เหมือนเด็กทุกคนที่มีความฝัน

สร-ชลนสร สัจจกุล เริ่มเส้นทางการเป็นนักร้องในวงเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังของเกาหลี ด้วยการตัดสินใจเข้าประกวด Kpop Star Hunt 2011 รายการประกวดร้องเพลงเกาหลีของสถานีโทรทัศน์ tvN ที่เปิดโอกาสให้เด็กจากประเทศต่างๆ ในเอเชียเข้าร่วมแข่งขันค้นหาดาวดวงใหม่ จนได้เป็น 1 ใน 2 คนที่เป็นตัวแทนจากประเทศไทยไปประกวดที่เกาหลีใต้ ก่อนจะชนะการแข่งขันและเซ็นสัญญาเป็นศิลปินฝึกหัดเป็นเวลา 3 ปี กับค่าย Cube Entertainment หนึ่งในบริษัทเอนเตอร์เทนเมนต์สำคัญของวงการเกาหลี ที่มีศิลปินในสังกัดอย่าง HyunA, Jokwon, BTOB, Pentagon และ (G)I-DLE

บทสัมภาษณ์ครั้งแรกของ สร-ชลนสร สัจจกุล คนไทยคนเดียวใน CLC เกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลี

ชีวิตการเป็นศิลปินฝึกหัดของสรเริ่มต้นเมื่ออายุ 15 ปี พร้อมๆ กับเด็กไทยอีกหลายคนในรุ่นราวคราวเดียวกัน ที่เริ่มต้นจากการประกวดเวทีระดับภูมิภาค และรับโอกาสเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของค่ายเพลงเกาหลีในฝัน ทุ่มพลังและเวลาให้กับหลักสูตรพัฒนาศิลปินฝึกหัดที่ได้ชื่อว่าเข้มข้นที่สุดในโลก

ขณะที่เด็กไทยหลายคนสมหวัง ได้รับการเปิดตัวในฐานะศิลปิน แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่พ่ายแพ้ให้กับการแข่งขันในเวทีชีวิตจริงจนต้องพับแผนความฝันเก็บกลับบ้านไป

หลังจากฝึกฝนร่วม 4 ปี รวมเวลาที่เตรียมตัวสำหรับเป็นสมาชิกวงเกิร์ลกรุ๊ปน้องใหม่ของค่าย วง CLC (ซีแอลซี, 씨엘씨) ซึ่งย่อมาจาก ‘CrystaL Clear’ ก็เปิดตัวขึ้นในปี 2015

จากที่ติดตามวงการนี้มาระยะหนึ่ง แม้ชื่อของวง CLC จะไม่ได้เป็นที่จับตามองระดับมีฐานแฟนคลับเป็นอันดับต้นๆ แต่เราก็เห็นพัฒนาการของวงที่ดีขึ้นตามลำดับ

ไม่ใช่เรื่องง่าย

ลำพังการฝ่าฟันจนเป็นศิลปินก็ยากอยู่แล้ว แต่การเป็นผู้หญิงในวงการนี้ และเป็นผู้หญิงต่างชาติในวงการนี้ ซึ่งแม้สรจะไม่ใช่เด็กไทยคนแรกที่สร้างชื่อในนามไอดอลเกาหลี เราก็สนใจหัวใจของเธอและเรื่องราวเบื้องหลังที่ขับเคลื่อนตัวเธอจนกลายเป็น ‘สร CLC’ ซึ่งนับวันจะมีแต่ฉายแววขึ้นเรื่อยๆ

The Cloud มีโอกาสนัดหมายและพูดคุยกับสรอย่างเป็นกันเองในช่วงที่เธอเดินทางมาร่วมงานกับกระทรวงต่างประเทศ ในวาระครบรอบ 60 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สาธารณรัฐเกาหลี

ไม่แปลก ที่คุณจะเข้าใจว่าตำแหน่งชนะเลิศรายการประกวดร้องเพลงเมื่อหลายปีก่อนและนามสกุลที่บอกความเกี่ยวข้องกับอดีตศิลปินและนักแสดงที่มีชื่อเสียงในไทยจะทำให้เธอมีโอกาสมากกว่าคนอื่น นั่นเพราะสรไม่เคยเล่าเรื่องราวเบื้องหลังการทำงานที่หนักยิ่งกว่าที่เคยรู้ ความพยายาม แรงผลักดัน และความรู้สึกของเธอ ตลอดเส้นทางนี้ให้ใครฟังมาก่อน

มารู้จัก ‘สร CLC’ พร้อมฟังว่า เรื่องของสรนี้…สอนให้รู้ว่าอะไร

บทสัมภาษณ์ครั้งแรกของ สร-ชลนสร สัจจกุล คนไทยคนเดียวใน CLC เกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลี

ย้อนกลับไปถึงวันที่ตัดสินใจทำตามความฝันเพื่อเป็นนักร้องที่เกาหลี คนรอบตัวคุณมองเรื่องนี้ยังไงบ้าง

เพราะไม่อยากให้เราคาดหวังมากเกินไป ตอนแรกพ่อก็ยังคุยกับแม่ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะชนะประกวดร้องเพลง แต่พอทำได้จริงๆ พ่อก็บอกว่าเป็นเพราะเชื้อศิลปินของเขาแรง (หัวเราะ) เพราะนอกจากพี่ตุ้ย (ธีรภัทร์ สัจจกุล) ที่เป็นนักร้องและนักแสดง พ่อเองก็เคยเป็นนักแสดงมาก่อน

บทสัมภาษณ์ครั้งแรกของ สร-ชลนสร สัจจกุล คนไทยคนเดียวใน CLC เกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลี

ในฐานะที่มีประสบการณ์ในวงการบันเทิงและวงการลูกหนังมาก่อน พ่อมีคำแนะนำอะไรบ้าง

กับสร พ่อจะเรียกสรว่าไฟท์เตอร์ (Fighter) ‘ฮัลโหล ไฟท์เตอร์ว่ายังไง..’ เพราะพ่อรู้ดีว่าชีวิตที่เกาหลีไม่ง่าย พ่อเล่าให้ฟังว่า 10 ปีก่อนเขาเคยพาฟุตบอลทีมชาติไปแข่งที่เกาหลีบ่อยๆ ได้เห็นวิธีที่โค้ชใช้ฝึกฝนนักกีฬาซึ่งโหดมาก เขาเลยเป็นห่วง แต่ก็พร้อมสนับสนุนเรา เพียงแค่ว่าถ้าโอดครวญเขาจะช่วยอะไรไม่ได้ เพราะนี่เป็นการตัดสินใจของเราเอง

สิ่งที่พ่อเป็นห่วงเราที่สุดคือเรื่องสุขภาพ เขาชอบเปรียบสรกับนักฟุตบอลตลอด บอกว่านักกีฬาต่อให้เก่งแค่ไหนถ้าขาเจ็บยังไงก็ลงแข่งไม่ได้ ซึ่งคนที่แสดงบนเวทีกับนักกีฬาบนสนามมีรูปแบบชีวิตไม่ต่างกันนัก ทั้งการฝึกฝน การควบคุมตัวเองทั้งร่างกายและจิตใจ จึงไม่อยากให้หักโหมทำงานจนละเลยสุขภาพ

การทำงานเป็นไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปเหมือนกับนักกีฬาในแง่ไหนอีกบ้าง

การจะเป็นนักกีฬาที่ดีก็ต้องเตรียมซ้อมให้พร้อม และไม่ใช่แค่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่หมายรวมถึงความพร้อมของคนทั้งทีม ทำให้ทุกครั้งที่ลงแข่งจะเต็มไปด้วยความมั่นใจ เพราะเราต่างรู้กันและกันว่าใครอยู่ตำแหน่งอะไร ใครอยู่หน้า หลัง ซ้าย และขวา CLC เองก็เช่นกัน ถ้าพวกเราทั้งเจ็ดคนมีความเพรียบพร้อมและตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี เป็นขาทั้งเจ็ดขาที่แข็งแรง ทุกครั้งที่ขึ้นเวทีเราก็มั่นใจ เพราะมั่นใจในเพื่อนร่วมทีมซึ่งกำลังทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างเต็มที่ เวลาอยู่บนเวทีเราก็สนุกและทำให้คนดูเห็น ซึ่งไม่ว่าจะอยู่ข้างล่างเวทีหรือดูเราผ่านจอที่ไหนก็จะได้รับพลังที่เราตั้งใจส่งออกไป

การเป็นศิลปินฝึกหัดที่เข้ามาด้วยรางวัลชนะเลิศการประกวด มีข้อดีหรือข้อได้เปรียบอะไร

ไม่ได้เป็นข้อได้เปรียบอะไรทั้งสิ้น เพราะเมื่อเราอยู่ในจุดนั้นแล้วเขาไม่ได้สนใจว่าเราเป็นใคร มาจากไหน มีพื้นฐานครอบครัวอย่างไร มีแฟนคลับและคนติดตามมากแค่ไหน หรือได้รางวัลชนะเลิศมาจากเวทีอะไร ทุกคนที่นี่เริ่มจากศูนย์เท่ากันหมด ค่ายจะปฏิบัติกับเด็กฝึกหัดทุกคนเหมือนกัน

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ช่วงแรกของการฝึกฝนค่ายจะเรียกเราว่าหนูทดลอง เพราะเราเป็นเด็กฝึกหัดต่างชาติคนแรกของเขา จึงคล้ายว่าค่ายกำลังทำการทดลองไปในตัว โดยที่เขาจะกำหนดวิชาเรียนและการฝึกฝนต่างๆ เพื่อดูว่าเราสามารถเรียนรู้และทำในสิ่งที่มอบหมายให้มากหรือน้อยแค่ไหน

ความรู้สึกของการเป็นหนูทดลองส่งผลต่อคุณยังไงบ้าง

เราแอบรู้สึกน้อยใจในบางทีนะ ตอนนั้นเราอายุ 15 เอง ไปอยู่เกาหลีได้เพียง 3 – 4 เดือนเขาก็ให้เราร้องแรปต่อหน้าเพื่อนๆ โดยให้เวลาฝึกซ้อมแค่ 1 สัปดาห์ ลำพังให้พูดภาษาเกาหลีเฉยๆ ยังไม่คล่องเลย แล้วเพลงแรปในความเร็วนั้นแม้แต่เด็กเกาหลีก็ยังทำได้ยาก แต่เราเป็นคนหนึ่งที่ไม่ยอมเสียหน้าง่ายๆ ยังไงเราก็จะทำให้ได้ ซึ่งในที่สุดเราก็ได้จริงๆ ด้วยการท่องจำเนื้อร้องทั้งวันทั้งคืน ซึ่งช่วยให้ภาษาเกาหลีของเราดีขึ้นมากๆ

มาถึงวันนี้ สรคิดว่านั่นเป็นวิธีที่เขาใช้ฝึกเด็กเพื่อดึงศักยภาพออกมาก โดยไม่รู้ว่าจะทำได้มากหรือน้อย แต่ขอใส่ความท้าทายที่สุดไปก่อน เพราะถ้าผ่านไปได้ อะไรๆ ก็ทำได้

นอกจากชีวิตส่วนตัวและชีวิตช่วงวัยรุ่นที่หายไป คุณต้องแลกกับอะไรบ้างเพื่อมายืนในจุดนี้

ต้องแลกกับตัวตนเพื่อให้ตัวเองเข้ากับคอนเซปต์

เมื่อเซ็นสัญญากับค่ายว่าวงของเราจะเป็นวงหญิงสาวน่ารักสดใส แม้เราจะไม่ได้มีบุคลิกแบบนั้นโดยสิ้นเชิง เราก็จำเป็นต้องรักษาของความน่ารักสดใสไปให้ตลอด

การใช้ชีวิตในกฎเกณฑ์ที่ค่ายตั้งไว้หรือที่วงการตั้งไว้เป็นการเสียสละที่ใหญ่พอสมควรนะ เรารู้ว่าเราเป็นใคร แต่เพื่องาน เพื่อแฟนคลับที่รอดูผลงานเรา เพื่อทุกคนที่ทำงานเบื้องหลังเรา ต่อให้เหนื่อยจนอยากร้องไห้ เราก็จะร้องไห้คนเดียว ที่สำคัญ เมื่อได้ยินสัญญาณว่าต้องขึ้นไปแสดงบนเวที ต่อให้เหนื่อยแค่ไหน เราในร่างของสร CLC ก็ต้องยิ้มออกมาให้ได้

เมื่อต้องเจอกับงานที่ไม่ถนัด คุณมีวิธีรับมือยังไง

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรเราจะไม่ปฏิเสธไปก่อน ครั้งแรกที่ไปเกาหลี เราก็เคยมีความคิดว่าเราไม่น่าจะเต้นได้ จะให้ร้องเพลงอีกภาษาคงไม่ไหว เราคิดว่ามันเกินขีดจำกัดของเรา แต่พอได้ลองทำ เรียนรู้ และทำความเข้าใจ กับภารกิจที่มอบให้เราจึงพบทักษะอีกทักษะที่สำคัญ จากเดิมที่อยากเป็นนักร้อง เวลา 6 ปีผ่านไป รู้ตัวอีกทีตอนนี้ทำได้ทุกอย่าง ทั้งร้อง เต้น แสดง เอนเตอร์เทน ทำรายการใน YouTube พูดให้แรงบันดาลใจแฟนๆ และคนที่ติดตามอยู่ รวมถึงคิดคอนเซปต์วง CLC คิดเรื่องเสื้อผ้า สไตล์การร้องและเต้น ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ดีกับเรานะ จะให้สรเปิดค่ายเพลงเองตอนนี้เลยก็ทำได้ (หัวเราะ)

เราถูกสอนว่าเป็นไอดอลต้องทำได้ทุกอย่าง เป็นความกดดันที่พวกเรายอมรับเอง เพราะต้องไม่ลืมว่าในสิ่งที่เราทำได้ ผู้หญิงอีกมากมายที่อยู่รอบตัวเราก็ทำได้เหมือนกัน เพื่ออยู่ในจุดนี้เราก็ยิ่งต้องพยายามทำให้ได้มากกว่า เป็นแรงผลักดันให้เรายิ่งอยากทำสิ่งต่างๆ ต่อไป

บทสัมภาษณ์ครั้งแรกของ สร-ชลนสร สัจจกุล คนไทยคนเดียวใน CLC เกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลี

คุณเคยเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นบ้างมั้ย

บ่อยเลย เป็นธรรมชาติของมนุษย์เนอะ เมื่อก่อนเราเปรียบเทียบกับเพื่อนในวงที่เก่งกว่าแต่เดี๋ยวนี้ไม่ทำแบบนั้นแล้ว

เราชอบอ่านที่คนเขียนถึงเราทั้งดีและไม่ดีในโซเชียล ซึ่งมักจะได้ยินคนพูดถึงวงของเราว่า ‘เมื่อไหร่ CLC จะปังซะที’ หรือบางทีก็เปรียบเทียบสรกับเพื่อนๆ ศิลปินคนไทยคนอื่น อย่างพี่คุณ (นิชคุณ) 2PM, แบมแบม GOT7,    เตนล์ NCT, ลิซ่า Blackpink ว่าทำไมไม่ดังอย่างเพื่อนคนไทยรุ่นเดียวกัน นั่นสิ ทำไมนะ (หัวเราะ) สรเข้าใจว่าพี่ๆ แฟนคลับเป็นห่วง แต่เราเห็นเพื่อนของเราเป็นเพื่อนจริงๆ ทุกคนเป็นกำลังใจให้กัน มีอะไรก็โทรคุยและปรึกษากันตลอด

สำหรับสรนะ พอเห็นเพื่อนมีแฟนคลับเยอะเราก็อยากเป็นเหมือนเพื่อนบ้าง สรจึงรู้สึกขอบคุณแฟนคลับของเพื่อนศิลปินคนไทยในเกาหลีมากที่ติดตาม เป็นกำลังใจ และช่วยโปรโมตให้สรทุกครั้งที่มีผลงาน ขอบคุณมากจริงๆ ค่ะ

การอยู่ในเส้นทางนี้ ทำให้คุณต้องกับเจอคำสบประมาทอะไรบ้าง

สรไม่มองมันเป็นคำสบประมาทนะ สรคิดว่าเราหรือแม้แต่เพื่อนศิลปินคนไทยทุกคนพยายามทำงานในส่วนของเรากันอย่างเต็มที่ แม้จะมีหลายอย่างที่เราทำได้ไม่ดีเท่าศิลปินเกาหลี ซึ่งไม่ว่าอย่างไรค่ายก็พร้อมจะสนับสนุนเต็มที่นะ ถ้าเราพูดเก่งเราก็จะได้ออกรายการเพิ่ม หรือถ้าเราร้องเพลงเก่งเขาก็จะให้ท่อนร้องของเราเพิ่มขึ้น

ขอโทษที่ชวนสรคุยแต่เรื่องความยากลำบาก

ไม่เป็นไรเลยค่ะ สรชอบเล่าเรื่องนี้ เพราะเป็นอีกมุมของชีวิตไอดอลที่คนไม่ค่อยรับรู้

ฟังดูเหนื่อยไม่ใช่เล่น สรมีวิธีจัดการกับความเหนื่อยล้านี้ยังไง

จริงอยู่ เมื่อเหนื่อยจากการฝึกซ้อมและทำงานในฐานะ CLC เราก็กลับบ้านนอน แต่บ้านที่เรานอนไม่ใช่บ้านจริงๆ ของเรา น้อยคนจะเข้าใจความเหนื่อยล้าของการทำงานในวงการนี้ อาจจะจินตนาการไม่ออกว่าทุกวันเราต้องเจอกับอะไร ภาพในจอที่เห็นว่าเรากินดีอยู่ดี ใส่เสื้อผ้าสวยงาม มีคนดูแลตลอดเวลา แต่เมื่อลงจากเวทีเราก็คือคนธรรมดาทั่วไป และที่สำคัญ การเป็นคนต่างชาติทำให้เราพยายามอย่างมากที่จะแข็งแกร่ง ไม่อยากแสดงด้านที่อ่อนแอให้ใครเห็น

อะไรคือสิ่งที่ชอบที่สุดในการทำงาน

สรชอบกระบวนการทำอัลบั้ม โดยเฉพาะตอนทำคอนเซปต์ เป็นความภูมิใจเล็กๆ ลึกๆ ที่เรามีส่วนร่วมในอัลบั้มเราจริงๆ ถ้าเป็นเกิร์ลกรุ๊ปทั่วไป ในช่วงเดบิวต์ค่ายเพลงจะเป็นคนคิดทุกอย่างให้หมด แต่งตัว แต่งหน้า ทำผม ทำสีแบบนี้ เป็นระบบการทำงานของเขาที่จะหีบห่อเพื่อความสมบูรณ์แบบ นั่นคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เพลงและศิลปินดังไปทั่วโลก

เป็นเหตุผลที่สรชอบการทำงานในช่วงนี้มาก เพราะค่ายเปิดโอกาสให้เรานำเสนอคอนเซปต์รวม เสื้อผ้า รู้สึกมีความสุขมากๆ ที่ได้ทำงานในส่วนครีเอทีฟนี้

อยากให้เล่าบรรยากาศของการทำงานกับเพื่อนร่วมวงให้ฟังหน่อย

มีเรื่องเล็กๆ ที่สรชอบมากคือ ทุกครั้งที่ทำงานอัลบั้มเสร็จ และผ่านช่วง Come back stage เรียบร้อย นั่นหมายความว่างานทุกอย่างเสร็จสิ้นและวันต่อมาเราจะว่าง เราทั้งวงจะใช้เวลาคืนนั้นสั่งอาหารมากินกันที่ห้องนั่งเล่นแบบไม่อั้น ไก่ 1 ตัว พิซซ่า 1 ถาด ไอศครีม Baskin Robbins ขนาดใหญ่สุด 1 ถัง ต๊อกบกกีรสเผ็ด 1 จานใหญ่ และบราวนี่ถาดโต พร้อมกับเม้ามอยถึงทุกอย่างที่เกิดขึ้นตลอด 1 เดือนที่ทำโปรโมตอัลบั้ม เป็นช่วงที่ผ่อนคลายจากงานที่สุด ทำให้เรารู้สึกว่าแม้จะเป็นเพื่อนร่วมงานแต่เราก็สนิทกันเหมือนเพื่อนที่โรงเรียนจริงๆ

บทสัมภาษณ์ครั้งแรกของ สร-ชลนสร สัจจกุล คนไทยคนเดียวใน CLC เกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลี

คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่าในช่วงที่เป็นเด็กฝึกหัดของค่าย แม้ตารางฝึกซ้อมจะหนักคุณก็ยังหาเวลาเรียนหนังสือ เพราะอยากให้เป็นแผนสำรองของชีวิต หากเส้นทางนี้ไม่พาคุณเดินไปตามฝันของการเป็นนักร้องไอดอล มาถึงวันนี้ แผนสำรองเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

พอมาทำงานในสายนี้ สรได้รับโอกาสร่วมทำงานกับคนหลากหลายวงการ ได้เรียนรู้มุมมองของชีวิตและงานที่ทำ ซึ่งไม่ได้เริ่มและจบโดยศิลปิน แต่มีคนมากมายที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเราเต็มไปหมด ถ้าถามว่าแผนสำรองเปลี่ยนไปมั้ย ก็คงเปลี่ยน เพราะสิ่งที่เราเจอทุกวันนี้มันมากกว่าที่สอนในโรงเรียนเสียอีก

เราจึงตั้งใจจะเรียนรู้งานเบื้องหลังให้มากขึ้นและถ้ามีโอกาสเราก็อยากเป็นคนหนึ่งที่ถ่ายทอดประสบการณ์ ใช้ความสามารถที่มีช่วยเหลือและให้คำแนะนำเด็กรุ่นใหม่ๆ ที่มีความฝันเหมือนกันกับเรา

เลยเป็นเหตุผลที่คุณเริ่มทำรายการ PRODUCESORN ใน YouTube ใช่มั้ย?

จริงๆ เราคิดว่ามีคนดูหลักร้อยเราก็ดีใจแล้วนะ เราทำรายการเป็นงานอดิเรก ไม่ได้หวังให้คนบนโลกรู้ว่าเราเป็นใคร แค่เป็นช่องทางหนึ่งที่เชื่อมเราและกลุ่มคนที่ติดตาม เรามีความตั้งใจอยากถ่ายทอดชีวิตประจำวันที่เราเจอ ประสบการณ์การฝึกฝนและการทำงานจริงในเส้นทางนี้แก่น้องๆ พี่ๆ ที่มีความฝัน และคนที่อยากรู้เรื่องราว K-Pop อย่างลึกซึ้ง

บทสัมภาษณ์ครั้งแรกของ สร-ชลนสร สัจจกุล คนไทยคนเดียวใน CLC เกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลี

อะไรคือสิ่งที่คุณมักจะถ่ายทอดในรายการเสมอ

เราชอบดู TED Talks มาก หลังๆ ก็จะพยายามเล่าสิ่งที่ได้เรียนรู้จาก TED Talks เรื่องหนึ่งที่ชอบมากๆ และหยิบมาเล่าเสมอคือเรื่องการค้นหาด้านดีของตัวเอง ต่อให้ 99% ในตัวเราจะเป็นเรื่องที่แย่ ไม่เก่งเหมือนใคร สรอยากให้คุณลองหา 1% นั้นของตัวเองให้เจอ

จงอย่าดูถูกตัวเองว่าไม่มีความสามารถ เพราะในเรื่องที่เราทำไม่ได้ นั่นไม่ได้ นี่ไม่ได้ มันต้องมีสักหนึ่งสิ่งที่เราชอบและทำได้ดี ขอเพียงใส่เวลาและความตั้งใจลงไป เหมือนสรที่เป็นแค่คนชอบร้องเพลงมากๆ แล้วเปลี่ยนสิ่งนี้ให้เป็นทักษะของตัวเองจนกลายเป็น สร CLC ในวันนี้

บทสัมภาษณ์ครั้งแรกของ สร-ชลนสร สัจจกุล คนไทยคนเดียวใน CLC เกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลี

มาถึงวันนี้ อะไรคือเส้นชัยที่ของความสำเร็จที่คุณอยากไปถึง

สำหรับบางคนอาจจะเป็นเงินทอง ชื่อเสียง ซึ่งไม่ผิด แต่เราคิดถึงสิ่งที่มากกว่านั้น มันคือการได้เจอสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุข ไม่รู้สึกกังวลว่าใครจะคิดยังไง

การได้มายืนในจุดนี้ มีคนหลากหลายเพศ หลากหลายวัย ชื่นชอบ ติดตาม และบอกเราว่าเราเป็นแรงบันดาลใจให้แก่เขาไม่ว่าจะในการทำงานหรือเรียนหนังสือ จนเขาอยากเป็นคนที่ดีและเก่งกว่าเดิม บางคนเขียนจดหมายขอบคุณเราที่เกิดมาบนโลกนี้ เรารู้สึกว่าการมีอยู่ของเราบนโลกนี้ช่วยจุดประกายหรือเปลี่ยนชีวิตใครคนหนึ่งไป

เท่านี้เลย จุดชี้วัดความสำเร็จของสรคือแค่นี้ แค่คำสองสามคำจากพวกเขา

สุดท้ายแล้วอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดของการเป็น สร CLC

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นตอนนี้เลย

เราเป็นคนแบบนี้ แม้วันนี้จะพูดคุยเรื่องซีเรียส หนักๆ แต่บางครั้งบนเวทีเราก็ใส่ความเป็นตัวเองมากเกินไป ชอบทำหน้าตาบู้บี้ ไม่สวยงาม จนเพื่อนต้องคอยเตือนว่าให้ใจเย็นๆ ช่วยรักษาภาพพจน์ไอดอลเกาหลีบ้าง          แต่แฟนคลับและคนที่ติดตามก็ยังชอบเรา เป็นเรื่องที่อยากขอบคุณจริงๆ หรือไม่ว่าจะทำอะไรก็มีทุกคนเมตตา      นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดของการเป็นสร CLC และเป็นหน้าที่ของเราที่จะเป็นสรแบบนี้ต่อไป

ขอขอบคุณ:  รายการ Producesorn

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ตอนนี้ผมกำลังนั่งมือเย็นเฉียบอยู่ในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง

ผมเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ตอนเด็กแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมอาการนี้ต้องเกิดขึ้นกับผมเวลาที่ตื่นเต้นหนักๆ ทุกครั้ง และสิ่งที่ทำให้ผมมานั่งมือเย็นเฉียบอยู่ตอนนี้เป็นเพราะผมมีนัดสัมภาษณ์กับ เฌอปราง อารีย์กุล

สำหรับคนที่รู้จัก BNK48 ดีอยู่แล้ว ผมคงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมว่า เฌอปราง อารีย์กุล คือใคร แต่สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักหรือเคยได้ยินมาแค่เพียงผ่านหู ผมขออธิบายแบบกระชับและเข้าใจง่ายๆ

BNK48 คือวงไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปไทยหน้าใหม่ที่เกิดขึ้นจากการขยายสาขาของ AKB48 วงไอดอลชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่นที่มาในคอนเซปต์ ‘ไอดอลที่คุณไปพบได้’

วิธีการไปพบไอดอลของคุณนั้นมีทั้งการไปที่เธียเตอร์ หรือโรงละครของวงที่เปิดการแสดงให้แฟนๆ สามารถตีตั๋วเข้าไปดูกันเป็นประจำ หรือการไปงานจับมือที่เหล่าแฟนคลับสามารถไปพบ จับมือ และพูดคุย กับสมาชิกที่เราชื่นชอบได้อย่างใกล้ชิด นอกจากนั้นทางวงยังมีระบบต่างๆ ที่ช่วยให้แฟนๆ ได้สนับสนุนไอดอลที่ตัวเองชื่นชอบกันอย่างเต็มที่ รวมไปถึงมีระบบจบการศึกษาซึ่งหมายถึงการลาออกจากวงของสมาชิกเมื่อตนเองรู้สึกอิ่มตัวและพร้อมที่จะก้าวไปยังเป้าหมายอื่นในชีวิตต่อไป โดยทางวงก็จะมีการเปิดออดิชันเพื่อรับสมาชิกใหม่เข้ามาทดแทนอยู่เสมอ

วันนี้ เฌอปราง คือหนึ่งในสมาชิกที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของวง BNK48 นั่นเอง

ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมผมถึงรู้เรื่องราวเหล่านี้เป็นอย่างดี เพราะความจริงแล้วผมก็เป็นหนึ่งในแฟนคลับของวงไอดอลวงนี้เหมือนกัน

และไม่ต้องสงสัยอีกเช่นกันว่าทำไมผมถึงได้มือเย็นเฉียบกับการสัมภาษณ์ครั้งนี้

แม้ BNK48 จะมีคอนเซปต์ ‘ไอดอลที่คุณไปพบได้’ แต่โอกาสที่จะได้นั่งคุยกันยาวๆ แบบตัวต่อตัวในระยะประชิดเท่านี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ

เฌอปราง BNK48 เฌอปราง BNK48

1

โอกาสที่มีแค่หนึ่งในหลายพัน

เมื่อถึงเวลานัด เฌอปรางก็เดินเข้ามาในร้านพร้อมกับชุดเสื้อยืดสีขาวสกรีนลาย BNK48 และกระโปรงสีกรมท่าซึ่งเป็นหนึ่งในชุดยูนิฟอร์มประจำวงที่แฟนๆ คุ้นเคย แต่ที่แปลกตาไปบ้างคงเป็นรองเท้ากีฬาสีน้ำเงิน ไม่ใช่รองเท้าผ้าใบสีขาวที่เรามักจะเห็นกันอยู่เป็นประจำ

“เดี๋ยวสัมภาษณ์เสร็จแล้วเฌอต้องไปซ้อมเต้นต่อค่ะ” หญิงสาวจาก BNK48 ตอบเรื่องรองเท้าหลังจากหย่อนตัวลงบนเก้าอี้

“แต่ช่วงนี้พวกเราจะซ้อมกันน้อยลงกว่าช่วงแรกแล้ว จากแต่ก่อนที่ต้องซ้อมทุกวัน ตอนนี้จะเหลือแค่สัปดาห์ละไม่กี่ครั้ง เพราะว่ามันมีกิจกรรมอื่นๆ ที่เราต้องทำมากขึ้น”

กิจกรรมที่ว่ามีทั้งงาน Road Show ที่ออกไปเล่นมินิคอนเสิร์ตให้แฟนๆ ดูกันทุกสัปดาห์ ไลฟ์จาก Digital Live Studio (หรือที่มีชื่อเล่นว่าตู้ปลา) ที่มีให้ดูกันทุกวันผ่านทางเฟซบุ๊ก รายการ BNK48 Show ที่ฉายให้ชมกันทุกเย็นวันอาทิตย์ รวมไปถึงการให้สัมภาษณ์ ออกรายการ และเข้าร่วมงานอีเวนต์อื่นๆ เพื่อกระตุ้นและโปรโมตวงให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ซึ่งก็เหมือนจะได้ผลดี เพราะคนรอบตัวของผมตอนนี้ก็เริ่มมีการพูดถึงวง BNK48 แม้จะไม่ใช่คนที่ติดตามวงการไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปมาก่อนเลยก็ตาม

“ช่วงนี้วงเราเลยมีอะไรให้ได้ดูกันทุกวัน วันละหลายรายการเลย เอาตามตรงเฌอเองก็พยายามไล่ตามดูนะ แต่มันเยอะมากจนดูไม่ทันเหมือนกัน” เธอหัวเราะออกมาหลังพูดจบ

จากที่สัมผัสด้วยตา เฌอปรางถือเป็นเด็กสาวที่ไม่ว่าใครก็คงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเหมาะกับการเป็นไอดอลอย่างมาก ไม่ว่าจะด้วยรูปลักษณ์ภายนอก ทักษะการร้องเต้น การวางตัว ความมุ่งมั่น หรือความเปล่งประกายที่ส่งออกมาจากตัวของเธอ ขนาดที่เคยมีสมาชิกวงคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า ตอนที่เธอเห็นเฌอปรางในการออดิชันครั้งแรกก็รู้เลยว่าคนคนนี้ต้องออดิชันผ่านแน่ๆ

“แต่ในชีวิตปกติเฌอมีความเป็นไอดอลน้อยมากเลยนะ” เด็กสาวคนที่ว่าตอบสวนทางกับสิ่งที่หลายๆ คนคิด

“ตอนเด็กๆ เฌอเป็นเด็กที่ออกจากบ้านเพื่อไปเรียน เรียนแล้วก็กลับบ้าน แล้วก็ตื่นมาเพื่อออกไปเรียนใหม่ อยู่แค่นั้นเลย คือที่บ้านจะเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างประคบประหงมหน่อย เราต้องอยู่ในสายตาเสมอ แล้วทีนี้บ้านเรามันก็อยู่ติดกับโรงเรียนเลยไง พอเลิกเรียนเราก็ไม่ได้มีโอกาสแวะไปไหน อาจจะมีไปเรียนไวโอลินบ้าง ซึ่งที่เรียนก็อยู่แถวบ้านอีกนั่นแหละ ชีวิตเราก็เลยวนอยู่แค่นี้ ไม่เคยจะไปร้องหรือเต้นที่ไหนเลย เรียนเสร็จก็กลับบ้านไปดูการ์ตูน”

และก็เป็นการ์ตูนนั่นเองที่พาให้เฌอปรางได้มารู้จักกับวงไอดอลญี่ปุ่นอย่าง AKB48 จากที่ตอนนั้นทางวงได้มีการสร้างการ์ตูนเกี่ยวกับวงขึ้นมาในชื่อ AKB0048 ซึ่งเฌอปรางก็มีโอกาสได้ดูเช่นกัน

เฌอปราง BNK48

“พอดูแล้วเราก็ได้รู้ว่ามันมีวงของจริงด้วยนะ เฌอก็เลยลองไปติดตามดู จนสุดท้ายก็กลายมาเป็นแฟนคลับของวงจริงๆ” เฌอปรางเล่าความหลังครั้งนั้นให้ผมฟัง “แต่ตอนนั้นเราก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เราไม่น่าจะเป็นได้นะ เราไม่ใช่สายร้องสายเต้น ไม่ได้อยากเป็นนักแสดงด้วย การอยู่บนเวทีตอนนั้นเป็นสิ่งที่เฌอกลัวมาก เราไม่ชอบอยู่ต่อหน้าคนด้วยซ้ำ”

แต่สุดท้ายแล้วชีวิตของเธอก็ต้องเปลี่ยนไป เมื่อ AKB48 ได้ประกาศออกมาว่าจะมีการสร้างวงสาขาอย่าง BNK48 ที่ประเทศไทย

“มันเป็นโอกาสที่มีแค่หนึ่งในหลายพันคนจะได้ทำ” เธอให้เหตุผลในการตัดสินใจเข้าร่วมการออดิชันครั้งนี้ “เฌอมองว่ามีคนอีกหลายร้อยหลายพันที่อยากมาอยู่ตรงนี้ เมื่อเราได้สิทธิ์ที่มาอยู่ตรงนี้แล้วมันก็ไม่เสียหายที่เราจะลอง เรามองเห็นโอกาสที่เขามอบให้เรา ถึงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่มันก็เป็นสิ่งที่คนไม่กี่คนจะได้สัมผัสเหมือนกันนะ”

แม้จะต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่เธอก็อยากเข้าใจความรู้สึกไอดอลของเธอให้มากยิ่งขึ้น อยากรู้ว่าสิ่งที่ไอดอลของเธอต้องเจอระหว่างทางนั้นมันคืออะไร และทำไมไอดอลเหล่านั้นถึงเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายๆ คนได้

“ถึงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่เฌอคิดว่ามันคุ้มที่เราจะลอง”

และในที่สุดเธอก็ได้มาเป็น 1 ใน 29 สมาชิกรุ่นแรกของวง BNK48

เฌอปราง BNK48

2

วันที่น้ำตาไหลออกมา

“ความรู้สึกตอนงานเปิดตัวครั้งแรกมันเป็นความรู้สึกที่ใหม่มาก ก่อนขึ้นเวทีตอนนั้นจำได้ว่าเสียงคนดังมาก เราก็ โห รู้สึกได้ถึงสายตาของคนเป็นร้อยเป็นพันเค้ากำลังจะจับจ้องมาที่เรานะ เดี๋ยวเราต้องขึ้นไปอยู่ท่ามกลางเสียงเหล่านั้นแล้วนะ ชื่อของเรากำลังจะออกไปนะ ตอนนั้นกดดันแล้วก็ตื่นเต้นมาก เราก็พยายามจัดการตัวเอง บอกตัวเองว่าพออยู่ตรงนั้นแล้วเราต้องทำให้ดี ขึ้นไปต้องพูดในสิ่งที่ตั้งใจไว้ให้ได้” เธอย้อนเล่าถึงวันแรกที่ก้าวขึ้นเวทีในฐานะสมาชิก BNK48

แล้วพอได้เข้ามาเป็นไอดอลจริงๆ แล้ว เราเข้าใจไอดอลของเรามากขึ้นจริงมั้ย-ผมถาม

“เข้าใจมากขึ้นนะ เข้าใจว่าที่เค้าไม่ค่อยอัพอินสตาแกรมให้เราดูมันเป็นเพราะอะไร” ว่าถึงตรงนี้เธอก็หัวเราะ ออกมา “เราเข้าใจได้ว่ามันมีอะไรหลายๆ อย่างที่เค้าต้องทำเหมือนกัน บางทีแค่อัพสเตตัสสั้นๆ ก็ถือว่าเยอะแล้ว

“อีกอย่าง พอเข้ามาอยู่ในวงแล้วที่เซอร์ไพรส์เรามากก็คืองานเบื้องหลังมีอะไรต้องทำมากกว่าที่เคยคิดไว้เยอะเลย อย่างการโฆษณาสินค้าสักตัว เมื่อก่อนเราคิดว่าคงถ่ายกันแป๊บๆ ก็เสร็จ แต่ความจริงเราใช้เวลาเป็นวัน มันไม่ใช่ง่ายๆ หรืออย่างการทำเพลง กว่าจะแต่งเนื้อ กว่าจะซ้อม กว่าจะทำเอ็มวีออกมา ทำให้เรารู้ว่ามันยากกว่าที่คิดมากนะ”

อีกหนึ่งบทบาทที่เธอได้รับมอบหมายนอกจากการเป็นไอดอลนั้นคือการเป็น ‘กัปตัน’ ของวง ตำแหน่งนี้เปรียบเสมือนหัวหน้าห้องที่ต้องคอยดูแลเพื่อนๆ พี่ๆ และน้องๆ ทั้ง 29 ชีวิต

“ก่อนหน้านั้นเราเคยได้รับแต่งตั้งให้เป็นกัปตันชั่วคราวมาแล้ว แต่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ทำได้ดีขนาดนั้น เพราะมีคนมาบอกว่าเราดุ เราเข้มงวดกับน้องมากเกินไป ทั้งที่เราคิดว่าเราก็ลดลงมาแล้วนะ เลยคิดว่ามันคงไม่เหมาะกับเราล่ะมั้ง พอวันเดบิวต์ที่เค้าประกาศชื่อเฌอออกมาเราก็ยังไม่มั่นใจ แต่พอเราเดินออกมาแล้วมีคนตะโกนชื่อเรา มีคนที่คอยให้กำลังใจเราอยู่นะ จากที่เรากำลังดาวน์เพราะคิดว่าทำได้ไม่ดี พอมีคนที่ดีใจไปกับเราไปด้วยเราก็เลยร้องไห้ออกมา”

เฌอปราง BNK48

“ความจริงตอนนี้ในความรู้สึก เฌอยังไม่ค่อยได้ทำอะไรในฐานะกัปตันเลยนะ เพราะตอนนี้วงก็เพิ่งเริ่ม ยังไม่มีเธียเตอร์ ยังไม่ได้มีการซ้อมเพื่อขึ้นแสดงจริงจังขนาดนั้น กิจกรรมต่างๆ ก็ยังมีพี่ๆ ทีมงานคอยดูแลให้อยู่ ที่ได้ทำจริงๆ ก็คงได้เป็นตัวแทนในการพูดอยู่บ้าง เวลาเจอสัมภาษณ์น้องๆ ก็จะส่งมาให้เฌอพูดกันหมดเลย (หัวเราะ) หรือบางทีก็จะมีน้องๆ มาปรึกษาเราบ้าง อย่างบ่อยสุดก็จะเป็นปัญ ชอบส่งมาว่าพี่เฌอเลือกรูปให้หน่อย เอารูปไหนดี อันนี้เนี่ยจะบ่อยสุด (หัวเราะ) แล้วก็มีให้ช่วยแปลภาษาบ้าง หรือบางก็ถามเรื่องการเตรียมตัวหรือข้อมูลของงาน เพราะเฌอจะเป็นคนที่เมมโมรี่ไว้ในหัวได้เลย”

แล้วกัปตันที่ดีในความคิดของเฌอปรางนั้นเป็นแบบไหน-ผมสงสัย

“กัปตันในอุดมคติเป็นอะไรที่อธิบายยากนะ อย่างใน AKB48 ก็มีหลายคนที่มีจุดเด่นแตกต่างกันไป ซึ่งเฌอก็ไม่ได้อยากจะเป็นเหมือนใครหรอก เพราะเฌอก็เป็นตัวของเฌอเอง ตอนนี้เราอยากเรียนรู้ไปก่อนว่าการเป็นผู้นำต้องเป็นยังไง สิ่งที่เราต้องทำจริงๆ คืออะไร”

แม้จะยังไม่รู้ว่ากัปตันนั้นจริงๆ แล้วต้องเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่เฌอปรางน่าจะรู้แน่ๆ ก็คือความรู้สึกของเหล่าแฟนคลับ ในฐานะคนที่เคยเป็นแฟนคลับมาก่อนเหมือนกัน

เฌอปราง BNK48

“บางครั้งเราก็เห็นภาพตัวเองซ้อนทับกับพวกเขาอยู่เหมือนกันนะ” เธอเริ่มเล่า “อย่างตอนที่มีแฟนคลับคนนึงเขียนมาเล่าว่าพอเขาเห็นรูปของเฌอรูปนึงแล้วเค้ากรี๊ดมากเลย เราก็นึกย้อนไปถึงตอนที่เราเห็นรูปไอดอลของเราแล้วเราก็กรี๊ดเหมือนกัน มันคงเป็นความรู้สึกเหมือนกับเราในตอนนั้นเนอะ ไม่เคยคิดว่าวันนึงจะเกิดขึ้นกับเราเหมือนกันนะความรู้สึกนี้”

และในทางกลับกันเธอก็ได้รับรู้ความรู้สึกของไอดอลที่มีต่อแฟนคลับในแบบที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อน “ตอนที่เป็นแฟนคลับเฌอจะเป็นแฟนคลับประเภทที่ตามอย่างเดียว สนับสนุนไอดอลบ้างตามโอกาส ซื้ออัลบั้ม ซื้อของบ้าง แต่ไม่ได้แสดงตัวตนให้เขารู้ ในโซเชียลฯ เราไม่เคยไปคอมเมนต์อะไรเลย (หัวเราะ) แต่พอมาเจอแฟนคลับของตัวเองหลายๆ แบบ เรากลับรู้สึกว่าเราชอบแฟนคลับที่เขาคอมเมนต์มาหาเราเนอะ เราชอบอ่านเรื่องราวของเขานะ

“แล้วเวลาที่ได้รับจดหมายหรือข้อความตอบกลับมาว่าเราได้ไปเป็นแรงบันดาลใจอะไรสักอย่างให้เขาเราดีใจมากเลยนะ คือปกติได้รับกำลังใจจากคนทั่วไปเราก็โอเคแล้ว แต่พอได้เห็นว่ามีคนที่ชีวิตเค้าติดลบแล้วเค้าลุกขึ้นได้เพราะพวกเรานี่มันสุดยอดมาก มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้รู้ว่าการเป็นไอดอลจริงๆ แล้วมันไม่ใช่แค่การโด่งดังแล้วขึ้นไปเฉิดฉายอยู่ตรงนั้น แต่มันคือการอินสไปร์ให้กับคนอื่นๆ ด้วย”

แน่นอนว่าแม้จะได้รับดอกไม้จากแฟนๆ มามากแค่ไหน แต่การเปลี่ยนชีวิตมาเป็นบุคคลสาธารณะแบบนี้ก็ต้องมีก้อนหินที่ถูกโยนเข้ามาด้วยเช่นกัน “ปกติเราไม่ชอบการถูกวิพากษ์วิจารณ์เลย ไม่ชอบให้ใครรู้เรื่องส่วนตัวขนาดนั้นด้วย แต่เมื่อเรามาอยู่ตรงนี้แล้วเราก็ต้องพยายามปรับและยอมรับให้ได้ เพราะเราเลือกที่จะมาอยู่ตรงนี้เอง”

“แล้วปกติตามอ่านคอมเมนต์ในโลกออนไลน์บ้างมั้ย” ผมถามต่อ

“อ่านค่ะ ปกติเป็นคนที่ตามอ่านคอมเมนต์ทั้งในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมอยู่แล้ว มันก็มีทั้งด้านบวกด้านลบ ซึ่งเฌอมองว่าข้อติชมพวกนี้มันก็เป็นสิ่งที่เราต้องรับเข้ามา นำไปปรับปรุง แล้วก็ปล่อยวาง คือไม่ไปจมปลักกับมันมากเกินไป เพราะเรารู้ว่าสาเหตุที่ทำให้มันออกมาเป็นแบบนี้จริงๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น เราก็ยังมีสิ่งที่เราต้องพัฒนาและยังมีหน้าที่ที่รอให้เราทำอยู่อีกมากมาย อาจเป็นเพราะชีวิตเฌอเคยเจอเรื่องเปลี่ยนผันแบบนี้มาสองสามรอบแล้วด้วยมั้ง ซึ่งเราก็ผ่านมันมาได้ แล้วทำไมตรงนี้เราจะผ่านไปไม่ได้”

เฌอปราง BNK48 BNK48

3

นิยามไอดอลของไอดอล

ในฐานะแฟนของ AKB48 เหมือนกัน ผมรู้ดีว่าความน่ากลัวของวงนี้ไม่ได้มีเพียงแค่คอมเมนต์หรือการแข่งขันจากภายนอกเท่านั้น แต่การต้องมาอยู่ในวงที่มีสมาชิกมากมายขนาดนี้ (และสามารถเพิ่มขึ้นได้ตลอดเวลา) แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเปล่งประกายออกมาได้ หลายๆ คนถูกกลืนหายไปในบรรดาสมาชิกจำนวนมหาศาลนั้น ผมนึกสงสัยว่าเธอเคยกลัวบ้างมั้ย

“ก็กลัวนะคะ” เธอตอบแล้วนิ่งคิดไปสักพัก “คิดว่าทุกคนก็คงกลัวกันหมด แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะสามารถสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองได้ว่าเราจะไม่หายไป สิ่งที่เราทำได้ก็แค่พยายามทำทุกวันให้ดีที่สุด เมื่อเรามีโจทย์ที่ต้องทำต่อไปเราก็ทำอย่างเต็มที่ ถ้าเขายังเห็นศักยภาพของเรา เราก็ต้องทำต่อไป เพราะงานเป็นสิ่งเดียวที่ยังทำให้เราอยู่ในจุดนี้ได้ ในจุดที่ทำให้ได้เจอกับผู้คน ในจุดที่ยังได้เจอกับแฟนๆ”

“ถ้าอย่างนั้นเป้าหมาย BNK48 ของเฌอปรางคืออะไร”

“ตอนคุยกันเล่นๆ ในวง แต่ละคนก็มีความฝัน มีจุดมุ่งหมายไม่เหมือนกัน แต่ที่เหมือนกันก็คืออยากให้วงเป็นที่รู้จัก ซึ่งก็เหมือนกับเฌอที่อยากจะทำให้ BNK48 เป็นที่รู้จักให้ได้ด้วยการทุ่มความสามารถทั้งหมดที่เฌอมี เวลาให้ทำอะไรเราก็ทำ ทำอะไรได้เราทำหมด เพื่อให้วงมั่นคงในไทยจนสามารถมีงานเข้ามาให้เราทำเรื่อยๆ น้องๆ ยังคงมีงานให้แสดง ฐานแฟนคลับมีมากยิ่งขึ้นและเป็นที่รู้จักแม้แต่ในหมู่คนทั่วไป แบบที่พอพูดถึงวงขึ้นมาแล้วอยากไปดูคอนเสิร์ตกันสักครั้งได้ก็คงดี” จากคำพูดและประกายจากตาของเธอ ผมเชื่อว่าเธอตั้งใจแบบนั้นจริงๆ และเชื่อว่าเธอจะทำมันได้ด้วย

ตอนนี้น้ำแข็งในแก้วช็อกโกแลตเย็นที่ผมสั่งมาตั้งแต่ตอนเริ่มสัมภาษณ์ละลายไปหมดแล้ว ด้วยความเสียดาย ผมเลยจึงดื่มช็อกโกแลตเจือจางในแก้วก่อนจะพาเข้าสู่คำถามเบาๆ ว่า ถ้าให้ตัดเกรดความเป็นไอดอลของตัวเองตอนนี้ คิดว่าตัวเองจะได้เกรดอะไร

“โห นี่เบาแล้วเหรอคะ” เธอถามกลับพร้อมหัวเราะเสียงดัง “ถ้าดูตามนิยามความเป็นไอดอลสำหรับเฌอแล้ว การเป็นอินสไปร์ให้คนอื่นตรงนี้เฌอว่าเราทำได้แล้ว เรามีการออกกำลังกาย ร่างกายเราแข็งแรงขึ้น แม้จะมีป่วยไปบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับเข้าโรงพยาบาล ยังโอเค ยังทำงานได้ทุกอย่างที่เขามอบให้ก็คิดว่าใช้ได้อยู่ มีเรื่องร้องเพลงกับเรื่องเต้นนี่แหละที่เรายังพยายามฝึกมากกว่าอย่างอื่นอยู่ เพราะเรารู้สึกว่ายังไม่ดีพอ มันยังไม่ถึงขั้นที่จะดึงดูดหรือทำให้คนอื่นประทับใจในความสามารถด้านนี้ของเราได้

“ส่วนเรื่องนิสัยเฌอว่าเราก็เป็นตัวของเราเองนี่แหละ มีความคิดในแบบที่เราเป็น อาจจะไม่ถูกใจใครไปบ้าง แต่มันก็เป็นอะไรที่เมกเซนส์สำหรับเรานะ” เธอพูดจบแล้วเว้นช่วงไปสักพัก “ถ้าตัดเกรดก็คงให้สัก C+ แล้วกัน”

“C+ เองเหรอ” ผมถามกลับเพื่อความแน่ใจ เพราะเมื่อได้เห็นจากสิ่งที่ทำแล้วผมคิดว่าเธอน่าจะอยู่ในจุดที่สูงกว่านั้น “อะๆ งั้นเป็น B ก็ได้ ให้รางวัลตัวเองหน่อยแล้วกัน” เธอเปลี่ยนคำตอบพร้อมยิ้มกว้างอีกครั้ง “ก็สัก 80 คะแนน เพราะเฌอตัด A ของตัวเองไว้ที่ 90 คะแนน แล้วนี่เป็นแบบอิงเกณฑ์ด้วยนะ เพราะถ้าให้อิงกลุ่มนี่เกรดร่วงระนาวแน่”

หญิงสาวหัวเราะเสียงดังหลังแจกแจงวิธีการตัดเกรดของตัวเองแบบละเอียดยิบ ไม่รู้ว่าการเป็นนักศึกษาภาควิชาเคมีของเธอนั้นมีส่วนให้เธอเป็นคนแบบนี้หรือเปล่า

BNK48

4

วันที่จะได้พูดคำว่าขอบคุณกับทุกคน

“ถ้าให้เปรียบเทียบสมาชิกของวงตอนนี้กับวิชาเคมีที่เรียนเหรอ” เฌอปรางทวนคำถามของผม ขณะที่ผมนั่งรอคำตอบ

“เฌอว่ามันเป็นเหมือนธาตุหลายๆ ชนิดที่ผสมกันอยู่ในโหลแก้วที่ตั้งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่กว้างใหญ่อีกทีนึง เทียบง่ายๆ ก็คงเหมือนน้ำสมูทตี้ปั่น บางคนเป็นน้ำเชื่อม เป็นน้ำแข็ง เป็นหลอด เป็นแก้ว พอมารวมตัวกันเป็นรสชาติที่ทุกคนอยากลิ้มลอง ซึ่งความจริงแล้วถ้าเราจับส่วนผสมมามิกซ์ใหม่ เอาสมาชิกที่มีมาจับเป็นกลุ่มแยกกันเราก็จะได้รสชาติที่ต่างออกไปและเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ ซึ่งเราหวังว่าพอทุกคนลองแล้วก็อยากให้ติดตลาดและอยู่ไปยาวๆ ไม่รู้ว่าตอบตรงคำถามรึเปล่า แต่เฌอมองว่ามันเป็นเคมีนะ”

ผู้จัดการของเฌอปรางเดินมาบอกกับผมว่าเรามีเวลาคุยกันอีกประมาณ 5 นาทีก่อนที่เธอจะต้องเดินทางเพื่อไปซ้อมเต้นต่อ ในเวลาช่วงสุดท้ายสั้นๆ นี้ ผมตัดสินใจถามเรื่องราวในอีก 5 ปีข้างหน้า ด้วยความอยากรู้ว่าเธอจะมองเห็นภาพตัวเองยืนอยู่ตรงจุดไหน

“อีก 5 ปีเฌอคงเรียนจบแล้ว และคงยังทำงานอยู่กับวง ตอนนั้นคงมีงานหลายๆ อย่างที่ไม่เคยได้ทำและได้ลองทำ อาจจะมีสมาชิกรุ่นที่ 2 ที่ 3 ตามมา วงเราก็คงใหญ่ขึ้น อาจจะได้เล่นคอนเสิร์ตในที่ใหญ่ๆ จุคนได้เป็นพันๆ และทุกคนก็แฮปปี้กับการที่ได้อยู่ในวง ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นเฌอก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่จุดสูงสุดของเฌอที่เคยคิดไว้ก็คงเป็นการได้มีคอนเสิร์ตจบการศึกษาเป็นของตัวเองสักครั้งก่อนออกจากวง

“แต่ถ้าเอาแบบใกล้ๆ ตอนนี้มีอยู่อย่างนึงที่ยังไม่ได้ทำแต่อยากทำมากก็คืองานจับมือ เรารอคอยที่จะได้เจอเลยนะ เฌอตั้งใจไว้เลยว่าจะพูดขอบคุณกับทุกคนไม่ว่าเขาจะมาพูดเรื่องอะไรกับเราก็ตาม เพราะเขามาหาเรา ยอมมาต่อแถวเพื่อคุยกับเราเลยนะ มันก็คงเป็นความรู้สึกที่แปลกดี ก็คิดเยอะนะว่าวันนั้นเราจะทำอะไรได้บ้าง จะพูดคุยกับเขาได้มากแค่ไหนเพราะเวลามันสั้นมาก แล้วหากเจอคนที่ไม่กล้าพูดอะไรออกมาเราก็คงต้องพูดให้เขานะ พยายามจินตนาการในหัวว่าจะได้เจอคนรูปแบบไหนบ้าง เราตื่นเต้นและอยากให้มาถึงไวๆ

“เพราะมันเป็นวันที่เราจะได้พูดว่าขอบคุณกับทุกคนจริงๆ”

การสัมภาษณ์จบลงตรงนี้ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ เราต่างบอกลาและแยกจากกัน ไม่รู้เหมือนกันว่ามือของผมกลับมาอุ่นเป็นปกติตั้งแต่เมื่อไหร่

ตอนนี้ผมเริ่มอยากรู้ขึ้นมาแล้วล่ะว่าอาการมือเย็นตอนพบเจอกันมันเกิดจากอะไร และผมคิดว่าความรู้ของนักศึกษาวิทยาศาสตร์อย่างเฌอปรางน่าจะช่วยให้ผมกระจ่างในเรื่องนี้ขึ้นมาได้บ้างไม่มากก็น้อย

ดีเลย เดี๋ยวผมเก็บคำถามนี้ไว้ไปถามเธอที่งานจับมือแล้วกัน ว่าแต่เมื่อถึงตอนนั้น มือผมจะเย็นขึ้นมาอีกครั้งหรือเปล่านะ

BNK48

Writer

พีรพิชญ์ ฉั่วสมบูรณ์

นักเขียน, แฟนคลับ AKB48 และเจ้าของเพจ AKBanything ผู้คลั่งไคล้วงนี้มากขนาดต้องเขียนหนังสือออกมาในชื่อว่า 12-4-48

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load