ประโยคที่ว่าอย่าตัดสินคนจากการมองภายนอกใช้ได้อย่างดีกับชายตรงหน้า

ลองหลับตาแล้วนึกภาพตาม ภายใต้บุคลิกสนุกสนาน เฮฮา ใบหน้ามีหนวดเคราครึ้ม ไว้ผมทรงเดรดล็อกแบบตำนานนักร้องเร็กเก้อย่าง Bob Marley เขาคือผู้ที่สนใจภาษาไทยแบบลงลึกและหลงใหลวรรณคดีไทยจนเล่าได้เป็นฉากๆ เขาคือแฟนพันธุ์แท้สุนทรภู่และเขียนหนังสือชื่อ สุนทรภู่ไม่ได้เป่าปี่ พระอภัยมณีไม่ใช่คนระยอง และที่สำคัญ

เขาคือครู

เขาคือ ครูทอม-จักรกฤต โยมพยอม หรือที่ใครๆ ต่างจดจำในนาม ‘ครูทอม คำไทย’

คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

ทรงผมบนหัวไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับสิ่งที่อยู่ในนั้น–ครูทอมมักตอบแบบนี้เสมอยามมีใครสักคนถามถึงเรื่องบุคลิกที่ขัดแย้งกับสิ่งที่สนใจใคร่รู้

จากชายหนุ่มที่จบด้วยคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอกภาษาไทย เขาสร้างชื่อด้วยการเป็นแฟนพันธุ์แท้สุนทรภู่ รวมถึงงานต่างๆ ในวงการบันเทิง ทั้งในฐานะพิธีกรและนักแสดง แม้จะออกตัวว่าชอบทำหลายอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่เขาเน้นย้ำผ่านบทสัมภาษณ์ต่างๆ เสมอมาคือ เขามีความสุขกับการสอนหนังสือ นั่นจึงทำให้เขาเลือกเป็นครูตระเวนสอนตามโรงเรียนต่างๆ โดยเฉพาะในชนบทที่ห่างไกลโอกาส

ผมได้ข่าวว่าเขาจัดทอล์กโชว์ครั้งแรกในชีวิตที่ชื่อ ‘ครูทอม ออน สะเตด ตอน…ทอม-ขึ้น-คูล’ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 ผมจึงนัดเขาในบ่ายวันฝนพรำเพื่อคุยเรื่องไทยๆ หลายๆ เรื่องก่อนขึ้นเวที

ทั้งเรื่องภาษาไทย วรรณคดีไทย เด็กไทย การศึกษาไทย และดราม่าเรื่องการเขียนคำไทยให้ถูก

        คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

ทำไมคุณมักพาตัวเองไปอยู่ดราม่าเรื่องคำผิดในโลกโซเชียล

เรื่องหนึ่งที่เรารู้สึกว่าคนมักจะเข้าใจผิดและคิดไปเองคือ คนชอบคิดว่าเรามักจะเข้าไปแก้คำผิดให้คนนั้นคนนี้ ซึ่งเราไม่ได้ทำเลย

คือเรารู้สึกว่าถ้าเป็นคนทั่วไปเขาจะใช้คำผิดมันก็เป็นเรื่องของเขา คือเป็นใครก็ไม่รู้ ไม่รู้จักกัน เราจะไปแก้ให้เขาทำไม คนที่เราไปทักแก้คำผิดก็จะมีแต่เพื่อนสนิทที่เรารู้ว่าเขาเข้าใจ และเขายินดีให้เราเข้าไปแก้ให้ แล้วก็เวลาที่มีสื่อมวลชน สำนักข่าวต่างๆ เขียนผิด เราก็จะเข้าไปบอกว่าคำที่ผิดคืออะไร เพราะเรามองว่าสื่อมวลชนไม่ควรจะใช้ผิด เพราะจะมีคนอีกมากมายที่เห็นสื่อมวลชนใช้ผิดแล้วก็ใช้ตาม แต่คนทั่วไปใดๆ เราไม่เคยไปแก้คำผิดให้เขาเลยนะ แต่คนก็จะมองว่าเราชอบไปทำ ซึ่งกูไม่เคย (หัวเราะ)

ในมุมของคุณมีอะไรที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับภาษาไทยบ้างไหม

อย่างหนึ่งที่เจอเยอะมากคือ หลายๆ คนจะเข้าใจว่าภาษาไทยมันต้องเป็นแบบนี้ ต้องตายตัวเป๊ะๆ อย่างเช่นคนจะบอกว่าคำว่า ‘ครับ’ ต้องเป็นครับ ต้องเป็น บ ใบไม้ เท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ มันสามารถที่จะพลิกแพลงไปเป็นอย่างอื่นได้ อย่างคำว่า ‘นะครัช’ เรามองว่ามันเป็นการเปลี่ยนแปลงทางภาษารูปแบบหนึ่ง ทุกภาษาบนโลกมันต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางภาษามีหลายแบบ เช่น เปลี่ยนการสะกดบ้าง เปลี่ยนความหมายบ้าง มีความหมายเพิ่มมา มีคำบางคำเกิดใหม่ หรือมีคำบางคำหายไป ซึ่งคำที่เกิดใหม่ในแต่ละยุคสมัยมันเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเรายังใช้ภาษานั้นอยู่ ภาษายังมีชีวิตอยู่ และมันยังเปลี่ยนแปลงได้เรื่อยๆ เรามองว่ามันคือความคิดสร้างสรรค์มากๆ ของคนในแต่ละยุค

คือพิมพ์ ครัช คุณรับได้ แต่พิมพ์ คะ-ค่ะ ผิดรับไม่ได้

มันคนละอย่างกันนะ บางคนจะเข้าใจว่าเหมือนกัน แต่มันไม่เหมือนกันเลย กรณีของคะ-ค่ะผิดมันผิดมาจากการผันวรรณยุกต์ พอผันวรรณยุกต์ผิดปุ๊บมันทำให้ออกเสียงคนละอย่าง และบางครั้งก็ทำให้ความหมายเปลี่ยนไป แต่ในกรณีของคำว่า ‘ครัช’ เราก็เข้าใจว่าความหมายของมันก็คือ ‘ครับ’ แต่สิ่งที่ต่างกันคือระดับความเป็นทางการ อย่างเราบอกว่าสวัสดีครับ อันนี้คือเป็นทางการ แต่พอบอกว่าสวัสดีครัช มันคือสวัสดีครับแบบไม่เป็นทางการ ซึ่งหน้าที่มันต่างกัน เพราะว่าเราไม่อยากเป็นทางการแบบสวัสดีครับ เราเลยพูดว่าสวัสดีครัช เพียงแต่ว่าถ้าจะใช้คำแบบนี้คุณก็ต้องดูกาลเทศะว่าควรใช้ตอนไหน ตอนไหนไม่ควรใช้ มุมมองเราเป็นแบบนี้

คนถามเราว่าทำไมซีเรียสกับคะค่ะ แต่ไม่ซีเรียสกับนะครับนะครัช คำตอบคือก็มันต่างกัน มันคนละก้อน เอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้ อย่างคนที่ใช้คะ-ค่ะผิด นั่นแปลว่าเขาผิดเพราะเขาไม่รู้ แต่คนที่ใช้นะครัช ถามว่าเขาไม่รู้เหรอว่านะครับสะกดยังไง เขารู้ แต่เขาเลือกใช้นะครับที่เป็น ช ช้าง สะกดด้วยเหตุผลทางภาษา เพื่อลดระดับความเป็นทางการ

คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

เห็นว่าเวลาว่างๆ คุณชอบอ่านพจนานุกรม

คนอื่นไม่อ่านกันเหรอ (หัวเราะ) สนุกนะ ผมชอบ

พจนานุกรมมีอะไรน่าสนใจ

เวลาเจอศัพท์แปลกๆ เราจะรู้สึกว่า ว้าว แปลกจังเลย ในนั้นมีคำแปลกๆ เยอะมาก เราได้เห็นได้รู้อะไรใหม่ๆ ซึ่งพอคนถามว่ารู้ไปทำไม อ้าว ก็รู้น่ะ แค่นั้น รู้สึกสนุกเอง เป็นความสนุกส่วนตัวเวลาเราเจออะไรแปลกๆ หรือการนิยามความหมายแปลกๆ ในพจนานุกรม

อย่างเมื่อวานมีเพื่อนถามเรื่องคำว่า ‘กระโปก’ เราก็ไปเปิดพจนานุกรม คำว่า ‘กระโปก’ ความหมายที่หนึ่งคือส่วนของอวัยวะเพศชาย อีกความหมายหนึ่ง มันแปลว่าส่วนประกอบของล้อเกวียนตรงเพลา เราก็รู้สึกว่า ว้าว แปลกจังเลย คำนี้มันมีความหมายมากกว่าที่เราเคยรู้นะ ถึงแม้ว่าบางคำ บางความหมาย เราก็ยังนึกไม่ออกว่ากูรู้แล้วกูจะได้เอาไปใช้ตอนไหนวะ แต่แค่เรารู้ว่ามีคำนี้มันก็รู้สึกสนุกแล้ว

ล่าสุดคุณจัดงานทอล์กโชว์ ‘ทอมขึ้นคูล’ เห็นว่าก็จะพูดถึงสิ่งเหล่านี้ ทั้งเรื่องภาษาไทย วรรณคดีไทย

ใช่ ผมก็จะพูดถึงเกร็ดเกี่ยวกับภาษาไทย วรรณคดีไทย แต่ก็ต้องอธิบายก่อนว่าโชว์นี้มันไม่ใช่การสอนนะ บางคนจะคิดว่าพอเป็นครูแล้วต้องมาสอน ซึ่งไม่ แต่เราจะมาเล่าเรื่องตลกผ่านเกร็ดเกี่ยวกับภาษาไทย วรรณคดีไทย การศึกษาไทย แล้วก็ประสบการณ์การเดินทางหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกที่ไปมา

ในขณะที่คนส่วนใหญ่มองว่าภาษาไทยกับวรรณคดีไทยเป็นสิ่งที่อยู่บนหิ้ง แตะต้องได้ยาก แต่คุณกลับจะเอามาเล่าเป็นเรื่องตลก

อันนี้คือปัญหาหนึ่งเลยที่ทำให้คนไม่สนใจภาษาและวรรณคดีไทย ผมเคยเจอหลายคนบอกว่าเราต้องสืบสานวรรณคดีไทยเพราะว่าวรรณคดีไทยเป็นมรดกของชาติ แต่เรารู้สึกว่าเป็นมรดกของชาติแล้วยังไง เรารู้สึกว่าทำไมไม่บอกไปเลยว่าอ่านวรรณคดีไทยกันเถอะ มันสนุกนะเว้ย อ่านวรรณคดีไทยเถอะ มันมีเกร็ดความรู้อันนี้นะ

ถ้าบอกว่าประโยชน์ของมันที่เห็นชัดคืออะไรบ้างมันจะทำให้คนรู้สึกว่าน่าอ่านกว่า การบอกว่าวรรณคดีไทยสนุก ตลก ได้ความรู้ มีเกร็ดอย่างนี้ เราว่ามันน่าอ่านกว่าการบอกว่าอ่านวรรณคดีไทยกันเถอะ เพราะวรรณคดีไทยคือมรดกของชาติ

ส่วนตัวเรารู้สึกว่าการที่เราเอาวรรณคดีไทย เอาภาษาไทย ไปไว้บนหิ้งมันไม่ใช่สิ่งที่ถูก มันเหมือนกับการแช่แข็ง อย่าทำแบบนั้นเลย ก็ในเมื่อวรรณคดีไทยหลายๆ เรื่องเขาแต่งขึ้นมาเพื่อสร้างความบันเทิง เพื่อให้คนได้เสพความบันเทิงจากวรรณคดี ก็เอามันมาเล่นสิ

คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

มุมมองแบบนี้เคยสร้างความเดือดร้อนให้คุณบ้างไหม

ไม่ถือว่าเดือดร้อน แต่ก็มีคนที่บ่นว่าทำไมเราถึงเอาวรรณคดีมาเล่าในเชิงสนุกสนานแบบนี้ อ้าว ทำไมล่ะ ก็วรรณคดีมันสนุกน่ะ ซึ่งผมก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร

ฟังคุณพูดในงานทอล์กโชว์จบจะอยากกลับบ้านไปอ่านวรรณคดีไทยหรือเปิดพจนานุกรมอ่านตามคุณเลยไหม

จุดประสงค์หลักไม่ได้จะพูดเพื่อให้ทุกคนจะต้องกลับไปเปิดพจนานุกรมหรือกลับไปอ่านวรรณคดีไทย ไม่ใช่เลย จุดประสงค์คือมาดูแล้วต้องสนุก ซึ่งเรามั่นใจมาก บางคนอาจจะรู้สึกว่า โอ้โห ดูอวดมาก ซึ่งใช่ เรามั่นใจอย่างนั้น คือถ้าเรากำลังทำโชว์อยู่แล้วเราไม่รู้สึกแบบนี้ ถ้าเรารู้สึกว่าโชว์เราธรรมดามาก ไม่ค่อยสนุกหรอก มันก็แย่แล้ว เหมือนเวลาเราจะขายของน่ะ เราต้องมั่นใจว่าของเราดี มีคุณภาพจริงๆ อยากจะให้คนมาดู อยากให้คนมาเห็น ถ้าเรายังไม่แน่ใจว่าของเราดีหรือเปล่า เราไม่ควรจะเอาไปขายใคร ซึ่งตอนนี้เรารู้สึกแบบนั้นแล้วว่าของเราดีมากจริงๆ ดีชนิดที่คุณจะไม่เสียดายตังค์ที่ซื้อบัตรเข้ามาดู

แล้วคุณรู้สึกยังไงที่เราต้องพยายามทำเรื่องที่มีคุณค่าให้เป็นเรื่องตลกเพื่อให้คนสนใจ

สิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์แบบนี้อาจจะเป็นเพราะว่าบริบทสังคมที่ทำให้คนไม่อยากรับอะไรที่เครียดๆ หรืออะไรที่จริงจังอีกแล้ว คนไทยหลายคนรู้สึกเครียดมากพอแล้วกับสิ่งที่เป็นอยู่ในประเทศนี้ เวลาที่ต้องมาอ่านอะไรที่มันดูจริงจัง ที่มันเครียด เขาก็อาจจะคิดว่ามันยิ่งทำให้เขาเครียดขึ้นไปอีก เขาคงคิดว่าการเล่าเรื่องที่เนื้อหาจริงจังแต่ใช้กลวิธีที่เบาสมองจะทำให้เขามีความสุขกับการเสพเนื้อหาเหล่านั้นมากขึ้น

คุณคิดว่ามุมมองแบบนี้เป็นปัญหาไหม ที่อะไรก็ต้องทำให้ตลกคนถึงสนใจ

ใช่ เป็นปัญหามากๆ เลย เราเองเจอเด็กเยอะ เด็กมักจะมาบอกว่าครูที่โรงเรียนสอนไม่ดี เพราะว่าครูไม่ตลก ซึ่งเราว่ามันไม่ใช่ สอนดีกับสอนตลกไม่เหมือนกัน ครูบางคนสอนดี สอนเข้าใจ ทำการบ้านต่างๆ มาสอนแต่เด็กไม่ชอบ เด็กบอกว่าครูไม่ตลกถือว่าสอนไม่ดี แบบนี้มันก็ไม่ใช่ ต้องบอกเด็กให้ปรับมุมคิดตรงนี้ใหม่ คือพอมีสื่อมากมาย มีครูที่สอนด้วยวิธีตลกๆ มากขึ้น เด็กก็เลยติดภาพว่าสอนตลกแปลว่าสอนสนุก แปลว่าสอนดี ถ้าครูในโรงเรียนจะสอนดีต้องตลกด้วย ซึ่งไม่ใช่

คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

เห็นคุณเคยบอกว่าชอบสอนหนังสือมาก มีความสุขกับการสอน แล้วทำไมไม่เลือกเส้นทางเป็นครูประจำ

เราไม่เคยคิดอยากจะเป็นครูประจำในโรงเรียนเลย เพราะว่าเราไม่ได้อยากเป็นครูอย่างเดียว เราอยากทำอย่างอื่นด้วย เรารู้สึกว่าถ้าเราเป็นครูประจำในโรงเรียนมันปิดโอกาสในการทำอย่างอื่น เราคงไม่ได้มาเล่นละคร คงไม่ได้ทำงานพิธีกร เพราะว่าต้องทุ่มเทกับการสอนมากๆ แล้วยิ่งเดี๋ยวนี้หรือตั้งแต่เมื่อก่อนครูไม่ได้สอนอย่างเดียว แต่ต้องมีภาระงานอย่างอื่นให้รับผิดชอบด้วย ก็เลยรู้สึกว่าถ้าไปเป็นครูประจำในโรงเรียนมันจะไม่ตอบโจทย์การทำงานของเรา เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้มันเหมาะกับความต้องการ เพราะว่าได้สอนด้วย ได้ทำงานสายวงการบันเทิงด้วย

ทุกวันนี้คุณสอนบ่อยแค่ไหน

แล้วแต่โรงเรียนติดต่อมาเลย ถ้าโรงเรียนติดต่อมาแล้วคิวเราว่างเราก็จะไปให้ ส่วนใหญ่เนื้อหาที่สอนก็จะเป็นติวสอบ O-NET ติวสอบ GAT PAT เวลาที่เราจะอยู่กับเด็กบางโรงเรียนก็ 3 ชั่วโมง บางโรงเรียนก็ 6 ชั่วโมง บางโรงเรียนก็อาจจะ 2 วัน 12 ชั่วโมง แต่ก็จะมีบางโรงเรียนติดต่อมาอยากให้เราไปเป็นวิทยากรเกี่ยวกับการส่งเสริมการอ่าน แนะนำว่าควรจะอ่านหนังสืออย่างไร อ่านหนังสืออะไร หรือว่าไปเป็นวิทยากรเล่าเรื่องเกี่ยวกับวรรณคดีไทยให้เด็กชอบ ให้เด็กสนุกกับวรรณคดีไทย แบบนี้ก็มี

ในฐานะที่คุณเองเป็นติวเตอร์สอนเด็กสอบเข้ามหาวิทยาลัย คิดอย่างไรกับประโยคที่ว่าเด็กไทยเรียนไปเพื่อสอบ

ก็จริง ก็จริง (เน้นเสียง) คือตราบใดที่ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งโรงเรียน ยังคิดว่าสิ่งหนึ่งที่จะเห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรมว่าเด็กประสบความเร็จจากการเรียนชั้นมัธยมคือการสอบติดมหาวิทยาลัย มันก็ยังจะเป็นวงจรแบบนี้ต่อไปแหละ

เรื่องการสอบเราเองก็ไม่มีอำนาจจะไปเปลี่ยนแปลงอะไร เราก็ทำได้แค่นี้แหละ คือต้องให้เด็กเห็นคุณค่าของสิ่งที่กำลังเรียนอยู่ด้วย อย่างเราเองเวลาไปสอน ถึงแม้ว่าจะเป็นการสอนเพื่อติวสำหรับไปสอบ แต่เราจะพยายามแทรกสิ่งต่างๆ เรื่อยๆ ให้เด็กเห็นว่านอกจากเพื่อไปสอบ สิ่งที่เขาเรียนมันเอาไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างไรบ้าง ต้องพยายามทำให้เด็กคิดว่าอย่าเรียนแค่เพื่อสอบเท่านั้นนะ เรียนไปแล้วต้องเอาไปใช้ ต้องให้เขารู้ว่าที่เรียนมันเอาไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง คือการเรียนทุกอย่างบนโลกนี้ ถ้าเราไม่รู้สึกว่าเกิดประโยชน์ แล้วเราจะเรียนทำไม

แล้วคุณรู้สึกย้อนแย้งไหม ที่ตัวเองเชื่อในการเรียนเพื่อนำไปใช้ แต่สุดท้ายการสอนของคุณก็ถูกวัดผลจากการสอบอยู่ดี

ใช่ แต่มันก็ไม่ได้รู้สึกย้อนแย้งขนาดนั้น เพราะว่าเราก็เข้าใจระบบการศึกษาไทยส่วนหนึ่งว่าเวลาจะคัดเลือกเด็กเข้าไปเรียนในแต่ละมหาวิทยาลัยก็ต้องสอบ ถ้าไม่ใช้การสอบแล้วจะใช้วิธีไหนคัดเลือกถึงจะเหมาะสมกับสภาพสังคม ผู้ใหญ่ก็ยังลองผิดลองถูกอยู่เรื่อยๆ แต่เหมือนส่วนใหญ่จะลองยังไม่ค่อยถูกเสียมากกว่า

อันที่จริงปัญหามันก็สืบเนื่องมาจากการที่แต่ละมหาวิทยาลัยไม่เหมือนกัน หลักสูตรไม่เหมือนกัน สภาพแวดล้อมต่างๆ ก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้น มันไม่ใช่ว่าเรียนที่ไหนก็เหมือนกัน เด็กและผู้ปกครองก็อยากจะเรียนในที่ที่เหมาะกับตัวเขา ที่ที่เขาอยากจะเรียน แล้วถ้าอยากจะเรียนในที่ที่อยากเรียนก็ต้องสอบ

ในฐานะที่เป็นคนหนึ่งที่อยู่กับการศึกษาบ้านเรา คุณพอจะมองเห็นปัญหาอะไรบ้างไหม

สิ่งที่ชัดมากอย่างหนึ่งคือ การศึกษาของประเทศนี้มันไม่เท่าเทียมกัน ตั้งแต่ประถม มัธยม คุณภาพของแต่ละโรงเรียนไม่เท่าเทียมกันเลย ทั้งคุณภาพด้านต่างๆ ทั้งสาธารณูปโภคหรือคุณภาพครู คือมันไม่เท่ากันเลย แล้วพอมันไม่เท่ากันแบบนี้ ผู้ปกครองก็อยากให้ลูกเข้าไปเรียนในโรงเรียนที่ผู้ปกครองมั่นใจในคุณภาพ

อย่างตอนนี้ สิ่งที่เราไม่ชอบมากๆ คือหลายๆ โรงเรียนให้เด็กสอบเข้า ป.1 ซึ่งเด็กอนุบาลแทนที่เขาจะมีชีวิตวัยเด็กไปเล่นกับเพื่อนเพื่อไปพัฒนาทักษะด้านอื่นของชีวิต แต่ต้องมาติวเพื่อเข้า ป.1 ซึ่งผมจะรู้สึกว่าทำไมต้องทำแบบนี้ แต่มันก็เข้าใจได้ เพราะมันก็สอดคล้องกับที่บอกว่าแต่ละโรงเรียนคุณภาพไม่เท่ากัน ซึ่งการแก้ปัญหาจริงๆ ก็คือ คุณต้องทำให้คุณภาพแต่ละโรงเรียนเท่ากัน ซึ่งทำไม่ได้อยู่แล้ว

คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

คุณเชื่อว่าปัญหาความไม่เท่าเทียมทางการศึกษาแก้ไม่ได้

เรารู้สึกว่ามันเป็นไปได้ยากมาก มากจนใกล้เคียงกับคำว่าเป็นไปไม่ได้เลย

อันนี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่คุณพยายามตระเวนสอนตามชนบทด้วยหรือเปล่า

ใช่ เราชอบไปสอนในชนบท เรามีความสุขมากเวลาไปสอนในต่างจังหวัดไกลๆ

เวลาเราไปสอนมันจะมีทั้งโรงเรียนที่มีตังค์และบางโรงเรียนที่ยากจนข้นแค้นแสนสาหัส ซึ่งสำหรับโรงเรียนที่ไม่มีเงินที่ติดต่อมา ถ้าคิวเราได้ เราก็จะไปให้แบบที่ไม่คิดค่าตัว หรือบางครั้งเราก็จัดกิจกรรมติวการกุศลของเราเอง ครั้งแรกที่ทำคือเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน ซึ่งโรงเรียนที่เราเลือก เราเลือกโรงเรียนในชนบทจริงๆ เป็นที่ที่แทบจะไม่มีโอกาส ไม่มีงบประมาณจะมาเชิญวิทยากรข้างนอกเข้าไป ซึ่งค่าตัวจากที่ทำงานในวงการบันเทิง จากที่ขายบัตรทอล์กโชว์ ส่วนหนึ่งก็จะเอาไปแปลงเป็นงบประมาณสำหรับทำกิจกรรมการกุศลเหล่านี้ ถ้าผมไม่มีงานในวงการบันเทิงเลย หรือขายบัตรทอล์กโชว์ไม่ได้ ก็คงยากที่จะไปสอนฟรีได้บ่อย ๆ (หัวเราะ)

ที่บอกว่าชอบไปสอนในชนบท ชอบอะไร

ต้องบอกก่อนว่าเวลาทำ เราไม่ได้รู้สึกว่าเราอยากได้บุญนะ ไม่ได้รู้สึกว่าทำแล้วได้บุญ ดีจังเลย แต่เราทำแล้วสนุกดี มีความสุขที่ได้เห็นเด็กได้พัฒนาตัวเอง ซึ่งเวลาเราเข้าไปสอนจะสอนแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ไม่กี่ชั่วโมง แน่นอนว่าเราไม่สามารถจะให้ความรู้แบบเน้นๆ เนื้อ ๆ แบบ 100 เปอร์เซ็นต์หรอก แต่เราเชื่อว่าอย่างน้อยเด็กก็พร้อมจะไปต่อยอดด้วยตนเองได้ เขาจะสนุกกับการค้นคว้ามากขึ้น

แล้วการที่เราได้ไปเจอไปพูดคุยกับเด็กในพื้นที่จริงๆ ทำให้เรามีโอกาสได้เห็นปัญหาอีกหลายๆ อย่าง เคยมีครั้งหนึ่ง จำไม่ได้ว่าสอนเรื่องอะไร แต่เราถามเด็กว่าลากับม้าผสมพันธุ์กันออกมาเป็นอะไร ซึ่งเด็กตอบว่า ลามะ แล้วมันไม่ใช่มุก คือเด็กไม่รู้จริงๆ แล้วทั้งห้องไม่มีใครตอบได้เลยว่ามันคือ ‘ล่อ’ ซึ่งถ้าเราไม่ออกไปเจอจริงๆ เราก็จะไม่รู้เลยว่าเด็กไม่รู้จริงๆ

การได้ไปเจอเด็กเยอะๆ มันทำให้เรามีคลังคำถามมากขึ้นว่าอะไรที่คนยังไม่เข้าใจอยู่ แล้วพอเป็นแบบนี้มันก็ทำให้เราได้พัฒนาเนื้อหาเกี่ยวกับการเรียนการสอนมากขึ้น

นอกจากไปสอน มีอะไรที่คุณพยายามบอกเด็กๆ เหล่านั้นที่ได้เจอบ้าง

อีกอย่างหนึ่งที่พยายามจะบอก เหมือนเป็นแนะแนวการศึกษา คือเราจะบอกให้เด็กหาความฝันของตัวเอง ทำตามความฝันของตัวเอง ไม่ว่าจะเจออะไรก็แล้วแต่

เราเจอเด็กหลายๆ คนตามชนบท บางคนเขารู้ว่าเขาอยากทำอะไร อยากเป็นอะไร แต่เขาไม่กล้าทำ เพราะเขาคิดว่าเขาคือเด็กต่างจังหวัด ยากจนข้นแค้นแสนสาหัส เราก็เล่าให้เขาฟังว่า เฮ้ย เราก็เป็นเด็กต่างจังหวัดเหมือนกันนะ เราก็จะพยายามแทรกตรงนี้ให้เด็กได้หาตัวเองให้เจอ แต่ก็บอกไปด้วยว่าเงื่อนไขชีวิตของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน มันไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ เราก็ต้องดูว่าแต่ละชีวิตมีเงื่อนไขยังไงบ้าง แล้วถ้าเราอยากจะทำตามความฝันของตัวเอง มันทำได้มากน้อยแค่ไหน

เคยคิดไหมว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องโครงสร้าง สิ่งที่เราทำมันเล็กน้อยและไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอจริงๆ

เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้มันเป็นสิ่งที่ใหญ่โตอะไรอยู่แล้ว แต่ถ้าจะให้เราไปแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง แก้ที่ระบบ แก้ที่กระทรวง เราไม่มีอำนาจมากพอจะไปทำอะไรตรงนั้นอยู่แล้ว เราก็ทำเท่าที่เราจะทำได้ นั่นคือการที่เราไปเป็นวิทยากร ไปสอนตามที่ต่างๆ ซึ่งมันก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรแหละ แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เด็กบางกลุ่มรู้สึกดี มีความสุขกับการเรียนภาษาไทยมากขึ้น ได้เข้าใจ แล้วก็มีพลังใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น เรารู้ว่าการที่เราทำตรงนี้มันเป็นสิ่งเล็กๆ แต่เราโอเค มันก็ไม่ได้แย่นี่ การทำสิ่งที่เล็กๆ

คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

“ไทก้า! ไฟย่า! ไซบ้า! ไฟบ้า! ไดว่า! ไวบ้า! จ้าจ้า!”

พ.ศ. 2560 วงไอดอลชุดสีลูกกวาดแปลกตาสัญชาติญี่ปุ่น BNK48 ปรากฏตัวให้ชาวไทยได้เห็น ซึ่งเพลง ‘คุกกี้เสี่ยงทาย’ ซิงเกิลที่ 2 ของวงก็ดังเป็นพลุแตก จนปลุกกระแสเกิร์ลกรุ๊ปไทยให้กลับมาได้อีกครั้ง และส่งผลมาถึงทิศทางบางส่วนของ T-POP ในปัจจุบัน

เจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ ชื่อแรก ๆ ที่คนจะพูดถึงเมื่อพูดถึง BNK48 เรียกว่าเป็นบุคคลที่ก้าวขาเข้าไปในวงก่อนใครเขา เพราะในงาน BNK48 We Need You ซึ่งเป็นงานประกาศการออดิชั่นสานฝันวัยรุ่นสาวชาวไทยสู่วงการบันเทิง เมื่อ พ.ศ. 2559 เด็กสาวผู้เป็นแฟนคลับวงพี่อย่าง AKB48 ที่ได้ขึ้นไปถ่ายรูปบนเวทีคือ กระเต็น หรือ เจนนิษฐ์ BNK48 ในวันนี้

สำหรับเรา เราเห็นเธอมาก่อนหน้านั้น ตั้งแต่เรายังอยู่มัธยมปลายและเธอยังเป็นเด็กน่ารักผูกคอซองเดินอยู่ที่โรงเรียน น่าทึ่งที่รุ่นน้องคนนี้ได้เริ่มชีวิตการทำงานจริง ๆ จัง ๆ ก่อนเรานานนัก ผ่านไปเกือบ 6 ปี เธอกลายเป็นไอดอลที่มีประสบการณ์ ทั้งร้อง เต้น เป็นนักแสดง และปัจจุบันก็กำลังจะเข้าสู่บทใหม่ของชีวิต หลังจากที่ประกาศจบการศึกษาไป จะทำงานในวงถึงแค่สิ้นปีนี้

ในวาระที่ภาพยนตร์ระทึกขวัญ Faces of Anne ผลงานแสดงของเธอเข้าโรงไป (เราคุยกันก่อนภาพยนตร์เข้าโรง) เราขอชวนเธอมาคุยกันถึงการทำงานชิ้นนี้ รวมถึงสรุปสิ่งที่ตกตะกอนจากการเป็น ‘ไอดอล’ และการเป็น ‘เจนนิษฐ์’ ผู้เถรตรงในวัย 22 ปี กันสักหน่อย

แอบกระซิบว่าการพูดคุยในครั้งนี้ทำให้เราเข้าใจมุมมองของเธอต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นไม่น้อย แม้จะเผยแพร่ไม่ได้ทั้งหมดเพราะความอ่อนไหวบางอย่าง แต่เท่าที่คัดมาลงในบทความนี้ก็น่าสนใจทีเดียว

คุยกับเจนนิษฐ์ BNK48 ผู้อยากรวย แต่ถ้าถูกหวยร้อยล้านก็จะยังทำงาน

เปิดใจสาวเต็น

แนะนำตัวพอเป็นพิธี

สวัสดีค่ะ เจนนิษฐ์ BNK48 ค่ะ ถ้าคนอื่นมองเข้ามา เราคือไอดอลคนหนึ่ง แต่จริง ๆ ก็เป็นคนธรรมดานี่แหละค่ะ ทำงานหาเช้ากินค่ำ

BNK48 รุ่น 1 กำลังทยอยประกาศจบการศึกษากันหลายคนแล้ว ใจหายไหม

มากค่ะ วันนี้เพิ่งไปถ่ายรายการมาก็น้ำตาร่วงอีกแล้ว ช่วงนี้รุ่น 1 ทริกเกอร์นะคะ ห้ามพูดอะไรเซนซิทีฟ ร้องไห้กันเก่งมาก

เหตุการณ์อะไรที่รู้สึกภูมิใจที่สุดตั้งแต่เข้ามา

ภูมิใจที่สุดน่าจะเป็นช่วงรับรางวัลตอน (ภาพยนตร์) Where We Belong นี่แหละค่ะ เป็นช่วงที่เดินสาย Q&A ต่างประเทศเยอะที่สุดในชีวิต ปกติไม่เคยไปทำงานต่างประเทศนอกจากญี่ปุ่น แต่ครั้งนั้นไปทุกที่เลย น่าจะประสบความสำเร็จที่สุดตั้งแต่อยู่ในวงมาค่ะ

ช่วงชีวิต 5 – 6 ปีที่ผ่านมานี่คิดว่าต่างจากชีวิตก่อนหน้านั้นมากไหม

แน่นอน ต้องต่างมากแน่นอน เพราะว่าเปลี่ยนจากการเรียนหนังสืออย่างเดียวมาทำงานเต็มตัว จากคนที่ไม่ได้มีใครรู้จักเราขนาดนั้นก็กลายมาเป็นจุดสนใจ

ขอสักคำมานิยามให้กับช่วงชีวิตนี้หน่อย

เหมือนเข้าไปอยู่ในอะคาเดมี่ค่ะ เหมือนเรียน ม.1 ถึง ม.6 กับเพื่อนห้องเดิมตลอด ไม่เปลี่ยนห้องเลย (กลั้วหัวเราะ) อาจจะมีเพื่อนหายไปบ้าง แล้วก็มีรุ่นน้องชั้นปีใหม่เข้ามา 

มันคือการเรียน แค่ไม่ได้เรียนวิชาในตำรา ในหนังสือ แต่เรียนวิชาชีวิต การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า การตอบคำถามสื่อ เรียนเต้น เรียนร้อง

ความรู้สึกตอนนี้ต่างจากวันที่เข้ามายังไงบ้าง การรับมือกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ของเรามันเปลี่ยนไปมากไหม

แน่นอนค่ะ เราเรียนรู้จากความผิดพลาดทั้งของตัวเองและของคนอื่น เรียนรู้ว่าควรจะทำยังไง ควรจะรับมือยังไง ตอนนี้เราก็เก่งขึ้น ชั่วโมงบินเยอะขึ้น และมีวิธีหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะทำให้เกิดปัญหา

คุยกับเจนนิษฐ์ BNK48 ผู้อยากรวย แต่ถ้าถูกหวยร้อยล้านก็จะยังทำงาน

มาถึงจุดนี้แล้ว คิดว่า ‘ไอดอล’ คืออะไร

ตอบเหมือนเดิม ไอดอลก็คืออาชีพค่ะ เราทำหลายอย่าง เลยรู้สึกว่าไอดอลเป็นชื่อเรียกอาชีพเราที่คนจะเข้าใจมากที่สุดถ้าถามว่าเราทำอะไร จะพูดว่านักร้องก็ไม่ใช่ นักเต้นก็ไม่ใช่ บอกว่าไอดอลคนก็คงเข้าใจแหละว่าเราทำงานแบบนี้ ๆ

ในบริบทที่ว่าไอดอลคือบุคคลตัวอย่าง มันเป็นผลพลอยได้ที่คนอื่นเรียกเรา แต่ถ้าในมุมมองของหนู ยังไงไอดอลก็คือชื่ออาชีพของหนูเอง

แล้วเราคิดว่าเราเป็นบุคคลตัวอย่างบ้างไหม

อันนี้ก็แล้วแต่ว่าคนจะนับถือหนูเป็นบุคคลตัวอย่างไหม แต่ตัวเองก็รู้สึกเฉย ๆ เหมือนเรามาทำอาชีพที่เราชอบแล้วมีคนมาชอบเรา 

หนูบอกตลอดว่าหนูไม่ทำตามที่คนอื่นคาดหวังอยู่แล้ว ไม่ได้เป็นคนที่ชอบทำตามใจคนอื่น หนูทำตามใจตัวเอง

แสดงว่าไม่เคยทุกข์กับการที่มีคนมาคาดหวังอะไรกับเราแบบคนอื่นเขาเลย

ไม่เคยค่ะ (ยิ้ม) พูดมาแต่แรกเลยว่าไม่ใช่คนดี ไม่ใช่คนเรียบร้อย ไม่ใช่คนเก่ง ไม่ใช่คนเพอร์เฟกต์ที่จะมาคาดหวังได้ แต่ถ้าคุณโอเคกับการตามเรา เราก็ยินดี ก็ขอบคุณเขาที่ชอบที่เราเป็นเรา

เจนนิษฐ์ล่ะ คาดหวังอะไรกับตัวเองไหม

ไม่เชิงว่าคาดหวัง มันเป็นความต้องการนะ เราอยากเก่งขึ้นแหละ แต่ไม่ได้คาดหวังว่าฉันจะต้องเล่นหนังแล้วได้รางวัลปีละ 3 เรื่อง แค่อยากเก่งขึ้น ได้งานดี ๆ ทำ

การที่เป็นไอดอลมา 5 – 6 ปี หล่อหลอมอะไรเราบ้าง เหมือนเราโตมาในนี้เลย

หล่อหลอมให้อยู่เป็น ให้เจอจุดสมดุลในการเป็นตัวเองโดยที่อยู่กับคนอื่นได้ บางทีเป็นตัวเองเกินก็อยู่กับคนอื่นไม่ได้ เราทำงานกับคนที่หลากหลาย ก็ต้องปรับตัวให้หลากหลายตามเขาด้วย แต่ต้องไม่สูญเสียตัวเองไปเลย

แปลว่าถ้าไม่ได้เข้ามาที่นี่ คิดว่าตัวเองจะไม่ได้เป็นแบบนี้เหรอ

ใช่ ก่อนเข้าวงก็คือไม่ค่อยแคร์ ไม่ค่อยประนีประนอมค่ะ อาจจะเพราะเราไม่ค่อยอยู่กับใครมาก เราอยู่แค่กับแก๊งเพื่อนของเราที่เข้าใจความเป็นเราอยู่แล้ว ก็เลยไม่ได้เดือดร้อน เราไม่รู้ด้วยว่าการที่เราเป็นตัวเราแบบนี้จะไปทำคนอื่นเดือดร้อนหรือเปล่า เพราะเราไม่ได้เจอคนเยอะ แต่พอเข้าวงก็เริ่มรู้สึกว่า ไม่ได้ว่ะ แบบนี้มันอยู่ไม่ได้ ต้องปรับแล้ว

คิดว่าออกไปจะกลับสู่สภาพเดิมหรือเปล่า

ไม่ ไม่แล้วค่ะ (ตอบยิ้ม ๆ) ออกไปก็ต้องปรับไปเรื่อยเลย เพราะเราออกไปเจอโลกที่กว้างขึ้น ออกไปเจอคนเยอะขึ้นแน่นอน

คุยกับเจนนิษฐ์ BNK48 ผู้อยากรวย แต่ถ้าถูกหวยร้อยล้านก็จะยังทำงาน

หาตัวเองเจอ

คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร สาขาการจัดการและพัฒนาไอดอลและอินฟลูเอนเซอร์ ที่เรียนอยู่นี่เรียนอะไรบ้าง

มีเรียนร้อง เรียนเต้น เรียน ASEAN Music ถ้าวิชาของธุรกิจ (สาขาเดิม) ก็จะมีเรียน Aesthetic Listening เรียนวิเคราะห์ดนตรีพื้นฐาน เรียนวิชา PR เรียน Customer Behavior พวกวิชา Business ก็มี

คนที่เรียนคือเขาอยากเป็นไอดอลหรืออยากอยู่เบื้องหลัง

ถ้าเป็นธุรกิจดนตรีและบันเทิง สาขาเก่าหนู คือเป็นเบื้องหลัง แต่ถ้าสาขาใหม่ที่ย้ายมาน่าจะเบื้องหน้ามากกว่า แต่ก็เป็นเบื้องหลังได้ด้วย ถ้าจะเป็นเบื้องหลังก็เรียนให้รู้ว่าเบื้องหน้าต้องทำอะไร เบื้องหลังจะได้รับมือจัดการได้ถูกต้อง

ตอนแรกดูเป็นคนสายวิทย์นะ

ใช่ เรียนวิทย์มาตลอดชีวิต ตอนอยู่จุฬาฯ ก็ยังเรียนวิทย์ แต่พอคิดว่าคงไม่ได้ใช้แล้ว ก็ทิ้งเลย

จุดเปลี่ยนมันคืออะไร รู้สึกว่าเราไม่เอาแล้วเหรอ

ไม่ได้ไม่เอาแล้ว แต่มันจะไม่ได้ใช้แล้วในอนาคต ก็เลยไม่รู้จะเรียนไปทำไมค่ะ มันเสียตังค์อะเนอะ ค่าเทอมแพง (หัวเราะ) เราจะอยู่ในวงการบันเทิง ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ในเบื้องหน้า ก็คงอยู่ในธุรกิจแวดวงนี้ หรือไม่ก็คงไปทำธุรกิจตัวเอง ถ้าจะใช้วิทย์มันคงไม่ถึงขั้นต้องเรียนมหา’ลัย หรือเรียนเฉพาะเจาะจงไปขนาดนั้น

เรียกว่าหาตัวเองเจอแล้วหรือเปล่า

ช่าย (ลากเสียง) คนอื่นเขาอาจจะเรียนมหา’ลัยเพื่อหาสิ่งที่ชอบ หางานที่ชอบ เราข้ามขั้นตอนไปแล้ว แต่พอเจองานที่ชอบก็มีปัญหาเหมือนกันว่าจะเรียนไปทำไม เพราะเราเจองานแล้ว

แล้วพอเข้าไปเรียน เรามีมุมมองต่อวงการไอดอลเปลี่ยนไปไหม

ไม่นะ เราเป็นผู้รู้ในวงการ (หัวเราะ) เข้าไปแนะนำคนอื่นได้มากกว่า ถ้าน้อง ๆ ถามเราก็ตอบได้

จริง ๆ ในอนาคตอยากลองเป็นเบื้องหลังไหม ไม่ต้องที่นี่ก็ได้นะ

ช่วยดูได้ เป็นที่ปรึกษาได้ แต่คุมทั้งหมดอาจจะไม่ได้เก่งขนาดนั้น เราจัดการตัวเองได้ดีกว่าจัดการคนอื่น

เวลาไปเอาต์ติ้ง เขาจะมีการแบ่งคนตามสี สีแดงกับเขียวที่คนเยอะมาก สีเหลืองกับน้ำเงินจะเป็นส่วนน้อย เขาเปรียบเทียบว่าสมมติจะไปเดินทางต่างจังหวัดวันเสาร์ สีแดงจะจัดกระเป๋าเช้าวันเสาร์แบบโยนทุกอย่างเข้าไปแล้วไปเลย เป็นพวกที่ลงมือทำเลย ไม่ค่อยคิด สีเขียวจะเป็นพวกมีเช็กลิสต์ 1 2 3 4 ถ้ามีครบก็ไป สีเหลืองจะยาก ๆ หน่อย ไม่หลุดโลกไปเลย ก็เป็นพวกธรรมะธรรมโม ส่วนหนูเป็นสีน้ำเงิน เป็นพวกคิดแล้วคิดอีก จัดตั้งแต่วันเสาร์ที่แล้วจนถึงวันเสาร์สุดท้ายแล้วค่อยปิดกระเป๋าแล้วค่อยไป อาจจะไม่เหมาะกับการเป็นเบื้องหลัง

คิดเยอะ ๆ ไม่ปวดหัวเหรอ

ชินแล้ว ขนาดอยู่บนห้องจะเดินลงไปทำ 2 – 3 อย่างข้างล่าง ยังคิดก่อนว่าต้องไปทำอันไหนก่อนถึงจะเซฟเวลาที่สุด (หัวเราะ) แต่เพราะอย่างนี้ สีน้ำเงินก็เลยรู้จักตัวเองนะ เราคิดเยอะ

คิดยังไงกับอุตสาหกรรมเพลงไทย อุตสาหกรรมไอดอลในตอนนี้บ้าง

ช่วงนี้ครึกครื้นดีนะ คนเยอะมาก ๆ เลย ย้อนกลับไปก่อน BNK48 ก็คือไม่มีเลย ไม่มีทั้งเกิร์ลกรุ๊ป ทั้งบอยแบนด์ เงียบเหงามาก แต่ตอนนี้มีเพื่อน ๆ รุ่นใกล้ ๆ กัน เป็นเหมือนเพื่อนคนละโรงเรียนที่ทำสิ่งเดียวกับเรา ดูสนุกสนานดี ยิ่งถ้ามีโอกาสได้มาคอลแลบกันยิ่งเจ๋ง

อยากให้วงการนี้ดีขึ้นยังไงบ้าง

เรื่องพื้นที่ ตอนนี้รายการโชว์มีแค่ T-POP STAGE ยังไม่ได้เยอะมากขนาดนั้น เห็นดราม่าที่วงดัง ๆ ไปลงสยามแล้วคนหาว่าแย่งพื้นที่ แต่เรารู้สึกว่าพื้นที่เราก็ไม่ได้เยอะเว้ย (หัวเราะ) ถึงเราจะมีเยอะกว่าคนอื่นก็รู้สึกว่ามันยังไม่ได้พอขนาดนั้น แล้วก็มีเรื่องการสนับสนุนที่จะโกอินเตอร์ด้วยค่ะที่ยังไม่เพียงพอ

จริง ๆ แล้ว ไอดอลไทยหรือเพลงไทย จะมีโอกาสเป็น Soft Power ในต่างประเทศได้ไหม

ได้นะ หนูว่าอย่าง MILLI ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่มากเลยนะ ในที่สุดก็ได้ชื่อว่านี่คือนักร้องไทย เอาจริง ๆ วงการบันเทิงไทยมีแฟนคลับต่างชาติเยอะจะตาย วงเราก็มีแฟนคลับจีน อินโด เยอะแยะเลย เพราะเขาชอบความเป็นไทย หนูว่ามันผลักดันได้

ถ้าจะไปขายต่างประเทศ หนูว่าแนวไหนก็ได้หมดแหละ ถ้ามันบังเอิญไปตรงจริต ไปตรงเทสเขา

คุยกับเจนนิษฐ์ BNK48 ผู้อยากรวย แต่ถ้าถูกหวยร้อยล้านก็จะยังทำงาน

ใครอยากเป็นเศรษฐี

(เจนนิษฐ์น่ะสิ เจนนิษฐ์น่ะสิ)

ถ้าไม่นับ Girls Don’t Cry ที่เป็นสารคดี Faces of Anne ก็เป็นหนังเรื่องที่ 3 ของเจนนิษฐ์แล้ว รู้สึกยังไงบ้าง

รู้สึกว่าน่าจะออกมาดี (ยิ้ม) เชื่อใจ พี่เดช (คงเดช จาตุรันต์รัศมี) อยู่แล้ว ยังไม่ได้ดูนะ แต่พี่เดชกับพี่ป๊อปชอบแสดงว่ามันดี

หลายคนคงรู้สึกว่าแค่มีชื่อพี่เดชก็เชื่อใจได้ ว่าอย่างน้อยมันไม่ออกมาแย่แน่นอน อาจจะแค่ไม่ตรงเทสบางคน ผู้กำกับแต่ละคนมีสไตล์เป็นของตัวเอง แต่ส่วนตัวหนูชอบความคิดการตีความของพี่เดช แล้วก็การอธิบายให้เขาเข้าใจเวลาเขามากำกับเรา

เห็นว่าเรื่องนี้คนละแนวกับ Where We Belong ที่เจนนิษฐ์ให้พี่คงเดชเรื่องที่แล้ว คิดว่าอะไรที่เป็นลายเซ็นของผู้กำกับคนนี้

พี่เดชชอบใช้ตัวละครนำเป็นผู้หญิง เพราะว่าตัวเองมีลูกสาว เห็นลูกสาวเลยเอามาเขียน Where We Belong เรื่องนี้ก็เป็นผู้หญิงอีก ก็เลยรู้สึกว่าดูเป็นลายเซ็นช่วงนี้ของเขา

เราพัฒนาอะไรขึ้นมาจาก Where We Belong บ้าง

ในเรื่อง Acting เรื่องนี้ค่อนข้างจะคนละแบบ ยากกว่าด้วย Where We Belong อาจจะเข้าทางมากกว่าด้วยซ้ำ แต่คงพัฒนาในแง่ประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น ทำงานได้หน้าซีนได้เข้าใจมากขึ้น แต่ก็คงพูดไม่ได้เต็มปากว่าการแสดงพัฒนาอะไรขึ้นมา

ตอนถ่ายสนุกนะ พอมีเพื่อนมันก็จอย ๆ ได้เจอไม่กี่คนแต่ว่ามันก็สนุกกว่าเล่นคนเดียว (หัวเราะ)

ชอบเล่นหนังหรือว่าซีรีส์มากกว่า

ถนัดหนังมากกว่า ก็เลยเหมือนจะชอบมากกว่า แต่ว่าไม่ได้ไม่อยากเล่นซีรีส์นะ อยากออกจากเซฟโซนเหมือนกัน ควรจะทำให้ได้ทั้งหมด

วิธีเล่นเรามันอาจจะไปตรงกับ Pacing หนังมากกว่า หนังจอใหญ่กว่า เราเล่นน้อยกว่า ถ้าเล่นเยอะจะล้น แต่ว่าพอเป็นจอทีวีเราต้องเล่นใหญ่กว่า

ตอนนี้การแสดงเป็นแพสชันในชีวิตเรารึเปล่า

แพสชันคือเงิน (ยิ้มกริ่ม) ไม่หรอก 

(ผู้เขียน : น่าจะใช่แหละ)

เราชอบทำหลายอย่างไง แต่ว่าการที่เราจะไปทำหลายอย่างนั้นได้เราต้องมีเงิน ความสุขเราก็ต้องซื้อด้วยเงินด้วย 

ชีวิตนี้อยากทำมาหากินเหรอ

อยากรวย (หน้านิ่ง) รวยแล้วเราจะได้พาแม่ไปเที่ยว ชอบออกไปใช้ชีวิต แต่ออกเดินทางก็ต้องใช้ตังค์ไง อยากลองไปเรียนดำน้ำ เรียนวาดรูป ก็ใช้ตังค์ เราก็เลยมีแพสชันเป็นเงิน

ที่ว่าอยากออกไปใช้ชีวิตมันคืออะไรบ้าง ไปเจอโลกกว้างเหรอ

ใช่ ไปเจอคนอื่น ทำอะไรใหม่ ๆ แค่ออกไปเจอคนอื่นก็ต้องใช้ตังค์แล้ว ค่าเดินทาง ค่าข้าว ค่าน้ำ

แสดงว่าแพสชันจริง ๆ ไม่ใช่อาชีพ แต่เป็นผลลัพธ์ที่ได้จากอาชีพ

ใช่ แต่ก็ชอบทำงานด้วยนะ (หัวเราะ)

ชอบอะไรมากกว่าระหว่างการเป็นคนรวยกับการทำงาน

อยากเป็นคนรวยที่มีงานดี ๆ ทำ (หัวเราะ) รวยมาก ๆ ก็ยังอยากทำงานดี ๆ อยู่ดี

เปิดใจ เจนนิษฐ์ BNK48 เกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตไอดอลที่ผ่านมา และมุมมองต่ออนาคตนอกวงที่กำลังจะมาถึง

ถูกหวยร้อยล้านก็ยังจะเล่นหนัง?

ใช่ ถ้าเป็นอย่างนั้นเราจะเล่นโดยไม่หวังเงินแล้ว เราจะเล่นเพราะเราอยากเล่น

จริง ๆ แล้วอยากทำงานแบบไหน อยากเป็นนักแสดงหรือเป็นไอดอล

ชอบทำทั้งหมด (หัวเราะ) ทุกอย่างในวงการบันเทิงที่เคยทำมาก็รู้สึกโอเคหมดเลย ต่อไปจะเป็นฟรีแลนซ์แล้ว ใครจ้างอะไรก็คงทำ เป็นพิธีกร เป็นนักแสดง

ส่วนงานเพลงก็ยังอยากทำอยู่ แต่คงไม่ได้เป็นวงแล้ว เราชอบฟังหลายแนว เพลงร็อกก็ชอบ เพลงป๊อปก็ชอบ เพลงบัลลาดก็ชอบ ถ้ามีโอกาสทำได้ก็อยากทำหมดเลย

อยากมีชีวิตแบบไหนในวัยผู้ใหญ่

คำตอบจะมีแต่อยากรวย (หัวเราะ) พอรวยแล้วจะสามารถใช้ชีวิตอย่างสบาย ๆ อย่างน้อยมันก็ซื้อความสะดวกสบายได้ เราอาจจะชิลล์ขึ้นในประเทศที่ต้องใช้เวลาเดินทางเยอะเหลือเกิน แล้วก็มีตังค์จ้างแม่บ้าน แม่จะได้ไม่ต้องทำงานบ้าน (หัวเราะ) 

ถ้าป๊ากับแม่อยากทำธุรกิจต่อ ก็คงเอาเงินไปช่วย จะรีโนเวตร้านใด ๆ ก็ว่าไป อยากสร้างบ้านใหม่ก็สร้าง

เรื่องมีครอบครัว เมื่อก่อนเคยคิดว่าจะแต่งงานสัก 28 แต่ตอนนี้คิดว่า 38 ก็อาจจะยังไม่ได้แต่ง (หัวเราะ) แม่มีลูกตอน 30 รู้สึกว่าแม่มีลูกช้าเกินไป ก็เลยคิดว่าเราต้องแต่งก่อน แต่ดูทรงแล้วคนแต่งช้าลงทุกวัน ตอนนี้ 22 แล้ว 30 กว่าคงยังทำงานอยู่แน่นอน

สรุปก็คืออยากแต่งงาน ใช้ชีวิตผาสุข รวย แล้วก็ไปเที่ยว

ใช่ เขาบอกว่าถ้าเรารวย เราก็จะเป็นคนดีได้ ถ้าเรารวยแล้วเราก็จะมีน้ำใจช่วยคนอื่นได้โดยไม่ต้องห่วงตัวเอง ไม่ใช่ว่าไม่รวยแล้วจะเป็นคนดีไม่ได้นะ แต่ถ้ารวยแล้วเราจะเป็นคนดีง่ายขึ้น ให้เห็นภาพนะ สมมติเราอยากช่วยคุณยายข้างทางซื้อของ เราก็จะรู้สึกว่าลำบากตัวเองนิดหนึ่งใช่ไหม แต่ถ้าเป็นคนรวยเราก็ซื้อแบบมีปัญหาการเงินน้อยลง

22 ปีที่ผ่านมาทำให้เราตกตะกอนเรื่องอะไรบ้าง

หนูว่าน่าจะปลงกับชีวิตกับเรื่องต่าง ๆ มากขึ้น จะเรียกว่าตกตะกอนไหมไม่แน่ใจ น่าจะใช้ชีวิตด้วยแนวคิดที่ไม่ได้เปลี่ยนมากจากตอนเด็กจนถึงตอนโต เป็นคนที่มีทัศนคติที่ใกล้เคียงเดิม มีแค่ปลงกับไม่คาดหวังในเรื่องต่าง ๆ มากขึ้น 

เราก็เป็นเราเหมือนเดิม แค่มีสิ่งเพิ่มเติมมา

ได้ข้อสรุปไหมว่า เจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ เป็นใคร

เป็นคนที่ชอบทำงาน (หัวเราะ) เป็นคน Super Extrovert ออกไปเจอคนแปลกหน้าก็ชวนทุกคนคุยได้โดยไม่อึดอัด สามารถออกไปแฮงก์เอาต์กับคนแปลกหน้าได้ ชอบพบปะ ชอบทำงานกับคนใหม่ ๆ เจอคนใหม่ ๆ แล้วก็เป็นคนใช้ชีวิตเต็มที่

ในฐานะที่สเต็ปต่อไปของชีวิตกำลังจะมาถึง อยากจะบอกอะไรกับคนที่มองมาที่เราบ้าง

อืม (คิดนาน) 

น่าจะไม่ได้หายไปไหนค่ะ น่าจะยังอยู่ในวงการบันเทิงต่อ ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงหนูค่ะ (หัวเราะ) น่าจะดิ้นรนเอาชีวิตรอดด้วยตัวเองไปได้เรื่อย ๆ หนูหาตัวเองเจอแล้ว มีเส้นทางที่ชัดเจน ถ้ายังอยากสนับสนุนกันต่อก็… ด้วยความยินดีค่ะ

หนูจะทำสิ่งที่ชอบไปเรื่อย ๆ ขอบคุณทุกการสนับสนุนที่ผ่านมา (ยิ้ม)

เปิดใจ เจนนิษฐ์ BNK48 เกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตไอดอลที่ผ่านมา และมุมมองต่ออนาคตนอกวงที่กำลังจะมาถึง

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load