด็กเกาหลีก็ยังทำได้ยาก แต่เราเป็นคนหนึ่งที่ไม่ยอมเสียหน้าง่ายๆ ยังไงเราก็จะทำให้ได้ ซึ่งในที่สุดเราก็ได้จริงๆ ด้วยการท่องจำเนื้อร้องทั้งวันทั้งคืน ซึ่งช่วยให้ภาษาเกาหลีของเราดีขึ้นมากๆ

มาถึงวันนี้ สรคิดว่านั่นเป็นวิธีที่เขาใช้ฝึกเด็กเพื่อดึงศักยภาพออกมาก โดยไม่รู้ว่าจะทำได้มากหรือน้อย แต่ขอใส่ความท้าทายที่สุดไปก่อน เพราะถ้าผ่านไปได้ อะไรๆ ก็ทำได้

นอกจากชีวิตส่วนตัวและชีวิตช่วงวัยรุ่นที่หายไป คุณต้องแลกกับอะไรบ้างเพื่อมายืนในจุดนี้

ต้องแลกกับตัวตนเพื่อให้ตัวเองเข้ากับคอนเซปต์

เมื่อเซ็นสัญญากับค่ายว่าวงของเราจะเป็นวงหญิงสาวน่ารักสดใส แม้เราจะไม่ได้มีบุคลิกแบบนั้นโดยสิ้นเชิง เราก็จำเป็นต้องรักษาของความน่ารักสดใสไปให้ตลอด

การใช้ชีวิตในกฎเกณฑ์ที่ค่ายตั้งไว้หรือที่วงการตั้งไว้เป็นการเสียสละที่ใหญ่พอสมควรนะ เรารู้ว่าเราเป็นใคร แต่เพื่องาน เพื่อแฟนคลับที่รอดูผลงานเรา เพื่อทุกคนที่ทำงานเบื้องหลังเรา ต่อให้เหนื่อยจนอยากร้องไห้ เราก็จะร้องไห้คนเดียว ที่สำคัญ เมื่อได้ยินสัญญาณว่าต้องขึ้นไปแสดงบนเวที ต่อให้เหนื่อยแค่ไหน เราในร่างของสร CLC ก็ต้องยิ้มออกมาให้ได้

เมื่อต้องเจอกับงานที่ไม่ถนัด คุณมีวิธีรับมือยังไง

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรเราจะไม่ปฏิเสธไปก่อน ครั้งแรกที่ไปเกาหลี เราก็เคยมีความคิดว่าเราไม่น่าจะเต้นได้ จะให้ร้องเพลงอีกภาษาคงไม่ไหว เราคิดว่ามันเกินขีดจำกัดของเรา แต่พอได้ลองทำ เรียนรู้ และทำความเข้าใจ กับภารกิจที่มอบให้เราจึงพบทักษะอีกทักษะที่สำคัญ จากเดิมที่อยากเป็นนักร้อง เวลา 6 ปีผ่านไป รู้ตัวอีกทีตอนนี้ทำได้ทุกอย่าง ทั้งร้อง เต้น แสดง เอนเตอร์เทน ทำรายการใน YouTube พูดให้แรงบันดาลใจแฟนๆ และคนที่ติดตามอยู่ รวมถึงคิดคอนเซปต์วง CLC คิดเรื่องเสื้อผ้า สไตล์การร้องและเต้น ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ดีกับเรานะ จะให้สรเปิดค่ายเพลงเองตอนนี้เลยก็ทำได้ (หัวเราะ)

เราถูกสอนว่าเป็นไอดอลต้องทำได้ทุกอย่าง เป็นความกดดันที่พวกเรายอมรับเอง เพราะต้องไม่ลืมว่าในสิ่งที่เราทำได้ ผู้หญิงอีกมากมายที่อยู่รอบตัวเราก็ทำได้เหมือนกัน เพื่ออยู่ในจุดนี้เราก็ยิ่งต้องพยายามทำให้ได้มากกว่า เป็นแรงผลักดันให้เรายิ่งอยากทำสิ่งต่างๆ ต่อไป

บทสัมภาษณ์ครั้งแรกของ สร-ชลนสร สัจจกุล คนไทยคนเดียวใน CLC เกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลี

คุณเคยเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นบ้างมั้ย

บ่อยเลย เป็นธรรมชาติของมนุษย์เนอะ เมื่อก่อนเราเปรียบเทียบกับเพื่อนในวงที่เก่งกว่าแต่เดี๋ยวนี้ไม่ทำแบบนั้นแล้ว

เราชอบอ่านที่คนเขียนถึงเราทั้งดีและไม่ดีในโซเชียล ซึ่งมักจะได้ยินคนพูดถึงวงของเราว่า ‘เมื่อไหร่ CLC จะปังซะที’ หรือบางทีก็เปรียบเทียบสรกับเพื่อนๆ ศิลปินคนไทยคนอื่น อย่างพี่คุณ (นิชคุณ) 2PM, แบมแบม GOT7,    เตนล์ NCT, ลิซ่า Blackpink ว่าทำไมไม่ดังอย่างเพื่อนคนไทยรุ่นเดียวกัน นั่นสิ ทำไมนะ (หัวเราะ) สรเข้าใจว่าพี่ๆ แฟนคลับเป็นห่วง แต่เราเห็นเพื่อนของเราเป็นเพื่อนจริงๆ ทุกคนเป็นกำลังใจให้กัน มีอะไรก็โทรคุยและปรึกษากันตลอด

สำหรับสรนะ พอเห็นเพื่อนมีแฟนคลับเยอะเราก็อยากเป็นเหมือนเพื่อนบ้าง สรจึงรู้สึกขอบคุณแฟนคลับของเพื่อนศิลปินคนไทยในเกาหลีมากที่ติดตาม เป็นกำลังใจ และช่วยโปรโมตให้สรทุกครั้งที่มีผลงาน ขอบคุณมากจริงๆ ค่ะ

การอยู่ในเส้นทางนี้ ทำให้คุณต้องกับเจอคำสบประมาทอะไรบ้าง

สรไม่มองมันเป็นคำสบประมาทนะ สรคิดว่าเราหรือแม้แต่เพื่อนศิลปินคนไทยทุกคนพยายามทำงานในส่วนของเรากันอย่างเต็มที่ แม้จะมีหลายอย่างที่เราทำได้ไม่ดีเท่าศิลปินเกาหลี ซึ่งไม่ว่าอย่างไรค่ายก็พร้อมจะสนับสนุนเต็มที่นะ ถ้าเราพูดเก่งเราก็จะได้ออกรายการเพิ่ม หรือถ้าเราร้องเพลงเก่งเขาก็จะให้ท่อนร้องของเราเพิ่มขึ้น

ขอโทษที่ชวนสรคุยแต่เรื่องความยากลำบาก

ไม่เป็นไรเลยค่ะ สรชอบเล่าเรื่องนี้ เพราะเป็นอีกมุมของชีวิตไอดอลที่คนไม่ค่อยรับรู้

ฟังดูเหนื่อยไม่ใช่เล่น สรมีวิธีจัดการกับความเหนื่อยล้านี้ยังไง

จริงอยู่ เมื่อเหนื่อยจากการฝึกซ้อมและทำงานในฐานะ CLC เราก็กลับบ้านนอน แต่บ้านที่เรานอนไม่ใช่บ้านจริงๆ ของเรา น้อยคนจะเข้าใจความเหนื่อยล้าของการทำงานในวงการนี้ อาจจะจินตนาการไม่ออกว่าทุกวันเราต้องเจอกับอะไร ภาพในจอที่เห็นว่าเรากินดีอยู่ดี ใส่เสื้อผ้าสวยงาม มีคนดูแลตลอดเวลา แต่เมื่อลงจากเวทีเราก็คือคนธรรมดาทั่วไป และที่สำคัญ การเป็นคนต่างชาติทำให้เราพยายามอย่างมากที่จะแข็งแกร่ง ไม่อยากแสดงด้านที่อ่อนแอให้ใครเห็น

อะไรคือสิ่งที่ชอบที่สุดในการทำงาน

สรชอบกระบวนการทำอัลบั้ม โดยเฉพาะตอนทำคอนเซปต์ เป็นความภูมิใจเล็กๆ ลึกๆ ที่เรามีส่วนร่วมในอัลบั้มเราจริงๆ ถ้าเป็นเกิร์ลกรุ๊ปทั่วไป ในช่วงเดบิวต์ค่ายเพลงจะเป็นคนคิดทุกอย่างให้หมด แต่งตัว แต่งหน้า ทำผม ทำสีแบบนี้ เป็นระบบการทำงานของเขาที่จะหีบห่อเพื่อความสมบูรณ์แบบ นั่นคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เพลงและศิลปินดังไปทั่วโลก

เป็นเหตุผลที่สรชอบการทำงานในช่วงนี้มาก เพราะค่ายเปิดโอกาสให้เรานำเสนอคอนเซปต์รวม เสื้อผ้า รู้สึกมีความสุขมากๆ ที่ได้ทำงานในส่วนครีเอทีฟนี้

อยากให้เล่าบรรยากาศของการทำงานกับเพื่อนร่วมวงให้ฟังหน่อย

มีเรื่องเล็กๆ ที่สรชอบมากคือ ทุกครั้งที่ทำงานอัลบั้มเสร็จ และผ่านช่วง Come back stage เรียบร้อย นั่นหมายความว่างานทุกอย่างเสร็จสิ้นและวันต่อมาเราจะว่าง เราทั้งวงจะใช้เวลาคืนนั้นสั่งอาหารมากินกันที่ห้องนั่งเล่นแบบไม่อั้น ไก่ 1 ตัว พิซซ่า 1 ถาด ไอศครีม Baskin Robbins ขนาดใหญ่สุด 1 ถัง ต๊อกบกกีรสเผ็ด 1 จานใหญ่ และบราวนี่ถาดโต พร้อมกับเม้ามอยถึงทุกอย่างที่เกิดขึ้นตลอด 1 เดือนที่ทำโปรโมตอัลบั้ม เป็นช่วงที่ผ่อนคลายจากงานที่สุด ทำให้เรารู้สึกว่าแม้จะเป็นเพื่อนร่วมงานแต่เราก็สนิทกันเหมือนเพื่อนที่โรงเรียนจริงๆ

บทสัมภาษณ์ครั้งแรกของ สร-ชลนสร สัจจกุล คนไทยคนเดียวใน CLC เกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลี

คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่าในช่วงที่เป็นเด็กฝึกหัดของค่าย แม้ตารางฝึกซ้อมจะหนักคุณก็ยังหาเวลาเรียนหนังสือ เพราะอยากให้เป็นแผนสำรองของชีวิต หากเส้นทางนี้ไม่พาคุณเดินไปตามฝันของการเป็นนักร้องไอดอล มาถึงวันนี้ แผนสำรองเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

พอมาทำงานในสายนี้ สรได้รับโอกาสร่วมทำงานกับคนหลากหลายวงการ ได้เรียนรู้มุมมองของชีวิตและงานที่ทำ ซึ่งไม่ได้เริ่มและจบโดยศิลปิน แต่มีคนมากมายที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเราเต็มไปหมด ถ้าถามว่าแผนสำรองเปลี่ยนไปมั้ย ก็คงเปลี่ยน เพราะสิ่งที่เราเจอทุกวันนี้มันมากกว่าที่สอนในโรงเรียนเสียอีก

เราจึงตั้งใจจะเรียนรู้งานเบื้องหลังให้มากขึ้นและถ้ามีโอกาสเราก็อยากเป็นคนหนึ่งที่ถ่ายทอดประสบการณ์ ใช้ความสามารถที่มีช่วยเหลือและให้คำแนะนำเด็กรุ่นใหม่ๆ ที่มีความฝันเหมือนกันกับเรา

เลยเป็นเหตุผลที่คุณเริ่มทำรายการ PRODUCESORN ใน YouTube ใช่มั้ย?

จริงๆ เราคิดว่ามีคนดูหลักร้อยเราก็ดีใจแล้วนะ เราทำรายการเป็นงานอดิเรก ไม่ได้หวังให้คนบนโลกรู้ว่าเราเป็นใคร แค่เป็นช่องทางหนึ่งที่เชื่อมเราและกลุ่มคนที่ติดตาม เรามีความตั้งใจอยากถ่ายทอดชีวิตประจำวันที่เราเจอ ประสบการณ์การฝึกฝนและการทำงานจริงในเส้นทางนี้แก่น้องๆ พี่ๆ ที่มีความฝัน และคนที่อยากรู้เรื่องราว K-Pop อย่างลึกซึ้ง

บทสัมภาษณ์ครั้งแรกของ สร-ชลนสร สัจจกุล คนไทยคนเดียวใน CLC เกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลี

อะไรคือสิ่งที่คุณมักจะถ่ายทอดในรายการเสมอ

เราชอบดู TED Talks มาก หลังๆ ก็จะพยายามเล่าสิ่งที่ได้เรียนรู้จาก TED Talks เรื่องหนึ่งที่ชอบมากๆ และหยิบมาเล่าเสมอคือเรื่องการค้นหาด้านดีของตัวเอง ต่อให้ 99% ในตัวเราจะเป็นเรื่องที่แย่ ไม่เก่งเหมือนใคร สรอยากให้คุณลองหา 1% นั้นของตัวเองให้เจอ

จงอย่าดูถูกตัวเองว่าไม่มีความสามารถ เพราะในเรื่องที่เราทำไม่ได้ นั่นไม่ได้ นี่ไม่ได้ มันต้องมีสักหนึ่งสิ่งที่เราชอบและทำได้ดี ขอเพียงใส่เวลาและความตั้งใจลงไป เหมือนสรที่เป็นแค่คนชอบร้องเพลงมากๆ แล้วเปลี่ยนสิ่งนี้ให้เป็นทักษะของตัวเองจนกลายเป็น สร CLC ในวันนี้

บทสัมภาษณ์ครั้งแรกของ สร-ชลนสร สัจจกุล คนไทยคนเดียวใน CLC เกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลี

มาถึงวันนี้ อะไรคือเส้นชัยที่ของความสำเร็จที่คุณอยากไปถึง

สำหรับบางคนอาจจะเป็นเงินทอง ชื่อเสียง ซึ่งไม่ผิด แต่เราคิดถึงสิ่งที่มากกว่านั้น มันคือการได้เจอสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุข ไม่รู้สึกกังวลว่าใครจะคิดยังไง

การได้มายืนในจุดนี้ มีคนหลากหลายเพศ หลากหลายวัย ชื่นชอบ ติดตาม และบอกเราว่าเราเป็นแรงบันดาลใจให้แก่เขาไม่ว่าจะในการทำงานหรือเรียนหนังสือ จนเขาอยากเป็นคนที่ดีและเก่งกว่าเดิม บางคนเขียนจดหมายขอบคุณเราที่เกิดมาบนโลกนี้ เรารู้สึกว่าการมีอยู่ของเราบนโลกนี้ช่วยจุดประกายหรือเปลี่ยนชีวิตใครคนหนึ่งไป

เท่านี้เลย จุดชี้วัดความสำเร็จของสรคือแค่นี้ แค่คำสองสามคำจากพวกเขา

สุดท้ายแล้วอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดของการเป็น สร CLC

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นตอนนี้เลย

เราเป็นคนแบบนี้ แม้วันนี้จะพูดคุยเรื่องซีเรียส หนักๆ แต่บางครั้งบนเวทีเราก็ใส่ความเป็นตัวเองมากเกินไป ชอบทำหน้าตาบู้บี้ ไม่สวยงาม จนเพื่อนต้องคอยเตือนว่าให้ใจเย็นๆ ช่วยรักษาภาพพจน์ไอดอลเกาหลีบ้าง          แต่แฟนคลับและคนที่ติดตามก็ยังชอบเรา เป็นเรื่องที่อยากขอบคุณจริงๆ หรือไม่ว่าจะทำอะไรก็มีทุกคนเมตตา      นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดของการเป็นสร CLC และเป็นหน้าที่ของเราที่จะเป็นสรแบบนี้ต่อไป

ขอขอบคุณ:  รายการ Producesorn

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ขบฟันกั้นกอดวันทองไว้ ขุนช้างร้องไปชิงไว้หวา

เพชฌฆาตดาบยาวก้าวย่างมา ขุนแผนโถมถาคร่อมเมียไว้

ฉุดคร่าคว้ากันอยู่ดันดึง ฟันผึงถูกขุนแผนหาเข้าไม่

ดาบยู่บู้พับยับเยินไป เข้ากลุ้มรุมฉุดได้ขุนแผนมา

ขุนแผนฮึดฮัดกัดฟันเกรี้ยว บิดตัวเป็นเกลียววางกูหวา

เพชฌฆาตแกว่งดาบวาบวาบมา ย่างเท้าก้าวง่าแล้วฟันลง

ต้องคอนางวันทองขาดสะบั้น ชีวิตวับดับพลันเป็นผุยผง

พอพระไวยถึงโผนโจนม้าลง ตรงเข้ากอดตีนแม่แน่นิ่งไป

หลังจากพระพันวษาทรงสั่งประหารนางวันทองด้วยข้อหาเป็นหญิงหลายใจ เลือกไม่ได้ว่าจะอยู่กับขุนแผนหรือขุนช้าง พระไวย บุตรของขุนแผนกับนางวันทองจึงไปทูลขอชีวิต จนในที่สุดก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษ แต่เมื่อเจ้ากรมยมราชเห็นคนควบม้ามาพร้อมธงขาวส่งสัญญาณยกเลิก เจ้ากรมกลับคิดว่าพระเจ้าแผ่นดินกริ้วที่ตนสั่งประหารช้า จึงรีบให้เพชฌฆาตตัดคอนางวันทองไปเสียก่อน!?

“อ้าว!!!”

รู้ตอนจบกี่ครั้งก็อดอุทานไม่ได้กับความตายอันน่าสลดของ นางวันทอง โฉมงามผู้เกิดในยุคสมัยที่ไม่อาจเลือกอะไรเพื่อชีวิตตัวเอง

ใครหลายคนคงจดจำตัวละครจากวรรณคดีรักสามเส้าเรื่อง ขุนช้างขุนแผน กันได้เป็นอย่างดี เพราะมีบรรจุอยู่ในวิชาภาษาไทยหลายระดับ แต่น่าเสียดายว่าเป็นการหยิบยกมาเพียงบางช่วงบางตอน นักเรียนจึงไปไม่ถึงจุดจบของเรื่องโดยสมบูรณ์เสียที 

แต่การไปไม่ถึงหน้ากระดาษแผ่นสุดท้าย กลับทำให้เกิดสำนวนที่พูดกันอย่างติดปากมาจนถึงปัจจุบันอย่าง ‘วันทองสองใจ’ ซึ่งมักมีความหมายสื่อถึงพฤติกรรมของผู้หญิงมากรัก เลือกไม่ได้ จิตใจโลเล

ในจุดนี้ ไม่ใช่เราเพียงคนเดียวที่อัดอั้นตันใจจนอยากหยิบปากกามาเปลี่ยนชีวิตของวันทองเสียใหม่ เพราะ มุ เจ้าของผลงานอันโด่งดังเรื่อง วันทองไร้ใจ ที่ขึ้นแท่นเป็นการ์ตูนยอดนิยมอันดับ 1 บนแพลตฟอร์มการ์ตูนดิจิทัล WEBTOON ขณะนี้ ได้ลงมือเปลี่ยนพล็อตชีวิตของวันทองด้วยตัวเองจนมีผู้ติดตามกว่า 4 แสนคน มีคนอ่านไปมากกว่า 18.5 ล้านครั้ง! แถมยังมีแฟนคลับนำไปคอสเพลย์กันอย่างจริงจังตั้งแต่ตัวเอกยันตัวประกอบ! ความปังครั้งนี้จึงเป็นหนึ่งในเครื่องการันตีว่า ชีวิตวันทองจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป!

โดยวันทองในเวอร์ชันใหม่ แท้จริงแล้วเป็นสาวยุคปัจจุบันอีกคนที่ตื่นขึ้นมาในร่างของตัวละครในวรรณคดี เธอต้องเผชิญหน้ากับตัวละครอีกมากมายที่เคยได้ยินชื่อ ไม่ว่าจะเป็น สายทอง หรือนางศรีประจัน รวมถึงโจทก์หัวใจอย่าง ขุนช้าง และ ขุนแผน

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

นอกจากนี้ ความน่าสนใจของเรื่องยังไม่ได้หยุดเพียงว่า สาวหลงยุคคนนี้จะทำอย่างไรกับชีวิตที่ถูกบังคับให้อยู่กับขนบธรรมเนียมและแนวคิดแบบเดิม ๆ แต่เธอจะทำอย่างไรไม่ให้จบชีวิตลงที่ลานประหารต่างหาก!

เราชวนคุณมุพูดคุยเกี่ยวกับมุมมองด้านวรรณคดีจากคนที่เรียนเอกภาษาไทย รวมถึงเจาะลึกเบื้องหลังการทำงาน และความอัดอั้นตันใจที่นำมาสู่การสร้างเนื้อเรื่องและตอนจบรูปแบบใหม่ของตัวเอง

ต่อจากนี้ วันทองไม่ต้องโดนหาว่าสองใจอีกต่อไป เพราะเธอจะไร้ใจไปเลย!

ว่าแต่ทำไมวันทองต้องไร้ใจด้วย

เป็นการตั้งล้อสำนวนวันทองสองใจค่ะ ในเรื่องคือเลือกไม่ได้ระหว่างขุนแผนกับขุนช้าง เราเลยไม่เอาทั้งสองคน ก็ไร้ใจไป แต่ถ้าไม่เอาเลยสักคนจริง ๆ เรื่องนี้คงอยู่ WEBTOON หมวดโรแมนซ์ไม่ได้ (หัวเราะ)

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

คุณไม่ชอบเนื้อเรื่อง ขุนช้างขุนแผน แบบเดิม เลยเขียนเวอร์ชันใหม่

ต้องเล่าก่อนว่า ตอนนั้นติดอ่านนิยายจีน ชอบอ่านแนวทะลุมิติเข้าไปในนิยาย หรือแนวทะลุมิติเข้าไปแก้ไขชีวิตตัวเอง ก็เลยคิดว่าของไทยน่าจะมีบ้าง เลยนึกถึงวันทองขึ้นมา เรื่องแรกเป็นแนวทะลุมิติเหมือนกันค่ะ แต่เป็นเรื่องจีน ก่อนหน้านี้เขียนให้ Comico Thailand ตอนนั้นอยากล้อว่ามีแนวทะลุมิติเยอะ ก็เลยเอาทุกคนมาทะลุมิติหมดเลย แนวเบาสมอง ชื่อ เอ้า! ทะลุมิติกันเข้าไป๊

ส่วนเรื่อง วันทองไร้ใจ คือเราคิดว่าพวกตัวเอกของเรื่องแนวนี้มักจะชีวิตรันทด ไม่ได้รับความยุติธรรม วันทองก็เข้าแก๊ปอยู่นะ จริง ๆ เคยมีคนเขียนนิยายเกี่ยวกับวันทอง หรือคนอื่นทะลุมิติที่เป็นตัวละครใน ขุนช้างขุนแผน อยู่แล้ว เราไม่ใช่คนแรกที่เขียน แต่ตอนที่เราอ่าน ขุนช้างขุนแผน เหมือนเราดูละครแล้วขัดใจ ทำไมนางเอกต้องตายด้วยล่ะ! ไม่ได้ผิดสักหน่อย! เราเลยอยากให้วันทองได้มีสิทธิ์มีเสียง ได้แก้ไขชีวิตตัวเอง เพราะเธอคือนางในวรรณคดีที่น่าสงสารอีกคนหนึ่ง

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
การ์ตูนเรื่อง เอ้า! ทะลุมิติกันเข้าไป๊

แสดงว่าจริง ๆ แล้วมีนางในวรรณคดีที่น่าสงสารอีกหลายคน

ใช่ค่ะ

หลายคนมองว่า โมรา กากี ก็กลายเป็นตัวแทนของผู้หญิงหลายใจไปเหมือนกัน

ไม่คิดว่าทั้งสองเป็นตัวแทนผู้หญิงหลายใจ แต่เป็นตัวแทนของผู้หญิงที่เลือกอะไรไม่ได้เลยมากกว่า อย่างโมรา สะท้อนชีวิตสมัยก่อนที่ผู้หญิงต้องขึ้นอยู่กับผู้ชาย ผู้ชายเก่ง ฉันก็รอด ถ้าผู้ชายไม่เก่ง ฉันก็ตายตาม โมราเลยดิ้นรนให้อยู่ในความครอบครองของผู้ชายที่เก่งกว่า แต่มันขัดกับศีลธรรมของสิ่งที่สมัยนั้นคิดว่าดีงาม เธอเลยกลายเป็นตัวร้าย เธอเจอผู้ชายคนนี้ก่อนก็ต้องอยู่กับเขาเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่เธอเพิ่งเกิดจากผอบ ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย

ส่วนกากี อันนี้เป็นพล็อตนิยายอีโรติก (หัวเราะ) ถูกครุฑพาไปอยู่บนวิมานชั้นฟ้า ให้ทำยังไงล่ะ ไม่ยอมแล้วให้กระโดดเมฆตายหรอ แล้วมีคนธรรพ์ไปซ้ำอีก จะให้ทำยังไง เลือกอะไรไม่ได้เลย แต่ไม่รู้ว่าทำไมวันทองสองใจถึงติดหูคนมากกว่า

อีกอย่างคือเรามีการเอาขนบของทางอินเดียมาด้วยว่า ผู้หญิงต้องผุดผ่อง รักเดียวใจเดียว ถ้าหากสามีตายต้องเผาตัวเองตายตาม เป็นการรับอิทธิพลมา และเมื่อก่อนมีความเชื่อว่าผู้หญิงคือสมบัติของพ่อแม่ แต่งงานไปก็เป็นสมบัติของสามี ผู้หญิงจึงไม่มีแนวคิดว่า เราเป็นคน เป็นตัวเอง ไม่ใช่ของใคร มันก็เลยไปในแนวนั้น

ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราไม่ได้เห็นในเรื่อง วันทองไร้ใจ

(หัวเราะ) เพราะว่าเรื่องนี้นางเอกไม่ได้เป็นคนในยุคนั้น เธอเป็นคนยุคปัจจุบันทะลุมิติไป เธอเลยออกมือออกไม้ได้มากกว่า แต่เธอจะไปฉอดทุกคนที่ขวางหน้าก็ไม่ได้ ตรงนี้คือข้อจำกัด เธอต้องอยู่ให้ได้ ถึงไม่อยากประนีประนอมก็ต้องทำหน่อย ไม่งั้นจะถูกหาว่าบ้า

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

ฟังแล้วรู้เลยว่าผู้หญิงถูกกดทับในวรรณคดีอยู่บ่อย ๆ

เพราะว่าวรรณคดีเป็นภาพสะท้อนสังคมในอดีต สมัยก่อนสถานะผู้หญิงเป็นอย่างไร ในวรรณคดีก็สะท้อนออกมาเป็นแบบนั้นเลย อย่างตอนนี้ถ้าเทียบกับวรรณคดี สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปจริง ๆ คือผู้หญิงเป็นคนเขียนเองมากขึ้น จากแต่ก่อนที่ผู้ชายจะเป็นคนเขียนวรรณคดี มันก็ช่วยไม่ได้ที่เนื้อเรื่องจะเป็นไปในมุมมองของผู้ชาย แต่ก่อนมีหน้าที่แบ่งแยกชัดเจนระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย ผู้หญิงต้องอยู่ในบ้าน ผู้ชายอยู่นอกบ้าน ปัจจุบันยังมีบ้าง แต่ก็เปลี่ยนไป ซึ่งสะท้อนผ่านสื่อ ผ่านเรื่องราวของยุคสมัยอย่างที่เราเห็นกัน

ในวรรณคดี สิ่งที่คนเขียนยุคนั้นเขียนออกมาก็สะท้อนเรื่องของคนยุคนั้น พอเราเขียนก็เลยสะท้อนเรื่องของยุคนี้แบบไม่รู้ตัวเช่นเดียวกัน ต่อ ๆ ไปก็จะมีเรื่องอื่น ๆ เพิ่มมา เช่น พ่อค้า ชนชั้น เรื่องทาส แต่อันนี้เป็นทาสในสมัยก่อน หรือความคิดที่ว่าเวลาทำงานจะต้องทำถวายหัว มีบางกลุ่มที่คิดแบบนี้อยู่ในปัจจุบัน แต่อันนี้ต้องรอซีซั่นหน้า

แล้วพอจะมีวรรณคดีหรือนิทานเรื่องไหนบ้างไหมที่ผู้หญิงไม่ถูกกดทับ หรือค่อนข้างมีอิสระมากกว่าที่เรานึกออก

มีเรื่องเดียวเท่าที่คิดออกตอนนี้คือ แก้วหน้าม้า มีสิทธิ์มีเสียงหน่อย มีอำนาจ มีอิทธิฤทธิ์ กำหนดชีวิตตัวเองได้มากกว่า อย่างน้อยก็มากกว่าตัวละครหญิงคนอื่น ๆ 

ตอนที่เขียนเรื่อง วันทองไร้ใจ ขึ้นมา คุณมีเป้าหมายไหมว่าอยากให้ใครมาอ่าน

ตอนแรกคือแค่คนที่อัดอั้นตันใจเหมือนเรา (หัวเราะ) เธอคิดเหมือนฉันใช่ไหม (หัวเราะ) แต่ตอนที่มีการประกวดวาดการ์ตูนของ WEBTOON ในปี 2020 เขาให้วาดเรื่องแนวไหนก็ได้ เราเลยลองส่งเรื่องนี้ไป แต่ไม่ผ่าน ตอนหลังเขาถึงค่อยมาติดต่อว่าสนใจจะวาดไหม เพราะเนื้อเรื่องน่าสนใจ ก็เลยได้วาด เรื่องนี้น่าจะได้รับการติดต่อประมาณปี 2021

หลังจากนั้นคุณก็ได้เขียนต่อยาว ๆ เลย แถมลายเส้นยังสวยมากด้วย เริ่มวาดภาพจริงจังตั้งแต่เมื่อไหร่

มาเริ่มฝึกตอนที่มีเว็บบอร์ด สมัยมหาวิทยาลัย และมีเพื่อนที่ชอบวาดด้วยกันก็ได้แลกเปลี่ยนผลงานกัน เหมือนเป็นการช่วยกระตุ้นเรา เราก็ได้เรียนรู้กับคนที่เรียนมาโดยตรงหรือกับคนที่วาดมาเยอะกว่า

แต่ตอนอนุบาลก็วาดเป็นงานอดิเรกค่ะ วาดเด็กผู้หญิง ดอกไม้ วาดแล้วมีเพื่อนชมก็ยิ่งวาด พอโตขึ้นมาหน่อยสักประถมก็เริ่มวาดเป็นเรื่อง เขียนเองอ่านเอง เป็นลายเส้นญี่ปุ่นหน่อย เพราะชอบการ์ตูนตาหวาน แรงบันดาลใจตอนวาดก็มาจากคุณพ่อด้วย คุณพ่อวาดให้ดู เราก็วาดตาม

แต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย คณะที่เรียนไม่ได้เกี่ยวกับวาดรูปนะคะ เรามาฝึกเอง เปลี่ยนลายเส้นด้วย เพราะตอนแรกก็ไม่ใช่คนวาดสวย ส่วนการเรียนเอกภาษาไทยอาจจะช่วยบ้าง เพราะเราเรียนวิเคราะห์วรรณกรรมมาเยอะ ก็พอมีพื้นฐานการลำดับเรื่อง

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

การที่เรียนเอกภาษาไทยคงทำให้คุณต้องคลุกคลีอยุ่กับวรรณคดีเยอะเลย

เยอะค่ะ เพราะต้องเรียนวรรณคดีซ้ำไปซ้ำมาหลายตัวเหมือนกัน คนอื่นเรียน ขุนช้างขุนแผน ช่วงมัธยมครั้งหรือสองครั้ง แต่พอเราเรียนเอกวรรณคดีจึงเอ็กซ์ตร้าเข้าไปอีก ไม่ถึงกับเรียนจนจบหลายรอบ แต่ได้เรียนจนจบและได้เห็นเวอร์ชันที่หลากหลาย

เท่าที่ตกตะกอนมา คุณคิดว่าอะไรคือคุณค่าของวรรณคดีเรื่อง ขุนช้างขุนแผน

ถ้าตามที่เรียนมา มันเป็นความจริงที่วรรณคดีเรื่องนี้บันทึกประวัติศาสตร์ สังคม ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในสมัยนั้นได้ค่อนข้างจะครบถ้วน ถือว่าแตกต่างจากเรื่องอื่นที่เป็นจักร ๆ วงศ์ ๆ ในรั้วในวัง เรื่องนี้เป็นชีวิตชาวบ้านจริง ๆ 

โดยส่วนตัวคิดว่าเนื้อเรื่องสนุก ตื่นเต้น มีความลุ้น บางฉากมีความเป็นละคร ดราม่าเหมือนซีรีส์เกาหลีอยู่บ้างเหมือนกัน เช่น ฉากที่วันทองจะถูกลากไปแต่งงานกับขุนช้าง แล้วขุนแผนจะมาช่วยไหม ฉากนั้นคือลุ้นมาก แต่พออ่าน ๆ ไปปรากฏว่า ขุนแผนมา ไม่สนใจ นางเอกโดนลากเข้าห้องหอ ม่ายยยย!!! มีความเมโลดราม่าหน่อย หรือจังหวะถูกประหาร พระพันวษาให้อภัยแล้ว คนอ่านก็เสียดายเล่น หรืออีกฉากคือ ขุนแผนผ่าท้องนางบัวคลี่เพื่อทำกุมารทอง อันนี้จะมีความสยอง เป็นตัวเอกสายดาร์ก

รู้สึกยังไงตอนที่ขุนแผนใช้ความรุนแรง

จริง ๆ แอบตั้งคำถามว่า ทำไมคนแบบนี้ถึงมาเป็นพระเอกได้เนี่ย (หัวเราะ)

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

ก็เลยเป็นที่มาของการอยากเปลี่ยนพระเอกของเรื่องหรือเปล่า

ส่วนหนึ่งค่ะ ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะต้องมีพระเอกคนใหม่เลย ตอนแรกจะเอนไปทางให้ขุนช้างเป็นพระเอกด้วยซ้ำ แต่พอเขียน ๆ ไปแล้วรู้สึกว่า ให้มีคนใหม่ไปเลยน่าจะสนุกกว่าในเมื่อเราดัดแปลงใหม่

หรือจริง ๆ แล้ว ขุนแผนไม่มีคุณสมบัติจะเป็นพระเอกแล้ว

(หัวเราะ) ถ้าในความคิดของเราจะให้เขาเป็นพระเอกก็ได้ แต่เนื้อเรื่องจะเป็นอีกแบบไปเลย วันทองจะต้องเหนื่อยหนักมากในการจะเปลี่ยนผู้ชายสักคนหนึ่ง ก็เลยคิดว่าถ้าเป็นคนใหม่มาเลยจะได้อีกรสชาติหนึ่ง เราอยากให้เรื่องนี้เป็นผลงานออริจินัลของเรา ไม่ใช่เอาขุนช้างขุนแผนมารีเมก

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

ตอนที่คิดพล็อตเรื่องนี้ขึ้นมา คิดว่าจะมีคนสนใจไหม

ก็แอบคิดว่าน่าจะมีคนสนใจ น่าจะมีคนคิดเหมือนกับเราเยอะนะ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีคนเขียนนิยายมาก่อน ผลตอบรับตอนประกวดถือว่าดีค่ะ มีคนอ่านเยอะกว่าที่คิด มีคนอัดอั้นตันใจเหมือนเรา (หัวเราะ)

จากวันแรกจนถึงตอนนี้ คุณเดินไปไกลกว่าจุดประสงค์เดิมตอนที่เริ่มเขียนบ้างไหม

ตอนแรกเราคิดแค่เอานางเอกไปฟาดกับผู้ชายสองคนนี้ แต่พอเขียนไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มใส่รายละเอียดเพิ่ม นางเอกไม่ได้จะไปต่อกรกับขุนแผนเหมือนตอนแรก ๆ เพราะคนที่เธอต้องต่อกรมากที่สุดคือ แม่ศรีประจัน เพราะสุดท้ายคนที่เป็นเจ้าของชีวิตวันทองในตอนนี้คือแม่ ไม่ใช่ขุนแผน เป็น Last Boss ของซีซั่นแรก ด้วยความเป็นแม่ เรายังทำอะไรมากไม่ได้ ต้องหาวิธีอื่นที่จะทำให้เรามีชีวิตอิสระจากเขาได้ โดยไม่ทำให้เขาเจ็บช้ำมากเกินไป 

ตอนที่วาดนางวันทอง มีการใส่ตัวตนของคนวาดลงไปในตัวละครบ้างไหม

นิสัยเราสองคนไม่เหมือนกันเท่าไหร่ (หัวเราะ) เราไม่ค่อยจะไปฉอดใคร แต่อะไรที่เราอยากทำ เราจะให้ตัวละครทำแทน ถ้าให้เหมือนกัน คือเรื่องทัศนคติว่าเราคิดอย่างไร ซึ่งจะคล้ายกัน มีความเหมือนแค่บางส่วน

ถ้าอย่างนั้นวันทองเวอร์ชันนี้มีต้นแบบมาจากไหน

เหล่าทวิตเตี้ยนทั้งหลายค่ะ ชาวทวิตเตอร์ เราคิดว่าถ้าเป็นคนในทวิตเตอร์จะคิดอย่างไร (หัวเราะ) เป็นเหมือนเฟมินิสต์ แค่บังเอิญเล่นทวิตเตอร์

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

พูดถึงการทำงาน ได้ข่าวว่าตอนแรกคุณทำงานแบบโซโลคนเดียว

ตอนแรกทำคนเดียว แต่ไป ๆ มา ๆ ไม่ไหว ตอนนี้เลยมี 3 คน เพิ่มมาทีละคน ๆ ให้เพื่อนมาช่วย ทำทุกอย่างเลยประมาณ 10 ตอนแรก มีแค่เรากับโปรแกรมช่วยบ้าง ใช้ 3D ช่วยทำฉาก หรือใช้หุ่นโมเดลสามมิติก็ร่างได้ไวขึ้น แต่สุดท้ายก็ไม่ไหว ต้องให้คนช่วยจริง ๆ 

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

พวกโปรแกรมก็เรียนรู้การใช้งานเองทั้งหมดเลยไหม

ใช่ค่ะ ยากเอาเรื่อง เรื่อง วันทองไร้ใจ เป็นเรื่องแรกที่ใช้ 3D ประกอบ เพราะเรือนไทยหาโหลดฉากไม่ได้ แล้วเราต้องใช้หลายมุม ถ้าปั้นเป็น 3D จะคุ้มกว่า เพราะเราปรับได้หลายมุม ก็เลยลองปั้นเอง ตอนแรกใช้ SketchUp แต่เพราะเราไม่มีพื้นฐานเลยเริ่มต้นลำบาก บังเอิญมาเจอโปรแกรมที่มันง่ายขึ้นก็เลยใช้

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ตอนทำงานคนเดียว อะไรคือสิ่งที่ท้าทายที่สุด

ลงสี 50 กว่าช่องค่ะ มันเยอะ อดนอนอยู่พักหนึ่ง (หัวเราะ) เพราะต้องส่งงานวันศุกร์ เนื่องจากมีกำหนดออนแอร์ ตอนนี้ยังทำทัน เพราะเราทำตอนตุนไว้ก่อน เรารู้ตัวว่าต้องมีเลทแน่นอน เลยมีทำตุนเอาไว้ 1 ตอนใช้เวลา 6 – 7 วัน บางตอนที่รายละเอียดไม่เยอะ 5 วันครึ่งหรือ 6 วันก็เสร็จ

ต้องมีการทำการบ้านระหว่างตอนเยอะไหม

มีบ้าง อย่างการเปิดเสภา หรือเปิดพจนานุกรมเทียบ แต่หลัก ๆ คือเสภา ขุนช้างขุนแผน เรายึดของห้องสมุดวชิรญาณเป็นหลัก ถ้าหากมีฉากไหนที่เราสงสัยลำดับเนื้อเรื่อง ตลอดจนสีผ้าก็ไปเปิดดูได้ โชคดีที่มีออนไลน์ แต่อันนี้เป็นเรื่องของรายละเอียด

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ดูละเอียดจนถึงลายผ้าเลยทีเดียว

ใช่ค่ะ อย่างน้อยก็ตอนต้น ๆ แต่พอดำเนินเรื่องไป เราจะเริ่มปรับไปเรื่อย ๆ ไม่ได้อิงตามเดิมเป๊ะแล้ว แต่บางตัวละครออกมาครั้งแรกเป็นฉากที่มีในเรื่อง เราก็อยากให้สีตรงกัน อย่างตอนแรกที่วันทองออกมาก็จะใส่สีแดง วาดไปสักพักก็เปลี่ยนเป็นสีชมพูแทน ตรงนี้เราไม่ได้ใส่คำอธิบายอะไร เพราะเป็นความฟินส่วนตัวที่ได้ใส่ลงไป แต่ก็มีคนรู้นะคะ คนที่เรียนมา เราประมาทคนอ่านไม่ได้เลยค่ะ มีคนที่รู้มากกว่าเราอยู่เสมอ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

กว่าจะเป็นหนึ่งตอนนี่ทำอะไรหลายอย่างเลย หลังเสร็จงานค้นคว้าแล้วคุณต้องทำอะไร

การบ้านอันนี้จะไปอยู่ตรงเขียนสตอรี่บอร์ด เขียนเสร็จแล้วก็เริ่มร่าง ตัดเส้น ส่งให้ผู้ช่วยคนที่หนึ่งเทสี แล้วส่งให้ผู้ช่วยคนที่สองลงเงา ใส่เครื่องประดับ จากนั้นก็ส่งกลับมาให้เราแต่งสี ใส่ฉากหลัง พิมพ์คำพูด แล้วส่งกลับไปให้ผู้ช่วยคนที่หนึ่งจัดฟอนต์ให้อีกที จากนั้นส่งกลับมาให้เรา มันจะส่งไปส่งมาหน่อยนะคะ ส่งมาให้เราดูความเรียบร้อย แล้วส่งให้ผู้ดูแล WEBTOON เขาจะเช็กคำผิด บางทีก็มีแก้บางช่อง เช่น ตอนจบขอค้างกว่านี้หน่อย เรื่องตรงนี้ละเอียดอ่อน ช่วยเพิ่มอะไรหน่อย

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

การบ้านที่ต้องทำหนักที่สุดของเรื่องนี้คืออะไร

ความเป็นอยู่ในยุคนั้น เพราะตอนแรกไม่มีในหัวเลยว่าคนยุคนั้นอยู่กันอย่างไร เราจะนึกเนื้อเรื่องไม่ออก ต้องไปศึกษาตรงนั้นก่อนค่ะ

สำหรับสถาปัตยกรรม บ้านเรือน มีหนังสือเล่มไหนที่คุณใช้อ้างอิงบ้างไหม

อาจจะไม่ถึงกับเป็นหนังสือ แต่อย่างบ้านของนางวันทอง เราใช้พระตำหนักทับขวัญที่จังหวัดนครปฐมเป็นต้นแบบ มีเมืองโบราณด้วย ช่วยได้เยอะ บางอย่างที่มันหาไม่ได้ เช่น สภาพความเป็นอยู่ โชคดีที่มีละครทำมาก่อน เขาค้นคว้ามาแล้ว เราก็ขอมาใช้บ้าง บุพเพสันนิวาส นี่ช่วยได้เยอะเลยค่ะ เพราะพอ บุพเพฯ ออกมาก็มีหนังสือเกี่ยวกับอยุธยาตามมาเยอะมาก เราจึงได้เดินตามรอยเขา

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

แบบนี้ถึงจะเป็นนักศึกษาเอกภาษาไทยที่ผันตัวมาเป็นนักวาดการ์ตูน แต่การอ่านหนังสือก็ขาดไม่ได้เลย

ใช่ค่ะ เป็นนิสัยส่วนตัวด้วยว่า เวลาเราคิดพล็อต จะชอบคิดจากข้อมูลมากกว่า

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

แต่จินตนาการเองก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ บางตัวละครจึงไม่มีอยู่จริงในวรรณคดี

อย่างปรงทองกับเปลวคำก็ใส่เข้าไปเพื่อให้เรื่องมีความเป็นของเรามากขึ้น เป็นโอเอซิสของเรื่อง เป็นจุดดึงดูดความสนใจของคนอ่าน เพราะถ้ามีแค่ขุนช้างกับขุนแผน คนที่ไม่ชอบทั้งสองคนก็จะไม่มีเมน เราเลยใส่สองคนนี้เข้าไปให้ แล้วก็เหมือนชูใจคนวาดด้วย อย่างปรงนี่ คนวาดชอบ อยากวาดผู้หญิงน่ารักค่ะ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

เท่าที่ฟังมาคุณทำงานกับประวัติศาสตร์และค่านิยมอยู่ตลอด มีเรื่องอะไรที่กังวลบ้างไหม

บางอย่างเป็นข้อมูลที่ไม่ใช่ปฐมภูมิ ไม่ได้เป็นข้อมูลแรกเริ่มดั้งเดิม ของบางคนอาจจะผ่านการวิเคราะห์ สังเคราะห์มาแล้ว เราก็ไม่ทราบ ไม่แน่ใจว่าถูกไหม อย่างเรื่องช้างใช้เท้าหลังเดินก่อน เราก็ต้องไปเปิดคลิปช้างเดินดู แต่ข้อดีคือเราเซ็ตให้นางเอกทะลุเข้าไปในวรรณคดี ไม่ใช่ย้อนอดีต ในเสภาจะมีการปนกันของยุคสมัยอยู่ บางฉากก็เหมือนอยู่ในอยุธยา แต่บางเมนูอาหารหรือเสื้อผ้าบางอย่างกลับเป็นสมัยรัตนโกสินทร์ มันจึงปนกันอยู่ในนั้น เราเลยไม่ได้ซีเรียสเรื่องยุคสมัยมาก เรายึดว่าเป็นเรื่องในวรรณคดี ถ้าแยกออกมาทีละยุคจะเป็นงานที่หนักไปหน่อย (หัวเราะ)

คุณมองเห็นความน่ากลัวของค่านิยมจากเรื่องนี้บ้างไหม

ส่วนมากพอเกิดเป็นค่านิยม เราก็ไหลไปตามนั้น ไม่ได้ตรวจสอบตัวเองจนไหลไปตามกระแส บางครั้งจึงเกิดการทำร้ายกันเองด้วยค่านิยม ความเชื่อ อย่างวันทองนี่ไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้คิดด้วยซ้ำว่าเธอคิดได้ เลือกได้ เขาไม่เอ๊ะเลย เราก็ไม่เอ๊ะ พอไปเรื่อย ๆ จึงเกิดเป็นค่านิยมมองผู้หญิงเป็นสิ่งของ วันทองเป็นคนยุคนั้น เขาก็อยู่อย่างนั้น แล้วคนที่กำหนดค่านิยมในยุคนั้นก็เป็นชนชั้นสูง ขุนนางด้วย

หลังเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานมาพอสมควร อะไรคือความท้าทายในการทำงานชิ้นนี้

เรื่องทำเป็นทีมนี่แหละค่ะ ก่อนหน้านี้ทำงานคนเดียวมาก่อน มันจึงเป็นเหมือนการเรียนรู้กันระหว่างผู้ช่วยและทีมงานว่า เราจะทำอย่างไรให้ตารางเวลาลงตัว เป็นครั้งแรกที่ได้จ้างคน เพราะเพิ่งมีเงินจ้างค่ะ (หัวเราะ) เป็นเรื่องแรกที่มีคนติดตามเยอะขนาดนี้ เลยมีความกดดันด้วย กลัวว่าเราจะมีอะไรบ้งโดยที่ไม่รู้ตัวแล้วเผลอปล่อยออกไป แต่โชคดีที่ทำงานเป็นทีมก็เลยมีคนช่วยดู

ตอนนี้ก็ทำงานการ์ตูนเป็นอาชีพหลักเลย เพราะถ้าไม่หลักคงจะไม่มีเวลาวาดใช่ไหม

ไม่สามารถทำงานอื่นได้เลย จากที่เคยรับมาก็ต้องวางกองไว้ก่อน เพื่อเรื่อง วันทองไร้ใจ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ถามเรื่องความต่างระหว่างเรื่องของคุณกับวรรณคดีไปเยอะแล้ว มีอะไรที่ไม่แตกต่างกันบ้างไหม

อันที่จริงก็มีบางอย่างที่พยายามคงไว้ เช่น ประเพณี ข้าวปลาอาหาร อันนี้คือเอามาจากเสภา และความปากจัดของแม่ศรีประจันก็ด้วย นอกนั้นก็มีเปลี่ยนไปเยอะเลย

กระแสตอบรับตอนที่เรื่องนี้ออกไปแล้วทำให้ใจฟูบ้างไหม

ดีกว่าที่คิดเยอะเลยค่ะ รู้สึกดีใจที่มีคอมเมนต์ให้อ่านทุกสัปดาห์ ชอบมากที่ได้อ่านความเห็นของทุกคน มีคนที่สังเกตเยอะ ๆ ก็ทำให้เราดีใจ เช่น รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราไม่ได้บอก หรือแม้กระทั่งเกิดการถกเถียงกันว่า ขุนแผนก็ไม่ได้แย่นะ มันเป็นเพราะสภาพสังคมในสมัยนั้น เขาเลยเป็นแบบนี้

เหล่าผู้อ่านน่ารักมาก ต้องขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนมาก ๆ WEBTOON เราเขียนเป็นสัปดาห์ต่อสัปดาห์ เราไม่รู้เลยว่าจะเขียนได้ยาวแค่ไหน จะถูกตัดจบไหม แต่เพราะได้รับการสนับสนุนจากทุกคนเลยได้เขียนต่อยาว ๆ ทุกคนช่วยเปย์อ่านล่วงหน้า ทำให้ได้เงินมาสนับสนุนผู้ช่วย อันนี้สำคัญมาก ช่วยได้เยอะจริง ๆ ค่ะ อ้อ! เห็นคอมเมนต์ของเพื่อนบ้านชาวลาวด้วย เขามาอ่านก็ดีใจจริง ๆ อนาคตอยากให้ไปต่างประเทศ มีการแปลด้วย อันนี้ก็ได้แต่ภาวนาค่ะ

แฟนคลับคุณแน่นหนามาก ชุมชนวันทองไร้ใจแข็งแกร่งจนมีคนนำไปคอสเพลย์ด้วย

อันนี้ดีใจมาก เป็นความใฝ่ฝันของนักวาดหลายคน แต่งกันสวยเหมือนหลุดออกมาจากในเรื่องเลย ขนาดเป็นตัวละครที่ไม่ใช่ตัวหลักอย่างแม่ศรีประจันก็มี แปลกใจมาก ต้องขอบคุณอีกครั้งนะคะ

ก่อนจากกันขอถามย้ำอีกครั้งว่า จุดจบวันทองจะเหมือนเดิมไหม

(หัวเราะ) ต้องไม่เหมือนเดิมอยู่แล้ว เพราะไม่ใช่วันทองแล้ว แต่เป็นนางเอกคนใหม่ เนื้อเรื่องก็ต้องต่าง ติดตามกันต่อไปนะคะ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ภาพ : มุ

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load