นับตั้งแต่มาเหยียบเยี่ยมเมืองฮิโรชิม่า น้ำบนฟ้าก็ตกลงมาติดต่อกัน 2 วัน

หากใครได้ตามข่าวคราว นี่คือช่วงเวลาที่เมืองทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ฝนตกหนักที่สุดในรอบหลายสิบปีจนทำให้หลายพื้นที่ต้องเผชิญอุทกภัยอย่างหนัก

ช่วงเช้าของวันฝนพรำ หลังจากนั่งรถไฟจากตัวเมืองฮิโรชิม่ากว่าชั่วโมง ต่อรถอีก 20 นาที ผมก็เห็นป้ายเปียกปอนเขียนว่า ‘Yoshida Soccer Park’

สถานที่แห่งนี้คือสนามซ้อมของสโมสรฟุตบอล Sanfrecce Hiroshima-จ่าฝูงของลีกสูงสุดแดนปลาดิบขณะนี้

ฉากหลังของสนามซ้อมสีเขียวชอุ่มคือภูเขาที่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกล

เงียบ-สงบ คือสิ่งที่ผมรู้สึกขณะยืนเฝ้ามองภาพตรงหน้า

ในสนามนักฟุตบอลกำลังซ้อมกันอย่างขะมักเขม้นท่ามกลายสายฝนเพื่อเตรียมตัวลุยเลก 2 ของฤดูกาล ซึ่งหากพวกเขายังคงรักษามาตรฐานการเล่นไว้ได้แบบที่เป็นมา การคว้าแชมป์ลีกสูงสุดอีกครั้ง หลังจากเคยทำมาได้แล้วในปี 2012, 2013 และ 2015 ก็ไม่ใช่เรื่องเกินฝัน

ท่ามกลางนักฟุตบอลญี่ปุ่น ผมเห็นนักฟุตบอลชาวไทยกำลังซ้อมยิงประตูอยู่ในสนาม

เขาคือ มุ้ย-ธีรศิลป์ แดงดา หรือ ‘มุ้ยซัง’ ของเพื่อนร่วมทีม

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ศูนย์หน้าที่ดีที่สุดในไทยออกมาตามฝันที่ต่างแดน ฤดูกาล 2007-2008 เขาเคยไปฝึกฟุตบอลกับสโมสร Manchester City ยอดทีมแห่งเกาะอังกฤษ และเมื่อปี 2014 เขาสร้างประวัติศาสตร์เป็นคนไทยคนแรกที่ได้ลงเล่นใน La Liga ลีกสูงสุดของประเทศเทศสเปนกับสโมสร Almería

เมื่อการซ้อมเสร็จสิ้น ผมเห็นเนื้อตัวและใบหน้าของเขาเปียกชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อและหยาดฝน เราพบกันอีกครั้งในห้องรับรองของสโมสร หลังจากที่เขาอาบน้ำเปลี่ยนชุดเรียบร้อย แล้วบทสนทนาระหว่างเราก็เริ่มจากตรงนั้น

ในขณะที่ฝนภายนอกยังคงโปรยปราย คล้ายชีวิตบางช่วงของเขา

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

1.

ชีวิตที่สบายมันทำให้เราลืมความฝัน

“หลายๆ อย่างมันก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา” ช่วงหนึ่งของการพูดคุยกัน ยอดกองหน้าบอกผมว่าอย่างนั้น

‘หลายๆ อย่าง’ ที่เขาว่า บางสิ่งสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า อาทิ ความตึงของผิวหน้า มัดกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้น สถานะการยอมรับในวงการฟุตบอล ในขณะที่บางสิ่งต้องพูดคุยสัมผัสเท่านั้นจึงจะรับรู้ได้

แม้หลายๆ อย่างจะเปลี่ยนแปลงอย่างที่เขาว่า แต่บางอย่างก็ไม่เปลี่ยนไป

ในชีวิตผมเคยคุยกับธีรศิลป์มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อกว่า 4 ปีก่อน ตอนที่มีข่าวว่าเขาได้รับความสนใจจากสโมสรในสเปน

“ถ้ามีโอกาสอยากจะลองเชื่อตัวเองดูสักครั้ง” วันนั้นเขาตอบแบบนี้เมื่อผมถามว่า เชื่อไหมว่าตัวเองสามารถไปเล่นที่ยุโรปได้ “ความรู้สึกเราคืออยากพิสูจน์ตัวเอง ถึงไม่ได้เล่นก็ขอให้เราได้สู้ก่อน ถ้าเราสู้ไม่ได้แล้วถึงค่อยทำใจยอมรับ”

สิ่งหนึ่งที่แยกธีรศิลป์ออกจากกองหน้าทั่วๆ ไป คือความมุ่งมั่นและจิตวิญญาณนักสู้ ไม่เกรงกลัวที่เผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ๆ แม้การหยุดยืนอยู่ที่เดิมจะปลอดภัยดีอยู่แล้ว ในไทยเขาคือยอดดาวยิงอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เขาก็ไม่ลังเลที่จะก้าวเท้าไปสู่ความเสี่ยงที่จะล้มเหลว ถ้าความเสี่ยงนั้นทำให้เขาเติบใหญ่ทั้งในแง่ฝีเท้าและความคิด

“ผมพยายามพัฒนาในทุกวัน ซึ่งบางช่วงชีวิตเราอาจจะไม่ต้องดิ้นรน ชีวิตสบาย จนลืมไปว่าความฝันเราคืออะไร สิ่งที่เราทำคืออะไร เพราะว่าเราไม่ต้องคิดอะไร เรามีทุกอย่าง มีรถ มีบ้าน มีครอบครัว มีความเป็นอยู่ที่สุขสบาย ฟุตบอลก็ไม่ได้ซ้อมเข้มข้นมาก ซึ่งชีวิตที่สบายมันทำให้เราลืมความฝัน ลืมสิ่งที่เราเคยคิดมาตลอด”

ด้วยความเชื่อเช่นนั้น ทำให้เขาตัดสินใจย้ายจากสโมสรยักษ์ใหญ่อย่าง ‘กิเลนผยอง’ เมืองทอง ยูไนเต็ด มาอยู่ Sanfrecce Hiroshima ด้วยสัญญายืมตัวเป็นเวลา 1 ปี

“ผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนต้องเคยมีความรู้สึกสบายและยังอยากรักษาความสบายนั้นอยู่ แบบที่ยังทำงานเท่าเดิมหรือว่าทำน้อยลงแต่มีทุกอย่างเหมือนเดิม ซึ่งผมก็เคยคิด แต่ว่าที่ผมคิดมากกว่าคือ ในฐานะนักฟุตบอลคนหนึ่ง ผมอยากเก่งขึ้น อยากพัฒนาตัวเองในทุกๆ ปี ในทุกๆ ฤดูกาล ในทุกๆ นัด

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

“ผมอยากเก่งขึ้นเพราะผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเก่งได้แค่นี้ หรือคิดว่านี่เราเก่งที่สุดแล้ว ผมก็เลยตัดสินใจมาที่นี่ เพราะมันอาจจะเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เรามีความสามารถมากขึ้น

“มีคำพูดหนึ่งของโค้ชเตี้ย (สะสม พบประเสริฐ) ตอนนั้นผมอายุ 16 แล้วเก็บตัวทีมชาติ มันเป็นคำพูดแบบเวอร์ๆ แต่ตอนนั้นเราฟังแล้วรู้สึกว่าเป็นคำพูดที่สุดยอด เขาบอกว่า ‘สวรรค์หรือพระเจ้าให้มาไม่เท่ากัน ที่เหลือพวกมึงต้องไปหาเอาเองในสนาม’

“คือตอนนั้นเรายังเด็ก ฟังแล้วหัวใจพองโต เรารู้แหละว่าทุกคนมีจุดดีจุดด้อย ที่เหลือคือมึงแล้วที่ต้องไปหาเอาในสนาม ตอนนั้นฟังแล้วอยากเตะบอล อยากเตะทั้งวัน แล้วมันก็เป็นคำคำหนึ่งที่ผมจะพูดกับเพื่อนตลอดว่า เฮ้ย เดี๋ยวกูไปหาเอาในสนามก่อนนะ ไปหาไอ้สิ่งที่เราขาดไปในสนาม”

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima  ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

2.

ผมยอมเสียใจ แต่ไม่อยากเสียดาย

ก่อนมาค้าแข้งที่ญี่ปุ่นครั้งนี้ ความทรงจำที่ผ่านมาของธีรศิลป์ ณ ดินแดนอาทิตย์อุทัยไม่ค่อยดีนัก

นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาอยากกลับมาแก้ไขความรู้สึกในอดีต

“ก่อนมาอยู่ที่นี่ ผมเคยมาแข่งที่ญี่ปุ่นหลายครั้ง หรือย้อนไปตอนเด็กๆ ที่เป็นการแข่งฟุตบอลเยาวชนชุดต่ำกว่า 17 ปีชิงแชมป์เอเชียที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ ผมก็ติดในชุดนั้นมาด้วย แต่ตอนนั้นเราขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง เราเล่นไม่ดี แล้วเราก็จำมันมาตลอด ถ้ามีโอกาสเราก็อยากกลับมาแก้ไข เหมือนเป็นจุดเล็กๆ ที่ทำให้ผมอยากมาที่นี่ อยากกลับมามีช่วงเวลาที่ดีที่ญี่ปุ่นบ้าง”

แม้จะเคยผ่านประสบการณ์ที่ไม่น่าจดจำและเคยพบอุปสรรคยามไปค้าแข้งต่างแดนจนต้องกลับบ้านก่อนครบสัญญากับสโมสรอัลเมเลีย แต่เขาก็ยังกล้าเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหม่

“ผมอยากเอาชนะตัวเองมากกว่า อยากรู้ว่าจริงๆ แล้วเราทำได้แค่ไหน หรือสุดท้ายถ้าทำไม่ได้ แต่เราก็ได้ทำสิ่งนั้น แม้จะไม่ประสบความสำเร็จแต่เราก็ได้ทำ ผมยอมเสียใจที่ทำไม่สำเร็จ แต่ไม่อยากเสียดายที่ไม่ได้ทำ และทุกครั้งผมจะพยายามทำมันให้ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา”

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

“แล้วกังวลเรื่องอะไรที่สุด” ผมถามชายตรงหน้า

“เรื่องการสื่อสารนอกสนาม” เขาตอบทันที “เวลาที่เราไปข้างนอกคือช่วงเวลาที่ผมได้อยู่กับตัวเอง แล้วบางทีเราจะต้องสื่อสารเรื่องที่ไม่ใช่ฟุตบอล แต่ผมยังพูดไม่ได้ทั้งหมด ผมเลยกังวล แต่พอมาอยู่จริงปัญหานั้นแทบจะไม่มีเลยด้วยซ้ำ เพราะว่าที่นี่เขามีล่ามให้ ซึ่งเขาก็จะคอยตามผมตลอด เป็นเหมือนเงาเลย ปัญหาในการสื่อสารก็เลยน้อยลงกว่าที่ผมเคยเจอ เพราะว่าที่นี่เขาใส่ใจระดับหนึ่ง”

ยอดศูนย์หน้าบอกผมว่า ความแตกต่างอีกอย่างคือระเบียบวินัย และนั่นทำให้ผลงานปลายทางออกมาแตกต่างกัน

“ที่ไทยมันเปิดมากๆ ทั้งอาหารการกิน การใช้ชีวิต เราจะกินตอนไหนก็ได้ แต่ความเป็นระเบียบวินัยที่นี่มีมากกว่า ซ้อมก็ต้องทำงานหนักกว่า และการดูแลตัวเองก็ต้องเพิ่มมากขึ้น คือทุกอย่างเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากชีวิตที่อยู่ในไทย ที่นี่เวลาว่างหลังจากซ้อมเรามีก็จริง แต่เราก็ต้องใช้เวลาว่างนั้นดูแลตัวเองให้มากขึ้น ไม่ใช่ว่านอนอยู่เฉยๆ ต้องคิดว่าเราต้องกินอะไร ต้องทำอะไร เพื่อที่เราจะสามารถจะซ้อมในวันพรุ่งนี้ได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม

“เราไม่ได้มาเที่ยว เรายังมีงานต้องทำ ต้องใช้ร่างกาย ต้องแข่งขัน เพื่อที่จะแย่งตัวจริง แล้วก็ต้องทำผลงานให้ดี มันกดดันเหมือนกันนะ” ว่าถึงตรงนี้รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็หายไป “ด้วยความที่เราเป็นนักเตะต่างชาติ เราก็ต้องทำให้เขายอมรับด้วยว่าเราทำได้ เรามีผลงานที่มากพอ คล้ายๆ นักเตะต่างชาติที่มาเล่นไทยลีกที่ต้องยิงให้ได้ ทำผลงานให้ดี เพราะไม่อย่างนั้นสโมสรเขาก็จะเอาคนอื่นมาแทน ซึ่งเป็นสถานการณ์เดียวกันกับผมตอนนี้เลย เราก็ยังต้องโฟกัสอยู่ทั้งในสนามและนอกสนาม เราต้องทำผลงานให้ดีมากขึ้น เพื่อที่โอกาสที่จะลงสนามมากขึ้น คือการแข่งขันที่นี่เข้มข้นมากกว่า”

พูดถึงการยอมรับ มองอย่างหยาบๆ จากเสียงตอบรับของแฟนบอล การมีส่วนร่วมในสนาม หรือปฏิกิริยาของเพื่อนร่วมทีมที่มีต่อกองหน้าทีมชาติไทยผู้นี้ ผมว่าเขาพิสูจน์ตัวเองได้ในระดับที่น่าพอใจ ไม่มีอะไรต้องวิตก

ถึงวันนี้ เขาลงเล่นในลีกสูงสุดของญี่ปุ่นไปแล้ว 17 นัด ยิงได้ 4 ประตู โดยสามารถปลดล็อกได้ตั้งแต่นัดแรกที่ลงสนามพบกับ Hokkaido Consadole Sapporo สโมสรต้นสังกัดของเพื่อนร่วมชาติอย่าง เมสซี่เจ-ชนาธิป สรงกระสินธ์

“แล้วสิ่งที่ดีมากๆ ในการได้มาเล่นที่นี่คืออะไร” ผมชวนเขาทบทวนถึงแง่งามบ้าง

“เกี่ยวกับฟุตบอลล้วนๆ เลย มันเปิดโลกใหม่ให้ผม มันมีหลายๆ อย่างที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับฟุตบอล เกี่ยวกับการใช้ชีวิต

“ผมถามนักเตะระดับเยาวชนที่นี่ว่า เขาต้องทำงานหนักกว่านักฟุตบอลที่อายุมากหรือที่เป็นตัวจริงอยู่แล้วขนาดไหน คุณเป็นสำรองแล้วคุณซ้อมหนักกว่าตัวจริงมากเท่าไหร่ เพื่อที่จะได้รู้มุมมองที่นักฟุตบอลญี่ปุ่นมีต่อฟุตบอลของเขา ซึ่งมันเป็นทัศนคติที่ถ้าเราอยู่ในไทยเราไม่มีทางรู้หรอกว่าเขาคิดยังไง เขาทำอะไร เขาถึงเก่งกว่าเรา เขาถึงพัฒนากว่าเรา

“ผมมองว่าการได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้มันคุ้ม ผมนั่งอยู่ที่ไทยผมไม่มีทางรู้ ผมแข่งกับเขาก็ไม่มีทางรู้ ผมต้องมาอยู่ตรงนี้ มาเป็นส่วนหนึ่งในทีมของเขาจริงๆ ผมถึงมีโอกาสรู้มากขึ้น ผมชอบตรงนี้ ผมชอบที่จะได้รู้เกี่ยวกับฟุตบอลมากขึ้น”

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima  ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

3.

อย่าไปฟังคนอื่นว่าผมหมดไฟแล้ว

หากฟังเพียงเสียง ดูเพียงแววตา เราอาจเข้าใจผิดว่านี่คือนักเตะหนุ่มวัย 20 ต้นๆ ที่ยังโหยหาความท้าทายใหม่ๆ หากแต่ในความเป็นจริงนักฟุตบอลตรงหน้าคือชายวัย 30

ซึ่งสำหรับนักฟุตบอลอาชีพ เมื่ออายุเข้าเลข 3 ก็นับว่าเข้าสู่ช่วงโรยราแล้ว

รู้สึกมั้ยว่าเราได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ เกี่ยวกับฟุตบอลที่เจลีกช้าเกินไป” ผมถาม

“ไม่ช้านะ” ชายตรงหน้าตอบทันที “โอเค เราก็ต้องยอมรับแหละว่าชีวิตเราไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบหรือเดินมาบนทางที่มันเพอร์เฟกต์ เราก็สู้มาตลอด เพราะฉะนั้น พอได้เจออะไรที่เป็นสิ่งใหม่แล้วมันเป็นประโยชน์ เราก็พยายามซึมซับให้ได้มากที่สุด เท่านั้นเอง

“ผมเป็นคนที่ชอบอะไรใหม่ๆ รู้สึกว่าสนุก ตื่นเต้น เวลาที่ได้เจอสนามใหม่ เจอเพื่อนใหม่ ตอนที่ได้รับข้อเสนอผมคิดไม่นานเลย แล้วก็ไม่ได้ถามใคร คิดแค่เอายังไง จะไปมั้ย จริงๆ ผมเคยคุยกับผู้ใหญ่ของสโมสรเมืองทอง ยูไนเต็ดว่า ถ้ามีโอกาส ผมอยากมา อย่าไปฟังคนอื่นว่าผมมีครอบครัวแล้ว มีลูกแล้ว อายุเยอะแล้ว หรือหมดไฟแล้ว สุดท้ายเขาก็โทรมาบอกผมว่า โอกาสมาแล้วนะ จะเอายังไง ตอนนั้นก็ตั้งใจอยากมาอยู่แล้ว เลยตอบตกลง โดยที่ไม่ได้ถามแฟน ไม่ได้ถามพ่อแม่ ไม่ได้ถามครอบครัวเลย”

แม้อะไรจะไม่เหมือนเดิมเมื่อวันและวัยเปลี่ยนผ่าน แต่มันก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อเสีย

อย่างน้อยเขาก็เติบโตขึ้นและมีมุมมองต่อชีวิตแหลมคมขึ้น

“อะไรที่ตอนเป็นเด็กเราไม่เข้าใจรุ่นพี่ เราก็เริ่มเข้าใจว่ารุ่นพี่เขารู้สึกยังไง คิดยังไง มันก็เป็นมุมมองที่โตมากขึ้นในการแข่ง ในการฝึกซ้อม ในการใช้ชีวิต

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima  ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

“ส่วนเรื่องร่างกายผมก็ต้องดูแลตัวเองมากขึ้น เรารู้ว่าวันหนึ่งมันจะต้องถอยลง แต่เราอยากรักษาให้มันถอยลงช้าที่สุด ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็ปล่อยมันไปเลย มันยังมีวิธีการหลายๆ อย่างที่ยังสามารถรักษากล้ามเนื้อ รักษาสมรรถภาพในการวิ่ง ในการเล่น ได้อยู่”

“แล้วคิดว่าจุดสูงสุดของตัวเองผ่านไปแล้วหรือยัง” ผมชวนเขาทบทวน

ยอดศูนย์หน้าชาวไทยนิ่งคิดไม่นานก่อนตอบ “ผมไม่รู้เหมือนกันนะว่าจุดสูงสุดผมอยู่ตรงไหน มันอาจจะมีช่วงเวลาที่ดีของผมในบางฤดูกาลเท่านั้นเอง แต่ว่าผมยังอยากเก่งขึ้นอีก ผมยังคิดว่ามีช่วงเวลาที่ดีแบบนั้นอีก เพราะฉะนั้น ผมก็พยายามตามหา มันคงไม่ใช่นั่งอยู่เฉยๆ แล้วช่วงเวลานั้นจะเข้ามา ผมถึงมาที่นี่”

แล้วในชีวิตที่ผ่านมาเคยหลงระเริงมั้ย แล้วอะไรดึงให้ยังอยู่ตรงนี้”

“มีบางช่วงนะ อาจจะไม่ได้ถึงกับเหลิง เพียงแต่เรามั่นใจว่าเราทำได้ดี คือผมตอนเด็กๆ มีประสบการณ์ไปแข่งบอลที่นั่นที่นี่ ไปแข่งต่างประเทศ แล้วเรารู้ว่าในรุ่นอายุเราที่เราคิดว่าตัวเองเก่งในไทย แต่พอเราได้เจอทั้งโลก เราแม่งเป็นแค่มดตัวหนึ่งในโลก มึงไม่ได้เก่งอะไรเลย (เสียงสูง) คือในไทยมันอาจจะใช่ แต่พอเราได้ไปเห็นภาพของโลกมาแล้ว เราเลยรู้ว่าจริงๆ แล้วเราไม่เคยเก่ง ไม่เคยเก่งเลย มีคนเก่งกว่าเราอีกเยอะแยะมากในโลก เหมือนที่มาอยู่ที่นี่ เราไม่ได้สูงกว่าใครเลย เราด้อยกว่าเขาด้วยซ้ำ

“บางทีอยู่สบายไปมันก็เคยตัว มันก็คิดในมุมที่อยู่ข้างบน เราก็ไม่ได้กระตือรือร้นชีวิตอะไรมากมาย เราก็ใช้เวลาผ่านๆ ไปโดยที่ไม่ได้คำนึงอะไรมากมาย แต่มาที่นี่มันต้องคิดทุุกเม็ด เพราะฉะนั้น การได้มาสู้ ได้มาลำบาก มันก็ดีเหมือนกันนะ”

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima  ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

4.

มันเป็นความฝันของพ่อผม

3,942 กิโลเมตร คือระยะทางระหว่างกรุงเทพฯ กับฮิโรชิม่า

แต่ความฝันของนักฟุตบอลไทยในการไปเล่นเจลีกดูเหมือนจะไกลกว่านั้นในวันที่ธีรศิลป์เริ่มเล่นฟุตบอล

“ความฝันของผมตอนเด็กๆ คือแค่อยากติดทีมชาติไทยสักครั้งหนึ่ง เรียกว่ามันเป็นความฝันของนักฟุตบอลทุกคน ซึ่งเราไม่รู้หรอกว่าจะเกิดขึ้นจริงๆ หรือเปล่า แล้วอีกอย่างหนึ่งคือมันเป็นความฝันของพ่อผม” ธีรศิลป์พูดถึงชายที่เฝ้ามองเขาอยู่ที่ประเทศบ้านเกิด

หากจะบอกว่าส่วนสำคัญที่ผลักดันให้ยอดศูนย์หน้าชาวไทยมาถึงจุดนี้ได้คือ ประสิทธิ์ แดงดา ผู้เป็นพ่อของเขาก็ไม่ผิดนัก

“พ่อผมเชื่อมั่นมาตลอดตั้งแต่ฟุตบอลไทยยังไม่มีลีกอาชีพ คนอื่นจะสงสัยว่าเตะฟุตบอลแล้วยังไง จะไปทำอะไรต่อ เพราะฟุตบอลในไทยยังไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ในตอนนั้น แต่ว่าพ่อจะเชื่อมั่นตลอด เหมือนมีความฝันว่าผมสามารถไปเล่นต่างประเทศได้ ซึ่งตอนนั้นเราจะต่อต้านพ่อ ต่อต้านความฝันของพ่อว่ามันไกลไป มันไกลมากๆ เราไม่คิดว่ามันจะเป็นไปได้จริงๆ แต่พ่อก็จะคอยบอกว่าผมเล่นได้”

“แล้วจริงๆ ตอนเด็กๆ อยากเป็นอะไร” ผมสงสัย

“พ่อผมเป็นทหาร เราก็ซึมซับมาจากพ่อว่า เราอยากเป็นทหาร อยากมีอาชีพมั่นคง ตอนเด็กพ่อถามว่าอยากเป็นอะไร เราก็บอกพ่อว่า อยากเป็นทหาร อยากเป็นเหมือนพ่อ พ่อก็บอกว่า จะมาเป็นเหมือนพ่อทำไม ทำไมไม่เป็นให้ดีกว่าพ่อ”

ฟังถึงตรงนี้ผมก็นึกถึงภาพแรกของวันที่เห็นเขาวิ่งไล่กวดลูกฟุตบอลท่ามกลางนักฟุตบอลญี่ปุ่น โดยมีสายฝนโปรยปรายเป็นฉากหน้าและภูเขาตั้งตระหง่านเป็นฉากหลัง

ไม่แน่ใจว่าถ้าผู้เป็นพ่อได้มาเห็นภาพเดียวกันนี้ หัวใจเขาจะชุ่มฉ่ำเหมือนสภาพอากาศที่ฮิโรชิม่ายามนี้หรือไม่

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

พบบูทของสโมสรฟุตบอลเจลีกได้ที่งาน NIPPON HAKU BANGKOK 2018

วันที่ 31 สิงหาคม – 2 กันยายน 2018
เวลา 11.00 – 20.00 น.
สถานที่ สยามพารากอน ชั้น 5
โทร 022583983 และ 0891095122

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

วินัย สัตตะรุจาวงษ์

ผู้กำกับรายการและโฆษณาที่ช่วงนี้หันมาสนใจงานแนวสารคดี จึงเน้นทำงานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริง ตัวอย่างผลงานที่ผ่านมาคือ รายการ human ride และ เป็น อยู่ คือ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ย่าน Asakasa เป็นโซนธุรกิจนิ่ง ๆ เท่ ๆ ที่มีทั้งความเก๋และความเงียบสงบ แต่ก็ไม่ใช่ย่านที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะแวะมาสักเท่าไหร่ เราเลยแปลกใจเล็กน้อยที่ แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข เลือกคาเฟ่ในย่านนี้เป็นจุดนัดพบ แถมยังอยู่ในตึกที่ดูซอมซ่อ เอ๊ะ หรือพี่เขาจะอยากหนีความวุ่นวาย

เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกและได้เห็นความกรุบกริบของคาเฟ่ไพ่นกกระจอกสุดเท่ที่ซ่อนตัวอยู่ในตึกเงียบ ๆ ก็ได้แต่ร้องว้าว ๆๆ และเขกหัวตัวเองอยู่ในใจ อยู่โตเกียวมาตั้งหลายปียังไม่รู้ถึงการมีอยู่ของที่นี่ นอกจากจะสวยเก๋ไม่แพ้คาเฟ่แถวชิบุยะ ฮาราจุกุ ที่นี่ยังเป็นคาเฟ่ของไอดอลสาวที่เขาชื่นชอบอีกด้วย ยังไม่ทันเริ่มสัมภาษณ์ ก็สัมผัสได้ถึงความรักและความสนิทสนมอันดีระหว่างนักร้องดังกับประเทศญี่ปุ่น

หลายคนน่าจะรู้อยู่แล้วว่า แสตมป์เป็นศิลปินไทยคนแรก ๆ ที่ได้มาทำงานในญี่ปุ่นอย่างจริงจัง เขาเริ่มจากการแสดงสดในไลฟ์เฮาส์กับเพื่อน ๆ เพื่อความสนุกสนาน และค่อย ๆ ขยับขยายทีละนิด จนได้ออกอัลบั้มกับค่ายอินดี้ จัดมินิคอนเสิร์ตที่ Tower Record ขึ้นแสดงบนเวที Summer Sonic ปี 2019 ปัจจุบันสังกัดค่ายใหญ่ที่มีศิลปินตัวท็อปของญี่ปุ่นมากมาย อย่าง AVEX (สังกัดเดียวกับ Ayumi Hamasaki, V6, Every Little Thing-เรฟตามวัยผู้เขียน) และได้ร่วมงานกับศิลปินมากมาย เช่น Depapepe, MIYAVI, Awesome City Club, THE CHARM PARK, chelmico และ SKY-HI อีกทั้งยังเดินสายออกรายการโทรทัศน์ วิทยุ และสื่อสิ่งพิมพ์-ออนไลน์ชื่อดังของญี่ปุ่นเพียบ

ไอดอลสาวคนสวยเดินมารับออเดอร์ที่โต๊ะ แสตมป์ซังสื่อสารด้วยภาษาญี่ปุ่นอันคล่องแคล่วราวกับเป็นคนละคนกับที่เราเคยเจอในไลฟ์เฮาส์ นอกจากเรื่องงาน เราต้องคุยกันเรื่องความชื่นชอบที่เขามีต่อประเทศนี้แล้วล่ะ ท่ามกลางอุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส แสตมป์ซังบอกว่า 

“ชอบญี่ปุ่นมาก ชอบทุกอย่างเลย หน้าร้อนก็ยังไม่ร้อน แต่รู้สึกว่ามันสวยงามนะ”

คุยกับ 'แสตมป์ อภิวัชร์' ที่ญี่ปุ่น เรื่องชีวิต การทำงานเพลง และความหลงใหลแดนปลาดิบ

คุณมีงานในประเทศญี่ปุ่นเยอะมาก ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่าเริ่มต้นได้ยังไง

เริ่มแรกคือไลฟ์เฮาส์ก่อน แล้วก็เล่นมาเรื่อย ๆ โดยไม่ได้คิดอะไร ได้รู้จักคนมากขึ้น ผมมาบ่อยมาก ชอบ ถ้าไม่ได้ทำงานก็จะมาญี่ปุ่นตลอด เลยค่อย ๆ ได้รู้จักคนในวงการ และได้เล่นงานที่ใหญ่ขึ้น เข้าค่ายที่ใหญ่ขึ้น

เล่นดนตรีในไลฟ์เฮาส์หรือเวทีต่าง ๆ ที่ญี่ปุ่นสนุกไหม เหมือนคนดูเขาจะค่อนข้างขี้อายนะ

สนุก ความรู้สึกเหมือนที่ได้อ่านในการ์ตูนเรื่อง BECK เลย บรรยากาศต่างกันแต่สุดท้ายก็คล้าย ๆ กันนะ คนดูอาจสงวนท่าที แต่ถ้าเราขอให้เขาทำอะไร เขาทำหมด ให้เกียรติเรามาก

แล้วการทำเพลงที่ทำร่วมกับศิลปินญี่ปุ่นเป็นอย่างไรบ้าง

ส่วนมากเป็นการทำงานออนไลน์หมดเลย ก็เหงา ๆ หน่อยครับ แต่ทุกอย่างราบรื่นดี เดี๋ยวนี้มีโปรแกรมแบบเรียลไทม์ส่งตรงจากห้องอัด เขาอัดที่นู่น เราอยู่ที่ไทย แต่เรารับรู้ทุกอย่างเหมือนอยู่ด้วยกัน

มีเกณฑ์ในการเลือกคนมา Feat. ด้วยมั้ย เห็นร่วมงานกับศิลปินหลากหลายแนวเพลงมาก ๆ

มีทั้งแบบที่เราอยากลองชวนมาร่วมงาน แล้วก็ศิลปินที่ทางค่ายเสนอมา ตอนทำเพลง เราจะคิดว่าถ้าเรา Feat. กับคนนี้ เราจะทำแนวไหน เช่น chelmico เป็นป๊อปที่ฮิพฮอพหน่อย Awesome City Club ก็ออกพังก์ ๆ THE CHARM PARK จะเป็นเพราะ ๆ บัลลาด ซึ่งเรามีสิทธิ์เลือก ทำเพลงไปก่อนได้เลย

แล้วเนื้อเพลงล่ะ มีทั้งร้องภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น 

เราจะเขียนเนื้อเพลงเป็นภาษาไทยไปก่อน แล้วแปลเป็นภาษาอังกฤษให้เขา หรือแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นแบบที่ไม่ได้เป็นกวี แล้วให้เขาเอาไปทำต่อ แล้วเราค่อยมาร้องภาษาญี่ปุ่น

คุยกับ 'แสตมป์ อภิวัชร์' ที่ญี่ปุ่น เรื่องชีวิต การทำงานเพลง และความหลงใหลแดนปลาดิบ
คุยกับ 'แสตมป์ อภิวัชร์' ที่ญี่ปุ่น เรื่องชีวิต การทำงานเพลง และความหลงใหลแดนปลาดิบ

ฝึกสำเนียงในการร้องท่อนภาษาญี่ปุ่นยากไหม

เพลงแรก ๆ รู้สึกเหมือนยังร้องภาษาญี่ปุ่นไม่ค่อยได้ เพลงอื่น ๆ มีเพื่อนมาช่วยตอนอัดเพลงที่ไทย แต่ที่สุดแล้วเราเชื่อว่าต้องร้องดีไว้ก่อน สำเนียงอาจจะไม่ต้องเป๊ะขนาดนั้น ให้ฟีลลิ่งมันได้ อันนี้คิดเองนะ เพราะว่าขี้เกียจ (หัวเราะ)

ไม่มีปัญหาเรื่องความแตกต่างของวัฒนธรรมอะไรเลยหรอ

อุปสรรคน้อยมาก อาจจะมีเรื่องความต่างของวัฒนธรรมบ้าง แต่ผมไม่สนใจ แค่ได้ทำเพลงก็ดีแล้ว ผมชอบ 

ทุกวันนี้งานในญี่ปุ่นล้นมือ ได้เดินทางมาทำงานเรื่อย ๆ ได้ทำเพลงหลายสไตล์ ได้ร่วมงานกับศิลปินมากมาย อิ่มใจแล้วรึยัง

อยากอยู่ที่นี่แล้วอะ (หัวเราะ)

ทำไมถึงชอบขนาดนี้

คือมาเที่ยวตั้งแต่สิบปีก่อนแล้วรู้สึกว่าสนุก ผมว่าญี่ปุ่นเหมือนถูกหยุดเวลาไว้ มีวัฒนธรรมที่ถูกฟรีซเอาไว้ เวลาโลกมีอะไรฮิตขึ้นมาใหม่ ประเทศไทยรับทุกอย่างเข้ามาไวซึ่งมันเหนื่อย ญี่ปุ่นรับรู้นะว่าโลกฮิตอะไรยังไง แต่เขาไม่ได้รับเข้ามาทั้งหมด เหมือนวัฒนธรรมหลักของเขาแข็งแรงมาก 

เวลามาที่นี่ เหมือนเรายังอยู่ในยุค 90 คนยังมีมารยาทที่ดีต่อกัน เรารู้สึกเหมือนตอนเด็ก ๆ ที่คนยังมีไมตรีต่อกัน ตอนนี้สังคมมันต่างไปแล้ว คนเกรี้ยวกราดมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการด่ากันในอินเทอร์เน็ต จริง ๆ แล้วที่นี่ก็อาจจะเกิดขึ้นเหมือนกัน แต่ผมอ่านไม่ออก พอได้มาอยู่ที่นี่เลยทำให้รู้สึกว่าได้พักผ่อน ไม่ต้องคอยตามกระแสโลกตลอดเวลา อยู่ที่นี่ไม่ต้องอินทุกเรื่องก็ได้ ที่นี่มีพื้นที่ให้หายใจ

คุยกับ 'แสตมป์ อภิวัชร์' ที่ญี่ปุ่น เรื่องชีวิต การทำงานเพลง และความหลงใหลแดนปลาดิบ

ยกตัวอย่างให้ฟังหน่อย

ทุกคนบอกว่าที่นี่รีบ แต่ผมว่าช้า คือคนรีบแต่วัฒนธรรมช้า คนยังรักสิ่งเดิม ๆ

อ๋อ เช่น วงดนตรีเขาอยู่กันได้ยาวมากๆ ตั้งแต่หนุ่มน้อยยันเป็นหนุ่มใหญ่ อย่าง SMAP, ARASHI แบบนี้ใช่มั้ย

ใช่ ๆ ผมเคยถามคนญี่ปุ่นที่มาสัมภาษณ์ว่าวงเหล่านั้นทำได้ยังไง เขาตอบว่าคนญี่ปุ่นให้คุณค่ากับผลงาน (สิ่งที่เคยทำ/เคยเกิดขึ้น)

เราเคยถามคนญี่ปุ่นเหมือนกันว่า ทำไมหนังสือ นิตยสาร สิ่งพิมพ์ หรือแม้แต่ซีดี ดีวีดี ยังอยู่ได้ เขาบอกว่าเพราะคนชอบบันทึกความทรงจำหรือความรู้สึกไว้ในสิ่งที่จับต้องได้

ผมชอบสิ่งนี้ของญี่ปุ่นมากที่สุดเลย ถึงอยากมาอยู่ เพราะเราชอบของพวกนี้ ในขณะที่เครื่องเล่นซีดีในคอมอาจจะไม่มีแล้ว แต่แผ่นซีดี ดีวีดี ยังขายได้ที่นี่ เหมือนได้อยู่ในอดีต มีความ Nostalgic ยังได้เห็นคนขี่จักรยานมาซื้อกับข้าว เมืองเอื้อให้คนใช้ชีวิตแบบเก่า รู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ที่เอนจอยกับโมเมนต์

ที่ญี่ปุ่นมีทั้งเรื่องที่เขาเร็วและช้า ผมเลยชอบ รู้สึกเหมือนอยู่ในกรุงเทพฯ ยุค 90

คนญี่ปุ่นใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ มากจริงๆ

ญี่ปุ่นเขาใส่ใจรายละเอียดทุกเรื่อง ยกตัวอย่างง่าย ๆ เวลาคนญี่ปุ่นเขียนโปรไฟล์ผมลงบทความหรือเว็บไซต์ เขานับทุกอย่าง เพลงเคยขึ้นชาร์ตกี่เพลง อยู่นานเท่าไหร่ ได้กี่ล้านวิว 

(ผู้เขียนแอบไปส่องมาหลังสัมภาษณ์ เว็บญี่ปุ่นไม่ได้แค่เขียนละเอียดอย่างที่แสตมป์เล่า ขยันอัปเดตด้วย เช่น เขายกตัวอย่างผลงานเพลงแอบดี พร้อมคำโปรยว่า ยอดวิวทะลุ 10 ล้านใน 10 วัน เพลงปล่อยปี 2019 บทความเขียนปี 2020 ปีนี้ 2022 เข้าไปอ่าน คนเขียนอิดิตยอดวิวอัปเดตให้ด้วยว่า เดือน พ.ค. 2022 ตอนนี้ 56 ล้านวิวแล้ว) 

ปีนั้นเคยทำนั่นนี่ คอนเสิร์ตขายได้กี่ใบ บางเรื่องผมยังไม่เคยรู้เลย คนที่นี่เขาเห็นโปรไฟล์แล้ว โอ้โห ทำอะไรมาขนาดนี้เลยหรอ ไปดู Tower Records ก็ได้ จะมีการเขียนเล่าความสำเร็จที่ผ่านมาของศิลปินเพราะเขามองว่าเป็นสิ่งที่มีค่า 

สมมติว่าวง ​​Original Love กำลังคัมแบ็ก รายการจะทำสารคดีเล่าเรื่องในยุค 80 แล้วว่าเคยทำเพลงอะไรบ้าง คนรุ่นใหม่เองก็เห็นคุณค่าของสิ่งที่คนรุ่นก่อนทำ เพลง City Pop ยังกลับมาดังได้

คุยกับ แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข ในคาเฟ่ของไอดอลสาวที่โตเกียว เรื่องชีวิตและการทำงานเพลงในญี่ปุ่น

แต่มาอยู่ญี่ปุ่นจริง ๆ อาจจะไม่ชอบก็ได้นะ

หลายคนก็บอกผมแบบนั้นว่าอยู่ญี่ปุ่นไม่เหมือนมาเที่ยว เพื่อนชาวอเมริกันบอกว่า คนที่ย้ายไปแล้วชอบอยู่อเมริกา แปลว่าไม่ได้สนใจเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นรอบตัว ผมเข้าใจที่เขาพูดนะ ผมอยู่ที่นี่ ไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่น เลยไม่เข้าใจปัญหาของที่นี่ หรือถึงเราจะรู้ แต่อาจจะไม่ได้เข้าใจในระดับเดียวกันกับคนท้องถิ่น ผมมองว่าญี่ปุ่นก็มีปัญหาเหมือนทุกที่ แต่ไม่ใช่ว่าอยู่ไม่ได้ แค่นั้นเอง

แล้วเวลาไม่ได้ทำงาน แสตมป์มาทำอะไรที่นี่บ้าง 

ผมมีกิจกรรมหนึ่งที่สนุกมากคือ ที่ญี่ปุ่นมีโรงหนังอินดี้เป็นร้อยเลย แล้วหนังที่ฉายไม่ใช่หนังใหม่ เป็นหนังยุค 80 อะไรก็มี ตอนก่อนโควิด ผมมาอยู่นาน ๆ บางวันก็ออกไปดูหนังตามโรงหนังเล็ก ๆ เหล่านี้ สนุกมากเลย รู้สึกว่าโรงหนังเป็นที่เที่ยวได้ แต่ละที่ตกแต่งไม่เหมือนกัน บางที่ฉายหนังผู้หญิงก็จะชมพู ๆ บางที่ฉายอนิเมะก็จะน่ารัก ๆ ผมว่าญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับคาแรกเตอร์มาก แต่ละจังหวัดจะมีคาแรกเตอร์ของตัวเอง โรงหนังก็เป็นแบบนั้น เช่น ทาร์เก็ตประมาณนี้ ดังนั้นโรงหนังก็จะมีคาแรกเตอร์ประมาณนี้ 

ผมชอบดูหนังอยู่แล้ว แค่ได้ตระเวนไปตามโรงหนังเหล่านี้ก็เอนจอยแล้ว ที่เมืองไทยอาจจะยังมีโรงหนังเล็ก ๆ ไม่มากนัก แต่ที่ญี่ปุ่นมีทุกหย่อม ทุกตึกอาจจะมีโรงหนังซ่อนอยู่ก็ได้

ด้วยความที่ญี่ปุ่นเป็นแบบนี้ ผมเลยรู้สึกว่าถ้าคุณเป็นคนเนิร์ดหน่อย อยู่ที่นี่ได้ไม่มีวันเบื่อ มีพื้นที่ให้ความชอบเล็ก ๆ น้อย ๆ ทุกอย่าง

คุยกับ แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข ในคาเฟ่ของไอดอลสาวที่โตเกียว เรื่องชีวิตและการทำงานเพลงในญี่ปุ่น

จริง ถ้ามีเรื่องอะไรที่ชอบสักอย่าง ญี่ปุ่นมีพื้นที่ให้คุณเสพสิ่งนั้นแน่ ๆ 

ถ้าเราไม่ได้อยากจะตามเทรนด์ให้ทันตลอดเวลา อยู่ที่นี่ก็สนุกแล้ว ไม่ต้องคิดว่าตอนนี้อะไรกำลังฮิต คนที่นี่ชอบอะไรก็ชอบเลย มีความเป็นโอตะคุในทุกวงการ Tower Records ถึงยังอยู่ได้เป็นประเทศเดียวในโลก

นอกจากโรงหนังก็มีไปเดินสวน แต่ละสวนก็ไม่เหมือนกันอีก ยิ่งถ้าชอบกินยิ่งกินสนุก ชอบการ์ตูน ชอบศิลปะ หรือชอบไลฟ์เฮาส์ก็มีให้ดูทุกคืน วงไม่ซ้ำ สวนสนุกก็ชอบมาก ไม่ได้ชอบเล่นหวาดเสียวนะ แต่เดินเข้าไปแล้วมีเพลง มีบรรยากาศที่เขาสร้างรายละเอียดให้เป็นอีกโลกหนึ่ง 

นอกจากนี้ก็ชอบที่ชั้นสอง ชั้นสามของแต่ละตึก มองจากข้างนอกไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่กลับกลายเป็นที่เด็ด ๆ เยอะมาก ผมเลยชอบเสาะหา ทั้งถามเพื่อน เสิร์ชอินเทอร์เน็ต เจอโดยบังเอิญก็มี

สเปซที่นี่เล็กมากจนเราเดาไม่ได้ว่าข้างในเป็นอะไร ถ้าเทียบกับนิวยอร์ก ตึกนี้ก็เป็นแบบนี้ทั้งหมด แต่ของญี่ปุ่น ใน 7 ชั้นมันอาจจะเป็นอะไรก็ได้ เน็ตคาเฟ่ ร้านนวด ออฟฟิศ แม่งสนุกว่ะ นี่ขนาดอยู่แค่โตเกียวก็ยังไม่เบื่อ ยังมีอะไรให้ค้นพบอีกมากมาย

ดูสนุกกับชีวิตในญี่ปุ่นมาก ถือว่าฝันเป็นจริงรึยัง

ยัง อยากเป็นตลกที่นี่ ถ้าได้เป็นตลกจะถือว่าฝันเป็นจริง (หัวเราะ)

คุยกับ แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข ในคาเฟ่ของไอดอลสาวที่โตเกียว เรื่องชีวิตและการทำงานเพลงในญี่ปุ่น

Writer & Photographer

ณิชมน หิรัญพฤกษ์

นักศึกษาเอกภาษาญี่ปุ่นที่คิดเลขไม่ได้ อ่านแผนที่ไม่ออก แต่รักการเดินทาง / ผู้ประสานงานใน a day และ HUMAN RIDE ฉบับญี่ปุ่น / เจ้าของคอลัมน์ made in japan และหนังสือ 'ซะกะ กัมบัตเตะ!' ปัจจุบันใช้เวลาว่างจากการหาร้านคาเฟ่กรุบกริบไปนั่งเรียนปริญญาโทที่โตเกียว และโดนยัดเยียดความเป็นไกด์เถื่อนให้อยู่เป็นระยะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load