นับตั้งแต่มาเหยียบเยี่ยมเมืองฮิโรชิม่า น้ำบนฟ้าก็ตกลงมาติดต่อกัน 2 วัน

หากใครได้ตามข่าวคราว นี่คือช่วงเวลาที่เมืองทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ฝนตกหนักที่สุดในรอบหลายสิบปีจนทำให้หลายพื้นที่ต้องเผชิญอุทกภัยอย่างหนัก

ช่วงเช้าของวันฝนพรำ หลังจากนั่งรถไฟจากตัวเมืองฮิโรชิม่ากว่าชั่วโมง ต่อรถอีก 20 นาที ผมก็เห็นป้ายเปียกปอนเขียนว่า ‘Yoshida Soccer Park’

สถานที่แห่งนี้คือสนามซ้อมของสโมสรฟุตบอล Sanfrecce Hiroshima-จ่าฝูงของลีกสูงสุดแดนปลาดิบขณะนี้

ฉากหลังของสนามซ้อมสีเขียวชอุ่มคือภูเขาที่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกล

เงียบ-สงบ คือสิ่งที่ผมรู้สึกขณะยืนเฝ้ามองภาพตรงหน้า

ในสนามนักฟุตบอลกำลังซ้อมกันอย่างขะมักเขม้นท่ามกลายสายฝนเพื่อเตรียมตัวลุยเลก 2 ของฤดูกาล ซึ่งหากพวกเขายังคงรักษามาตรฐานการเล่นไว้ได้แบบที่เป็นมา การคว้าแชมป์ลีกสูงสุดอีกครั้ง หลังจากเคยทำมาได้แล้วในปี 2012, 2013 และ 2015 ก็ไม่ใช่เรื่องเกินฝัน

ท่ามกลางนักฟุตบอลญี่ปุ่น ผมเห็นนักฟุตบอลชาวไทยกำลังซ้อมยิงประตูอยู่ในสนาม

เขาคือ มุ้ย-ธีรศิลป์ แดงดา หรือ ‘มุ้ยซัง’ ของเพื่อนร่วมทีม

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ศูนย์หน้าที่ดีที่สุดในไทยออกมาตามฝันที่ต่างแดน ฤดูกาล 2007-2008 เขาเคยไปฝึกฟุตบอลกับสโมสร Manchester City ยอดทีมแห่งเกาะอังกฤษ และเมื่อปี 2014 เขาสร้างประวัติศาสตร์เป็นคนไทยคนแรกที่ได้ลงเล่นใน La Liga ลีกสูงสุดของประเทศเทศสเปนกับสโมสร Almería

เมื่อการซ้อมเสร็จสิ้น ผมเห็นเนื้อตัวและใบหน้าของเขาเปียกชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อและหยาดฝน เราพบกันอีกครั้งในห้องรับรองของสโมสร หลังจากที่เขาอาบน้ำเปลี่ยนชุดเรียบร้อย แล้วบทสนทนาระหว่างเราก็เริ่มจากตรงนั้น

ในขณะที่ฝนภายนอกยังคงโปรยปราย คล้ายชีวิตบางช่วงของเขา

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

1.

ชีวิตที่สบายมันทำให้เราลืมความฝัน

“หลายๆ อย่างมันก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา” ช่วงหนึ่งของการพูดคุยกัน ยอดกองหน้าบอกผมว่าอย่างนั้น

‘หลายๆ อย่าง’ ที่เขาว่า บางสิ่งสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า อาทิ ความตึงของผิวหน้า มัดกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้น สถานะการยอมรับในวงการฟุตบอล ในขณะที่บางสิ่งต้องพูดคุยสัมผัสเท่านั้นจึงจะรับรู้ได้

แม้หลายๆ อย่างจะเปลี่ยนแปลงอย่างที่เขาว่า แต่บางอย่างก็ไม่เปลี่ยนไป

ในชีวิตผมเคยคุยกับธีรศิลป์มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อกว่า 4 ปีก่อน ตอนที่มีข่าวว่าเขาได้รับความสนใจจากสโมสรในสเปน

“ถ้ามีโอกาสอยากจะลองเชื่อตัวเองดูสักครั้ง” วันนั้นเขาตอบแบบนี้เมื่อผมถามว่า เชื่อไหมว่าตัวเองสามารถไปเล่นที่ยุโรปได้ “ความรู้สึกเราคืออยากพิสูจน์ตัวเอง ถึงไม่ได้เล่นก็ขอให้เราได้สู้ก่อน ถ้าเราสู้ไม่ได้แล้วถึงค่อยทำใจยอมรับ”

สิ่งหนึ่งที่แยกธีรศิลป์ออกจากกองหน้าทั่วๆ ไป คือความมุ่งมั่นและจิตวิญญาณนักสู้ ไม่เกรงกลัวที่เผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ๆ แม้การหยุดยืนอยู่ที่เดิมจะปลอดภัยดีอยู่แล้ว ในไทยเขาคือยอดดาวยิงอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เขาก็ไม่ลังเลที่จะก้าวเท้าไปสู่ความเสี่ยงที่จะล้มเหลว ถ้าความเสี่ยงนั้นทำให้เขาเติบใหญ่ทั้งในแง่ฝีเท้าและความคิด

“ผมพยายามพัฒนาในทุกวัน ซึ่งบางช่วงชีวิตเราอาจจะไม่ต้องดิ้นรน ชีวิตสบาย จนลืมไปว่าความฝันเราคืออะไร สิ่งที่เราทำคืออะไร เพราะว่าเราไม่ต้องคิดอะไร เรามีทุกอย่าง มีรถ มีบ้าน มีครอบครัว มีความเป็นอยู่ที่สุขสบาย ฟุตบอลก็ไม่ได้ซ้อมเข้มข้นมาก ซึ่งชีวิตที่สบายมันทำให้เราลืมความฝัน ลืมสิ่งที่เราเคยคิดมาตลอด”

ด้วยความเชื่อเช่นนั้น ทำให้เขาตัดสินใจย้ายจากสโมสรยักษ์ใหญ่อย่าง ‘กิเลนผยอง’ เมืองทอง ยูไนเต็ด มาอยู่ Sanfrecce Hiroshima ด้วยสัญญายืมตัวเป็นเวลา 1 ปี

“ผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนต้องเคยมีความรู้สึกสบายและยังอยากรักษาความสบายนั้นอยู่ แบบที่ยังทำงานเท่าเดิมหรือว่าทำน้อยลงแต่มีทุกอย่างเหมือนเดิม ซึ่งผมก็เคยคิด แต่ว่าที่ผมคิดมากกว่าคือ ในฐานะนักฟุตบอลคนหนึ่ง ผมอยากเก่งขึ้น อยากพัฒนาตัวเองในทุกๆ ปี ในทุกๆ ฤดูกาล ในทุกๆ นัด

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

“ผมอยากเก่งขึ้นเพราะผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเก่งได้แค่นี้ หรือคิดว่านี่เราเก่งที่สุดแล้ว ผมก็เลยตัดสินใจมาที่นี่ เพราะมันอาจจะเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เรามีความสามารถมากขึ้น

“มีคำพูดหนึ่งของโค้ชเตี้ย (สะสม พบประเสริฐ) ตอนนั้นผมอายุ 16 แล้วเก็บตัวทีมชาติ มันเป็นคำพูดแบบเวอร์ๆ แต่ตอนนั้นเราฟังแล้วรู้สึกว่าเป็นคำพูดที่สุดยอด เขาบอกว่า ‘สวรรค์หรือพระเจ้าให้มาไม่เท่ากัน ที่เหลือพวกมึงต้องไปหาเอาเองในสนาม’

“คือตอนนั้นเรายังเด็ก ฟังแล้วหัวใจพองโต เรารู้แหละว่าทุกคนมีจุดดีจุดด้อย ที่เหลือคือมึงแล้วที่ต้องไปหาเอาในสนาม ตอนนั้นฟังแล้วอยากเตะบอล อยากเตะทั้งวัน แล้วมันก็เป็นคำคำหนึ่งที่ผมจะพูดกับเพื่อนตลอดว่า เฮ้ย เดี๋ยวกูไปหาเอาในสนามก่อนนะ ไปหาไอ้สิ่งที่เราขาดไปในสนาม”

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima  ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

2.

ผมยอมเสียใจ แต่ไม่อยากเสียดาย

ก่อนมาค้าแข้งที่ญี่ปุ่นครั้งนี้ ความทรงจำที่ผ่านมาของธีรศิลป์ ณ ดินแดนอาทิตย์อุทัยไม่ค่อยดีนัก

นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาอยากกลับมาแก้ไขความรู้สึกในอดีต

“ก่อนมาอยู่ที่นี่ ผมเคยมาแข่งที่ญี่ปุ่นหลายครั้ง หรือย้อนไปตอนเด็กๆ ที่เป็นการแข่งฟุตบอลเยาวชนชุดต่ำกว่า 17 ปีชิงแชมป์เอเชียที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ ผมก็ติดในชุดนั้นมาด้วย แต่ตอนนั้นเราขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง เราเล่นไม่ดี แล้วเราก็จำมันมาตลอด ถ้ามีโอกาสเราก็อยากกลับมาแก้ไข เหมือนเป็นจุดเล็กๆ ที่ทำให้ผมอยากมาที่นี่ อยากกลับมามีช่วงเวลาที่ดีที่ญี่ปุ่นบ้าง”

แม้จะเคยผ่านประสบการณ์ที่ไม่น่าจดจำและเคยพบอุปสรรคยามไปค้าแข้งต่างแดนจนต้องกลับบ้านก่อนครบสัญญากับสโมสรอัลเมเลีย แต่เขาก็ยังกล้าเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหม่

“ผมอยากเอาชนะตัวเองมากกว่า อยากรู้ว่าจริงๆ แล้วเราทำได้แค่ไหน หรือสุดท้ายถ้าทำไม่ได้ แต่เราก็ได้ทำสิ่งนั้น แม้จะไม่ประสบความสำเร็จแต่เราก็ได้ทำ ผมยอมเสียใจที่ทำไม่สำเร็จ แต่ไม่อยากเสียดายที่ไม่ได้ทำ และทุกครั้งผมจะพยายามทำมันให้ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา”

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

“แล้วกังวลเรื่องอะไรที่สุด” ผมถามชายตรงหน้า

“เรื่องการสื่อสารนอกสนาม” เขาตอบทันที “เวลาที่เราไปข้างนอกคือช่วงเวลาที่ผมได้อยู่กับตัวเอง แล้วบางทีเราจะต้องสื่อสารเรื่องที่ไม่ใช่ฟุตบอล แต่ผมยังพูดไม่ได้ทั้งหมด ผมเลยกังวล แต่พอมาอยู่จริงปัญหานั้นแทบจะไม่มีเลยด้วยซ้ำ เพราะว่าที่นี่เขามีล่ามให้ ซึ่งเขาก็จะคอยตามผมตลอด เป็นเหมือนเงาเลย ปัญหาในการสื่อสารก็เลยน้อยลงกว่าที่ผมเคยเจอ เพราะว่าที่นี่เขาใส่ใจระดับหนึ่ง”

ยอดศูนย์หน้าบอกผมว่า ความแตกต่างอีกอย่างคือระเบียบวินัย และนั่นทำให้ผลงานปลายทางออกมาแตกต่างกัน

“ที่ไทยมันเปิดมากๆ ทั้งอาหารการกิน การใช้ชีวิต เราจะกินตอนไหนก็ได้ แต่ความเป็นระเบียบวินัยที่นี่มีมากกว่า ซ้อมก็ต้องทำงานหนักกว่า และการดูแลตัวเองก็ต้องเพิ่มมากขึ้น คือทุกอย่างเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากชีวิตที่อยู่ในไทย ที่นี่เวลาว่างหลังจากซ้อมเรามีก็จริง แต่เราก็ต้องใช้เวลาว่างนั้นดูแลตัวเองให้มากขึ้น ไม่ใช่ว่านอนอยู่เฉยๆ ต้องคิดว่าเราต้องกินอะไร ต้องทำอะไร เพื่อที่เราจะสามารถจะซ้อมในวันพรุ่งนี้ได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม

“เราไม่ได้มาเที่ยว เรายังมีงานต้องทำ ต้องใช้ร่างกาย ต้องแข่งขัน เพื่อที่จะแย่งตัวจริง แล้วก็ต้องทำผลงานให้ดี มันกดดันเหมือนกันนะ” ว่าถึงตรงนี้รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็หายไป “ด้วยความที่เราเป็นนักเตะต่างชาติ เราก็ต้องทำให้เขายอมรับด้วยว่าเราทำได้ เรามีผลงานที่มากพอ คล้ายๆ นักเตะต่างชาติที่มาเล่นไทยลีกที่ต้องยิงให้ได้ ทำผลงานให้ดี เพราะไม่อย่างนั้นสโมสรเขาก็จะเอาคนอื่นมาแทน ซึ่งเป็นสถานการณ์เดียวกันกับผมตอนนี้เลย เราก็ยังต้องโฟกัสอยู่ทั้งในสนามและนอกสนาม เราต้องทำผลงานให้ดีมากขึ้น เพื่อที่โอกาสที่จะลงสนามมากขึ้น คือการแข่งขันที่นี่เข้มข้นมากกว่า”

พูดถึงการยอมรับ มองอย่างหยาบๆ จากเสียงตอบรับของแฟนบอล การมีส่วนร่วมในสนาม หรือปฏิกิริยาของเพื่อนร่วมทีมที่มีต่อกองหน้าทีมชาติไทยผู้นี้ ผมว่าเขาพิสูจน์ตัวเองได้ในระดับที่น่าพอใจ ไม่มีอะไรต้องวิตก

ถึงวันนี้ เขาลงเล่นในลีกสูงสุดของญี่ปุ่นไปแล้ว 17 นัด ยิงได้ 4 ประตู โดยสามารถปลดล็อกได้ตั้งแต่นัดแรกที่ลงสนามพบกับ Hokkaido Consadole Sapporo สโมสรต้นสังกัดของเพื่อนร่วมชาติอย่าง เมสซี่เจ-ชนาธิป สรงกระสินธ์

“แล้วสิ่งที่ดีมากๆ ในการได้มาเล่นที่นี่คืออะไร” ผมชวนเขาทบทวนถึงแง่งามบ้าง

“เกี่ยวกับฟุตบอลล้วนๆ เลย มันเปิดโลกใหม่ให้ผม มันมีหลายๆ อย่างที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับฟุตบอล เกี่ยวกับการใช้ชีวิต

“ผมถามนักเตะระดับเยาวชนที่นี่ว่า เขาต้องทำงานหนักกว่านักฟุตบอลที่อายุมากหรือที่เป็นตัวจริงอยู่แล้วขนาดไหน คุณเป็นสำรองแล้วคุณซ้อมหนักกว่าตัวจริงมากเท่าไหร่ เพื่อที่จะได้รู้มุมมองที่นักฟุตบอลญี่ปุ่นมีต่อฟุตบอลของเขา ซึ่งมันเป็นทัศนคติที่ถ้าเราอยู่ในไทยเราไม่มีทางรู้หรอกว่าเขาคิดยังไง เขาทำอะไร เขาถึงเก่งกว่าเรา เขาถึงพัฒนากว่าเรา

“ผมมองว่าการได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้มันคุ้ม ผมนั่งอยู่ที่ไทยผมไม่มีทางรู้ ผมแข่งกับเขาก็ไม่มีทางรู้ ผมต้องมาอยู่ตรงนี้ มาเป็นส่วนหนึ่งในทีมของเขาจริงๆ ผมถึงมีโอกาสรู้มากขึ้น ผมชอบตรงนี้ ผมชอบที่จะได้รู้เกี่ยวกับฟุตบอลมากขึ้น”

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima  ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

3.

อย่าไปฟังคนอื่นว่าผมหมดไฟแล้ว

หากฟังเพียงเสียง ดูเพียงแววตา เราอาจเข้าใจผิดว่านี่คือนักเตะหนุ่มวัย 20 ต้นๆ ที่ยังโหยหาความท้าทายใหม่ๆ หากแต่ในความเป็นจริงนักฟุตบอลตรงหน้าคือชายวัย 30

ซึ่งสำหรับนักฟุตบอลอาชีพ เมื่ออายุเข้าเลข 3 ก็นับว่าเข้าสู่ช่วงโรยราแล้ว

รู้สึกมั้ยว่าเราได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ เกี่ยวกับฟุตบอลที่เจลีกช้าเกินไป” ผมถาม

“ไม่ช้านะ” ชายตรงหน้าตอบทันที “โอเค เราก็ต้องยอมรับแหละว่าชีวิตเราไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบหรือเดินมาบนทางที่มันเพอร์เฟกต์ เราก็สู้มาตลอด เพราะฉะนั้น พอได้เจออะไรที่เป็นสิ่งใหม่แล้วมันเป็นประโยชน์ เราก็พยายามซึมซับให้ได้มากที่สุด เท่านั้นเอง

“ผมเป็นคนที่ชอบอะไรใหม่ๆ รู้สึกว่าสนุก ตื่นเต้น เวลาที่ได้เจอสนามใหม่ เจอเพื่อนใหม่ ตอนที่ได้รับข้อเสนอผมคิดไม่นานเลย แล้วก็ไม่ได้ถามใคร คิดแค่เอายังไง จะไปมั้ย จริงๆ ผมเคยคุยกับผู้ใหญ่ของสโมสรเมืองทอง ยูไนเต็ดว่า ถ้ามีโอกาส ผมอยากมา อย่าไปฟังคนอื่นว่าผมมีครอบครัวแล้ว มีลูกแล้ว อายุเยอะแล้ว หรือหมดไฟแล้ว สุดท้ายเขาก็โทรมาบอกผมว่า โอกาสมาแล้วนะ จะเอายังไง ตอนนั้นก็ตั้งใจอยากมาอยู่แล้ว เลยตอบตกลง โดยที่ไม่ได้ถามแฟน ไม่ได้ถามพ่อแม่ ไม่ได้ถามครอบครัวเลย”

แม้อะไรจะไม่เหมือนเดิมเมื่อวันและวัยเปลี่ยนผ่าน แต่มันก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อเสีย

อย่างน้อยเขาก็เติบโตขึ้นและมีมุมมองต่อชีวิตแหลมคมขึ้น

“อะไรที่ตอนเป็นเด็กเราไม่เข้าใจรุ่นพี่ เราก็เริ่มเข้าใจว่ารุ่นพี่เขารู้สึกยังไง คิดยังไง มันก็เป็นมุมมองที่โตมากขึ้นในการแข่ง ในการฝึกซ้อม ในการใช้ชีวิต

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima  ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

“ส่วนเรื่องร่างกายผมก็ต้องดูแลตัวเองมากขึ้น เรารู้ว่าวันหนึ่งมันจะต้องถอยลง แต่เราอยากรักษาให้มันถอยลงช้าที่สุด ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็ปล่อยมันไปเลย มันยังมีวิธีการหลายๆ อย่างที่ยังสามารถรักษากล้ามเนื้อ รักษาสมรรถภาพในการวิ่ง ในการเล่น ได้อยู่”

“แล้วคิดว่าจุดสูงสุดของตัวเองผ่านไปแล้วหรือยัง” ผมชวนเขาทบทวน

ยอดศูนย์หน้าชาวไทยนิ่งคิดไม่นานก่อนตอบ “ผมไม่รู้เหมือนกันนะว่าจุดสูงสุดผมอยู่ตรงไหน มันอาจจะมีช่วงเวลาที่ดีของผมในบางฤดูกาลเท่านั้นเอง แต่ว่าผมยังอยากเก่งขึ้นอีก ผมยังคิดว่ามีช่วงเวลาที่ดีแบบนั้นอีก เพราะฉะนั้น ผมก็พยายามตามหา มันคงไม่ใช่นั่งอยู่เฉยๆ แล้วช่วงเวลานั้นจะเข้ามา ผมถึงมาที่นี่”

แล้วในชีวิตที่ผ่านมาเคยหลงระเริงมั้ย แล้วอะไรดึงให้ยังอยู่ตรงนี้”

“มีบางช่วงนะ อาจจะไม่ได้ถึงกับเหลิง เพียงแต่เรามั่นใจว่าเราทำได้ดี คือผมตอนเด็กๆ มีประสบการณ์ไปแข่งบอลที่นั่นที่นี่ ไปแข่งต่างประเทศ แล้วเรารู้ว่าในรุ่นอายุเราที่เราคิดว่าตัวเองเก่งในไทย แต่พอเราได้เจอทั้งโลก เราแม่งเป็นแค่มดตัวหนึ่งในโลก มึงไม่ได้เก่งอะไรเลย (เสียงสูง) คือในไทยมันอาจจะใช่ แต่พอเราได้ไปเห็นภาพของโลกมาแล้ว เราเลยรู้ว่าจริงๆ แล้วเราไม่เคยเก่ง ไม่เคยเก่งเลย มีคนเก่งกว่าเราอีกเยอะแยะมากในโลก เหมือนที่มาอยู่ที่นี่ เราไม่ได้สูงกว่าใครเลย เราด้อยกว่าเขาด้วยซ้ำ

“บางทีอยู่สบายไปมันก็เคยตัว มันก็คิดในมุมที่อยู่ข้างบน เราก็ไม่ได้กระตือรือร้นชีวิตอะไรมากมาย เราก็ใช้เวลาผ่านๆ ไปโดยที่ไม่ได้คำนึงอะไรมากมาย แต่มาที่นี่มันต้องคิดทุุกเม็ด เพราะฉะนั้น การได้มาสู้ ได้มาลำบาก มันก็ดีเหมือนกันนะ”

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima  ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

4.

มันเป็นความฝันของพ่อผม

3,942 กิโลเมตร คือระยะทางระหว่างกรุงเทพฯ กับฮิโรชิม่า

แต่ความฝันของนักฟุตบอลไทยในการไปเล่นเจลีกดูเหมือนจะไกลกว่านั้นในวันที่ธีรศิลป์เริ่มเล่นฟุตบอล

“ความฝันของผมตอนเด็กๆ คือแค่อยากติดทีมชาติไทยสักครั้งหนึ่ง เรียกว่ามันเป็นความฝันของนักฟุตบอลทุกคน ซึ่งเราไม่รู้หรอกว่าจะเกิดขึ้นจริงๆ หรือเปล่า แล้วอีกอย่างหนึ่งคือมันเป็นความฝันของพ่อผม” ธีรศิลป์พูดถึงชายที่เฝ้ามองเขาอยู่ที่ประเทศบ้านเกิด

หากจะบอกว่าส่วนสำคัญที่ผลักดันให้ยอดศูนย์หน้าชาวไทยมาถึงจุดนี้ได้คือ ประสิทธิ์ แดงดา ผู้เป็นพ่อของเขาก็ไม่ผิดนัก

“พ่อผมเชื่อมั่นมาตลอดตั้งแต่ฟุตบอลไทยยังไม่มีลีกอาชีพ คนอื่นจะสงสัยว่าเตะฟุตบอลแล้วยังไง จะไปทำอะไรต่อ เพราะฟุตบอลในไทยยังไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ในตอนนั้น แต่ว่าพ่อจะเชื่อมั่นตลอด เหมือนมีความฝันว่าผมสามารถไปเล่นต่างประเทศได้ ซึ่งตอนนั้นเราจะต่อต้านพ่อ ต่อต้านความฝันของพ่อว่ามันไกลไป มันไกลมากๆ เราไม่คิดว่ามันจะเป็นไปได้จริงๆ แต่พ่อก็จะคอยบอกว่าผมเล่นได้”

“แล้วจริงๆ ตอนเด็กๆ อยากเป็นอะไร” ผมสงสัย

“พ่อผมเป็นทหาร เราก็ซึมซับมาจากพ่อว่า เราอยากเป็นทหาร อยากมีอาชีพมั่นคง ตอนเด็กพ่อถามว่าอยากเป็นอะไร เราก็บอกพ่อว่า อยากเป็นทหาร อยากเป็นเหมือนพ่อ พ่อก็บอกว่า จะมาเป็นเหมือนพ่อทำไม ทำไมไม่เป็นให้ดีกว่าพ่อ”

ฟังถึงตรงนี้ผมก็นึกถึงภาพแรกของวันที่เห็นเขาวิ่งไล่กวดลูกฟุตบอลท่ามกลางนักฟุตบอลญี่ปุ่น โดยมีสายฝนโปรยปรายเป็นฉากหน้าและภูเขาตั้งตระหง่านเป็นฉากหลัง

ไม่แน่ใจว่าถ้าผู้เป็นพ่อได้มาเห็นภาพเดียวกันนี้ หัวใจเขาจะชุ่มฉ่ำเหมือนสภาพอากาศที่ฮิโรชิม่ายามนี้หรือไม่

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

พบบูทของสโมสรฟุตบอลเจลีกได้ที่งาน NIPPON HAKU BANGKOK 2018

วันที่ 31 สิงหาคม – 2 กันยายน 2018
เวลา 11.00 – 20.00 น.
สถานที่ สยามพารากอน ชั้น 5
โทร 022583983 และ 0891095122

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

วินัย สัตตะรุจาวงษ์

ผู้กำกับรายการและโฆษณาที่ช่วงนี้หันมาสนใจงานแนวสารคดี จึงเน้นทำงานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริง ตัวอย่างผลงานที่ผ่านมาคือ รายการ human ride และ เป็น อยู่ คือ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เราไปถึงสถานที่นัดหมายก่อนเวลาหลายสิบนาที แต่ดาว TikTok ที่เรานัดพบอย่าง ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล ก็มาถึงก่อนเราแล้ว เธอนั่งอยู่บนโซฟาอย่างสบาย ๆ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาท่องโลกออนไลน์ตามสไตล์สาวโซเชียลคนดังและหนึ่งในผู้สนับสนุนความเท่าเทียมในสังคม

จำได้ว่าเราเคยอ่านประวัติชีวิตของซูซี่มาตั้งแต่หลายปีก่อน จากเด็กหญิงลูกครึ่งไทย-แอฟริกัน ที่ตั้งคำถามกับตัวเองและคุณแม่ว่า ‘ทำไมเธอจึงไม่เกิดมาผิวขาว’ สู่ดาว TikTok ผู้ทลายกรอบความงามแบบเดิม เดินหน้าเพื่อความเปิดกว้าง และลดอคติที่มีต่อสีผิวและเชื้อชาติ

หากใครยังจำได้ ซูซี่เริ่มเป็นที่รู้จักจากการคัฟเวอร์คลิปลิปซิงก์ประโยคเด็ด “ส้มหยุด” ของ สิตางศุ์ บัวทอง นักแสดงและเน็ตไอดอลชื่อดัง หลังจากที่ซูซี่กลายมาเป็นที่สนใจของสังคม เธอรับรู้ได้ว่าประเด็นเชื้อชาติและสีผิวเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่สังคมไทยไม่เข้าใจและยังไม่เปิดกว้างพอจะยอมรับ 

ดาว TikTok คนนี้จึงตั้งใจเดินหน้าโดยเริ่มช่วยเหลือและแนะนำคนใกล้ตัวทั้งลูกครึ่งไทย-แอฟริกัน รวมถึงบุคคลทั่วไปที่เข้ามาติดตามให้เริ่มรักตัวเองและกล้าจะโอบรับตัวตนมากขึ้น เพราะการมีรูปร่างหน้าตาที่หลากหลายไม่เคยเป็นเรื่องผิด และไม่มีวันเป็นเรื่องผิดโดยเด็ดขาด!

เราชวนซูซี่พูดคุยถึงตัวตนและความเปลี่ยนแปลงของปัญหาที่เธอเผชิญมาตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน พร้อมแชร์เรื่องราวที่เข้าไปเสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้คนรอบตัว รวมถึงปฏิบัติการ (อย่างไม่เป็นทางการ แต่จะทำเรื่อย ๆ) เพื่อทลายมาตรฐานความงามแบบเก่า สร้างมาตรฐานใหม่ให้ทุกคนดูดีและพร้อม Shine ในแบบของตัวเอง

ซูซี่ ณัฐวดี ดาว TikTok ไทย-แอฟริกัน ผู้ผลักดันความหลากหลายให้ทุกคนเฉิดฉายในแบบตัวเอง

01
ปัจจุบันแซ่บ ๆ แบบฉบับซูซี่

หลังจากที่คุณกลายเป็นดาว TikTok ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

เปลี่ยนไปเยอะมากค่ะ ไปไหนมาไหนคนก็รู้จัก ทำอะไรคนก็เรียกซูซี่นั่น ซูซี่นี่ แฮปปี้ค่ะ นอกจากมาขอถ่ายรูปก็มีบางเคสที่มาขอบคุณ ขอบคุณที่เราเป็นที่รู้จักและทำให้เขามีความมั่นใจได้

คิดว่าแฟนคลับที่เข้ามาทักทายชื่นชอบอะไรในตัวคุณ

คิดว่าเขาน่าจะชอบตัวตนของซูซี่ เราอารมณ์ดี หัวเราะในแบบของตัวเอง มันทำให้คนติดตามมาตลอด บางคนติดตามทุกคลิปไม่พอนะคะ มีทวงคลิปด้วยว่าเมื่อไหร่จะลงอีก (หัวเราะ)

กลายเป็นดาวแล้ว ตัวตนเปลี่ยนไปบ้างไหม

ไม่เลยค่ะ เหมือนเดิมเลย ซูซี่ชอบที่ได้ทำงานที่รักโดยที่เรายังเป็นเรา ไม่ได้คิดเลยว่าจะมีโอกาสได้ทำในสิ่งที่ชอบแบบนี้

เคยรู้สึกเซอร์ไพรส์กับผลลัพธ์ที่ความเป็นตัวเองนำมาให้คุณไหม

เราคิดว่าการเป็นตัวตนของเรามันเป็นเรื่องปกติ เราเป็นผู้หญิงที่ร่าเริงสดใสมานาน จนได้มาเป็นที่รู้จักเลยทำให้รู้ว่า สิ่งที่เราเป็นมันอิมแพคคนได้มากขนาดนี้ สิ่งที่เราเป็นมันทำให้คนมีกำลังใจ เราเซอร์ไพรส์ตรงนี้มากกว่าที่การเป็นตัวเราทำให้หลายคนมีความสุข และได้เป็นตัวของเขาเองมากขึ้น

ตอนนี้หลายคนเห็นคุณเป็นสาวมั่น กล้าแสดงออก สมัยเด็กก็มั่นแบบนี้เลยไหม

ตอนเด็ก ๆ มั่นใจ แต่ไม่เท่านี้ เพราะเรายังเป็นเด็ก เราโดนล้อ โดนสังคมรอบข้างกดทับมาตลอดว่าความเป็นเราอยู่ตรงข้ามกับคำว่าสวย สวยของไทยต้องขาว แต่เราดำ! ฟันต้องชิด แต่เราห่าง! ผมต้องตรง แต่เราหยิก! มันตรงข้ามหมดเลย! ถึงเราร่าเริง แต่ข้างในก็แอบไม่มั่นใจอยู่ด้วย พอเราโตขึ้น เปลี่ยนสังคมเพื่อน ความมั่นใจเรากลับเพิ่มขึ้นมาก เราเริ่มเข้าใจว่าเราไม่ได้แปลกค่ะ

พอเป็นแบบนั้น เราเลยไม่คิดจะดัดฟัน ไม่ทำให้ตัวเองขาวขึ้น ไม่ยืดผม เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อใคร ซูซี่พูดเสมอว่า ถ้าเราจะเปลี่ยนตัวเอง เราต้องเปลี่ยน เพราะไม่ชอบมันจริง ๆ เรามองแล้วไม่แฮปปี้ ทุกคนควรจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขนะ ถ้าเรามองแล้วไม่มีความสุขก็ค่อยเปลี่ยน แต่ซูซี่มีความสุขเวลาที่หัวเราะและยิ้มในกระจก ก็เลยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน

ซูซี่ ณัฐวดี ดาว TikTok ไทย-แอฟริกัน ผู้ผลักดันความหลากหลายให้ทุกคนเฉิดฉายในแบบตัวเอง

หลายคนมองว่าคนผิวดำ หัวเราะอร่อย มักจะต้องเป็นตัวตลก คุณคิดอย่างไร

ไม่เป็นค่ะ! เราเป็นหญิงสาวอารมณ์ดี! ไม่ใช่ตัวตลกนะคะ 

ซูซี่อยากให้คนไทยเข้าใจนะคะ Mindset สื่อละครที่ทำให้คนผิวแทน ผิวดำ ผมหยิกเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้ เราไม่โอเค!

คุณเจอคนบูลลี่เรื่องอะไรเยอะที่สุด แล้วคุณผ่านมันมาได้อย่างไร

เจอเรื่องเหยียดเชื้อชาติเยอะมาก รูปลักษณ์ภายนอก ดำ ฟันห่าง เอาจริง ๆ มันยากนะคะที่จะมีความมั่นใจจนผ่านมาได้ แต่อย่าตัดสินไปก่อนว่า ฉันไม่มีวันทำได้ เราต้องกล้า ต้องหยุดกลัว หยุดฟังคำที่ทำให้เราหยุดพัฒนาตัวเอง 

ถ้าอยากแต่งตัว ยังไม่ต้องฟังเสียงที่บอกว่าไม่สวย อย่าไปกังวลกับเสียงของคนรอบข้างจนลืมความต้องการของตัวเอง ลองดูก่อน แล้วมองในกระจกเองว่าเวิร์กหรือไม่เวิร์ก ถึงจะบอกว่าต้องกล้า แต่ไม่ต้องกล้าเว่อร์นะคะ ค่อย ๆ กล้าขึ้นในทุกวัน นี่คือวิธีของซูซี่ที่เวิร์กแน่นอน แต่มันใช้เวลา ความมั่นใจไม่ได้สร้างได้ในเดือนสองเดือนอยู่แล้ว อย่าตีกรอบตัวเองแคบเกินไป เพราะโลกใบนี้มันใหญ่มาก

ได้ยินว่าเพื่อนลูกครึ่งของคุณก็ต้องเผชิญปัญหาเรื่องทัศนคติจนไม่กล้าเป็นตัวเองเหมือนกัน คุณช่วยพวกเขาอย่างไร

จริง ๆ เยอะค่ะ แต่มีเพื่อนคนหนึ่งเป็นลูกครึ่ง เขาเครียดตลอดว่าใส่เสื้อผ้าจะดูหมองไหม เพราะเขาเป็นลูกครึ่งเหมือนกัน ซูซี่ก็จัดเลย เอา Mindset ที่เราได้รับมาบอกเขาไป ผิวอะไรใส่ไปเลย ดำก็ใส่สีแดงสวย ทำไมหรอ!? เพื่อนคนนั้นจากที่คอยยืดผมก็หยุด ยอมรับความเป็นตัวเองมากขึ้น

เรียกว่าคุณเป็นผู้ปกป้องเพื่อน ๆ

เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปตอนเรียน เราปกป้อง เพราะเพื่อนเป็นเกย์ ถูกบูลลี่ เราไฟต์มาก เพราะไม่ชอบมาตั้งแต่เด็กแล้วเรื่องการบูลลี่ ล้อเลียน มันไม่ควรเกิดขึ้น หรือถ้าเกิดขึ้นก็ต้องไม่มีซูซี่อยู่ในนั้น ถ้าอยู่ฉันจะปกป้องเพื่อนของฉัน! ซูซี่ยอมรับค่ะว่าเราแรงเหมือนกัน เพราะสิ่งที่เราเจอ มันทำให้เราซอฟต์ไม่ได้ สังคมมันโหดร้ายจริง ๆ นะ เราก็บอกเพื่อนด้วยว่าอย่าเงียบ ถ้าเธอเงียบเขาจะมาอีก แต่ช่วยเท่าไหร่ก็ไม่หมดค่ะ เด็กแต่ละคนถูกเลี้ยงดูต่างกัน

การเลี้ยงดูเป็นสิ่งสำคัญที่หล่อหลอมให้เด็กเข้าใจคนอื่น

ถูกค่ะ เด็กบางคนไม่มีนิสัยบูลลี่เลย มันต้องย้อนกลับไปที่สถาบันครอบครัวด้วย ซูซี่พูดตลอด การที่พ่อแม่บูลลี่ให้เด็กดู เด็กก็เข้าใจว่าการไปตัดสินแล้วล้อเลียนเป็นเรื่องสนุก เพราะพ่อแม่ฉันก็ทำ ซูซี่มองว่าสถาบันครอบครัวเปลี่ยนสังคมให้น่าอยู่ขึ้นได้

หลัง ๆ คนชอบโทษโรงเรียน เอาบ้านก่อนเลย เพราะพ่อแม่คือตัวอย่างที่เด็กมักจะเลียนแบบ แต่ทั้งสองสถาบันสำคัญทั้งคู่ค่ะ ไม่งั้นแย่แน่ นิสัยแย่กันไปใหญ่

ซูซี่ ณัฐวดี ดาว TikTok ไทย-แอฟริกัน ผู้ผลักดันความหลากหลายให้ทุกคนเฉิดฉายในแบบตัวเอง

คุณเองก็มีครอบครัวแล้ว คุณบอกเล่าเรื่องเหล่านี้กับลูกบ้างไหม

แต่ก่อนไม่เข้าใจจริง ๆ ค่ะ แต่พอมีลูกแล้ว เราเข้าใจเลยว่าเราคือส่วนสำคัญที่จะทำให้ลูกเห็นว่าควรไปทางไหน กับเด็กคุณก็ไม่ต้องไปว่าเขานะ คุณว่าเขา เขาก็จะไม่มั่นใจในตัวเอง ความมั่นใจช่วยให้เด็กกล้าแสดงออก กล้าทำกิจกรรม เราไม่ควรเห็นเด็กถูกกดทับด้วยเรื่องหน้าตา สีผิว หรือผม พวกเขาควรเข้าใจในความหลากหลายและความเป็นตัวเอง เขาควรรู้ว่าการที่เขาเป็นแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องผิดเลย ซูซี่สอนเรื่องพวกนี้ให้ลูกเสมอ

แล้วเวลาคุณเจอคนเดินเข้ามาว่า คุณทำอย่างไร

มีคนมาว่าก็สวนเลยค่ะ ปากแซ่บ เพราะว่าเกิดที่ไทย สกิลล์ปากต้องได้ แม่บอกว่าถ้าไม่ปกป้องตัวเองไม่มีใครช่วยนะ ปากเลยแซ่บมาแต่เด็ก (หัวเราะ)

หลายคนมองว่าเป็นคนดังไม่ต้องไปคุยกับคนที่มีอคติกับเราก็ได้ คุณคิดแบบนั้นไหม

ไม่ใช่ค่ะ ใครจะเงียบก็ได้ แต่ซูซี่ไม่เงียบ สวนหมดทุกดอก เพราะเรามองว่าการที่คุณเข้ามาคนหนึ่งคน มันเป็นเรื่องที่ผิดอยู่แล้ว คุณรู้อยู่แก่ใจว่ามันผิด เราไม่ยอมให้เขามาว่าแล้วหายไปเลยหรอก ซูซี่จัดให้หมดค่ะ เขาไม่มีเหตุผลที่จะเข้ามาว่าเรา หรือว่าเขาชินกับการวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น ถ้าอย่างนั้นคุณก็มาถูกที่แล้ว จัดให้ เราจะค่อย ๆ กำจัดคนเหล่านี้ที่ชอบว่าคนอื่นออกไป ตอนนี้ก็แทบไม่เหลือค่ะ 

มีการเหยียดแบบอื่นที่คุณเคยเจออีกไหม

มีคนถามว่า ผิวดำแบบนี้จะมีแฟนหรอ โอ้โห ซูซี่มีลูก มีสามีแล้วค่ะ (หัวเราะ) 

โอ๊ย! ซูซี่มีคำถามตลอดว่า ทำไมยังมีคนที่ถามแบบนี้อยู่อีก เพราะเราเจอคนบูลลี่แบบนี้ตอนเด็ก ไม่คิดเลยว่าอายุเท่านี้ยังจะเจอคนกลุ่มนี้ ตาต่อตาฟันต่อฟันไปเลย 

นั่นคือโลกของความเป็นจริงที่คุณเผชิญมาตลอด

ใช่ค่ะ ซูซี่อยู่กับความจริง โลกของความจริงมันเป็นแบบนี้ บางทีเหตุผลใช้กับคนเหล่านี้ไม่ได้ เขาไม่น่ารักเลยค่ะ

ซูซี่ ณัฐวดี ดาว TikTok ไทย-แอฟริกัน ผู้ผลักดันความหลากหลายให้ทุกคนเฉิดฉายในแบบตัวเอง

02
แซ่บด้วยกันบนรันเวย์ของตัวเอง

ก่อนที่คุณจะเป็นคนมั่นใจและพาคนอื่นมั่นใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเองได้อย่างตอนนี้ ความรู้สึกที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง

ไม่มีใครรู้ว่าเรารู้สึกอย่างไร เหมือนเราถูกตัดสิน เขาจะคิดว่าเราแปลกประหลาด ทั้ง ๆ ที่เราเป็นแค่สาวลูกครึ่งไทย-แอฟริกัน เดี๋ยวก่อน! เราไม่ได้เป็น Monster นะคะ (หัวเราะ) อย่างในโรงเรียนมีคนดำคนเดียวคือเรา เราก็คิดว่าตัวเองแปลกไม่เหมือนชาวบ้าน พอโตเปลี่ยนสังคมถึงจะรู้ เราไม่ได้แปลกค่ะ ไม่มีใครแปลก คนที่ไม่รู้และไม่เห็นความหลากหลายจึงปฏิบัติกับเราแบบนี้ จริง ๆ ในโลกอันแสนกว้างใหญ่ ไม่มีใครแปลก เราคือคนปกติค่ะ เป็นอะไรก็คือตัวตนของเรา ยอมรับตัวตนค่ะ

ได้ยินว่าอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนของคุณคือการได้พบเจอกับเพื่อนต่างชาติ

เล่าแล้วจะเหมือนสาวนักเที่ยวไหม (หัวเราะ) คือเพื่อนของซูซี่เป็นชาวต่างชาติที่มาเรียนในประเทศไทย เราก็รู้จักกันเลยเอาเรื่องของเราไปแชร์ก็เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เขาเองก็อยากรู้ว่าการเป็นคนดำในประเทศไทยยากไหม เพราะเขาเป็นคนดำเหมือนกัน พอมาถึงประเทศเราก็เจอคนไทยมองแปลก ๆ เราเลยอธิบายให้เขาฟังว่ามันเป็นเพราะทัศนคติของคนในสังคม พอแชร์กันไปมา ซูซี่ก็เรียนรู้ว่าถ้าเราเปลี่ยน Mindset ของเรา ยังไงเราก็อยู่กับตัวตนของเราได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ต่อให้เราย้ายไปอยู่ที่ใดในโลก ซูซี่ก็จะเป็นซูซี่แบบนี้

ถ้าเลือกได้จะย้ายไหม

(หัวเราะ) ตอนนั้นเพื่อนตกใจเรื่องบรรทัดฐานความงามของสังคมไทย เขาก็ถามว่าทำไมเราไม่ย้าย แต่เรามองว่า การย้ายไม่ใช่คำตอบสักเท่าไหร่ ซูซี่ขอบคุณตัวเองที่ยังอยู่นะคะ เพราะการที่เราได้อยู่ทำให้เราได้ช่วยเปลี่ยน Mindset ของใครหลายคนให้เขารักตัวเอง กล้ายิ้ม กล้าแต่งตัว และมั่นใจในตัวเองมากขึ้น

คุณก้าวไปข้างหน้า พาคนอื่นมั่นใจในตัวเอง ตอนนี้ขอบข่ายการช่วยเหลือของคุณขยายขึ้นบ้างไหม

เราก้าวไปมากกว่าแต่ก่อนมาก สมัยก่อนเราสร้างความมั่นใจให้ตัวเองและเพื่อนอีกนิดหน่อยในวงเล็กนิดเดียว แต่ทุกวันนี้เราส่งออกไปกว้างมากและมันเวิร์ก บางคนเจอเราข้างนอก เขาบอกว่า หนูไม่เคยอยากแต่งหน้าแต่งตัวเลย จนหนูมารู้จักพี่ ซูซี่รู้สึกว่าสิ่งที่เราเป็นมันช่วยได้เยอะขนาดนี้เลยหรอ ใจหนึ่งเราแอบเศร้าตรงที่ว่า ถ้าเราไม่เป็นที่รู้จัก เขาจะต้องอยู่ในโลกที่จำกัดไปอีกนานเท่าไหร่ ผิวดำทาปากแดงไม่สวย ใครบอก ห้ะ! (ทำตาโต) เราไม่อยากให้คนไทยกดคนไทยด้วยกันให้อยู่ภายใต้ความทรมานแบบนี้เลย

ซูซี่ ณัฐวดี ดาว TikTok ไทย-แอฟริกัน ผู้ผลักดันความหลากหลายให้ทุกคนเฉิดฉายในแบบตัวเอง

ในมุมมองของคุณ เวลาผ่านไป ปัญหายังมีเหมือนเดิม แต่สังคมไทยถือว่าก้าวหน้าขึ้นไหม

ซูซี่ว่าดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนนะคะ แต่ถามว่าดีขึ้นมากไหม… (ทำท่าคิดแล้วหัวเราะ) มันไม่ได้เปลี่ยนแบบว้าว แต่ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนแน่ ๆ หลายคนออกมาแสดงความเป็นตัวเองมากขึ้น เมื่อก่อนที่มีแต่สื่อโทรทัศน์ ตอนนี้มีโซเชียลมีเดีย ประเทศไทยเลยถือว่าก้าวหน้าไปในระดับที่เราก็แฮปปี้ แต่ถามว่าพอใจสุดไหม ก็ยัง เพราะยังมีอยู่ค่ะ ซูซี่ก็ยังโดนว่าทำไมไม่ดัดฟัน ทำไมไม่ยืดผม แต่ซูซี่ฟันห่างก็สวยได้ มั่นใจได้ค่ะ เด็กรุ่นใหม่เองก็เปิดรับสิ่งใหม่ ๆ ซูซี่ว่าต้องดีขึ้นแน่ ๆ 

หลายคนไม่อยากทำสวย เพราะคิดว่าสวยไปก็มีคนที่สวยกว่าที่จะได้รับโอกาสในสังคมมากกว่า คุณเห็นด้วยไหม

ทุกคนหน้าตาไม่เหมือนกันนะ หุ่นไม่เหมือนกัน คาแรกเตอร์ไม่เหมือนกัน ทำไมคนที่ดูดีกว่า สวยกว่าในนิยามของสังคมที่เห็น ๆ กันอยู่ถึงมีโอกาสมากกว่า ทั้งที่ทุกคนควรมีโอกาส การเปิดกว้างทำให้ผู้หญิงเก่งที่มีหน้าตา รูปร่างหลากหลายเฉิดฉายได้เหมือนกัน ผู้หญิงมีความสามารถก็ควรเปิดกว้างให้พวกเขาได้ Shine ค่ะ

ไม่อยากให้ใครก็ตามเอาหน้าตาไปเปรียบเทียบกัน แต่อยากให้เทียบที่ความสามารถ

เรื่อง Beauty Privilege ไม่ได้มีแค่ที่ไทย มันมีทั่วโลก เราอย่าไปเทียบกับเขา ถ้าเขาสบายใจจะสวยตรงตาม Beauty Standard นั่นเป็นความพึงพอใจของเขา แต่สำหรับเรา ถ้าเราพยายามแล้วเหนื่อย เรามาอยู่ในโลกของเราได้ค่ะ ประสบความสำเร็จเหมือนกัน ในโลกใบนี้ไม่ใช่คนสวยอย่างเดียวที่จะประสบความสำเร็จ อย่ายัดตัวเองลงไปในกรอบนั้น

ทุกอย่างมันอยู่ที่ Mindset และการปลูกฝัง แต่การปลูกฝังบ้านเรายังติดอยู่กับความงามแบบเดิม ๆ พอผู้หญิงเสพมาก ๆ เขาก็จะนอยตัวเองว่าไม่สวย ไม่กล้าใช้ชีวิต ไม่มั่นใจ เพราะไม่ตรงตาม Beauty Norm ที่ส่งต่อกันมา คนแบบซูซี่ยังมีไม่เยอะมาก ยังเป็นพลังขับเคลื่อนที่ถือว่าน้อยนิด หลายคนดูแล้วมั่นใจ แต่หลายคนดูแล้วก็ยังไม่มี ซึ่งตรงนี้บังคับกันไม่ได้ แต่เราจะเดินหน้าด้วยกัน

ถ้ามาตรฐานความงามที่สังคมกำหนดมันเป็นปัญหา งั้นสร้างใหม่เป็นของตัวเองเลยได้ไหม

ได้เลย! ต้องแบบนั้นเลยค่ะ สร้างเอง ใครก็ดูดีได้ ไม่ต้องกลัว ผู้หญิงหลายคนโกนผมก็สวยได้ ไม่เห็นต้องใส่วิก เราไม่ได้หลอกตัวเองนะ ถ้าซูซี่หลอกตัวเองคงไม่ปล่อยให้ฟันห่างจนอายุ 26 หรอก เราคงจะดัดไปแล้ว แต่เราแฮปปี้กับตัวเราจริง ๆ

คุณคิดอย่างไรกับเทรนด์ที่เห็นกันบนโซเชียลอย่างการทำโมเดลเฟส หน้านิ่ง ไม่ยิ้ม 

ถ้าทำเพราะอยากเฟียสก็โอเคค่ะ เอาไว้ถ่ายรูป แต่ต้องไม่ทำเพราะอาย ไม่กล้ายิ้ม อย่านะ อย่าทำ การทำโมเดลเฟส เพราะไม่กล้ายิ้ม ฟันไม่สวย มันไม่ได้ค่ะ รอยยิ้มไม่เคยเป็นปัญหา สำหรับซูซี่ที่ฟันห่าง รอยยิ้มก็ไม่เคยเป็นปัญหา ซูซี่ฟันห่างเหมือนแม่และคุณยาย ซึ่งแม่ซูซี่ยิ้มม่วนมาก (หัวเราะ) แม่ไม่ดัดฟัน แต่ก็ยิ้มกว้าง นั่นคือเสน่ห์ที่คนมองเห็นเขาจดจำ

อีกอย่างคือ ซูซี่ชมตัวเองได้ไม่อายปากเลยว่า ฟันห่างเข้ากับหน้าซูซี่ เรายิ้มแล้วเราสวย เอาเป็นว่า เปลี่ยน Mindset ค่ะ การที่ไม่กล้ายิ้มเพราะมีฟันเหลืองหรือฟันห่าง มันเป็นเพราะคุณมีภาพอยู่ในหัวหรือเปล่าว่าต้องเป็นแบบไหน พอเป็นไม่ได้ คุณเลยไม่กล้ายิ้ม แล้วทำไมคุณต้องเป็นแบบนั้น

'ซูซี่ ณัฐวดี' เปลี่ยนการกดทับเป็นแรงผลักดันในการลดอคติทางเชื้อชาติ ปล่อยความสามารถให้เฉิดฉายอย่างเท่าเทียม

พอมีชื่อเสียงแล้ว คุณมีแผนการเปลี่ยนทัศนคติของสังคมเรื่องการเหยียดสีผิว เหยียดเชื้อชาติ หรือการบูลลี่บ้างไหม

ถ้าเป็นการวางแผนเลยอาจจะไม่มี แต่เราจะเป็นตัวเราแบบนี้ตลอดไป ซูซี่จะทำให้คนเห็นผ่านคลิปแล้วซึมซับไปเรื่อย ๆ ให้เขารู้ว่ามันมีคนที่อาจจะไม่ได้สวยตามมาตรฐาน แต่สวยในแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะผิวสีไหน หน้าตาเป็นอย่างไรก็ดูดีได้ อย่างน้อยก็ให้คนรุ่นใหม่เปลี่ยนความคิดในการมองความงามให้ต่างไปจากเดิม สาวพลัสไซส์ก็ออกมาแสดงจุดยืนกันมากขึ้น เราได้ขยายสังคม ได้เชื้อเชิญให้คนที่อยากแสดงความเป็นตัวเอง แต่ไม่ตรงกับมาตรฐานทั่วไป ออกมาแสดงจุดยืน มันเป็นอะไรที่ดีนะ ทำให้ Beauty Privilege ไม่ได้มีอิทธิพลขนาดนั้น เพราะทุกคนจะได้รับโอกาสเท่ากันหมด

อีกอย่างหนึ่งคือ เราเองต้องการกล้าพูดด้วยว่า เราไม่ชอบในบางสิ่งที่คนอื่นพูด กล้าเตือน กล้าบอกความรู้สึก เราไม่ควรจะทำร้ายจิตใจกัน การเคารพกันและกันมันง่ายมากเลยนะ สวยไม่สวยก็เป็นตัวตนที่เราต้องเคารพ บ้านเราไม่ค่อยชมกันสักเท่าไหร่ด้วย เปลี่ยนคำว่ากล่าวเป็นคำชมดีกว่า ถ้าทุกคนมั่นใจด้วยกัน เราจะสร้างมาตรฐานใหม่ของตัวเองได้

ถ้าก้าวข้ามจุดที่ไม่มั่นใจไปได้ จะมีอะไรรออยู่

ความสุขของชีวิต ถ้าไม่มีความมั่นใจ เราจะเครียดคนเดียว ทุกคนมีความมั่นใจได้ อย่าไปเป็นอย่างคนอื่น ซูซี่ไม่เคยเอาตัวเองไปเทียบกับใครถึงได้เป็นตัวเองจนถึงทุกวันนี้

แต่ถ้าสุดท้ายคุณไม่มั่นใจจนอยากเปลี่ยน ก็ต้องเปลี่ยน เพราะเราอยากให้เขามีความสุขที่สุด ซูซี่เคยอยู่ในจุดที่ไม่มั่นใจ ซูซี่รู้ว่าต่อให้เขาดูกี่สื่อ กี่แรงผลักดัน เขาก็ไม่มั่นใจ เพื่อความสุขที่มากขึ้นอาจจะออกกำลังกาย หรือทำอะไรก็ได้ที่ดีต่อตัวเองและสร้างความมั่นใจ อาจจะเหนื่อยหน่อย แต่ความสุขแรกที่ได้มาหลังจากความเหนื่อย ซูซี่ว่ามันคุ้มนะ

พอจะมีเคล็ดลับความดูดีง่าย ๆ ในแบบของตัวเองแนะนำไหม

ถ้าอย่างซูซี่ เราจะชอบตัวเองเวลาหัวเราะ เวลายิ้ม บางงานที่บรีฟให้ขรึม ๆ เราจะรู้สึกว่าไม่เป็นตัวเราเท่าไหร่ คนรอบข้างเขาก็ฟินเวลาเราเป็นตัวเอง เพราะฉะนั้น ซูซี่ว่ารอยยิ้มนี่แหละเสน่ห์ ใครยิ้มก็ดูดี โลกสดใส มันคือการแสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมา รอยยิ้มของใครก็ของคนนั้น ไม่มีใครเหมือน นี่คือความพิเศษ แล้วรอยยิ้มก็ไม่ต้องซื้อ บางทีทักทายกันก็ไม่ต้องพูด แค่ยิ้มให้กันก็แฮปปี้แล้ว

แต่หลายคนมีปัญหาเรื่องการจัดฟัน บางคนฟันเหลืองเลยไม่มั่นใจที่จะยิ้ม

ซูซี่ฟันห่างนะ (หัวเราะ) แต่มันทำให้เรายิ้มสวยในแบบของเรา มันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง เรื่องฟันเหลืองมันมีทางแก้ เปลี่ยนยาสีฟันไหมคะ ใช้ Colgate ก็ได้ (หัวเราะ) ถ้าเรื่องใหญ่คือสุขภาพฟันมากกว่า ไม่ใช่สวยหรือไม่สวย ถ้าสุขภาพฟันไม่ดี แนะนำให้ไปหาหมอ ส่วนเรื่องสวยไม่สวย ไม่ต้องกลัว ยังไงมันก็เป็นเรา

คุณคิดว่าถ้าทุกคนช่วยกันจะรีเซ็ตความสวยแบบเดิม ๆ ได้บ้างไหม

ตอนนี้ซูซี่ร่วมกับ Colgate ในการทำสิ่งนั้น ซูซี่เชื่อว่าทำได้ การที่ Colgate เห็นว่าซูซี่ยิ้มอย่างมั่นใจทัั้งที่ฟันซูซี่ห่างแล้วเขายังเลือกซูซี่มา ก็หมายความว่าเขายอมรับในความงามอันหลากหลายจริง ๆ ขนาดเขาโฆษณายาสีฟัน แสดงว่าเรามีจุดยืนเหมือนกัน คนที่เห็น คนที่ดูควรทราบได้แล้วว่า ถ้าเธออยากจะสวย อยากจะดูดี อยากจะมั่นใจ เธอไม่ต้องมีฟันชิดก็สวยได้ เราทำให้คุณดูแล้ว

อยากให้อนาคตหลังแคมเปญนี้ออกไปเป็นอย่างไร

ทุกคนควร Smile Out Loud โดยไม่ต้องเขินอาย ซูซี่ก็เป็นแบบนั้น มันเป๊ะมากที่คนมีทัศนคติเหมือนกันอย่างเรา คุณแอนชิลี และ Colgate มาร่วมกันทำแคมเปญ Smile Out Loud เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับทุกคน มันจะช่วยสร้างสังคมอันหลากหลาย โดยที่ไม่ต้องมีใครถูกกดทับกับความสวยแบบเดิม ๆ

อย่างที่ซูซี่พูดไปตั้งแต่ต้น การถูกกดทับด้วยมาตรฐานเดิม ๆ นิยามความงามแบบเดิม ๆ ควรถูกเปลี่ยนได้แล้ว คนรุ่นใหม่นี่แหละค่ะที่ช่วยกันยอมรับความงามในแบบของตัวเอง โดยไม่ต้องกังวลกับสายตาหรือเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนรอบข้าง เราต้องเปลี่ยนนิยามความสวยที่ใครก็ไม่รู้กำหนดไว้ รีเซ็ตให้เป็นของแต่ละคนไปเลย ทีนี้ ซูซี่เชื่อว่าเราจะโอบกอดความเป็นตัวเองมากขึ้น สนับสนุนให้กันและกันมีความมั่นใจ และใช้ความมั่นใจนั้นสร้างความสุขให้กับชีวิตตัวเองต่อไป

'ซูซี่ ณัฐวดี' เปลี่ยนการกดทับเป็นแรงผลักดันในการลดอคติทางเชื้อชาติ ปล่อยความสามารถให้เฉิดฉายอย่างเท่าเทียม

Colgate ร่วมกับ แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส, ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล และผู้หญิงอีกหลายคนทั่วเอเชีย ในแคมเปญ Smile Out Loud เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นใจ และสนับสนุนความเป็นตัวของตัวเอง ผ่าน #คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู ยาสีฟันที่ช่วยเสริมความมั่นใจสำหรับกิจวัตร Beauty Oral Care ที่มี O2 Technology ซึ่งจะช่วยให้ทุกคนมั่นใจที่จะยิ้มแสดงความเป็นตัวของตัวเอง และพร้อมที่จะ Smile Out Loud กันทั้งประเทศ

ติดตามอ่านเรื่องราวของ แอชิลี สก๊อต-เคมมิส ได้ในวันพรุ่งนี้

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load