เหมือนเด็กทุกคนที่มีความฝัน

สร-ชลนสร สัจจกุล เริ่มเส้นทางการเป็นนักร้องในวงเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังของเกาหลี ด้วยการตัดสินใจเข้าประกวด Kpop Star Hunt 2011 รายการประกวดร้องเพลงเกาหลีของสถานีโทรทัศน์ tvN ที่เปิดโอกาสให้เด็กจากประเทศต่างๆ ในเอเชียเข้าร่วมแข่งขันค้นหาดาวดวงใหม่ จนได้เป็น 1 ใน 2 คนที่เป็นตัวแทนจากประเทศไทยไปประกวดที่เกาหลีใต้ ก่อนจะชนะการแข่งขันและเซ็นสัญญาเป็นศิลปินฝึกหัดเป็นเวลา 3 ปี กับค่าย Cube Entertainment หนึ่งในบริษัทเอนเตอร์เทนเมนต์สำคัญของวงการเกาหลี ที่มีศิลปินในสังกัดอย่าง HyunA, Jokwon, BTOB, Pentagon และ (G)I-DLE

บทสัมภาษณ์ครั้งแรกของ สร-ชลนสร สัจจกุล คนไทยคนเดียวใน CLC เกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลี

ชีวิตการเป็นศิลปินฝึกหัดของสรเริ่มต้นเมื่ออายุ 15 ปี พร้อมๆ กับเด็กไทยอีกหลายคนในรุ่นราวคราวเดียวกัน ที่เริ่มต้นจากการประกวดเวทีระดับภูมิภาค และรับโอกาสเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของค่ายเพลงเกาหลีในฝัน ทุ่มพลังและเวลาให้กับหลักสูตรพัฒนาศิลปินฝึกหัดที่ได้ชื่อว่าเข้มข้นที่สุดในโลก

ขณะที่เด็กไทยหลายคนสมหวัง ได้รับการเปิดตัวในฐานะศิลปิน แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่พ่ายแพ้ให้กับการแข่งขันในเวทีชีวิตจริงจนต้องพับแผนความฝันเก็บกลับบ้านไป

หลังจากฝึกฝนร่วม 4 ปี รวมเวลาที่เตรียมตัวสำหรับเป็นสมาชิกวงเกิร์ลกรุ๊ปน้องใหม่ของค่าย วง CLC (ซีแอลซี, 씨엘씨) ซึ่งย่อมาจาก ‘CrystaL Clear’ ก็เปิดตัวขึ้นในปี 2015

จากที่ติดตามวงการนี้มาระยะหนึ่ง แม้ชื่อของวง CLC จะไม่ได้เป็นที่จับตามองระดับมีฐานแฟนคลับเป็นอันดับต้นๆ แต่เราก็เห็นพัฒนาการของวงที่ดีขึ้นตามลำดับ

ไม่ใช่เรื่องง่าย

ลำพังการฝ่าฟันจนเป็นศิลปินก็ยากอยู่แล้ว แต่การเป็นผู้หญิงในวงการนี้ และเป็นผู้หญิงต่างชาติในวงการนี้ ซึ่งแม้สรจะไม่ใช่เด็กไทยคนแรกที่สร้างชื่อในนามไอดอลเกาหลี เราก็สนใจหัวใจของเธอและเรื่องราวเบื้องหลังที่ขับเคลื่อนตัวเธอจนกลายเป็น ‘สร CLC’ ซึ่งนับวันจะมีแต่ฉายแววขึ้นเรื่อยๆ

The Cloud มีโอกาสนัดหมายและพูดคุยกับสรอย่างเป็นกันเองในช่วงที่เธอเดินทางมาร่วมงานกับกระทรวงต่างประเทศ ในวาระครบรอบ 60 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สาธารณรัฐเกาหลี

ไม่แปลก ที่คุณจะเข้าใจว่าตำแหน่งชนะเลิศรายการประกวดร้องเพลงเมื่อหลายปีก่อนและนามสกุลที่บอกความเกี่ยวข้องกับอดีตศิลปินและนักแสดงที่มีชื่อเสียงในไทยจะทำให้เธอมีโอกาสมากกว่าคนอื่น นั่นเพราะสรไม่เคยเล่าเรื่องราวเบื้องหลังการทำงานที่หนักยิ่งกว่าที่เคยรู้ ความพยายาม แรงผลักดัน และความรู้สึกของเธอ ตลอดเส้นทางนี้ให้ใครฟังมาก่อน

มารู้จัก ‘สร CLC’ พร้อมฟังว่า เรื่องของสรนี้…สอนให้รู้ว่าอะไร

บทสัมภาษณ์ครั้งแรกของ สร-ชลนสร สัจจกุล คนไทยคนเดียวใน CLC เกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลี

ย้อนกลับไปถึงวันที่ตัดสินใจทำตามความฝันเพื่อเป็นนักร้องที่เกาหลี คนรอบตัวคุณมองเรื่องนี้ยังไงบ้าง

เพราะไม่อยากให้เราคาดหวังมากเกินไป ตอนแรกพ่อก็ยังคุยกับแม่ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะชนะประกวดร้องเพลง แต่พอทำได้จริงๆ พ่อก็บอกว่าเป็นเพราะเชื้อศิลปินของเขาแรง (หัวเราะ) เพราะนอกจากพี่ตุ้ย (ธีรภัทร์ สัจจกุล) ที่เป็นนักร้องและนักแสดง พ่อเองก็เคยเป็นนักแสดงมาก่อน

บทสัมภาษณ์ครั้งแรกของ สร-ชลนสร สัจจกุล คนไทยคนเดียวใน CLC เกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลี

ในฐานะที่มีประสบการณ์ในวงการบันเทิงและวงการลูกหนังมาก่อน พ่อมีคำแนะนำอะไรบ้าง

กับสร พ่อจะเรียกสรว่าไฟท์เตอร์ (Fighter) ‘ฮัลโหล ไฟท์เตอร์ว่ายังไง..’ เพราะพ่อรู้ดีว่าชีวิตที่เกาหลีไม่ง่าย พ่อเล่าให้ฟังว่า 10 ปีก่อนเขาเคยพาฟุตบอลทีมชาติไปแข่งที่เกาหลีบ่อยๆ ได้เห็นวิธีที่โค้ชใช้ฝึกฝนนักกีฬาซึ่งโหดมาก เขาเลยเป็นห่วง แต่ก็พร้อมสนับสนุนเรา เพียงแค่ว่าถ้าโอดครวญเขาจะช่วยอะไรไม่ได้ เพราะนี่เป็นการตัดสินใจของเราเอง

สิ่งที่พ่อเป็นห่วงเราที่สุดคือเรื่องสุขภาพ เขาชอบเปรียบสรกับนักฟุตบอลตลอด บอกว่านักกีฬาต่อให้เก่งแค่ไหนถ้าขาเจ็บยังไงก็ลงแข่งไม่ได้ ซึ่งคนที่แสดงบนเวทีกับนักกีฬาบนสนามมีรูปแบบชีวิตไม่ต่างกันนัก ทั้งการฝึกฝน การควบคุมตัวเองทั้งร่างกายและจิตใจ จึงไม่อยากให้หักโหมทำงานจนละเลยสุขภาพ

การทำงานเป็นไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปเหมือนกับนักกีฬาในแง่ไหนอีกบ้าง

การจะเป็นนักกีฬาที่ดีก็ต้องเตรียมซ้อมให้พร้อม และไม่ใช่แค่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่หมายรวมถึงความพร้อมของคนทั้งทีม ทำให้ทุกครั้งที่ลงแข่งจะเต็มไปด้วยความมั่นใจ เพราะเราต่างรู้กันและกันว่าใครอยู่ตำแหน่งอะไร ใครอยู่หน้า หลัง ซ้าย และขวา CLC เองก็เช่นกัน ถ้าพวกเราทั้งเจ็ดคนมีความเพรียบพร้อมและตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี เป็นขาทั้งเจ็ดขาที่แข็งแรง ทุกครั้งที่ขึ้นเวทีเราก็มั่นใจ เพราะมั่นใจในเพื่อนร่วมทีมซึ่งกำลังทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างเต็มที่ เวลาอยู่บนเวทีเราก็สนุกและทำให้คนดูเห็น ซึ่งไม่ว่าจะอยู่ข้างล่างเวทีหรือดูเราผ่านจอที่ไหนก็จะได้รับพลังที่เราตั้งใจส่งออกไป

การเป็นศิลปินฝึกหัดที่เข้ามาด้วยรางวัลชนะเลิศการประกวด มีข้อดีหรือข้อได้เปรียบอะไร

ไม่ได้เป็นข้อได้เปรียบอะไรทั้งสิ้น เพราะเมื่อเราอยู่ในจุดนั้นแล้วเขาไม่ได้สนใจว่าเราเป็นใคร มาจากไหน มีพื้นฐานครอบครัวอย่างไร มีแฟนคลับและคนติดตามมากแค่ไหน หรือได้รางวัลชนะเลิศมาจากเวทีอะไร ทุกคนที่นี่เริ่มจากศูนย์เท่ากันหมด ค่ายจะปฏิบัติกับเด็กฝึกหัดทุกคนเหมือนกัน

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ช่วงแรกของการฝึกฝนค่ายจะเรียกเราว่าหนูทดลอง เพราะเราเป็นเด็กฝึกหัดต่างชาติคนแรกของเขา จึงคล้ายว่าค่ายกำลังทำการทดลองไปในตัว โดยที่เขาจะกำหนดวิชาเรียนและการฝึกฝนต่างๆ เพื่อดูว่าเราสามารถเรียนรู้และทำในสิ่งที่มอบหมายให้มากหรือน้อยแค่ไหน

ความรู้สึกของการเป็นหนูทดลองส่งผลต่อคุณยังไงบ้าง

เราแอบรู้สึกน้อยใจในบางทีนะ ตอนนั้นเราอายุ 15 เอง ไปอยู่เกาหลีได้เพียง 3 – 4 เดือนเขาก็ให้เราร้องแรปต่อหน้าเพื่อนๆ โดยให้เวลาฝึกซ้อมแค่ 1 สัปดาห์ ลำพังให้พูดภาษาเกาหลีเฉยๆ ยังไม่คล่องเลย แล้วเพลงแรปในความเร็วนั้นแม้แต่เด็กเกาหลีก็ยังทำได้ยาก แต่เราเป็นคนหนึ่งที่ไม่ยอมเสียหน้าง่ายๆ ยังไงเราก็จะทำให้ได้ ซึ่งในที่สุดเราก็ได้จริงๆ ด้วยการท่องจำเนื้อร้องทั้งวันทั้งคืน ซึ่งช่วยให้ภาษาเกาหลีของเราดีขึ้นมากๆ

มาถึงวันนี้ สรคิดว่านั่นเป็นวิธีที่เขาใช้ฝึกเด็กเพื่อดึงศักยภาพออกมาก โดยไม่รู้ว่าจะทำได้มากหรือน้อย แต่ขอใส่ความท้าทายที่สุดไปก่อน เพราะถ้าผ่านไปได้ อะไรๆ ก็ทำได้

นอกจากชีวิตส่วนตัวและชีวิตช่วงวัยรุ่นที่หายไป คุณต้องแลกกับอะไรบ้างเพื่อมายืนในจุดนี้

ต้องแลกกับตัวตนเพื่อให้ตัวเองเข้ากับคอนเซปต์

เมื่อเซ็นสัญญากับค่ายว่าวงของเราจะเป็นวงหญิงสาวน่ารักสดใส แม้เราจะไม่ได้มีบุคลิกแบบนั้นโดยสิ้นเชิง เราก็จำเป็นต้องรักษาของความน่ารักสดใสไปให้ตลอด

การใช้ชีวิตในกฎเกณฑ์ที่ค่ายตั้งไว้หรือที่วงการตั้งไว้เป็นการเสียสละที่ใหญ่พอสมควรนะ เรารู้ว่าเราเป็นใคร แต่เพื่องาน เพื่อแฟนคลับที่รอดูผลงานเรา เพื่อทุกคนที่ทำงานเบื้องหลังเรา ต่อให้เหนื่อยจนอยากร้องไห้ เราก็จะร้องไห้คนเดียว ที่สำคัญ เมื่อได้ยินสัญญาณว่าต้องขึ้นไปแสดงบนเวที ต่อให้เหนื่อยแค่ไหน เราในร่างของสร CLC ก็ต้องยิ้มออกมาให้ได้

เมื่อต้องเจอกับงานที่ไม่ถนัด คุณมีวิธีรับมือยังไง

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรเราจะไม่ปฏิเสธไปก่อน ครั้งแรกที่ไปเกาหลี เราก็เคยมีความคิดว่าเราไม่น่าจะเต้นได้ จะให้ร้องเพลงอีกภาษาคงไม่ไหว เราคิดว่ามันเกินขีดจำกัดของเรา แต่พอได้ลองทำ เรียนรู้ และทำความเข้าใจ กับภารกิจที่มอบให้เราจึงพบทักษะอีกทักษะที่สำคัญ จากเดิมที่อยากเป็นนักร้อง เวลา 6 ปีผ่านไป รู้ตัวอีกทีตอนนี้ทำได้ทุกอย่าง ทั้งร้อง เต้น แสดง เอนเตอร์เทน ทำรายการใน YouTube พูดให้แรงบันดาลใจแฟนๆ และคนที่ติดตามอยู่ รวมถึงคิดคอนเซปต์วง CLC คิดเรื่องเสื้อผ้า สไตล์การร้องและเต้น ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ดีกับเรานะ จะให้สรเปิดค่ายเพลงเองตอนนี้เลยก็ทำได้ (หัวเราะ)

เราถูกสอนว่าเป็นไอดอลต้องทำได้ทุกอย่าง เป็นความกดดันที่พวกเรายอมรับเอง เพราะต้องไม่ลืมว่าในสิ่งที่เราทำได้ ผู้หญิงอีกมากมายที่อยู่รอบตัวเราก็ทำได้เหมือนกัน เพื่ออยู่ในจุดนี้เราก็ยิ่งต้องพยายามทำให้ได้มากกว่า เป็นแรงผลักดันให้เรายิ่งอยากทำสิ่งต่างๆ ต่อไป

บทสัมภาษณ์ครั้งแรกของ สร-ชลนสร สัจจกุล คนไทยคนเดียวใน CLC เกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลี

คุณเคยเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นบ้างมั้ย

บ่อยเลย เป็นธรรมชาติของมนุษย์เนอะ เมื่อก่อนเราเปรียบเทียบกับเพื่อนในวงที่เก่งกว่าแต่เดี๋ยวนี้ไม่ทำแบบนั้นแล้ว

เราชอบอ่านที่คนเขียนถึงเราทั้งดีและไม่ดีในโซเชียล ซึ่งมักจะได้ยินคนพูดถึงวงของเราว่า ‘เมื่อไหร่ CLC จะปังซะที’ หรือบางทีก็เปรียบเทียบสรกับเพื่อนๆ ศิลปินคนไทยคนอื่น อย่างพี่คุณ (นิชคุณ) 2PM, แบมแบม GOT7,    เตนล์ NCT, ลิซ่า Blackpink ว่าทำไมไม่ดังอย่างเพื่อนคนไทยรุ่นเดียวกัน นั่นสิ ทำไมนะ (หัวเราะ) สรเข้าใจว่าพี่ๆ แฟนคลับเป็นห่วง แต่เราเห็นเพื่อนของเราเป็นเพื่อนจริงๆ ทุกคนเป็นกำลังใจให้กัน มีอะไรก็โทรคุยและปรึกษากันตลอด

สำหรับสรนะ พอเห็นเพื่อนมีแฟนคลับเยอะเราก็อยากเป็นเหมือนเพื่อนบ้าง สรจึงรู้สึกขอบคุณแฟนคลับของเพื่อนศิลปินคนไทยในเกาหลีมากที่ติดตาม เป็นกำลังใจ และช่วยโปรโมตให้สรทุกครั้งที่มีผลงาน ขอบคุณมากจริงๆ ค่ะ

การอยู่ในเส้นทางนี้ ทำให้คุณต้องกับเจอคำสบประมาทอะไรบ้าง

สรไม่มองมันเป็นคำสบประมาทนะ สรคิดว่าเราหรือแม้แต่เพื่อนศิลปินคนไทยทุกคนพยายามทำงานในส่วนของเรากันอย่างเต็มที่ แม้จะมีหลายอย่างที่เราทำได้ไม่ดีเท่าศิลปินเกาหลี ซึ่งไม่ว่าอย่างไรค่ายก็พร้อมจะสนับสนุนเต็มที่นะ ถ้าเราพูดเก่งเราก็จะได้ออกรายการเพิ่ม หรือถ้าเราร้องเพลงเก่งเขาก็จะให้ท่อนร้องของเราเพิ่มขึ้น

ขอโทษที่ชวนสรคุยแต่เรื่องความยากลำบาก

ไม่เป็นไรเลยค่ะ สรชอบเล่าเรื่องนี้ เพราะเป็นอีกมุมของชีวิตไอดอลที่คนไม่ค่อยรับรู้

ฟังดูเหนื่อยไม่ใช่เล่น สรมีวิธีจัดการกับความเหนื่อยล้านี้ยังไง

จริงอยู่ เมื่อเหนื่อยจากการฝึกซ้อมและทำงานในฐานะ CLC เราก็กลับบ้านนอน แต่บ้านที่เรานอนไม่ใช่บ้านจริงๆ ของเรา น้อยคนจะเข้าใจความเหนื่อยล้าของการทำงานในวงการนี้ อาจจะจินตนาการไม่ออกว่าทุกวันเราต้องเจอกับอะไร ภาพในจอที่เห็นว่าเรากินดีอยู่ดี ใส่เสื้อผ้าสวยงาม มีคนดูแลตลอดเวลา แต่เมื่อลงจากเวทีเราก็คือคนธรรมดาทั่วไป และที่สำคัญ การเป็นคนต่างชาติทำให้เราพยายามอย่างมากที่จะแข็งแกร่ง ไม่อยากแสดงด้านที่อ่อนแอให้ใครเห็น

อะไรคือสิ่งที่ชอบที่สุดในการทำงาน

สรชอบกระบวนการทำอัลบั้ม โดยเฉพาะตอนทำคอนเซปต์ เป็นความภูมิใจเล็กๆ ลึกๆ ที่เรามีส่วนร่วมในอัลบั้มเราจริงๆ ถ้าเป็นเกิร์ลกรุ๊ปทั่วไป ในช่วงเดบิวต์ค่ายเพลงจะเป็นคนคิดทุกอย่างให้หมด แต่งตัว แต่งหน้า ทำผม ทำสีแบบนี้ เป็นระบบการทำงานของเขาที่จะหีบห่อเพื่อความสมบูรณ์แบบ นั่นคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เพลงและศิลปินดังไปทั่วโลก

เป็นเหตุผลที่สรชอบการทำงานในช่วงนี้มาก เพราะค่ายเปิดโอกาสให้เรานำเสนอคอนเซปต์รวม เสื้อผ้า รู้สึกมีความสุขมากๆ ที่ได้ทำงานในส่วนครีเอทีฟนี้

อยากให้เล่าบรรยากาศของการทำงานกับเพื่อนร่วมวงให้ฟังหน่อย

มีเรื่องเล็กๆ ที่สรชอบมากคือ ทุกครั้งที่ทำงานอัลบั้มเสร็จ และผ่านช่วง Come back stage เรียบร้อย นั่นหมายความว่างานทุกอย่างเสร็จสิ้นและวันต่อมาเราจะว่าง เราทั้งวงจะใช้เวลาคืนนั้นสั่งอาหารมากินกันที่ห้องนั่งเล่นแบบไม่อั้น ไก่ 1 ตัว พิซซ่า 1 ถาด ไอศครีม Baskin Robbins ขนาดใหญ่สุด 1 ถัง ต๊อกบกกีรสเผ็ด 1 จานใหญ่ และบราวนี่ถาดโต พร้อมกับเม้ามอยถึงทุกอย่างที่เกิดขึ้นตลอด 1 เดือนที่ทำโปรโมตอัลบั้ม เป็นช่วงที่ผ่อนคลายจากงานที่สุด ทำให้เรารู้สึกว่าแม้จะเป็นเพื่อนร่วมงานแต่เราก็สนิทกันเหมือนเพื่อนที่โรงเรียนจริงๆ

บทสัมภาษณ์ครั้งแรกของ สร-ชลนสร สัจจกุล คนไทยคนเดียวใน CLC เกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลี

คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่าในช่วงที่เป็นเด็กฝึกหัดของค่าย แม้ตารางฝึกซ้อมจะหนักคุณก็ยังหาเวลาเรียนหนังสือ เพราะอยากให้เป็นแผนสำรองของชีวิต หากเส้นทางนี้ไม่พาคุณเดินไปตามฝันของการเป็นนักร้องไอดอล มาถึงวันนี้ แผนสำรองเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

พอมาทำงานในสายนี้ สรได้รับโอกาสร่วมทำงานกับคนหลากหลายวงการ ได้เรียนรู้มุมมองของชีวิตและงานที่ทำ ซึ่งไม่ได้เริ่มและจบโดยศิลปิน แต่มีคนมากมายที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเราเต็มไปหมด ถ้าถามว่าแผนสำรองเปลี่ยนไปมั้ย ก็คงเปลี่ยน เพราะสิ่งที่เราเจอทุกวันนี้มันมากกว่าที่สอนในโรงเรียนเสียอีก

เราจึงตั้งใจจะเรียนรู้งานเบื้องหลังให้มากขึ้นและถ้ามีโอกาสเราก็อยากเป็นคนหนึ่งที่ถ่ายทอดประสบการณ์ ใช้ความสามารถที่มีช่วยเหลือและให้คำแนะนำเด็กรุ่นใหม่ๆ ที่มีความฝันเหมือนกันกับเรา

เลยเป็นเหตุผลที่คุณเริ่มทำรายการ PRODUCESORN ใน YouTube ใช่มั้ย?

จริงๆ เราคิดว่ามีคนดูหลักร้อยเราก็ดีใจแล้วนะ เราทำรายการเป็นงานอดิเรก ไม่ได้หวังให้คนบนโลกรู้ว่าเราเป็นใคร แค่เป็นช่องทางหนึ่งที่เชื่อมเราและกลุ่มคนที่ติดตาม เรามีความตั้งใจอยากถ่ายทอดชีวิตประจำวันที่เราเจอ ประสบการณ์การฝึกฝนและการทำงานจริงในเส้นทางนี้แก่น้องๆ พี่ๆ ที่มีความฝัน และคนที่อยากรู้เรื่องราว K-Pop อย่างลึกซึ้ง

บทสัมภาษณ์ครั้งแรกของ สร-ชลนสร สัจจกุล คนไทยคนเดียวใน CLC เกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลี

อะไรคือสิ่งที่คุณมักจะถ่ายทอดในรายการเสมอ

เราชอบดู TED Talks มาก หลังๆ ก็จะพยายามเล่าสิ่งที่ได้เรียนรู้จาก TED Talks เรื่องหนึ่งที่ชอบมากๆ และหยิบมาเล่าเสมอคือเรื่องการค้นหาด้านดีของตัวเอง ต่อให้ 99% ในตัวเราจะเป็นเรื่องที่แย่ ไม่เก่งเหมือนใคร สรอยากให้คุณลองหา 1% นั้นของตัวเองให้เจอ

จงอย่าดูถูกตัวเองว่าไม่มีความสามารถ เพราะในเรื่องที่เราทำไม่ได้ นั่นไม่ได้ นี่ไม่ได้ มันต้องมีสักหนึ่งสิ่งที่เราชอบและทำได้ดี ขอเพียงใส่เวลาและความตั้งใจลงไป เหมือนสรที่เป็นแค่คนชอบร้องเพลงมากๆ แล้วเปลี่ยนสิ่งนี้ให้เป็นทักษะของตัวเองจนกลายเป็น สร CLC ในวันนี้

บทสัมภาษณ์ครั้งแรกของ สร-ชลนสร สัจจกุล คนไทยคนเดียวใน CLC เกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลี

มาถึงวันนี้ อะไรคือเส้นชัยที่ของความสำเร็จที่คุณอยากไปถึง

สำหรับบางคนอาจจะเป็นเงินทอง ชื่อเสียง ซึ่งไม่ผิด แต่เราคิดถึงสิ่งที่มากกว่านั้น มันคือการได้เจอสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุข ไม่รู้สึกกังวลว่าใครจะคิดยังไง

การได้มายืนในจุดนี้ มีคนหลากหลายเพศ หลากหลายวัย ชื่นชอบ ติดตาม และบอกเราว่าเราเป็นแรงบันดาลใจให้แก่เขาไม่ว่าจะในการทำงานหรือเรียนหนังสือ จนเขาอยากเป็นคนที่ดีและเก่งกว่าเดิม บางคนเขียนจดหมายขอบคุณเราที่เกิดมาบนโลกนี้ เรารู้สึกว่าการมีอยู่ของเราบนโลกนี้ช่วยจุดประกายหรือเปลี่ยนชีวิตใครคนหนึ่งไป

เท่านี้เลย จุดชี้วัดความสำเร็จของสรคือแค่นี้ แค่คำสองสามคำจากพวกเขา

สุดท้ายแล้วอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดของการเป็น สร CLC

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นตอนนี้เลย

เราเป็นคนแบบนี้ แม้วันนี้จะพูดคุยเรื่องซีเรียส หนักๆ แต่บางครั้งบนเวทีเราก็ใส่ความเป็นตัวเองมากเกินไป ชอบทำหน้าตาบู้บี้ ไม่สวยงาม จนเพื่อนต้องคอยเตือนว่าให้ใจเย็นๆ ช่วยรักษาภาพพจน์ไอดอลเกาหลีบ้าง          แต่แฟนคลับและคนที่ติดตามก็ยังชอบเรา เป็นเรื่องที่อยากขอบคุณจริงๆ หรือไม่ว่าจะทำอะไรก็มีทุกคนเมตตา      นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดของการเป็นสร CLC และเป็นหน้าที่ของเราที่จะเป็นสรแบบนี้ต่อไป

ขอขอบคุณ:  รายการ Producesorn

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

นอนไม่หลับ ปวดหัว จิตใจไม่สงบ ขอเพียงได้ยินเสียงอันกังวานของขันอันคุ้นเคยในช่อง TikTok ของ ‘ลุงหงอกกิ๊กก๊อก – Loong Ngork Gig Gog’ ทั้งผู้ฟังที่ตั้งใจเข้ามาและบังเอิญกดเข้ามาเจอ ต่างก็ติดใจในความสงบไปตาม ๆ กัน เพราะนี่คือศาสตร์การบำบัดร่างกายและจิตใจด้วยพลังงานบริสุทธิ์ของชายที่ชื่อว่า ไกรสร พรหมพิทักษ์

‘ลุงหงอกกิ๊กก๊อก’ เป็นลูกชาวนาผู้หลงรักเครื่องยนต์ จนนำตัวเองเข้าสู่วงการนิตยสาร ตามด้วยวงการวิทยุ และล่าสุดคือวงการ TikTok ที่มีแฟนคลับหลากหลายช่วงวัยมาติดตามกว่า 8 แสนคน

ลุงหงอกกิ๊กก๊อก - Loong Ngork Gig Gog  ไกรสร พรหมพิทักษ์ ดาว TikTok วัย 77 ตีขันบำบัดด้วยพลังงานบริสุทธิ์

ใครหลายคนคงเคยได้ยินเสียงของลุงหงอกอธิบายเรื่องราวเกี่ยวกับพลังงานบริสุทธิ์ รวมถึงจิตศาสตร์ พุทธศาสตร์ ฟิสิกส์ และธรรมะอยู่แล้ว แต่น้อยคนนักที่รู้จักตัวตนและเรื่องราวเบื้องหลังดาวโซเชียลคนนี้อย่างแท้จริง คอลัมน์ Talk of The Cloud เลยพาทุกท่านไปรู้จักกับชีวิตลุงหงอก ชนิดที่เก็บตกทุกช่วงเวลาของการเติบโต โดยมีลุงหงอกเป็นผู้เขียนเล่าอัตชีวประวัติของตนเอง! พิเศษสุด ๆ เฉพาะสัปดาห์ The Cloud Golden Week เท่านั้น

ก่อนหัวจะหงอกและยังไม่มีคำนำหน้าว่าลุง

ไกรสร พรหมพิทักษ์ คือลูกชาวนาเต็มขั้นผู้มีกำปั้นเป็นหัวใจ เกิดไหนไม่เกิดดันเกิดกลางทุ่งนา ขณะที่ นางคำมี กำลังดำนา จู่ ๆ ก็หลุดพรวดโดยไม่มีเสียงโอดโอย นอกจากลูกชาวนาแล้ว ไกรสรยังอุปโลกน์โดยไม่มีเปเปอร์และใบเซอร์ฯ ติดข้างฝามารองรับและรับรอง ว่าเป็นศิษย์พระตถาคตผู้อยู่หางแถว รู้แล้วจึงมาเล่าและเขียนให้อ่าน มีติดตัวแล้วจึงนำมาทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ชนิดจับต้องได้ เช่น ใช้ 2 มือเปล่า 1 ความเข้าใจ กับความบริสุทธิ์ผ่านเสียง เพื่อรักษามนุษย์ โดยไม่ต้องกิน ทา ฉีด หรืออาบด้วยเคมีกับรังสีนานาชนิด

ไกรสรทำงานผ่านโลกโซเชียลหลายแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะ TikTok ในนาม ลุงหงอกกิ๊กก๊อก – Loong Ngork Gig Gog ชื่อนี้มีแต่นางสาวรจนาตาถึงเท่านั้น ที่จะรู้ว่าภายในตัวไอ้เงาะป่ามีดีเรื่องอะไร

ลุงหงอกกิ๊กก๊อก - Loong Ngork Gig Gog  ไกรสร พรหมพิทักษ์ ดาว TikTok วัย 77 ตีขันบำบัดด้วยพลังงานบริสุทธิ์

แต่ก่อนจะหงอก ช่วงอายุ 7 ปี โดยประมาณ มีรถยนต์โดยสารหน้าตัดเชฟโรเลต หลังสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มาจอดรับส่งผู้โดยสารทุกวันศุกร์ จากตำบลดอนจิก ถึงอำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี เห็นผู้ใหญ่เขาทำให้เครื่องยนต์ติดโดยการหมุน เราก็อยากทำบ้าง สมัยนั้นเขาเรียกว่า ‘เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง’ ส่วนสมัยนี้เขาเรียกว่า ‘ซน ไฮเปอร์ สมาธิสั้นสุด ๆ’ ผลที่ได้คือ ถูกเครื่องมือที่ใช้หมุนตีกลับ เจาะเข้าระหว่างคิ้ว เลือดสาดมีแผลเป็นจนถึงทุกวันนี้

ไม่ต้องถามว่าเสียเลือดกี่ลิตร เย็บไปกี่เข็ม ทั้งหมดจบลงด้วยสองมือเปล่ากับลมปากเป่าของ นายจูม (ผู้ทำให้เกิด) มาปิดปากแผลให้โดยไม่รู้จักเชื้อโรค เชื้อรา หรือบาดทะยัก ที่แน่ ๆ แพสชันด้านเครื่องยนต์มีต้นทุนมาจากหัวคิ้ว นึกในใจไม่มีใครรู้ ถ้าไม่บอกกล่าวเล่าขาน ต่อมาก็หายใจเข้า หายใจออก กิน นอนเป็นเครื่องยนต์

จากจับประแจซ่อม สู่จับปากกาเขียน

  ต่อมาทำงานบุกตะลุยอู่ซ่อมสารพัดช่าง ทะลุถึงแคมป์ทหารอเมริกัน ถูกคัดเลือกจาก 1 ใน 11 คน เป็นโอเปอเรเตอร์ควบคุมทั้งเครื่องยนต์และไฟฟ้า ถลำลึกจากบุกอุบลฯ ถึงกรุงเทพฯ ด้วยรถไฟ ไปเป็นคนสอนวิชาเครื่องยนต์ใน โรงเรียนนางเลิ้งยานยนต์ หน้าสนามม้านางเลิ้ง ปัจจุบันเหลือแต่อาคาร ป้ายชื่อโรงเรียนหายไปไหนไม่ทราบ!

รู้และจำแต่เพียงว่า ณ วันนั้นเกิดวิวาทะเรื่องค่าเหนื่อยระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างไม่ลงตัว นึกได้แต่เพียงว่า

“ฉันทำงานให้กับเธอ คือความสามารถของฉัน ถ้าฉันทำงานให้กับฉันล่ะ คือความสามารถของใคร”

ลุงหงอกกิ๊กก๊อก - Loong Ngork Gig Gog  ไกรสร พรหมพิทักษ์ ดาว TikTok วัย 77 ตีขันบำบัดด้วยพลังงานบริสุทธิ์

คำตอบสุดท้ายก็ออกมาด้วยวาจา ความว่า “ความสามารถของการกระทำสิ่งใด ๆ = ความรู้ + ความเข้าใจ และการเข้าถึงของสิ่งนั้น ๆ + การกระทำ” ประจำกายใจถึงทุกวันนี้แล พร้อม ๆ กับเป็นที่มาของภาษากระแทกกลุ่มอนุรักษ์นิยมว่า การกระทำและการปฏิบัติเกิดก่อนทฤษฎีเป็นจริงฉันใด บุคคลที่ได้รับปริญญาทุก ๆ ใบในปัจจุบัน จะมาจากบุคคลที่ไม่เคยมีใบปริญญามาก่อนเป็นจริงฉันนั้น

ต่อมาก็เกิดความเชื่อมั่นในตัวเองทั้งภายในและภายนอกเรื่องยานยนต์ นึกเสียดายประสบการณ์ตรง ครั้นจะเปลี่ยนเส้นทางไปศึกษาถึงขั้นนั่งบัลลังก์สั่งเป็นสั่งตายแก่มนุษย์ ใจก็ไม่โดนเป้า เพราะไม่ชอบคำว่า ‘ถูกกับผิด’ ที่มนุษย์รุ่นก่อน ๆ สั่งสมกันมาเป็นตำราร่ำเรียน ว่าแล้วก็สูดลมหายใจเข้าปอดจนเต็มพร้อม กลั้นจนกว่านิวเคลียร์ของออกซิเจนจะแตก กลายเป็นพลังงานแผ่ซ่านไปทั้งตัว นำเอาประสบการณ์ทั้งทำ ทั้งสอน มาร้อยเรียงเป็นภาษาพ่อขุนฯ ซึ่งเป็นภาษาของพระอรหันต์ เสนอต่อเจ้าของนิตยสารเกี่ยวกับยานยนต์ กรังด์ปรีซ์ หวังจะให้ระเบิดเถิดเทิง

ปรากฏว่าต่ำกว่ามาตรฐานหลายลี้ จึงถูกขยี้ทิ้งตะกร้าถึง 2 ครั้ง 2 ครา

ผลการพิจารณาได้ 1 ใน 10 ฐานะลูกเขยกำนันยอมไม่ได้ เสนอครั้งที่ 3 ถามตรง ๆ ตั้งชื่อเรื่องมาเลย แม้ไม่เคยก็อยากลองครับ เป็นผู้นำความคิดและการกระทำไม่ได้ ก็ขอเป็นผู้ตาม อย่างน้อยก็กันหมากัด

วลีจากเจ้าของนิตยสาร คุณปราจิน เอี่ยมลำเนา เปรยทีเล่นทีจริง อยากจะได้เรื่องราวชาวยูสเซอร์ซื้อรถมือสองป้องกันผู้ขายย้อมแมวท่าจะดี เพราะอย่างน้อยถือเป็นการทำบุญ เท่านั้นแหละ เลือดบอร์นทูบีฉีดกลางแสกหน้าระหว่างคิ้วได้ชื่อเรื่องทันที เคล็ดลับ 16 ข้อของการเลือกซื้อรถเก่า เปิดตัวหน้าปกนิตยสารเกี่ยวกับยานยนต์นาม ‘กรังด์ปรีซ์’ พ.ศ. 2517 เป็นนิตยสารด้านยานยนต์และไลฟ์สไตล์ อีกทั้งยังมีนิตยสารในเครือ ได้แก่ นิตยสาร มอเตอร์ไซค์ นิตยสาร ออฟโรด นิตยสาร เอ็กซ์โอออโต้สปอร์ต นิตยสาร การาจไลฟ์ และหนังสือพิมพ์ ยวดยาน

ลุงหงอกกิ๊กก๊อก - Loong Ngork Gig Gog  ไกรสร พรหมพิทักษ์ ดาว TikTok วัย 77 ตีขันบำบัดด้วยพลังงานบริสุทธิ์
ลุงหงอกกิ๊กก๊อก - Loong Ngork Gig Gog  ไกรสร พรหมพิทักษ์ ดาว TikTok วัย 77 ตีขันบำบัดด้วยพลังงานบริสุทธิ์

จากนั้นก็ถูกตีพิมพ์ติดลมบนมาจนลืมลมล่าง กลายเป็นคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ ประจำในนิตยสาร กรังด์ปรีซ์ FC ก็เริ่มก่อตัว เป้าหมายคือขยายยอดจำหน่ายครองใจผู้อ่าน บริการผู้สนับสนุน ทั้งการจัดแข่งรถ ช่างเทคนิค การตลาดโฆษณา งานมอเตอร์โชว์ ฯลฯ จากบันไดขั้นแรกถึงบันไดขั้นสุดท้ายใน พ.ศ. 2528

ก่อนเกิดเป็นมอเตอร์โชว์ระดับอินเตอร์

ปลดสร้อยทองคล้องคอหนัก 5 บาท ขึ้นเครื่องเจแปนแอร์ไลน์มุ่งสู่กรุงโตเกียว มอเตอร์โชว์ครั้งแรกของชีวิต ไปปล่อยไก่สัตว์สองเท้าบนเครื่อง ขณะเครื่องกำลังรักษาระดับการบินคงที่ ทุกคนปลดเข็มขัดรัดเอว เราก็ทำบ้าง สักพักแอร์โฮสเตสเดินมากระซิบผู้โดยสาร พอมาถึงเรา เขาก็กล่าวสั้น ๆ ว่า “ดู ยู วอน ไวฟ์?” เราก็สวนทันทีว่า “เยส” ตามด้วย “อิส ชี บิวตี้ฟูล?” แอร์โฮสเตสกลับมาอีกทีพร้อมกับส่งแก้วไวน์ตามสไตล์สาวกิโมโน ปัดโธ่เอ้ย! นึกในใจว่าจะได้สละโสดรับลูกสาวแม่ยาย สายเลือดลูกพระอาทิตย์มาฝากแม่ตัวเองที่กรุงเทพฯ เสียแล้ว จ๋อยไปเลยเพ่!

2 วันเต็ม เดินวนขาลากดูงานมอเตอร์โชว์ให้เต็มตา เก็บตกให้หมดเท่าที่จะทำได้ เพื่อนำมาขยายผลในนิตยสาร กรังด์ปรีซ์ กลับมาจับปากการ่ายยาวขึ้นปกหน้าเรียกแขก ‘บักเสี่ยวเที่ยวงานมอเตอร์โชว์ที่โตเกียว’ ฮากันตลอดปี แถมเพิ่ม FC ขึ้นเรื่อย ๆ จนได้รับความไว้วางใจให้รับตำแหน่งบรรณาธิการเทคนิค และบรรณาธิการขั้นท็อปบางกอกมอเตอร์โชว์ระดับอินเตอร์ จากนั้นก็ติดลมบนมาจนถึงทุก ๆ วันนี้แล

เรื่องยิบย่อยระหว่างทาง

วันหนึ่งมีวิวาททางวาทะกับบรรณาธิการชื่อ อุดร เขามาตัดช่วงหนึ่งของบทความทางเทคนิคของเครื่องยนต์จนขาดใจความสำคัญ เพราะเขาไม่รู้ว่าเราคิดและเขียนตั้งแต่เป็นเศษเหล็ก ไปจนถึงดัดแปลงแก้ไขเพิ่มแรงม้าให้เป็นรถแข่ง

ถึงขั้นตบโต๊ะใส่กัน แต่สุดท้ายเขาก็จากไปด้วยอุบัติเหตุ

ยังมีเรื่องเล่าชาวหลังพวงมาลัยอีกเรื่อง ครั้งแรก วันหนึ่งเวลานั้นมีการทดสอบสมรรถนะรถยนต์ใหม่เอี่ยมก่อนออกสู่ตลาด มีนักเขียนหัวนอกเข้ามาทำงานในกองบรรณาธิการ พูดจาคุยโตโอ้อวดยกตนข่มเขา ซึ่งเราไม่ชอบ

‘ลุงหงอกกิ๊กก๊อก’ จากช่างยนต์ นักเขียน สู่ดาว TikTok วัย 77 ตีขันบำบัดด้วยพลังงานบริสุทธิ์

“มา ๆ ขอพี่ขับเองร้องเพลงไปด้วย ช่วยรัดเข็มขัดให้เรียบร้อยนะ” บนถนนลูกรังกว้างประมาณ 10 เมตรเศษ ริมคลองประปา ด้วยความเร็วประมาณ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทรีอินวันบวกความรู้สึกตัวที่ยอดเยี่ยม แตะเบรก ดึงเบรกมือ และกระชากพวงมาลัยทันทีครึ่งรอบ รถหมุนกลับพร้อมฝุ่นตลบจบลงทันที (ทำได้ครั้งเดียว) นี่แหละคือวิชาปราบองคุลีมาล

นึกในใจทีหลังอย่าซ่า รู้ซะบ้างว่าไผเป็นไผ ไอ้น้อง!

ครั้งที่ 2 ได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์เท้าเบาที่สุดในรอบปี ครั้งนั้นจัดแข่งขับรถประหยัดน้ำมันยี่ห้อฟอร์ดเลเซอร์ จากกรุงเทพฯ ถึงสวนสามพราน บริษัทเขาเชิญบรรดานิตยสารเกี่ยวกับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ทุกฉบับในตลาดสดและตลาดแห้ง นับรวมแล้วได้ 10 คัน 10 คนขับ เราเป็นหนึ่งในนาม กรังด์ปรีซ์ และในฐานะบรรณาธิการเทคนิคต้องใช้ทักษะขั้นเทพ ปรากฏได้ระยะทาง 22.3 กิโลเมตรต่อลิตร พิชิตเดอะวินเนอร์ ตีพิมพ์ขึ้นปกเรียกแขกเพิ่ม FC ช่างวันหยุดอีก ทำให้เขาขายแบบเทกระจาดหมดสต็อกด่วน สุดท้ายได้พิมพ์ ‘หนังสือคู่มือซ่อมเครื่องยนต์ช่างวันหยุด’ วางตลาดขายใช้หนี้ที่อยู่อาศัย ปลดปล่อยทาสทางใจได้อย่างสิ้นเชิง สมใจนึกบางลำพู

นักการช่างยนต์ช่วยราชการ

เดินเล่นเพลิน ๆ ก็ถูกเชิญไปนั่งหัวโต๊ะเป็นประธานอนุกรรมการกำหนดมาตรฐานช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ให้กับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม โดยมีหน้าที่ทำมาตรฐานขั้น 1 2 3 ให้แจ๋วเหมือนแก้วเจียระไน ออกข้อทดสอบ และจัดการแข่งขัน ฯลฯ

ทุกอย่างเริ่มต้นจาก ก เอ๋ย ก ไก่ กว่าจะรวบรวมเป็นคณะอนุกรรมการผู้เชี่ยวชาญช่างเทคนิค จากตัวแทนบริษัทขายรถจักรยานยนต์ทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ ซูซูกิ คาวาซากิ ฮอนด้า และยามาฮ่า ได้สำเร็จก็หมดเหงื่อหลายซีซี และกว่าจะมองตาถึงขั้นรู้ใจก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทุกฝ่ายต่างรักษาผลประโยชน์ของบริษัทตน คนกลางนั่งหัวโต๊ะรักพี่เสียดายน้อง ต้องละเมียดที่สุดแบบไร้รอยต่อ จึงจะเกิดรอยยิ้มทุกครั้งที่มีการประชุม

เสียอย่างเดียวในฐานะประธาน เสนองานให้กรมฯ ออก พ.ร.บ. กำหนดอัตราค่าจ้างฝีมือแรงงานที่สอบผ่านมาตรฐาน 1 2 3 ป้องกันนายจ้างผู้ประกอบการเอาเปรียบลูกจ้างยังไม่สำเร็จ ก็จำต้องจบข่าวครับเจ้านาย

ยัง ๆ ยังถูกเชิญไปช่วยกรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ โดยจัดการแข่งขันช่างยนต์ประจำปีติดต่อกันหลายปี จนกระทั่งอธิบดีกรมอาชีวศึกษามอบเสื้อสามารถ (Victory Jacket) สีเลือดหมู อ.ช.ท. (องค์การช่างเทคนิคในอนาคตแห่งประเทศไทย) ให้เป็นรางวัล

เดินถนนสายวิทยุกระจายเสียง

หอบประสบการณ์ การเมืองยังไม่ยุ่ง กางมุ้งยังไม่เกี่ยว จะเด็ดเดี่ยวเผยไต๋เฉพาะสิ่งที่มีอยู่ในตัวตน แอบฟังรายการ ‘หมอรถหมอเรือ’ อยู่นาน ผลงานตอบปัญหาเครื่องยนต์ออกทะเลแดงทะเลดำไปหมด (คิดในใจ ถ้าเป็นเรานะ)

วันนั้นก็มาถึง พ.ศ. 2525 ได้เวลาชื่อรายการ ‘พิทักษ์ยานยนต์’ ออกอากาศทาง FM 90.0 เมกะเฮิรตซ์ สถานีวิทยุกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ เวลา 30 นาที หลังข่าวเที่ยงวัน วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ตอบปัญหาเครื่องยนต์จนน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งยอดโต ติดลมบนตามสไตล์ไกรสร พรหมพิทักษ์

เจ้าของคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ แห่งนิตยสารรถ ‘กรังด์ปรีซ์’ สู่ดาว TikTok วัย 77 ที่สร้างคอนเทนต์เยียวยาผู้คนด้วยขันทิเบต

พ.ศ. 2528 สถานีปรับผังรายการ ขอเสนอเพิ่มเวลาและเพิ่มรายการ ดันไปผิดนโยบายสถานี เพราะความโลภ จึงถูกตัดออกจากผัง แต่ไม่เป็นไรเพราะความสามารถอยู่ที่เรา ไปโผล่อีกทีที่สถานีวิทยุ ขส.ทบ. (กรมการขนส่งทหารบก) ระบบ AM ในปีเดียวกัน ได้ 2 ช่วงเวลาในการออกอากาศ รายการพิทักษ์ยานยนต์สไตล์เดิม กับรายการ ‘เที่ยงคืนกับสิบล้อบ้านเรา’

เพลงไตเติ้ล เย้ยฟ้าท้าดิน วิพากษ์ วิจารณ์ วิจวกทุกระดับยกเว้นยอดพีระมิด เพราะกลัวเจ็บและกลัวตายก่อนวัยอันควร เป็นขวัญใจคนหลังพวงมาลัย มีฉายา ‘ลูกสาวแม่ยายด่ากลางดึก’ เพราะกินนอนที่สถานีประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา 11 ปี

งานใหญ่ของสังคม ‘กลุ่มแท็กซี่บ้านเรา’

วันหนึ่งมีคนขับแท็กซี่มืออาชีพ นายจำนงค์ มนัส เก็บปืนพร้อมทะเบียนที่ผู้โดยสารทำหล่นไว้ในรถ เขานำมาให้เจ้าของรายการ เที่ยงคืนกับสิบล้อบ้านเรา ประกาศหาเจ้าของ 7 วันผ่านไป เจ้าของเป็นทนายใจดีมารับพร้อมกล่าวขอบคุณ

จากนั้นต่อมความคิดระเบิดเกิดสำนึก ถ้าคนดีออกมาปรากฏตัว คนชั่วก็จะหายไปจากแผ่นดิน จึงประกาศจัดตั้ง ‘กลุ่มแท็กซี่บ้านเรา’ มีสมาชิก 1,458 ชีวิต ทุกคนมีป้ายโลโก้ ชื่อ-นามสกุล หมายเลขสมาชิก ติดหน้าอกเสื้อสีฟ้า ชายเสื้อสวมในกางเกง รองเท้าหุ้มส้น สวมถุงเท้าพร้อมซักทุกวัน ทุกคนมีเป้าหมายคือ ทำประโยชน์ให้กับสังคม จัดสวัสดิการช่วยเหลือกันและกัน เช่น สมาชิกเกิดอุบัติเหตุขณะอยู่หลังพวงมาลัย บาดเจ็บ แขนขาหัก ตลอดจนเสียชีวิต รับสวัสดิการ 5 หมื่น 3 หมื่น ลดหลั่นกันไป แถมลงขันช่วยกันอีกต่างหาก ตลอดจนคนในครอบครัวด้วย

เจ้าของคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ แห่งนิตยสารรถ ‘กรังด์ปรีซ์’ สู่ดาว TikTok วัย 77 ที่สร้างคอนเทนต์เยียวยาผู้คนด้วยขันทิเบต

ทั้งหมดพร้อมใจกันเป็นหูเป็นตา เป็นสมาชิกแจ้งข่าวอาชญากรรม ช่วยตำรวจกองบัญชาการตำรวจนครบาล สมัย พล.ต.ท.มนัส ครุฑไชยันต์ เป็นผู้บัญชาการ ทั้งนี้เพื่อลดอคติกับตำรวจจราจรสองข้างทางด้วย

ประกาศคืนทรัพย์สินของผู้โดยสารที่หลงลืมในรถ ซึ่งมีมูลค่าเกิน 5 ล้านบาท

ลงขันในวันที่จะเปิดสะพานพระราม 9 ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ให้แก่โรงพยาบาลศิริราช 45,000 บาท กลางดึกตั้งแถวเรียง 4 ยาวประมาณ 5 กิโลเมตร โดยมีหางแถวอยู่ที่สถานีวิทยุ ขส.ทบ. ท่าน้ำเกียกกาย ไม่มีสะกิดกันแม้แต่น้อย ปัจจุบันเป็นอาคารรัฐสภาแล้ว

พบปะสัมผัสได้ถึงพลังงานบริสุทธิ์

1 มกราคม พ.ศ. 2537 เวลาบ่าย 3 โมง ตั้งใจขับรถคนเดียวเดินทางไปเคารพ คารวะ สักการะพระนเรศวรมหาราชที่ดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี ขับขี่อย่างละเมียดทั้งไปและกลับ 3 ชั่วโมง ล้มตัวลงนอนแบบรู้ตัวทั่วพร้อม ไม่เกิน 20 นาที โลกใบนี้หมุนรอบตัวเองอย่างเร็ว ประมาณ 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที รู้สึกตัวเองหลุดออกนอกโลก แล้วหวนกลับมาที่เดิมอย่างช้า ๆ เซ็ตอัปเป็นหนึ่งเดียวจึงรู้ว่า ‘เราคือโลก โลกคือเรา’ และมั่นใจว่าเป็นสมาธิขั้นสูงสุดจนสุดที่สูง มองเห็นสภาวะด้านที่ 3 ของเหรียญ หรือขั้วที่ 3 ของแม่เหล็ก จึงถามหาตัวเองอยู่ 3 ปี จึงพออนุมานได้ว่า นี่คืออภิมหาปรัชญาเกิดขึ้นในตัวเองแล้วซิ

เจ้าของคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ แห่งนิตยสารรถ ‘กรังด์ปรีซ์’ สู่ดาว TikTok วัย 77 ที่สร้างคอนเทนต์เยียวยาผู้คนด้วยขันทิเบต

พลังงานบริสุทธิ์ คือ พลังงานที่มีค่าคงที่ ไม่เพิ่มขึ้น ไม่ลดลง ทำลายไม่ได้ และมีมากมายมหาศาลเต็มทั่วทั้งกาแล็กซี่ แม้แต่แสงซึ่งเป็นค่าไม่คงที่ ก็ต้องอาศัยเป็นยานพาหนะในการเคลื่อนที่เร็วแบบไร้ขีดจำกัด ต่อให้นำระเบิดนิวเคลียร์ในโลก มาทำให้ระเบิดพร้อมกันก็ทำลายไม่ได้ สิ่งนี้แหละที่เรียกว่า รู้ได้เป็นการเฉพาะตัวเท่านั้น (ปัจจัตตัง) 7 – 8 พันล้านคนน่าจะรู้ไม่เกิน 5 คน (ขอให้ท่านที่กำลังอ่านเป็นหนึ่งในนั้น)

แต่ศูนย์วิจัยพลังงานบริสุทธิ์รักษามนุษย์และสิ่งแวดล้อม โดยนายไกรสร พรหมพิทักษ์ เป็นผู้ค้นพบ ซึ่งอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคนทุกท่าน ลุงหงอกเรียกว่าเป็นองค์ความรู้ใหม่ในศตวรรษที่ 21 เพราะฉะนั้นจึงมีพลานุภาพ ทำให้มนุษย์หลับยาก หลับง่ายได้อย่างง่ายดาย อนึ่ง คำว่าพลังงานบริสุทธิ์ได้ถูกตีพิมพ์ในวารสารเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ตุรกีฉบับ ISSN: 2651 – 4451 JUNE 2021

เปิดประเดิมรายการปรัชญาชีวิต

“รายการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อการศึกษา พัฒนาสุขภาพกายและจิตเพื่อพิชิตอาการเจ็บไข้ได้ป่วย ให้หายไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติร่วมกัน ๆ ๆ ๆ ๆ (เอคโค่)”

ณ สถานีวิทยุยานเกราะ AM 540 เวลาตี 1 – 2 ไตเติ้ลตามองตา สายตาก็จ้องมองกัน รู้สึกเสียวซ่านอันเดอร์แอร์! ได้ปล่อยของอยู่ 4 ศาสตร์ คือ หนึ่ง จิตศาสตร์ สอง พุทธศาสตร์ สาม ฟิสิกส์ศาสตร์ (6 พลังงาน) และ สี่ ธรรมะศาสตร์ (ไม่ใช่ท่าพระจันทร์และรังสิต) หากแต่เป็นศาสตร์ของธรรมชาตินะจ๊ะ

เจ้าของคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ แห่งนิตยสารรถ ‘กรังด์ปรีซ์’ สู่ดาว TikTok วัย 77 ที่สร้างคอนเทนต์เยียวยาผู้คนด้วยขันทิเบต

21 ปีเต็ม สดตลอดเกิน 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นขวัญใจของคนนอนดึกหรือหลับไม่ลงของกลุ่มวัยรุ่นตอนปลายสายฮา ว่าด้วยการจำกัดอาการเจ็บไข้ได้ป่วย ตั้งแต่ศีรษะถึงปลายเล็บ ด้วยลมปากจากโทรศัพท์สายตรง ตกกลางวันบริการด้วยสองมือเปล่ากับ 1 ความเข้าใจถึงบ้าน ที่ทำงาน ชุมชน และวัดวาอาราม ไม่กิน ทา หรือฉีดเคมี ใช้องค์ความรู้ 4 ศาสตร์เป็นสำคัญ โดยมีตู้ขอทาน ค่าน้ำ ค่าไฟ และปากท้องของผู้กำจัดอาการทั้งหมด ผ่านความรู้สึกล้วน ๆ ปฏิเสธโรคต่าง ๆ ที่เขาว่าทุกกรณี

เข้าสู่โลกโซเชียลเต็มรูปแบบ

มีคนสงสัย ทำไมคนวัยเกิน 77 ปี จึงมาโดดเด่นในโลกโซเชียลแทบทุกแฟลตฟอร์ม โดยเฉพาะ ‘TikTok’

สำหรับลุงหงอก เชื่อว่ามีของดีและมีสาระล้นแก้ว ในการใช้มือถือเป็นพาหนะนำพลังงานบริสุทธิ์ส่งถึงผู้บริโภคทั้งหญิงและชาย ทั้งต่างวัยและต่างเพศ ให้หลับสนิทและสลายอาการเจ็บปวดทุกชนิดได้อย่างดีมีประสิทธิผล จนเป็นที่ประจักษ์ในเวลาน้อยที่สุด ประหยัด คุ้มค่า และปลอดภัย โดยไม่ต้องกิน ทา หรือฉีดยาเคมี ดีไหมล่ะ เช่น เมา ๆ หรือลูกหลานเล่นเกมจนมึนโก่งโก้ง เดินเซตาลาย เห็นช้างตัวเท่าหนู เห็นหมูตัวเท่ามด เห็นบิดามารดาเป็นคนรับใช้ เพียงเก๊งเดียวหายวับไปกับลมหายใจ ฟังดี ๆ มีทักษะระดับเสียงต่ำกว่า 5 เดซิเบลแล้วกัน ใช้เวลา 1 ปี มีผู้ติดตามเกินล้านจ้า

เจ้าของคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ แห่งนิตยสารรถ ‘กรังด์ปรีซ์’ สู่ดาว TikTok วัย 77 ที่สร้างคอนเทนต์เยียวยาผู้คนด้วยขันทิเบต

เราคือโลก โลกคือเรา เราเป็นส่วนหนึ่งและเป็นส่วนย่อยของโลก สมองคือส่วนย่อยของตัวเราเอง และสมองเป็นส่วนย่อยของจักรวาล นี่แหละคือทฤษฎีความเป็นหนึ่งเดียว โดยไม่ต้องใช้สูตรสมการผ่านตัวเลขที่ซับซ้อนจนปวดเฮด!

หากคนอื่นสงสัยว่าเรียนรู้ได้อย่างไรในอายุปูนนี้ ขอบอกว่ามนุษย์เราตราบใดที่อายตนะทั้ง 5 (หู ตา จมูก ลิ้น และกายสัมผัส) ยังตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกได้ดีมีประสิทธิภาพสูง ไม่ว่าอายุเท่าใดย่อมปรับตัวเข้ากับยุคสมัย และเรียนรู้จากอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีได้เสมอ

สำหรับคุณสมบัติของลุงหงอก สิ่งที่ต้องรู้จริงถึงขั้นคิดได้ พูดได้ เขียนได้ และทำให้เกิดผลลัพธ์ได้ โดยเฉพาะทำงานผ่านสื่อตั้งแต่ พ.ศ. 2517 ผ่านนิตยสาร หนังสือพิมพ์รายวัน วิทยุ และรายการโทรทัศน์ เป็นวันแมนโชว์มาทั้งหมด โลกโซเชียลจะต้องเข้าใจอัลกอริทึมและเอไอ แต่ปัญญาประดิษฐ์จะมาสู้ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ สติ สมาธิ ปัญญา หรือปัญญาบริสุทธิ์ที่พระพุทธเจ้าให้ไว้แก่ประชาชนชาวโลกได้อย่างไร สิ่งนั้นลุงจะเรียกว่าพระธรรมและค่าคงที่เป็นสิ่งเดียวกัน อยู่ที่ว่าเข้าถึงหรือไม่ และเข้าถึงในระดับใด

เจ้าของคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ แห่งนิตยสารรถ ‘กรังด์ปรีซ์’ สู่ดาว TikTok วัย 77 ที่สร้างคอนเทนต์เยียวยาผู้คนด้วยขันทิเบต

ในการทำงานโซเชียลมีเดีย ลุงทำงานร่วมกับคณะที่เรียกกันว่าแอดมิน ทีมแอดมินต้องตีทัศนะของมนุษย์ให้แตก สำคัญที่สุดทีมต้องวินิจฉัยมนุษย์ทั้งแผ่นดินออกมาเป็น 4 กลุ่มให้ได้ เช่น 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นกลุ่มปัญญาหรือยอดพีระมิด กลุ่มนี้จะส่งเสริมกันและกันเพื่อความเจริญก้าวหน้า แลกเปลี่ยนความรู้ ส่งเสริมความสามารถ มีลักษณะเสนอแนะ และเป็นผู้นำ อีก 90 เปอร์เซ็นต์ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 30 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มที่ 1 จะเห็นด้วยในเรื่องที่เรานำเสนอผ่านจอ กลุ่มที่ 2 จะไม่เห็นด้วย เขาจะแสดงกิริยาผ่านภาษาพิมพ์ที่แย่ เราต้องเมิน ห้ามโต้ตอบทุกกรณี กลุ่มที่ 3 คือกลุ่มเฉย ๆ พร้อมจะรับรู้ในสิ่งที่เรานำเสนอ เราต้องช้อนกลุ่มเฉย ๆ ขึ้นมาหากลุ่มเห็นด้วยให้ได้ สำหรับกลุ่มไม่เห็นด้วย 30 เปอร์เซ็นต์ ก็ปล่อยไป

สิ่งที่พวกเราต่อสู้ทั้งที่รู้ว่าสู้เขาไม่ได้คือคณิตศาสตร์และอัลกอริทึม เพราะเรามองเห็นว่า เขาไม่ได้ส่งเสริมความสามารถพิเศษของมนุษย์จริง ๆ เช่น การปิดตาของผู้ติดตามเรา (ถ้าเขาประกาศรับที่ปรึกษาก็อยากเสนอตัวเข้าไปพัฒนาอัลกอริทึมกับเอไอ เพื่อส่งเสริมให้มนุษย์เก่งและดีมายืนอย่างสง่างามระดับท็อปของประเทศ)

เจ้าของคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ แห่งนิตยสารรถ ‘กรังด์ปรีซ์’ สู่ดาว TikTok วัย 77 ที่สร้างคอนเทนต์เยียวยาผู้คนด้วยขันทิเบต

ร่ายยาวเรื่องชีวิตตั้งแต่บนผืนนาเข้าสู่เมืองกรุงมาตั้งนาน ถือเป็นการสรุปเรื่องราว 77 ปีได้อย่างครบถ้วน

หลังจากนี้ หากใครยังอยากรู้จักลุงหงอกมากขึ้น หรืออยากฟังเสียงขันก่อนนอน ที่จะพาทุกท่านไปพบกับความสงบก็ไปติดตามกันได้ที่ TikTok ช่อง LoongNgork GigGog TikTok Family

ตอนนี้ลุงหงอกขอลาไปก่อน

“สาธุ อามีน อาเมน โอม อามิตาพุทธ แทงคิว เวรี่บิ้ก!” ปิดท้ายตามสไตล์ลุงหงอกจ้า

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writer

ไกรสร พรหมพิทักษ์

ลูกชาวนาเต็มขั้น ผู้มีแต่กำปั้นกับหัวใจ เกิดที่ไหนไม่เกิด เกิดกลางทุ่งนาในขณะแม่ดำนา ศิษย์พระตถาคต ผู้อยู่หางแถว รู้แล้วมาบอก มีแล้วจึงนำมาให้

Photographer

สาโรจน์ ปาลกวงศ์ ณ อยุธยา

“หยุดเวลาไว้ในภาพใบนั้น โอบกอดวันวานไว้ในกล้องตัวเก่า โลกสุขสว่างหรือซึมเศร้า งามหรือเหงา ล้วนมีค่าเท่าๆ กัน” เกิดมาเป็นผู้บันทึก มีโอกาสถ่ายทอดเรื่องราวมากมาย ขอบคุณทุกฉากชีวิตที่ผ่านมา แม้เพียงครั้งหนึ่งยังคิดถึงเสมอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load