นับตั้งแต่มาเหยียบเยี่ยมเมืองฮิโรชิม่า น้ำบนฟ้าก็ตกลงมาติดต่อกัน 2 วัน

หากใครได้ตามข่าวคราว นี่คือช่วงเวลาที่เมืองทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ฝนตกหนักที่สุดในรอบหลายสิบปีจนทำให้หลายพื้นที่ต้องเผชิญอุทกภัยอย่างหนัก

ช่วงเช้าของวันฝนพรำ หลังจากนั่งรถไฟจากตัวเมืองฮิโรชิม่ากว่าชั่วโมง ต่อรถอีก 20 นาที ผมก็เห็นป้ายเปียกปอนเขียนว่า ‘Yoshida Soccer Park’

สถานที่แห่งนี้คือสนามซ้อมของสโมสรฟุตบอล Sanfrecce Hiroshima-จ่าฝูงของลีกสูงสุดแดนปลาดิบขณะนี้

ฉากหลังของสนามซ้อมสีเขียวชอุ่มคือภูเขาที่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกล

เงียบ-สงบ คือสิ่งที่ผมรู้สึกขณะยืนเฝ้ามองภาพตรงหน้า

ในสนามนักฟุตบอลกำลังซ้อมกันอย่างขะมักเขม้นท่ามกลายสายฝนเพื่อเตรียมตัวลุยเลก 2 ของฤดูกาล ซึ่งหากพวกเขายังคงรักษามาตรฐานการเล่นไว้ได้แบบที่เป็นมา การคว้าแชมป์ลีกสูงสุดอีกครั้ง หลังจากเคยทำมาได้แล้วในปี 2012, 2013 และ 2015 ก็ไม่ใช่เรื่องเกินฝัน

ท่ามกลางนักฟุตบอลญี่ปุ่น ผมเห็นนักฟุตบอลชาวไทยกำลังซ้อมยิงประตูอยู่ในสนาม

เขาคือ มุ้ย-ธีรศิลป์ แดงดา หรือ ‘มุ้ยซัง’ ของเพื่อนร่วมทีม

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ศูนย์หน้าที่ดีที่สุดในไทยออกมาตามฝันที่ต่างแดน ฤดูกาล 2007-2008 เขาเคยไปฝึกฟุตบอลกับสโมสร Manchester City ยอดทีมแห่งเกาะอังกฤษ และเมื่อปี 2014 เขาสร้างประวัติศาสตร์เป็นคนไทยคนแรกที่ได้ลงเล่นใน La Liga ลีกสูงสุดของประเทศเทศสเปนกับสโมสร Almería

เมื่อการซ้อมเสร็จสิ้น ผมเห็นเนื้อตัวและใบหน้าของเขาเปียกชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อและหยาดฝน เราพบกันอีกครั้งในห้องรับรองของสโมสร หลังจากที่เขาอาบน้ำเปลี่ยนชุดเรียบร้อย แล้วบทสนทนาระหว่างเราก็เริ่มจากตรงนั้น

ในขณะที่ฝนภายนอกยังคงโปรยปราย คล้ายชีวิตบางช่วงของเขา

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

1.

ชีวิตที่สบายมันทำให้เราลืมความฝัน

“หลายๆ อย่างมันก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา” ช่วงหนึ่งของการพูดคุยกัน ยอดกองหน้าบอกผมว่าอย่างนั้น

‘หลายๆ อย่าง’ ที่เขาว่า บางสิ่งสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า อาทิ ความตึงของผิวหน้า มัดกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้น สถานะการยอมรับในวงการฟุตบอล ในขณะที่บางสิ่งต้องพูดคุยสัมผัสเท่านั้นจึงจะรับรู้ได้

แม้หลายๆ อย่างจะเปลี่ยนแปลงอย่างที่เขาว่า แต่บางอย่างก็ไม่เปลี่ยนไป

ในชีวิตผมเคยคุยกับธีรศิลป์มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อกว่า 4 ปีก่อน ตอนที่มีข่าวว่าเขาได้รับความสนใจจากสโมสรในสเปน

“ถ้ามีโอกาสอยากจะลองเชื่อตัวเองดูสักครั้ง” วันนั้นเขาตอบแบบนี้เมื่อผมถามว่า เชื่อไหมว่าตัวเองสามารถไปเล่นที่ยุโรปได้ “ความรู้สึกเราคืออยากพิสูจน์ตัวเอง ถึงไม่ได้เล่นก็ขอให้เราได้สู้ก่อน ถ้าเราสู้ไม่ได้แล้วถึงค่อยทำใจยอมรับ”

สิ่งหนึ่งที่แยกธีรศิลป์ออกจากกองหน้าทั่วๆ ไป คือความมุ่งมั่นและจิตวิญญาณนักสู้ ไม่เกรงกลัวที่เผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ๆ แม้การหยุดยืนอยู่ที่เดิมจะปลอดภัยดีอยู่แล้ว ในไทยเขาคือยอดดาวยิงอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เขาก็ไม่ลังเลที่จะก้าวเท้าไปสู่ความเสี่ยงที่จะล้มเหลว ถ้าความเสี่ยงนั้นทำให้เขาเติบใหญ่ทั้งในแง่ฝีเท้าและความคิด

“ผมพยายามพัฒนาในทุกวัน ซึ่งบางช่วงชีวิตเราอาจจะไม่ต้องดิ้นรน ชีวิตสบาย จนลืมไปว่าความฝันเราคืออะไร สิ่งที่เราทำคืออะไร เพราะว่าเราไม่ต้องคิดอะไร เรามีทุกอย่าง มีรถ มีบ้าน มีครอบครัว มีความเป็นอยู่ที่สุขสบาย ฟุตบอลก็ไม่ได้ซ้อมเข้มข้นมาก ซึ่งชีวิตที่สบายมันทำให้เราลืมความฝัน ลืมสิ่งที่เราเคยคิดมาตลอด”

ด้วยความเชื่อเช่นนั้น ทำให้เขาตัดสินใจย้ายจากสโมสรยักษ์ใหญ่อย่าง ‘กิเลนผยอง’ เมืองทอง ยูไนเต็ด มาอยู่ Sanfrecce Hiroshima ด้วยสัญญายืมตัวเป็นเวลา 1 ปี

“ผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนต้องเคยมีความรู้สึกสบายและยังอยากรักษาความสบายนั้นอยู่ แบบที่ยังทำงานเท่าเดิมหรือว่าทำน้อยลงแต่มีทุกอย่างเหมือนเดิม ซึ่งผมก็เคยคิด แต่ว่าที่ผมคิดมากกว่าคือ ในฐานะนักฟุตบอลคนหนึ่ง ผมอยากเก่งขึ้น อยากพัฒนาตัวเองในทุกๆ ปี ในทุกๆ ฤดูกาล ในทุกๆ นัด

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

“ผมอยากเก่งขึ้นเพราะผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเก่งได้แค่นี้ หรือคิดว่านี่เราเก่งที่สุดแล้ว ผมก็เลยตัดสินใจมาที่นี่ เพราะมันอาจจะเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เรามีความสามารถมากขึ้น

“มีคำพูดหนึ่งของโค้ชเตี้ย (สะสม พบประเสริฐ) ตอนนั้นผมอายุ 16 แล้วเก็บตัวทีมชาติ มันเป็นคำพูดแบบเวอร์ๆ แต่ตอนนั้นเราฟังแล้วรู้สึกว่าเป็นคำพูดที่สุดยอด เขาบอกว่า ‘สวรรค์หรือพระเจ้าให้มาไม่เท่ากัน ที่เหลือพวกมึงต้องไปหาเอาเองในสนาม’

“คือตอนนั้นเรายังเด็ก ฟังแล้วหัวใจพองโต เรารู้แหละว่าทุกคนมีจุดดีจุดด้อย ที่เหลือคือมึงแล้วที่ต้องไปหาเอาในสนาม ตอนนั้นฟังแล้วอยากเตะบอล อยากเตะทั้งวัน แล้วมันก็เป็นคำคำหนึ่งที่ผมจะพูดกับเพื่อนตลอดว่า เฮ้ย เดี๋ยวกูไปหาเอาในสนามก่อนนะ ไปหาไอ้สิ่งที่เราขาดไปในสนาม”

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima  ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

2.

ผมยอมเสียใจ แต่ไม่อยากเสียดาย

ก่อนมาค้าแข้งที่ญี่ปุ่นครั้งนี้ ความทรงจำที่ผ่านมาของธีรศิลป์ ณ ดินแดนอาทิตย์อุทัยไม่ค่อยดีนัก

นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาอยากกลับมาแก้ไขความรู้สึกในอดีต

“ก่อนมาอยู่ที่นี่ ผมเคยมาแข่งที่ญี่ปุ่นหลายครั้ง หรือย้อนไปตอนเด็กๆ ที่เป็นการแข่งฟุตบอลเยาวชนชุดต่ำกว่า 17 ปีชิงแชมป์เอเชียที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ ผมก็ติดในชุดนั้นมาด้วย แต่ตอนนั้นเราขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง เราเล่นไม่ดี แล้วเราก็จำมันมาตลอด ถ้ามีโอกาสเราก็อยากกลับมาแก้ไข เหมือนเป็นจุดเล็กๆ ที่ทำให้ผมอยากมาที่นี่ อยากกลับมามีช่วงเวลาที่ดีที่ญี่ปุ่นบ้าง”

แม้จะเคยผ่านประสบการณ์ที่ไม่น่าจดจำและเคยพบอุปสรรคยามไปค้าแข้งต่างแดนจนต้องกลับบ้านก่อนครบสัญญากับสโมสรอัลเมเลีย แต่เขาก็ยังกล้าเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหม่

“ผมอยากเอาชนะตัวเองมากกว่า อยากรู้ว่าจริงๆ แล้วเราทำได้แค่ไหน หรือสุดท้ายถ้าทำไม่ได้ แต่เราก็ได้ทำสิ่งนั้น แม้จะไม่ประสบความสำเร็จแต่เราก็ได้ทำ ผมยอมเสียใจที่ทำไม่สำเร็จ แต่ไม่อยากเสียดายที่ไม่ได้ทำ และทุกครั้งผมจะพยายามทำมันให้ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา”

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

“แล้วกังวลเรื่องอะไรที่สุด” ผมถามชายตรงหน้า

“เรื่องการสื่อสารนอกสนาม” เขาตอบทันที “เวลาที่เราไปข้างนอกคือช่วงเวลาที่ผมได้อยู่กับตัวเอง แล้วบางทีเราจะต้องสื่อสารเรื่องที่ไม่ใช่ฟุตบอล แต่ผมยังพูดไม่ได้ทั้งหมด ผมเลยกังวล แต่พอมาอยู่จริงปัญหานั้นแทบจะไม่มีเลยด้วยซ้ำ เพราะว่าที่นี่เขามีล่ามให้ ซึ่งเขาก็จะคอยตามผมตลอด เป็นเหมือนเงาเลย ปัญหาในการสื่อสารก็เลยน้อยลงกว่าที่ผมเคยเจอ เพราะว่าที่นี่เขาใส่ใจระดับหนึ่ง”

ยอดศูนย์หน้าบอกผมว่า ความแตกต่างอีกอย่างคือระเบียบวินัย และนั่นทำให้ผลงานปลายทางออกมาแตกต่างกัน

“ที่ไทยมันเปิดมากๆ ทั้งอาหารการกิน การใช้ชีวิต เราจะกินตอนไหนก็ได้ แต่ความเป็นระเบียบวินัยที่นี่มีมากกว่า ซ้อมก็ต้องทำงานหนักกว่า และการดูแลตัวเองก็ต้องเพิ่มมากขึ้น คือทุกอย่างเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากชีวิตที่อยู่ในไทย ที่นี่เวลาว่างหลังจากซ้อมเรามีก็จริง แต่เราก็ต้องใช้เวลาว่างนั้นดูแลตัวเองให้มากขึ้น ไม่ใช่ว่านอนอยู่เฉยๆ ต้องคิดว่าเราต้องกินอะไร ต้องทำอะไร เพื่อที่เราจะสามารถจะซ้อมในวันพรุ่งนี้ได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม

“เราไม่ได้มาเที่ยว เรายังมีงานต้องทำ ต้องใช้ร่างกาย ต้องแข่งขัน เพื่อที่จะแย่งตัวจริง แล้วก็ต้องทำผลงานให้ดี มันกดดันเหมือนกันนะ” ว่าถึงตรงนี้รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็หายไป “ด้วยความที่เราเป็นนักเตะต่างชาติ เราก็ต้องทำให้เขายอมรับด้วยว่าเราทำได้ เรามีผลงานที่มากพอ คล้ายๆ นักเตะต่างชาติที่มาเล่นไทยลีกที่ต้องยิงให้ได้ ทำผลงานให้ดี เพราะไม่อย่างนั้นสโมสรเขาก็จะเอาคนอื่นมาแทน ซึ่งเป็นสถานการณ์เดียวกันกับผมตอนนี้เลย เราก็ยังต้องโฟกัสอยู่ทั้งในสนามและนอกสนาม เราต้องทำผลงานให้ดีมากขึ้น เพื่อที่โอกาสที่จะลงสนามมากขึ้น คือการแข่งขันที่นี่เข้มข้นมากกว่า”

พูดถึงการยอมรับ มองอย่างหยาบๆ จากเสียงตอบรับของแฟนบอล การมีส่วนร่วมในสนาม หรือปฏิกิริยาของเพื่อนร่วมทีมที่มีต่อกองหน้าทีมชาติไทยผู้นี้ ผมว่าเขาพิสูจน์ตัวเองได้ในระดับที่น่าพอใจ ไม่มีอะไรต้องวิตก

ถึงวันนี้ เขาลงเล่นในลีกสูงสุดของญี่ปุ่นไปแล้ว 17 นัด ยิงได้ 4 ประตู โดยสามารถปลดล็อกได้ตั้งแต่นัดแรกที่ลงสนามพบกับ Hokkaido Consadole Sapporo สโมสรต้นสังกัดของเพื่อนร่วมชาติอย่าง เมสซี่เจ-ชนาธิป สรงกระสินธ์

“แล้วสิ่งที่ดีมากๆ ในการได้มาเล่นที่นี่คืออะไร” ผมชวนเขาทบทวนถึงแง่งามบ้าง

“เกี่ยวกับฟุตบอลล้วนๆ เลย มันเปิดโลกใหม่ให้ผม มันมีหลายๆ อย่างที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับฟุตบอล เกี่ยวกับการใช้ชีวิต

“ผมถามนักเตะระดับเยาวชนที่นี่ว่า เขาต้องทำงานหนักกว่านักฟุตบอลที่อายุมากหรือที่เป็นตัวจริงอยู่แล้วขนาดไหน คุณเป็นสำรองแล้วคุณซ้อมหนักกว่าตัวจริงมากเท่าไหร่ เพื่อที่จะได้รู้มุมมองที่นักฟุตบอลญี่ปุ่นมีต่อฟุตบอลของเขา ซึ่งมันเป็นทัศนคติที่ถ้าเราอยู่ในไทยเราไม่มีทางรู้หรอกว่าเขาคิดยังไง เขาทำอะไร เขาถึงเก่งกว่าเรา เขาถึงพัฒนากว่าเรา

“ผมมองว่าการได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้มันคุ้ม ผมนั่งอยู่ที่ไทยผมไม่มีทางรู้ ผมแข่งกับเขาก็ไม่มีทางรู้ ผมต้องมาอยู่ตรงนี้ มาเป็นส่วนหนึ่งในทีมของเขาจริงๆ ผมถึงมีโอกาสรู้มากขึ้น ผมชอบตรงนี้ ผมชอบที่จะได้รู้เกี่ยวกับฟุตบอลมากขึ้น”

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima  ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

3.

อย่าไปฟังคนอื่นว่าผมหมดไฟแล้ว

หากฟังเพียงเสียง ดูเพียงแววตา เราอาจเข้าใจผิดว่านี่คือนักเตะหนุ่มวัย 20 ต้นๆ ที่ยังโหยหาความท้าทายใหม่ๆ หากแต่ในความเป็นจริงนักฟุตบอลตรงหน้าคือชายวัย 30

ซึ่งสำหรับนักฟุตบอลอาชีพ เมื่ออายุเข้าเลข 3 ก็นับว่าเข้าสู่ช่วงโรยราแล้ว

รู้สึกมั้ยว่าเราได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ เกี่ยวกับฟุตบอลที่เจลีกช้าเกินไป” ผมถาม

“ไม่ช้านะ” ชายตรงหน้าตอบทันที “โอเค เราก็ต้องยอมรับแหละว่าชีวิตเราไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบหรือเดินมาบนทางที่มันเพอร์เฟกต์ เราก็สู้มาตลอด เพราะฉะนั้น พอได้เจออะไรที่เป็นสิ่งใหม่แล้วมันเป็นประโยชน์ เราก็พยายามซึมซับให้ได้มากที่สุด เท่านั้นเอง

“ผมเป็นคนที่ชอบอะไรใหม่ๆ รู้สึกว่าสนุก ตื่นเต้น เวลาที่ได้เจอสนามใหม่ เจอเพื่อนใหม่ ตอนที่ได้รับข้อเสนอผมคิดไม่นานเลย แล้วก็ไม่ได้ถามใคร คิดแค่เอายังไง จะไปมั้ย จริงๆ ผมเคยคุยกับผู้ใหญ่ของสโมสรเมืองทอง ยูไนเต็ดว่า ถ้ามีโอกาส ผมอยากมา อย่าไปฟังคนอื่นว่าผมมีครอบครัวแล้ว มีลูกแล้ว อายุเยอะแล้ว หรือหมดไฟแล้ว สุดท้ายเขาก็โทรมาบอกผมว่า โอกาสมาแล้วนะ จะเอายังไง ตอนนั้นก็ตั้งใจอยากมาอยู่แล้ว เลยตอบตกลง โดยที่ไม่ได้ถามแฟน ไม่ได้ถามพ่อแม่ ไม่ได้ถามครอบครัวเลย”

แม้อะไรจะไม่เหมือนเดิมเมื่อวันและวัยเปลี่ยนผ่าน แต่มันก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อเสีย

อย่างน้อยเขาก็เติบโตขึ้นและมีมุมมองต่อชีวิตแหลมคมขึ้น

“อะไรที่ตอนเป็นเด็กเราไม่เข้าใจรุ่นพี่ เราก็เริ่มเข้าใจว่ารุ่นพี่เขารู้สึกยังไง คิดยังไง มันก็เป็นมุมมองที่โตมากขึ้นในการแข่ง ในการฝึกซ้อม ในการใช้ชีวิต

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima  ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

“ส่วนเรื่องร่างกายผมก็ต้องดูแลตัวเองมากขึ้น เรารู้ว่าวันหนึ่งมันจะต้องถอยลง แต่เราอยากรักษาให้มันถอยลงช้าที่สุด ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็ปล่อยมันไปเลย มันยังมีวิธีการหลายๆ อย่างที่ยังสามารถรักษากล้ามเนื้อ รักษาสมรรถภาพในการวิ่ง ในการเล่น ได้อยู่”

“แล้วคิดว่าจุดสูงสุดของตัวเองผ่านไปแล้วหรือยัง” ผมชวนเขาทบทวน

ยอดศูนย์หน้าชาวไทยนิ่งคิดไม่นานก่อนตอบ “ผมไม่รู้เหมือนกันนะว่าจุดสูงสุดผมอยู่ตรงไหน มันอาจจะมีช่วงเวลาที่ดีของผมในบางฤดูกาลเท่านั้นเอง แต่ว่าผมยังอยากเก่งขึ้นอีก ผมยังคิดว่ามีช่วงเวลาที่ดีแบบนั้นอีก เพราะฉะนั้น ผมก็พยายามตามหา มันคงไม่ใช่นั่งอยู่เฉยๆ แล้วช่วงเวลานั้นจะเข้ามา ผมถึงมาที่นี่”

แล้วในชีวิตที่ผ่านมาเคยหลงระเริงมั้ย แล้วอะไรดึงให้ยังอยู่ตรงนี้”

“มีบางช่วงนะ อาจจะไม่ได้ถึงกับเหลิง เพียงแต่เรามั่นใจว่าเราทำได้ดี คือผมตอนเด็กๆ มีประสบการณ์ไปแข่งบอลที่นั่นที่นี่ ไปแข่งต่างประเทศ แล้วเรารู้ว่าในรุ่นอายุเราที่เราคิดว่าตัวเองเก่งในไทย แต่พอเราได้เจอทั้งโลก เราแม่งเป็นแค่มดตัวหนึ่งในโลก มึงไม่ได้เก่งอะไรเลย (เสียงสูง) คือในไทยมันอาจจะใช่ แต่พอเราได้ไปเห็นภาพของโลกมาแล้ว เราเลยรู้ว่าจริงๆ แล้วเราไม่เคยเก่ง ไม่เคยเก่งเลย มีคนเก่งกว่าเราอีกเยอะแยะมากในโลก เหมือนที่มาอยู่ที่นี่ เราไม่ได้สูงกว่าใครเลย เราด้อยกว่าเขาด้วยซ้ำ

“บางทีอยู่สบายไปมันก็เคยตัว มันก็คิดในมุมที่อยู่ข้างบน เราก็ไม่ได้กระตือรือร้นชีวิตอะไรมากมาย เราก็ใช้เวลาผ่านๆ ไปโดยที่ไม่ได้คำนึงอะไรมากมาย แต่มาที่นี่มันต้องคิดทุุกเม็ด เพราะฉะนั้น การได้มาสู้ ได้มาลำบาก มันก็ดีเหมือนกันนะ”

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima  ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

4.

มันเป็นความฝันของพ่อผม

3,942 กิโลเมตร คือระยะทางระหว่างกรุงเทพฯ กับฮิโรชิม่า

แต่ความฝันของนักฟุตบอลไทยในการไปเล่นเจลีกดูเหมือนจะไกลกว่านั้นในวันที่ธีรศิลป์เริ่มเล่นฟุตบอล

“ความฝันของผมตอนเด็กๆ คือแค่อยากติดทีมชาติไทยสักครั้งหนึ่ง เรียกว่ามันเป็นความฝันของนักฟุตบอลทุกคน ซึ่งเราไม่รู้หรอกว่าจะเกิดขึ้นจริงๆ หรือเปล่า แล้วอีกอย่างหนึ่งคือมันเป็นความฝันของพ่อผม” ธีรศิลป์พูดถึงชายที่เฝ้ามองเขาอยู่ที่ประเทศบ้านเกิด

หากจะบอกว่าส่วนสำคัญที่ผลักดันให้ยอดศูนย์หน้าชาวไทยมาถึงจุดนี้ได้คือ ประสิทธิ์ แดงดา ผู้เป็นพ่อของเขาก็ไม่ผิดนัก

“พ่อผมเชื่อมั่นมาตลอดตั้งแต่ฟุตบอลไทยยังไม่มีลีกอาชีพ คนอื่นจะสงสัยว่าเตะฟุตบอลแล้วยังไง จะไปทำอะไรต่อ เพราะฟุตบอลในไทยยังไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ในตอนนั้น แต่ว่าพ่อจะเชื่อมั่นตลอด เหมือนมีความฝันว่าผมสามารถไปเล่นต่างประเทศได้ ซึ่งตอนนั้นเราจะต่อต้านพ่อ ต่อต้านความฝันของพ่อว่ามันไกลไป มันไกลมากๆ เราไม่คิดว่ามันจะเป็นไปได้จริงๆ แต่พ่อก็จะคอยบอกว่าผมเล่นได้”

“แล้วจริงๆ ตอนเด็กๆ อยากเป็นอะไร” ผมสงสัย

“พ่อผมเป็นทหาร เราก็ซึมซับมาจากพ่อว่า เราอยากเป็นทหาร อยากมีอาชีพมั่นคง ตอนเด็กพ่อถามว่าอยากเป็นอะไร เราก็บอกพ่อว่า อยากเป็นทหาร อยากเป็นเหมือนพ่อ พ่อก็บอกว่า จะมาเป็นเหมือนพ่อทำไม ทำไมไม่เป็นให้ดีกว่าพ่อ”

ฟังถึงตรงนี้ผมก็นึกถึงภาพแรกของวันที่เห็นเขาวิ่งไล่กวดลูกฟุตบอลท่ามกลางนักฟุตบอลญี่ปุ่น โดยมีสายฝนโปรยปรายเป็นฉากหน้าและภูเขาตั้งตระหง่านเป็นฉากหลัง

ไม่แน่ใจว่าถ้าผู้เป็นพ่อได้มาเห็นภาพเดียวกันนี้ หัวใจเขาจะชุ่มฉ่ำเหมือนสภาพอากาศที่ฮิโรชิม่ายามนี้หรือไม่

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

พบบูทของสโมสรฟุตบอลเจลีกได้ที่งาน NIPPON HAKU BANGKOK 2018

วันที่ 31 สิงหาคม – 2 กันยายน 2018
เวลา 11.00 – 20.00 น.
สถานที่ สยามพารากอน ชั้น 5
โทร 022583983 และ 0891095122

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

วินัย สัตตะรุจาวงษ์

ผู้กำกับรายการและโฆษณาที่ช่วงนี้หันมาสนใจงานแนวสารคดี จึงเน้นทำงานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริง ตัวอย่างผลงานที่ผ่านมาคือ รายการ human ride และ เป็น อยู่ คือ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เชื่อไหม.. ‘ทอไหม’ มีเวทมนตร์? 

เปล่า เราไม่ได้หมายความว่าเธอจะเสกแสงไฟออกจากไม้กายสิทธิ์ เพียงตะโกนคำว่าลูมอส หรือทำให้ขนนกลอยเคว้งได้ในอากาศ เพียงเอ่ยคำว่าวิงกาเดียม เลวีโอซ่า 

แต่ อภิญานันท์ จงภักดี หรือ ทอไหมแห่ง Drag Race Thailand ซีซัน 2 ดีไซเนอร์เจ้าของ ทอไหม สตูดิโอ มีเวทมนตร์ที่เรียกว่า ‘มือ’ และ ‘หัวใจที่เต็มไปด้วยพลังแห่งเรื่องราว’ และนั่นทำให้เธอ ‘เสก’ ชุดสุดปังอลังการได้เพียงชั่วข้ามคืน จนเกิดแฮชแท็ก #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว ทะยานว่อนไปทั่วโซเชียลมีเดีย และกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้แบรนด์ต่างจดจำ ทอไหม สตูดิโอ ในฐานะสตูดิโอที่เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์ ประณีต และ ‘งานไว’

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

วันนี้ เราชวนทอไหมมาเปิดประตูเข้าสู่โลกเวทมนตร์ ที่ ทอไหม สตูดิโอ รอยยิ้มเอียงอายถูกวาดขึ้นบนใบหน้าของเธอ แววตาส่องประกายอย่างหาตัวจับยาก โดยเฉพาะในยามที่เธอเอ่ยปากเล่าให้เราฟังถึงจุดเริ่มต้นในการเป็นดีไซเนอร์

“เราไม่รู้เลยว่าเราสนใจด้านนี้ ตอนเด็กเราค่อนข้างเนิร์ด แล้วก็เป็นเด็กเรียน และโตมาในกรอบของสังคมที่พอเรียนเก่งจะโดนคาดหวังจากครู ครอบครัว ว่าเราต้องไปในสายวิชาการ แบบ เรียนเก่งอะ ต้องเป็นหมอสิ ดังนั้นเราจึงกล่อมตัวเองว่างั้นเรียนหมอแล้วกันตั้งแต่ประถม แต่จริง ๆ สิ่งที่เราชอบแล้วก็มีความสุขทุกวันคือการแต่งตัว”

เตรียมนาฬิกาย้อนเวลาของคุณไว้ให้ดี 

ก้าวเข้ามาใกล้พวกเราอีกหน่อย ทอไหมกำลังจะหมุนนาฬิกาพาเราย้อนกลับไป ณ ที่ที่เวทมนตร์ของเธอเริ่มต้นขึ้น 

ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช 

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

จากนครแห่งวัฒนธรรม สู่ดินแดนแห่งเวทมนตร์

“เราแต่งตัวให้คุณแม่ด้วยนะ แล้วก็จับคนนั้นคนนี้มาแต่งตัว” 

ทอไหมเริ่มต้นให้ฟัง เมื่อเราถามถึงเส้นทางจากไหมเส้นแรก ก่อนจะกลายมาเป็นตำนานคู่วงการแฟชั่นและวงการบันเทิงไทย เฉกเช่นเดียวกันกับเด็กไทยหลาย ๆ คน ทอไหมคือเด็กธรรมดาคนหนึ่งที่พบเจอกับแพสชันของเธอผ่านสิ่งใกล้ตัว นั่นคือครอบครัว รวมถึงการมีโรงเรียนเป็นสนามทดลองให้เธอได้ลองร่ายมนต์ผ่านปลายนิ้ว 

“เพราะครอบครัวของเราตั้งแต่รุ่นคุณยายและคุณแม่ ทำเสื้อผ้ามาตั้งแต่แรกเป็นธุรกิจครอบครัว ส่วนคุณป้าเป็น Jewelry Designer เขาทำให้เรารู้สึกว่าเขาเข้ามาเปิดประสบการณ์ แล้วก็เปิดโลกทัศน์มากขึ้น ว่างานในสายนี้อาจจะเหมาะกับเรานะ เพราะเขามาเห็นว่าเราทำพวกงานศิลปะได้ดี” เธอเล่าให้เราฟังอย่างตั้งใจ

นั่นทำให้เด็กหน้าห้องที่เรียนอยู่ห้องคิงในโรงเรียนประจำจังหวัด กลายมาเป็นผู้เสกชุดในงานโรงเรียน รวมถึงเสกเสื้อผ้าให้คุณแม่ของเธอใส่มาเข้าร่วมงานประชุมโรงเรียนเช่นกัน 

“ถ้าถามถึงชุดที่ชอบที่สุดของคุณแม่ คงเกิดขึ้นในช่วงที่เราอยู่ ม.ต้น ในวันประชุมผู้ปกครอง สิ่งที่เราทำหลังจากได้จดหมายเชิญผู้ปกครอง คือรื้อผ้าชิ้นที่แม่มีแล้วก็หยิบมา แล้วก็ลงมือวาด บอกแม่ว่าให้ตัดแบบนี้นะ แล้วก็บอกแม่ว่าให้ไปร้านทำผม ทำทรงนี้ เสื้อแบบนี้ กางเกงตัวนี้ รองเท้าคู่นี้ ทั้งหมดเพื่อให้ได้ลุคนี้ไปประชุมผู้ปกครอง”

นอกเหนือไปจากการเรียนหนังสือและแต่งตัวให้คุณแม่ ทอไหมยังมีความสุขกับการอ่านหนังสือนิยาย 

และหนึ่งในนิยายที่มีอิทธิพลกับเธอมากที่สุด คือ แฮร์รี่ พอตเตอร์

“เราดูหนังวน ๆ จนจำได้หมด อ่านหนังสือจนทุกคนรอบตัวจะรู้ว่าเราชอบมาก ๆ จนพูดตามไดอะล็อกได้” 

ไหนลองหน่อยค่ะ – เราว่า “ฉันชื่อรอน รอนวีสลีย์” 

เธอยิ้มกว้าง แล้วพูดว่า “ฉันแฮร์รี่ แฮร์รี่ พอตเตอร์.. ” 

เราชวนเธอให้เริ่มออกแบบโลกให้กับ ‘ฮอกวอตส์ ประเทศไทย’ ใน 1 นาที

“เราว่ามันต้องแฟนซีกว่าในโลกผู้วิเศษทั้งหมดเลยนะ ด้วยพื้นฐานจินตนาการของคนไทย ลองดูง่าย ๆ จากพวกละครจักร ๆ วงศ์ ๆ การที่เราโดนควักตาแล้วเอาลูกตากลับมาใส่เป็นปกติได้ อย่างพวก นางสิบสอง อะ มันเป็นไปไม่ได้ในโลกชีวิตจริงเลย แต่คนไทยคิดได้ หรือการที่เด็กคนหนึ่งที่มีพี่เลี้ยงเป็นทั้งงู นก ผี

“รวมถึงใน โสนน้อยเรือนงาม ที่ตัวละครคลอดลูกออกมาเป็นบ้าน มีที่ไหนในโลกจะวาไรตี้เท่าประเทศไทย เราว่ามันต้องเกินจินตนาการมาก ๆ ทุกคนจะต้องแข่งกัน อิทธิฤทธิ์จะต้องเกินจากที่ เจ.เค. โรว์ลิง เขียนแน่ ๆ เราอาจต้องมีบ้านตรี คทา จักร สังข์ หรือมีบ้านเหนือ บ้านกลาง บ้านใต้ เพราะแต่ละภาคมีวัฒนธรรมต่างกัน 

“อย่างภาคใต้จะมีกลิ่นอายของมลายู อีสานจะผสมกับความขอม เหนือจะเป็นความล้านนา ภาคกลางจะมีความเป็นลุ่มน้ำ ซึ่งแต่ละภูมิภาคมีเอกลักษณ์ที่ต่างกันชัดเจน ในหลาย ๆ ประเทศไม่มีนะ ที่แต่ละภูมิภาคต่างกันชัดเจนขนาดนี้ อันนี้เป็นเสน่ห์ที่ถ้าใส่ความเป็นไทยในโลกเวทมนตร์ มันคงจะน่าสนใจมาก ๆ แค่ป่าหิมพานต์เรายังรับวัฒนธรรมอื่นมาผสมกับจินตนาการความเป็นไทยแทรกเข้าไปเลย พอคิดแล้วก็ยิ่งรู้สึกว่ามันน่าสนใจมาก”

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

นั่นเป็นเพราะทอไหมใช้ชีวิตวัยเด็กอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ดินแดนที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม และโรงเรียนของเธอตั้งอยู่ที่ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ นั่นคือสระล้างดาบศรีปราชญ์ หรือแดนประหารของจังหวัด ทำให้เธอได้เห็นกำแพงเมืองเก่าตั้งแต่เด็กจนโต ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่งเป็นแดนฝังศพของทหารพม่าในสงครามเก้าทัพ ที่ถูกคั่นกลางไว้ด้วยศาลหลักเมืองของจังหวัด

ในตอนนั้น ทอไหมไม่เคยรู้ตัวว่าเธอสนุกกับเสื้อผ้า นั่นทำให้เธอเลือกเบนเข็มไปเรียนวิชาโบราณคดีในช่วงมหาวิทยาลัยปีแรกด้วยความชื่นชอบประวัติศาสตร์ แม้เสียงหลายเสียงรอบตัวจะบอกให้เธอเข้าเรียนที่คณะแพทยศาสตร์ก็ตาม 

ด้วยการหยิบจับประวัติศาสตร์รอบตัวและความชื่นชอบในวิชาสังคมศึกษา ทำให้เธอเบนเข็มไปเข้าเรียนที่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และได้เปิดประตูเข้าสู่โลกของประวัติศาสตร์อีกแขนงหนึ่ง นั่นคือ ‘ประวัติศาสตร์ศิลปะ’ 

“พอเราได้เรียนโบราณคดี ในวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ เรากลับได้คำตอบกับตัวเองชัดเจนว่าเราอยากเรียนแฟชั่น เพราะพื้นฐานวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะทำให้เราได้ปูพื้นฐานตัวเอง และพอย้ายไปเรียนแฟชั่น มศว ก็ทำให้รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขจริง ๆ”

วินาทีนั้นเองที่เธอค้นพบว่าเธอสนุกกับแฟชั่นมากขนาดไหน ตั้งแต่ประถมจนโต นับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้เธอสนุกกับมัน และครั้งหนึ่งในเรื่องราวแห่งชีวิต เธอได้มองข้ามตัวตนที่ประกอบให้กลายเป็นเธอไป 

“ตั้งแต่เด็กจนโต เราเรียนรู้เรื่องการตัดเย็บเสื้อผ้าโดยไม่รู้ตัว เราซึมซับประสบการณ์จากตรงนั้น และเรียนรู้จากมันโดยที่เราไม่ได้ใส่ใจด้วยซ้ำ พอเรากลับมาเรียนแล้วเราทำได้ขนาดนี้ แม่ยังรู้สึกประหลาดใจว่าทำไมถึงทำได้ ทั้ง ๆ ที่เขาไม่เคยสอนให้เราทำอย่างจริงจัง แต่พอเราได้มาคุยกับตัวเองจริง ๆ ได้มานั่งถามตัวเอง ได้มานั่งตกตะกอนความคิดกับตัวเอง กลายเป็นว่านี่คือสิ่งที่เรามีความสุขกับมันและเราทำได้ดี” 

และมันเป็นเช่นนั้นมา 2 ทศวรรษแล้ว

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

หยิบจับสิ่งใกล้ตัว เพื่อสานต่อเรื่องราว

อย่างไรนั้น ประวัติศาสตร์และมนุษย์คือส่วนหนึ่งของกันและกัน เธอชื่นชอบในประวัติศาสตร์ทุกยุค ทุกสมัย ที่ได้นำพามาพบกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ทำให้เธอได้คำตอบว่าทำไมแต่ละเส้นไหมของแต่ละยุค จึงสร้างสรรค์ออกมาเป็นลายเฉพาะตัวเส้นนั้น นับตั้งแต่เสื้อผ้าจนถึงสถาปัตยกรรม 

“ประวัติศาสตร์ได้ให้คำตอบว่า ทำไมคนในแต่ละยุคหรือสิ่งนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำไมคนเหล่านี้ถึงมีพื้นฐานความคิดหรือสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นมาได้ มันทำให้เราเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ สังคม หรือการพัฒนาอะไรต่าง ๆ” 

เพราะทอไหมบอกเราว่า หนังสือที่มีอิทธิพลในวัยเด็กของเธอ คือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ นั่นจึงเป็นปฐมบทหนึ่งที่ทำให้เธอมองเห็นภาพต่าง ๆ ชัดขึ้น รวมถึงหยิบจับวัฒนธรรมมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้า เช่น การตัดชุดผีตาโขนได้ในคืนเดียว! 

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

“สิ่งหนึ่งที่เรารู้ตัวว่าทำได้ดี คือการทำชุดขึ้นมาด้วยตัวเอง เพราะเวลาเราเห็นชุด เราเข้าใจแล้วจินตนาการออกว่า กว่าจะมาเป็นชุดนี้ มันมีขั้นตอนตั้งแต่หนึ่งจนถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ยังไง ต้องใช้อะไรบ้าง ต้องทำยังไง เพื่อที่จะให้ได้สิ่งนั้นออกมา หรือต้องเอาอะไรมา Adapt กับอะไร เพื่อที่จะให้ได้สิ่งนั้นออกมา อย่างตอนทำชุดผีตาโขน เป็นโจทย์ที่เราได้จาก นิสา (นัท นิสามณี ยูทูบเบอร์ชื่อดัง) ที่เป็นรูมเมตสมัยเรียน 

“เรารู้สึกว่าทุกงานเป็นการชาเลนจ์ตัวเอง เรามีความสุขกับงานที่ทำ พอมีความสุขกับทุกงานแล้วการที่เราเจองานไม่ซ้ำกันเลย มันทำให้รู้สึกว่าทุกวันที่ตื่นมาแล้วได้ทำงาน มันมีไฟ มีความท้าทาย กลายเป็นความสนุกในทุกวันที่ได้ทำงาน” 

วิธีการทำงานของเธอ นอกจากการทำงานที่เร็วแล้ว ทอไหมยังชอบฟังและเก็บรายละเอียดจากคนรอบตัว โดยเฉพาะในเมื่อเวลาอยู่ท่ามกลางคนเยอะ ๆ เธอจะกลายเป็นคนที่พูดน้อยมาก และชอบฟังมากกว่า เพื่อเก็บรายละเอียดให้มาสร้างสรรค์งานเสื้อผ้ามากมายให้กับผู้ที่เธอจะส่งต่องานให้ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลหรือเซเลบริตี้ก็ตาม ตั้งแต่สมัยที่เธออยู่ประถม จนถึงตอนนี้ที่เธออายุ 31 ปี 

งานไหนที่คุณคิดว่าเป็นงานที่ทำให้รู้สึกนึกถึงตัวเองที่สุดคะ – เราถาม

“เราคิดว่าน่าจะเป็นงานยูนิฟอร์มโรงพยาบาล” ทอไหมตอบพร้อมรอยยิ้ม 

“ตอนนั้นเราต้องไปรับบรีฟจากบุคลากรทางการแพทย์ และมันทำให้เราคิดถึงตอนมัธยม ที่เราจะต้องเอาตัวเองเข้าไปใช้ชีวิตในโรงพยาบาล เหมือนในวันนั้นมันกลับกลายเป็นว่าหน้าที่เราในวันนี้ คือการที่ต้องกลับไปทำยูนิฟอร์มให้เขาเหล่านั้น ตั้งแต่บุคลากร พนักงาน ไปจนถึงอาจารย์แพทย์ เหมือนได้พูดคุย มันย้อนกลับไปว่าก่อนหน้านี้เราก็เคยมีชีวิตส่วนหนึ่งที่อยู่ในโรงพยาบาล เพื่อเตรียมตัวสอบเข้าคณะแพทย์” 

แล้วถ้าสมมติว่าวันนี้คุณเป็นหมอ คุณคิดว่าชีวิตตอนนี้เป็นแบบไหน – เราถาม

“เราก็คงจะซิ่วอยู่ดี ถ้าเข้าไปเรียนแล้วมันไม่ใช่ เราก็จะหยุดมันทันที แล้วหาทางใหม่ในสิ่งที่ตัวเองชอบ” 

ในตอนนั้น ทอไหมได้ลุกขึ้นยืน แล้วเริ่มต้นพาเราไปเดินทางตามหาเรื่องราวที่ซ่อนไว้ในเบื้องหลังของชุดแต่ละชุด เธอพาเราไปพบกับชุดราตรีของ ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก พร้อมเล่าว่า 

“นี่คือชุดที่ทำให้เราใจเต้นที่สุด เพราะใบเฟิร์นจะไปรับรางวัลนาฏราชเมื่อสองปีที่แล้ว จากเรื่อง ใบไม้ที่ปลิดปลิว” 

“ตอนนั้นทั้งเรา ทั้งตัวน้องและผู้จัดการไม่รู้หรอกว่าจะได้รางวัลมั้ย แต่ในเมื่อน้องได้เสนอชื่อเข้าไปแล้ว เราก็อยากให้น้องสวยที่สุด นั่งคุยกันหลายวันมากว่าจะทำชุดยังไงดี ให้น้องใส่สีอะไร เพื่อที่จะไปงานแล้วรู้สึกว่า ต่อให้ได้หรือไม่ได้รางวัลนี้ น้องจะต้องสวยที่สุดในวันนั้น ก็เป็นชุดในสไตล์ที่น้องไม่เคยใส่ พอน้องได้รางวัล เราได้เห็นชุดเราขึ้นไปในโมเมนต์ที่สำคัญที่สุดวันหนึ่งของชีวิตน้อง รู้สึกว่าเป็นงานที่เราภูมิใจมาก ๆ งานหนึ่ง” ทอไหมยิ้ม 

ตัดคืนเดียวไหมคะ

“ใช่ค่ะ ชุดนี้ตัดคืนเดียว”

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว
ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว
ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

ใช่ค่ะ ชุดนี้ตัดคืนเดียว 

“จริง ๆ เดดไลน์มันกลายเป็นชีวิตประจำวันเราไปแล้ว กลายเป็นว่าทุกคนเข้ามาหาเราด้วยชาเลนจ์ที่เราทำได้ แล้วทุกคนจะบอกว่า ฉันรู้ว่าเธอทำได้ ฉันก็เลยให้เวลาแค่นี้ บางทีก็เจอเปลี่ยนแบบในข้ามวัน กลายเป็นว่านอกจากเราสนุกกับงาน ลูกค้าเองก็ดูสนุกเหมือนกัน อย่างล่าสุดเราต้องทำงานให้กับเกมเกมหนึ่ง ได้รูปต้นแบบมาไม่ค่อยชัด แต่ลูกค้าก็จะรู้ว่าต่อให้ได้รูปไม่ชัดมา เราก็ทำให้ได้” แล้วเธอก็ทำได้จริงอย่างคำที่ลูกค้าเชื่อมั่น

ทอไหมได้เสกชุดให้กลายมาเป็นปรากฏการณ์ทั้งในวงการบันเทิงและวงการแฟชั่น ดังเช่นชุดของนางงามที่ นัท นิสามณี ยูทูบเบอร์ชื่อดัง แต่งตัวตามนางงามที่ได้รางวัลเพียงชั่วข้ามคืน ทำให้เธอซึ่งในตอนนั้นเพิ่งจบการแข่งขัน Drag Race Thailand ซีซั่น 2 ใหม่ ๆ ได้ร่วมมือกันสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับวงการบันเทิงไทย ด้วยชุดที่เหมือนนางงามบนเวทีใหญ่ไม่ผิดเพี้ยน และเกิดแฮชแท็ก #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดวันเดียว ไปทั่วโซเชียลมีเดีย

แต่นั่นก็เป็นเหมือนดาบสองคม ท่ามกลางความสุขของการทำงาน ทอไหมต้องเผชิญกับโรคประจำตัวที่กำเริบขึ้นมาจากการพักผ่อนไม่เป็นเวลาตั้งแต่สมัยเรียน จนกระทั่งถึงอายุ 29 ปี 

“หัวใจเรากำเริบครั้งแรกน่าจะอายุประมาณยี่สิบเก้า” เธอเกริ่น

“จุดพีกที่สุดคืออยู่ ๆ หัวใจเราเต้นไม่ปกติ ก็รู้สึกว่าน่าจะเป็นการพักผ่อนไม่พอ วันนั้นไม่ได้นอนมาประมาณสามหรือสี่วัน เรารู้สึกเหนื่อยง่ายจังเลย เลยบอกเพื่อนที่เป็นผู้ช่วยว่าขอไปพักแป๊บหนึ่งนะ แต่พอขึ้นไปนอนมันรู้สึกเหมือนร่างกายค่อย ๆ จมลง ค่อย ๆ จม พอจมปุ๊บ เราก็รีบกดมือถือโทรออก คิดว่าไม่น่าจะไหวแล้ว 

“เพื่อนก็พาไปโรงพยาบาลทันที พอไปถึงปุ๊บเหมือนหัวใจเราเต้นอยู่ประมาณสองร้อยสิบครั้งต่อนาที แล้วมันเต้นมาประมาณสามสี่ชั่วโมงแล้ว วันนั้นหมอบอกว่าเรากำลังเข้าสู่ภาวะหัวใจวาย ซึ่งเท่ากับว่าเราใช้ชีวิตเป็นรูทีนนี้มาสิบปีในการทำลายหัวใจและร่างกายของตัวเอง โดยที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นโรคหัวใจ เพราะเราคิดว่าไหว แล้วด้วยความที่เรายังเด็ก เอเนอจี้มันก็เยอะ ทุกอย่างสนุกไปหมด ทำงานมันสนุก ได้เจอเพื่อน ได้ทำงานที่มันท้าทายแล้วชาเลนจ์ตัวเอง พอสนุก มีความสุข เราก็มองข้ามการดูแลตัวเองไป แต่ตอนนี้ดูแลตัวเองมากขึ้นแล้วค่ะ”

จากนั้นมา ทอไหมเริ่มต้นทำงานที่เธอรักให้เป็นระบบมากขึ้น เธอเริ่มต้นเปิดบริษัทและมีผู้ช่วยร่วมทำงานมากขึ้น ทำให้ ทอไหม สตูดิโอ เต็มไปด้วยชีวิตของผู้คนที่มีแพสชันเหมือนกัน เพื่อที่เธอจะได้ทำงานที่รักต่อไป ควบคู่ไปกับการรักษาสุขภาพให้เป็นระบบมากขึ้นเช่นเดียวกัน 

ตัวตน เวทมนตร์ และความท้าทาย ของ ทอไหม-อภิญานันท์ จงภักดี เจ้าของ Tormai Studio

ทอไหม

นอกเหนือไปจากการเสกงานได้ในชั่วข้ามคืน ทอไหมยังมีชื่อเสียงในฐานะผู้เข้าแข่งขัน Drag Race Thailand และได้เสกชุดให้กับตัวเธอเองด้วย

“ชุดแรกที่เราทำให้ตัวเองน่าจะเป็นชุดออดิชัน แล้วก็เป็นชุดที่ถ่ายโปสเตอร์ก่อนถ่ายรายการ”

ตัวตน เวทมนตร์ และความท้าทาย ของ ทอไหม-อภิญานันท์ จงภักดี เจ้าของ Tormai Studio

ในรายการ ทอไหมได้เสกชีวิตให้กับ ‘ทอไหม’ ขึ้นมา เป็นอีกหนึ่งตัวตนที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นมาก่อน และได้ผสานกับเสื้อผ้าจนกลายเป็นอีกหนึ่งชีวิตจริง ๆ ที่เธอวางคาแรกเตอร์ให้กับการพัฒนาของทอไหมในทุก ๆ ตอนของรายการ 

“ถ้าพูดถึงชุดที่ชอบที่สุดในรายการ คงเป็นชุดโปสเตอร์ เพราะชุดโปสเตอร์เป็นคีย์เวิร์ดที่บอกเล่าเรื่องราวและความเป็นคาแรกเตอร์ของทอไหมได้ดีที่สุด ในการที่เราค่อย ๆ ตกตะกอนแล้วตั้งโจทย์กับตัวเอง มันคือคีย์ลุคที่จะเล่าเรื่องราวให้เราได้”

ทอไหมเปิดรูปให้เราดู แล้วเริ่มต้นเล่าเรื่องราวเบื้องหลังว่า “นี่คือผ้าไหม เพราะเราวางคาแรกเตอร์ว่าเราคือทอไหม ทอไหมในรายการคือสาวคันทรี่จากต่างจังหวัด ผู้โตมากับการใส่เสื้อผ้าและทุกอย่างที่เป็นของในท้องถิ่นตัวเอง เอเลเมนต์ทุกอย่างมีความเป็นเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม เขาเข้ามาในเมือง ในกรุงเทพฯ ในเมืองหลวง เพื่อจะเรียนรู้ความเป็นสาวกรุงเทพฯ ความเป็นแฟชั่น ค่อย ๆ ซึมซับความเป็นแฟชั่น แล้วหาตรงกลางระหว่างแฟชั่น ความเป็นคันทรี่ และความเป็นพื้นบ้านของไทย เพื่อเป็นตัวเอง” 

สำหรับทอไหมแล้ว เธอได้หยิบจับความเชื่อที่มหัศจรรย์ให้กลายเป็นรายละเอียดต่าง ๆ สุดพิเศษ เธอมองว่าความเชื่อของไทยเป็นสิ่งมหัศจรรย์จากจินตนาการ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ที่กลายเป็นพญานาค และในอนาคตมันจะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับท้องถิ่นได้เช่นกัน 

“คนไทยเอาความไม่สมบูรณ์ที่สวยงามมาสร้างมูลค่าได้ นี่คือเสน่ห์อย่างหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ก็คือเสน่ห์ คงจะน่าเสียดายนะ ถ้าเรามองเพียงแค่มุมมองว่ามันเป็นเรื่องงมงาย”

นับตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ทอไหมยังคงเชื่อในการหยิบจับสิ่งเล็ก ๆ ให้กลายมาเป็นเรื่องมหัศจรรย์ ตัวตนในวันแรกที่เธอชื่นชอบ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ยังคงอยู่เสมอ รวมถึงความมหัศจรรย์เล็ก ๆ จากประวัติศาสตร์ที่เธอได้หยิบสรรขึ้นมากลายเป็นเรื่องสุดพิเศษ

นั่นทำให้ทอไหมในวันนี้ คือทอไหมที่เติบโตขึ้น และยังคงมีไฟอยู่เสมอ 

“สำหรับเราในวันนี้ ทอไหมคือคนที่มีความรักการทำงาน มีแพสชันในการใช้ชีวิต และมีไฟในทุกวัน เราคิดแค่ว่าในทุก ๆ วัน เราได้ตื่นขึ้นมาทำในสิ่งที่ชอบ เรามีความสุขแล้ว การได้เงินหรือได้ผลตอบรับที่ดีมันคือผลกำไร ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการได้ทำในสิ่งที่รัก เลยเป็นกำลังใจที่ทำให้เราอยากจะตื่นขึ้นมาทำมันทุก ๆ วัน”

เพราะในทุก ๆ หนทางที่ได้ก้าวเดิน ทอไหมค้นพบความท้าทายใหม่ ๆ อยู่เสมอ 

“ต่อให้ลูกค้าไม่ชาเลนจ์เรา เราก็ยังอยากชาเลนจ์ตัวเองในทุก ๆ วันนะ” 

และนี่คือการเดินทางของทอไหม จากวัยประถม จนถึงเธอในวัย 31 ปี 

ที่เวทมนตร์ยังคงอยู่ในทุกเส้นไหมเสมอ 

และจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป

ตัวตน เวทมนตร์ และความท้าทาย ของ ทอไหม-อภิญานันท์ จงภักดี เจ้าของ Tormai Studio
ตัวตน เวทมนตร์ และความท้าทาย ของ ทอไหม-อภิญานันท์ จงภักดี เจ้าของ Tormai Studio

Writer

ฐาปนี ทรัพยสาร

อดีตนักเรียนหนังสือพิมพ์ที่ก้าวเข้าสู่วงการประชาสัมพันธ์ ผู้เชื่อมั่นว่าตัวอักษรสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ หลงใหลในวัฒนธรรมและมนุษย์

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load