ประโยคที่ว่าอย่าตัดสินคนจากการมองภายนอกใช้ได้อย่างดีกับชายตรงหน้า

ลองหลับตาแล้วนึกภาพตาม ภายใต้บุคลิกสนุกสนาน เฮฮา ใบหน้ามีหนวดเคราครึ้ม ไว้ผมทรงเดรดล็อกแบบตำนานนักร้องเร็กเก้อย่าง Bob Marley เขาคือผู้ที่สนใจภาษาไทยแบบลงลึกและหลงใหลวรรณคดีไทยจนเล่าได้เป็นฉากๆ เขาคือแฟนพันธุ์แท้สุนทรภู่และเขียนหนังสือชื่อ สุนทรภู่ไม่ได้เป่าปี่ พระอภัยมณีไม่ใช่คนระยอง และที่สำคัญ

เขาคือครู

เขาคือ ครูทอม-จักรกฤต โยมพยอม หรือที่ใครๆ ต่างจดจำในนาม ‘ครูทอม คำไทย’

คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

ทรงผมบนหัวไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับสิ่งที่อยู่ในนั้น–ครูทอมมักตอบแบบนี้เสมอยามมีใครสักคนถามถึงเรื่องบุคลิกที่ขัดแย้งกับสิ่งที่สนใจใคร่รู้

จากชายหนุ่มที่จบด้วยคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอกภาษาไทย เขาสร้างชื่อด้วยการเป็นแฟนพันธุ์แท้สุนทรภู่ รวมถึงงานต่างๆ ในวงการบันเทิง ทั้งในฐานะพิธีกรและนักแสดง แม้จะออกตัวว่าชอบทำหลายอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่เขาเน้นย้ำผ่านบทสัมภาษณ์ต่างๆ เสมอมาคือ เขามีความสุขกับการสอนหนังสือ นั่นจึงทำให้เขาเลือกเป็นครูตระเวนสอนตามโรงเรียนต่างๆ โดยเฉพาะในชนบทที่ห่างไกลโอกาส

ผมได้ข่าวว่าเขาจัดทอล์กโชว์ครั้งแรกในชีวิตที่ชื่อ ‘ครูทอม ออน สะเตด ตอน…ทอม-ขึ้น-คูล’ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 ผมจึงนัดเขาในบ่ายวันฝนพรำเพื่อคุยเรื่องไทยๆ หลายๆ เรื่องก่อนขึ้นเวที

ทั้งเรื่องภาษาไทย วรรณคดีไทย เด็กไทย การศึกษาไทย และดราม่าเรื่องการเขียนคำไทยให้ถูก

        คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

ทำไมคุณมักพาตัวเองไปอยู่ดราม่าเรื่องคำผิดในโลกโซเชียล

เรื่องหนึ่งที่เรารู้สึกว่าคนมักจะเข้าใจผิดและคิดไปเองคือ คนชอบคิดว่าเรามักจะเข้าไปแก้คำผิดให้คนนั้นคนนี้ ซึ่งเราไม่ได้ทำเลย

คือเรารู้สึกว่าถ้าเป็นคนทั่วไปเขาจะใช้คำผิดมันก็เป็นเรื่องของเขา คือเป็นใครก็ไม่รู้ ไม่รู้จักกัน เราจะไปแก้ให้เขาทำไม คนที่เราไปทักแก้คำผิดก็จะมีแต่เพื่อนสนิทที่เรารู้ว่าเขาเข้าใจ และเขายินดีให้เราเข้าไปแก้ให้ แล้วก็เวลาที่มีสื่อมวลชน สำนักข่าวต่างๆ เขียนผิด เราก็จะเข้าไปบอกว่าคำที่ผิดคืออะไร เพราะเรามองว่าสื่อมวลชนไม่ควรจะใช้ผิด เพราะจะมีคนอีกมากมายที่เห็นสื่อมวลชนใช้ผิดแล้วก็ใช้ตาม แต่คนทั่วไปใดๆ เราไม่เคยไปแก้คำผิดให้เขาเลยนะ แต่คนก็จะมองว่าเราชอบไปทำ ซึ่งกูไม่เคย (หัวเราะ)

ในมุมของคุณมีอะไรที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับภาษาไทยบ้างไหม

อย่างหนึ่งที่เจอเยอะมากคือ หลายๆ คนจะเข้าใจว่าภาษาไทยมันต้องเป็นแบบนี้ ต้องตายตัวเป๊ะๆ อย่างเช่นคนจะบอกว่าคำว่า ‘ครับ’ ต้องเป็นครับ ต้องเป็น บ ใบไม้ เท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ มันสามารถที่จะพลิกแพลงไปเป็นอย่างอื่นได้ อย่างคำว่า ‘นะครัช’ เรามองว่ามันเป็นการเปลี่ยนแปลงทางภาษารูปแบบหนึ่ง ทุกภาษาบนโลกมันต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางภาษามีหลายแบบ เช่น เปลี่ยนการสะกดบ้าง เปลี่ยนความหมายบ้าง มีความหมายเพิ่มมา มีคำบางคำเกิดใหม่ หรือมีคำบางคำหายไป ซึ่งคำที่เกิดใหม่ในแต่ละยุคสมัยมันเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเรายังใช้ภาษานั้นอยู่ ภาษายังมีชีวิตอยู่ และมันยังเปลี่ยนแปลงได้เรื่อยๆ เรามองว่ามันคือความคิดสร้างสรรค์มากๆ ของคนในแต่ละยุค

คือพิมพ์ ครัช คุณรับได้ แต่พิมพ์ คะ-ค่ะ ผิดรับไม่ได้

มันคนละอย่างกันนะ บางคนจะเข้าใจว่าเหมือนกัน แต่มันไม่เหมือนกันเลย กรณีของคะ-ค่ะผิดมันผิดมาจากการผันวรรณยุกต์ พอผันวรรณยุกต์ผิดปุ๊บมันทำให้ออกเสียงคนละอย่าง และบางครั้งก็ทำให้ความหมายเปลี่ยนไป แต่ในกรณีของคำว่า ‘ครัช’ เราก็เข้าใจว่าความหมายของมันก็คือ ‘ครับ’ แต่สิ่งที่ต่างกันคือระดับความเป็นทางการ อย่างเราบอกว่าสวัสดีครับ อันนี้คือเป็นทางการ แต่พอบอกว่าสวัสดีครัช มันคือสวัสดีครับแบบไม่เป็นทางการ ซึ่งหน้าที่มันต่างกัน เพราะว่าเราไม่อยากเป็นทางการแบบสวัสดีครับ เราเลยพูดว่าสวัสดีครัช เพียงแต่ว่าถ้าจะใช้คำแบบนี้คุณก็ต้องดูกาลเทศะว่าควรใช้ตอนไหน ตอนไหนไม่ควรใช้ มุมมองเราเป็นแบบนี้

คนถามเราว่าทำไมซีเรียสกับคะค่ะ แต่ไม่ซีเรียสกับนะครับนะครัช คำตอบคือก็มันต่างกัน มันคนละก้อน เอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้ อย่างคนที่ใช้คะ-ค่ะผิด นั่นแปลว่าเขาผิดเพราะเขาไม่รู้ แต่คนที่ใช้นะครัช ถามว่าเขาไม่รู้เหรอว่านะครับสะกดยังไง เขารู้ แต่เขาเลือกใช้นะครับที่เป็น ช ช้าง สะกดด้วยเหตุผลทางภาษา เพื่อลดระดับความเป็นทางการ

คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

เห็นว่าเวลาว่างๆ คุณชอบอ่านพจนานุกรม

คนอื่นไม่อ่านกันเหรอ (หัวเราะ) สนุกนะ ผมชอบ

พจนานุกรมมีอะไรน่าสนใจ

เวลาเจอศัพท์แปลกๆ เราจะรู้สึกว่า ว้าว แปลกจังเลย ในนั้นมีคำแปลกๆ เยอะมาก เราได้เห็นได้รู้อะไรใหม่ๆ ซึ่งพอคนถามว่ารู้ไปทำไม อ้าว ก็รู้น่ะ แค่นั้น รู้สึกสนุกเอง เป็นความสนุกส่วนตัวเวลาเราเจออะไรแปลกๆ หรือการนิยามความหมายแปลกๆ ในพจนานุกรม

อย่างเมื่อวานมีเพื่อนถามเรื่องคำว่า ‘กระโปก’ เราก็ไปเปิดพจนานุกรม คำว่า ‘กระโปก’ ความหมายที่หนึ่งคือส่วนของอวัยวะเพศชาย อีกความหมายหนึ่ง มันแปลว่าส่วนประกอบของล้อเกวียนตรงเพลา เราก็รู้สึกว่า ว้าว แปลกจังเลย คำนี้มันมีความหมายมากกว่าที่เราเคยรู้นะ ถึงแม้ว่าบางคำ บางความหมาย เราก็ยังนึกไม่ออกว่ากูรู้แล้วกูจะได้เอาไปใช้ตอนไหนวะ แต่แค่เรารู้ว่ามีคำนี้มันก็รู้สึกสนุกแล้ว

ล่าสุดคุณจัดงานทอล์กโชว์ ‘ทอมขึ้นคูล’ เห็นว่าก็จะพูดถึงสิ่งเหล่านี้ ทั้งเรื่องภาษาไทย วรรณคดีไทย

ใช่ ผมก็จะพูดถึงเกร็ดเกี่ยวกับภาษาไทย วรรณคดีไทย แต่ก็ต้องอธิบายก่อนว่าโชว์นี้มันไม่ใช่การสอนนะ บางคนจะคิดว่าพอเป็นครูแล้วต้องมาสอน ซึ่งไม่ แต่เราจะมาเล่าเรื่องตลกผ่านเกร็ดเกี่ยวกับภาษาไทย วรรณคดีไทย การศึกษาไทย แล้วก็ประสบการณ์การเดินทางหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกที่ไปมา

ในขณะที่คนส่วนใหญ่มองว่าภาษาไทยกับวรรณคดีไทยเป็นสิ่งที่อยู่บนหิ้ง แตะต้องได้ยาก แต่คุณกลับจะเอามาเล่าเป็นเรื่องตลก

อันนี้คือปัญหาหนึ่งเลยที่ทำให้คนไม่สนใจภาษาและวรรณคดีไทย ผมเคยเจอหลายคนบอกว่าเราต้องสืบสานวรรณคดีไทยเพราะว่าวรรณคดีไทยเป็นมรดกของชาติ แต่เรารู้สึกว่าเป็นมรดกของชาติแล้วยังไง เรารู้สึกว่าทำไมไม่บอกไปเลยว่าอ่านวรรณคดีไทยกันเถอะ มันสนุกนะเว้ย อ่านวรรณคดีไทยเถอะ มันมีเกร็ดความรู้อันนี้นะ

ถ้าบอกว่าประโยชน์ของมันที่เห็นชัดคืออะไรบ้างมันจะทำให้คนรู้สึกว่าน่าอ่านกว่า การบอกว่าวรรณคดีไทยสนุก ตลก ได้ความรู้ มีเกร็ดอย่างนี้ เราว่ามันน่าอ่านกว่าการบอกว่าอ่านวรรณคดีไทยกันเถอะ เพราะวรรณคดีไทยคือมรดกของชาติ

ส่วนตัวเรารู้สึกว่าการที่เราเอาวรรณคดีไทย เอาภาษาไทย ไปไว้บนหิ้งมันไม่ใช่สิ่งที่ถูก มันเหมือนกับการแช่แข็ง อย่าทำแบบนั้นเลย ก็ในเมื่อวรรณคดีไทยหลายๆ เรื่องเขาแต่งขึ้นมาเพื่อสร้างความบันเทิง เพื่อให้คนได้เสพความบันเทิงจากวรรณคดี ก็เอามันมาเล่นสิ

คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

มุมมองแบบนี้เคยสร้างความเดือดร้อนให้คุณบ้างไหม

ไม่ถือว่าเดือดร้อน แต่ก็มีคนที่บ่นว่าทำไมเราถึงเอาวรรณคดีมาเล่าในเชิงสนุกสนานแบบนี้ อ้าว ทำไมล่ะ ก็วรรณคดีมันสนุกน่ะ ซึ่งผมก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร

ฟังคุณพูดในงานทอล์กโชว์จบจะอยากกลับบ้านไปอ่านวรรณคดีไทยหรือเปิดพจนานุกรมอ่านตามคุณเลยไหม

จุดประสงค์หลักไม่ได้จะพูดเพื่อให้ทุกคนจะต้องกลับไปเปิดพจนานุกรมหรือกลับไปอ่านวรรณคดีไทย ไม่ใช่เลย จุดประสงค์คือมาดูแล้วต้องสนุก ซึ่งเรามั่นใจมาก บางคนอาจจะรู้สึกว่า โอ้โห ดูอวดมาก ซึ่งใช่ เรามั่นใจอย่างนั้น คือถ้าเรากำลังทำโชว์อยู่แล้วเราไม่รู้สึกแบบนี้ ถ้าเรารู้สึกว่าโชว์เราธรรมดามาก ไม่ค่อยสนุกหรอก มันก็แย่แล้ว เหมือนเวลาเราจะขายของน่ะ เราต้องมั่นใจว่าของเราดี มีคุณภาพจริงๆ อยากจะให้คนมาดู อยากให้คนมาเห็น ถ้าเรายังไม่แน่ใจว่าของเราดีหรือเปล่า เราไม่ควรจะเอาไปขายใคร ซึ่งตอนนี้เรารู้สึกแบบนั้นแล้วว่าของเราดีมากจริงๆ ดีชนิดที่คุณจะไม่เสียดายตังค์ที่ซื้อบัตรเข้ามาดู

แล้วคุณรู้สึกยังไงที่เราต้องพยายามทำเรื่องที่มีคุณค่าให้เป็นเรื่องตลกเพื่อให้คนสนใจ

สิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์แบบนี้อาจจะเป็นเพราะว่าบริบทสังคมที่ทำให้คนไม่อยากรับอะไรที่เครียดๆ หรืออะไรที่จริงจังอีกแล้ว คนไทยหลายคนรู้สึกเครียดมากพอแล้วกับสิ่งที่เป็นอยู่ในประเทศนี้ เวลาที่ต้องมาอ่านอะไรที่มันดูจริงจัง ที่มันเครียด เขาก็อาจจะคิดว่ามันยิ่งทำให้เขาเครียดขึ้นไปอีก เขาคงคิดว่าการเล่าเรื่องที่เนื้อหาจริงจังแต่ใช้กลวิธีที่เบาสมองจะทำให้เขามีความสุขกับการเสพเนื้อหาเหล่านั้นมากขึ้น

คุณคิดว่ามุมมองแบบนี้เป็นปัญหาไหม ที่อะไรก็ต้องทำให้ตลกคนถึงสนใจ

ใช่ เป็นปัญหามากๆ เลย เราเองเจอเด็กเยอะ เด็กมักจะมาบอกว่าครูที่โรงเรียนสอนไม่ดี เพราะว่าครูไม่ตลก ซึ่งเราว่ามันไม่ใช่ สอนดีกับสอนตลกไม่เหมือนกัน ครูบางคนสอนดี สอนเข้าใจ ทำการบ้านต่างๆ มาสอนแต่เด็กไม่ชอบ เด็กบอกว่าครูไม่ตลกถือว่าสอนไม่ดี แบบนี้มันก็ไม่ใช่ ต้องบอกเด็กให้ปรับมุมคิดตรงนี้ใหม่ คือพอมีสื่อมากมาย มีครูที่สอนด้วยวิธีตลกๆ มากขึ้น เด็กก็เลยติดภาพว่าสอนตลกแปลว่าสอนสนุก แปลว่าสอนดี ถ้าครูในโรงเรียนจะสอนดีต้องตลกด้วย ซึ่งไม่ใช่

คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

เห็นคุณเคยบอกว่าชอบสอนหนังสือมาก มีความสุขกับการสอน แล้วทำไมไม่เลือกเส้นทางเป็นครูประจำ

เราไม่เคยคิดอยากจะเป็นครูประจำในโรงเรียนเลย เพราะว่าเราไม่ได้อยากเป็นครูอย่างเดียว เราอยากทำอย่างอื่นด้วย เรารู้สึกว่าถ้าเราเป็นครูประจำในโรงเรียนมันปิดโอกาสในการทำอย่างอื่น เราคงไม่ได้มาเล่นละคร คงไม่ได้ทำงานพิธีกร เพราะว่าต้องทุ่มเทกับการสอนมากๆ แล้วยิ่งเดี๋ยวนี้หรือตั้งแต่เมื่อก่อนครูไม่ได้สอนอย่างเดียว แต่ต้องมีภาระงานอย่างอื่นให้รับผิดชอบด้วย ก็เลยรู้สึกว่าถ้าไปเป็นครูประจำในโรงเรียนมันจะไม่ตอบโจทย์การทำงานของเรา เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้มันเหมาะกับความต้องการ เพราะว่าได้สอนด้วย ได้ทำงานสายวงการบันเทิงด้วย

ทุกวันนี้คุณสอนบ่อยแค่ไหน

แล้วแต่โรงเรียนติดต่อมาเลย ถ้าโรงเรียนติดต่อมาแล้วคิวเราว่างเราก็จะไปให้ ส่วนใหญ่เนื้อหาที่สอนก็จะเป็นติวสอบ O-NET ติวสอบ GAT PAT เวลาที่เราจะอยู่กับเด็กบางโรงเรียนก็ 3 ชั่วโมง บางโรงเรียนก็ 6 ชั่วโมง บางโรงเรียนก็อาจจะ 2 วัน 12 ชั่วโมง แต่ก็จะมีบางโรงเรียนติดต่อมาอยากให้เราไปเป็นวิทยากรเกี่ยวกับการส่งเสริมการอ่าน แนะนำว่าควรจะอ่านหนังสืออย่างไร อ่านหนังสืออะไร หรือว่าไปเป็นวิทยากรเล่าเรื่องเกี่ยวกับวรรณคดีไทยให้เด็กชอบ ให้เด็กสนุกกับวรรณคดีไทย แบบนี้ก็มี

ในฐานะที่คุณเองเป็นติวเตอร์สอนเด็กสอบเข้ามหาวิทยาลัย คิดอย่างไรกับประโยคที่ว่าเด็กไทยเรียนไปเพื่อสอบ

ก็จริง ก็จริง (เน้นเสียง) คือตราบใดที่ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งโรงเรียน ยังคิดว่าสิ่งหนึ่งที่จะเห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรมว่าเด็กประสบความเร็จจากการเรียนชั้นมัธยมคือการสอบติดมหาวิทยาลัย มันก็ยังจะเป็นวงจรแบบนี้ต่อไปแหละ

เรื่องการสอบเราเองก็ไม่มีอำนาจจะไปเปลี่ยนแปลงอะไร เราก็ทำได้แค่นี้แหละ คือต้องให้เด็กเห็นคุณค่าของสิ่งที่กำลังเรียนอยู่ด้วย อย่างเราเองเวลาไปสอน ถึงแม้ว่าจะเป็นการสอนเพื่อติวสำหรับไปสอบ แต่เราจะพยายามแทรกสิ่งต่างๆ เรื่อยๆ ให้เด็กเห็นว่านอกจากเพื่อไปสอบ สิ่งที่เขาเรียนมันเอาไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างไรบ้าง ต้องพยายามทำให้เด็กคิดว่าอย่าเรียนแค่เพื่อสอบเท่านั้นนะ เรียนไปแล้วต้องเอาไปใช้ ต้องให้เขารู้ว่าที่เรียนมันเอาไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง คือการเรียนทุกอย่างบนโลกนี้ ถ้าเราไม่รู้สึกว่าเกิดประโยชน์ แล้วเราจะเรียนทำไม

แล้วคุณรู้สึกย้อนแย้งไหม ที่ตัวเองเชื่อในการเรียนเพื่อนำไปใช้ แต่สุดท้ายการสอนของคุณก็ถูกวัดผลจากการสอบอยู่ดี

ใช่ แต่มันก็ไม่ได้รู้สึกย้อนแย้งขนาดนั้น เพราะว่าเราก็เข้าใจระบบการศึกษาไทยส่วนหนึ่งว่าเวลาจะคัดเลือกเด็กเข้าไปเรียนในแต่ละมหาวิทยาลัยก็ต้องสอบ ถ้าไม่ใช้การสอบแล้วจะใช้วิธีไหนคัดเลือกถึงจะเหมาะสมกับสภาพสังคม ผู้ใหญ่ก็ยังลองผิดลองถูกอยู่เรื่อยๆ แต่เหมือนส่วนใหญ่จะลองยังไม่ค่อยถูกเสียมากกว่า

อันที่จริงปัญหามันก็สืบเนื่องมาจากการที่แต่ละมหาวิทยาลัยไม่เหมือนกัน หลักสูตรไม่เหมือนกัน สภาพแวดล้อมต่างๆ ก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้น มันไม่ใช่ว่าเรียนที่ไหนก็เหมือนกัน เด็กและผู้ปกครองก็อยากจะเรียนในที่ที่เหมาะกับตัวเขา ที่ที่เขาอยากจะเรียน แล้วถ้าอยากจะเรียนในที่ที่อยากเรียนก็ต้องสอบ

ในฐานะที่เป็นคนหนึ่งที่อยู่กับการศึกษาบ้านเรา คุณพอจะมองเห็นปัญหาอะไรบ้างไหม

สิ่งที่ชัดมากอย่างหนึ่งคือ การศึกษาของประเทศนี้มันไม่เท่าเทียมกัน ตั้งแต่ประถม มัธยม คุณภาพของแต่ละโรงเรียนไม่เท่าเทียมกันเลย ทั้งคุณภาพด้านต่างๆ ทั้งสาธารณูปโภคหรือคุณภาพครู คือมันไม่เท่ากันเลย แล้วพอมันไม่เท่ากันแบบนี้ ผู้ปกครองก็อยากให้ลูกเข้าไปเรียนในโรงเรียนที่ผู้ปกครองมั่นใจในคุณภาพ

อย่างตอนนี้ สิ่งที่เราไม่ชอบมากๆ คือหลายๆ โรงเรียนให้เด็กสอบเข้า ป.1 ซึ่งเด็กอนุบาลแทนที่เขาจะมีชีวิตวัยเด็กไปเล่นกับเพื่อนเพื่อไปพัฒนาทักษะด้านอื่นของชีวิต แต่ต้องมาติวเพื่อเข้า ป.1 ซึ่งผมจะรู้สึกว่าทำไมต้องทำแบบนี้ แต่มันก็เข้าใจได้ เพราะมันก็สอดคล้องกับที่บอกว่าแต่ละโรงเรียนคุณภาพไม่เท่ากัน ซึ่งการแก้ปัญหาจริงๆ ก็คือ คุณต้องทำให้คุณภาพแต่ละโรงเรียนเท่ากัน ซึ่งทำไม่ได้อยู่แล้ว

คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

คุณเชื่อว่าปัญหาความไม่เท่าเทียมทางการศึกษาแก้ไม่ได้

เรารู้สึกว่ามันเป็นไปได้ยากมาก มากจนใกล้เคียงกับคำว่าเป็นไปไม่ได้เลย

อันนี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่คุณพยายามตระเวนสอนตามชนบทด้วยหรือเปล่า

ใช่ เราชอบไปสอนในชนบท เรามีความสุขมากเวลาไปสอนในต่างจังหวัดไกลๆ

เวลาเราไปสอนมันจะมีทั้งโรงเรียนที่มีตังค์และบางโรงเรียนที่ยากจนข้นแค้นแสนสาหัส ซึ่งสำหรับโรงเรียนที่ไม่มีเงินที่ติดต่อมา ถ้าคิวเราได้ เราก็จะไปให้แบบที่ไม่คิดค่าตัว หรือบางครั้งเราก็จัดกิจกรรมติวการกุศลของเราเอง ครั้งแรกที่ทำคือเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน ซึ่งโรงเรียนที่เราเลือก เราเลือกโรงเรียนในชนบทจริงๆ เป็นที่ที่แทบจะไม่มีโอกาส ไม่มีงบประมาณจะมาเชิญวิทยากรข้างนอกเข้าไป ซึ่งค่าตัวจากที่ทำงานในวงการบันเทิง จากที่ขายบัตรทอล์กโชว์ ส่วนหนึ่งก็จะเอาไปแปลงเป็นงบประมาณสำหรับทำกิจกรรมการกุศลเหล่านี้ ถ้าผมไม่มีงานในวงการบันเทิงเลย หรือขายบัตรทอล์กโชว์ไม่ได้ ก็คงยากที่จะไปสอนฟรีได้บ่อย ๆ (หัวเราะ)

ที่บอกว่าชอบไปสอนในชนบท ชอบอะไร

ต้องบอกก่อนว่าเวลาทำ เราไม่ได้รู้สึกว่าเราอยากได้บุญนะ ไม่ได้รู้สึกว่าทำแล้วได้บุญ ดีจังเลย แต่เราทำแล้วสนุกดี มีความสุขที่ได้เห็นเด็กได้พัฒนาตัวเอง ซึ่งเวลาเราเข้าไปสอนจะสอนแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ไม่กี่ชั่วโมง แน่นอนว่าเราไม่สามารถจะให้ความรู้แบบเน้นๆ เนื้อ ๆ แบบ 100 เปอร์เซ็นต์หรอก แต่เราเชื่อว่าอย่างน้อยเด็กก็พร้อมจะไปต่อยอดด้วยตนเองได้ เขาจะสนุกกับการค้นคว้ามากขึ้น

แล้วการที่เราได้ไปเจอไปพูดคุยกับเด็กในพื้นที่จริงๆ ทำให้เรามีโอกาสได้เห็นปัญหาอีกหลายๆ อย่าง เคยมีครั้งหนึ่ง จำไม่ได้ว่าสอนเรื่องอะไร แต่เราถามเด็กว่าลากับม้าผสมพันธุ์กันออกมาเป็นอะไร ซึ่งเด็กตอบว่า ลามะ แล้วมันไม่ใช่มุก คือเด็กไม่รู้จริงๆ แล้วทั้งห้องไม่มีใครตอบได้เลยว่ามันคือ ‘ล่อ’ ซึ่งถ้าเราไม่ออกไปเจอจริงๆ เราก็จะไม่รู้เลยว่าเด็กไม่รู้จริงๆ

การได้ไปเจอเด็กเยอะๆ มันทำให้เรามีคลังคำถามมากขึ้นว่าอะไรที่คนยังไม่เข้าใจอยู่ แล้วพอเป็นแบบนี้มันก็ทำให้เราได้พัฒนาเนื้อหาเกี่ยวกับการเรียนการสอนมากขึ้น

นอกจากไปสอน มีอะไรที่คุณพยายามบอกเด็กๆ เหล่านั้นที่ได้เจอบ้าง

อีกอย่างหนึ่งที่พยายามจะบอก เหมือนเป็นแนะแนวการศึกษา คือเราจะบอกให้เด็กหาความฝันของตัวเอง ทำตามความฝันของตัวเอง ไม่ว่าจะเจออะไรก็แล้วแต่

เราเจอเด็กหลายๆ คนตามชนบท บางคนเขารู้ว่าเขาอยากทำอะไร อยากเป็นอะไร แต่เขาไม่กล้าทำ เพราะเขาคิดว่าเขาคือเด็กต่างจังหวัด ยากจนข้นแค้นแสนสาหัส เราก็เล่าให้เขาฟังว่า เฮ้ย เราก็เป็นเด็กต่างจังหวัดเหมือนกันนะ เราก็จะพยายามแทรกตรงนี้ให้เด็กได้หาตัวเองให้เจอ แต่ก็บอกไปด้วยว่าเงื่อนไขชีวิตของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน มันไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ เราก็ต้องดูว่าแต่ละชีวิตมีเงื่อนไขยังไงบ้าง แล้วถ้าเราอยากจะทำตามความฝันของตัวเอง มันทำได้มากน้อยแค่ไหน

เคยคิดไหมว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องโครงสร้าง สิ่งที่เราทำมันเล็กน้อยและไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอจริงๆ

เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้มันเป็นสิ่งที่ใหญ่โตอะไรอยู่แล้ว แต่ถ้าจะให้เราไปแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง แก้ที่ระบบ แก้ที่กระทรวง เราไม่มีอำนาจมากพอจะไปทำอะไรตรงนั้นอยู่แล้ว เราก็ทำเท่าที่เราจะทำได้ นั่นคือการที่เราไปเป็นวิทยากร ไปสอนตามที่ต่างๆ ซึ่งมันก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรแหละ แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เด็กบางกลุ่มรู้สึกดี มีความสุขกับการเรียนภาษาไทยมากขึ้น ได้เข้าใจ แล้วก็มีพลังใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น เรารู้ว่าการที่เราทำตรงนี้มันเป็นสิ่งเล็กๆ แต่เราโอเค มันก็ไม่ได้แย่นี่ การทำสิ่งที่เล็กๆ

คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เวลา 38 ปี อาจนานพอให้เด็กน้อยเติบโตมาเป็นพ่อแม่ของใครสักคน

เวลา 10 ปี อาจนานพอให้พิสูจน์ว่าคุณจริงจังกับความฝันในวัยเยาว์มากแค่ไหน

เวลา 5 ปี อาจดูเหมือนไม่มากไม่มาย แต่ก็นานพอให้ความสัมพันธ์ของเพื่อนที่จบกันไปได้รับการให้อภัยอีกครั้ง

หลังพูดคุยกับคนต้นเรื่องในวันนี้ เราพบว่าพวกเขาเป็นอีกวงที่ใช้ช่วงเวลาเหล่านั้นได้คุ้มค่าที่สุด 

เชื่อว่าคนที่เติบโตมากับเสียงร้องใส ๆ กับกีตาร์โปร่งอย่างเรา คงมีคำถามติดค้างอยู่ในใจว่า ทำไมช่อง The 38 years ago ถึงได้หยุดเคลื่อนไหวไปตั้งแต่ 5 ปีก่อน

หากยังไม่ทราบ พวกเขาเพิ่งกลับมารวมตัวกันใหม่ภายใต้การดูแลของ LOVEiS ไม่ใช่แค่เพราะวาระครบรอบ 10 ปี แต่เพราะเสียงดนตรีมีความหมายมากกว่านั้น

จากเด็กหญิงในชุดนักเรียนกับมือกีตาร์ต่างวัย กลายเป็นผู้ใหญ่ที่ยิ้มให้กับเรื่องที่เคยเศร้า เล่าเรื่องที่เคยเคล้าน้ำตาด้วยเสียงหัวเราะ และพูดถึงพายุที่เคยโหมกระหน่ำใจราวกับไม่ใช่เรื่องใหญ่ในชีวิต

นับถอยหลังพร้อมกัน แล้วเตรียมตัวพบกับพวกเขา ใน 5 4 3 2 1 

ความสุข-เศร้าระหว่างทางของ The 38 years ago คู่หูในตำนานกับการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปี

พบกันใหม่

คำถามแรกที่ไม่ถามไม่ได้ คุณหายไปไหนมา

อมยิ้ม : เหมือนเราแยกกันไปเติบโตครับ เราพักกันเรื่องเพลง ช่วงนั้นพีชก็เพิ่งเรียนจบ ผมก็เพิ่งเรียนจบปริญญาโทเหมือนกัน ก็แยกย้ายกันไปทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำแล้วค่อยกลับมารวมกันใหม่

พีช : จริง ๆ ตอนนั้นมันเหมือนเป็นการตัดสินใจครั้งสุดท้ายว่า เราจะไปต่อหรือไม่ไป เรารักวงกันมาก แต่มันอาจจะมีปัญหาซ่อนอยู่ที่เราไม่เคยคุยกัน ไม่เคยเคลียร์กัน ตอนที่จบกันไปมันเลยมีความขุ่นเคืองนิดหนึ่ง

อมยิ้ม : ใช้คำว่าพักแล้วกัน ยังไม่จบ (หัวเราะ) เรียกว่าทะเลาะกันเบา ๆ ไม่ได้ทะเลาะกันหนักขนาดนั้น ไม่ได้ถึงขั้นเกลียดขี้หน้ากัน แต่มีความไม่ลงตัวกันในบางเรื่อง

คุณหายไปกี่ปีนะ

อมยิ้ม : เกือบ 5 ปี

ช่วงเวลา 5 ปีนั้นแต่ละคนหายไปทำอะไร

พีช : ช่วงนั้นพีชเรียนจบก็ตั้งใจว่าอยากเป็นพนักงานประจำ ตอนนั้นเราให้เปอร์เซ็นต์การร้องเพลงค่อนข้างเป็นรอง เพราะรู้สึกว่าจริง ๆ มันเป็นสิ่งที่เรารักมาก แต่ยังไม่กล้าเอาตัวเองลงไปเล่นเต็มตัว พีชเรียนสื่อสารสุขภาพ เราอยากทำครีเอทีฟด้านสื่อสุขภาพให้เข้าถึงง่าย ช่วงนั้นได้จับงานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมด้วย ก็เลยมีสิ่งนี้ติดแบชเราอีกหนึ่งอันว่าอยากเป็นนักรณรงค์ให้คนมีชีวิตดีขึ้น

เราพักไปหนึ่งปี แล้วก็กลับมาคิดว่าต้องเดินต่อ เราเลยทำช่องตัวเอง เรียนแต่งเพลง ทำเพลงคัฟเวอร์ ไปลองสนามที่เราทำทุกอย่างเองในช่อง Peachpanicha 

อมยิ้ม : ไบรท์ไซด์สุด ๆ ของผมดูดาร์กไซด์ไปเลย (หัวเราะ) พอเราไม่ได้ทำเกี่ยวกับดนตรี มันมีอีกสิ่งหนึ่งที่เราชอบคือการเป็นช่างภาพ ควบคู่กับช่างภาพเราก็ทำบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ได้เล่นดนตรีเลย 

ทำไมถึงไม่เล่นดนตรีเลย

อมยิ้ม : ถ้าเฉพาะเจาะจงลงไป ผมเป็นโรคซึมเศร้าครับ พอไม่ได้ทำวงผมก็ดาร์กไปประมาณครึ่งปี ไม่ทำอะไรเลย จนเจออีกฝั่งหนึ่งคือการเป็นช่างภาพ รู้สึกว่ามันฮีลเราได้ แล้วก็ค่อย ๆ ลืมมันไป

ความสุข-เศร้าระหว่างทางของ The 38 years ago คู่หูในตำนานกับการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปี
ความสุข-เศร้าระหว่างทางของ The 38 years ago คู่หูในตำนานกับการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปี

อะไรทำให้พวกคุณตัดสินใจกลับมารวมวงกันใหม่

พีช : จริง ๆ มันเป็นช่วงกลางปีที่แล้ว ใครจะเล่าก่อนดี (หัวเราะ) 

อมยิ้ม : ผมก่อนแล้วกัน ผมไปเที่ยวจังหวัดน่าน แล้วเจ้าของร้านกาแฟร้านหนึ่งเขาจำผมได้ ให้ผมเล่นดนตรีให้ฟังหน่อย ผมเลยหยิบกีตาร์ของเขามาเล่นเพลง จริง ๆ นะ ซิงเกิลของเรา พอดูคลิปที่เจ้าของร้านถ่ายให้แล้วมันฟีลดี ฝนตก เล่นกีตาร์อยู่ในบ้าน ก็เลยลง Reel ในไอจี

พีช : แคปชันว่า ใครโตมากับวงเราบ้าง 10 ปีแล้ว ไม่เด็กแล้วนะ 

อมยิ้ม : แล้วพีชก็ทักมาว่า ทันค่า 

พีช : ไปแซว ๆ เพราะเราไม่ได้คุยกันเลยตลอด 4 – 5 ปี มีเจอกันบ้างแต่ก็คุยกันน้อยมาก เพราะยังรู้สึกว่ามีอะไรอยู่ในใจ งอนกันอยู่ (หัวเราะ) พอกลับไปดูรูปเก่า ๆ แล้วคิดถึงจัง มันเป็นความทรงจำที่ดีมากเลยเนอะ เลยทักไปแซวเขา เป็นสเตจที่ให้อภัยเขาแล้วนะ โดยที่ยังไม่ได้คุยกันเลย 

อมยิ้ม : ผมเลยถามว่างั้นก็กลับมารวมวงกันไหมล่ะ พีชตอบว่าลองดูก็ได้ ถัดมาอีกอาทิตย์หนึ่งก็เลยมาเจอกัน

พีช : แล้วเกร็งมากวันแรกที่เจอกัน แล้วต้องกลับมาอัดคลิป 

อมยิ้ม : ต้องบอกก่อนว่า เราไม่ได้ไม่พอใจกัน เราทะเลาะกันเรื่องอื่นโดยผ่านคนกลางอีกทีหนึ่ง เหมือนเข้าใจผิดกันไปเอง พอมานั่งเคลียร์กันก็ อ้าว เราเข้าใจผิดกันในบางเรื่อง จริง ๆ แล้วเราสองคนแทบจะไม่มีปัญหากันเลยนี่หว่า (หัวเราะ) 

พีช : จริง ถ้าเรื่องส่วนตัวเราไม่ได้มีปัญหากันเลย แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นมันมีคนหลายคนที่ทำให้เราเข้าใจผิดกัน

อมยิ้ม : ก็รู้สึกว่างั้นเรากลับมาทำกันต่อไหม ตอนนั้นพีชก็กลัวว่าจะกลับไปมีปัญหาเดิมไหม ผมบอกเขาว่าไม่ต้องรีบ อยากทำก็ทำ ไม่ต้องฝืน เอาที่ทำแล้วมีความสุข 

ตอนแรกที่กลับมาทำ ไม่ได้โฟกัสว่าเราจะกลับมาเป็นศิลปินอีกครั้งได้ เราเอาแค่กลับมาสนุกก็พอ พีชก็ไปเคลียร์ของตัวเอง จนเขาพร้อม จนมั่นใจว่าเขาอยากร้องเพลง 

เล่าให้ฟังหน่อยว่าพีชเคลียร์ตัวเองยังไง

พีช : มีช่วงหนึ่งที่พีชรู้สึกเศร้ามาก เราตั้งคำถามว่าเราเกิดมาทำไม เราใช้ชีวิตเพื่ออะไร ช่วงหนึ่งเราหลอกตัวเองว่าไม่ได้อยากเป็นนักร้อง ฉันอยากเป็นผู้บริหาร ทำงานประจำ อยากเติบโต เพราะมันก็เป็นสิ่งที่เรารักเหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้วหัวใจจริง ๆ ของเรา คือการร้องเพลงที่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย

เราบอกพี่อมยิ้มว่าเราพร้อมที่จะสละทุกอย่าง ไม่กลัวเรื่องความมั่นคงหรือการงานอะไรแล้ว ตอนที่กลับมาทำวง เรารู้สึกว่าครั้งนี้เราเต็มที่ที่สุด เรารู้สึกว่ามันเป็นโอกาสสุดท้ายที่เราจะให้ใจกับมัน 100 เปอร์เซ็นต์

อมยิ้ม : สละจริง ถึงขั้นบอกว่าจะลาออกจากงานประจำ ผมต้องบอกให้เขาใจเย็น ๆ มันรีบไปนิดหนึ่งนะ (หัวเราะ)

พีช : เรารู้สึกว่าเรากล้ามากขึ้น ที่แต่ก่อนเราไม่อยากร้องเพลงเป็นอาชีพ เพราะเคยคิดว่าถ้าเรายึดแค่สิ่งเดียวที่เรารักและจริงใจกับมันมาก ๆ เราจะกลายเป็นไม่มีความสุขรึเปล่า ถ้าเราต้องร้องเพลงเพื่อหาตังค์ ตั้งแต่อายุ 16 – 27 เราคิดมาตลอดว่าเราจะไปทางไหน โลเล แต่ก็ตกตะกอนได้ว่า ไม่อยากทำอะไรแล้ว อยากร้องเพลงทุกวัน 

ถ้าเลือกได้อยากย้อนเวลากลับไปตอนนั้นเพื่อแก้ไข หรือโอเคกับสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้

อมยิ้ม : ผมว่ามันก็โอเคนะ เวลาผ่านไป หลาย ๆ อย่างก็เคลียร์ของมันเอง

พีช : รู้สึกว่าสุดท้ายเราได้เห็นตัวตนจริง ๆ ด้วยว่าเราต้องการอะไร ในวันที่มีอยู่เราอาจจะมองไม่เห็นคุณค่าของมันขนาดนั้น แต่จนวันที่มันขาดหายไป กลายเป็นเราเห็นคุณค่าของมันมากขึ้นอีก แล้วเราก็ไม่ได้เสียดายกับสิ่งที่มันเกิดขึ้น

อมยิ้ม : ตอนนั้นเรายังเป็นเด็กกันพอสมควร พอเราผ่านช่วงเวลามา ก็ตัดสินใจแบบผู้ใหญ่มากขึ้น โตขึ้นแล้ว

พีช : เรากล้าคุย พูดตรง ๆ ได้ในฐานะเพื่อนร่วมงาน เรานับถือพี่อมยิ้มเหมือนเป็นญาติ เป็นพี่คนหนึ่ง เราผูกพันกันมาก การได้เคลียร์ใจมันเหมือนปลดล็อกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา เพราะวง การร้องเพลง เป็นสิ่งที่เราจริงใจกับมันมาก ๆ เขาอยู่ในชีวิตเราตั้งแต่อายุ 16

อมยิ้ม : 14 ด้วยซ้ำ

ความสุข-เศร้าระหว่างทางของ The 38 years ago คู่หูในตำนานกับการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปี
ความสุข-เศร้าระหว่างทางของ The 38 years ago คู่หูในตำนานกับการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปี

หลังได้กลับมาเคลียร์ใจกันแล้วพบว่ามันเป็นปัญหาเล็กน้อยมาก คุณรู้สึกยังไงกับเวลา 5 ปีที่ผ่านมา

อมยิ้ม : ทำไมเราไม่คุยกันตั้งแต่ปีแรก (หัวเราะ) 

พีช : ใช่ ทำไมมันไม่ถูกคุยหรืออธิบายก็ไม่รู้ คือพี่อมยิ้มก็ไม่กล้าคุย พีชก็ไม่ยุ่งแล้วเพราะรู้สึกผิด รู้สึกไม่ดี ก็เลยไม่เปิดใจให้กัน คิดว่าให้เวลาพาไป แต่ก็ให้นานเหมือนกันนะ (หัวเราะ) 

เรารู้สึกเสียใจที่ไม่ได้บอกแฟน ๆ ช่วงนั้นมันไม่มีการเคลื่อนไหว ไม่มีการบอกว่าเราจะหายไปนะ สงสารคนที่เขารอเรามาก ในวันนี้ก็เลยรู้สึกดีใจที่พวกเขายังอยู่

อมยิ้ม : มันมีคำถามว่า หรือที่วงแตกเนี่ยเพราะว่าเลิกกัน 

พีช : แต่เราไม่ได้เป็นแฟนกันค่า 

อมยิ้ม : ครั้งนี้มันเหมือนซีซั่น 2 ติดตามซีรีส์เรื่องนี้ต่อได้ครับ 

5 ปีเป็นเวลาที่นานพอสมควร ต้องยอมรับว่าคนรุ่นใหม่ไม่ทันพวกคุณแล้ว ถ้าจะแนะนำตัวเองให้คนรุ่นใหม่รู้จักพวกคุณมากขึ้น ในฐานะวงที่ไม่ใช่แค่เพิ่งสร้าง จะแนะนำว่ายังไง 

อมยิ้ม : สวัสดีครับน้อง ๆ (หัวเราะ) เราเป็นวงแรก ๆ ของประเทศที่ทำเพลงคัฟเวอร์ ในยุคแรก ๆ ของยูทูบ ปัจจุบันเราก็ยังทำคัฟเวอร์อยู่ 

แต่ต้องบอกว่าเราตามน้อง ๆ รุ่นใหม่ไม่ทัน ก็พยายามพัฒนาตัวเองให้น้อง ๆ รู้จักเรามากขึ้น ชอบในสิ่งที่เราทำ เราไม่ใช่วงที่เพอร์ฟอร์มเก่งมากมาย แต่ธีมของเราคือความเป็นธรรมชาติที่สุดเท่าที่จะทำได้ อยากให้ทุกคนสนุกกับดนตรีในรูปแบบของเรา 

พีช : ถ้าใครที่โตมาด้วยกัน เขาจะรู้สึกว่าได้รับพลังบวกกลับไปมากเลย แต่ก่อนมีช่วงหนึ่งที่เราชอบร้องเพลงเศร้ามาก ชอบร้องเพลงช้า แม้ลุคเราจะดูสดใสนะ แต่ตอนนี้เราไม่ค่อยอินแล้ว 

อมยิ้ม : ชีวิตมันดาร์กพอแล้ว (หัวเราะ) เรากลายเป็นวงตลก เล่นโชว์ก็ยังผิด เล่นมุกก็ยังแป้ก แฟนคลับทุกคนลุ้นมากว่าพีชจะเล่นมุกอะไร 

เราเคยบอกพีชว่าวงเราควรมีอะไรตลกบนเวทีหน่อย พีชก็ไปเตรียมมุกมาให้เดือนหนึ่งเลย ทุกคนเตรียมฮา พีชถามบนเวทีว่า ปลาอะไรชอบหาเรื่อง ผมตอบปลาเก๋า อ่าวถูกเฉย จบแล้วเหรอ 

เป็นเพราะไม่ได้เอนเตอร์เทนคนดูนานรึเปล่า

อมยิ้ม : ไม่ครับ มันคือธรรมชาติของเขาเลยครับ (หัวเราะ)

Demo Version

คุณหายจากการทำงานร่วมกันไปนานมาก ตอนกลับมาเจอกันครั้งแรกเป็นยังไง ยังจูนกันติดรึเปล่า

อมยิ้ม : วันแรกเกร็งมาก ต้องทำตัวยังไงวะ เราอัดคลิปกันหลายเทคมาก เพราะในคลิปมันเกร็งมาก แต่พอผ่านวันแรกไปก็ไม่เกร็งแล้ว ผมกับพีชเวลาอัดคลิปเสร็จเราจะนั่งเม้าท์กันนานมาก พอได้คุยก็รู้สึกว่าเราสนิทกันมาก เรายังเป็นเหมือนเดิมกันเลย รู้สึกสนิทกันมากขึ้น เมื่อก่อนพีชไม่ด่าผมเลยนะ เดี๋ยวนี้ด่าแบบ พี่อมยิ้มแม่งแย่ว่ะ

พีช : (หัวเราะ) เมื่อก่อนฉันไม่ด่าเหรอ ไม่เคยรู้เลย

อมยิ้ม : เป็นเด็กมัธยม เกรงใจ เรียบร้อย ไม่มีคำหยาบเลย 

พีช : เออ เราไม่กล้าบอก หลาย ๆ เรื่องไม่อยากพูด ขี้เกรงใจ ตอนนี้เปิดใจหมดเลย รู้สึกยังไงก็พูดกัน 

พอพูดถึงเรื่องอดีตแล้วขอย้อนกลับไปตอนแรกสุด วงของคุณมีจุดเริ่มต้นยังไง

อมยิ้ม : ผมต้องถามว่าจะให้พีชเล่าหรือผมเล่า 

มันไม่เหมือนกันเหรอ

อมยิ้ม : มันเหมือนกันครับ แต่ของพีชจะยาว มีเรื่องที่ไม่ต้องเล่าก็ได้ (หัวเราะ)

ความสุข-เศร้าระหว่างทางของ The 38 years ago คู่หูในตำนานกับการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปี
เรื่องเล่าระหว่างทางของ The 38 years ago หลังการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปีที่ความผูกพันและเสียงดนตรีเป็นกาวประสานใจ

งั้นเอาเวอร์ชันสั้น กระชับ ได้ใจความ 

อมยิ้ม : ผมรู้จักกับพีชเพราะผมเป็นครูสอนดนตรี แล้วพีชก็เป็นนักเรียนของรุ่นพี่ วันหนึ่งพีชขึ้นไปเล่นโชว์บนเวที ตั้งแต่เริ่มเล่นจนจบ พีชแม่งเล่นผิดหมดเลย เราคิดในใจว่า ไอ้เด็กคนนี้แม่งคืออะไรวะ 

ผ่านมา 2 – 3 ปี ก็เริ่มสนิทกันเรื่อย ๆ ช่วงปิดเทอมเราเห็นพีชร้องเพลงอยู่บนหน้าฟีดเฟซบุ๊ก เลยทักไปถามว่าเรารวมวงกันไหม อีกวันก็มาเจอกันที่โรงเรียน 

ผมเอกเปียโน คลิปแรกผมก็เล่นเปียโน พีชร้องเพลง แล้วเสียงมันแตกมากเลยไปยืมกีตาร์ครูคนอื่นมา ซึ่งผมเล่นกีตาร์ได้นิดหน่อย พอตีคอร์ดได้ อัดไว้ 2 คลิปคือ เพลง รักไม่ต้องการเวลา กับ เธอยัง แต่ รักไม่ต้องการ เวลาคลิปมันเสีย เพลงแรกเลยกลายเป็น เธอยัง ไม่ได้กะว่าจะดังอะไรเลย 

ถามพีชว่าตั้งชื่อวงกันไหม พีชก็นำเสนอว่า อมยิ้มพีชไหม ผมก็โอ้ย โคตรสิ้นคิด (หัวเราะ) ไม่มีความครีเอทีฟอะไรเลย ตอนนั้นผมชอบวงที่ชื่อว่า Story of the year เลยอยากเอากิมมิกของปีมาใช้ แล้วก็เอาอายุเรามารวมกัน แก 16 ฉัน 22 เป็น 38 

พีช : ตอนนั้นเราวิ่งไปเรียนภาษาจีน แล้วอยู่ ๆ ก็มีแรงบันดาลใจจากคำว่า อาโก ภาษาจีน (หัวเราะ) เลยคิดว่าถ้าวงนี้ถูกบันทึกไว้ว่าเกิดขึ้นมาเมื่อ 38 ปีที่แล้วมันจะมีความหมายมาก 

มันดู Clickbait มากเลยนะ การกดเข้ามาเจอเด็กใส่ชุดนักเรียนร้องเพลงแต่ชื่อวงว่า 38 ปีที่แล้ว

พีช : (หัวเราะ) ทุกคนสงสัยหมดเลย ไอ้การพูด 5 4 3 2 1 ก็ไม่ใช่กลยุทธ์นะ เพลง เธอยัง มันเป็นเพลงสำรอง เป็นเพลงที่ทดลองอัด เราไม่รู้ว่าจะพูดตอนไหน สวัสดีก็ยังไม่พร้อมกัน เลยลองเคานต์ดาวน์ 5 4 3 2 1 ตอนนี้บางคนก็พูดว่าจะมาสวัสดีอะไรคนรู้จักคุณมาสิบปีแล้ว 

บอกได้ไหมว่าตอนนั้นคุณใช้อะไรอัดคลิป

อมยิ้ม : Canon EOS 550D ไม่มีไมค์ ขาตั้งกล้องก็ไม่มี เราใช้เก้าอี้เปียโนตั้ง ๆ แล้วก็ซ้อนกัน

เป็นแบบนั้นจนถึงคลิปไหน

อมยิ้ม : ตั้งแต่พีชผมสั้นยันผมยาวยันผมสั้นอีกรอบ หลายสิบคลิป จนได้เข้ามาอยู่ใน Warner Music 

ตอนที่ทำแล้วกระแสตอบรับดีขึ้นเรื่อย ๆ คิดอยากเป็นศิลปินจริงจังรึยัง

พีช : ยังเลยนะ ตอนนั้นพี่อมยิ้มยังพูดเลยว่า วันหนึ่งเราอาจจะมีซิงเกิลเป็นของตัวเองก็ได้ พีชตอบว่าเพ้อเจ้อ

อมยิ้ม : เออ ก็เพ้อเจ้อจริง ๆ ใครจะมาชอบเรา แอบหวังเล็ก ๆ แล้วกัน แต่ตอนนั้นมันยังไม่มีใครที่ทำคัฟเวอร์แล้วเป็นศิลปินได้ 

แล้วคุณเข้าไปเป็นศิลปินในค่ายเพลงได้ยังไง

พีช : เราได้ทำงานโปรดิวเซอร์คนหนึ่ง เขาพาไปรู้จักกับ Warner Music 

อมยิ้ม : พอเราเข้าไปก็ โห ที่นี่ไม่มีวงที่เรารู้จักเลย นอกจากคาราบาวกับพี่ปู พงษ์สิทธิ์ ช่วงนั้นเป็นช่วงแรก ๆ มาก ๆ นั่งคุยกับพีชว่า หรือเขาจะให้เราทำเพื่อชีวิตวะ (หัวเราะ) แต่เขาให้อิสระการทำเพลงกับเรามาก ได้ พี่แทน ลิปตา ได้ พี่แอ้ม อัจฉริยา มาช่วยเขียนเพลง

จากวงที่ใช้กล้องเก่า ๆ ตั้งบนเก้าอี้เปียโน วันที่มีซิงเกิลเป็นของตัวเองครั้งแรกรู้สึกยังไง

ทั้งคู่ร้องโอ้โห 

พีช : มันเกินฝันนะ ตอนเด็ก ๆ เราชอบฟังเพลงพี่เบิร์ดมาก ถ้าไม่ได้ฟังก่อนนอนก็จะพูดว่า เบิร์ด ๆ มีพี่เบิร์ดเป็นแรงบันดาลใจ เรานึกไม่ออกเลยว่าเราอยากเป็นอะไร เรามีความฝันเดียวคืออยากเป็นนักร้อง ช่วงที่ทำวงเราก็เดินสายประกวดร้องเพลงด้วย มีความพยายามมากที่จะเป็นนักร้อง วันที่ได้เป็นจริง ๆ ก็ดีใจมาก มันหายเหนื่อย 

อมยิ้ม : ส่วนผมเติบโตมากับดนตรี เมื่อก่อนผมชอบวง Zeal ชอบพี่เป๊กซ์มาก แล้วพอเข้ามหาวิทยาลัยก็ได้พี่เป๊กซ์เป็นพี่รหัส เราก็ฟูลฟิลนะที่ไอดอลกลายมาเป็นพี่รหัสเรา แล้ววันหนึ่งก็ได้เป็นศิลปินเหมือนพี่รหัสตัวเอง 

เรื่องเล่าระหว่างทางของ The 38 years ago หลังการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปีที่ความผูกพันและเสียงดนตรีเป็นกาวประสานใจ

ซูลูปาก้า ตาปาเฮ้

ที่อมยิ้มพูดว่ารอบนี้มันเหมือนซีซั่น 2 ของพวกคุณ แต่จริง ๆ นี่คือการเริ่มต้นใหม่รึเปล่า คุณกลัวบ้างไหม

อมยิ้ม : ในมุมผมก็กลัวเหมือนกันที่จะกลับมาทำ เพราะกลัวว่าปัญหาเดิมมันจะกลับมา พอพีชบอกว่าเคลียร์แล้ว งั้นผมจะแบ่งโฟกัสให้ 50 เปอร์เซ็นต์ ขอดูไปก่อน 

ที่ผมต้องให้แค่นั้นเพราะผมเป็นซึมเศร้าจากเรื่องนี้ ผมก็เลยกลัวมาก ๆ ว่าผมจะเป็นอาการแบบนั้นอีก เหมือนตัวเรามันหายไปแป๊บหนึ่งแล้ว พอกลับมาทำผมก็รู้สึกมีความสุข เหมือนได้ตัวเองกลับมา เรารู้สึกเหมือนตอนอายุเท่านั้นเลยที่เรายังมีความสุขกับการเล่นดนตรี 

ผมเติบโตมาในเส้นทางดนตรีตั้งแต่เด็ก แล้ววันหนึ่งดนตรีมันทำร้ายเรา เลยรู้สึกว่ากลัวมาก ๆ พอวันหนึ่งสิ่งที่เรากลัวมันเริ่มคลาย เราก็เต็มที่และจริงจังกับมันได้เหมือนเดิม เราไม่ได้กลัวว่าจะไม่มีคนฟังนะ แต่การเริ่มต้นใหม่มันท้าทายเราพอสมควร ว่าถ้าเรายังทำในรูปแบบเดิมจะดีไหม หรือถ้าทำรูปแบบใหม่จะมีคนชอบเราไหม 

พีช : ช่วงแรกถือว่ากลัว แต่ตอนนี้มันไม่นึกถึงความกลัวแล้ว เราไม่กลัวอะไรเลย คิดว่าถ้าทำด้วยหัวใจยังไงคนก็สัมผัสได้ เพราะว่าเราทำอย่างนั้นมาตลอดเวลา สิ่งที่จะทำคือก็คือ จะเก่งขึ้น โตขึ้น อุปกรณ์พร้อมมากขึ้น แต่ยังไม่ทิ้งความเป็นธรรมชาติ

ตอนนี้ The 38 years ago ครบรอบกี่ปีแล้วนะ

อมยิ้ม : 10 ปี

เคยย้อนกลับไปดูคลิปแรกของตัวเองไหม รู้สึกยังไงที่มาไกลถึงจุดนี้

อมยิ้ม : รู้สึกว่าสิ่งที่เราทำ เราชอบ ก็เติบโตมาเป็นสิ่งที่เราต้องการได้ เราตั้งใจไว้แต่แรกว่าจะเล่นให้สนุกที่สุด ตอนนี้ก็ยังสนุก ภาคภูมิใจที่มันงอกเงยมาขนาดนี้ได้

พีช : เป็นความทรงจำที่ดี ต่อให้ระหว่างทางจะมีพายุ มีหินทรายโหมกระหน่ำ หรืออะไรก็แล้วแต่ สุดท้ายเราก็มีความสุขกับมัน

อมยิ้ม : ผมรักวงมาก ผมทำทุกอย่างโดยที่ไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยมาตั้งแต่แรก ดีใจที่วงยังได้ไปต่อ แล้วได้มาอยู่ในค่าย LOVEiS ทุกวันนี้ ขอบคุณพี่ ๆ ทุกคนที่กรุณา ต่อจากนี้จะพยายามทำเพลงในแบบที่เราชอบให้ดีที่สุด ให้ทุกคน แฟนคลับ หรือคนที่ยังไม่เคยรู้จัก ได้รู้จักเรามากขึ้น

บางคนบอกให้เราร้องเพลงอย่างเดียว ไม่ต้องคุยกัน แต่เราว่ามันเป็นการเตรียมความพร้อมของพวกเราเองด้วย คลายความเกร็ง เคยมีคลิปหนึ่งถ่าย 30 เทค จนนิ้วเปื่อย คอแหก 

พีช : เพราะเราไม่คัทเลย เราร้องเพลงกันแบบลองเทค (หัวเราะ)

เห็นแฟนคลับชอบคอมเมนต์ว่าฟังวงนี้มาตั้งแต่ ม.ต้น เรียนจบ จนทำงาน ก็ยังฟังอยู่เลย 

พีช : เราดีใจมาก เพราะเขาก็มีหนทางที่จะไปฟังคนอื่นที่ดีกว่าเรา แต่ทำไมเขายังรักเรา (หัวเราะ) เขายังเลือกเรา ยังจำเราได้ บางคนเคยเปิดเพลงเราฟังในห้องเรียน นี่คือนักดนตรีที่เขารักมากในวัยเด็ก ณ วันนี้เขาก็ยังรักอยู่ ทำไมคนคนหนึ่งรักเราขนาดนี้ได้ยังไง รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งมหัศจรรย์มากเลย ขอบคุณจริง ๆ ที่เขารู้สึกแบบนั้น 

อมยิ้ม : เหมือนเราเป็นสื่อกลางให้กับเขาในบางโมเมนต์ ไม่ต้องไกลตัว น้องสาวแฟนผมก็เคยส่งเพลงเราไปจีบผู้ชาย มีคอมเมนต์หนึ่งบอกว่า แฟนเขาเคยส่งเพลงของเราให้ตอนจีบกัน ปัจจุบันเขาแต่งงานมีลูกแล้ว เหมือนเราเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของเขาเลย

พีช : รู้สึกแล้วว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร มันคือสิ่งนี้แหละ มันมีคุณค่ากับเรามาก

จากการพูดคุยกันมาทั้งหมด ทุกคนต่างมีช่วงเวลาที่ยากลำบากให้ข้ามผ่าน และเสียงดนตรีเป็นสิ่งที่ดึงพวกคุณกลับมา ถามหน่อยว่าเสียงดนตรีมีความหมายยังไงสำหรับคุณ

พีช : สำหรับเรามันคือจิตวิญญาณ ที่ต่อให้ทำงานประจำ เลิกงานแล้วมาร้องเพลงคนเดียว เปิดเพลงฟัง ก็มีความสุขแล้ว เสียงเพลงไม่เคยไปไหน มันอยู่กับเรา และเป็นสิ่งที่ชุบชีวิตเราจริง ๆ เราเห็นคุณค่ามันมากที่สุดในชีวิตตอนนี้ 

อมยิ้ม : อย่างที่บอกว่ามีจุดหนึ่งที่รู้สึกไปเองว่าดนตรีมันทำร้ายเรา เป็นช่วงที่มืดมนที่สุดในชีวิตของเราเลย เราเล่นดนตรีไม่ได้ ฟังเพลงก็ไม่สุนทรีย์ จนเราไปอยู่กับตัวเองครึ่งปี ใช้ชีวิตไปเรื่อยเปื่อย วันหนึ่งหมอก็บอกให้เอาสิ่งที่เรากลัวมาบำบัด เราเริ่มจากที่ตัวเองสะสมไวนิล เริ่มฟังเพลง เริ่มกลับมาเล่นได้ เริ่มไปดูเฟสติวัล คุยกับคนอื่นเรื่องเพลงมากขึ้น จนปัจจุบันนี้เราก็มีความสุขกับการฟังเพลงมาก ๆ รู้สึกว่ามันคือสิ่งที่จรรโลงจิตใจเรา ให้เรายังมีชีวิต

พีช : ดนตรีคือชีวิตเลย มัน Make Life ให้ Alive ไม่งั้นเราคงไม่หายไปจริง ๆ เป็นช่วงเวลาที่เราได้ทบทวนว่าเราจริงใจกับมันจริง ๆ ไหม เราไม่สามารถออกไปในนาม พีช แล้วร้องเพลงคนเดียวได้ เพราะเราไม่อยากให้วงแตก เราไม่อยากร้องคนเดียว

อมยิ้ม : วันสุดท้ายที่ผมกับพีชคุยกันว่าเราจะไม่ทำวงต่อ เราจะพักแล้ว ผมบอกเลยว่าถ้าพีชไม่ได้เป็นนักร้อง ผมก็ไม่ทำวงนี้ต่อนะ ผมไม่รู้สึกว่าจะต้องเอาใครมาแทนพีช แล้วผมก็รักษาคำพูดมาตลอด 

นั่นคือประโยคที่คุณเคยพูดไว้ก่อนพักวง อยากให้พูดอะไรถึงกันและกันอีกครั้งในวันที่กลับมารวมตัวกันใหม่

อมยิ้ม : ผมดีใจนะที่พีชกลับมา ดีใจมาก ๆ ที่ได้กลับมารวมวง ได้เดินต่ออีกครั้ง วงนี้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา เรามีความทรงจำที่ดีมาก ๆ ร่วมกันเยอะ ก็ดีใจที่กลับมา

พีช : ขอบคุณที่เหนื่อยมาด้วยกัน ทุกช่วงเวลามันมีความสุขมาก ๆ ขอบคุณตัวเองด้วยที่สามารถก้าวข้ามความกลัว ทุกความรู้สึก ดีใจที่ได้กลับมา มันมากกว่าคำว่าขอบคุณ บางคนบอกว่าวงเราเป็นแรงบันดาลใจให้เขา แต่เขาต่างหากที่เป็นแรงบันดาลใจให้เรา

อมยิ้ม : อยากขอบคุณคนที่ยังฟังพวกเรา คนที่ยังรอพวกเรา ถ้าไม่มีทุกคนก็ไม่มีพวกเรา ดีใจมาก ๆ ที่คุณยังอยากเห็นพวกเราทำอะไรใหม่ ๆ ขอบคุณจริง ๆ มีคอมเมนต์บอกว่าวงเราเติบโตมา 10 ปีแล้ว เราโตไม่ทันเด็กยุคใหม่ ๆ แล้ว เราก็มานั่งคุยกัน เพราะเราอยากให้ทุกคนได้ฟังเวอร์ชนที่ดีที่สุดในความสามารถของเรา 

เรื่องเล่าระหว่างทางของ The 38 years ago หลังการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปีที่ความผูกพันและเสียงดนตรีเป็นกาวประสานใจ
เรื่องเล่าระหว่างทางของ The 38 years ago หลังการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปีที่ความผูกพันและเสียงดนตรีเป็นกาวประสานใจ

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load