นับตั้งแต่มาเหยียบเยี่ยมเมืองฮิโรชิม่า น้ำบนฟ้าก็ตกลงมาติดต่อกัน 2 วัน

หากใครได้ตามข่าวคราว นี่คือช่วงเวลาที่เมืองทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ฝนตกหนักที่สุดในรอบหลายสิบปีจนทำให้หลายพื้นที่ต้องเผชิญอุทกภัยอย่างหนัก

ช่วงเช้าของวันฝนพรำ หลังจากนั่งรถไฟจากตัวเมืองฮิโรชิม่ากว่าชั่วโมง ต่อรถอีก 20 นาที ผมก็เห็นป้ายเปียกปอนเขียนว่า ‘Yoshida Soccer Park’

สถานที่แห่งนี้คือสนามซ้อมของสโมสรฟุตบอล Sanfrecce Hiroshima-จ่าฝูงของลีกสูงสุดแดนปลาดิบขณะนี้

ฉากหลังของสนามซ้อมสีเขียวชอุ่มคือภูเขาที่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกล

เงียบ-สงบ คือสิ่งที่ผมรู้สึกขณะยืนเฝ้ามองภาพตรงหน้า

ในสนามนักฟุตบอลกำลังซ้อมกันอย่างขะมักเขม้นท่ามกลายสายฝนเพื่อเตรียมตัวลุยเลก 2 ของฤดูกาล ซึ่งหากพวกเขายังคงรักษามาตรฐานการเล่นไว้ได้แบบที่เป็นมา การคว้าแชมป์ลีกสูงสุดอีกครั้ง หลังจากเคยทำมาได้แล้วในปี 2012, 2013 และ 2015 ก็ไม่ใช่เรื่องเกินฝัน

ท่ามกลางนักฟุตบอลญี่ปุ่น ผมเห็นนักฟุตบอลชาวไทยกำลังซ้อมยิงประตูอยู่ในสนาม

เขาคือ มุ้ย-ธีรศิลป์ แดงดา หรือ ‘มุ้ยซัง’ ของเพื่อนร่วมทีม

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ศูนย์หน้าที่ดีที่สุดในไทยออกมาตามฝันที่ต่างแดน ฤดูกาล 2007-2008 เขาเคยไปฝึกฟุตบอลกับสโมสร Manchester City ยอดทีมแห่งเกาะอังกฤษ และเมื่อปี 2014 เขาสร้างประวัติศาสตร์เป็นคนไทยคนแรกที่ได้ลงเล่นใน La Liga ลีกสูงสุดของประเทศเทศสเปนกับสโมสร Almería

เมื่อการซ้อมเสร็จสิ้น ผมเห็นเนื้อตัวและใบหน้าของเขาเปียกชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อและหยาดฝน เราพบกันอีกครั้งในห้องรับรองของสโมสร หลังจากที่เขาอาบน้ำเปลี่ยนชุดเรียบร้อย แล้วบทสนทนาระหว่างเราก็เริ่มจากตรงนั้น

ในขณะที่ฝนภายนอกยังคงโปรยปราย คล้ายชีวิตบางช่วงของเขา

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

1.

ชีวิตที่สบายมันทำให้เราลืมความฝัน

“หลายๆ อย่างมันก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา” ช่วงหนึ่งของการพูดคุยกัน ยอดกองหน้าบอกผมว่าอย่างนั้น

‘หลายๆ อย่าง’ ที่เขาว่า บางสิ่งสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า อาทิ ความตึงของผิวหน้า มัดกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้น สถานะการยอมรับในวงการฟุตบอล ในขณะที่บางสิ่งต้องพูดคุยสัมผัสเท่านั้นจึงจะรับรู้ได้

แม้หลายๆ อย่างจะเปลี่ยนแปลงอย่างที่เขาว่า แต่บางอย่างก็ไม่เปลี่ยนไป

ในชีวิตผมเคยคุยกับธีรศิลป์มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อกว่า 4 ปีก่อน ตอนที่มีข่าวว่าเขาได้รับความสนใจจากสโมสรในสเปน

“ถ้ามีโอกาสอยากจะลองเชื่อตัวเองดูสักครั้ง” วันนั้นเขาตอบแบบนี้เมื่อผมถามว่า เชื่อไหมว่าตัวเองสามารถไปเล่นที่ยุโรปได้ “ความรู้สึกเราคืออยากพิสูจน์ตัวเอง ถึงไม่ได้เล่นก็ขอให้เราได้สู้ก่อน ถ้าเราสู้ไม่ได้แล้วถึงค่อยทำใจยอมรับ”

สิ่งหนึ่งที่แยกธีรศิลป์ออกจากกองหน้าทั่วๆ ไป คือความมุ่งมั่นและจิตวิญญาณนักสู้ ไม่เกรงกลัวที่เผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ๆ แม้การหยุดยืนอยู่ที่เดิมจะปลอดภัยดีอยู่แล้ว ในไทยเขาคือยอดดาวยิงอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เขาก็ไม่ลังเลที่จะก้าวเท้าไปสู่ความเสี่ยงที่จะล้มเหลว ถ้าความเสี่ยงนั้นทำให้เขาเติบใหญ่ทั้งในแง่ฝีเท้าและความคิด

“ผมพยายามพัฒนาในทุกวัน ซึ่งบางช่วงชีวิตเราอาจจะไม่ต้องดิ้นรน ชีวิตสบาย จนลืมไปว่าความฝันเราคืออะไร สิ่งที่เราทำคืออะไร เพราะว่าเราไม่ต้องคิดอะไร เรามีทุกอย่าง มีรถ มีบ้าน มีครอบครัว มีความเป็นอยู่ที่สุขสบาย ฟุตบอลก็ไม่ได้ซ้อมเข้มข้นมาก ซึ่งชีวิตที่สบายมันทำให้เราลืมความฝัน ลืมสิ่งที่เราเคยคิดมาตลอด”

ด้วยความเชื่อเช่นนั้น ทำให้เขาตัดสินใจย้ายจากสโมสรยักษ์ใหญ่อย่าง ‘กิเลนผยอง’ เมืองทอง ยูไนเต็ด มาอยู่ Sanfrecce Hiroshima ด้วยสัญญายืมตัวเป็นเวลา 1 ปี

“ผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนต้องเคยมีความรู้สึกสบายและยังอยากรักษาความสบายนั้นอยู่ แบบที่ยังทำงานเท่าเดิมหรือว่าทำน้อยลงแต่มีทุกอย่างเหมือนเดิม ซึ่งผมก็เคยคิด แต่ว่าที่ผมคิดมากกว่าคือ ในฐานะนักฟุตบอลคนหนึ่ง ผมอยากเก่งขึ้น อยากพัฒนาตัวเองในทุกๆ ปี ในทุกๆ ฤดูกาล ในทุกๆ นัด

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

“ผมอยากเก่งขึ้นเพราะผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเก่งได้แค่นี้ หรือคิดว่านี่เราเก่งที่สุดแล้ว ผมก็เลยตัดสินใจมาที่นี่ เพราะมันอาจจะเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เรามีความสามารถมากขึ้น

“มีคำพูดหนึ่งของโค้ชเตี้ย (สะสม พบประเสริฐ) ตอนนั้นผมอายุ 16 แล้วเก็บตัวทีมชาติ มันเป็นคำพูดแบบเวอร์ๆ แต่ตอนนั้นเราฟังแล้วรู้สึกว่าเป็นคำพูดที่สุดยอด เขาบอกว่า ‘สวรรค์หรือพระเจ้าให้มาไม่เท่ากัน ที่เหลือพวกมึงต้องไปหาเอาเองในสนาม’

“คือตอนนั้นเรายังเด็ก ฟังแล้วหัวใจพองโต เรารู้แหละว่าทุกคนมีจุดดีจุดด้อย ที่เหลือคือมึงแล้วที่ต้องไปหาเอาในสนาม ตอนนั้นฟังแล้วอยากเตะบอล อยากเตะทั้งวัน แล้วมันก็เป็นคำคำหนึ่งที่ผมจะพูดกับเพื่อนตลอดว่า เฮ้ย เดี๋ยวกูไปหาเอาในสนามก่อนนะ ไปหาไอ้สิ่งที่เราขาดไปในสนาม”

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima  ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

2.

ผมยอมเสียใจ แต่ไม่อยากเสียดาย

ก่อนมาค้าแข้งที่ญี่ปุ่นครั้งนี้ ความทรงจำที่ผ่านมาของธีรศิลป์ ณ ดินแดนอาทิตย์อุทัยไม่ค่อยดีนัก

นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาอยากกลับมาแก้ไขความรู้สึกในอดีต

“ก่อนมาอยู่ที่นี่ ผมเคยมาแข่งที่ญี่ปุ่นหลายครั้ง หรือย้อนไปตอนเด็กๆ ที่เป็นการแข่งฟุตบอลเยาวชนชุดต่ำกว่า 17 ปีชิงแชมป์เอเชียที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ ผมก็ติดในชุดนั้นมาด้วย แต่ตอนนั้นเราขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง เราเล่นไม่ดี แล้วเราก็จำมันมาตลอด ถ้ามีโอกาสเราก็อยากกลับมาแก้ไข เหมือนเป็นจุดเล็กๆ ที่ทำให้ผมอยากมาที่นี่ อยากกลับมามีช่วงเวลาที่ดีที่ญี่ปุ่นบ้าง”

แม้จะเคยผ่านประสบการณ์ที่ไม่น่าจดจำและเคยพบอุปสรรคยามไปค้าแข้งต่างแดนจนต้องกลับบ้านก่อนครบสัญญากับสโมสรอัลเมเลีย แต่เขาก็ยังกล้าเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหม่

“ผมอยากเอาชนะตัวเองมากกว่า อยากรู้ว่าจริงๆ แล้วเราทำได้แค่ไหน หรือสุดท้ายถ้าทำไม่ได้ แต่เราก็ได้ทำสิ่งนั้น แม้จะไม่ประสบความสำเร็จแต่เราก็ได้ทำ ผมยอมเสียใจที่ทำไม่สำเร็จ แต่ไม่อยากเสียดายที่ไม่ได้ทำ และทุกครั้งผมจะพยายามทำมันให้ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา”

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

“แล้วกังวลเรื่องอะไรที่สุด” ผมถามชายตรงหน้า

“เรื่องการสื่อสารนอกสนาม” เขาตอบทันที “เวลาที่เราไปข้างนอกคือช่วงเวลาที่ผมได้อยู่กับตัวเอง แล้วบางทีเราจะต้องสื่อสารเรื่องที่ไม่ใช่ฟุตบอล แต่ผมยังพูดไม่ได้ทั้งหมด ผมเลยกังวล แต่พอมาอยู่จริงปัญหานั้นแทบจะไม่มีเลยด้วยซ้ำ เพราะว่าที่นี่เขามีล่ามให้ ซึ่งเขาก็จะคอยตามผมตลอด เป็นเหมือนเงาเลย ปัญหาในการสื่อสารก็เลยน้อยลงกว่าที่ผมเคยเจอ เพราะว่าที่นี่เขาใส่ใจระดับหนึ่ง”

ยอดศูนย์หน้าบอกผมว่า ความแตกต่างอีกอย่างคือระเบียบวินัย และนั่นทำให้ผลงานปลายทางออกมาแตกต่างกัน

“ที่ไทยมันเปิดมากๆ ทั้งอาหารการกิน การใช้ชีวิต เราจะกินตอนไหนก็ได้ แต่ความเป็นระเบียบวินัยที่นี่มีมากกว่า ซ้อมก็ต้องทำงานหนักกว่า และการดูแลตัวเองก็ต้องเพิ่มมากขึ้น คือทุกอย่างเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากชีวิตที่อยู่ในไทย ที่นี่เวลาว่างหลังจากซ้อมเรามีก็จริง แต่เราก็ต้องใช้เวลาว่างนั้นดูแลตัวเองให้มากขึ้น ไม่ใช่ว่านอนอยู่เฉยๆ ต้องคิดว่าเราต้องกินอะไร ต้องทำอะไร เพื่อที่เราจะสามารถจะซ้อมในวันพรุ่งนี้ได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม

“เราไม่ได้มาเที่ยว เรายังมีงานต้องทำ ต้องใช้ร่างกาย ต้องแข่งขัน เพื่อที่จะแย่งตัวจริง แล้วก็ต้องทำผลงานให้ดี มันกดดันเหมือนกันนะ” ว่าถึงตรงนี้รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็หายไป “ด้วยความที่เราเป็นนักเตะต่างชาติ เราก็ต้องทำให้เขายอมรับด้วยว่าเราทำได้ เรามีผลงานที่มากพอ คล้ายๆ นักเตะต่างชาติที่มาเล่นไทยลีกที่ต้องยิงให้ได้ ทำผลงานให้ดี เพราะไม่อย่างนั้นสโมสรเขาก็จะเอาคนอื่นมาแทน ซึ่งเป็นสถานการณ์เดียวกันกับผมตอนนี้เลย เราก็ยังต้องโฟกัสอยู่ทั้งในสนามและนอกสนาม เราต้องทำผลงานให้ดีมากขึ้น เพื่อที่โอกาสที่จะลงสนามมากขึ้น คือการแข่งขันที่นี่เข้มข้นมากกว่า”

พูดถึงการยอมรับ มองอย่างหยาบๆ จากเสียงตอบรับของแฟนบอล การมีส่วนร่วมในสนาม หรือปฏิกิริยาของเพื่อนร่วมทีมที่มีต่อกองหน้าทีมชาติไทยผู้นี้ ผมว่าเขาพิสูจน์ตัวเองได้ในระดับที่น่าพอใจ ไม่มีอะไรต้องวิตก

ถึงวันนี้ เขาลงเล่นในลีกสูงสุดของญี่ปุ่นไปแล้ว 17 นัด ยิงได้ 4 ประตู โดยสามารถปลดล็อกได้ตั้งแต่นัดแรกที่ลงสนามพบกับ Hokkaido Consadole Sapporo สโมสรต้นสังกัดของเพื่อนร่วมชาติอย่าง เมสซี่เจ-ชนาธิป สรงกระสินธ์

“แล้วสิ่งที่ดีมากๆ ในการได้มาเล่นที่นี่คืออะไร” ผมชวนเขาทบทวนถึงแง่งามบ้าง

“เกี่ยวกับฟุตบอลล้วนๆ เลย มันเปิดโลกใหม่ให้ผม มันมีหลายๆ อย่างที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับฟุตบอล เกี่ยวกับการใช้ชีวิต

“ผมถามนักเตะระดับเยาวชนที่นี่ว่า เขาต้องทำงานหนักกว่านักฟุตบอลที่อายุมากหรือที่เป็นตัวจริงอยู่แล้วขนาดไหน คุณเป็นสำรองแล้วคุณซ้อมหนักกว่าตัวจริงมากเท่าไหร่ เพื่อที่จะได้รู้มุมมองที่นักฟุตบอลญี่ปุ่นมีต่อฟุตบอลของเขา ซึ่งมันเป็นทัศนคติที่ถ้าเราอยู่ในไทยเราไม่มีทางรู้หรอกว่าเขาคิดยังไง เขาทำอะไร เขาถึงเก่งกว่าเรา เขาถึงพัฒนากว่าเรา

“ผมมองว่าการได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้มันคุ้ม ผมนั่งอยู่ที่ไทยผมไม่มีทางรู้ ผมแข่งกับเขาก็ไม่มีทางรู้ ผมต้องมาอยู่ตรงนี้ มาเป็นส่วนหนึ่งในทีมของเขาจริงๆ ผมถึงมีโอกาสรู้มากขึ้น ผมชอบตรงนี้ ผมชอบที่จะได้รู้เกี่ยวกับฟุตบอลมากขึ้น”

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima  ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

3.

อย่าไปฟังคนอื่นว่าผมหมดไฟแล้ว

หากฟังเพียงเสียง ดูเพียงแววตา เราอาจเข้าใจผิดว่านี่คือนักเตะหนุ่มวัย 20 ต้นๆ ที่ยังโหยหาความท้าทายใหม่ๆ หากแต่ในความเป็นจริงนักฟุตบอลตรงหน้าคือชายวัย 30

ซึ่งสำหรับนักฟุตบอลอาชีพ เมื่ออายุเข้าเลข 3 ก็นับว่าเข้าสู่ช่วงโรยราแล้ว

รู้สึกมั้ยว่าเราได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ เกี่ยวกับฟุตบอลที่เจลีกช้าเกินไป” ผมถาม

“ไม่ช้านะ” ชายตรงหน้าตอบทันที “โอเค เราก็ต้องยอมรับแหละว่าชีวิตเราไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบหรือเดินมาบนทางที่มันเพอร์เฟกต์ เราก็สู้มาตลอด เพราะฉะนั้น พอได้เจออะไรที่เป็นสิ่งใหม่แล้วมันเป็นประโยชน์ เราก็พยายามซึมซับให้ได้มากที่สุด เท่านั้นเอง

“ผมเป็นคนที่ชอบอะไรใหม่ๆ รู้สึกว่าสนุก ตื่นเต้น เวลาที่ได้เจอสนามใหม่ เจอเพื่อนใหม่ ตอนที่ได้รับข้อเสนอผมคิดไม่นานเลย แล้วก็ไม่ได้ถามใคร คิดแค่เอายังไง จะไปมั้ย จริงๆ ผมเคยคุยกับผู้ใหญ่ของสโมสรเมืองทอง ยูไนเต็ดว่า ถ้ามีโอกาส ผมอยากมา อย่าไปฟังคนอื่นว่าผมมีครอบครัวแล้ว มีลูกแล้ว อายุเยอะแล้ว หรือหมดไฟแล้ว สุดท้ายเขาก็โทรมาบอกผมว่า โอกาสมาแล้วนะ จะเอายังไง ตอนนั้นก็ตั้งใจอยากมาอยู่แล้ว เลยตอบตกลง โดยที่ไม่ได้ถามแฟน ไม่ได้ถามพ่อแม่ ไม่ได้ถามครอบครัวเลย”

แม้อะไรจะไม่เหมือนเดิมเมื่อวันและวัยเปลี่ยนผ่าน แต่มันก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อเสีย

อย่างน้อยเขาก็เติบโตขึ้นและมีมุมมองต่อชีวิตแหลมคมขึ้น

“อะไรที่ตอนเป็นเด็กเราไม่เข้าใจรุ่นพี่ เราก็เริ่มเข้าใจว่ารุ่นพี่เขารู้สึกยังไง คิดยังไง มันก็เป็นมุมมองที่โตมากขึ้นในการแข่ง ในการฝึกซ้อม ในการใช้ชีวิต

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima  ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

“ส่วนเรื่องร่างกายผมก็ต้องดูแลตัวเองมากขึ้น เรารู้ว่าวันหนึ่งมันจะต้องถอยลง แต่เราอยากรักษาให้มันถอยลงช้าที่สุด ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็ปล่อยมันไปเลย มันยังมีวิธีการหลายๆ อย่างที่ยังสามารถรักษากล้ามเนื้อ รักษาสมรรถภาพในการวิ่ง ในการเล่น ได้อยู่”

“แล้วคิดว่าจุดสูงสุดของตัวเองผ่านไปแล้วหรือยัง” ผมชวนเขาทบทวน

ยอดศูนย์หน้าชาวไทยนิ่งคิดไม่นานก่อนตอบ “ผมไม่รู้เหมือนกันนะว่าจุดสูงสุดผมอยู่ตรงไหน มันอาจจะมีช่วงเวลาที่ดีของผมในบางฤดูกาลเท่านั้นเอง แต่ว่าผมยังอยากเก่งขึ้นอีก ผมยังคิดว่ามีช่วงเวลาที่ดีแบบนั้นอีก เพราะฉะนั้น ผมก็พยายามตามหา มันคงไม่ใช่นั่งอยู่เฉยๆ แล้วช่วงเวลานั้นจะเข้ามา ผมถึงมาที่นี่”

แล้วในชีวิตที่ผ่านมาเคยหลงระเริงมั้ย แล้วอะไรดึงให้ยังอยู่ตรงนี้”

“มีบางช่วงนะ อาจจะไม่ได้ถึงกับเหลิง เพียงแต่เรามั่นใจว่าเราทำได้ดี คือผมตอนเด็กๆ มีประสบการณ์ไปแข่งบอลที่นั่นที่นี่ ไปแข่งต่างประเทศ แล้วเรารู้ว่าในรุ่นอายุเราที่เราคิดว่าตัวเองเก่งในไทย แต่พอเราได้เจอทั้งโลก เราแม่งเป็นแค่มดตัวหนึ่งในโลก มึงไม่ได้เก่งอะไรเลย (เสียงสูง) คือในไทยมันอาจจะใช่ แต่พอเราได้ไปเห็นภาพของโลกมาแล้ว เราเลยรู้ว่าจริงๆ แล้วเราไม่เคยเก่ง ไม่เคยเก่งเลย มีคนเก่งกว่าเราอีกเยอะแยะมากในโลก เหมือนที่มาอยู่ที่นี่ เราไม่ได้สูงกว่าใครเลย เราด้อยกว่าเขาด้วยซ้ำ

“บางทีอยู่สบายไปมันก็เคยตัว มันก็คิดในมุมที่อยู่ข้างบน เราก็ไม่ได้กระตือรือร้นชีวิตอะไรมากมาย เราก็ใช้เวลาผ่านๆ ไปโดยที่ไม่ได้คำนึงอะไรมากมาย แต่มาที่นี่มันต้องคิดทุุกเม็ด เพราะฉะนั้น การได้มาสู้ ได้มาลำบาก มันก็ดีเหมือนกันนะ”

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima  ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

4.

มันเป็นความฝันของพ่อผม

3,942 กิโลเมตร คือระยะทางระหว่างกรุงเทพฯ กับฮิโรชิม่า

แต่ความฝันของนักฟุตบอลไทยในการไปเล่นเจลีกดูเหมือนจะไกลกว่านั้นในวันที่ธีรศิลป์เริ่มเล่นฟุตบอล

“ความฝันของผมตอนเด็กๆ คือแค่อยากติดทีมชาติไทยสักครั้งหนึ่ง เรียกว่ามันเป็นความฝันของนักฟุตบอลทุกคน ซึ่งเราไม่รู้หรอกว่าจะเกิดขึ้นจริงๆ หรือเปล่า แล้วอีกอย่างหนึ่งคือมันเป็นความฝันของพ่อผม” ธีรศิลป์พูดถึงชายที่เฝ้ามองเขาอยู่ที่ประเทศบ้านเกิด

หากจะบอกว่าส่วนสำคัญที่ผลักดันให้ยอดศูนย์หน้าชาวไทยมาถึงจุดนี้ได้คือ ประสิทธิ์ แดงดา ผู้เป็นพ่อของเขาก็ไม่ผิดนัก

“พ่อผมเชื่อมั่นมาตลอดตั้งแต่ฟุตบอลไทยยังไม่มีลีกอาชีพ คนอื่นจะสงสัยว่าเตะฟุตบอลแล้วยังไง จะไปทำอะไรต่อ เพราะฟุตบอลในไทยยังไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ในตอนนั้น แต่ว่าพ่อจะเชื่อมั่นตลอด เหมือนมีความฝันว่าผมสามารถไปเล่นต่างประเทศได้ ซึ่งตอนนั้นเราจะต่อต้านพ่อ ต่อต้านความฝันของพ่อว่ามันไกลไป มันไกลมากๆ เราไม่คิดว่ามันจะเป็นไปได้จริงๆ แต่พ่อก็จะคอยบอกว่าผมเล่นได้”

“แล้วจริงๆ ตอนเด็กๆ อยากเป็นอะไร” ผมสงสัย

“พ่อผมเป็นทหาร เราก็ซึมซับมาจากพ่อว่า เราอยากเป็นทหาร อยากมีอาชีพมั่นคง ตอนเด็กพ่อถามว่าอยากเป็นอะไร เราก็บอกพ่อว่า อยากเป็นทหาร อยากเป็นเหมือนพ่อ พ่อก็บอกว่า จะมาเป็นเหมือนพ่อทำไม ทำไมไม่เป็นให้ดีกว่าพ่อ”

ฟังถึงตรงนี้ผมก็นึกถึงภาพแรกของวันที่เห็นเขาวิ่งไล่กวดลูกฟุตบอลท่ามกลางนักฟุตบอลญี่ปุ่น โดยมีสายฝนโปรยปรายเป็นฉากหน้าและภูเขาตั้งตระหง่านเป็นฉากหลัง

ไม่แน่ใจว่าถ้าผู้เป็นพ่อได้มาเห็นภาพเดียวกันนี้ หัวใจเขาจะชุ่มฉ่ำเหมือนสภาพอากาศที่ฮิโรชิม่ายามนี้หรือไม่

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

พบบูทของสโมสรฟุตบอลเจลีกได้ที่งาน NIPPON HAKU BANGKOK 2018

วันที่ 31 สิงหาคม – 2 กันยายน 2018
เวลา 11.00 – 20.00 น.
สถานที่ สยามพารากอน ชั้น 5
โทร 022583983 และ 0891095122

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

วินัย สัตตะรุจาวงษ์

ผู้กำกับรายการและโฆษณาที่ช่วงนี้หันมาสนใจงานแนวสารคดี จึงเน้นทำงานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริง ตัวอย่างผลงานที่ผ่านมาคือ รายการ human ride และ เป็น อยู่ คือ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เราจ้องไปที่หน้าจอโทรศัพท์ ภาพของเด็กหญิงวัย 7 ขวบคนหนึ่งปรากฏขึ้น เธอนั่งอยู่หน้ากล้อง พร้อมแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงหวานใสและกังวานในรายการ ‘The Trainer ปั้นฝันสนั่นเวที ปี 5’ 

ต่อหน้าคณะกรรมการดีกรีนักร้อง-นักแสดงแห่งวงการบันเทิงไทย แววตาของเด็กน้อยผู้มาตามหาความฝันหลายคนปะปนไปด้วยความประหม่า แต่ไม่ใช่สำหรับ อ๊ะอาย-กรณิศ เล้าสุบินประเสริฐ ที่เข้าประกวด The Trainer เป็นเวทีแรก วันนั้นเธอโชว์พลังเสียงไปทั้งหมด 3 เพลง ทั้งยังเปลี่ยนชุดบนเวทีและออกท่าเต้นอย่างไม่เขินอาย จนได้ใจกรรมการและคนในห้องอัดไปครอง 

สำหรับใครหลายคน นั่นคือการเปิดตัวเข้าวงการที่น่าจดจำของอ๊ะอาย แต่เด็กสาวคนนี้ยังไม่หยุดความฝันไว้เพียงเท่านั้น ชื่อของเธอถูกพูดถึงมากขึ้นจากรายการ ‘We Kid Thailand เด็กร้องก้องโลก’ หลังขับร้องเพลง ความในใจ ของ สุเทพ วงศ์กำแหง ด้วยเสียงหวานละมุนตามสไตล์ของตัวเองในวัย 11 ปี ก่อนที่ปลาย พ.ศ. 2563 เธอจะทำตามความฝันขั้นแรกได้สำเร็จ โดยการเป็น 1 ใน 7 ไอดอลวงเกิร์ลกรุ๊ป ‘4EVE’ ในฐานะน้องเล็กสุดของวง

หลังจากหวนรำลึกถึงประวัติของอ๊ะอายไปพอประมาณ คนที่เรานึกถึงก็ก้าวผ่านประตูหมุนสีชมพูของร้าน The Cassette Coffee Bar เข้ามาด้วยท่าทางสดใส

เราชวนอ๊ะอายพูดคุยถึงตัวตนที่น้อยคนจะรู้ พร้อมแบ่งปันแรงบันดาลใจ และวิธีแบ่งเวลาชีวิตระหว่างการเรียน ร้อง เล่น เต้น นอน ฝัน รวมถึงภารกิจอีกล้านแปดที่ไอดอลวัย 16 ปีคนนี้ทำอยู่ทุกวันตลอดเวลาเกือบ 10 ปีในวงการ โดยชีวิตไม่พังและยังบาลานซ์อยู่

เรียน ร้อง เล่น ฝัน ชีวิตที่ทำมาทุกอย่างของ 'อ๊ะอาย กรณิศ' ไอดอลน้องเล็กวง 4EVE
เรียน ร้อง เล่น ฝัน ชีวิตที่ทำมาทุกอย่างของ 'อ๊ะอาย กรณิศ' ไอดอลน้องเล็กวง 4EVE

01
Aheye is on duty

ได้ยินว่าตารางงานของคุณแน่นมาก เดือนล่าสุดต้องทำงานกี่วัน และทำงานอะไรบ้าง

โห! ช่วงนี้มีเตรียมงานของวง 4EVE เตรียมเพลงใหม่ แล้วก็งานละคร ตอนนี้หนูมีกองละครอยู่ 4 กอง ถ้าเปิดตารางงานมาดูก็จะเจอชื่อเรียงกันเลยเป็น อ๊ะอาย อ๊ะอาย อ๊ะอาย ยาวไป 7 วัน (หัวเราะ) แต่กองเขาก็ไม่ได้เอาเวลาของเราไปทุกวันหรอกค่ะ เขาล็อกไว้ก่อน เราอาจจะไม่ได้พักทั้งวัน แต่ก็มีช่วงเวลาว่างระหว่างงาน แค่ได้เล่นโทรศัพท์ก็เหมือนได้พักแล้ว ส่วนวันนี้ไม่มีงานค่ะ หนูไปนวดมา เพราะเพิ่งเรียนพายเรือไปใช้ถ่ายละคร ตอนนี้ถ่ายละครเยอะที่สุด

คุณอยู่ในวงการบันเทิงมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เป็นทั้งนักร้อง นักแสดง เคยเดินแบบ และพากย์เสียง ทำไมถึงทำงานมากมายและหลากหลายขนาดนี้

เราไม่รู้เลยจริง ๆ ค่ะ พอมีโอกาสเข้ามาเราก็ทำ อย่างเดินแบบ คุณแม่เป็นคนพาไป เพราะวันนั้นว่างพอดี เลยลองพาไปสมัครดู แต่เราก็สนุก แอบติดใจอยู่นะ เพราะอยู่ดี ๆ ก็ได้ไปเดินเฉิดฉายให้คนอื่นมอง

จากงานทั้งหมดที่ทำมา คุณชอบงานไหนมากที่สุด

ยากเลยค่ะ อันดับหนึ่งคงจะเป็นเกิร์ลกรุ๊ปก่อน สองคือนักแสดงละครเวที สามคือนักแสดงทั่วไป การแสดงทั้งสองอย่างมันคนละแนวกัน ถึงทักษะที่ใช้จะคล้ายกันบ้าง อย่างเรื่องการโปรเจกต์เสียง แต่ถ้าเป็นละครเวที เราได้ทำทั้งร้องและแสดงไปพร้อมกัน 

มีละครเวทีเรื่องไหนที่คุณอยากจะลองเล่นสักครั้งไหม

รักจับใจ เดอะโรแมนติกมิวสิคัล ที่ พี่บี้ (สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว) เล่นคู่กับ พี่หนูนา (หนึ่งธิดา โสภณ) เราเป็นแฟนคลับพี่หนูนา ก็เลยอยากลองเล่นเรื่องเดียวกับเขาค่ะ ชอบมานานแล้วตั้งแต่เพลง แค่หลับตา บ้านเราฟังเพลงวนอยู่แค่ 2 คน ไม่พี่หนูนาก็พี่บี้

เรียน ร้อง เล่น ฝัน ชีวิตที่ทำมาทุกอย่างของ 'อ๊ะอาย กรณิศ' ไอดอลน้องเล็กวง 4EVE

พูดถึงการทำงานในวงการตลอดเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา อะไรทำให้คุณมีงานเข้ามาไม่ขาด ศิลปินหลายคนยังไม่มีงานเข้าต่อเนื่องขนาดนี้

คงเป็นเพราะผู้ใหญ่ให้โอกาส พอเราไปงานหนึ่งก็ได้ทำความรู้จักกับผู้ใหญ่ เขามีคอนเนกชันส่งเราไปต่อเรื่อย ๆ ก็เลยได้วนเวียนอยู่ในวงการตลอดมา

จำได้ว่าครั้งแรกคือตอนไปประกวดรายการ The Voice kids Thailand แล้วคุณแม่ก็พาไปประกวดเดินแบบ เจ้าของห้องเสื้อเขาเลยชวนไปออดิชันละครเวที สี่แผ่นดิน ต่อ ซึ่งลูกของเขาเล่นเมื่อปีที่แล้ว พอเขาเห็นว่าเราเองก็ร้องเพลงได้จึงแนะนำ แต่อย่าง 4EVE ตอนนั้นคือเราสนใจเรื่องการเต้นและชอบไอดอลเกาหลีเลยลองไปสมัครดู เพราะเห็นว่าเป็นช่อง Workpoint ซึ่งเราเคยร่วมงานกับเขามาแล้วในรายการ We Kid Thailand 

หลังจากได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวง 4EVE ความเป็นน้องเล็กของทีมมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง

ดีตรงที่พี่ ๆ คอยดูแลตลอดเวลา เขาจะเอ็นดูเราว่าเป็นน้องเล็กตลอดกาลและตลอดไป บางทีซื้อของกินมารวม ๆ กัน ก็จะชวนเรามากเป็นพิเศษ กินอีกสิ กินอีกไหม แต่ข้อเสียคือ มีข้อจำกัดบางอย่างที่พี่ ๆ ทำได้แล้ว แต่เรายังทำไม่ได้ เช่น เข้าไปรายการครั้งแรก พี่ที่มีประสบการณ์ เขาจะมีเวลาในการซ้อมเต้นมาก่อนหน้านี้ แต่เราเพิ่งเข้ามา เรายังเด็ก ก็ต้องพัฒนาการเต้นให้เท่ากับพี่เขาให้ได้ ซึ่งสกิลล์ที่ยากที่สุดสำหรับเราคือการเต้น ไม่ถนัดเลย วงเรามีกัน 7 คน ยังถือเป็นจำนวนที่น้อยอยู่ พอต้องยืนเต้นรวมกัน มันจะต้องสามัคคีกันให้ได้ ต้องกลมกลืน

ตอนซ้อมรวมก็ยาก กลัวว่าจะเข้ากับพี่ ๆ ไม่ได้ แต่พอสุดท้ายได้ซ้อมด้วยกันเรื่อย ๆ ตอนนี้หนึ่งปีครึ่งแล้วก็ไม่รู้สึกว่ามีอะไรต้องกังวล พวกเราเชื่อมโยงกันด้วยกระแสจิตค่ะ (หัวเราะ) มันมีจริง ๆ ที่บางทีเราก็ทำท่าเหมือนกันโดยไม่ได้นัดหมาย

ฟังดูสนุกมาก แต่ถ้าตอนนั้นคุณไม่ได้สมัครรายการ 4EVE คุณจะกำลังทำอะไรอยู่

คงจะไล่ออดิชันตามค่ายเพลง เพราะช่วงนั้นเราอินกับเกาหลีมาก ตอนนี้อินกับวง NCT และ ENHYPEN แต่วงแรกที่ทำให้เราอยากเป็นศิลปินเกิร์ลกรุ๊ปคือ BLACKPINK ตอนแรกค่าย YG เคยติดต่อให้มาลองร่วมงานออดิชันที่จัดขึ้นในประเทศไทยดู เพราะช่วงนั้นมีโควิด-19 แล้ว ตอนที่เขาติดต่อมา เราไม่ได้รู้จัก K-POP เลย แต่เรารู้สึกตื่นเต้นและเห็นความแปลกใหม่เลยลองไปศึกษาดู กลายเป็นชื่นชอบ BLACKPINK ก่อนวงแรก

เวลาในวงการของคุณผ่านไปเกือบ 10 ปีแล้ว อะไรคือความสุขที่สุดที่คุณได้รับ

การเห็นคนดูมีความสุข ล่าสุดคือขึ้นเวทีไปแล้วเห็นคนมารอเราเยอะมาก ยกตัวอย่าง วันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมาเป็นงานเปิดตัววง ATLAS พวกเราขึ้นไปโชว์เป็นแขกรับเชิญ มีคนมาเชียร์และตะโกน 4EVE กันใหญ่ ด้วยความที่เราเปิดตัวมาในช่วงโควิด-19 เราจึงได้เจอคนดูไม่บ่อย แต่รอบนั้นคนดูเยอะมากจนเราตกใจ รู้สึกภูมิใจมาก

แล้วอะไรคือสิ่งที่คุณไม่ชอบที่สุดในชีวิตการทำงาน

เราไม่ชอบตอนที่ต้องเลือกงานใดงานหนึ่ง สมมติว่าเป็นงานที่ติดกัน มันรู้สึกเหมือนเราต้องทิ้งโอกาสใดโอกาสหนึ่งไป สำหรับเราโอกาสเป็นสิ่งสำคัญจึงอยากคว้าไว้ แต่ช่วงนี้เกิดขึ้นบ่อยเลยค่ะ (หัวเราะ) จริง ๆ มีหลายงานที่เลือกลำบาก ตั้งแต่ก่อนที่เข้ามาเป็น 4EVE มีค่ายเพลงติดต่อมาพร้อมกัน นั่นคือการเลือกครั้งใหญ่ แต่ก็ทำให้เราได้มายืนตรงนี้

คุณเจอคนในวงการบันเทิงมามากมาย มีใครที่คุณแอบ ‘ดูเทคนิค จดจำ และนำไปใช้’ บ้างไหม

คนแรกคือพี่หนูนาอีกแล้ว พี่เขาน่ารักมาก ร้องเพลงดี เล่นละครเวทีและแสดงได้ด้วย เป็นคนแรกที่เราจดจำและนำไปใช้ ยกตัวอย่าง ตอนเล่นละครเวที พี่หนูนาจะมีความนิ่ง แต่สื่อสารออกมาได้ด้วยสายตาและการมอง ตอนนั้นเลยได้รู้ว่า การสื่อสารแบบนิ่ง ๆ ก็กินใจคนดูได้เหมือนกัน

นอกจากนี้ก็มี จีซอง วง NCT ด้วยความที่เราเป็น NCTzen เลยตามไปดูประวัติเขาตั้งแต่เด็ก ๆ ก็ยิ่งชอบเข้าไปอีก เพราะเขาทำงานตั้งแต่ยังเด็กเหมือนกับเรา เขาเคยพูดในไลฟ์ประมาณว่า เขาเองก็ไม่ได้มีเพื่อนในโรงเรียนเยอะนัก ส่วนมากจะเป็นเพื่อนในวงการ เรารู้สึกว่า เหมือนเราเลย! เราไม่ค่อยได้ไปโรงเรียนเหมือนกัน เขาเก่งนะที่ประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้ บางวันที่เราท้อ พอคิดว่าเขาทำได้ เราก็ต้องทำได้เหมือนกัน

เรียน ร้อง เล่น ฝัน ชีวิตที่ทำมาทุกอย่างของ 'อ๊ะอาย กรณิศ' ไอดอลน้องเล็กวง 4EVE

02
Possible life balance

เห็นคุณมีงานเยอะขนาดนี้ หลายคนอยากจะรู้ว่าคุณบาลานซ์ชีวิตการเรียนและการทำงานอย่างไร

ตอนนี้เรียนออนไลน์เลยยังโชคดีค่ะ เพราะถ้าเรียนออนไซต์อาจจะต้องลาเลย แต่ถ้าเป็นออนไลน์ เราพกไอแพดไปออกกองได้ อย่างช่วงก่อนที่จะมีโควิด-19 เราเรียนในโรงเรียนโดยที่ต้องจัดตารางงานให้อยู่วันเสาร์-อาทิตย์ หรือช่วงเย็นเป็นต้นไปให้เรียนจบวันก่อน

เราพยายามทำให้การเรียนกับการทำงานไปด้วยกันให้ได้ ก็เหนื่อยอยู่นะคะ แต่มันเป็นสิ่งที่เราอยากทำเลยต้องทำให้ได้ ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่เคยโดดงานไปเรียน และไม่เคยโดดเรียนไปทำงานเหมือนกันค่ะ เพราะก่อนจะโดดคือลามาแล้วเรียบร้อย (หัวเราะ)

คุณเอาเวลาช่วงไหนทำการบ้าน ไหนจะอ่านหนังสือสอบอีก

ถ้าเป็นช่วงที่เล่นละครเวที เราก็เอาหนังสือยัดใส่กระเป๋าไปนั่งอ่านระหว่างรอเข้าซีนเลย ใช้เวลาให้คุ้ม ระหว่างบทกับหนังสือที่อ่าน เราก็พยายามจะไม่สับสนกับมัน ถือว่าเวิร์กนะคะ จำได้อยู่ ถึงผลการเรียนที่ออกมาจะไม่ได้สูงเลิศเลอเหมือนคนอื่น แต่มันอยู่ในจุดที่พอใจและเรียนต่อได้

มีวิชาที่ชอบเป็นพิเศษไหม

จริง ๆ ชอบวิชาภาษาไทย ชอบแต่งกลอน แต่พอขึ้นมัธยมปลายมาก็รู้สึกว่ายากแล้ว เลยเปลี่ยนไปชอบดนตรีแทน มันยากด้วยตัววรรณคดีที่เพิ่มขึ้นมา ชื่อจำยากจนรู้สึกว่าอะไรกันคะเนี่ย แต่ถึงจะชอบก็ไม่ได้อยากเป็นครูภาษาไทยนะคะ คิดว่าไม่น่ารอด

สนทนาค้นหาตัวตนกับ ‘อ๊ะอาย กรณิศ’ และชีวิตที่เก็บไว้ทั้งการงาน-การเรียน เพราะมีหลายอย่างที่อยากทำ

อะไรคือสิ่งที่คุณชอบทำเพื่อพักผ่อนยามว่าง

เราชอบฟังเพลง จะหาเพลงใหม่ฟังตลอด ไปถามคนอื่นด้วยว่ามีเพลงอะไรแนะนำไหม แล้วก็เปิดฟังไปเรื่อย ๆ สบาย ๆ

นอกจากบาลานซ์ชีวิตการเรียนและการทำงาน คุณบาลานซ์ชีวิตวัยรุ่นทั้งเรื่องเพื่อนและเรื่องเที่ยวอย่างไร

ถ้าเรื่องเพื่อน เราไม่ค่อยกังวลเท่าไหร่ อยู่ในวงการก็มีเพื่อนได้ แถมคิดว่าวงการทำให้เรามีเพื่อนเพิ่มขึ้นด้วย มีคนอยากเข้าหาเรามากขึ้น แต่ที่สนิทที่สุดก็คือ 4EVE เพราะเราใช้เวลาอยู่ด้วยกันตลอด ไปเที่ยว ทำงาน ถ่ายรายการ ซ้อมเต้น อยู่กับพี่ ๆ 4EVE มากกว่าคนในบ้านอีก เจอทุกวัน แต่ก็มีที่ตรงกันข้ามบ้างที่คนไม่กล้าเข้าหาเรา ส่วนเวลาไปโรงเรียนเพื่อนก็ไม่ได้กรี๊ดกร๊าดเราแบบจริงจัง จะออกแนวแซวมากกว่าว่า 4EVE มาโรงเรียนด้วย 

สำหรับเรา การได้อยู่กับเพื่อนมันดีมาก และน่าจะเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้เรานอนดึกที่สุด เพราะเราจะได้ไปเที่ยวด้วยกัน ใช้เวลาอยู่ด้วยกันให้มากที่สุด

ส่วนเรื่องเที่ยว เราก็อาศัยเที่ยวตามกองเอาค่ะ สมมติกองไปถ่ายที่ภูเก็ต เราก็ไปเที่ยวภูเก็ตพร้อมทำงานไปด้วย หรือเวลาไปเที่ยวคาเฟ่เหมือนวัยรุ่นทั่วไปเราก็มีนะคะ แต่ว่าค่อนข้างน้อยเลย พี่ ๆ ในวงก็บอกว่าเดี๋ยวจะเลี้ยงข้าวนะ แต่เราเองต้องไปหาเวลาว่างก่อน เราก็บอกได้ค่ะพี่

ถ้าต้องนัดเพื่อนมาเที่ยว คุณชอบนัดเจอเพื่อนที่ไหน

สยามนี่แหละค่ะ เพราะเป็นที่ที่ใครหลายคนมา ไม่ได้กลัวว่าแฟนคลับหรือใครจะเจอเราเดินอยู่ ถ้าเขาอยากเข้ามาทักก็ทักได้เลย ยินดีมาก ๆ ที่เข้ามาทักทายกัน

ถ้าเป็นต่างจังหวัด ตอนนี้อยากจะไปเที่ยวที่ไหนที่สุด

ชลบุรีค่ะ หนูชอบไปทะเลมากกว่าภูเขา ตอนนี้อยากไปสัมผัสหาดทราย

ตอนนี้คุณอาจจะยังไม่มีเวลาไปพักผ่อนบนหาดทราย รู้สึกเครียดกับชีวิตที่ตารางงานจัดเต็มตลอดบ้างไหม

ไม่เครียดเลยค่ะ เราอยู่กับมันได้

สนทนาค้นหาตัวตนกับ ‘อ๊ะอาย กรณิศ’ และชีวิตที่เก็บไว้ทั้งการงาน-การเรียน เพราะมีหลายอย่างที่อยากทำ
สนทนาค้นหาตัวตนกับ ‘อ๊ะอาย กรณิศ’ และชีวิตที่เก็บไว้ทั้งการงาน-การเรียน เพราะมีหลายอย่างที่อยากทำ

03
Insight Aheye

ถ้าพูดถึงตัวตนของคุณ อะไรคือความแตกต่างระหว่างคุณตัวจริง กับคุณที่เห็นเวลาสัมภาษณ์ในสื่อ

ถ้ากำลังให้สัมภาษณ์แล้วอยู่กับวง แฟนคลับหลายคนจะบอกว่าเราค่อนข้างคีพลุค ดูนิ่งเวลาออกหน้ากล้อง พูดน้อย เรียบร้อย พูดไม่ทันพี่ ๆ แต่พอมาอยู่ในไลฟ์คนเดียว เราจะคุยได้คล่องเลย ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ตัวจริงพูดคนเดียวเก่งนะ คิดว่าน่าจะเป็นความต่าง

การมีชื่อเสียงน่าจะทำให้คนรู้จักและอยากเข้ามาจีบคุณเยอะ เล่าเรื่องการจีบที่แปลกที่สุดให้ฟังหน่อย

คิดว่าเข้ามาจีบไม่มีนะคะ ส่วนมากเขาจะเข้ามาเป็นเพื่อน ถ้าจะแปลกคือ อยู่ดี ๆ มาเล่นบทเบียว ๆ แบบหมาป่าเดียวดายกับลูกแกะน้อยกับเรา สรุปเราก็งง เขาก็งง (หัวเราะ) แต่จริง ๆ แค่มาทักทายก็ประทับใจแล้วค่ะ

คุณน่าจะมีแฟนคลับที่ติดตามมาตั้งแต่เพิ่งเข้าวงการ มีความประทับใจอะไรเป็นพิเศษกับพวกเขาบ้างไหม

มีค่ะ มีคนทำกล่องดนตรีใส่เพลงให้ พอเปิดกล่องมาก็เจอรูปเรา ส่วนอีกคนให้สมุดเล่มเล็กที่ด้านในมีภาพโพราลอยด์ท้องฟ้าของทุก ๆ วันตลอด 1 เดือน ของทั้งหมดที่แฟนคลับให้หนูเก็บไว้ในห้องนอนเลยทุกชิ้น ถ้าเป็นกระดาษที่เขียนมาให้เรา เราก็จะมีแฟ้มเก็บเอาไว้ นี่คือจดหมายจากทุกคน

แฟนคลับหลายคนติดตามมาจาก We Kid ลากยาวมาเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน บางคนก็เพิ่งรู้จักจากวง 4EVE อายุเยอะที่สุดก็ประมาณ 60 ได้ค่ะ คุณยายมากับหลาน หลานบอกว่าคุณยายชอบเรามากเลย หลังจบรายการ We Kid เรากับเพื่อน ๆ ไปทำคอนเสิร์ตการกุศลกัน และก็ได้เจอคุณยายครั้งแรกที่นั่น 

เวลาคุณเสิร์ช Google เกี่ยวกับตัวเอง คุณเจออะไรบ้าง

เราก็จะพิมพ์ไปเลยว่า อ๊ะอาย กรณิศ แล้วเลื่อนดู ส่วนมากจะเป็นสกู๊ปข่าว อ๊ะอายเปิดตัวละครเรื่องใหม่ ก็เข้าไปอ่านเรื่อย ๆ

ย้อนกลับไปช่วงที่คุณเป็นไวรัลจากเพลง ความในใจ รายการ We Kid คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นคลิปตัวเองกระจายอยู่ในทุกสื่อ และนั่นคือการค้นพบว่าตัวเองมีชื่อเสียงแล้วหรือเปล่า

โห! ความรู้สึกแรกคือ ทำไมเราเจอคลิปตัวเองอีกแล้ว เราไม่ได้คิดว่ามันไวรัล ด้วยความที่เป็นเด็กอายุแค่ 11 ขวบ เราไม่รู้ว่าตอนนั้นมันดังมากขนาดไหน แต่ยังไม่รู้สึกว่าเรามีชื่อเสียงแล้วนะคะ เราแค่คิดว่าถ้าไปโรงเรียนเพื่อนน่าจะเห็นแล้วทักแน่ ๆ แต่ในความเป็นจริง เพื่อนไม่ทักค่ะ (หัวเราะ) คนที่เห็นน่าจะเป็นพ่อแม่เพื่อนมากกว่า

สนทนาค้นหาตัวตนกับ ‘อ๊ะอาย กรณิศ’ และชีวิตที่เก็บไว้ทั้งการงาน-การเรียน เพราะมีหลายอย่างที่อยากทำ

ในรายการ The Trainer ถ้าคุณได้เป็นเมนเทอร์ของตัวเองในวัย 7 ขวบ คุณจะบอกกับเด็กคนนั้นว่าอย่างไร

หนูแซ่บมากลูก หนูใส่เสื้อคลุมสีดำ เปลี่ยนชุดกลางเวที เต้นไก่กา แต่ก็พยายามต่อไปนะ หนูแซ่บแล้ว แค่ต้องยิ้มเยอะ ๆ เพราะหนูร้องเพลงหน้านิ่งมาก ตอนนั้นก็ถูกบอกให้ยิ้ม แต่บางทีเราก็ทำหน้าบึ้ง นึกได้ก็ยิ้มใหม่ แล้วก็นิ่ง แล้วก็ยิ้มอยู่แบบนั้น

ยังจำความฝันตอนอายุ 7 ขวบได้ไหม ตอนนี้คุณอยู่ในจุดที่ฝันไว้แล้วหรือยัง

ความฝันในตอนนั้นคืออยากร้องเพลงเฉย ๆ เลยค่ะ ยืนอยู่บนเวทีร้องเพลงให้ทุกคนฟัง เท่านั้นเลย ตอนนี้ก็อยู่ในจุดที่ฝันไว้แล้ว แต่ฝันของเราไม่ได้หยุดแค่นั้น ถ้าต่อยอดจากความฝันในการร้องเพลงทุกวัน เพราะอยากเป็นนักร้อง ตอนนี้เราอยากเป็นนักร้อง ร้องเพลง ยืนอยู่บนเวที และทำให้คนดูมีความสุขเพิ่มขึ้น ถ้าเป้าหมายสูงสุดในตอนนี้ก็คืออยากไปแสดงต่างประเทศ

ปัจจุบันคุณมีงานเข้ามาเยอะมากและคุณแม่เป็นคนช่วยจัดตารางงานให้หลายอย่าง ถ้าคุณแม่ลาพักร้อนสักหนึ่งอาทิตย์ ชีวิตของคุณจะเป็นอย่างไรบ้าง

ปกติจะเราจะอยู่กับครอบครัวเยอะมาก โดยเฉพาะช่วงนี้ คุณแม่ก็ไปกองละครด้วยกัน พักกองก็จะเจอคุณแม่ ถ้าคุณแม่ลาพักร้อน แล้วสมมติว่าไม่มีงาน หนูก็คงจะนอนดูอนิเมะอยู่ห้อง เพราะปกติจะเปิดดูช่วงกินข้าว เรื่องที่ชอบ เช่น My Hero Academia, Shaman King หรือไม่ก็ Demon Slayer: Kimetsu no Yaiba ส่วนมากจะเป็นญี่ปุ่น ถ้าเป็นของฝรั่งจะดูไม่ค่อยจบ 

ส่วนมังงะไม่ค่อยมีเวลาอ่านเลย พอดูอนิเมะแล้วก็จะนอนกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนเตียงทั้งอาทิตย์ ไหน ๆ ก็ไม่มีงานทั้งที แต่ถ้ามีงานเข้ามาใหม่ เราต้องรีบบอกพี่เออาร์ทางวงก่อน ไม่ใช่อะไรนะคะ ให้พี่เขาจองรถตู้ให้ เพราะไม่มีใครไปรับไปส่ง (หัวเราะ)

ต่อจากนี้อีก 10 ปีข้างหน้า คุณมองเห็นตัวเองอยู่ในจุดไหน

ปีนี้หนูจะอายุ 17 ปี อีก 10 ปี ก็อายุ 27 หนูอยากให้ตัวเองยังชอบร้องเพลงอยู่แบบนี้ไปเรื่อย ๆ หวังว่าจะเก่งขึ้นกว่าตอนนี้ ที่บอกแบบนั้นเพราะตอนนี้งานละครเข้ามาเยอะมาก แอบกลัวว่าจะลืมว่าเราเคยร้องเพลงได้ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้มีปัญหาอะไรนะคะ เราแค่อยากทำอะไรได้หลายอย่าง อ้อ! และหนูก็หวังว่าอีก 10 ปีข้างหน้าจะแต่งเพลงเป็นแล้ว หนูอยากลองแต่งเพลงให้ทุกคนฟังแล้วรู้สึกทัชหัวใจบ้าง

พอเราอยู่วง 4EVE เราจะเจอโปรดิวเซอร์เก่ง ๆ เขาจะส่งเดโมมาให้เราฟัง เรารู้สึกว่าอันแรกที่ส่งมามันก็ดีแล้ว แต่ทำไมพอเขาแก้มาอีกแล้วมันดีขึ้นเรื่อย ๆ เราชอบความที่หนึ่งเพลงมันไปได้ไกลและหลากหลาย เราเลยอยากลองแต่งเพลงให้ได้เองบ้าง เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกถึงคนฟังและเราเองก็ได้ร้องเพลงของเรา

สนทนาค้นหาตัวตนกับ ‘อ๊ะอาย กรณิศ’ และชีวิตที่เก็บไว้ทั้งการงาน-การเรียน เพราะมีหลายอย่างที่อยากทำ

ขอบคุณสถานที่

ร้าน The Cassette Coffee Bar 

สยามสแควร์ ซอย 3 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

เปิดทุกวัน 10.00 – 20.00 น.

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load