ประโยคที่ว่าอย่าตัดสินคนจากการมองภายนอกใช้ได้อย่างดีกับชายตรงหน้า

ลองหลับตาแล้วนึกภาพตาม ภายใต้บุคลิกสนุกสนาน เฮฮา ใบหน้ามีหนวดเคราครึ้ม ไว้ผมทรงเดรดล็อกแบบตำนานนักร้องเร็กเก้อย่าง Bob Marley เขาคือผู้ที่สนใจภาษาไทยแบบลงลึกและหลงใหลวรรณคดีไทยจนเล่าได้เป็นฉากๆ เขาคือแฟนพันธุ์แท้สุนทรภู่และเขียนหนังสือชื่อ สุนทรภู่ไม่ได้เป่าปี่ พระอภัยมณีไม่ใช่คนระยอง และที่สำคัญ

เขาคือครู

เขาคือ ครูทอม-จักรกฤต โยมพยอม หรือที่ใครๆ ต่างจดจำในนาม ‘ครูทอม คำไทย’

คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

ทรงผมบนหัวไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับสิ่งที่อยู่ในนั้น–ครูทอมมักตอบแบบนี้เสมอยามมีใครสักคนถามถึงเรื่องบุคลิกที่ขัดแย้งกับสิ่งที่สนใจใคร่รู้

จากชายหนุ่มที่จบด้วยคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอกภาษาไทย เขาสร้างชื่อด้วยการเป็นแฟนพันธุ์แท้สุนทรภู่ รวมถึงงานต่างๆ ในวงการบันเทิง ทั้งในฐานะพิธีกรและนักแสดง แม้จะออกตัวว่าชอบทำหลายอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่เขาเน้นย้ำผ่านบทสัมภาษณ์ต่างๆ เสมอมาคือ เขามีความสุขกับการสอนหนังสือ นั่นจึงทำให้เขาเลือกเป็นครูตระเวนสอนตามโรงเรียนต่างๆ โดยเฉพาะในชนบทที่ห่างไกลโอกาส

ผมได้ข่าวว่าเขาจัดทอล์กโชว์ครั้งแรกในชีวิตที่ชื่อ ‘ครูทอม ออน สะเตด ตอน…ทอม-ขึ้น-คูล’ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 ผมจึงนัดเขาในบ่ายวันฝนพรำเพื่อคุยเรื่องไทยๆ หลายๆ เรื่องก่อนขึ้นเวที

ทั้งเรื่องภาษาไทย วรรณคดีไทย เด็กไทย การศึกษาไทย และดราม่าเรื่องการเขียนคำไทยให้ถูก

        คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

ทำไมคุณมักพาตัวเองไปอยู่ดราม่าเรื่องคำผิดในโลกโซเชียล

เรื่องหนึ่งที่เรารู้สึกว่าคนมักจะเข้าใจผิดและคิดไปเองคือ คนชอบคิดว่าเรามักจะเข้าไปแก้คำผิดให้คนนั้นคนนี้ ซึ่งเราไม่ได้ทำเลย

คือเรารู้สึกว่าถ้าเป็นคนทั่วไปเขาจะใช้คำผิดมันก็เป็นเรื่องของเขา คือเป็นใครก็ไม่รู้ ไม่รู้จักกัน เราจะไปแก้ให้เขาทำไม คนที่เราไปทักแก้คำผิดก็จะมีแต่เพื่อนสนิทที่เรารู้ว่าเขาเข้าใจ และเขายินดีให้เราเข้าไปแก้ให้ แล้วก็เวลาที่มีสื่อมวลชน สำนักข่าวต่างๆ เขียนผิด เราก็จะเข้าไปบอกว่าคำที่ผิดคืออะไร เพราะเรามองว่าสื่อมวลชนไม่ควรจะใช้ผิด เพราะจะมีคนอีกมากมายที่เห็นสื่อมวลชนใช้ผิดแล้วก็ใช้ตาม แต่คนทั่วไปใดๆ เราไม่เคยไปแก้คำผิดให้เขาเลยนะ แต่คนก็จะมองว่าเราชอบไปทำ ซึ่งกูไม่เคย (หัวเราะ)

ในมุมของคุณมีอะไรที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับภาษาไทยบ้างไหม

อย่างหนึ่งที่เจอเยอะมากคือ หลายๆ คนจะเข้าใจว่าภาษาไทยมันต้องเป็นแบบนี้ ต้องตายตัวเป๊ะๆ อย่างเช่นคนจะบอกว่าคำว่า ‘ครับ’ ต้องเป็นครับ ต้องเป็น บ ใบไม้ เท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ มันสามารถที่จะพลิกแพลงไปเป็นอย่างอื่นได้ อย่างคำว่า ‘นะครัช’ เรามองว่ามันเป็นการเปลี่ยนแปลงทางภาษารูปแบบหนึ่ง ทุกภาษาบนโลกมันต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางภาษามีหลายแบบ เช่น เปลี่ยนการสะกดบ้าง เปลี่ยนความหมายบ้าง มีความหมายเพิ่มมา มีคำบางคำเกิดใหม่ หรือมีคำบางคำหายไป ซึ่งคำที่เกิดใหม่ในแต่ละยุคสมัยมันเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเรายังใช้ภาษานั้นอยู่ ภาษายังมีชีวิตอยู่ และมันยังเปลี่ยนแปลงได้เรื่อยๆ เรามองว่ามันคือความคิดสร้างสรรค์มากๆ ของคนในแต่ละยุค

คือพิมพ์ ครัช คุณรับได้ แต่พิมพ์ คะ-ค่ะ ผิดรับไม่ได้

มันคนละอย่างกันนะ บางคนจะเข้าใจว่าเหมือนกัน แต่มันไม่เหมือนกันเลย กรณีของคะ-ค่ะผิดมันผิดมาจากการผันวรรณยุกต์ พอผันวรรณยุกต์ผิดปุ๊บมันทำให้ออกเสียงคนละอย่าง และบางครั้งก็ทำให้ความหมายเปลี่ยนไป แต่ในกรณีของคำว่า ‘ครัช’ เราก็เข้าใจว่าความหมายของมันก็คือ ‘ครับ’ แต่สิ่งที่ต่างกันคือระดับความเป็นทางการ อย่างเราบอกว่าสวัสดีครับ อันนี้คือเป็นทางการ แต่พอบอกว่าสวัสดีครัช มันคือสวัสดีครับแบบไม่เป็นทางการ ซึ่งหน้าที่มันต่างกัน เพราะว่าเราไม่อยากเป็นทางการแบบสวัสดีครับ เราเลยพูดว่าสวัสดีครัช เพียงแต่ว่าถ้าจะใช้คำแบบนี้คุณก็ต้องดูกาลเทศะว่าควรใช้ตอนไหน ตอนไหนไม่ควรใช้ มุมมองเราเป็นแบบนี้

คนถามเราว่าทำไมซีเรียสกับคะค่ะ แต่ไม่ซีเรียสกับนะครับนะครัช คำตอบคือก็มันต่างกัน มันคนละก้อน เอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้ อย่างคนที่ใช้คะ-ค่ะผิด นั่นแปลว่าเขาผิดเพราะเขาไม่รู้ แต่คนที่ใช้นะครัช ถามว่าเขาไม่รู้เหรอว่านะครับสะกดยังไง เขารู้ แต่เขาเลือกใช้นะครับที่เป็น ช ช้าง สะกดด้วยเหตุผลทางภาษา เพื่อลดระดับความเป็นทางการ

คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

เห็นว่าเวลาว่างๆ คุณชอบอ่านพจนานุกรม

คนอื่นไม่อ่านกันเหรอ (หัวเราะ) สนุกนะ ผมชอบ

พจนานุกรมมีอะไรน่าสนใจ

เวลาเจอศัพท์แปลกๆ เราจะรู้สึกว่า ว้าว แปลกจังเลย ในนั้นมีคำแปลกๆ เยอะมาก เราได้เห็นได้รู้อะไรใหม่ๆ ซึ่งพอคนถามว่ารู้ไปทำไม อ้าว ก็รู้น่ะ แค่นั้น รู้สึกสนุกเอง เป็นความสนุกส่วนตัวเวลาเราเจออะไรแปลกๆ หรือการนิยามความหมายแปลกๆ ในพจนานุกรม

อย่างเมื่อวานมีเพื่อนถามเรื่องคำว่า ‘กระโปก’ เราก็ไปเปิดพจนานุกรม คำว่า ‘กระโปก’ ความหมายที่หนึ่งคือส่วนของอวัยวะเพศชาย อีกความหมายหนึ่ง มันแปลว่าส่วนประกอบของล้อเกวียนตรงเพลา เราก็รู้สึกว่า ว้าว แปลกจังเลย คำนี้มันมีความหมายมากกว่าที่เราเคยรู้นะ ถึงแม้ว่าบางคำ บางความหมาย เราก็ยังนึกไม่ออกว่ากูรู้แล้วกูจะได้เอาไปใช้ตอนไหนวะ แต่แค่เรารู้ว่ามีคำนี้มันก็รู้สึกสนุกแล้ว

ล่าสุดคุณจัดงานทอล์กโชว์ ‘ทอมขึ้นคูล’ เห็นว่าก็จะพูดถึงสิ่งเหล่านี้ ทั้งเรื่องภาษาไทย วรรณคดีไทย

ใช่ ผมก็จะพูดถึงเกร็ดเกี่ยวกับภาษาไทย วรรณคดีไทย แต่ก็ต้องอธิบายก่อนว่าโชว์นี้มันไม่ใช่การสอนนะ บางคนจะคิดว่าพอเป็นครูแล้วต้องมาสอน ซึ่งไม่ แต่เราจะมาเล่าเรื่องตลกผ่านเกร็ดเกี่ยวกับภาษาไทย วรรณคดีไทย การศึกษาไทย แล้วก็ประสบการณ์การเดินทางหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกที่ไปมา

ในขณะที่คนส่วนใหญ่มองว่าภาษาไทยกับวรรณคดีไทยเป็นสิ่งที่อยู่บนหิ้ง แตะต้องได้ยาก แต่คุณกลับจะเอามาเล่าเป็นเรื่องตลก

อันนี้คือปัญหาหนึ่งเลยที่ทำให้คนไม่สนใจภาษาและวรรณคดีไทย ผมเคยเจอหลายคนบอกว่าเราต้องสืบสานวรรณคดีไทยเพราะว่าวรรณคดีไทยเป็นมรดกของชาติ แต่เรารู้สึกว่าเป็นมรดกของชาติแล้วยังไง เรารู้สึกว่าทำไมไม่บอกไปเลยว่าอ่านวรรณคดีไทยกันเถอะ มันสนุกนะเว้ย อ่านวรรณคดีไทยเถอะ มันมีเกร็ดความรู้อันนี้นะ

ถ้าบอกว่าประโยชน์ของมันที่เห็นชัดคืออะไรบ้างมันจะทำให้คนรู้สึกว่าน่าอ่านกว่า การบอกว่าวรรณคดีไทยสนุก ตลก ได้ความรู้ มีเกร็ดอย่างนี้ เราว่ามันน่าอ่านกว่าการบอกว่าอ่านวรรณคดีไทยกันเถอะ เพราะวรรณคดีไทยคือมรดกของชาติ

ส่วนตัวเรารู้สึกว่าการที่เราเอาวรรณคดีไทย เอาภาษาไทย ไปไว้บนหิ้งมันไม่ใช่สิ่งที่ถูก มันเหมือนกับการแช่แข็ง อย่าทำแบบนั้นเลย ก็ในเมื่อวรรณคดีไทยหลายๆ เรื่องเขาแต่งขึ้นมาเพื่อสร้างความบันเทิง เพื่อให้คนได้เสพความบันเทิงจากวรรณคดี ก็เอามันมาเล่นสิ

คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

มุมมองแบบนี้เคยสร้างความเดือดร้อนให้คุณบ้างไหม

ไม่ถือว่าเดือดร้อน แต่ก็มีคนที่บ่นว่าทำไมเราถึงเอาวรรณคดีมาเล่าในเชิงสนุกสนานแบบนี้ อ้าว ทำไมล่ะ ก็วรรณคดีมันสนุกน่ะ ซึ่งผมก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร

ฟังคุณพูดในงานทอล์กโชว์จบจะอยากกลับบ้านไปอ่านวรรณคดีไทยหรือเปิดพจนานุกรมอ่านตามคุณเลยไหม

จุดประสงค์หลักไม่ได้จะพูดเพื่อให้ทุกคนจะต้องกลับไปเปิดพจนานุกรมหรือกลับไปอ่านวรรณคดีไทย ไม่ใช่เลย จุดประสงค์คือมาดูแล้วต้องสนุก ซึ่งเรามั่นใจมาก บางคนอาจจะรู้สึกว่า โอ้โห ดูอวดมาก ซึ่งใช่ เรามั่นใจอย่างนั้น คือถ้าเรากำลังทำโชว์อยู่แล้วเราไม่รู้สึกแบบนี้ ถ้าเรารู้สึกว่าโชว์เราธรรมดามาก ไม่ค่อยสนุกหรอก มันก็แย่แล้ว เหมือนเวลาเราจะขายของน่ะ เราต้องมั่นใจว่าของเราดี มีคุณภาพจริงๆ อยากจะให้คนมาดู อยากให้คนมาเห็น ถ้าเรายังไม่แน่ใจว่าของเราดีหรือเปล่า เราไม่ควรจะเอาไปขายใคร ซึ่งตอนนี้เรารู้สึกแบบนั้นแล้วว่าของเราดีมากจริงๆ ดีชนิดที่คุณจะไม่เสียดายตังค์ที่ซื้อบัตรเข้ามาดู

แล้วคุณรู้สึกยังไงที่เราต้องพยายามทำเรื่องที่มีคุณค่าให้เป็นเรื่องตลกเพื่อให้คนสนใจ

สิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์แบบนี้อาจจะเป็นเพราะว่าบริบทสังคมที่ทำให้คนไม่อยากรับอะไรที่เครียดๆ หรืออะไรที่จริงจังอีกแล้ว คนไทยหลายคนรู้สึกเครียดมากพอแล้วกับสิ่งที่เป็นอยู่ในประเทศนี้ เวลาที่ต้องมาอ่านอะไรที่มันดูจริงจัง ที่มันเครียด เขาก็อาจจะคิดว่ามันยิ่งทำให้เขาเครียดขึ้นไปอีก เขาคงคิดว่าการเล่าเรื่องที่เนื้อหาจริงจังแต่ใช้กลวิธีที่เบาสมองจะทำให้เขามีความสุขกับการเสพเนื้อหาเหล่านั้นมากขึ้น

คุณคิดว่ามุมมองแบบนี้เป็นปัญหาไหม ที่อะไรก็ต้องทำให้ตลกคนถึงสนใจ

ใช่ เป็นปัญหามากๆ เลย เราเองเจอเด็กเยอะ เด็กมักจะมาบอกว่าครูที่โรงเรียนสอนไม่ดี เพราะว่าครูไม่ตลก ซึ่งเราว่ามันไม่ใช่ สอนดีกับสอนตลกไม่เหมือนกัน ครูบางคนสอนดี สอนเข้าใจ ทำการบ้านต่างๆ มาสอนแต่เด็กไม่ชอบ เด็กบอกว่าครูไม่ตลกถือว่าสอนไม่ดี แบบนี้มันก็ไม่ใช่ ต้องบอกเด็กให้ปรับมุมคิดตรงนี้ใหม่ คือพอมีสื่อมากมาย มีครูที่สอนด้วยวิธีตลกๆ มากขึ้น เด็กก็เลยติดภาพว่าสอนตลกแปลว่าสอนสนุก แปลว่าสอนดี ถ้าครูในโรงเรียนจะสอนดีต้องตลกด้วย ซึ่งไม่ใช่

คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

เห็นคุณเคยบอกว่าชอบสอนหนังสือมาก มีความสุขกับการสอน แล้วทำไมไม่เลือกเส้นทางเป็นครูประจำ

เราไม่เคยคิดอยากจะเป็นครูประจำในโรงเรียนเลย เพราะว่าเราไม่ได้อยากเป็นครูอย่างเดียว เราอยากทำอย่างอื่นด้วย เรารู้สึกว่าถ้าเราเป็นครูประจำในโรงเรียนมันปิดโอกาสในการทำอย่างอื่น เราคงไม่ได้มาเล่นละคร คงไม่ได้ทำงานพิธีกร เพราะว่าต้องทุ่มเทกับการสอนมากๆ แล้วยิ่งเดี๋ยวนี้หรือตั้งแต่เมื่อก่อนครูไม่ได้สอนอย่างเดียว แต่ต้องมีภาระงานอย่างอื่นให้รับผิดชอบด้วย ก็เลยรู้สึกว่าถ้าไปเป็นครูประจำในโรงเรียนมันจะไม่ตอบโจทย์การทำงานของเรา เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้มันเหมาะกับความต้องการ เพราะว่าได้สอนด้วย ได้ทำงานสายวงการบันเทิงด้วย

ทุกวันนี้คุณสอนบ่อยแค่ไหน

แล้วแต่โรงเรียนติดต่อมาเลย ถ้าโรงเรียนติดต่อมาแล้วคิวเราว่างเราก็จะไปให้ ส่วนใหญ่เนื้อหาที่สอนก็จะเป็นติวสอบ O-NET ติวสอบ GAT PAT เวลาที่เราจะอยู่กับเด็กบางโรงเรียนก็ 3 ชั่วโมง บางโรงเรียนก็ 6 ชั่วโมง บางโรงเรียนก็อาจจะ 2 วัน 12 ชั่วโมง แต่ก็จะมีบางโรงเรียนติดต่อมาอยากให้เราไปเป็นวิทยากรเกี่ยวกับการส่งเสริมการอ่าน แนะนำว่าควรจะอ่านหนังสืออย่างไร อ่านหนังสืออะไร หรือว่าไปเป็นวิทยากรเล่าเรื่องเกี่ยวกับวรรณคดีไทยให้เด็กชอบ ให้เด็กสนุกกับวรรณคดีไทย แบบนี้ก็มี

ในฐานะที่คุณเองเป็นติวเตอร์สอนเด็กสอบเข้ามหาวิทยาลัย คิดอย่างไรกับประโยคที่ว่าเด็กไทยเรียนไปเพื่อสอบ

ก็จริง ก็จริง (เน้นเสียง) คือตราบใดที่ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งโรงเรียน ยังคิดว่าสิ่งหนึ่งที่จะเห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรมว่าเด็กประสบความเร็จจากการเรียนชั้นมัธยมคือการสอบติดมหาวิทยาลัย มันก็ยังจะเป็นวงจรแบบนี้ต่อไปแหละ

เรื่องการสอบเราเองก็ไม่มีอำนาจจะไปเปลี่ยนแปลงอะไร เราก็ทำได้แค่นี้แหละ คือต้องให้เด็กเห็นคุณค่าของสิ่งที่กำลังเรียนอยู่ด้วย อย่างเราเองเวลาไปสอน ถึงแม้ว่าจะเป็นการสอนเพื่อติวสำหรับไปสอบ แต่เราจะพยายามแทรกสิ่งต่างๆ เรื่อยๆ ให้เด็กเห็นว่านอกจากเพื่อไปสอบ สิ่งที่เขาเรียนมันเอาไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างไรบ้าง ต้องพยายามทำให้เด็กคิดว่าอย่าเรียนแค่เพื่อสอบเท่านั้นนะ เรียนไปแล้วต้องเอาไปใช้ ต้องให้เขารู้ว่าที่เรียนมันเอาไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง คือการเรียนทุกอย่างบนโลกนี้ ถ้าเราไม่รู้สึกว่าเกิดประโยชน์ แล้วเราจะเรียนทำไม

แล้วคุณรู้สึกย้อนแย้งไหม ที่ตัวเองเชื่อในการเรียนเพื่อนำไปใช้ แต่สุดท้ายการสอนของคุณก็ถูกวัดผลจากการสอบอยู่ดี

ใช่ แต่มันก็ไม่ได้รู้สึกย้อนแย้งขนาดนั้น เพราะว่าเราก็เข้าใจระบบการศึกษาไทยส่วนหนึ่งว่าเวลาจะคัดเลือกเด็กเข้าไปเรียนในแต่ละมหาวิทยาลัยก็ต้องสอบ ถ้าไม่ใช้การสอบแล้วจะใช้วิธีไหนคัดเลือกถึงจะเหมาะสมกับสภาพสังคม ผู้ใหญ่ก็ยังลองผิดลองถูกอยู่เรื่อยๆ แต่เหมือนส่วนใหญ่จะลองยังไม่ค่อยถูกเสียมากกว่า

อันที่จริงปัญหามันก็สืบเนื่องมาจากการที่แต่ละมหาวิทยาลัยไม่เหมือนกัน หลักสูตรไม่เหมือนกัน สภาพแวดล้อมต่างๆ ก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้น มันไม่ใช่ว่าเรียนที่ไหนก็เหมือนกัน เด็กและผู้ปกครองก็อยากจะเรียนในที่ที่เหมาะกับตัวเขา ที่ที่เขาอยากจะเรียน แล้วถ้าอยากจะเรียนในที่ที่อยากเรียนก็ต้องสอบ

ในฐานะที่เป็นคนหนึ่งที่อยู่กับการศึกษาบ้านเรา คุณพอจะมองเห็นปัญหาอะไรบ้างไหม

สิ่งที่ชัดมากอย่างหนึ่งคือ การศึกษาของประเทศนี้มันไม่เท่าเทียมกัน ตั้งแต่ประถม มัธยม คุณภาพของแต่ละโรงเรียนไม่เท่าเทียมกันเลย ทั้งคุณภาพด้านต่างๆ ทั้งสาธารณูปโภคหรือคุณภาพครู คือมันไม่เท่ากันเลย แล้วพอมันไม่เท่ากันแบบนี้ ผู้ปกครองก็อยากให้ลูกเข้าไปเรียนในโรงเรียนที่ผู้ปกครองมั่นใจในคุณภาพ

อย่างตอนนี้ สิ่งที่เราไม่ชอบมากๆ คือหลายๆ โรงเรียนให้เด็กสอบเข้า ป.1 ซึ่งเด็กอนุบาลแทนที่เขาจะมีชีวิตวัยเด็กไปเล่นกับเพื่อนเพื่อไปพัฒนาทักษะด้านอื่นของชีวิต แต่ต้องมาติวเพื่อเข้า ป.1 ซึ่งผมจะรู้สึกว่าทำไมต้องทำแบบนี้ แต่มันก็เข้าใจได้ เพราะมันก็สอดคล้องกับที่บอกว่าแต่ละโรงเรียนคุณภาพไม่เท่ากัน ซึ่งการแก้ปัญหาจริงๆ ก็คือ คุณต้องทำให้คุณภาพแต่ละโรงเรียนเท่ากัน ซึ่งทำไม่ได้อยู่แล้ว

คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

คุณเชื่อว่าปัญหาความไม่เท่าเทียมทางการศึกษาแก้ไม่ได้

เรารู้สึกว่ามันเป็นไปได้ยากมาก มากจนใกล้เคียงกับคำว่าเป็นไปไม่ได้เลย

อันนี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่คุณพยายามตระเวนสอนตามชนบทด้วยหรือเปล่า

ใช่ เราชอบไปสอนในชนบท เรามีความสุขมากเวลาไปสอนในต่างจังหวัดไกลๆ

เวลาเราไปสอนมันจะมีทั้งโรงเรียนที่มีตังค์และบางโรงเรียนที่ยากจนข้นแค้นแสนสาหัส ซึ่งสำหรับโรงเรียนที่ไม่มีเงินที่ติดต่อมา ถ้าคิวเราได้ เราก็จะไปให้แบบที่ไม่คิดค่าตัว หรือบางครั้งเราก็จัดกิจกรรมติวการกุศลของเราเอง ครั้งแรกที่ทำคือเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน ซึ่งโรงเรียนที่เราเลือก เราเลือกโรงเรียนในชนบทจริงๆ เป็นที่ที่แทบจะไม่มีโอกาส ไม่มีงบประมาณจะมาเชิญวิทยากรข้างนอกเข้าไป ซึ่งค่าตัวจากที่ทำงานในวงการบันเทิง จากที่ขายบัตรทอล์กโชว์ ส่วนหนึ่งก็จะเอาไปแปลงเป็นงบประมาณสำหรับทำกิจกรรมการกุศลเหล่านี้ ถ้าผมไม่มีงานในวงการบันเทิงเลย หรือขายบัตรทอล์กโชว์ไม่ได้ ก็คงยากที่จะไปสอนฟรีได้บ่อย ๆ (หัวเราะ)

ที่บอกว่าชอบไปสอนในชนบท ชอบอะไร

ต้องบอกก่อนว่าเวลาทำ เราไม่ได้รู้สึกว่าเราอยากได้บุญนะ ไม่ได้รู้สึกว่าทำแล้วได้บุญ ดีจังเลย แต่เราทำแล้วสนุกดี มีความสุขที่ได้เห็นเด็กได้พัฒนาตัวเอง ซึ่งเวลาเราเข้าไปสอนจะสอนแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ไม่กี่ชั่วโมง แน่นอนว่าเราไม่สามารถจะให้ความรู้แบบเน้นๆ เนื้อ ๆ แบบ 100 เปอร์เซ็นต์หรอก แต่เราเชื่อว่าอย่างน้อยเด็กก็พร้อมจะไปต่อยอดด้วยตนเองได้ เขาจะสนุกกับการค้นคว้ามากขึ้น

แล้วการที่เราได้ไปเจอไปพูดคุยกับเด็กในพื้นที่จริงๆ ทำให้เรามีโอกาสได้เห็นปัญหาอีกหลายๆ อย่าง เคยมีครั้งหนึ่ง จำไม่ได้ว่าสอนเรื่องอะไร แต่เราถามเด็กว่าลากับม้าผสมพันธุ์กันออกมาเป็นอะไร ซึ่งเด็กตอบว่า ลามะ แล้วมันไม่ใช่มุก คือเด็กไม่รู้จริงๆ แล้วทั้งห้องไม่มีใครตอบได้เลยว่ามันคือ ‘ล่อ’ ซึ่งถ้าเราไม่ออกไปเจอจริงๆ เราก็จะไม่รู้เลยว่าเด็กไม่รู้จริงๆ

การได้ไปเจอเด็กเยอะๆ มันทำให้เรามีคลังคำถามมากขึ้นว่าอะไรที่คนยังไม่เข้าใจอยู่ แล้วพอเป็นแบบนี้มันก็ทำให้เราได้พัฒนาเนื้อหาเกี่ยวกับการเรียนการสอนมากขึ้น

นอกจากไปสอน มีอะไรที่คุณพยายามบอกเด็กๆ เหล่านั้นที่ได้เจอบ้าง

อีกอย่างหนึ่งที่พยายามจะบอก เหมือนเป็นแนะแนวการศึกษา คือเราจะบอกให้เด็กหาความฝันของตัวเอง ทำตามความฝันของตัวเอง ไม่ว่าจะเจออะไรก็แล้วแต่

เราเจอเด็กหลายๆ คนตามชนบท บางคนเขารู้ว่าเขาอยากทำอะไร อยากเป็นอะไร แต่เขาไม่กล้าทำ เพราะเขาคิดว่าเขาคือเด็กต่างจังหวัด ยากจนข้นแค้นแสนสาหัส เราก็เล่าให้เขาฟังว่า เฮ้ย เราก็เป็นเด็กต่างจังหวัดเหมือนกันนะ เราก็จะพยายามแทรกตรงนี้ให้เด็กได้หาตัวเองให้เจอ แต่ก็บอกไปด้วยว่าเงื่อนไขชีวิตของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน มันไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ เราก็ต้องดูว่าแต่ละชีวิตมีเงื่อนไขยังไงบ้าง แล้วถ้าเราอยากจะทำตามความฝันของตัวเอง มันทำได้มากน้อยแค่ไหน

เคยคิดไหมว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องโครงสร้าง สิ่งที่เราทำมันเล็กน้อยและไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอจริงๆ

เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้มันเป็นสิ่งที่ใหญ่โตอะไรอยู่แล้ว แต่ถ้าจะให้เราไปแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง แก้ที่ระบบ แก้ที่กระทรวง เราไม่มีอำนาจมากพอจะไปทำอะไรตรงนั้นอยู่แล้ว เราก็ทำเท่าที่เราจะทำได้ นั่นคือการที่เราไปเป็นวิทยากร ไปสอนตามที่ต่างๆ ซึ่งมันก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรแหละ แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เด็กบางกลุ่มรู้สึกดี มีความสุขกับการเรียนภาษาไทยมากขึ้น ได้เข้าใจ แล้วก็มีพลังใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น เรารู้ว่าการที่เราทำตรงนี้มันเป็นสิ่งเล็กๆ แต่เราโอเค มันก็ไม่ได้แย่นี่ การทำสิ่งที่เล็กๆ

คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

คุณเคยรู้สึกว่าศิลปินบางคนมีความสามารถ และควรจะได้รับความสนใจมากกว่าที่เป็นอยู่ไหม?

ต้น-ธนษิต จตุรภุช คือคนนั้นสำหรับเรา

ต้นเข้าวงการมาด้วย Academy Fantasia (AF) ซีซันที่ 8 รายการประกวดร้องเพลงเรียลลิตี้โชว์ที่บูมมากในยุคนั้น และออกจากบ้านมาพร้อมกับถ้วยรางวัลชนะเลิศติดไม้ติดมือ

แต่รางวัลก็ไม่ได้การันตีทุกอย่าง ไม่ได้การันตีว่าศิลปินคนนั้นจะดังเปรี้ยงปร้างหรืออยู่ค้างฟ้าไปตลอด จากวันนั้นจนถึงวันนี้ 11 ปีผ่านไป เขาล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายรอบ เพราะนี่คือวงการบันเทิง วงการแห่งความไม่แน่นอน

“สวัสดีคร้าบ” เสียงทักทายสดใสดังขึ้นมาจากด้านหลัง แล้วเจ้าของเสียงนั้นก็เดินมานั่งลงข้าง ๆ เรา บนโซฟาในห้องซ้อมค่ายเพลง LOVEiS เห็นหน้าในทีวีมาตั้งนาน อยู่ดี ๆ มาอยู่ตรงหน้านี่ก็รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกันนะ!

วันนี้เรามาพูดคุยกับแชมป์คนนี้ด้วยวาระที่เขาย้ายมาบ้านหลังใหม่ และออกเพลงใหม่แสนเปรี้ยวซ่า ในแนวเพลงที่เขาเรียกว่า Queer Pop ฉายภาพความหลากหลายทางเพศของ LGBTQIA+

เขาผ่านอะไรมาบ้าง แล้วทำไมเพิ่งมาเปลี่ยนลุคเอาป่านนี้ เราไปฟัง ต้น ธนษิต เปิดใจกันที่ Talk of The Cloud

ดวง / โอกาส / ไทม์มิ่ง
3 เสาหลักของนักร้อง

สวัสดีค่ะ!

สวัสดีครับ! ต้น ธนษิต ครับ (เสียงกระตือรือร้น) ตอนนี้เพิ่งย้ายมาอยู่ที่ LOVEiS ครับ เพิ่งปล่อยเพลงไป ถือว่าเป็น Debut Single ภายใต้บ้านหลังใหม่

AF8 ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของคุณเลยใช่ไหม

ใช่ครับ 11 ปีแล้ว 

เร็วมากเลย! ทางนี้ก็ได้ดูเหมือนกัน

จริงเหรอ พี่ยังรู้สึกเลยว่า เฮ้ย! 11 ปีแล้วหรอวะ รู้สึกเหมือนกันว่ามันเร็วจัง 

คุณมีความฝันคืออยากเป็นนักร้องตั้งแต่แรกเลยรึเปล่า

ใช่ครับ อยากเป็นนักร้อง จริง ๆ ตอนแรกไม่ได้เป็นเด็กเดินสายประกวดนะ เราก็แค่ชอบร้องเพลงแล้วก็มีไปเรียนบ้างนิด ๆ หน่อย ๆ แต่ว่าตอนไปเรียนแลกเปลี่ยนที่อเมริกา มันมีวิชาให้เลือกเรียนเยอะแยะ เรารู้สึกว่าเรียนวิชาการไปเยอะแล้ว ก็เลยเลือกเรียนอาร์ต เรียนปั้นหม้อ เรียนเซรามิก และเรียน Choir (ร้องประสานเสียง) ด้วย พอทำแล้วก็รู้สึกว่า เฮ้ย เราชอบร้องเพลงว่ะ เราทำได้ดี แล้วก็มีคนชมว่า ยูร้องเพลงดีนะ พอกลับมาเมืองไทยแล้วมันเป็นช่วงที่รายการ AF6 มาพอดี เราก็เลยตัดสินใจไปประกวด

ไปมาตั้งแต่ AF6 เลยเหรอ

ใช่ ไปหลายรอบด้วยนะ การออดิชันเริ่มที่ต่างจังหวัดก่อน เราก็ไปต่างจังหวัดก่อน แล้วค่อยมาที่กรุงเทพฯ ก็ไม่ได้อะไรเลย ร้องไปแป๊บเดียวกรรมการก็พูด ขอบคุณค่ะ เชิญค่ะ (กลั้วหัวเราะ) เศร้ามาก ขอบคุณค่ะ เชิญค่ะตลอด จนกระทั่งมาได้ตอนซีซันที่ 8 ตอนนั้นพี่เพิ่งขึ้นปี 3 วารสาร อินเตอร์ ธรรมศาสตร์

ทำไมถึงเรียนวารสาร ไม่คิดจะเรียนสายดนตรีเลยเหรอ

เคยคิดเหมือนกันว่าจะเรียนดนตรีไปเลย เรียน Voice ไปเลย แต่ด้วยความที่พี่เล่นดนตรีไม่เป็น แล้วเราก็ไปสืบทราบมาว่าการสอนไม่ได้มีแค่ร้องอย่างเดียวนะ ต้องรู้ทฤษฎีดนตรี ต้องอ่านโน้ตได้ ต้อง Sight Singing ได้ เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย ไม่ถนัดว่ะ เราไม่มีเวลาเตรียมพร้อมขนาดนั้น

แล้วก็มีคนเตือนเราว่า ถ้าชอบอย่าไปเรียนเลย เขาบอกว่าคนที่ไปเรียน Voice คือเหมือนคนที่ต้องการเป็น Professor แต่อย่างเราร้องเพื่อความบันเทิง พอไปเรียนตรงนั้นจะกลายเป็นวิเคราะห์ทุกอย่างทุกเม็ด ทำให้ความเพลิดเพลินในการฟังเพลงลดน้อยลงไป เราก็เลยรู้สึกว่าอยากเก็บการร้องเพลงเอาไว้ให้เป็นกิจกรรมสนุก ๆ ดีกว่า ไม่อยากไปซีเรียสกับมัน และตัดสินใจเรียนอย่างอื่น

แต่อาชีพในฝันก็คือนักร้องนะ

(นิ่งคิด) จริง ๆ ตอนแรกพี่ไม่ได้มีอาชีพในฝันว่าจะเป็นนักร้อง แต่ก่อนก็คิดถึงอาชีพอื่น ๆ เป็นหมอ เป็นสจ๊วต เพราะเราชอบเที่ยว ชอบเดินทาง จนกระทั่งกลับมาจากอเมริกาตอน ม.6 ถึงอยากเป็นนักร้อง

ตอนได้แชมป์ AF รู้สึกยังไงบ้าง

ตอนนั้นก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน เพราะเรารู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นคาแรกเตอร์ที่คนชอบ คนจะชอบคนหน้าลุคขาว ตี๋ เกาหลี เราก็ไม่รู้ว่าคนเขาโหวตกันยังไง เท่าที่ดูมารายการก็ไม่ได้ดูแค่เฉพาะเสียงร้อง มันต้องดูอย่างอื่นด้วย ดูหน้าตา ดูบุคลิกอะไรหลาย ๆ อย่าง แล้วเราก็หน้าไทย ๆ เรามีดีอย่างเดียวคือเสียงร้องเรา อันนี้ไม่ได้นางเอกนะ แต่ไม่ได้คิดเลยว่าตัวเองจะเป็นแชมป์ ตอนแข่งหวังแค่ได้เป็นตัวจริง ได้เซ็นสัญญา แต่พออยู่ไปเรื่อย ๆ ก็มีวูบหนึ่งเหมือนกันที่คิดว่า เฮ้ย หรือว่าจะเป็นเราวะ

แล้วเส้นทางการทำงานหลังจากได้แชมป์เป็นอย่างที่หวังไว้ไหม

มันก็ไม่ได้ 100% ขนาดนั้น คือมันก็ได้ทำงานเหมือนที่เราเคยดูในทีวี แล้วเราเห็นนักร้องเขาอัดเสียง ถ่าย MV ไปออกคอนเสิร์ตนู่นนี่นั่น มันก็ได้ทำตรงนั้น เหมือนที่เราใฝ่ฝัน ดู MTV ดู ChannelV มาตอนเด็ก ๆ แต่ถามว่ามันดังแบบเปรี้ยงเป็นซูเปอร์สตาร์อะไรแบบนั้นเลยไหม มันก็ไม่

สำหรับพี่นะ รายการจบก็คือจบ คือเริ่มต้นกันใหม่หมด ไม่มีอะไรการันตีว่าเราเป็นแชมป์แล้วจะต้องดัง

ความโหดของการอยู่ในวงการนี้คืออะไร

ความโหดของวงการนี้คือมันเป็นเรื่องของดวง โอกาส แล้วก็ไทม์มิ่งที่เหมาะสม เก่งไม่เก่งมันก็ไม่ได้มีส่วนวัดความสำเร็จ เก่งให้ตาย ถ้าดวงไม่ดีมันก็ไม่เวิร์ก เก่งประมาณหนึ่ง แต่ดวงดี โอกาสได้ มันก็มา 

วงการบันเทิงมันไม่มีสูตรตายตัว ไม่เหมือนวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ที่มีสูตรตายตัวว่าเอาอันนี้บวกอันนี้ได้อันนี้ ไม่มีใครรู้เลยว่าทำอะไรแล้วจะประสบความสำเร็จ อยู่ดี ๆ อันนี้จะมาก็มา

แล้วดวงของนักร้องชื่อ ต้น ธนษิต เป็นยังไงบ้าง

ดวงพี่เหรอ (นิ่งคิด) พี่ว่ามันได้ไปเยอะแล้วตอนที่เป็นแชมป์ พี่รู้สึกว่ามันหมดลงแล้ว (ยิ้ม) ก็ไม่ขนาดนั้นหรอก จริง ๆ ก็โอเค ได้ทำเพลง เพลงก็มีฮิตบ้าง และมี ‘รู้ยัง’ ที่ฮิตมาก ๆ แต่ว่าก่อนหน้านั้นเราก็ออกเพลงมา 7 – 8 เพลงเลยนะ แต่ก็ต้องเป็นคนที่เป็นแฟนคลับจริง ๆ ถึงจะได้ฟัง

‘รู้ยัง’ แมสตอนปล่อยเพลง หรือว่าตอนเข้ารายการ The Mask Singer

พี่ว่าแมสเพราะเข้ารายการ The Mask Singer ด้วย ไม่ได้แมสตอนแรกที่ออกมา แต่มันทำงานของมันมาเรื่อย ๆ ก็ดวงดีด้วยแหละเพลงนี้ วงการนี้มันคือดวงนะน้อง มันคือจังหวะ มันคือเวลาที่เหมาะสม 

ทุกวันนี้มันกลายเป็นเพลงซิกเนเจอร์ของเรา ไปที่ไหนก็มีแต่คนนึกถึงเพลงนี้ ซึ่งเราดีใจนะ แต่ก็จะรู้สึกว่า เฮ้ย กูก็มีหลายเพลงเนาะ ลองไปฟังเพลงอื่นดูบ้าง (หัวเราะ) ตอนนี้มีอยู่เพลงเดียวที่คนจำได้ แต่พี่อยากมีมากกว่านั้นไง

การที่ดังอยู่เพลงเดียวทำให้ท้อบ้างไหม

ท้อ! มัน Up and Down, Up and Down, Up and Down ตลอดเวลา เดี๋ยวก็คิดว่าหรือจะไปทำอย่างอื่นดีวะ เพลงไม่มาเลยอะ กลับไปกลับมา เหมือนเป็นคนบ้า บ้าแล้วก็หายด้วยตัวเอง เฮ้ย ก็ต้องอดทนไปก่อนดิ คือมันจะมีอะไรอย่างนี้ในหัวตลอดเวลาครับ

แต่ถึงเวลา มันก็จะมาฮึบด้วยคำว่า ไม่ทำอันนี้แล้วจะทำอะไร หล่อนร้องเพลงมาตลอด ตั้งแต่ปี 3 ไม่เคยไปทำงานอะไรอย่างอื่น ละครก็ไม่เคยเล่น พิธีกรก็ไม่ได้ทำ อาหารก็ทำไม่เป็น จะไปขายอาหารเหรอ ในที่สุดก็ต้องกลับมาร้องเพลง ต้องกัดฟันสู้กันต่อไป ซึ่งถ้าเกิดวันหนึ่งร้องเพลงไม่ปัง ก็อาจจะทำอย่างอื่นครับ ก็มีคิดไว้เหมือนกันแหละ เพราะอายุเราก็ไม่ใช่น้อยแล้ว

เวลาจิตตกทีนึงเราก็คุยกับแฟน เขาเป็นคนให้คำปรึกษาที่ดี เป็นผู้ใหญ่ไง โตกว่าเรา เขาก็จะคอยให้กำลังใจ

หลังจากเพลงฮิต 1 เพลง คุณก็เป็นที่พูดถึงอีกครั้งตอนเปิดตัวแฟน

ใช่

เห็นบอกว่าตอนเปิดตัวแฟน คนพูดถึงเยอะกว่าตอนออกอัลบั้ม 10 ปีรวมกัน

ใช่! พี่ไม่เคยมีนักข่าวมาสัมภาษณ์เรื่องอะไรเกี่ยวกับตัวเองเยอะขนาดวันนั้นเลย ตอนเราออกเพลงคนก็สนใจประมาณหนึ่ง ก็ไปตามคลื่นวิทยุบ้าง แต่ไม่มีใครเคยมานั่งถามว่า เฮ้ย เพลงใหม่เป็นยังไงบ้าง พอมีข่าวเปิดตัวกับแฟนออกไป นักข่าวมากันเยอะมาก ตกใจเลย เฮ้ย! อะไรวะเนี่ย งงเหมือนกันนะครับ

คิดยังไงที่คนเขาสนใจเรื่องแบบนั้นมากกว่าเพลงที่เราตั้งใจร้อง

เอาจริง ๆ ไม่ได้ชอบนะ อยากให้เขาสนใจเพลงเรามากกว่า ไม่ได้อยากเป็นคนที่มีชื่อเสียงว่าเป็นเกย์แล้วเปิดตัวแฟน อยากมีชื่อเสียงว่า เพลงเขาดีว่ะ เพลงเขาฮิตหลายเพลงเลย เขามีคอนเสิร์ตเป็นของตัวเองแล้ว อยากให้คนสนใจในเรื่องแบบนั้นมากกว่า

เราก็เข้าใจแหละ มันเป็นธรรมชาติของวงการ แต่ด้วยความที่เราไม่ได้ถือว่าตัวเองเป็นดารา เรามองว่าเราเป็นนักร้อง เพราะฉะนั้นก็เลยงงว่าทำไมมาสนใจเรื่องส่วนตัวเราขนาดนี้วะ (หัวเราะ)

จริง ๆ แต่ก่อนเปิดตัวไหมว่าเป็นเกย์

ไม่ได้เปิดกับสื่อ แต่ว่ากับเพื่อนหรือชีวิตปกติทั่วไปเราก็ไปเที่ยวบาร์เกย์นะ แค่ไม่ได้บอกใคร เพราะพี่รู้สึกว่า หนึ่งคือคนที่ติดตามอะรู้อยู่แล้ว คนที่ดู AF ดูเรามา 3 เดือน ถ้าเราแอ๊บได้เนียนขนาดนั้น ฉันก็จะได้รางวัลออสการ์แล้ว สองคือเรารู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นดาราดัง เราไม่ได้อยู่ใน Position ที่จะลุกขึ้นมาแถลงว่า เฮ้ย ผมเป็นเกย์ครับ เราก็จะรู้สึกตลกกับตัวเองนิดหนึ่งถ้าทำแบบนั้น แล้วก็คงจะตลกกับคนที่รู้อยู่แล้วด้วย เขาก็คงแบบ พูดทำไมอะ รู้อยู่แล้ว

ก็เปรี้ยวซ่าอยู่พอตัว

เป็นไงมาไงถึงย้ายมา LOVEiS ได้

จริง ๆ แล้วเพื่อนพี่อยู่ที่นี่เยอะ วง MEAN ทั้งวงเป็นเพื่อนเราตั้งแต่สมัยมหาลัย ทีมงานก็เป็นน้องสมัยมหาลัย พี่มีคนรู้จักอยู่ในนี้เยอะ แล้ววง MEAN นั่นแหละเป็นคนชวนมา เพราะว่าเห็นเราหมดสัญญาแล้ว

ที่นี่ก็แฮปปี้ครับ มันเป็นบรรยากาศค่ายเพลงจริง ๆ มีห้องซ้อม ทุกคนแอคทีฟมากๆ แล้วก็ให้อิสระเราเยอะมากเลย จะทำเพลงอะไรใด ๆ อยากได้ซาวนด์แบบไหน Reference เป็นยังไง ทุกคนให้เกียรติเรามาก ๆ แม้กระทั่งเลือกฟอนต์ เลือกรูป ทุกขั้นตอนผ่านเราหมด แฮปปี้มาก

คุยกับทางค่ายว่าอยากทำเพลงแบบไหน

อืม คือจริง ๆ เพลงแรกที่ออกไปอะครับ อยากให้มันเป็นเหมือน ต้น ธนษิต New Era อยากให้คนเห็นมุมใหม่ ๆ ของเราบ้าง ที่ผ่านมาคนก็จะเห็นมุมคูล ๆ นิ่ง ๆ แต่จริง ๆ แล้วตัวเองเป็นคนสนุกมาก ไม่ได้คูล ไม่ได้นิ่งเลย (เน้นเสียง) แต่ว่าด้วยตัวเพลงมันเป็นแบบนั้น ก็เลยทำเป็น Sound Electronic เปรี้ยว ๆ การแต่งตัวก็เป็นภาพลักษณ์ใหม่ เปรี้ยวขึ้น

เป็นคนเปรี้ยว ๆ เหรอ

ก็เปรี้ยวอยู่นะ เออ ก็เปรี้ยวซ่าอยู่พอตัว (ยิ้มกว้าง)

ที่บอกว่าเป็นแนว Queer Pop นั่นเป็นแนวเพลงไหม หรือว่าเป็นคอนเซ็ปต์ที่คิดขึ้นมา

คือพี่อะ เคยไปเห็นคำนี้ตามบทความในเว็บไซต์เพลงฝรั่ง แล้วเราก็รู้สึกว่า เออชอบจังเลย มันยังไม่ค่อยมีในเมืองไทย เก๋ดี ก็เลยเลือกมาเป็นกิมมิกของเรา Queer มันก็แทนความหลากหลายอะเนอะ 

อยากให้ Queer Pop เป็นหนึ่งในสับเซตของ T-POP พื้นที่ที่ให้นักร้อง LGBTQIA+ ในเมืองไทยยังน้อย ควรมีที่ยืนให้พวกเราบ้าง เราอยากออกมาประกาศว่า มีพวกเราอยู่ในอุตสาหกรรมนี้นะ และบอกพวกเรากันเองว่า ฉันอยู่ในกลุ่มพวกเธอนะ เราเป็น Ally กัน

สำหรับคุณ ความเป็น Queer คืออะไร

สำหรับพี่ความเป็น Queer คือการที่ไม่ต้องอยู่ในกรอบกำหนดในเรื่องเพศ ทั้งเรื่องอัตลักษณ์หรือเรื่องรสนิยม ซึ่งจริง ๆ เรื่องนี้ค่อนข้างลึก เราก็ยอมรับว่าไม่ได้รู้มากขนาดนั้น แต่อาศัยที่อ่านมาคร่าว ๆ Queer คือความที่เราไม่ได้ต้องยึดติดกับสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ทางเพศ อย่างเช่นผู้หญิงต้องใส่กระโปรงเท่านั้น ผู้ชายต้องใส่กางเกง หรือว่าฉันชอบเธอเพราะว่าฉันชอบเธอ ไม่ใช่ชอบเธอเพราะเธอเป็นผู้หญิงหรือเพราะเธอเป็นผู้ชาย เราก็เลยรู้สึกว่ามันเก๋ดี มันทลายทุกขอบออกไป อยากทำอะไรก็ทำ

ซึ่งแนวเพลง Queer Pop ก็เป็นการทำลายกรอบแบบนั้นด้วยไหม

จริง ๆ ตัวเพลงไม่ได้ต่างกันมากครับ เพลงมันก็คือเพลงป๊อปนี่แหละ ดนตรีมันก็อาจจะเป็นซาวนด์ยังไงก็ได้ และทุกคนก็ฟังได้ คนเป็น Straight ก็ฟังได้ เพียงแค่วิธีพรีเซนต์ภาพออกไป เราอยากให้ภาพมันออกมาเป็น Queer เน้นความหลากหลาย เป็นจุดยืนของเราอย่างหนึ่งว่าฉันจะแต่งตัวแบบนี้ 

พี่ว่ามันสำคัญที่ตัวคนพรีเซนต์น่ะว่าอยากพรีเซนต์อะไร As a Gay Artist เรารู้สึกว่าอยากพรีเซนต์ภาพตรงนี้ออกไป

รู้สึกว่าได้เป็นตัวเองมากกว่าเดิมไหม

ก็เป็นตัวเองครับ อย่างเช่นการแต่งตัวก็เปรี้ยวขึ้น แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้แต่งตัวเปรี้ยวแบบนั้นทุกวันหรอกนะ แต่มันก็เป็นภาพลักษณ์ใหม่ ๆ ที่ให้คนได้เห็นว่า จริง ๆ เราก็มีด้านนี้เหมือนกัน

จริง ๆ แล้วอยากทำอย่างนี้มานานแล้วหรือเปล่า 10 กว่าปีที่ผ่านมา

(นิ่งไป) เออ ก็จริงนะ อยากทำมานานแล้วแหละ แต่ว่ามันไม่กล้าทำน่ะ

ทำไมถึงไม่กล้าทำล่ะ

ตอนนั้นเรายังกลัวที่จะเป็นตัวเอง เพราะรู้สึกว่าสังคมยังไม่ได้ยอมรับความแตกต่างหลากหลายเท่าไหร่ เรื่อง LGBTQIA+ เพิ่งเริ่มได้รับการยอมรับเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง

ตอนนี้ก็คิดว่ามันถึงเวลาแล้ว ที่เราจะได้พรีเซนต์ตัวเองในแง่ที่เป็นตัวเราจริง ๆ ถ้าไม่ทำตอนนี้จะทำตอนไหน อีกนิดเดียวก็แก่แล้ว (หัวเราะเบาๆ)

‘ขอบคุณที่เคยใจร้ายกับฉัน’ เพลงแรกที่ปล่อยออกมาในฐานะ ต้น ธนษิต เวอร์ชันเปรี้ยวซ่า มีแรงบันดาลใจในการทำเพลงยังไงบ้าง

ข้าว Fellow Fellow เป็นคนแต่ง แรงบันดาลใจมันคือเรื่องราวของเราเลย คือปัจจุบันนี้พี่มีแฟนคบกันมา 4 ปี แล้วก็รู้สึกว่ามันเป็นความรักที่ดี เราอยากทำเพลงอวยแฟนนั่นแหละ แต่ว่าอวยอย่างเดียวก็ไม่เก๋ไง เราเลยมีกิมมิกเป็นการขอบคุณคนที่เคยเทเรา เลยทำให้เรามาเจอคนนี้ ก็เป็น 2 in 1 ไปเลย

คุณบรีฟ ข้าว Fellow Fellow ไปยังไงบ้าง

พี่เขียนเป็น Essay เลย ยาวมาก เล่าให้ฟังเลยว่าเคยเจออะไรบ้าง เหตุการณ์มันเป็นยังไงบ้าง คนอ่านยังบอกเลยว่าสนุกมาก (หัวเราะ) เราว่าถ้าบอกเป็นข้อ ๆ มันก็ได้ประมาณหนึ่ง ก็เลยเขียนไปให้เขาเลยดีกว่า เผื่อเขาจะได้เอาคำอะไรที่มาจากสตอรี่ของเราไปใช้งานได้

ไอเดียแรกเลยคืออยากออกเพลง Positive มีบรรยากาศสนุกสนาน เปิดแบบ Gay Pride หรือ Pride Parade ได้ ดนตรีให้มันเปรี้ยว ๆ หน่อย ให้มันจอย ๆ โยกได้ ฟังแล้ว Feel Good ก็เลยเขียนเป็นเพลงรักแบบนี้ออกมา

เมจเสจของเพลงนี้คืออะไร

เมสเสจคือการขอบคุณสิ่งร้าย ๆ ที่เคยเกิดขึ้น ถ้าฉันไม่เคยเสียใจ ถ้าฉันไม่เคยโดนทำร้าย ฉันก็อาจจะไม่รู้ว่าการที่มีคนดี ๆ เข้ามาในชีวิตมันดีขนาดไหน เราจะ Appreciate เขาขนาดไหน 

ถ้าเรามองว่า เฮ้ย ทำไมต้องเข้ามาใจร้ายกับฉัน ฉันทรมานเหลือเกิน เธอใจร้ายกับฉันจังเลย มันก็เป็นแง่ที่ห่อเหี่ยว เราเลยรู้สึกว่าอยากให้มามองมุมนี้ดีกว่า อยากให้คนที่เคยเจออะไรแบบนี้หันมารักตัวเองให้มาก ๆ

ทำไมดู MV แล้ว บางทีก็เหมือนไม่ได้พูดเรื่องความรัก แต่พูดเรื่องคนในสังคม ตั้งใจให้ตีความ 2 แบบรึเปล่า

ใช่ มีทั้งเรื่องความสัมพันธ์ เราใช้ผู้กำกับใน MV แทนคนที่เป็นแฟนเก่าเรา ที่เขาเคยตีกรอบเรา จนตอนสุดท้ายพี่นั่งเก้าอี้ผู้กำกับเอง หยิบโทรโข่งขึ้นมาสั่งคัต อันนั้นก็เป็นสัญลักษณ์ที่บอกว่าตอนนี้ฉันเป็นผู้กำกับของตัวเองแล้ว

แล้วเราก็อยากพูดเรื่อง LGBTQIA+ ว่ามันมีหลายคาแรกเตอร์ มีเลสเบี้ยน มีเกย์ อยากจะส่งเมสเสจว่าเราอยู่ในกลุ่มพวกคุณนะ เรารับรู้การมีอยู่ของทุกคน เรื่องสมรสเท่าเทียมเราก็พยายามจะใส่เข้าไป อยากให้ทุกคนรู้สึกเชื่อมโยงได้

เรียนผู้อ่านที่เคารพ
ความสาวไม่ใช่เรื่องบาปกรรม

คิดยังไงกับการเป็น LGBTQIA+ ในวงการบันเทิงบ้าง

…ยาก ถ้าไม่ได้เกิดจากซีรีส์วายนะ โคตรยากเลย

ตอนนี้ซีรีส์วายกำลังมา มีเด็ก ๆ น้อง ๆ นักแสดงรุ่นใหม่ที่มาจากซีรีส์วาย โอ้โห แฟนคลับล้นหลามทั่วประเทศ มันเป็นจังหวะที่ดีด้วยแหละ แต่อย่างที่พี่บอกลำพังตัวคนที่เป็น LGBTQIA+ อย่างเดียว ถ้าเข้ามาในวงการนี้โดยที่ไม่ได้มีแบกกราวนด์มาจากซีรีส์วาย ยากมากเลยนะ 

แล้วในวงการก็มีเรื่องสเตอริโอไทป์อะไรต่าง ๆ อีกเยอะมาก เราไม่เคยเล่นละครนะ นี่เป็นความเห็นล้วน ๆ เราสงสัยว่าทำไมบทเกย์ เกย์ไม่ค่อยได้เล่น ส่วนใหญ่ผู้ชายแท้เล่น หรือถ้าเป็นบทเกย์ก็จะเป็นบทตลก เป็นเพื่อนนางเอกตลก ๆ ต้องจีบปากจีบคอ จัดจ้าน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วเกย์มีหลากหลายมาก (เน้นคำ) เกย์เรียบร้อยก็มี เกย์เนิร์ดก็มี เกย์เล่นกีฬาก็มี พระเจ้าช่วย! เกย์เล่นบอลก็มี เกย์เป็นทนายก็มี! 

เราแค่รู้สึกว่า ทำไมวะ ทำไมในซีรีย์หรือในละครไทยไม่มีการนำเสนออะไรพวกนี้เลย จะมีแต่พวกบทผู้จัดการดารา บทช่างแต่งหน้า บทตลก เวลาเราดูเราก็ค่อนข้างมีปัญหาตรงนี้นิดหนึ่ง 

แล้วก็อย่างที่บอกครับ บทเกย์ก็ใช้ผู้ชายสเตรทเล่น นักแสดงเกย์อย่างเราไม่ได้เล่นหรอก เขาก็จะมองว่าสาวไป อย่างพี่ก็เคยโดนคนพูดว่า พูดไดอะล็อกยาว ๆ ไม่ได้หรอก เดี๋ยวออกสาว ติดสาว เราก็จะมองไปอีกทางว่า เขายังไม่ทันให้เราได้ลองเลย เขามองจากคาแรกเตอร์แล้วเขาก็ตัดสินเราไปแล้ว เราอาจจะทำได้ก็ได้ หรือถ้าเราทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เราก็อาจจะทำได้สักวันหนึ่งก็ได้

ที่พูดถึงคือบทชายแท้เหรอ

พี่ไม่รู้ว่าบทที่เขาจะให้เล่นคือบทอะไร ยังไม่ทันได้พูดถึงบทกันเลยน้องเอ๋ย แค่เราเมนชันขึ้นมาว่า เฮ้ย อยากลองเล่นซีรีส์ เล่นละครดูบ้าง เราก็จะโดนบล็อกทันที โอ๊ย! เล่นไม่ได้หรอก เธอพูดไดอะล็อกแล้วออกสาว

เขาพูดจริง ๆ หรือเขาพูดขำ ๆ

เขาพูดจริง! ไม่ได้พูดขำ ๆ เพราะฉะนั้นพี่ก็ไม่เคยได้ไปออดิชันละครหรือซีรีส์อะไรทั้งสิ้น ละครเวทียังมีอยู่บ้าง เพราะว่า เออ เดชะบุญยังร้องเพลงได้อยู่

แล้วเขามีปัญหาอะไรกับความสาวเนี่ย

ไม่รู้สิ เราก็งงเหมือนกันว่าทำไมต้องทำให้ความสาวมันดูเป็นเรื่องบาปกรรมวะ ทุกวันนี้พอมีใครสาวทุกคนก็ยอมรับนะ ถือว่าเป็นตัวของตัวเอง แต่ตอนที่เราเข้าวงการมาใหม่ ๆ มันไม่ใช่แบบนั้นไง

คิดว่าอนาคตควรจะมีที่ทางให้คนที่เป็น LGBTQIA+ ในวงการบันเทิงยังไงบ้าง

พี่คิดว่าทุกคนก็ควรเป็นตัวเองนี่แหละ ทำสิ่งที่อยากทำ ใครเป็นนักร้องก็ร้องเพลงไป ร้องให้ดีที่สุด ใครเป็นนักแสดงก็ตั้งใจทำไป

เร็ว ๆ นี้เราได้ไปฟังสัมภาษณ์ของคนคนนึงมา เขาชื่อ Billy Eichner เขาทำหนังรอมคอมชื่อ Bros ที่ตัวเอกเป็นเกย์ 2 คน ฟังเขาพูดก็รู้สึกว่ามันก็คล้าย ๆ บ้านเราเหมือนกันนะ เขาบอกว่าวงการฮอลลีวูด คนที่ได้รับบทเกย์ส่วนใหญ่ก็จะเป็น Straight Guy ซึ่งเขาก็บอกว่าจริง ๆ แล้วก็อยากให้โอกาสนี้กับเกย์บ้าง แล้วนักแสดงที่เป็นเกย์ ก็ไม่จำเป็นต้องเล่นแต่บทเกย์ ก็ไปเล่นบท Straight ด้วยก็ได้ ไม่ควรแบ่งแยกว่าคนนี้เป็นเกย์ เล่นได้แต่เกย์

เราก็ทำไปเต็มที่ แล้วเราก็รู้สึกว่ามันได้รับการยอมรับมากขึ้น หวังว่ามันจะดีขึ้นเรื่อย ๆ

ในแง่ของบท พี่ก็ว่ามันดีขึ้นนะ สังเกตว่าในทุกซีรีส์ของฝรั่ง มันก็จะมีคนที่เป็น LGBTQIA+ อยู่เยอะ ทำให้คนรู้สึกว่าทุก ๆ สังคมมีคนเหล่านี้อยู่ เราก็อยากให้ซีรีส์หรือละครในไทยสร้างคาแรกเตอร์ใหม่ ๆ ให้กลุ่มเกย์บ้าง ตอนนี้พี่ก็เริ่มเห็นนะ ประเทศไทยก็มีซีรีส์วายที่เล่าถึงวงการแพทย์ ถือว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดี

จริง ๆ แล้วในต่างประเทศก็มีคนวิจารณ์นะ ว่าหนังหรือซีรีส์ตอนนี้ยัดเยียดบทเกย์เกินไป

ก็นานาจิตตัง แต่เราว่าไม่หรอก คนจะมองว่ายัดเยียดก็มองได้ แต่คนที่ไม่ได้รับการ Represent มากพอ เขาก็จะมองว่านี่เป็นโอกาสที่ดีครับ ก็แล้วแต่คนมอง

พูดถึงวงการบันเทิงไทย ตอนนี้ก็มี พีพี กฤษณ์ มี 4MIX ที่กำลังดังอยู่ รู้จักไหม

รู้จัก! 4MIX ก็รู้จัก! ไอเลิฟน้องนินจา ชอบมาก

คิดยังไงที่อยู่ดี ๆ คนก็ชอบเกย์ออกสาว

รู้สึกดี อย่างที่เราพูดไป สมัยก่อนความสาวมันเป็นตราบาป เราก็คิดว่า อะ ก็กูสาว แล้วทำไมล่ะ ก็เลยรู้สึกดีที่คนชอบน้องเขา เราก็ชอบมาก ยัง DM ไปหาอยู่เลยว่าเยี่ยวมาก เริ่ดมาก ดีใจที่น้องเขามีแฟนคลับยิ่งใหญ่ที่เม็กซิโก

ถ้าเกิดช้ากว่านี้สัก 10 ปี คิดว่าตัวเองจะดวงดีกว่านี้ไหม

ดีกว่านี้แน่นอน! เออ เราเกิดเร็วไปหน่อย (หัวเราะ)

ฮึบ!

แล้วตอนนี้จะทำยังไงกับชีวิตต่อไป

(หัวเราะดัง) เป็นคำถามที่ดีมาก

ก็ยังคงร้องเพลงต่อไปเรื่อย ๆ ครับ เป้าหมายเราคืออยากมีเพลงฮิตหลายเพลง ตอนนี้มันมีแค่ ‘รู้ยัง’ เพลงเดียวที่คนรู้จัก ไม่อยากเป็นนักร้องที่ตกอยู่ในหมวด One-hit Wonder เกลียดคำนี้มาก เพราะฉะนั้นก็ยังคงก้าวเดินทางต่อไป หวังว่าสักวันหนึ่งจะมีเพลงที่เปรี้ยงเท่า รู้ยัง หรือมากกว่า

อยากประสบความสำเร็จมากพอที่จะมีคอนเสิร์ตเดี๋ยวของตัวเองได้ เป็นความฝันมาก ๆ เลย ตอนนี้ทำก็ไม่มีใครดูหรอก (หัวเราะ) นั่นแหละ ต้องมีเพลงฮิตเยอะ ๆ มีคนดูมาเยอะๆ

พอใจกับเพลงแรกที่ออกมาไหม

พอใจนะ แต่ยอดวิวก็ไม่ได้ขึ้นเร็วอย่างที่เราหวังไว้ (หัวเราะ) เราเป็นคนใจร้อนอะ เพื่อนก็บอกว่า มึงใจเย็น ๆ ดิวะ เพิ่งออกมา

จะมีโอกาสได้เห็นคุณเล่นละครรึเปล่า

ถ้าเขาติดต่อมาก็อยากเล่นนะครับ เพราะเป็นอะไรที่ไม่เคยเล่นมาก่อนเลย เล่นแต่ละครเวที ส่วนใหญ่งานเราจะเกี่ยวข้องกับการร้องเพลง 100% คนก็จะบอกว่า เธอดูเป็นนักร้องมากรึเปล่า เขาก็เลยไม่เรียกไปเล่น เราก็ไม่รู้ จริง ๆ เราก็อยากลองหลาย ๆ งานนะ ไม่ได้จำกัดตัวเองว่าจะต้องร้องเพลงอย่างเดียว

ในที่สุดยุคใหม่ของ ต้น ธนษิต ก็มาถึง คุณอยากจะบอกทุกคนว่าคุณเป็นใครกันนะ

อยากบอกทุกคนว่า ตอนนี้ฉันเป็นคนที่มีความสุขกับตัวเองแล้ว แต่ก่อนฉันอาจจะเคยกลัวที่จะเป็นตัวเอง แต่ว่าตอนนี้ฉันไม่กลัวแล้ว ฉันมีความสุขกับชีวิตดี นี่เป็นสิ่งที่รู้สึกจริงๆ I’m a happy gay man. ที่ยังทำตามความฝันอยู่ เพลงมันคือเป้าหมายอันดับ 1 ของเราอยู่แล้ว มันคือแพสชันที่รุนแรงที่สุด

ฝากไปฟังเพลงกันเยอะ ๆ ช่วยแชร์กันเยอะ ๆ นะครับ ‘ขอบคุณที่เคยใจร้ายกับฉัน’ ตั้งใจทำมาก ๆ (ยิ้ม)

บทสนทนากว่า 1 ชั่วโมงของเราจบลงด้วยความราบรื่น

เราเป็นมือใหม่ในวงการนักเขียนและนักสัมภาษณ์ สารภาพตรง ๆ ว่าทุกครั้งที่กำลังจะเจอคนใหม่ ๆ จะต้องแอบหวั่นในใจเล็ก ๆ เสมอ

เขาจะดีไหม จะให้ความร่วมมือดีรึเปล่า

แต่การที่ได้มาเจอ ‘พี่ต้น’ ผู้เฟรนด์ลี่ในวันนี้ ในฐานะคนทำงาน เรากลับอิ่มเอมใจ คลายความกังวลที่มีไปได้ทั้งหมด และมากไปกว่านั้น ในฐานะที่เราเป็นคนในชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศ เรารู้สึกราวกับความหวังที่จะได้อยู่ในสังคมที่เป็นมิตรต่อพวกเราได้ถูกจุดขึ้นมาอีกนิด จากทัศนคติของผู้ถ่ายทอดเสียงเพลงคนหนี่งในวงการ

ขอให้ Queer Pop ที่เขาตั้งใจร้อง ส่งผลดีต่อคนอื่น ๆ ที่ได้รับชมรับฟังเช่นกัน

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load